ได้ครบแล้ว! เช็คผลงาน4สโมสรลุยรอบตัดเชือกชปล.2019/20

หลังจากที่ โอลิมปิก ลียง พลิกล็อกโค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เราได้ครบทั้ง 4 สโมสรเรียบร้อย สำหรับศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019/20 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1995/96 เลยทีเดียว ที่ไม่มีสโมสรจากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ลา ลีกา สเปน หลงเหลือในรอบตัดเชือก เพราะ 4 สโมสรที่หลุดเข้ามาเที่ยวนี้เป็นสองตัวแทนจาก บุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ แอร์เบ ไลป์ซิก และสองตัวแทนจากเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส อย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กับ โอลิมปิก ลียง ว่าแล้วเรามาเช็คฟอร์มของทั้งสี่สโมสรกันเลยดีกว่าว่า ตลอดเส้นทาง 9 นัดที่ผ่านมานั้น พวกเขาผ่านอะไรกันมาบ้าง และทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน

* ปารีส แซงต์-แชร์กแมง *

 – ยูฟ่า แรงกิ้ง : 7
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 22 เสีย 5
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม เอ, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สกอร์รวมสองนัด 3-2 (แพ้ 1-2 เกมเยือน, ชนะ 2-0 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ อตาลันต้า 2-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : เมาโร อีการ์ดี้ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (5 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบ 16 ทีมสุดท้าย
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 1994/95 และ 2019/20)   

ทีมของกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ซีซั่นนี้กวาดเรียบทั้งสามแชมป์ในประเทศ มุ่งมั่นอย่างมากที่จะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกให้ได้ ซึ่งพวกเขาก็มาดีเลยทีเดียว หลังผ่านจากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่มี เรอัล มาดริด เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาก็ฝ่าด่าน ดอร์ทมุนด์ ได้แบบสนุก หลังพ่ายก่อนในเลกแรก ขณะที่รอบที่แล้ว เปแอสเช ทำท่าว่าจะโดน อตาลันต้า เขี่ยตกรอบ ทว่ากลับมาเป็นฝ่ายคว้าชัยได้แบบสุดดราม่า จากสองประตูช่วงท้ายเกมของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
        
* แอร์เบ ไลป์ซิก *

– ยูฟ่า แรงกิ้ง : 32
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 1 ยิงได้ 17 เสีย 9
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม จี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สกอร์รวมสองนัด 4-0 (ชนะ 1-0 เกมเยือน, ชนะ 3-0 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : ติโม แวร์เนอร์ (ย้ายไป เชลซี แล้ว) และ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ (4 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบแบ่งกลุ่ม (ยูฟ่า ยูโรปา ลีก)
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 2019/20) 

เซอร์ไพรส์มากๆ สำหรับ ไลป์ซิก ที่มาไกลจนถึงรอบตัดเชือก โดยนอกจากจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการซิวแชมป์กลุ่ม จี แล้ว พวกเขายังผ่านคู่แข่งในรอบ 16 ทีมอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทัพ ได้อย่างง่ายดายด้วย และรอบก่อนรองฯ ถือเป็นไฮไลต์เลย เพราะสามารถโค่นทีมแกร่งอย่าง แอต. มาดริด ทั้งที่ไม่มีดาวยิงตัวเก่งอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งถือว่าน่าจับตามองเหลือเกินว่า ทีมของกุนซือหนุ่มไฟแรงอย่าง ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ จะไปไกลจนถึงวันสุดท้ายของการแข่งขันได้หรือไม่

* บาเยิร์น มิวนิค *

 – ยูฟ่า แรงกิ้ง : 2
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 9 เสมอ 0 แพ้ 0 ยิงได้ 39 เสีย 8
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม บี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ เชลซี สกอร์รวมสองนัด 7-1 (ชนะ 3-0 เกมเยือน, ชนะ 4-1 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2
        – ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (14 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบก่อนรองฯ
        – ผลงานดีสุดในชปล. : แชมป์ 5 สมัย (ได้ครั้งล่าสุดในซีซั่น 2012/13)   

เดินหน้าลุ้นคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจสำหรับทัพ "เสือใต้" โดยผลงานในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ของพวกเขา ถือว่าโหดมากๆ เพราะคว้าชัยรวดมาตลอดเส้นทาง แถมกระซวกประตูคู่แข่งถึง 39 ลูก!!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมรอบก่อนรองฯ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ประวัติศาสตร์วงการลูกหนังต้องจารึกเลยทีเดียว หลังจากที่พวกเขารวมพลังกันไล่ขยี้ บาร์เซโลน่า แบบไม่มียั้งด้วยสกอร์ 8-2 ดูแล้วฟอร์มแบบนี้ทีมของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค คงเริ่มฝันถึงแชมป์สมัยที่ 6 กันแล้ว  

* โอลิมปิก ลียง *

– ยูฟ่า แรงกิ้ง : 17
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 3 ยิงได้ 14 เสีย 11
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : รองแชมป์กลุ่ม จี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ผ่าน ยูเวนตุส ด้วยกฎอเวย์โกล หลังสกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 2-2 (ชนะ 1-0 เกมเหย้า, แพ้ 1-2 เกมเยือน), รอบก่อนรองฯ ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : เมมฟิส เดอปาย (6 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบ 16 ทีมสุดท้าย
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 2009/10 และ 2019/20)   

นอกจาก ไลป์ซิก แล้ว ลียง ถือเป็นอีกทีมที่ทะลุเข้ามาถึงรอบตัดเชือกได้แบบเหนือความคาดหมาย โดยเริ่มตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ที่พวกเขาเบียดคว้าตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์ได้แบบฉิวเฉียดในฐานะรองแชมป์กลุ่ม (แชมป์กลุ่มคือ ไลป์ซิก) พอมาถึงรอบ 16 ทีม ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ลียง จะผ่าน ยูเวนตุส ได้ ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แถมล่าสุดหักปากกาเซียน ฝ่าด่าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งในรอบก่อนรองฯ ได้อีก มาถึงจุดนี้แล้ว ทีมของกุนซือ รูดี้ การ์เซีย คงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ถึงแม้รอบตัดเชือกต้องเจอกับ บาเยิร์น ก็ตาม

     * โปรแกรมการแข่งขันเกมรอบตัดเชือก *

– วันอังคารที่ 18 สิงหาคม : แอร์เบ ไลป์ซิก VS ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ 
– วันพุธที่ 19 สิงหาคม : โอลิมปิก ลียง VS บาเยิร์น มิวนิค, สนาม เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด

บาเยิร์นขอโหดต่อ! “เลวาน” พร้อมซัด,ลียงลุ้น “เดอปาย” โป้งรอบรองฯ ชปล.

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค หวังโชว์ฟอร์มโหดต่อเนื่องโดยมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นำปิดสกอร์เกมพบ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง ที่มี เมมฟิส เดอปาย พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ  วันพุธที่ 19 ส.ค. ศกนี้  เวลา : 02.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563, เวลา : 02.00 น.
โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)   –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรนมัน)

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

    ทีมโอแอลของ รูดี้ การ์เซีย มาไกลเกินคาดถึงรอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ หลังจากที่ไล่เขี่ยตัวเต็งมาทั้งยูเวนตุส ด้วยกฎประตูทีมเยือน และแมนฯ ซิตี้ 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

    การจัดทัพไม่มีปัญหาเจ็บ-แบนให้กังวล ในแดนหน้าที่มีกัปตัน เมมฟิส เดอปาย ยืนพื้น คู่หูต้องเลือกระหว่าง คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ที่ออกสตาร์ตทั้ง 2 แมตช์ล่าสุด หรือ มุสซ่า เดมเบเล่ ที่ถูกเปลี่ยนตัวมายิงรัว 2 ลูกใส่ทีมเรือใบสีฟ้า

    นอกนั้นยึดชุดเดิม เท่ากับว่า มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดาวรุ่งวัย 20 จะได้ลงตัวจริงกลางสนามต่อไป ประสานงานกับอีก 2 แข้งพลังหนุ่มทั้ง บรูโน่ กิมาไรช์ และ อูสเซ็ม อาอูอาร์ วัย 22 เท่ากัน

    วิงแบ็ก 2 ฟากวาง เลโอ ดูบัวส์ กับ มักซ์เวล กอร์เน่ต์ โดยหลังปรับตำแหน่งจากแนวรุกแล้วกลายเป็นเล่นดี แนวรับนำโดย เจสัน เดนาเยอร์ อดีตแข้งแมนฯ ซิตี้ และ แอนโธนี่ โลเปส ที่โชว์เซฟอุตลุดในรอบก่อน

    ด้านทีมเสือใต้ของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค ยังคงเป็นทีมเดียวในท็อป 5 ลีกยุโรปที่ชนะรวดทุกรายการนับจากรีสตาร์ต อีกทั้งรายการนี้ก็เฮทุกนัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงแมตช์ล่าสุดที่ระเบิดฟอร์มโหด ถล่มบาร์เซโลน่าไปถึง 8-2

    ความพร้อมล่าสุดได้ข่าวดีเมื่อ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกกลับมาซ้อมได้แล้ว กระนั้นเชื่อว่าฟลิคคงไม่คิดเยอะเกิน ยึด 11 ตัวจริงที่กำลังลงตัวต่อไป

    นั่นเท่ากับว่า โยชัว คิมมิช จะได้เล่นแบ็กขวาต่อไป แล้วให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมกลางสนามคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แม้ว่าดาวเตะทีมชาติสเปนกำลังตกเป็นข่าวย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลก็ตาม

    คิงส์เล่ย์ โกมัน อีกหนึ่งแข้งฝรั่งเศสกลับมาฟิตเช่นกัน แต่ อิวาน เปริชิช ลากเลื้อยทดแทนได้เยี่ยม น่าจะยึดตำแหน่งใน 3 แนวรุกเคียงข้าง แซร์ช นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปลที่กดไปแล้ว 54 ลูกทุกรายการฤดูกาลนี้

    ในราย ลีรอย ซาเน่ ปีกสมาชิกใหม่ที่คว้ามาจากแมนฯ ซิตี้ นั้นยังไม่สามารถลงเล่นได้จนกว่าจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    โอลิมปิก ลียง (3-5-2) : แอนโธนี่ โลเปส – เจสัน เดนาเยอร์, มาร์เซโล่, แฟร์นานโด มาร์ซาล – เลโอ ดูบัวส์, มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์, บรูโน่ กิมาไรช์, อูสเซ็ม อาอูอาร์, มักซ์เวล กอร์เน่ต์ – คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี, เมมฟิส เดอปาย
    เทรนเนอร์ : รูดี้ การ์เซีย

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์ช นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริชิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี      รายการ    ผลการแข่งขัน
28/04/10        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 0-3
22/04/10        ชปล.    บาเยิร์น ชนะ ลียง 1-0
11/12/08        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 2-3
01/10/08        ชปล.    บาเยิร์น เสมอ  ลียง 1-1 
05/11/03        ชปล.    บาเยิร์น แพ้ ลียง 1-2
21/10/03        ชปล.    ลียง เสมอ  บาเยิร์น 1-1
06/03/01        ชปล.    ลียง ชนะ  บาเยิร์น 3-0

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลียง
16/08/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้  3-1 (สนามกลาง)     ชปล.
07/08/20 แพ้ ยูเวนตุส 1-2 (เยือน)         ชปล.
01/08/20 เสมอ เปแอสเช 0-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ ลีก คัพ 
23/07/20 ชนะ เกนท์ 3-2 (เยือน)         อุ่นเครื่อง   
19/07/20 ชนะ เซลติก 2-1 (เหย้า)         อุ่นเครื่อง

บาเยิร์น
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล
27/06/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 4-0 (เยือน)     บุนเดสลีกา

คล็อปป์แบ่ง2ชุด ! ปรีซีซั่น ลิเวอร์พูล ทำศึกอุ่นเครื่องเกมแรกปะทะ สตุ๊ตการ์ท

    ลิเวอร์พูล เตรียมลงสนามลับแข้งอุ่นเครื่องปรีซีซั่นแมตช์พบ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยจะเป็นการประเดิมสนามแมตช์แรกหลังจากที่พักเบรกเป็นเวลาประมาณ 27 วันนับตั้งแต่ที่ "หงส์แดง" ไล่ต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1 ในเกมลีกแมตช์ปิดซีซั่น 2019/2020
    การที่ "เดอะ เร้ดส์" ไม่มีโปรแกรมลงแข่งมินิทัวร์นาเมนต์ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และเกมทีมชาติ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดควิด-19 ทำให้ทีมเลือกที่จะเดินทางมาเข้าแค้มป์เก็บตัวในประเทศออสเตรีย

    แม้ว่าการเดินทางไปที่นั่นจะส่งผลกระทบพอสมควรกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษ ได้เพิ่มชื่อประเทศออสเตรีย เป็นดินแดนที่ผู้ไปหรือกลับมาจากที่นั่นต้องเข้ารับการกักตัว 14 วัน เพราะสถานการณ์ในการแพร่ระบาดของเชื้อมรณะค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับที่นั่น

    อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ และพวกเขาได้กำหนดเกมอุ่นเครื่องเอาไว้ 2 แมตช์ทั้งพบ สตุ๊ตการ์ท ซึ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกา ตามด้วยการดวลกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ในวันอังคารที่ 25 ส.ค.นี้

    ด้วยการลงฝึกซ้อมเพียงแค่ 6 วันทำให้ คล็อปป์ คงใช้วิธีการลองนักเตะแบบแบ่งเป็นสองทีมโดยลงแข่งทีมละครึ่งเวลา 

    สำหรับนักเตะที่จะได้มีชื่อในแมตช์พบกับ สตุ๊ตการ์ท นั้นแน่นอนว่าจะไม่มี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เพราะเขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายที่ เมล วู้ด เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อย เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ วิลสัน โดย คล็อปป์ คงจะจัดนักเตะแบบผสมผสานระหว่างแข้งประสบการณ์กับดาวรุ่งในแมตช์นี้

    โฌแอล มาติป, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน จะไม่มีส่วนในการอุ่นเครื่องที่ออสเตรีย เนื่องจากพวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในช่วงพักฟื้่นร่างกาย โดยเฉพาะในรายของ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่เพิ่งจะมีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่า ขณะที่ เซอร์ดาน ชากีรี่ กับ ดิว็อค โอริกี้ ไม่ได้ร่วมฝึกซ้อม และยังไม่แน่ว่าจะได้มีส่วนในเกมนี้หรือไม่

    ในส่วนของ มาติป กับ "เฮนโด้" งานนี้กุนซือเลือดด๊อยท์ช ระบุว่าสถานการณ์เป็นในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้้งสองคนไม่สามารถกลับมาฝึกซ้อมกับทีมได้ และจำเป็นที่จะต้องพักฟื้นร่างกายเพื่อให้ฟิตสมบูรณ์สำหรับโปรแกรมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่จะเปิดฉากในวันที่ 12 กันยายนนี้

คาดการณ์ขุมกำลัง ลิเวอร์พูล ในเกมพบ สตุ๊ตการ์ท
ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์, อาเดรียน, ควีวีน เคลเลเฮอร์, ลอริส คาริอุส

กองหลัง : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เนโก วิลเลี่มส์, คอสตาส ซิมิคาส, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เซป ฟาน เดน เบิร์ก, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ

กองกลาง : ฟาบินโญ่, เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เคอร์ติช โจนส์, มาร์โก กรูยิช

กองหน้า : โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ล ซาดิโอ มาเน่, ทาคุมิ มินามิโนะ, ริอาน บรูว์สเตอร์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

 
 11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก
    "ม้าขาว" เพิ่งได้กลับมาเล่นในบุนเดสลีกา อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้ารองแชมป์ ลีกา 2 โดยทีมเตรียมจะได้เจอกับบททดสอบครั้งสำคัญในการปะทะกับ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมในการเตรียมความพร้อมก่อนลุยเกมลีกเมืองเบียร์

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาจัด 11 แข้งที่จะลงสนามในครึ่งแรกกับการอุ่นเครื่อง สตุ๊ตการ์ท โดยงานนี้ คล็อปป์ จะใช้ชุดที่แข็งที่สุดลงเล่นในครึ่งแรก เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะเป็นหน้าที่ของ อลีสซง ขณะที่แบ็กขวา วิลเลี่ยมส์ จะไดรับหน้าที่สำคัญนี้เนื่องจากทีมขาด อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กจะเป็นของ ฟาน ไดค์ และ โกเมซ ขณะที่แบ็กซ้ายเป็นหน้าที่ของ โรเบิร์ตสัน

 

    ในส่วนของแผนกองกลาง ฟาบินโญ่ จะได้ลงเล่นตัวจริง โดยจะรับบทบาทโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ เคียงข้าง เกอิต้า กับ ไวนัลดุม ซึ่ง 3 มิดฟิลด์ได้ลงเล่นตัวจริงร่วมกันครั้งล่าสุดก็ในเกมลีกที่พบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ด้านกองหน้ายังคงเป็นหน้าที่ของ "หินเหล็กไฟ" โม ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ และ มาเน่

    11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก : อลิสซง, วิลเลี่ยมส์, โกเมซ, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, เกอิต้า, ไวนัลดุม, ซาลาห์, ฟีร์มีโน่, มาเน่ 

11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง
    ในช่วงพักครึ่ง คล็อปป์ คงจะมีการเปลี่ยนนักเตะแบบยกชุดโดยค่าเฉลี่ยในเรื่องอายุของทีมชุดนี้จะลดลงมา เนื่องจากจะเป็นการส่งผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามผสมกับนักเตะมากประสบการณ์ งานนี้นายทวารจะเป็นหน้าที่ของ อาเดียน โกลชาวสแปนิช

    ส่วน ซิมิคาส จะมีโอกาสได้ลงสนามเป็นเกมแรกในฐานะผู้เล่น "หงส์แดง" ในตำแหน่งแบ็กซ้าย หลังจากที่นักเตะย้ายจาก โอลิมเปียกอส มาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ ส่วนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กจะเป็นหน้าที่ของ คูเมติโอ ที่จะจับคู่กับ ฟิลลิปส์ ซึ่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมาถูกส่งไปเล่นยืมตัวกับ สตุ๊ตการ์ท ขณะที่แบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ ฮูแฟร์

    ขณะที่ มิลเนอร์ จะได้ลงไปคุมบรรดาน้องๆ วัยกระเตาะในแผงกองกลางซึ่งจะรับบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วน กรูยิช ที่คาดว่าอาจจะย้ายทีมแบบถาวรในช่วงซัมเมอร์นี้ จะได้ลงเล่นด้วย ขณะที่ โจนส์ จะได้ลงคุมเกมด้วยเช่นกัน ที่น่าตื่นเต้นก็คือเกมรุก เพราะ คล็อปป์ จะส่งแข้งแบบผสมผสานลงสนาม

 

    งานนี้ เอลเลียตต์ , ทาคุมิ มินามิโนะ และ บรูว์สเตอร์ จะได้ลงไล่ล่าประตู "ม้าขาย" และอาจจะมีเซอร์ไพรส์เพราะ นายใหญ่ชาวเยอรมัน มีโอกาสที่จะใช้ระบบโรเตชั่นในแต่ละตำแหน่งตลอดช่วง 45 นาทีหลังก็เป็นไปได้
 
     11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง : อาเดรียน, ฮูแฟร์, ฟิลลิปส์, คูเมติโอ, มิลเนอร์, กรูยิช, โจนส์, เอลเลียตต์, มินามิโนะ, บรูว์สเตอร์

ลูกากูพร้อมหวด! อินเตอร์มุ่งมั่นฉะชัคตาร์ฯขอฉลุยชิงยูโรปาลีก

"งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน คาดหวังโอกาสในการเข้าชิงบอลยุโรปรายการนี้อีกครั้ง หลังเคยทำได้ล่าสุดปี 1998 ยังคงมี โรเมลู ลูกากู ดาวยิงร่างยักษ์ลงกระหน่ำตาข่าย ชัคตาร์ โดเนตส์ค อดีตแชมป์ใบนี้ชื่อเดิม ยูฟ่า คัพ 1 สมัย ที่ตั้งใจสร้างเซอร์ไพร์สให้ได้นัดนี้ ในการแข่งขันฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ คืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563
ปรีวิว ฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2563
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) – ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน)
เวลา : 02.00 น.
สนาม : แมร์เคอร์ สปีล-อารีน่า

    อันโตนิโอ คอนเต้ นายใหญ่ อินเตอร์ มิลาน พาทีมเข้ารอบนี้ หลังชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 โดยได้ 2 ประตูจาก นิโกโล่ บาเรลล่า และโรเมลู ลูกากู

     ความพร้อมเกมนี้ อเล็กซิส ซานเชซ แนวรุกชิเลียน มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อในการซ้อม แต่ไม่ได้ส่งผลกระทุบรุนแรง เพราะ 2 เกมที่ผ่านมามี ลูกากู กับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ที่ประสานงานกันได้ดีอยู่แล้ว

    อีกรายที่หายไปคือ มาติอัส เวซิโน่ กองกลางทีมชาติอุรุกวัย พักยาว ไม่ได้เดินทางมาเยอรมันด้วยตั้งแต่แรก นอกจากนั้นคาด คอนเต้ ก็น่าจะยึดทีมจากเกมในรอบที่ผ่านมาเป็นหลักต่อไป

    เช่นเดียวกับ คริสเตียน เอริคเซ่น เพลย์เมกเกอร์เดนส์ และ มิลาน สคริเนียร์ กองหลังสโลวัก ที่ต้องนั่งสแตนด์บายข้างสนามไปก่อน

    ส่วนแท็กติกก็ยังยึดในระบบหลัง 3 เซนเตอร์ นำโดย ดีเอโก้ โกดิน อุรุกวัยตัวเก๋า แดนกลางก็มี บาเรลล่า คนทำประตูแรกในรอบก่อน และ มาร์เซโล่ โบรโซวิช มิดฟิลด์โครแอตเป็นตัวขับเคลื่อน

    ขณะที่เกมรุกฝากความหวังในการถล่มประตูอยู่ที่ ลูกากู หัวหอกเบลเยียมฟอร์มฮอตที่กดไป 31 ประตู จับคู่ล่าตาข่ายร่วมกับ เลาตาโร่ หัวหอกอาร์เจนไตน์เนื้อหอม ที่เป็นข่าวกับหลายทีมดังมาตลอด

    งูใหญ่จะลงสนามในระบบ 3-5-2 โดยมี ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช ลงเฝ้าเสา 3 แนวรับประกอบไปด้วย ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย และ อเลสซานโดร บาสโตนี่

    แผงมิดฟิลด์ 5 คน อัดแน่นไปด้วย บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช และ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ โดยมี ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ และ แอชลี่ย์ ยัง เป็นวิงแบ็กขวา-ซ้ายตามลำดับ

    หลุยส์ กาสโตร เทรนเนอร์ โปรตุกีส ของ ชัคตาร์ โดเนตส์ค พาทีมเข้ารอบนี้ หลังถล่ม เอฟซี บาเซิ่ล ขาดลอย 4-1 โดยรัวไม่ซ้ำหน้าจากผลงานของ จูเนียร์ โมราเอส, ไทซอน, อลัน แพทริค และ โดโด้

    สภาพทีมเกมนี้ กาสโตรมีข่าวดีนิดๆ เมื่อได้ ดาวิด โคโชลาว่า กองหลังจอร์เจียพ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวเลือก แต่ก็ยากจะแย่งตำแหน่งคืนจาก วาเลรี่ บอนดาร์ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมล่าสุด 

    นอกจากนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ขุมกำลังหลักรายอื่นๆ ต่างพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม โดยเฉพาะแก๊งแซมบ้า ไม่ว่าจะเป็น โดโด้ แบ็กขวา, มาร์กอส อันโตนิโอ มิดฟิลด์ตัวรับ, สามตัวรุก มาร์ลอส, อลัน แพทริค, ไทซอน และ จูเนียร์ โมราเอส หัวหอกตัวเป้า แม้ในราย มาร์ลอส และ จูเนียร์ โมราเอส ได้โอนสัญชาติติดธงยูเครนไปแล้วก็ตาม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม   

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซาเมียร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – โรเมลู ลูกากู, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ  

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้ 

    ชัคตาร์ โดเนตส์ค (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โดโด้, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, วาเลรี่ บอนดาร์, มิโกล่า มัตวิเยนโก้ – มาร์กอส อันโตนิโอ, ทารัส สเตปาเนนโก้ – มาร์ลอส, อลัน แพทริค, ไทซอน – จูเนียร์ โมราเอส  

เทรนเนอร์ : หลุยส์ กาสโตร    

ผู้ตัดสิน : ไซม่อน มาร์ซิเนียค (โปแลนด์)

– อินเตอร์ มิลาน

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี / รายการ / ผลการแข่งขัน
25/08/05    ชปล. อินเตอร์ มิลาน 1-1 ชัคตาร์ โดเนตส์ค
11/08/05    ชปล. ชัคตาร์ โดเนตส์ค 0-2 อินเตอร์ มิลาน

รอบแบ่งกลุ่ม (ชปล.)

17/09/19 เสมอ สลาเวีย ปราก 1-1 (เหย้า) ชปล.
03/10/19 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 (เยือน) ชปล.
24/10/19 ชนะ ดอร์ทมุนด์ 2-0 (เหย้า) ชปล.
06/11/19 แพ้ ดอร์ทมุนด์ 2-3 (เยือน) ชปล.
28/11/19 ชนะ สลาเวีย ปราก 3-1 (เยือน) ชปล.
11/12/19 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-2 (เหย้า) ชปล.

รอบ 32 ทีมสุดท้าย

21/02/20 ชนะ ลูโดโกเรตส์ 2-0 (เยือน) ยูโรปา ลีก
28/02/20 ชนะ ลูโดโกเรตส์ 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

06/08/20 ชนะ เคตาเฟ่ 2-0 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

11/08/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

– ชัคตาร์ โดเนตส์ค

รอบแบ่งกลุ่ม (ชปล.)

19/09/19 แพ้ แมนฯ ซิตี้ 0-3 (เหย้า) ชปล.
01/10/19 ชนะ อตาลันต้า 2-1 (เยือน) ชปล.
22/10/19 เสมอ ดินาโม ซาเกร็บ 2-2 (เหย้า) ชปล.
07/11/19 เสมอ ดินาโม ซาเกร็บ 3-3 (เยือน) ชปล.
27/11/19 เสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1 (เยือน) ชปล.
12/12/19 แพ้ อตาลันต้า 0-3 (เหย้า) ชปล.

รอบ 32 ทีมสุดท้าย

21/02/20 ชนะ เบนฟิก้า 2-1 (เหย้า) ยูโรปา ลีก
28/02/20 เสมอ เบนฟิก้า 3-3 (เยือน) ยูโรปา ลีก

รอบ 16 ทีมสุดท้าย

13/03/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 2-1 (เยือน) ยูโรปา ลีก
05/08/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 3-0 (เหย้า) ยูโรปา ลีก

รอบ 8 ทีมสุดท้าย

12/08/20 ชนะ บาเซิ่ล 4-1 (สนามกลาง) ยูโรปา ลีก

ท้าดวลเซียนยูโรปา! 5 ประเด็นร้อนก่อนแมนยูฉะเซบีย่า

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือเป็นทีมอังกฤษเพียงหนึ่งเดียวที่เหลือรอดในฟุตบอลยุโรปตอนนี้และพวกเขาต้องทำศึก ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศ พบกับเจ้าของแชมป์รายการนี้ 5 สมัยอย่าง เซบีย่า แน่นอนว่าเป็นเกมที่ไม่ง่ายสำหรับ "ปีศาจแดง" เพราะนอกจากคู่แข่งจะเป็นเซียนบอลถ้วยนี้แล้วพวกเขายังมีตัวผู้เล่นทีเด็ดที่เป็นหมัดน็อคได้เลย ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่ก่อนเกมจะเริ่มเรามาเช็คประเด็นที่น่าสนใจกัน

1.ไบยี่ หรือ ลินเดอเลิฟ

โซลชา เปลี่ยนผู้เล่นตัวจริงถึง 6 คนในเกมพบ โคเปนเฮเก้น และใช้ตัวสำรองครบ 5 คนใน 120 นาที แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีโอกาสกุนซือ “ผีแดง” จะหมุนเวียนผู้เล่นไปจนจบทัวร์นาเม้นต์

ในส่วนของผู้รักษาประตูนั้นดูเหมือนจะค่อนข้างชัวร์แล้วว่า โซลชา จะให้โอกาส เซร์คิโอ โรเมโร่ แทนที่ของ ดาบิด เด เคอา หลังลงเล่นในนัดเอาชนะ โคเปนเฮเก้น แต่อีกหนึ่งตำแหน่งที่ดูจะยังไม่ชัวร์คือเซนเตอร์แบ็ก โดยฝั่ง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ น่าจะยึดตัวจริงอยู่แล้วแต่อีกตำแหน่งหนึ่งจะเป็นของใครระหว่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ หรือ เอริก ไบยี่

ปกติ ลินเดอเลิฟ ถือเป็นเซนเตอร์แบ็กตัวหลักของทีมแต่เมื่อเกมที่แล้ว โซลชา เลือกใช้ เอริก ไบยี่ ลงเล่นบ้าง อาจจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้ ไบยี่ ออกสตาร์ทตัวจริงทุกนัดในยูโรปา ลีกตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย ฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียวนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา บางคนก็มองว่าน่าเป็นตัวจริงมากกว่า ลินเดอเลิฟ เสียอีก แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ โซลชา ว่าจะให้โอกาส ไบยี่ เหมือนกับ โรเมโร่ ที่ลงเล่นเป็นส่วนใหญ่ในทัวร์นาเม้นต์นี้ หรือจะเลือก ลินเดอเลิฟ ที่เป็นตัวหลักของทีมอยู่แล้ว

2.หวังล้างแค้นเซบีย่า

เกมคืนนี้เพิ่งจะเป็นการปะทะกันครั้งที่สามในฟุตบอลยุโรปของ แมนฯ ยูไนเต็ด และ เซบีย่า โดยหากใครยังจำกันได้สองครั้งก่อนหน้านี้เกิดขึ้นได้ไม่นานนี้เองและแฟน “เร้ด อาร์มี่” ก็น่าจะยังะจำได้ไม่เคยลืมเลือน

ครั้งนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังเป็นนายใหญ่ให้กับ “ผีแดง” เป็นฤดูกาลที่ 2 (2017-18) และเขาพาทีมผ่านเข้าสู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยคู่แข่งที่จับสลากมาเจอกันนั้นคือ เซบีย่า นัดแรกในการออกไปเยือนที่สเปน น้ามูและลูกทีมเก็บผลเสมอ 0-0 ซึ่งถือว่าน่าพอใจในระดับหนึ่ง แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด หวังจะมาเผด็จศึกใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดที่สอง

อย่างไรก็ตามทั้งสองฝ่ายทำประตูกันไม่ได้จนกระทั่งช่วง 15 นาทีสุดท้าย แฟนบอลที่โรงละครแห่งความฝันถึงกับช็อกเนื่องจาก วิสซาม เบน เยแดร์ ซัดประตูผ่านมือ เด เคอา เสียบตาข่ายให้ทีมเยือนออกนำ ยิ่งไปกว่านั้น เบน เยแดร์ คนเดิมโหม่งประตูที่ 2 ในอีก 4 นาทีถัดมากลายเป็นประตูที่แทบจะดับฝัน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว แม้ โรเมลู ลูกากู จะยิงประตูตีไข่แตกสำเร็จแต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันทำให้ทีมของ มูรินโญ่ ต้องอกหักตกรอบไปในที่สุด

นั่นหมายความว่า แมนฯ​ ยูไนเต็ด ยังไม่สามารถเอาชนะได้เลยในการดวลกับ เซบีย่า รอดูกันว่าคืนนี้พวกเขาจะมีครั้งแรกและล้างแค้นได้หรือไม่

3.อาถรรพ์รอบรองฯ

เป้าหมายหลักของ “ผีแดง” ในฤดูกาลนี้สัมฤทธิ์ผลเป็นที่เรียบร้อยหลังสามารถจบอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกพร้อมกับคว้าตั๋วกลับไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แต่เชื่อว่าแฟนบอลคงต้องการถ้วยติดไม้ติดมือเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของยุคใหม่นี้ อย่างไรก็ตามแม้จะทำได้ผลงานได้ดีทีเดียวในฟุตบอลถ้วยทุกรายการแถมเข้ารอบลึกทั้งหมดด้วย ทว่าพวกเขามักจะมาตกม้าตายในรอบรองชนะเลิศเสมอ

ตัวอย่างเช่นในฟุตบอล คาราบาว คัพ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นอันต้องพ่ายให้กับเพื่อนร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในรอบตัดเชือกด้วยสกอร์รวมสองนัด 2-3 ขณะที่ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ก็ฝ่าด่านมาถึงรอบรองชนะเลิศเช่นกันแต่สุดท้ายต้องอกหักตกรอบด้วยน้ำมือของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พา เชลซี เอาชนะ 3-1

มาถึงรายการ ยูโรปา ลีก บ้าง พวกเขาเข้ารอบรองรองชนะเลิศได้อีกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะปิ่วตกรอบนี้อีกหรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่ “ปีศาจแดง” ชูถ้วยแชมป์ต้องย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016/17 หลัง โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมซิว ยูโรปา ลีก เพราะฉะนั้นหาก โซลชา หวังจะฉลองความสำเร็จบ้างคงต้องทำลายอาถรรพ์รอบรองฯในฤดูกาลนี้ให้ได้

4.เซบีย่าเซียนยูโรปา

เซบีย่า ภายใต้การคุมทีมฤดูกาลแรกของ จูเลน โลเปเตกี ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวหลังออกสตาร์ทซีซั่นด้วยการเกาะกลุ่มหัวตารางทว่าก็มีฟอร์มแผ่วให้เห็นในบางแมตช์ แต่ที่พีคจริงคือช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมซึ่งมีโอกาสขึ้นไปลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า รวมถึงยังเกาะที่สามอย่างเหนียวแน่น อย่างไรก็ตามในเดือนมกราคมพวกเขาสะดุดบ่อยครั้งโดยชนะเกมลีกแค่นัดเดียวจาก 3 นัดแถมยังพ่าย มิรานเดส ตกรอบ โกปา เดล เรย์ ด้วย

ขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ก็ชนะเกมลีกแค่ 2 จาก 5 นัด ส่วนช่วงรีสตาร์ทลีกเดือนมิถุนายนก็สะดุดเสมอถึง 4 นัดติดต่อกันทำให้ แอตเลติโก มาดริด แซงขึ้นมาอันดับที่ 3 กลายเป็นว่าจาก เซบีย่า ลุ้นแชมป์อยู่ดีๆต้องมาทำแต้มเพื่อยึดพื้นที่ท็อปโฟร์เป็นพอ แต่ในช่วง 6 นัดสุดท้ายพวกเขาก็เรียกฟอร์มกลับมาด้วยการชนะ 5 จาก 6 นัดสุดท้ายพร้อมคว้าตั๋ว ชปล. ได้สำเร็จ ก่อนจะมาสานต่อฟอร์มร้อนแรงที่ ยูโรปา ลีก ด้วยการเขี่ย โรม่า และ วูล์ฟแฮปม์ตัน ตกรอบ พร้อมทำสถิติไร้พ่ายในทุกรายการ 19 นัดติดต่อกันแถมยังเก็บคลีนชีท 7 จาก 8 นัดหลังสุดอีกต่างหาก

เจ้าของแชมป์ยูโรปาสูงสุด 5 สมัยยังถือเป็นเซียนของบอลถ้วยนี้เหมือนเดิมหลังยังพ่ายแค่นัดเดียวตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มแถมยังไม่มีสะดุดเสมอเลยด้วย บุคคลที่ “ผีแดง” ควรต้องระวังไว้เลยคือ ลูกัส โอกัมโปส แนวรุกฟอร์มฮอตที่ทำ 17 ประตูกับอีก 5 แอสซิสต์ในทุกรายการ โดยมีแอสซิสต์สำคัญในเกมกับ โรม่า รวมถึงโขกประตูชัยถีบ วูล์ฟส์ ตกรอบด้วย ถือเป็นคู่แข่งไม่ธรรมดา “ผีแดง” ห้ามประมาทเด็ดขาด

5.โซลชาเคยเจอมาแล้ว

โซลชา น่าจะรู้พิษสง เซบีย่า ดีหลังเคยเจอกันมาแล้วตั้งแต่คุมทีมโมลด์ในประเทศนอร์เวย์ โดยทั้งสองทีมโคจรมาเจอกันในยูโรปา ลีก นี่แหละซึ่งเป็นรอบ 32 ทีมสุดท้ายในฤดูกาล 2015/16 โดยเกมแรกในบ้านเซบีย่านั้น โมลด์ โดนถลุงไปถึง 3 เม็ดเลยทีเดียว ถึงแม้ว่านัดที่สอง โมลด์ จะกลับมาเล่นที่นอร์เวย์พร้อมกับเก็บชัยชนะ 1-0 ได้สำเร็จข แต่ผลรวมประตูไม่เพียงพอที่จะทำให้ทีมเข้ารอบ แน่นอนว่า โซลชา ก็คงหมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเอาคืนให้ได้

และถ้าหาก โซลชา เก็บชัยชนะได้ในคืนนี้จริงๆจะเป็นการชนะนัดที่ 50 จาก 89 เกมที่คุม “ปีศาจแดง” พร้อมกลายเป็นกุนซือที่ชนะ 50 นัดในทุกรายการเร็วที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์สโมสรตามหลัง เออร์เนส แมงนอลล์ (78 นัด) และ โชเซ่ มูรินโญ่ (81 นัด)

ถึงเวลาลินการ์ดโชว์!คาดการณ์11ตัวจริงแมนยูฟัดแอลเอเอสเค

หลังจากที่การแข่งขันบอลลีกปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อย ถึงเวลาที่ถ้วยยุโรปกลับมารีสตาร์ทเปิดฉากฟาดแข้งกันอีกครั้ง โดยที่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับมือ แอลเอเอสเค สโมสรดังจากออสเตรีย คืนวันนี้ ในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ซึ่งกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงจะพักตัวหลักเพียบ หลังจากที่เกมแรกบุกไปตุนสกอร์ได้ก่อนถึง 5-0 เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม และนี่คือ 11 ผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่คาดว่าน่าจะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงเกมนี้ในแผนการเล่น 4-2-3-1 (อ้างอิงจากเว็บไซต์ sportsmole.co.uk)
 – ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่
  เกมนี้ โซลชา ให้ ดาบิด เด เคอา นายประตูมือหนึ่ง พักแน่นอน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสให้กับขาประจำบอลถ้วยอย่าง โรเมโร่ ได้ลงโชว์ฝีมือ 

 – แดนหลัง : ดีโอโก้ ดาโลต์, เอริค ไบยี่, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์
  ดาวรุ่งอย่าง วิลเลี่ยมส์ จะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็กซ้ายแน่นอน เพราะ ลุค ชอว์ กับ อักเซล ตวนเซเบ้ ลงเล่นไม่ได้อยู่แล้ว ทางฝั่งซ้ายน่าจะเป็นโอกาสของ ดาโลต์ ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กน่าจะเป็น ลินเดอเลิฟ เล่นร่วมกับ ไบยี่ เพื่อให้กัปตันทีม แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้พักบ้าง

 

 – กลางรับ : เฟร็ด, สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์
  สองคนนี้น่าจะได้สตาร์ทเป็นตัวจริงค่อนข้างแน่ หลังจากที่ไม่ค่อยได้ลงเล่นในเกมลีกหลังการรีสตาร์ท เพราะต้องหลีกทางให้กับสองแข้งที่ฟอร์มกำลังดีอย่าง ปอล ป็อกบา และ เนมานย่า มาติช


 

 – สามตัวรุก : แดเนี่ยล เจมส์, ฆวน มาต้า, เจสซี่ ลินการ์ด
  เจมส์ กับ ลินการ์ด จะลงลากเลื้อยทำเกมรุก ร่วมกับจอมเก๋าอย่าง มาต้า ที่จะยืนเป็นเพลย์เมกเกอร์เต็มตัว ซึ่งหากเป็นแบบนี้ ถือว่าน่าสนใจทีเดียว หลังจากที่พึ่งพาความสามารถของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มาตลอดช่วงครึ่งซีซั่นหลัง

 – หน้าเป้า : โอเดียน อิกาโล่
   ตำแหน่งนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อิกาโล่ เพราะมันคงไม่ใช่เรื่องที่ โซลชา จะให้ตัวหลักอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือ เมสัน กรีนวู้ด สตาร์ทเป็นตัวจริง

บิ๊กเกม!แมนซิตี้หวังย้ำชัยรับเรอัลมาดริดที่ลุ้นพลิกนรกเข้า8ทีมชปล.

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ กุมความได้เปรียบแมตช์แรกมาก่อน นัดนี้ไม่ง่ายปะทะยอดทีมแดนกระทิง เรอัล มาดริด แชมป์รายการนี้ 13 สมัย ที่มุ่งมั่นคว้าอีกโทรฟี่ประดับบารมี โดยต้องชนะและยิงให้ได้สองเม็ดเป็นอย่างน้อยเพื่อโอกาสเข้ารอบ ในการแข่งฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง คืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563

ปรีวิว ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2563
แมนฯ ซิตี้ – เรอัล มาดริด
(สกอร์นัดแรก แมนฯ ซิตี้ ชนะ 2-1)
เวลา : 02.00 น.
สนาม :  เอติฮัด สเตเดี้ยม

    ทีมเรือใบเข้าป้ายรองแชมป์พรีเมียร์ลีกตามหลังลิเวอร์พูลถึง 18 แต้ม แต่มีแชมป์ติดมือแล้วกับโทรฟี่คาราบาว คัพ ส่วนรายการนี้กุมความได้เปรียบจากชัยชนะเลกแรกที่มาดริด 2-1

    ความพร้อมล่าสุดกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้แข้งใหม่มาร่วมทัพ 2 รายคือ เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกดาวรุ่งชาวสเปนจากบาเลนเซีย และสดๆ ร้อนๆ นาธาน อาเก้ กองหลังดัตช์จากบอร์นมัธ แต่ทั้งคู่ยังไม่สามารถลงทะเบียนเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้

    ขณะเดียวกัน พวกเขาจะไม่มี เบนฌาแม็ง เมนดี้ แบ็กซ้ายเฟร้นช์แมน ที่ติดโทษแบน น่าจะใช้งาน โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ ลงตัวจริงแทน หรือ ชูเอา คันเซโล่ ก็เล่นได้เช่นกัน

    เซร์คิโอ อเกวโร่ ดาวยิงคนสำคัญชาวอาร์เจนไตน์ มีชื่อในรายการนี้อยู่ ทว่ายังคงเจ็บเข่า เปิดโอกาสให้ กาเบรียล เชซุส เสียบแทนอัตโนมัติ โดยมี ริยาด มาห์เรซ กับ ราฮีม สเตอร์ลิง สนับสนุนด้านข้าง ส่วน ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์กัปตันตัวเก๋า น่าจะนั่งสำรองเพื่อให้ เป๊ป ได้จัดทัพตัวจริงระยะยาวไปในตัว

    ”ราชันชุดขาว” ผงาดคว้าแชมป์ลา ลีกา ด้วยผลงานสุดยอดชนะ 10 จาก 11 นัดนับจากรีสตาร์ต แต่รายการนี้เสียเปรียบเสี่ยงตกรอบจากผลปราชัยเลกแรกคาบ้านนั่นเอง

    มิหนำซ้ำ ซีเนดีน ซีดาน กุนซือคนเก่งชาวฝรั่งเศส ยังต้องประสบปัญหาแนวรับขาด เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีม ที่โดนใบแดงในการเจอกันหนก่อน ต้องใช้งาน เอแดร์ มิลิเตา ลงเล่นเซนเตอร์แบ็กคู่กับ ราฟาแอล วาราน ส่วน แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ก็จะได้ลงแบ็กซ้ายแทน มาร์เซโล่ ที่ยังบาดเจ็บต่อไป

    ประเด็นสำคัญตอนนี้คือระบบจะมาไม้ไหน หากเป็นแบบไดมอนด์ก็จะวาง มาร์โก อาเซนซิโอ ปั้นเกมหลังคู่หน้า คาริม เบนเซม่า กับ เอแด็น อาซาร์ หรือถ้ายัดกลาง 5 ตัวก็ถอด อาเซนซิโอ แล้วเติมตัวสดอย่าง เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้ ตรงกลางสนาม

    ในราย แกเร็ธ เบล, ฮาเมส โรดริเกซ หมดสิทธิ์แน่ๆ ไม่ได้เดินทางร่วมทีมท่ามกลางข่าวเตรียมย้ายออก ขณะที่ มาเรียโน่ ดิอาซ ดาวยิงโดมินิกัน ถูกตรวจพบเชื้อโควิด-19 ต้องกักตัวแยกจากทีมไปโดยปริยาย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ (ชูเอา กานเซโล่) – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดอัน – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – เฟเดริโก้ วัลเวร์เด้, กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – มาร์โก อาเซนซิโอ – คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

เชลซีพึ่งปาฏิหาริย์! “ชิรูด์” พร้อมล่า,บาเยิร์นลุ้น “เลวานฯ” อัดซ้ำ รอบ16ทีม ชปล.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี อาจต้องพึ่งปาฏิหาริย์หลังนัดแรกแพ้มายับเยินโดยเตรียมส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ลงล่าตาข่ายเกมบุกถิ่น "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัด 2) วันเสาร์ที่ 8 ส.ค. ศกนี้  (เวลา : 02.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
(รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัด 2)
วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
บาเยิร์น มิวนิค   –   เชลซี
(ผลนัดแรก บาเยิร์น มิวนิค ชนะ 3-0 )

 

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

    ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค เทรนเนอร์บาเยิร์น มิวนิค พาทีมบุกไปถล่มเชลซีตุนไว้ก่อนถึง 3-0 ในนัดแรก ก่อนเตรียมความพร้อมในเกมนี้ด้วยการเบียดชนะโอลิมปิก มาร์กเซย 1-0 ในเกมลับแข้งล่าสุด 
   
    ฟลิค หมดสิทธิ์ส่ง คิงส์เล่ย์ โกมัน ปีกทีมชาติฝรั่งเศส ลงเล่นนัดเปิดบ้านปะทะเชลซี ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดที่ 2 วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคมนี้

    สำหรับโกมัน ปีกวัย 24 ปี ลงเล่นเกมนี้ไม่ได้ เนื่องจากเขาบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ทำให้ไม่ได้ลงสนามฝึกซ้อมเมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ทำให้เสือใต้น่าจะส่ง อิวาน เปริซิช ลงเล่นแทน

    ขณะที่ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศส วัย 24 ปี บาดเจ็บข้อเท้า ลงเล่นไม่ได้เช่นเดียวกัน

    ด้าน โยชัว คิมมิช และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า 2 แข้งสำคัญต้องระวังตัว เพราะถ้าโดนจดชื่อเพิ่มก็จะโดนแบนในรอบต่อไปทันที

    ส่วนแกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, เลออน โกเร็ทซ์ก้า, โธมัส มุลเลอร์ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด เทรนเนอร์เชลซี พาทีมแพ้บาเยิร์น มิวนิคคารัง 0-3 ในนัดแรก ก่อนแพ้อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงเอฟเอ คัพ เป็นการแพ้นัดที่ 2 ในรอบ 5 เกม

    สภาพทีมเกมนี้ แลมพ์สเจอปัญหาเพียบเลย เมื่อจะไม่มีทั้ง มาร์กอส อลอนโซ่ และ จอร์จินโญ่ ที่ติดโทษแบน รวมไปถึง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คริสเตียน พูลิซิช และ เปโดร โรดริเกซ ที่เดี้ยงเพิ่มมาจากเกมล่าสุด เช่นเดียวกับ รูเบน ลอฟตัส-ชีค และ บิลลี่ กิลมอร์ ที่เดี้ยงอยู่ก่อนแล้ว

    ส่วน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แม้จะกลับมามีชื่อสำรองแล้ว แต่ก็ยังต้องรอทดสอบความฟิต เช่นเดียวกับ วิลเลี่ยน ที่ไม่สมบูรณ์

    ตำแหน่งคนเฝ้าเสายังน่าสนใจเหมือนเดิม วิลลี่ กาบาเยโร่ ประตูอาร์เจนไตน์ตัวเก๋า แม้จะเป็นมือ 2 แต่ก็อาจได้โอกาสต่อเนื่องอีกเกม

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
    เชลซี (3-4-2-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – อันโตนิโอ รือดิเกอร์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, มาเตโอ โควาซิช, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – เมสัน เมาน์ท, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์  

    ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
26/02/20    ชปล.เชลซี0-3บาเยิร์น มิวนิค
25/07/17    ไอซีซีเชลซี2-3บาเยิร์น มิวนิค
31/08/13    ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ บาเยิร์น มิวนิค 2-2 เชลซี
20/05/12    ชปล.บาเยิร์น มิวนิค 1-1 เชลซี
12/04/05    ชปล.บาเยิร์น มิวนิค3-2เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
บาเยิร์น มิวนิค
31/07/20 ชนะ โอลิมปิก มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง) กระชับมิตร
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล
27/06/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 4-0 (เยือน) บุนเดสลีกา
20/06/20 ชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 (เหย้า) บุนเดสลีกา
17/06/20 ชนะ เบรเมน 1-0 (เยือน) บุนเดสลีกา

เชลซี
01/08/20 แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
26/07/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
22/07/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-5 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
14/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

เลวานยิง2จ่าย2! บาเยิร์นย้ำชัยถล่มเชลซี ทะลุชนบาร์ซ่า8ทีมชปล.

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ งัดฟอร์ดสุดยอดหลังยิงสอง-จ่ายสอง พา "เสือใต้" ไล่ถล่ม เชลซี 4-1 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า 

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นในบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี โดยเกมแรก "เสือใต้" โชว์ฟอร์มดุบุกไปถล่ม "สิงห์บลูส์" 3-0 ทำให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค พาเสือใต้ไร้พ่ายตั้งแต่ขึ้นปี 2020 แมตช์ทางการล่าสุดคือ ไล่บดเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกมนี้ไร้ปัญหาในการจัดทัพจัดชุดใหญ่ส่ง  แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี แพ้เกมแรกมาขาดลอยทำให้โอกาสเข้ารอบยากเต็มที สภาพทีมก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฟอร์มล่าสุดพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แถมต้องมาปวดหัวกับอาการเจ็บของผู้เล่นอีก โดยสามแนวรุกวันนี้จัด เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ออกสตาร์ทมาได้แค่ 8 นาที โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปแตะบอลหลบ วิลลี่ กาบาเยโร่ ได้แล้ว แม้ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน แต่หลังจากเช็กจาก VAR แล้วไม่เป็นลูกล้ำหน้า ทำให้กลับคำตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ "เสือใต้" พร้อมแจกใบเหลืองให้ กาบาเยโร่ ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 12 นำดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สกอร์รวมนำ เชลซี ขาดลอย 4-0

    นาที 18 "เสือใต้" ได้ลุ้นอีกคราวนี้ แซร์จ นาร์บี้ ครอสมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดเร็วด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 24 สิงห์บลูส์ มาเล่นกันพลาดหลัง  มาเตโอ โควาซิช ทำเสียบอลกลางสนาม ก่อนบอลมาถึง เลวานดอฟสกี้ ดึงจังหวะแล้วไหลนิ่มๆให้ อิวาน เปริซิช แปด้วยขวาเสาแรกผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไป ให้ "เสือใต้" นำห่าง 2-0

    นาที 28 เชลซี มาชวดประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายบอลต่อให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปั่นบอลอย่างสุดสวยเบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ VAR ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก แทมมี่ กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เชลซี มาพังประตูตีไข่แตกสำเร็จ หลัง เอเมอร์สัน ครอสบอลเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ ออกมาตะครุบบอลแต่พลาดทำหลุดมือไปเข้าทาง แทมมี่ อบราฮัม ที่ยืนโล่งๆตามซ้ำด้วยขวาเข้าไปให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ เชลซี 2-1 สกอร์รวมสองนัด "เสือใต้" นำห่าง 5-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 เอเมอร์สัน จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เมสัน เมาน์ท กระชากขึ้นทางซ้ายเข้าไปในกรอบก่อนจะกดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    นาที 63 เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดส่ง นิคลาส ซือเล่ ลงไปเล่นแทน เยโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บ และส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงไปเล่นแทน อิวาน เปริซิช

    อีก 4 นาทีต่อมา บาเยิร์น เกือบได้เม็ดที่สามหลัง โยชัว คิมมิช เปิดเตะมุมมาให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า โขกบอลโดนสกัดมาเข้าทาง ดาวิด อลาบา อัดด้วยขวาแถวสองเข้าไปแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ กาบาเยโร่

    นาที 76 "เสือใต้" มาได้ประตูที่สามนำห่าง 3-1 บอลออกซ้ายไปให้ เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่หัวหอกชาวโปแลนด์จะเปิดมากลางประตูให้ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมากระโดดแปด้วยขวาเน้นๆเข้าไปให้เจ้าบ้านสกอร์รวมนำ สิงห์บลูส์ 6-1
   
    เท่านั้นไม่พอ นาที 84 มาได้ประตูที่สี่นำโด่ง 4-1 คราวนี้ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า ครอสจาดด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 13 นำดาวซัลโวรายการนี้

    จบการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 4-1 รวมผลสองนัด "เสือใต้" เอาชนะขาดลอย 7-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสที่จะจัดแบบ "มินิทัวร์นาเมนท์" โดยจะพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
        เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

        ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

งูตัดเชือกรอบ10ปี! “ลูกากู” ฮอตอินเตอร์เฉือนห้างยาลิ่วรอบรอง ยูโรปา

"งูใหญ่" ของ อันโตนิโอ คอนเต้ ทำผลงานได้ตามเป้าแม้เกมนี้โดน "วีเออาร์" ริบจุดโทษถึง 2 ครั้งแต่ต้องชมความสุดยอดของ โรเมลู ลูกากู ทำสถิติซัด 9 เกมติดต่อกันในรายการนี้ พาทีมเชือด เลเวอร์คูเซ่น 2-1 ผ่านเข้ารอบตัดเชือกฟุตบอลยุโรปรอบ 10 ปี ในศึกฟุตบอล ยูโรปา ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : เมอร์เคอร์ สปีล อารีน่า (สนามกลาง)

    ทีมเนรัซซูรี่ รองแชมป์เซเรีย อา ฤดูกาลล่าสุด ตีตั๋วสู่รอบนี้ด้วยการเอาชนะเคตาเฟ่ 2-0 ที่สนามกลางในเยอรมัน เนื่องจากเกมเลกแรกเดิมทีนั้นถูกเลื่อนในช่วงโควิดแพร่ระบาด

    ทางด้าน "ห้างขายยา" จบอันดับ 5 ในตารางบุนเดสลีกา ซีซั่นล่าสุด จึงต้องเอาโทรฟี่ยูโรปา ลีก ฤดูกาลนี้มาครองให้ได้ หากอยากจะคว้าตั๋วลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนในรอบที่แล้ว พวกเขาผ่านเรนเจอร์สด้วยชัยชนะแบบไป-กลับ โดยบุกรัว 3-1 ก่อนเบรกโควิดแล้วกลับมาเฝ้ารังย้ำแค้น 1-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    5 นาทีผ่านเป็น "งูใหญ่" ทำได้ดีกว่ามีจังหวะแก้เพรสซิ่งสวยๆจากบอลหน้าประตูของ ซามีร์ ฮันดาโนวิช เปิดยาวให้ โรเมลู ลูกากู พักอกแปะให้ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ตวัดออกขวาถึง ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ สอดมาครอสเข้าในแต่โดนเคลียร์ทิ้งไปก่อนนิดเดียว

    นาทีที่ 15 อินเตอร์ มิลาน มาได้ประตูขึ้นนำจากการประสานงานสุดสวย แอชลี่ย์ ยัง สอดมารับบอลทางซ้ายจ่ายเร็วเข้าในให้ โรเมลู ลูกากู พักบอลก่อนได้ช่องซัดไปติดบล็อคโชคดีเด้งมาเข้าทาง นิโกโล่ บาเรลล่า ตามมากดไซค์ก้อยโค้งผ่านมือ ลูคัส ฮราเด็คกี้ ตุงตาข่าย

    5 นาทีต่อมา "งูใหญ่" เร่งเครื่องต่อเนื่องคราวนี้เป็น เลาตาโร่ มาร์ติเนซ ใช้ความสามารถเฉพาะตัวลากบอลเข้าเขตโทษก่อนตวัดเข้ากลางให้ นิโกโล่ บาเรลล่า แปร์เต็มแรงไปติดบล็อค ลูคัส ฮราเด็คกี้

    แต่แล้วนาทีต่อมา อินเตอร์ มิลาน บวกสกอร์เพิ่มสำเร็จเป็น แอชลี่ย์ ยัง โชว์เหนือจ่ายแทงช่องเข้าเขตโทษให้ โรเมลู ลูกากู ใช้ตัวบัง เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา ก่อนล้มตัวยิงผ่าน ลูคัส ฮราเด็คกี้ ไม่มีพลาด

    เกมแลกกันสุดมันส์นาทีที่ 25 "ห้างขายยา" ตามตีไข่แตกเป็นจังหวะสกัดไม่ดีของ ดีเอโก้ โกดิน บอลหลุดมาถึง ไค ฮาแวร์ทซ์ แหวกเข้าไปทำชิ่งกับ เควิน โฟลลันด์ ก่อนตะบันแฉลบหว่างขา ซามีร์ ฮันดาโนวิช เข้าไป

    นาทีต่อมา "งูใหญ่" พลาดโอกาสทิ้งห่างอีกครั้งเป็น ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ ยกบอลไปโดนหัวไหล่ ดาลี่ย์ ซิงค์กราเวน ผู้ตัดสินไม่รอช้าเป่าให้เป็นจุดโทษก่อนชั่งใจวิ่งไปเช็ค "วีเออาร์" และหันกลับมาริบจุดโทษคืน

    ช่วงท้าย "ห้างขายยา" เริ่มครองเกมได้มากขึ้นพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายแต่ยังมีปัญหาในการจบสกอร์ หมดครึ่งเวลาแรก อินเตอร์ มิลาน 2 เลเวอร์คูเซ่น 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 5 นาที อินเตอร์ มิลาน โหมใส่ทันทีแต่มาพลาดกันเองเป็น แอชลี่ย์ ยัง ตักบอลเข้าเขตโทษให้ โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่ ทิ้งตัวดีดระยะไม่ถึง 5 หลาไปติด โรเมลู ลูกากู เด้งออกมา

    นาทีที่ 60 เลเวอร์คูเซ่น พลาดโอกาสสำคัญเป็น เคเรม เดเมียร์บาย ฉกบอลตัดหน้า นิโกโล่ บาเรลล่า ก่อนตะบันด้วยซ้ายระยะ 18 หลาแต่น่าเสียดายไปตรงตัว ซามีร์ ฮันดาโนวิช ปัดข้ามคานออกไป

    5 นาทีต่อมาเป็นจังหวะประสานงานของตัวสำรองอย่าง คริสเตียน อีริคเซ่น จ่ายถวายพานให้ อเล็กซิส ซานเชซ ยืนซัดโล่งๆในกรอบเขตโทษไปติดเซฟ ลูคัส ฮราเด็คกี้ เหลือเชื่อ

    ก่อนหมดเวลา 15 นาที "งูใหญ่" ชวดบวกสกอร์ปิดเกมทั้งจากลูกยิงไปติดบล็อคของ มาร์เซโล่ โบรโซวิช และความเหนือชั้นของ วิคเตอร์ โมเซส สอดมารับบอลก่อนล็อคเข้าในกดด้วยซ้ายไปติดเซฟ ลูคัส ฮราเด็คกี้
   
    พอทำไม่ได้ 5 นาทีต่อมากลายเป็น "ห้างขายยา" เกือบตีเจ๊าจากบอลริมเส้นทางซ้ายของ  เลออน ไบลี่ย์ ครอสเข้าในเกือบถึง ไค ฮาแวร์ทซ์ บอลหลุดมาเสาไกล เควิน โฟลลันด์ ทิ้งตัวสไลด์ก็ยังไม่ทันหลุดออกไป

    ช่วงทดเจ็บ อินเตอร์ มิลาน โชคร้ายซ้ำ คาริม เบลลาราบี้ ไปเหนี่ยวแขน คริสเตียน อีริคเซ่น ร่วงลงไป การ์ลอส เดล เซร์โร่ เป่าให้เป็นจุดโทษแต่หลังจากดู "วีเออาร์"  บอลไปโดนมือ นิโกโล่ บาเรลล่า กลายเป็น เลเวอร์คูเซ่น ได้ฟรีคิก

    นาทีที่ 90+5  โรเมลู ลูกากู เบียดเอาชนะ เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา ส่งบอลผ่านมือ ลูคัส ฮราเด็คกี้ ไปซุกก้นตาข่ายแต่ การ์ลอส เดล เซร์โร่ เป่าให้ฟาลว์กับ "ห้างขายยา"

    จบเกม อินเตอร์ มิลาน 2 เลเวอร์คูเซ่น 1

รายชื่อผู้เล่นลงสนามตัวจริง

    อินเตอร์ มิลาน (3-5-2) : ซามีร์ ฮันดาโนวิช – ดีเอโก้ โกดิน, สเตฟาน เดอ ฟราย, อเลสซานโดร บาสโตนี่ – ดานิโล่ ดัมโบรซิโอ, นิโกโล่ บาเรลล่า, มาร์เซโล่ โบรโซวิช, โรแบร์โต้ กายาร์ดินี่, แอชลี่ย์ ยัง – เลาตาโร่ มาร์ติเนซ, โรเมลู ลูกากู

เทรนเนอร์ : อันโตนิโอ คอนเต้

    เลเวอร์คูเซ่น (4-2-3-1) : ลูคัส ฮราเด็คกี้ – ลาร์ส เบนเดอร์, สเวน เบนเดอร์, เอ็ดมอนด์ ทัปโซบา, ดาลี่ย์ ซิงค์กราเวน – ยูเลี่ยน บอมการ์ทลิงเกอร์, เอเชเกล ปาลาซิออส – ไค ฮาแวร์ทซ์, เคเรม เดเมียร์บาย, มูสซ่า ดิยาบี้ – เควิน โฟลลันด์

เทรนเนอร์ : ปีเตอร์ บอสซ์

ผู้ตัดสิน : การ์ลอส เดล เซร์โร่ (สเปน)