เดือดแน่! ยักษ์ชนยักษ์8ทีมชปล. พร้อมเปิดเส้นทางรอบรองฯ ใครจะเจอใคร

เปิดโผจับติ้วรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก! บาร์เซโลน่า มีลุ้นชน บาเยิร์น หากผ่านคู่แข่งอย่าง นาโปลี และ เชลซี มาได้ทั้งคู่ ขณะที่ผู้ชนะคู่ เรอัล มาดริด กับ แมนฯ ซิตี้ เจอผู้ชนะคู่ โอลิมปิก ลียง กับ ยูเวนตุส

     สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ที่เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

    ในการเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนถึงนัดชิงชนะเลิศจะเตะแบบนัดเดียวจบที่ประเทศโปรตุเกส โดยใช้ 2 สนาม คือ เอสตาดิโอ ชูเซ่ อัลวาล้าด รังเหย้าของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ เอสตาดิโอ ดา ลุช รังเหย้าของ เบนฟิก้า ที่จะใช้เป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากศึกชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง นัดแรก 0-1, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด นัดแรก 2-1, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี นัดแรก 3-0 และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี นัดแรก 1-1) นั้น จะเล่นนัดสองที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้

    สรุปผลการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    คู่ 1- เรอัล มาดริด (สเปน)/แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ) พบโอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)/ ยูเวนตุส (อิตาลี)
    คู่ 2- แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) พบ แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
    คู่ 3 – นาโปลี (อิตาลี) / บาร์เซโลน่า (สเปน) พบ เชลซี (อังกฤษ)/บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
    คู่ 4-  อตาลันต้า (อิตาลี) พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)

    รอบรองชนะเลิศ

    – ผู้ชนะคู่ 1 พบ ผู้ชนะคู่ 3
    – ผู้ชนะคู่ 2 พบ ผู้ชนะคู่ 4

    โปรแกรม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    7-8 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ยังเตะไม่จบ
    12-15 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
    18-19 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
    23 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ

แอต.มาดริดว่าไง?เชลซียื่นเงินพร้อมแถมเกปาแลกซื้อโอบลัค

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ตีข่าว เชลซี คิดที่จะยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวนหนึ่งพร้อมกับแถม เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ให้กับ แอต. มาดริด เพื่อขอซื้อ ยาน โอบลัค มาเฝ้าเสา หลังจากที่ผ่านมา เกปา ทำผลงานได้น่าผิดหวัง
    เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอขอซื้อ ยาน โอบลัค ผู้รักษาประตู แอตเลติโก มาดริด มาร่วมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ด้วยการให้เงินจำนวนหนึ่งพร้อมกับแถม เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านของทีมให้ด้วย ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

    "สิงโตน้ำเงินคราม" ยอมทุ่มเงิน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) เพื่อดึง เกปา มาจาก แอธเลติก บิลเบา เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 จนทำให้เจ้าตัวเป็นนายทวารที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก แต่ช่วงที่ผ่านมาเขากลับทำผลงานได้น่าผิดหวังจนทำให้ตอนนี้ทีมต้องลุ้นเหนื่อยกับการที่จะจบฤดูกาลนี้ด้วยการติดอยู่ใน 4 อันดับแรกของตารางคะแนน เพื่อคว้าสิทธิ์ลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    สำหรับ โอบลัค นั้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมือกาวที่เก่งที่สุดของโลกในยุคนี้ โดยที่ แอต. มาดริด ตั้งค่าฉีกสัญญาเอาไว้สูงถึง 120 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,800 ล้านบาท) และเขาก็ยังมีสัญญากับทีมจนถึงปี 2023 ด้วย อย่างไรก็ตาม "ตราหมี" ก็อาจจะจำเป็นต้องหาเงินมาเข้าสโมสรเพื่อชดเชยกับการที่ทีมได้รับผลกระทบด้านการเงินจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เหมือนกัน

    เป็นที่เชื่อว่า เชลซี ไม่ต้องการเสียเงินถึงหลัก 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวของ โอบลัค และพวกเขาก็หวังว่า เกปา จะช่วยลดจำนวนเงินที่พวกเขาต้องจ่ายได้เป็นจำนวนมาก โดยจนถึงตอนนี้ เชลซี ใช้เงินสำหรับการเสริมทัพเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้าไปแล้ว 83.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,348 ล้านบาท) ซึ่งแข้งที่พวกเขาได้มาร่วมทัพแน่นอนแล้วคือ ฮาคิม ซิเย็ค ปีกดีกรีทีมชาติโมร็อกโกกับ ติโม แวร์เนอร์ ดาวยิงชาวเยอรมัน

ถูกไปไหม?แมนยูตั้งราคาพร้อมจ่ายค่าตัวซานโช่

แฟนบอล แมนฯ ยูไนเต็ด อาจไม่ได้เห็น จาดอน ซานโช่ ย้ายมาเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟอร์ด หลังพร้อมจ่ายค่าตัวให้แค่ราวครึ่งเดียวของที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการ
   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมจะจ่ายค่าตัวของ จาดอน ซานโช่ ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้นสังกัดในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ไม่เกิน 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) ตามรายงานจาก สกาย สปอร์ตส์ สื่อเมืองผู้ดี เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    ซานโช่ วัย 20 ปี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ "เสือเหลือง" มาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ขณะที่ในซีซั่นนี้ก็ทำไป 17 ประตูกับ 17 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 32 นัด ส่งผลให้มีหลายสโมสรตามให้ความสนใจ โดยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมเต็งที่จะได้ตัวไปเสริมทัพในฤดูกาลหน้า

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญคือเรื่องค่าตัวที่ ดอร์ทมุนด์ ต้องการได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,800 ล้านบาท) แต่ "ปีศาจแดง" มองว่าไม่ได้เป็นค่าตัวที่สมเหตุสมผลในเวลานี้ หลังทุกสโมสรต้องเจอผลกระทบทางการเงินเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    แม้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ "ปีศาจแดง" ยืนยันกับ สกาย สปอร์ตส์ ว่า จะพร้อมซื้อ ซานโช่ ในค่าตัวที่ไม่เกิน 50 ล้านปอนด์อย่างแน่นอน

    ขณะที่ ฮันส์-โยอัคคิม วัตซ์เค่ ประธานบริหาร ดอร์ทมุนด์ ได้แสดงความมั่นใจว่าคงไม่มีทีมไหนที่มีเงินมากพอสำหรับการขอซื้อ ซานโช่ หลังจบฤดูกาลนี้แน่นอน

    "ถ้าเกิด จาดอน เข้ามาหาเราแล้วบอกว่าไม่ว่ายังไงก็อยากจะย้ายทีมให้ได้ และสโมสรอื่นอยากจ่ายเงินให้ตามที่เราต้องการแล้วล่ะก็ เราก็ยินดีที่จะพิจารณาข้อเสนอที่ว่า แต่จนถึงตอนนี้ จาดอน ยังไม่เคยเข้ามาบอกกับเราว่าอยากย้ายทีมเลย แถมผมก็ไม่คิดว่าจะมีทีมไหนที่พร้อมจ่ายเงินมากถึงขนาดนั้นไหวด้วย" วัตซ์เค่ ทิ้งท้าย

คล็อปป์ตอบแล้วลิเวอร์พูลจำเป็นต้องทุ่มเงินช็อปแข้งใหม่หรือไม่

หลังจากที่ตกเป็นข่าวลือเรื่องการเสริมทัพในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็บอกว่าที่จริงทีมของตนไม่จำเป็นต้องผลาญเงินไปกับการช็อปแข้งในเร็วๆ นี้เลย พร้อมบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่ตลาดจะได้รับผลกระทบจากเชื้อไวรัสโควิด-19
    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่าหลังจบฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินก้อนโตไปกับการเสริมทัพเลย เพราะขุมกำลังของพวกเขาแข็งแกร่งอย่างมากอยู่แล้ว

    ลิเวอร์พูล การันตีการเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาล 2019-20 ได้ไปแล้ว ซึ่งเมื่อนับรวมแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นก่อนเข้าไปด้วยมันก็ทำให้หลคายนมองว่าพวกเขามีขุมกำลังที่แข็งแกร่งสุดๆ ถึงกระนั้นทีมของ คล็อปป์ ก็ตกเป็นข่าวลือเกี่ยวกับการเสริมทัพแบบต่อเนื่อง อย่างเช่นกับ คาลิดู คูลิบาลี่ และ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เป็นต้น

    คล็อปป์ เผยว่า "สำหรับผมแล้วเชื้อไวรัสโควิดมันอาจจะส่งผลทั้งด้านการซื้อและการขาย ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะเป็นอย่างนั้น มันมีแนวโน้มสูงมากที่ช่วงซัมเมอร์นี้จะไม่ใช่ช่วงซัมเมอร์ที่มีการเสริมทัพแบบน่าฮือฮามากที่สุดในโลก"

    "ในช่วงท้ายๆ ปีนี้เราอาจจะเข้าใจถึงเรื่องต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น ถ้าหากตอนนั้นตลาดมันยังเปิดทำการอยู่น่ะนะ แต่คุณลองดูขุมกำลังของเราในตอนนี้สิ มันไม่ใช่ขุมกำลังที่คุณจำเป็นต้องทำการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้แล้วบอกว่า -โอเค เราต้องเสริมทัพตรงจุดนี้และจุดนี้- สักหน่อย"

    "เราไม่มี 11 ตัวจริงที่ตายตัว ผมบอกเลยว่าเรามีถึง 16 หรือ 17 คนที่ดีพอเป็นตัวจริงได้ พวกเขาต่างก็สามารถเล่นในระดับเดียวกันได้ แต่เราก็ต้องใช้ขุมกำลังที่ว่าให้ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ เราไม่สามารถผลาญเงินหลายล้านปอนด์เพียงเพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องดีที่จะทำอย่างนั้นได้ เราไม่เคยอยากทำแบบนั้นเลย"

ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตกงานทั้งที่ผลงานดี

 ร็อบบี้  ฟาวเลอร์ อดีตตำนาน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล และ ทีมชาติอังกฤษ แยกทางกับสโมสรบริสเบรน โรร์ ในศึกฟุตบอลเอลีกของออสเตรเลีย  โดยสโมสรต้นสังกัดอ้างเหตุผลในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมไปถึงกฎหมายการกักตัวของประเทศออสเตรเลีย ในการแยกทางกับ "ร็อบบี้" เพราะหวั่นว่าจะไม่ทันต่อลีกที่จะกลับมารีสตาร์ทใหม่ในช่วงวันที่ 16 ก.ค. 63
    ก่อนหน้านี้ ฟาวเลอร์ ได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนเม.ย.62 ที่ผ่านมา อดีตตำนานหงส์แดงได้มีการปรับยกเครื่องทีมใหม่ทั้งหมดจนทีมก้าวไปรั้งอันดับ 4 ของตารางก่อนที่ลีกจะถูกระงับในวันที่ 24 มี.ค.63 จึงเลือกเดินทางกลับไปอังกฤษในช่วงพัก

    ล่าสุดทางสโมสรบริสเบรน โรร์ และฟาวเลอร์ได้ออกแถลงการณ์ในการแยกทางกัน ซึ่งฟาวเลอร์เผยว่า ขอขอบคุณสโมสรสำหรับโอกาสและแฟน ๆ สำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นและการสนับสนุนสำหรับเขาและทีม ภูมิใจในสิ่งที่ช่วยทีมประสบความสำเร็จ

    ขณะที่ คริส  ฟอง รองประธานสโมสรให้เหตุผลว่า "สถานการณ์ปัจจุบันของการแพร่ระบาดเป็นเหตุให้ต้องแยกทางกับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์  รู้สึกผิดหวังที่โรคระบาดกระจายไปทั่วโลกส่งผลกระทบต่อแผนการของทีมด้วยเช่นกัน แต่เข้าใจว่าครอบครัวต้องมาเป็นอันดับแรกในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ทุกคนที่เข้ามาในออสเตรเลียตอนนี้จำเป็นจะต้องได้รับการกักตัว 14 วันและเวลาในการเตรียมการน่าจะหมดลงเพื่อให้ฟาวเลอร์กลับมาพร้อมกับลีกเนื่องจากลีกจะเริ่มในวันที่ 16 ก.ค.63

ลิเวอร์พูลตำหนิแฟนบอลฉลองแชมป์โดยไม่สนใจกฎการเว้นระยะ

ลิเวอร์พูล ตำหนิแฟนบอลบางส่วนที่ไปฉลองแชมป์และสร้างความปั่นป่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมบอกว่าตอนนี้ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอันดับแรก

    ลิเวอร์พูล ประณามแฟนบอลบางส่วนที่สร้างความวุ่นวายด้วยการไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ตรง เพียร์ เฮด และจุดพลุไฟใส่ ไลเวอร์ บิลดิ้ง ตึกอันเลื่องชื่อของเมืองลิเวอร์พูล ในช่วงที่แฟนบอลกลุ่มดังกล่าวฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20

    "หงส์แดง" การันตีแชมป์ลีกได้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา และแฟนบอลหลายคนก็ฉลองแชมป์กันตั้งแต่คืนนั้น ซึ่งตอนนั้นทางหน่วยงานราชการยังอนุญาตให้พวกเขาฉลองกันได้ แต่ก็ขอให้แต่ละคนอยู่ฉลองแชมป์กันที่บ้านเป็นหลักในวันอื่นๆ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก็ยังมีการฉลองแชมป์ตามที่ต่างๆ ของเมือง โดยจุดใหญ่ที่สุดคือตรง เพียร์ เฮด และมันก็เกิดประเด็นร้อนขึ้นเมื่อแฟนบอลบางส่วนไปจุดพลุไฟใส่ ไลเวอร์ บิลดิ้ง จนบางพื้นที่มีไฟลุกขึ้นมา ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องรีบไปดับไฟ ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่มีเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงแต่อย่างใด แต่หลังจากนั้น โจ แอนเดอร์สัน นายกเทศมนตรีของเมืองลิเวอร์พูลก็เรียกร้องให้ "เดอะ ค็อป" อยู่ฉลองแชมป์กันที่บ้านจะเป็นการดีกว่า

    แถลงการณ์ของ ลิเวอร์พูล ระบุว่า "ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ, ตำรวจประจำเมอร์ซี่ย์ไซด์, สภาเมืองลิเวอร์พูล และ สปิริต ออฟ แชงค์ลี่ย์ (กลุ่มแฟนบอลกลุ่มใหญ่ของ ลิเวอร์พูล) ได้ทำงานร่วมกันเพื่อคอยเตือนผู้คนอยู่เสมอว่าย่านของเรายังได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ และขอให้ทุกคนฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ แอลเอฟซี กันด้วยความปลอดภัย"

    "เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา มีแฟนบอลหลายพันคนที่ไปยัง เพียร์ เฮ้ด และบางคนก็ไม่สนใจต่อกฎการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงทำให้คนทั่วไปเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย เมืองของเรายังไม่พ้นจากวิกฤติด้านสุขภาพ และพฤติกรรมทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"

    "มันยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดครั้งที่สองของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ และเราจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อทำให้มั่นใจว่าเราจะไม่ทำให้ทุกอย่างที่คนในย่านนี้ทำในช่วงล็อคดาวน์มันกลายเป็นเรื่องไร้ค่า เมื่อมันมีความปลอดภัยแล้วนั้น เราจะทำงานร่วมกันเพื่อจัดขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ เราจะทำในตอนที่ทุกคนสามารถมาฉลองแชมป์ร่วสมกันได้ จนกว่าจะถึงตอนนั้น ความปลอดภัยของเมืองและของผู้คนของเรายังถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่"

รวมทุกเรื่องควรรู้ก่อนจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปมีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันปีนี้เนื่องจากปัญหาโควิด-19 นี่คือทุกเรื่องที่ท่านควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้ายจะมีขึ้น

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับฟุตบอลหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตามยูฟ่ามีกำหนดจะกลับมาเริ่มทำการแข่งขันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมการแข่งขันของฤดูกาลนี้

โกล รวบรวมทุกเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้าย และ รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปจะมีขึ้น

การจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย-รองชนะเลิศ มีเมื่อไหร่?
การจับสลากทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคมนี้

โดยจะมีขึ้นที่ออฟฟิศของยูฟา ในเมืองนียง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก UCL บ้าง?
ในการจับสลากวันที่ 10 กรกฏาคม มีเพียง 4 ทีมเท่านั้นที่การันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้แก่ อตาลันต้า, แอตเลติโก มาดริด, ไลป์ซิก และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายจบสองนัดแล้ว

ขณะที่อีก 4 ทีมที่เหลือต้องรอผลนัดที่สอง ซึ่งจะเป็นคู่ระหว่าง เชลซี-บาเยิร์น, บาร์เซโลนา-นาโปลี, เรอัล มาดริด-แมนฯซิตี้ และ ยูเวนตุส-ลียง

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก ยูโรป้าลีก บ้าง?
ในส่วนของ ยูโรป้าลีก ยังไม่มีทีมใดการันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และยังต้องรอลุ้นผลการแข่งขันในเกมเลกสองของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์ – โคเปนเฮเกน
โอลิมเปียกอส – วูล์ฟแฮมป์ตัน
เรนเจอร์ส – ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน
โวล์ฟส์บวร์ก – ชัคตาร์ โดเนตส์ค
อินเตอร์ มิลาน – เกตาเฟ
เซบีญา – โรมา
ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต – บาเซิล
ลาสค์ – แมนฯยูไนเต็ด

ชมการจับฉลากได้จากที่ไหน??
ยูฟ่า จะมีการถ่ายทอดสดการจับสลากที่เว็ปไซต์ uefa.com – ซึ่งหมายความว่าสามารถดูได้ทั้งจากทางโทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ของท่านได้

ท่านยังสามารถติดตามการรายงานสดผ่านทาง Goal ที่จะเริ่มอัพเดทความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงก่อนการจับสลาก

การแข่งขันเริ่มเมื่อไหร่, แข่งที่ไหน?
เกมนัดที่เหลือของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะลงเล่นในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้ ขณะที่ ยูโรป้าลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคม

และเนื่องจากผลการะทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป จะเป็นในรูปแบบมินิทัวร์นาเม้นท์ แข่งนัดเดียวจบ โดยจะเตะแบบนัดเดียวจบ หากเสมอกันใน 90 นาที จะมีการต่อเวลาพิเศษ และหากเสมอกันใน 120 นาที ก็จะต้องดวลจุดโทษตัดสิน

ขณะที่ ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด

มินิทัวร์นาเมนท์ของ UCL เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 12 สิงหาคม – 15 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 18 สิงหาคม – 19 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ:  23 สิงหาคม

UCL มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์จะมีขึ้นที่สนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ รังเหย้าของเบนฟิก้า เช่นเดียวกับนัดชิงชนะเลิศ .

มินิทัวร์นาเมนท์ของ ยูโรป้าลีก เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูโรป้าลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 10 สิงหาคม – 11 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 16 สิงหาคม – 17 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ: 21 สิงหาคม

ยูโรป้าลีก มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด โดยมีเจ้าภาพ 4 เมืองได้แก่ โคโลญจน์, ดุ๊ยส์บวร์ก, ดุสเซลดอร์ฟ และ เกสเซนเคียร์เชน

โดยรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นที่สนาม ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน รังเหย้าของ โคโลญจน์

 

บริบทต่างกัน! สมยศ วอนอย่าเอาไทยลีกเปรียบ อังกฤษ-เยอรมัน

ประมุขลูกหนังไทย ขอวอนอย่านำไทยลีกเปรียบเทียบ อังกฤษ-เยอรมัน แม้ไทยปลอดผู้ติดเชื้อโควิดร่วมเกือบสองเดือน

พล.ต.อ. ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย วอนอย่านำไทยลีก เปรียบเทียบกับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ บุนเดสลีกา เยอรมัน กรณีที่ออกมายืนยันจะไม่จัดแข่งเร็วขึ้นจากกำหนดเดิมวันที่ 12 กันยายน 2020

แม้สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังน่าห่วง แต่ศึกลูกหนังในลีกอังกฤษ และ เยอรมัน ออกมาโม่แข้งพร้อมได้ทีมคว้าแชมป์ไปแล้วเรียบร้อย ขณะเมืองไทยปลอดพบผู้ติดเชื้อใหม่ร่วมเกือบสองเดือน แต่ยังคงยืนยันจะเริ่มคิกออฟวันที่ 12 กันยายน เท่านั้น ซึ่งทางประมุขลูกหนังไทย กล่าวถึงกรณีนี้ว่า

"มีหลายคนชอบเปรียบลีกอังกฤษ กับ เยอรมัน ว่า เขาแข่งไปแล้ว แต่ทำไมไทยยังแข่งไม่ได้ ซึ่งเราก็ขอตอบว่า การจะแข่งช้าหรือแข่งเร็วอย่างไร มันไม่ใช่เรื่องการตัดสินใจจากสมาคมฯ แต่เป็นเรื่องของทาง ศบค.ทั้งสิ้น"

"ที่เรายังจัดไม่ได้เพราะ ศบค.ยังไม่อนุญาต นี่คือเหตุที่เรายังจัดการแข่งขันไม่ได้ ถ้าฝืนจัดก็จะถือว่า ผิดกฎหมาย มีโทษทางอาญา"

"ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมต้องเตะกันยายน ทำไมไม่แข่งเดือนพฤษภาคม เรื่องนี้ก็เพราะมันเป็นมติของสโมสรสมาชิกไม่ใช่จากสมาคมเป็นผู้ตัดสินใจ"

"เราจะเอาไปเปรียบกับ อังกฤษ หรือ เยอรมัน ไม่ได้ ตอนนี้ อังกฤษ แข่งทุกสามวัน กัดฟันแข่ง แต่เขาอยู่ในช่วงปลายซีซั่นแล้ว แต่ถ้าเราแข่ง และจัดให้จบเดือนธันวาคม หมายความว่า เราต้องเลิกฟุตบอลถ้วยลีกคัพ เอฟเอ คัพ และแข่งทุกสามวัน ไทยต้องกัดฟันถึง 26 สัปดาห์ 3 วันเตะที"

"นักเตะหลายสโมสรเองก็มีค่าตัวแพง หากต้องใช้ร่างกายหนักก็อาจส่งผลเสียได้รับบาดเจ็บหนักได้ เขาประมวลมาแล้วว่า การเตะถี่แบบนั่นมันหนักเกินไป นี่คือเหตุผลที่อย่าเอามาเทียบกัน เพราะบริบทมีความต่างกันสิ้นเชิง" สมยศ ปิดท้าย

ทั้งนี้ทางสโมสรสมาชิก ไทยลีก 1-3 จะต้องนำมาตรฐานการปฏิบัติตาม ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการระบาด และเพื่อดำเนินการแข่งขันแบบปิดได้ต่อไป

เปิดผลงาน3กองกลางตัวรับแมนยูใครน่ายึดตัวจริง?

เปิดผลงาน เฟร็ด, เนมานย่า มาติช และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ หลังทั้ง 3 คนต้องแย่งชิงตำแหน่งเดียวในตำแหน่งกองกลางตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังนำทัพ "ปีศาจแดง" ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครมาแล้ว 16 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ก่อนมีโปรแกรมยกพลออกไปเยือน แอสตัน วิลล่า ทีมหนีตาย ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมนี้ (02.15 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

    ส่วนหนึ่งที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีผลงานเยี่ยมคือได้ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส กลับมาประสานงานแดนกลางร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ขณะที่ตัวรับใช้ เนมานย่า มาติช ยืนตัดเกม ส่งผลให้ เฟร็ด และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ต้องคอยโอกาสอยู่ที่ม้านั่งข้างสนามต่อไป

    วันนี้เราจะไปดูผลงานของทั้ง เฟร็ด, มาติช และ แม็คโทมิเนย์ ในฤดูกาลนี้กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

    เฟร็ด

     เฟร็ด วัย 27 ปี ย้ายจาก ชัคเตอร์ โดเน็ตส์ค มาอยู่กับ "ปีศาจแดง" เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัวถึง 52 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,028 ล้านบาท) แต่ในฤดูกาลแรกยังทำผลงานได้ไม่ดี จนโดนแฟนบอลจำนวนมากวิจารณ์ โดยบางคนถึงกับบอกว่าเป็นบราซิลของปลอมกันเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลนี้ เฟร็ด กลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และยึดตำแหน่งตัวจริงก่อนที่ลีกจะหยุดพักไปเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเมื่อลีกรีสตาร์ทก็หลุดไปเป็นสำรอง

    เฟร็ด ลงเล่นในลีกไป 27 นัด มีสถิติเข้าสกัดแม่นยำเฉลี่ย 2.2 ครั้งต่อเกม โดยในทีมเป็นรองแค่ อารอน วาน-บิสซาก้า (3.7) เท่านั้น

    นอกจากนั้น เฟร็ด ยังมีค่าเฉลี่ยตัดบอลสำเร็จ 1.4 ครั้งต่อเกม เป็นรองแค่ วาน-บิสซาก้า กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (1.9)

    เนมานย่า มาติช

    มาติช วัย 31 ปี เป็นตัวเลือกอันดับแรกของ โซลชา ในช่วงหลัง เนื่องจากทำผลงานและคุมเกมได้อย่างยอดเยี่ยมในชัยชนะเหนือทั้ง เชฟฯ ยูไนเต็ด, ไบรท์ตัน และ บอร์นมัธ

    ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้ "ปีศาจแดง" จับกองกลางเซิร์บ ต่อสัญญาไปจนถึงปี 2023 เป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าอาจจะเก็บกระเป๋าลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจบฤดูกาลนี้

    มาติช มีสถิติเข้าสกัด 1.9 ครั้งต่อเกม หลังซีซั่นนี้ได้ลงเล่นในลีก 16 นัด โดยเข้าสกัด 31 ครั้ง ประสบความสำเร็จ 52 เปอร์เซ็นต์

    มาติช อาจมีสถิติส่วนตัวด้อยกว่า เฟร็ด ทั้งการเลี้ยงบอล, ผ่านบอล, วางบอลยาว, เข้าสกัด และตัดบอล อย่างไรก็ตาม ผลงานโดยรวมในช่วงนี้สมควรแล้วที่จะได้ลงตัวจริง
   
    สกอตต์ แม็คโทมิเนย์

    แม็คโทมิเนย์ ยึดตำแหน่งตัวจริงในช่วงต้นฤดูกาล โดยถือเป็นนักเตะห้องเครื่องที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และช่วยขับเคลื่อนทีมได้แบบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

    มิดฟิลด์ชาวสกอตต์ วัย 23 ปี ทำไป 5 ประตูในฤดูกาลนี้ โดยมีจุดเด่นที่เหนือกว่า มาติช และ เฟร็ด ในเรื่องการเติมเกมรุก โดยมีค่าเฉลี่ยวางบอลยาวอยู่ที่ 2.6 ครั้งต่อเกม นอกจากนั้น ยังมีค่าเฉลี่ยได้โอกาสยิง 1.3 ครั้งต่อเกม

    ส่วนเกมรับนั้น แม็คโทมิเนย์  มีสถิติเข้าสกัด 1.82 ครั้งต่อเกม หลังซีซั่นนี้ได้ลงเล่นในลีก 23 นัด โดยเข้าสกัด 42 ครั้ง ประสบความสำเร็จ 50 เปอร์เซ็นต์

เมอร์ซี่ย์ไซด์แบบจืดๆ ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน

  เกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์จบลงไปแบบจืดๆ ด้วยสกอร์ 0-0 โดยงานนี้ ลิเวอร์พูล อาจจะพอใจกับ 1 คะแนนที่ได้ในกูดิสัน พาร์ค เพราะพวกเขาทำผลงานไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก ในขณะ เอฟเวอร์ตัน คงรู้สึกเสียดายที่พลาด 3 แต้ม หลังสร้างโอกาสชัดเจนมากกว่า "หงส์แดง"
 

    แมตช์นี้ทีมเยือนยังมีปัญหานักเตะตัวหลักยังไม่ฟิตเต็มร้อยโดยเฉพาะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์  ที่ต้องนั่งเป็นตัวสำรองเพราะร่างกายยังไม่พร้อม ขณะเดียว "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมทั้งเกมรับที่เหนียวแน่น และเกมรุกที่หวือหวา จนทำให้ทีมเกือบได้ประตู 2-3 ครั้ง

    สำหรับผลการแข่งขันที่จบลงแบบไร้สกอร์ น่าจะเป็นเรื่องที่ "เดอะ เร้ดส์" พึงพอใจ เหมือนที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่าพวกเขาโชคดีมากๆ ที่บุกมาเก็บแต้มได้ในแมตช์นี้ สำหรับตอนนี้สิ่งที่ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องทำต่อไป ก็คือการเตรียมทีมให้ดีที่สุดในแมตช์รับมือ คริสตัล พาเลซ กลางสัปดาห์นี้
 

1. เรดาร์อาร์โนลด์ยังมีปัญหา
    เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อยู่ในช่วงฟอร์มฝืดจริงๆ เพราะนักเตะมีปัญหาเรื่องการเปิดบอลตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ล็อกดาวน์ จนกระทั่งพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท ก็ดูเหมือนว่านักเตะยังไม่สามารถเรียกผลงาน ฟูลแบ็กจอมแอสซิสต์ กลับมาได้ในแมตช์บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน แบบไร้สกอร์

    ย้อนไปดูผลงานของ "เจ้าหนูเทรนต์" เมื่อฤดูกาลก่อนเขาทำ 16 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 40 นัดในทุกรายการ ขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ทำไปแล้ว 14 แอสซิสต์ จากการลงสนามในทุกรายการ 41 นัด โดยเมื่อดูจากสถิติยังคงยอดเยี่ยม กระนั้นในช่วง 2-3 เกม (รวมทั้งแมตช์แพ้ วัตฟอร์ด)  อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไม่สามารถเปิดบอลที่แสนแม่นยำและเด็ดขาดได้เลย

    สำหรับในแมตช์บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน เป็นอีกเกมที่เรดาร์ที่ติดเท้าขวาของ ฟูลแบ็กดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ยังไม่สามารถควำเป้าหมายได้ถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะจังหวะการเปิดบอลทางริมเส้นด้านข้าง, การเปิดลูกเตะมุม และการปั่นฟรีคิก ไม่มีจังหวะไหนที่น่าหวาดเสียวเลย

    ตอนนี้หลายๆ คนเริ่มมีคำถามแล้วว่า ดาวเตะวัย 21 ปี อาจจะอยู่ในช่วงฟอร์มฝืด เพราะกรำศึกมานาน หรืออาจเป็นเพราะพักยาวไปหน่อยจากช่วงล็อกดาวน์ทำให้ฟอร์มการเปิดบอลยังไม่แม่นยำ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามหาก "เทรนต์" ยังทำผลงานไม่เก่งเหมือนเดิม มีสิทธิ์ที่เขาจะโดน เนโก วิลเลี่ยมส์ แบ็กขวาชาวเวลส์ วัย 19 ปี แย่งตำแหน่งเอาได้ง่ายๆ

2. ลอฟเรน สร้างความบันเทิง
    สาวก "เดอะ ค็อป" คงใจหายจนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นชื่อ เดยัน ลอฟเรน กำลังจะลงสนามแทน โฌเอล มาติป ที่มีปัญหาบาดเจ็บในช่วงครึ่งหลัง เพราะรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ที่สุดแสนน่าหวาดหวั่นในยามที่อยู่เป็นเซนเตอร์แบ็กให้กับทัพ "หงส์แดง"

    ดาวเตะชาวโครเอเชีย มักจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเพื่อนร่วมทีมเป็นประจำ เพราะเขามักจะสกัดบอลแบบโฉ่งฉ่าง และมักจะหลุดตำแหน่งเป็นประจำ จนทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งเรื่องแบบนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" เห็นกันจนชินตา

    ไม่ใช่เป็นการกล่าวโทษกันเกินไปแต่ในช่วงที่ มาติป จับคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ นั้น เกมรับของ ลิเวอร์พูล ค่อนข้างแน่นอน และจัดการแนวรุกของ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" จนอยู่หมัด แถมในช่วงที่ทีมได้ลูกเตะมุม 2 เซนเตอร์แบ็กยังขึ้นไปกดดันแนวรับเจ้าบ้านอยู่บ่อยๆ   

    จนกระทั่ง มาติป ดันมีปัญหาบาดเจ็บในช่วงนาทีที่ 73 และ คล็อปป์ จำเป็นต้องส่ง ลอฟเรน มาช่วยงาน ฟาน ไดค์ เท่านั้นแหละ เอฟเวอร์ตัน ก็จัดการโจมตีทางแข้งโครแอตทันที และพวกเขาก็เกือบทำสำเร็จ จากจังหวะที่ ลอฟเรน วิ่งเบียดกับ ริชาร์ลิซอน แล้วก็ลื่นล้ม จากนั้นพยายามวิ่งไปกดดันก็โดนหลอกจนหัวทิ่ม ก่อนหัวหอกเจ้าบ้านจะซัดมุมแคบไปติดเซฟ อลีสซง

    แม้อาจจะมีบางคนช่วยแก้ตัวให้ ลอฟเรน ว่าเพิ่งจะได้ลงสนาม สภาพร่างกายและการอ่านเกมอาจจะยังไม่แน่นอน แต่กระนั้นด้วยประสบการณ์ขนาดนี้นักเตะควรจะทำผลงานให้ดีกว่า

3. มินามิโนะ ยังต้องพยายามหาจังหวะของตัวเองต่อไป
    การที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่ง ทาคุมิ มินามิโนะ ลงเป็นตัวจริง และนี่คือโอกาสทองของเขาในการที่จะเฉิดฉายกับการลงสนามเป็น 11 คนแรกของต้นสังกัดในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม จอมทัพทีมชาติญี่ปุ่น ยังไม่สามารถทำผลงานได้อย่างที่เคยทำเอาไว้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก แม้ว่าในช่วงต้นเกม มินามิโนะ จะโชว์ความหวือหวาได้ในระดับนึง และมีโอกาสสับเต็มข้อบริเวณกรอบเขตโทษ แต่น่าเสียดายที่บอลเหินข้ามคาน

    หลังจากนั้นเจ้าตัวก็แทบไม่มีโอกาสในการสร้างสรรค์เกมให้กับทีมเลย สุดท้ายก็ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก โดย นายใญ่ชาวเยอรมัน เลือกที่จะใช้งาน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งก็ลงมาสร้างความแตกต่างในเกมบุกให้กับ "เดอะ เร้ดส์" ได้พอสมควร

    กระนั้น หากมองตามความเป็นจริงดูเหมือนว่า คล็อปป์ ยังไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ เพลย์เมกเกอร์เลือดซามูไร ได้เลย และงานนี้คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยว่าช่วง 8 เกมทีเหลืออยู่ในซีซั่นนี้ มินามิโนะ จะพัฒนาผลงานของเขาได้หรือไม่ ต้องรอติดตามดูกันต่อไป
 

4. ฟาน ไดค์ ใช้ฝีเท้าตอกหน้า ริชาร์ลิซอน 
    ก่อนเกมนี้ ริชาร์ลิซอน โชว์สกิลฝีปากด้วยการปรามาส เฟอร์จิน ฟาน ไดค์ เจ้าของตำแหน่งอันดับ 2 บัลลงดอร์ ปีล่าสุด ว่าฝีเท้าไม่ได้เก่งฉกาจเหมือนกับที่หลายๆ คนต่างสรรเสริญเยินยอ พูดง่ายๆ ว่า ปราการหลังชาวดัตช์ ก็แค่แนวรับดาดๆ ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลย

    ยิ่งไปกว่านั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน วัย 23 ปี ยังคุยโวคำรบสองว่าเคยเลี้ยงบอลผ่าน ฟาน ไดค์ มาแล้ว และยังเชิดชู ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส  และ เซร์คิโอ รามอส เป็นกองหลังที่เหนือกว่า เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ มากมายหลายขุม


 

    สิ่งที่ ริชาร์ลิซอน พูดเพื่อหวังจะโยนแรงกดดันใส่ ฟาน ไดค์ แต่ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นแรงบวกให้กับ แข้งเลือดดัตช์ เมื่อเขาทำผลงานได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม และไม่เอาคำพูดไร้สาระมารบกวนจิตใจ โดยงานนี้ ดาวเตะแซมบ้า ไม่สามารถสร้างความอันตรายได้เลยในกรอบเขตโทษ

    แน่นอนว่า สาวก "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" คาดหวังที่จะเห็นสตาร์ประจำทีมทำผลงานได้เก่งอย่างที่พูดเอาไว้เมื่อลงสนาม แต่สุดท้ายก็ท่าดีที่เหลว ฉะนั้นหากเป็นไปได้ในครั้งต่อไปบรรดาแฟนคลับเอฟเวอร์ คงอยากเห็น ริชาร์ลิซอน โชว์ฝีเท้ามากกว่าที่จะมาโชว์ฝีปากอย่างที่ผ่านมา
 

5. ฟอร์มยังติดๆ ขัดๆ 
    ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ยังอยู่ในฟอร์มที่ไม่คงที่เพราะพวกเขาพักเครื่องไปนานถึง 3 เดือนจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยแมตช์เยือน เอฟเวอร์ตัน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทีมขาดการต่อบอลที่ไหลลื่น และไร้ความเฉียบคมในแดนหน้า

    หนึ่งในเหตุผลที่ "หงส์แดง" ฟอร์มที่ฮอตอาจจะเป็นเพราะพวกเขาขาดแข้งเกมรุกชั้นยอดอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และแบ็กซ้ายฝีเท้าฉกาจ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าฟอร์มฝืดก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ กับ โฌเอล มาติป ที่ลงตัวจริงในเกมนี้ดันมาเจออาการบาดเจ็บเล่นงานเข้าไปอีก

    อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่บวกการได้เห็น นาบี เกอิต้า ลงสนามเป็น 11 แข้งตัวจริงในแมตช์นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนักเตะทำผลงานได้โดดเด่นมากๆ และประสานงานกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ฟาบินโญ่ ได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่เจ้าตัวต้องโดนเปลี่ยนตัวออก เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟิตเต็มร้อย

     หลังจบเกมนี้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสภาพความฟิต เพราะหลังจากนี้อีกไม่กี่วันก็ต้องรับมือ คริสตัล พาเลซ ที่แอนฟิลด์ และหากฟอร์มยังไม่เข้ารูปเข้ารอย กอปรกับนักเตะตัวหลักยังฟิตไม่เต็มร้อย งานนี้มีหวังได้เจองานหนักจากทัพ "ดิ อีเกิ้ลส์" แหงๆ