7เรื่องน่ารู้ ติโม แวร์เนอร์ ดาวยิงคนใหม่เชลซี

เปิด 7 เรื่องน่ารู้ของ ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมัน หลังตกลงย้ายจาก ไลป์ซิก ไปอยู่กับ เชลซี เรียบร้อย

    เชลซี ประกาศคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ กองหน้า แอร์เบ ไลป์ซิก มาเข้าถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเซ็นสัญญายาว 5 ปี ขณะที่ค่าตัวอยู่ที่ราว 47.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,900 ล้านบาท) และจะย้ายมาร่วมทีมหลัง บุนเดสลีกา ปิดฤดูกาล

    ก่อนหน้านี้ ดาวยิงทีมชาติเยอรมัน มีข่าวกับ ลิเวอร์พูล หนาหูที่สุด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็น "สิงห์บลูส์" ที่มาแรงปาดหน้าแซงทางโค้งคว้าลายเซ็นไปครองได้สำเร็จ

    เชื่อว่า แฟนบอลคงอยากเห็นเต็มทีแล้วว่า หัวหอกวัย 24 ปี จะมาทำผลงานใน พรีเมียร์ลีก ได้ดีขนาดไหน และนี่คือ 7 เรื่องราวที่น่าสนใจของเขา

    1. ฉายแสงตั้งแต่เด็ก
    แวร์เนอร์ ไปอยู่กับสถาบันฝึกสอนฟุตบอลชองสโมสร สตุ๊ตการ์ท ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนสร้างชื่อเป็นนักเตะอายุน้อยสุดและทำประตูให้กับทีมได้

    นอกจากนั้น แวร์เนอร์ ยังทำได้ถึง 24 ประตู สมัยเล่นให้ทีม "ม้าขาว" รุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปี ในฤดูกาล 2012/13 อีกด้วย

    2. สถิติทำประตูสุดยอด
    แวร์เนอร์ มีสถิติการทำประตูที่ยอดเยี่ยมใน บุนเดสลีกา ตั้งแต่ย้ายมาจาก สตุ๊ตการ์ท เมื่อปี 2016 โดยซัดให้ ไลป์ซิก ไปแล้ว 76 ประตูจากการลงสนาม 123 เกม

    ขณะที่ในฤดูกาลนี้ ก็ยังยิงได้อย่างต่อเนื่องซัดไปแล้ว 26 ประตู ส่วนกับทีมชาติเยอรมัน ลงเล่นไปแล้ว 29 นัดตั้งแต่ปี 2017 ทำได้ 29 ประตู

    3. สปีดไวกว่านรก
    แวร์เนอร์ ทำสถิติวิ่งระยะ 100 เมตรได้ในเวลาแค่ 11.1 วินาทีเท่านั้น ทำให้บรรดากองหลังใน พรีเมียร์ลีก คงจะต้องเจองานหนักแน่ในการดวลกับเขา

    4. มีทักษะกีฬาหลายประเภท
    นอกจากทำได้เยี่ยมในการเป็นนักฟุตบอลแล้วนั้น แวร์เนอร์ ยังเล่นกีฬาอีกหลายอย่างได้ดีด้วย อาทิ ตีกอล์ฟ และเรือพาย เป็นต้น

    5. จอมสร้างสถิติ
    แวร์เนอร์ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 21 ปีของศึก บุนเดสลีกาที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งหน้าเดิมภายในฤดูกาลเดียว หลังกระทุ้ง 3 ประตูช่วย ไลป์ซิก บุกไปถล่ม ไมนซ์ 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา

    เกมแรกที่ทั้งสองทีมเจอกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน แวร์เนอร์ ก็กด 3 ตุง ช่วย ไลป์ซิก เปิดบ้านยำใหญ่ ไมนซ์ 8-0 ทำให้ถือเป็นคนแรกที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งทีมเดิมภายในฤดูกาลเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ อูล์ฟ เคียร์สเท่น ตำนานดาวยิง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำใส่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เมื่อฤดูกาล 1998/99

    นอกจากนั้น แวร์เนอร์ ยังเคยทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดที่ยิงสองลูกใส่ ไฟร์บวร์ก สองนัดติด ตอนเล่นอยู่กับ สตุ๊ตการ์ท ด้วยวัย 17 ปี

    6. สร้างพลังจากภูเขา
ตอนที่ยังเป็นเด็กนั้น คุณพ่อของ แวร์เนอร์ มักจะพาลูกชายวิ่งขึ้นเขาอยู่เป็นประจำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในการนำไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพ และตอนนี้มันก็ออกดอกออกผลแล้ว

    7. มี มาริโอ โกเมซ เป็นไอดอล
    ตอนที่ยังเป็นเด็กนั้น แวร์เนอร์ มี มาริโอ โกเมซ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมัน และสตุ๊ตการ์ท เป็นนักเตะขวัญใจของตัวเอง

    "ตอนที่ผมอายุ 11-12 ขวบ ผมมีโปสเตอร์ของ มาริโอ ติดอยู่บนผนัง จากนั้นผมก็มีโอกาสแตะมือกับ มาริโอ และเขาก็อวยพรให้ผมโชคดีกับการมาเล่นให้เยอรมันแทนที่เขา" แวร์เนอร์ เผย

เดวิสทำสถิติความเร็ว! 6 ประเด็นหลังบาเยิร์นเชือดเบรเมนสอยแชมป์บุนเดสฯ

 "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค การันตีตำแหน่งแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำฤดูกาล 2019/20 ได้ตามคาด หลังบุกไปเอาชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน 1-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา จากประตูชัยช่วงท้ายครึ่งแรกของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้ตอนนี้พวกเขาทำคะแนนทิ้งห่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมอันดับสอง     ขาดลอยเรียบร้อย ด้วยช่องว่าง 10 แต้ม ดังนั้นต่อให้ ดอร์ทมุนด์ คว้าชัยรวดใน 3 เกมที่เหลือ ก็ไล่ไม่ทันอยู่ดี และนี่คือ 6 ประเด็นที่น่าสนใจหลังจบเกมที่ เวเซอร์สตาดิโอน
 – แชมป์ บุนเดสฯ สมัยที่ 29!!!

    ไม่มีใครปฏิเสธว่า บาเยิร์น มิวนิค คือสโมสรมหาอำนาจแห่งวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ในทุกยุคทุกสมัย และนี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 29 ของพวกเขา…. ใช่แล้ว นี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 29 แต่ถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์สมัยที่ 30 เมื่อนับรวมกับแชมป์ 1 สมัย (ซีซั่น 1931/32) ก่อนเข้าสู่ยุค บุนเดสลีกา ในฤดูกาล 1963/64 และยิ่งไปกว่านั้น นี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 8 ติดต่อกันของพวกเขา เรียกได้ว่า ตลอดช่วงทศวรรษนี้ (ปี 2010-2020) ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ "เสือใต้" ถึง 80% เลยทีเดียว (แชมป์ตั้งแต่ซีซั่น 2012/13 ถึง ปัจจุบัน)
 

 – นอยเออร์ เซฟพาแชมป์

    ถึงแม้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นคนทำประตูชัยให้ทีม และตลอดเกือบทั้งเกมเป็น บาเยิร์น ที่ครองเกมบุกใส่ เบรเมน แต่ต้องบอกเลยว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูกัปตันทีมคนเก่ง ถือเป็นอีกหนึ่งฮีโร่ที่นำชัยชนะและแชมป์มาให้กับทีม กับจังหวะโชว์ซูเปอร์เซฟลูกโหม่งของ ยูยะ โอซาโกะ ช่วงนาทีสุดท้าย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของแมตช์นี้เลยทีเดียว

 – เลวานดอฟสกี้ เดินหน้าทำสถิติต่อไป  

    แน่นอนว่า นี่คือฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพพ่อค้าแข้งของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดหัวหอกเลือดโปล เพราะหนึ่งตุงที่ทำได้ในเกมนี้ ทำให้ฤดูกาลนี้เจ้าตัวกดไปแล้วถึง 46 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 40 นัด ดังนั้นถือว่าน่าสนใจเหลือเกินว่า จำนวนประตูของ เลวานดอฟสกี้ ในฤดูกาลนี้ จะไปจบลงที่ตัวเลขอะไร เพราะอย่าลืมว่า บาเยิร์น ยังเหลือเกมในลีกอีก 2 นัด แถมยังต้องแข่งในถ้วย เดเอฟเบ-โพคาล (รอเตะรอบชิงฯ กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (กำลังอยู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย) ด้วย… ดูๆ แล้ว 50 ประตู ไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม 
 
 – แชมป์แรกของ ฟลิค

    ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์คนเก่งของ บาเยิร์น เคยได้แชมป์ เวิลด์ คัพ เมื่อปี 2014 ในฐานะผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเยอรมนี แต่ในฐานะกุนซือใหญ่นั้น เจ้าตัวยังไม่เคยสัมผัสกับแชมป์ ดังนั้นนี่คือแชมป์แรกของเจ้าตัวในฐานะเฮดโค้ช และฤดูกาลนี้มีลุ้นซิว "ทริปเปิ้ลแชมป์" ด้วย ทั้งๆ ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ครบซีซั่นเลย

 – เดวิส สร้างสถิติบุนเดสฯ!!!

    แม้เกมนี้ถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 79 (รับใบเหลืองที่สอง) แต่ อัลฟอนโซ่ เดวิส แบ็กซ้ายดาวรุ่ง บาเยิร์น ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้งในเรื่องของความเร็ว เพราะช่วงครึ่งแรกมีจังหวะหนึ่งที่เจ้าตัวโชว์สปีดความเร็วที่วัดได้ถึง 36.51 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของศึก บุนเดสลีกา นับตั้งแต่มีการจดบันทึกสถิติด้านนี้ในฤดูกาล 2013/14

 – เบรเมน กำลังจะตกชั้น?

    "เจ้านกนางนวล" แวร์เดอร์ เบรเมน ถือเป็นอีกหนึ่งสโมสรดังของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ แต่การปราชัยคารัง เวเซอร์สตาดิโอน นัดนี้ ทำให้พวกเขามีแนวโน้มสูงเหลือเกินที่จะตกชั้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1979/80 เพราะตอนนี้รั้งอันดับ 17 (รองบ๊วย) ในตารางคะแนน เหลือเกมลงเตะอีก 2 นัด แต่ตามหลัง ไมนซ์ 05 ทีมอันดับ 15 ที่ลงเตะน้อยกว่าหนึ่งเกม 3 แต้ม (ไมนซ์ มีคิวเยือน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คืนนี้) ซึ่งดูแล้ว เบรเมน รอดยากมาก และคงจะต้องตกชั้นตามทีมอันดับสุดท้ายอย่าง พาเดอร์บอร์น ไป แต่ถึงกระนั้น เบรเมน ยังมีหวังที่จะจบอันดับ 16 ให้ได้เป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะได้เตะเพลย์ออฟ (หาทีมเลื่อนชั้น-ตกชั้นกับทีมอันดับสามใน ลีกา 2)

“มาโกโตะ ฮาเซเบะ” เจ้าของสถิติแข้งเอเชียที่ยังโบยบินกับ “อินทรีแดง-ดำ”

มาโกโตะ ฮาเซเบะ คือหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้คงเส้นคงวาที่สุดในบุนเดสลีกาจากการลงเล่นกว่าสิบปี เขาเคยประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมนีกับทีมโวล์ฟสบวร์ก และกำลังนั่งแท่นสถิติเป็นนักเตะเอเชียที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกาสูงสุดตลอดกาล ซึ่งตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงในเร็ววันนี้…

      อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นวัย 36 ปีเพิ่งลงเล่นในบุนเดสลีกาครบ 309 นัดในเกมที่แพ้ไมนซ์ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง ชา บุมคุน แข้งชาวเกาหลีใต้ที่ลงเล่นไป 308 เกม

    "ผมภูมิใจมากที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกามากกว่านักเตะเอเชียคนอื่นๆ แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่ทีมจะคว้าชัยชนะได้" ฮาเซเบะกล่าวหลังเกมที่เจ้าตัวสร้างสถิติใหม่แต่กลับต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ "วันนี้เราเล่นได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น เรายังเล่นขาดๆ เกินๆ ไปในทุกตำแหน่ง"

    หลังย้ายจากทีมอุราว่า เร้ด ไดม่อนส์ มาร่วมทีมโวล์ฟสบวร์กในปี 2008 ฮาเซเบะก็ได้ลงประเดิมสนามนัดแรกพบกับอาร์มิเนีย บีเลเฟลด์ ในฐานะมิดฟิลด์ หลังจากนั้นเขาก็ได้สลับตำแหน่งไปเล่นทั้งกองกลางและกองหลังตลอด 135 นัดที่ลงเล่นให้กับทีม "หมาป่าเมืองเบียร์" โดยแข้งชาวญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในห้องเครื่องของโวล์ฟสบวร์กชุดที่คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 2008/09 สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรอย่างยิ่งใหญ่

    ไม่เพียงเท่านั้น ฮาเซเบะยังมีอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงในบุนเดสลีกา เรื่องนี้เกิดขึ้นในเกมพบกับทีมฮอฟเฟนไฮม์ในฤดูกาล 2011/12 เมื่อมาร์วิน ฮิตซ์ ผู้รักษาประตูมาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามแถมโควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่น 3 คนก็ถูกใช้จนหมดแล้ว ฮาเซเบะจึงต้องรับบทผู้รักษาประตูจำเป็น ทำให้เขากลายเป็นผู้รักษาประตูชาวญี่ปุ่นคนแรกในบุนเดสลีกาที่ต้องเฝ้าเสาเป็นเวลา 15 นาทีก่อนเกมจะจบลง โชคร้ายที่ทีมของเขาเป็นฝ่ายพ่ายไป 2-1 จากประตูชัยของโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่ค้าแข้งอยู่กับฮอฟเฟนไฮม์ในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเฟลิกซ์ มากัท กุนซือของโวล์ฟสบวร์กก็ออกมากล่าวยกย่องแข้งชาวญี่ปุ่นคนนี้ว่าเป็นนักเตะที่มีระเบียบวินัยสูงมากและสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง

    ฮาเซเบะได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘The Order of the Soul – 56 habits to win’ ซึ่งเป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับทัศนคติ การเสียสละ ความอดทน รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสามารถกลายเป็นคนสำคัญของแต่ละสโมสรที่ย้ายไปเล่นทั้งโวล์ฟสบวร์ก เนือร์นแบร์ก และไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต ต้นสังกัดปัจจุบัน

    สำหรับในทีมชาติญี่ปุ่น ฮาเซเบะได้ลงสนามถึง 114 นัดโดยที่ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งโบกมืออำลาทีมชาติหลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับเบลเยี่ยมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก 2018 อย่างดราม่าสุดๆ

 

    ฤดูกาลนี้ฮาเซเบะลงเล่นในบุนเดสลีกาไปแล้ว 21 นัด รวมถึงเกมยูโรปาลีกที่พลาดลงสนามไปเพียง 2 เกม อาดี้ ฮึทเทอร์ นายใหญ่แห่งทีมแฟรงค์เฟิร์ตได้พูดถึงแข้งชาวญี่ปุ่นว่า "เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวรับที่ฉลาดที่สุดในบุนเดสลีกา เขาหัวไวมาก แม้ร่างกายอาจจะไม่สามารถวิ่งแซงนักเตะบางคนได้ แต่เขาก็อ่านเกมได้ดี รู้ว่าบอลจะมาทางไหนอย่างไร นั่นทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเยอะ ผู้เล่นสไตล์นี้ยากที่จะหาใครเหมือนได้"

    และล่าสุดกุนซือใหญ่ก็แฮปปี้ที่ฮาเซเบะตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับสโมสรเพิ่มอีก 1 ปีไปเรียบร้อยแล้ว

 

    ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่ฮาเซเบะจะเตรียมตัวสำหรับตำแหน่งโค้ชในทีมแฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเนื่องจากเขายังต้องการโฟกัสกับการเป็นนักเตะเพียงอย่างเดียวก่อน

    "สิ่งสำคัญก็คือผมยังมีความกระหายอยู่ ไม่ดีหรอกที่จะรู้สึกพอใจแล้ว เพราะมันจะเป็นการฉุดตัวเองเอาไว้ ผมคิดว่าผมยังสามารถเล่นได้ดีขึ้นกว่านี้อีกและยังช่วยทีมได้อีกมาก"

    เป็นทัศนคติของนักเตะชาวญี่ปุ่นวัย 36 ปีที่น่ายกย่องจริงๆ…

ลิเวอร์พูลต้องสอยแล้ว!แวร์เนอร์ทำสถิติน่าสนใจหลังกดแฮตทริกใส่ไมนซ์

 นี่มันระเบิดฟอร์มโหดยั่ว ลิเวอร์พูล ชัดๆ… ติโม่ แวร์เนอร์ หัวหอกดาวดัง แอร์เบ ไลป์ซิก ได้ทำสถิติน่าสนใจในศึก บุนเดสลีกา หลังกดแฮตทริกช่วยทีมบุกกระซวก ไมนซ์ 05 5-0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
    ติโม่ แวร์เนอร์ กองหน้าตัวเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 21 ปีของศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งหน้าเดิมภายในฤดูกาลเดียว หลังล่าสุดกระทุ้ง 3 ประตูช่วยต้นสังกัดบุกไปถล่ม ไมนซ์ 05 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    เกมแรกที่ทั้งสองทีมเจอกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน แวร์เนอร์ ซึ่งกำลังมีข่าวได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล กด 3 ตุง ช่วย ไลป์ซิก เปิดบ้านยำใหญ่ ไมนซ์ 05 8-0 และล่าสุดเมื่อคืนวันอาทิตย์ เจ้าตัวก็ทำแฮตทริกได้อีกครั้งในการเจอกับ ไมนซ์ ซึ่งถือเป็นคนแรกที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งทีมเดิมภายในฤดูกาลเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ อูล์ฟ เคียร์สเท่น ตำนานดาวยิง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำใส่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เมื่อฤดูกาล 1998/99

    สำหรับฤดูกาลนี้ แวร์เนอร์ ทำประตูในเกมลีกไปแล้ว 24 ลูก จากการลงแข่ง 27 นัด และถ้านับรวมทุกรายการ เจ้าตัวกดไปแล้ว 30 ลูก จาก 38 นัด

ส่องไลน์อัพลิเวอร์พูลหากได้แวร์เนอร์แต่ต้องเสียมาเน่

สื่ออังกฤษ คาด 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า ถ้าได้ ทิโม แวร์เนอร์ แต่ต้องเสีย ซาดิโอ มาเน่ ไปให้กับ เรอัล มาดริด
    ลิเวอร์พูล เป็นทีมเต็งที่จะคว้า ทิโม แวร์เนอร์ กองหน้าคนเก่ง แอร์เบ ไลป์ซิก มาเสริมทัพในฤดูกาลหน้า หลัง "หงส์แดง" พร้อมจ่ายค่าฉีกสัญญาที่ราว 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,989 ล้านบาท)

    หัวหอกทีมชาติเยอรมัน วัย 24 ปี ทำไปแล้ว 31 ประตูจากการลงเล่นให้ต้นสังกัดและทีมชาติในฤดูกาลนี้ โดยล่าสุดก็เพิ่งกดแฮตทริกให้ ไลป์ซิก บุกไปถล่ม ไมนซ์ 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ได้ แวร์เนอร์ มาเสริมทัพ อาจต้องเสีย ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวเก่ง หลังจากที่ เรอัล มาดริด พร้อมทุ่มเงินก้อนโตดึงไปเข้าถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

    ขณะที่ สื่ออังกฤษได้คาดการณ์ 11 ตัวจริงของ "หงส์แดง" ถ้าได้ แวร์เนอร์ แต่ต้องเสีย มาเน่ คงมีหน้าตาออกมาเป็นแผนดังนี้

ผู้รักษาประตู

แน่นอนว่า มือ 1 ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังเป็น อลีสซง เบ็คเกอร์ จอมหนึบทีมชาติบราซิลเหมือนเดิม

กองหลัง

แผงแบ็กโฟร์เป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน โดย โกเมซ น่าจะได้ยืนตัวจริงหากฟิตเต็มร้อย

กองกลาง

แผงมิดฟิลด์ 3 คนจะให้ ฟาบินโญ่ ยืนต่ำคอยตัดเกมอยู่หน้าแผงกองหลัง ขณะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมยืนทางขวา และ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ยืนด้านซ้าย

กองหน้า

จากการที่ 3 ประสานแดนหน้าเปลี่ยนไปทำให้ คล็อปป์ อาจปรับแท็กติกให้ แวร์เนอร์ ยืนหน้าคู่กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รับบทอิสระคอยทำเกมหลังคู่หัวหอก

 

แข้งเป้าหมายลิเวอร์พูลยิงอย่างโหด!ย้อนชม 5 สุดยอดประตูโซโล่เดี่ยวในศึกบุนเดสลีกา2019/20



ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนรีสตาร์ทศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำฤดูกาล 2019/20 ที่จะเริ่มฟาดแข้งกันในคืนวันพรุ่งนี้แล้ว เลยอยากจะเรียกน้ำย่อยด้วยการย้อนชม 5 สุดยอดการทำประตูสไตล์โซโล่เดี่ยว ตลอดช่วงที่ผ่านมาของฤดูกาลนี้ ซึ่งบอกเลยว่า นักเตะที่กำลังมีข่าวเกี่ยวโยงกับ ลิเวอร์พูล ยิงได้ดุดันเหลือเกิน

 5. อามีน ฮาริต (ชาลเก้ 04) VS ไมนซ์  05 (20 ก.ย. 2019)

นอกจากเป็นประตูชัย 2-1 ของ ชาลเก้ ที่มาได้ในช่วงท้ายเกมแล้ว (นาทีที่ 89) ยังเป็นประตูที่งดงามมากๆ จากแข้งตัวเก่งของทีมอย่าง ฮาริต ที่โชว์ทักษะการครองบอล ก่อนลากเข้าไปยิงไซด์ก้อย ส่งบอลโค้งๆ มุดเข้ามุมล่างประตูอย่างสุดสวย

 4. เอลเลียส สกีรี่ (เอฟเซ โคโลญจน์) VS ไฟร์บวร์ก (31 ส.ค. 2019)

เป็นประตูสำคัญเช่นกัน เพราะมันคือประตูชัย 2-1 ของทัพ "แพะบ้า" ที่มาได้ในนาทีที่ 90+1 โดย สกีรี่ พาบอลลุยมาเองตั้งแต่ตรงกลางสนาม มุ่งหน้าเข้ากรอบเขตโทษ ก่อนยิงแบบจิ้มๆ ด้วยปลายเกือกข้างซ้าย ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย ชนิดที่แฟนบอลเจ้าถิ่นงงกันทั้งสนาม 

 3. มิลอต ราชิซ่า (แวร์เดอร์ เบรเมน) VS บาเยิร์น มิวนิค (14 ธ.ค. 2019)

แม้เกมดังกล่าว เบรเมน บุกไปพ่าย "เสือใต้" ยับเยินถึง 1-6 แต่ประตูขึ้นนำ 1-0 ของพวกเขาในนาทีที่ 24 บอกเลยว่า ยิงได้โหดมากๆ โดย ราชิซ่า ซึ่งเวลานี้มีข่าวกำลังได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล ได้พลิกบอลตรงบริเวณกลางสนาม ก่อนเลี้ยงจี้ เยโรม บัวเต็ง ไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ตบเข้าทางขวา และสบโอกาสกดเต็มข้อด้วยเท้าขวาจากระยะประมาณ 20 หลา ส่งบอลพุ่งเสียบใต้คาน ทำเอา มานูเอล นอยเออร์ ยอดนายทวาร บาเยิร์น ถึงหงายหลังเลยทีเดียว

 2. ติอาโก้ อัลกันตาร่า (บาเยิร์น มิวนิค) VS ไมนซ์ 05 (1 ก.พ. 2020)

เกมนี้ บาเยิร์น บุกคว้าชัยด้วยสกอร์ 3-1 โดยที่มีสกอร์นำห่าง 3-0 ตั้งแต่นาทีที่ 26 และไฮไลท์สำคัญคือประตูที่สามของพวกเขาที่ ติอาโก้ โชว์ลีลาสุดพลิ้ว ลากบอลผ่านนักเตะ ไมนซ์ 3 คน ก่อนหลุดเข้าไปกดด้วยเท้าซ้าย ส่งบอลทแยงมุมเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสุดสวย

 1. ยาไฟโร่ ดิลโรซุน (แฮร์ธ่า เบอร์ลิน) VS พาเดอร์บอร์น (21 ก.ย. 2019)

ประตูขึ้นนำ 1-0 ในชัยชนะ 2-1 ของทัพ "หญิงชรา" นัดนี้ เรียกได้ว่ามาจากความสามารถเฉพาะตัวของ ดิลโรซุน ล้วนๆ ที่ควบบอลมาเองจากตรงริมเส้นฝั่งซ้าย พาบอลผ่านนักเตะทีมเยือนไม่ต่ำกว่า 3-4 คน ก่อนจบสกอร์ด้วยเท้าซ้าย ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย ซึ่งถือว่าสมราคาที่ทาง bundesliga.com ยกให้เป็นเบอร์ 1 ใน Top 5 การทำประตูแบบฉายเดี่ยวฤดูกาลนี้

เห็นด้วยไหม! เปรียบเทียบสโมสรใน บุนเดสลีกา กับทีม พรีเมียร์ลีก

ในที่สุดฟุตบอลก็กลับมาลงแข่งกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดพักเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดย บุนเดสลีกา เยอรมนี หนึ่งในห้าลีกยักษ์ใหญ่ในยุโรป จะมีการประเดิมการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้

    เพื่อเป็นการต้อนรับความมันของเกมลูกหนังที่ห่างหายไปนานเกือบ 3 เดือน เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความตื่นเต้นครั้งนี้ด้วยการเปรียบเทียบ 18 สโมสรในลีกสูงสุดเมืองเบียร์ว่าควรเป็นทีมไหนในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    งานนี้ต้องบอกว่าเป็นแค่การเปรียบเทียบเอาแบบสนุกๆ อาจจะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ก็คิดซะว่าเป็นสีสันเพื่อต้อนรับการกลับมาของฟุตบอล กีฬาที่มีผู้คนชื่นชอบ และเฝ้าติดตามมากที่สุดในโลก !!

บาเยิร์น มิวนิค
อันดับในลีก : 1
เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค 
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

      เนื่องจาก "เสือใต้" เป็นยักษ์ใหญ่ในประเทศเยอรมนี และแน่นอนว่ามีทั้งคนรักและคนเกลียดทั่วบ้านทั่วเมือง

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : บาเยิร์น คว้าแชมป์ลีก 7 สมัยติดต่อกัน และคว้าแชมป์ลีกรวมแล้วถึง 29 สมัย พูดแบบชาวบ้านก็ประมาณยังไม่ทันลงแข่งก็แทบจะคว้าแชมป์แบบแบเบอร์
 
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
อันดับในลีก : 2
เทรนเนอร์ : ลูเซียน ฟาฟร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : ลิเวอร์พูล

 

     เพราะพวกเขามี เจอร์เก้น คล็อปป์ กุมบังเหียน ซึ่งก็เคยคุม "เสือเหลือง" แถมใช้ "ยู วิลล์ เนเวอร์ วอล์ก อะโลน" (You Will Never Walk Alone) เป็นเพลงประจำสโมสรเหมือนกันอีก อะไรมันจะเหมาะเจาะลงตัวขนาดนี้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : "เยลโล่ วอลล์" หรือ "กำแพงเหลือง" เปรียบได้กับสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก มันสามารถทำให้คู่แข่งถึงกับขาสั่น และต้องเสียสมาธิเมื่อเผชิญหน้ากับเหล่ากองเชียร์จำนวนมหาศาล คล้ายกับสนามแอนฟิลด์ไหมละ

แอร์เบ ไลป์ซิก
อันดับในลีก : 3
เทรนเนอร์ :   ยูเลียน นาเกิลส์มันน์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

 

     ง่ายๆ สั้นๆ เลยก็คือรวยนั่นแหละ แต่ "เรือใบสีฟ้า" ยังมีแฟนบอลทีมอื่นๆ ชื่นชอบ ส่วน ไลป์ซิก ไม่ใช่แบบนั่นนะซิ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พวกเขาพยายามสร้างทีมในสไตล์แบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เน้นกองหลัง 3 ตัว, มีนักเตะที่เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วนคนอื่นๆ เติมเกมบุกแบบบ้าคลั่ง
 
โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค
อันดับในลีก : 4
เทรนเนอร์ :  มาร์โค โรส
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : อาร์เซน่อล

 

 

     ก็ต้องบอกว่านี่คือทีมใหญ่ ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงยุค 70 แต่ปัจจุบันไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่เหมือนกับในอดีตได้เลย

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : นี่คือสโมสรที่ทำให้ทุกๆ คนต้องอมยิ้ม ยกตัวอย่างผับในสกอตแลนด์เรียกชื่อพวกเขาว่า "ทีมเยอรมัน" หลังจากปฏิเสธที่จะพยายามสะกดชื่อสโมสรแห่งนี้

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น
อันดับในลีก :  5
เทรนเนอร์ :  ปีเตอร์ บอสซ์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เชลซี

 

 

     การที่ทัพ "ห้างขายยา" ถูกเปรียบเทียบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะพวกเขามีนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงมากมาย แถมยังนำทีมลุ้นทำอันดับท็อปโฟร์ และมีโอกาสได้ไปเล่นในฟุตบอลถ้วยยุโรปฤดูกาลหน้าด้วย

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สโมสรที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนในศึกบุนเดสลีกา ก่อนจะเงียบหายไป แต่สำหรับฤดูกาลนี้พวกเขากำลังทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว
 
ชาลเก้ 04
อันดับในลีก : 6
เทรนเนอร์ :  เดวิด วากเนอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : สเปอร์ส

    นี่ก็คืออีก 1 สโมสรใหญ่ มีสนามที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในช่วงที่ผ่านมา

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : "ราชันสีน้ำเงิน" พยายามที่จะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังเมืองเบียร์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่สำเร็จ เนื่องจากฟอร์มของพวกเขายังขาดความคงเส้นคงวา แต่เรื่องความพยายามมีเต็มเปี่ยม
 
โวล์ฟสบวร์ก 
อันดับในลีก :  7
เทรนเนอร์ :  โอลิเวอร์ กลาสเนอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์

     เอาแบบง่ายๆเลยก็เพราะชื่อดันคล้ายๆ กัน แถมทั้งสองทีมยังทำผลงานได้ดี และยังไปได้สวยในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลนี้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : โฟล์คสวาเก้น ค่ายรถยนต์ชั้นนำ ซึ่งผลิตรถน่าสนใจมากมาย ให้การสนับสนุนสโมสรแห่งนี้ และพร้อมทุ่มเงินเพื่อสร้าง โวล์ฟสบวร์ก ให้เป็นสโมสรชั้นนำในลีกเมืองเบียร์

ไฟร์บวร์ก
อันดับในลีก : 8
เทรนเนอร์ :  คริสเตียน ชไตรช์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เบิร์นลี่ย์

     นี่เป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ท้าทายหลังจากที่พวกเขาสร้างทีมด้วยสปิริต และพยายามผลักดันให้ทีมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สนามของพวกเขาเป็นแบบดั่งเดิม อาจจะไม่ได้ดูใหญ่โต แต่ยังคงมีมนต์ขลัง คงน่าเสียดายหากพวกเขาย้ายไปเล่นสนามอื่นในฤดูกาลหน้า
 
ฮอฟเฟ่นไฮม์ 
อันดับในลีก :  9
เทรนเนอร์ :  อัลเฟรด ชรอยเดอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เลสเตอร์ ซิตี้

 

    พยายามที่จะท้าทายอันดับท็อปโฟร์ และพร้อมลงทุนเมื่อจำเป็นต้องทำ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : เป็นทีมที่มีอนาคต ค่อยๆ สร้างทีมจากระดับรากหญ้า ในปี 2000 จนกระทั่งได้ตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

โคโลญจน์ 
อันดับในลีก : 10
เทรนเนอร์ :  มาร์คุส กิสโดล
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

     สนามที่โดดเด่น แฟนบอลบ้าคลั่ง เป็นทีมที่เวลาเล่นดีก็ดีใจหายซะด้วย

     เหตุผลที่ควรสนับสนุน : มาสค็อต หรือตัวนำโชคของพวกเขาเป็นแพะที่ชื่อว่า "เฮนเนส" โดย ลูคัส โพดอลสกี้ อดีตกองหน้าของพวกเขารักเมืองนี้มากๆ ถึงขนาดลงทุนเปิดร้านเคบับที่นี่
 
ยูเนียน เบอร์ลิน 
อันดับในลีก :  11
เทรนเนอร์ :  อูร์ส ฟิชเชอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

     ได้เลื่อนชั้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยังทำผลงานได้เซอร์ไพรส์สุดๆ ในบุนเดสลีกา

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พยายามที่จะพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง โดยสนามเหย้าของพวกเขาในปัจจุบันมีการสร้างใหม่เพื่อแฟนบอล

ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต
อันดับในลีก :  12
เทรนเนอร์ :  อาดี้ ฮึทเทอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เอฟเวอร์ตัน

     นี่คงจะเป็นอันดับที่สูงที่สุดในตารางลีกของพวกเขา แต่บ่อยครั้งที่สโมสรแห่งนี้มักจะคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยมากกว่าแชมป์ลีก

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน :  เป็นสโมสรที่มีตำนานมากมาย และพยายามที่จะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ
 
แฮร์ธ่า เบอร์ลิน
อันดับในลีก :  13
เทรนเนอร์ :  บรูโน่ ลับบาเดีย
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 

 

     สโมสรจากเมืองหลวง ลงเล่นในสนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม แต่บ่อยครั้งที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พวกเขาสร้างสีสันให้วงการลูกหนังเสมอ เจอร์เก้น คลินส์มันน์ ทำเรื่องสุดช็อกกับสโมสรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ค

เอาก์สบวร์ก 
อันดับในลีก : 14
เทรนเนอร์ :    ไฮโค แฮร์ริช
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : ไบรท์ตัน หรือ วัตฟอร์ด

     สโมสรที่มุ่งมั่นจะอยู่รอดในลีกสูงสุด แต่ก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : แม้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงา บาเยิร์น (อยู่ในแคว้นบาวาเรีย)แต่พวกเขาก็ยังทำผลงานได้น่าสนใจในบุนเดสลีกา แถมยังโดดเด่นในการตกแต่งแสงไฟให้สนามเหย้าดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
 
ไมนซ์ 05
อันดับในลีก : 15
เทรนเนอร์ : อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : คริสตัล พาเลซ

     ก็ประมาณว่าเป็นทีมรองบ่อน แต่ก็สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องสู้กับทีมใหญ่

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : นี่คือสโมสรที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยค้าแข้ง และพัฒนาฝีมือการกุมบังเหียน โดยกุนซือจอมฉีกยิ้มเคยนำทีมขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุด และทำผลงานได้ดีเยี่ยม

ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ
อันดับในลีก :  16
เทรนเนอร์ :  อูเว่ รอสเลอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เซาธ์แฮมป์ตัน

     เป็นสโมสรที่เคยประสบความสำเร็จในยุค 70 โดยคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศมาแล้ว

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ของประเทศเยอรมนี แถมเมืองนี้ยังเคยมีซีรี่ส์ยอดฮิตทางจอแก้ว Auf Wiedersehen Pet และเป็นบ้านเกิดของ Kraftwerk วงแนวอิเล็กทรอนิค มิวสิค ในยุค 80 ซึ่งมีเพลงสุดฮิตอย่างเพลง The Model

แวร์เดอร์ เบรเมน
อันดับในลีก :  17
เทรนเนอร์ :  โฟลเรียน โคห์เฟลด์ท
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แอสตัน วิลล่า

    เคยเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ได้แชมป์มากมายในอดีต ด้วยขนาดทีมและสถานะของพวกเขา นี่คือสโมสรที่ไม่ควรจะต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้น

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : เบรเมน กำลังต้องพยายามอย่างหนักเพื่ออยู่รอดในบุนเดสลีกา พวกเขาเคยทำผลงานเป็นทีมระดับหัวแถว แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนะ

พาเดอร์บอร์น
อันดับในลีก :  18
เทรนเนอร์ :  สเตฟเฟ่น เบาม์การ์ท
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : นอริช หรือ บอร์นมัธ

    นี่คือทีมที่มีส่วนผสมของทั้งสองสโมสร โดยพวกเขาต้องพยายามดิ้นรนหนีการตกชั้นให้ได้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สโมสรที่ต้องการให้ทุกๆ คนช่วยสนับสนุน พวกเขาเพิ่งเลื่อนชั้นเมื่อปีที่ผ่านมาแถมมาในฐานะรองแชมป์ซะด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องเจอกับของจริง กระนั้นนี่คือทีมระดับรากหญ้าที่ไต่เต้าจากลีกล่างจนขึ้นมาลืมตาอ้าปากจนได้

ชินจิ โอกาซากิ ท้า ทาคูมิ มินามิโนะ ถ้าเก่งจริงต้องเป็นตัวหลัก ลิเวอร์พูล ให้ได้



ชินจิ โอกาซากิ อดีตกองหน้าเลสเตอร์ ที่ปัจจุบันโยกไปหากินกับ อูเอสก้า ในสเปน ได้ออกมาท้าทาย ทาคูมิ มินามิโนะ แข้งรุ่นน้องในทีมชาติญี่ปุ่นว่า ต้องพยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของลิเวอร์พูลให้ได้ จากรายงานของ goal.com เมื่อ 1 พฤษภาคม 2563

        ทาคูมิ มินามิโนะ ย้ายจาก เร้ดบูลส์ ซัลซ์บวร์ก มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวเพียง 7.25 ล้านปอนด์เท่านั้น และเจ้าตัวก็ได้โอกาสลงประเดิมสนามให้หงส์แดงไปแล้ว แต่ยังก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักไม่ได้ ซึ่งทาง โอกาซากิ ก็ได้ออกมาชี้ว่า ทาคุ ต้องพยายามอย่างมากเพื่อทำให้ตัวเองกลายเป็นแข้งคนสำคัญ

        ชินจิ โอกาซากิ กล่าวว่า "ผมได้มีโอกาสดู ทาคิ ลงเล่นในทีวีบ้างนะ ซึ่งผมคิดว่าเขาก็เล่นได้โอเคนะ ไม่มีอะไรเสียหายเลย แน่นอนเขาทำได้ดีทั้งตอนที่ครอบครองบอล และไม่มีบอล ผมว่าเขาดูมั่นใจมากที่ได้ย้ายทีม"

        "ผมรู้ดีว่า พรีเมียร์ลีก เป็นหนึ่งในลีกที่ยากที่สุดในโลก ในทุก ๆ ปีแต่ละสโมสรจะใช้เงินมากมายในการทำให้ทีมของพวกเขาแข็งแกร่ง ขณะที่ ลิเวอร์พูล เองเพิ่งได้แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาหมาด ๆ พวกเขาก็ต้องทำให้ทีมมีศักยภาพมากขึ้นแน่นอน"

        "ส่วน ทาคิ เขาต้องพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้ได้ ซึ่งผมเห็นว่าใน 2 ปีมานี้เขาก็เปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเองให้เร็วมากขึ้นอยู่เหมือนกันนะ แต่ที่สำคัญในตอนนี้หากเขาทำผลงานได้ดีมันจะส่งผลต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่นมาก ๆ"

        "ก่อนหน้านี้เรามี ชินจิ คากาวะ ที่ แมนยู, เคซึเกะ ฮอนดะ ที่ มิลาน แล้วก็ ยูโตะ นากาโตโมะ ที่ อินเตอร์ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถทำผลงานที่ดีที่สุดออกมาได้ ดังนั้นหาก ทาคูมิ มินามิโนะ สามารถลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ได้ในทุก ๆ สัปดาห์ เมื่อนั้นผมคิดว่าวงการฟุตบอลญี่ปุ่นก็ถือว่าก้าวเพิ่มไปอีกสเต็ปแล้วล่ะ"

        ทั้งนี้ ชินจิ โอกาซากิ เองก็โลดแล่นอยู่ในแวดวงฟุตบอลยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง โดยเขาเคยลงเล่นให้ทั้ง สตุ๊ทการ์ท, ไมนซ์, เลสเตอร์ และอูเอสก้า

คุณภาพ(ยิ่งกว่า)คุ้มค่าตัว! 5 เหตุผลที่ลิเวอร์พูลต้องรีบเซ็น”ติโม่ แวร์เนอร์”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ติโม่ แวร์เนอร์ หัวหอกตัวเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก ถือเป็นนักเตะที่เนื้อหอมที่สุดคนหนึ่งในเวลานี้ เพราะมีข่าวเกี่ยวโยงกับหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี, บาร์เซโลน่า รวมถึงสโมสรคู่แข่งร่วมลีกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค แต่หลายๆ ฝ่ายมองว่า "หงส์แดง" เป็นสโมสรที่มีโอกาสมากที่สุด ซึ่งถึงแม้ก่อนหน้านี้ ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตมิดฟิลด์ ลิเวอร์พูล ฟันธงว่า แวร์เนอร์ ไม่เหมาะกับทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่นั่นก็แค่มุมมองของ ฮามันน์ เพราะจริงๆ แล้ว แวร์เนอร์ ถือเป็นผู้เล่นแนวรุกศักยภาพสูงที่น่าจับตาคนหนึ่ง แถมเล่นได้หลากหลายบทบาท และนี่คือ 5 เหตุผลที่ "หงส

 – ไม่ได้มีดีแค่เป็นตัวจบสกอร์
     ฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่ แวร์เนอร์ ท็อปฟอร์มมากๆ เพราะนอกจากทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำถึง 27 ลูกแล้ว (จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 36 นัด) เจ้าตัวยังเก่งในการสร้างโอกาสให้เพื่อนจบสกอร์ด้วย เพราะแอสซิสต์ไปแล้วถึง 9 ครั้ง ซึ่งถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเก่งรอบด้านของเจ้าตัว โดยเฉพาะในเกมลีกนัดที่ ไลป์ซิก เปิดบ้านยำใหญ่ ไมนซ์ 05 8-0 เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้วนั้น เจ้าตัวกด 3 ตุง กับ 3 แอสซิสต์ เรียกได้ว่าทำ "ดับเบิ้ลแฮตทริก" เลยทีเดียว

 

 – เล่นได้หลายบทบาท
     จุดนี้น่าจะเป็นที่โดนใจของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งเป็นคนที่ชื่นชอบนักเตะที่มีความยืดหยุ่น เล่นได้หลายตำแหน่ง และ แวร์เนอร์ คือหนึ่งในนั้น เพราะเจ้าตัวเล่นได้หมดในแนวรุก ทั้งตัวริมเส้น, หัวหอกตัวเป้า รวมถึงบทบาทกองหน้าตัวหลอกที่เรียกกันว่า "false 9" อย่างที่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กำลังเล่นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นการได้ แวร์เนอร์ มาก จะช่วยยกระดับคุณภาพแนวรุกของ "หงส์แดง" ได้แน่นอน

 

 – อายุน้อย
     ด้วยวัยแค่ 24 ปี แน่นอนว่า แวร์เนอร์ เหลืออายุใช้งานอีกเพียบ แถมยังเหลือพื้นที่อีกเยอะในการพัฒนาฝีเท้า ซึ่งถือว่าน่าสนใจเหลือเกินว่า เจ้าตัวจะเก่งขึ้นไปถึงระดับไหน หากได้ร่วมงานกับกุนซือจอมปั้นอย่าง คล็อปป์

 

 – ประสบการณ์สูง
     แม้อายุ 24 ปี แต่ แวร์เนอร์ มีประสบการณ์ไม่น้อยทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่รู้ว่า นี่คือฤดูกาลที่ 7 ของเจ้าตัวในเวที บุนเดสลีกา แล้ว (เปิดซิงในซีซั่น 2013/14 สมัยอยู่กับ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท) แถมผ่านการเล่นในระดับสโมสรไปแล้วมากกว่า 250 นัด ส่วนกับทีมชาติเยอรมนีนั้น เจ้าตัวก็ลงเล่นไปแล้ว 29 นัด ทำได้ 11 ประตู แถมก่อนหน้านี้รับใช้ทัพ "อินทรีเหล็ก" ชุดเล็กมาแล้วทุกรุ่น ทั้ง ยู-15, ยู-16, ยู-17, ยู-19 และ ยู-21

 

 – ราคาไม่แพง
     ถือเป็นประเด็นสำคัญเลย เพราะนักเตะฟอร์มดีๆ ยุคสมัยนี้ สามารถมีค่าตัวทะลุหลัก 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,100 ล้านบาท) ได้ง่ายๆ แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ แวร์เนอร์ เพราะว่ากันว่าเขามีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ราว 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,091 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ด้วยเรตค่าตัวระดับนี้ เป็นอะไรที่น่าเสี่ยงมาก เมื่อเทียบกับ เจดอน ซานโช ปีกดาวรุ่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ตอนนี้ค่าหัวไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ แน่นอน