เซ่นเอ็มบั๊ปเป้! ปารีสบี้แซงต์เอเตียน10คนสุดเดือด ซิวเฟร้นช์คัพสมัย13

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ผงาดคว้าแชมป์ เฟร้นช์ คัพ สูงสุดเป็นสมัยที่ 13 หลังบดเอาชนะ แซงต์ เอเตียนที่เหลือแค่ 10 คน แบบสุดเดือด 1-0 จากประตูชัยของ เนย์มาร์ ในนัดชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้ แซงต์ เอเตียนต้องเหลือ 10 คน หลัง โลอิก แปร์แร็ง กัปตันทีมโดนใบแดงจากการไปเสียบ คีลิยัน เอ็มปั๊ปเป้ จนเจ็บหนักเล่นต่อไม่ไหว ต้องลุ้นว่าจะหายทันเกมชปล.ในช่วงเดือนสิงหาคมหรือไม่?

สนาม : สต๊าด เดอ ฟร้องซ์

    ศึกเฟร้นช์ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่างแชมป์สูงสุด 12 สมัยอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พบกับ แซงต์ เอเตียน แชมป์ 6 สมัย

    โธมัส ทูเคิ่ล เทรนเนอร์ชาวเยอรมันวัย 46 ปีของเปแอสเช จัดชุดใหญ่หน้าคู่วาง เมาโร อีการ์ดี้ และคีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ล่าตาข่ายโดยมีตัวสนับสนุนชั้นยอดอย่าง เนย์มาร์ ส่วนทางฝั่ง  โคล้ด ปูแอล เทรนเนอร์ของ แซงต์ เอเตียน วาง โรแม็ง อามูม่า และเดอนีส์ บวงก้า เป็นทีเด็ด

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก ทั้งคู่เปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างสนุก นาทีที่ 5 แซงต์ เอเตียน เกือบชิงขึ้นนำก่อนหลัง โรแม็ง อามูม่า หัวหอกตัวเก่งพาบอลตะลุยเข้าไปซัดด้วยขวาบอลผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส ไปแล้วแต่ไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    นาที 14 โอกาสเข้าทำหนแรกของ เปแอสเช ก็ขึ้นนำ 1-0 ทันทีจากจังหวะที่ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ รับบอลชิ่งจาก ดิ มาเรีย ก่อนหลุดเข้าไปใส่ด้วยขวาติดเซฟของ เชสซี่ มูแล็ง แต่บอลไม่พ้นอันตรายไปเข้าทาง เนย์มาร์ ซ้ำด้วยซ้ายเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    แซง เอเตียน หลังเสียประตู ก็อยู่ไม่ได้โหมบุกบ้างเพื่อหวังไล่ตีเสมอ นาที 16 ได้ลุ้นเช่นกัน โรแม็ง อามูม่า ไหลบอลให้ เดอนีส์ บวงก้า หลุดเข้าไปกดด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส ที่เซฟไว้ด้อย่างยอดเยี่ยม

    อีก 4 นาทีต่อมา เปแอสเช ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง ธีโล เคห์เรอร์ แบ็กขวาบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง โกแล็ง ดั๊กบา ลงเล่นแทน

    แซงต์ เอเตียน ได้ลุ้นอย่างต่อเนื่อง นาที่ 21 พลาดโอกาสไล่ตีเสมออีกหลัง อามูม่า ครอสบอลมาให้ เดอนีส์ บวงก้า เทกตัวขึ้นโขกเหน่งๆ แต่ยังไม่ผ่านมือ นาวาส อีกหน

    ทว่า "ปารีสฯ" มาแบบเน้นๆกว่า นาที 25 อังเคล ดิ มาเรีย หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งไปติดมือ เชสซี่ มูแล็ง เหินปัดออกหลังอีก

    นาที 27 คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ได้บอลหลุดเข้าไปแต่โดน โลอิก แปร์แร็ง พุ่งมาตัดเข้าเสียบอย่างน่าเกลียดจน เอ็มปั๊ปเป้ ลงไปนอนกับพื้น ซึ่งเป็นชนวนให้เพื่อนร่วมทีม เปแอสเช ไม่พอวิ่งปรี่ไปหาจนเกือบมีเรื่องชุลมุ่นวุ่นวาย ซึ่งหลังเหตุการณ์สงบลงผู้ตัดสินเดินทางแจกใบเหลืองทั้ง เลอันโดร ปาเรเดส และมิทเชล บัคเคอร์ สองแข้งปารีส กับโรแม็ง อามูม่า ดาวยิงของ แซงต์ เอเตียน รวมถึงต้นเหตุอย่าง โลอิก แปร์แร็ง

    จากนั้นมีสัญญาณจาก VAR ถึงความเป็นไปได้ที่จะเป็นใบแดงของ โลอิก แปร์แร็ง ซึ่งหลัง อาโมรี่ เดอเลอรู ผู้ตัดสินวิ่งไปดูมอนิเตอร์ข้างสนามได้วิ่งมากลับคำตัดสินที่ก่อนจะเอามือควักกระเป๋าหลังเปลี่ยนเป็นแจกใบแดงให้ แปร์แร็ง ในนาที 31 ทำให้แซงต์ เอเตียน เหลือแค่ 10 คน

    แถม โธมัส ทูเคิ่ล ต้องเปลี่ยนเอา คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่เจ็บจนเล่นไม่ไหวแล้วส่ง ปาโบล ซาราเบีย ลงเล่นแทนในนาที 34 ส่วนแซงต์ เอเตียน ต้องแก้เกมถอด  ยานน์ มาครง ตัวรุกออกแล้วส่ง ฮาโรลด์ มูคูดี้ แนวรับไปเล่นแทน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 เปแอสเช เกือบได้เม็ดที่สองนำห่างหลังได้ฟรีคิกทางด้านขวา อังเคล ดิ มาเรีย ปั่นข้ามกำแพงจะเสียบเสาแรกอยู่แล้วแต่ เชสซี่ มูแล็ง ยังยอดเยี่ยมปัดออกหลังหวุดหวิด

    จบครึ่งแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ขึ้นนำ แซงต์ เอเตียน 1-0

    กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง แซงต์ เอเตียน เป็นสองคนรวดเลยส่ง ยาน เนยู เล่นแทน มาห์ดี้ กามาร่า และส่ง วาห์บี คาซรี่ ลงเล่นแทน โรแม็ง อามูม่า

    นาที 47 วาห์บี คาซรี่ ที่เพิ่งลงมาของ แซงต์ เอเตียน ได้ลองทักทายด้วยการยิงไกลกว่า 40 หลาแต่บอลลอยโด่งหลุดเสาออกไปแบบได้เสียว

    นาที 73 เปแอสเช พลาดโอกาสได้ประตูนำห่างหลัง ดิ มาเรีย แทงบอลให้ ปาโบล ซาราเบีย หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่บอลก็ไม่ผ่านตัว เชสซี่ มูแล็ง

    อีก 3 นาทีถัดมา ยาน เนยู ได้ลองกดด้วยขวานอกกรอบบ้างแต่บอลก็ยังเบาไปเข้ามือ เกย์ลอร์ นาวาส รับไว้ได้ไม่ยาก

    ช่วงท้ายเกม แซงต์ เอเตียน บุกหนักเพื่อทวงประตูเสมอให้ได้ แต่บอลยังไม่ผ่านแนวรับเปแอสเชที่เล่นอย่างเหนียวแน่น จนจบเกม ผู้ตัดสินเป่าจบการแข่งขันเป็นอันว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คว้าชัยะเหนือ แซงต์-เอเตียน  1-0 คว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 13

    รายชื่อ11ผู้เล่นทั้งสองทีม   

        ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-4-2) : เกย์ลอร์ นาวาส – ธีโล เคห์เรอร์, มาร์กินญอส, ติอาโก้ ซิลวา (กัปตันทีม), มิทเชล บัคเคอร์ – อังเคล ดิ มาเรีย, อิดริสซ่า กาน่า เกย์, เลอันโดร ปาเรเดส, เนย์มาร์ – เมาโร อีการ์ดี้, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้

        แซงต์-เอเตียน : เชสซี่ มูแล็ง – มาติเยอ เดอบูชี่, โลอิก แปร์แร็ง (กัปตันทีม), เวสเล่ย์ โฟฟาน่า, ติโมเต้ โคล็อดเซียจซัค – ยันน์ เอ็มวีล่า, มาห์ดี้ กามาร่า – ยานน์ มาครง, ริยาด บูเดอบุซ, เดอนีส์ บวงก้า – โรแม็ง อามูม่า

    ผู้ตัดสิน : อาโมรี่ เดอเลอรู

 

แลมพาร์ดหัวเสียทำไมไม่ใช้วีเออาร์?!

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี ตั้งคำถามถึงการใช้ วีเออาร์ หลังจากที่เจ้าตัวมองว่าจังหวะที่ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจนถูกไล่ออกนั้น ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมคนหนุ่มของ เชลซี ไม่พอใจที่ วีเออาร์ ไม่ถูกนำมาใช้ตัดสินในจังหวะที่ควรจะต้องใช้ ซึ่งทำให้เกิดจุดเปลี่ยนต่อทีมของตัวเอง

    "สิงห์บลูส์" เริ่มต้นได้ดี ด้วยการได้ประตูขี้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่านาทีที่ 28 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ ปิแอร์-เอเมอริคโอบาเมย็อง

    จากนั้นช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 67 กลายเป็น "ไอ้ปืนใหญ่" ที่ได้ประตูพลิกขึ้นนำจาก โอบาเมย็อง คนเดิมที่ยิงอย่างเหนือชั้น และสถานการณ์ของ เชลซี ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะในนาทีที่ 73 พวกเขาต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน หลัง มาเตโอ โควาซิช โดนไล่ออก จากการได้รับใบเหลืองที่สอง และสุดท้ายจบเกมด้วยการเป็นฝ่ายปราชัย

    แลมพาร์ด ให้สัมภาษณ์กับ บีอิน สปอร์ต และตำหนิไปยังเรื่องการใช้ วีเออาร์ โดยเฉพาะจังหวะที่ โควาซิช ถูกใบเหลืองที่สอง เนื่องจากตนมองว่า จังหวะที่เข้าปะทะกับ กรานิต ชาคา นั้น ไม่ได้รุนแรงเท่าไหร่

    "นี่มันกฎอะไรกัน? มันเกิดขึ้นแบบนี้ตลอดที่คุณไม่สามารถเรียกร้องใบเหลืองที่สองได้ บางคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นยืนยันความคิดของตัวเอง"

    "ถ้าเรามี วีเออาร์ มันคงเป็นเรื่องดีเลยล่ะ ที่จะนำมาใช้ให้มากที่สุดที่จะทำได้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง มันไม่ได้ใกล้เคียงเลย และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนของเกม"

    "ช่วงท้ายเกมเรากดดันพวกเขาได้บ้าง ผมไม่สามารถมองว่าเป็นความผิดพลาดของลูกทีม แต่จังหวะนั้นไม่สมควรเป็นใบแดง พูดอีกครั้งนะ ผมพยายามกลับมามองที่เราเสมอ และเราก็ทำได้ไม่ดีพอที่จะคว้าชัยในนัดชิงฯ"

แบนไอ้หนูฟาติ! บาร์ซ่าห้ามพลาด “เมสซี่-ซัวเรซ” นำทัพลุยถิ่นบายาโดลิด

แชมป์เก่า บาร์เซโลน่า เหลือเวลาให้ป้องกันแชมป์น้อยเต็มที โดย กีเก้ เซเตียน บอสใหญ่เจ้าบุญทุ่มแม้จะไร้ไอ้หนู อันซู ฟาติด ที่ติดโทษแบนหลังโดนใบแดงในเกมล่าสุด ทว่ายังพร้อมจัดชุดใหญ่นำโดยสามประสานอย่าง ลิโอเนล เมสซี่-หลุยส์ ซัวเรซ และอองตวน กริซมันน์ ในเกมบุกรัง เรอัล บายาโดลิด ศึก ลา ลีกา สเปน คืนวันเสาร์นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 00.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)

ปรีวิว ลา ลีกา สเปน นัดที่ 36
เรอัล บายาโดลิด (14) – บาร์เซโลน่า (2)
วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2563 เวลา : 00.30 น.   
สนาม : เอสตาดิโอ มูนิซิปัล โฆเซ่ ซอร์รีย่า    

    เรอัล บายาโดลิด

    เซร์คิโอ กอนซาเลซ ได้ ออสการ์ ปลาโน่ ตัวรุกคนสำคัญพ้นติดโทษแบนกลับมา และจะลงปักหลักทำเกมรุกตรงกลาง โดยฝั่งขวาใช้ ปาโบล เอเบียส ,ฝั่งซ้ายใช้งาน โตนี่ บีย่า หน้าเป้ายังเป็น เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า ,มิดฟิลด์คู่กลางใช้ เฟเด ซาน เอเมเตรีโอ ลงตัดเกมร่วมกับ รูเบน อัลการาซ  ส่วนแผงหลัง แบ็กขวาเป็น ฆาบี โมยาโน่  ใช้ ฆัวกิน เฟร์นานเดซ ยืนเซนเตอร์แบ็กกับ ฆาบี ซานเชซ โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลิซู ที่เพิ่งหายเจ็บรอโอกาสที่ข้างสนาม ส่วนแบ็ก ราอูล การ์เซีย พร้อมลงทำหน้าที่

    บาร์เซโลน่า

    กีเก้ เซเตียน ยังไม่มี ซามูแอล อุมตีตี้,จูเนียร์ ฟีร์โป้ ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวน ส่วน แฟร้งกี้ เดอ ยองก์  ก็ยังไม่น่าจะพร้อม ส่วน อันซู ฟาติ ติดโทษแบน 1 นัด ในแผงแบ็กโฟร์เลือกใช้ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ยืนเเบ็กขวา, เกลม็อง ล็องเล่ต์ กับ เคราร์ด ปีเก้ จับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟ และ ยอร์ดี้ อัลบา เล่นแบ็กซ้าย แดนกลาง  ริกิ ปุช ดาวรุ่งจะได้ลงเล่นต่อร่วมกับ อาร์ตูโร่ วีดัล และ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ส่วนแนวรุก วาง ลิโอเนล เมสซี่ เป็นหน้าต่ำ และดัน อองตวน กริซมันน์ ขึ้นไปยืนคู่หน้ากับ หลุยส์ ซัวเรซ

    11 นักเตะตามคาด

    เรอัล บายาโดลิด (4-2-3-1) ยอร์ดี้ มาซิป-ฆาบี โมยาโน่,ฆัวกิน เฟร์นานเดซ,โฆาบี ซานเชซ,ราอูล การ์เซีย-รูเบน อัลการาซ,เฟเด ซาน เอเมเตรีโอ-ปาโบล เอเบียส,ออสการ์ ปลาโน่,โตนี่ บีย่า-เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า

    บาร์เซโลน่า (4-3-1-2) มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น-เซร์จี้ โรเบร์โต้, เกลม็อง ล็องเล่ต์, เคราร์ด ปีเก้,ยอร์ดี้ อัลบา- เอาร์ตูโร่ วีดัล,ริกิ ปุช,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์-ลิโอเนล เมสซี่-หลุยส์ ซัวเรซ,อองตวน กริซมันน์
 

ผลการพบกันที่ผ่านมา 
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
30/10/19    ลา ลีกา    บาร์เซโลน่า    5-1    เรอัล บายาโดลิด   
17/02/19    ลา ลีกา    บาร์เซโลน่า    1-0    เรอัล บายาโดลิด
26/08/18    ลา ลีกา    เรอัล บายาโดลิด    0-1    บาร์เซโลน่า
08/03/14    ลา ลีกา    เรอัล บายาโดลิด    1-0    บาร์เซโลน่า
06/10/13    ลา ลีกา    บาร์เซโลน่า    4-1    เรอัล บายาโดลิด
        
ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เรอัล บายาโดลิด
08/067/20    แพ้ บาเลนเซีย 1-2 (เยือน)    ลา ลีกา
05/07/20    ชนะ อลาเบส 1-0 (เหย้า)    ลา ลีกา
02/07/20    เสมอ เลบันเต้ 0-0 (เหย้า)    ลา ลีกา
26/06/20    เสมอ เซบีย่า 1-1 (เยือน)    ลา ลีกา
24/06/20    เสมอ เคตาเฟ่ 1-1 (เหย้า)    ลา ลีกา
           
บาร์เซโลน่า
09/07/20     ชนะ เอสปันญ่อล 1-0 (เหย้า) ลา ลีกา
06/07/20     ชนะ บียาร์เรอัล 4-1 (เยือน) ลา ลีกา
01/07/20     เสมอ แอต.มาดริด 2-2 (เหย้า) ลา ลีกา
27/06/20     เสมอ เซลต้า 2-2 (เยือน) ลา ลีกา
23/06/20     ชนะ บิลเบา 1-0  (เหย้า) ลา ลีกา

ดาวิด ลุยซ์ : ที่แพ้แมนฯ ซิตี้ เป็นความผิดของผม

ปราการหลังปืนใหญ่แสดงความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุด

ดาวิด ลุยซ์ กองหลังอาร์เซนอล แสดงความรับผิดชอบต่อความพ่ายแพ้ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดที่พ่ายแมนเชสเตอร์ ซิตี้ไปด้วยสกอร์ 3-0

แนวรับชาวบราซิลเป็นผู้สกัดบอลพลาดจนทีมเสียประตูแรกในช่วงท้ายครึ่งแรก ก่อนที่จะทำฟาวล์ริยาด มาห์เรซ จนเสียจุดโทษและโดนใบแดงในช่วงต้นครึ่งหลัง ทำให้ทีมปืนใหญ่เสียเปรียบอย่างหนักจนถูกเรือใบสีฟ้าเอาชนะไปอย่างขาดลอย

หลังจบเกม ลุยซ์ยอมรับว่าความพ่ายแพ้ในนัดนี้เป็นความผิดของเขา แต่ยังเชื่อว่าตัวเองจะได้รับโอกาสให้อยู่กับทีมต่อไป

"มันไม่ใช่ความผิดพลาดของทีมเลย มันคือความผิดของผม โค้ชยอดเยี่ยมแล้ว นักเตะทุกคนยอดเยี่ยม มันแค่ความผิดของผมคนเดียว" ลุยซ์กล่าวทาง Sky Sports

"ผมคุยจะตัดสินใจอีกอย่างเมื่อสองเดือนก่อน แต่ผมไม่ได้ทำแบบนั้น มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาของผม ผมไม่อยากจะใช้มันเป็นข้ออ้าง หรือข้อแก้ตัวนะ มันก็แค่เป็นความผิดของผม ก็เท่านั้นเอง

"ผมรักที่จะอยู่ที่นี่ นั่นคือเหตุผลที่ผมฝึกซ้อมอย่างหนัก และคือเหตุผลที่ผมมาในวันนี้ ไม่มีใครขอให้ผมพูดอะไร มันเป็นเรื่องที่ผมต้องออกหน้าเอง

"ผมอยากจะอยู่ต่อ โค้ชก็รู้และอยากให้ผมอยู่ต่อ เรากำลังรอการตัดสินใจอยู่"

มาเตรัซซี่เฉลยเองพูดอะไรเกี่ยวกับพี่สาวจนซีดานตบะแตก

หลังจากเป็นปริศนามาอยู่พักหนึ่ง ล่าสุด มาร์โก มาเตรัซซี่ ก็เฉลยเองว่าก่อนหน้าที่ ซีเนดีน ซีดาน จะเอาหัวโขกตนในนัดชิงดำของศึก ฟุตบอลโลก 2006 นั้น ตนไปพูดว่าอยากได้พี่สาวของเขามาครองมากกว่าชุดแข่งของ ซีดาน แต่บอกว่าก่อนหน้านั้น ซีดาน ทำไม่ดีใส่ตนก่อน
    มาร์โก มาเตรัซซี่ อดีตกองหลังชาวอิตาเลียน เปิดเผยว่าตนเคยพูดกับ ซีเนดีน ซีดาน ตำนานมิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศสว่าอยากได้พี่สาวของอีกฝ่ายมาครองมากกว่าชุดแข่งของ ซีดาน ระหว่างเกม ฟุตบอลโลก 2006 นัดชิงชนะเลิศ

    นัดดังกล่าว อิตาลี เป็นฝ่ายที่ได้แชมป์ไปครอง จากการชนะในช่วงดวลจุดโทษ 5-3 ภายหลังจบ 120 นาทีเสมอกัน 1-1 ซึ่งหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดคือการที่ ซีดาน เคยเอาหัวโขกใส่บริเวณหน้าอกของ มาเตรัซซี่ ในนาทีที่ 110 จนทำให้เขาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามทันที

    ตอนแรกมีข่าวลือว่า ซีดาน โมโหจากการที่ มาเตรัซซี่ พูดเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับคุณแม่ของเขา ซึ่งในปี 2017 อดีตปราการหลังทีมชาติอิตาลีก็ออกมาชี้แจงว่าตนไม่ได้พูดเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับคุณแม่ของอีกฝ่ายเลย และที่จริงพูดเกี่ยวกับพี่ของ ซีดาน แต่ตอนนั้นเขาไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจนว่าพูดอะไรไป

    ทั้งนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อน มาเตรัซซี่ ไปให้สัมภาษณ์กับสื่อเจ้าหนึ่ง โดยเขาโดนถามถึงเรื่องจังหวะฉาวโฉ่จังหวะดังกล่าวด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบว่า "ชอตเฮดบัตต์ของ ซีดาน งั้นเหรอ ? ตอนนั้นผมไม่ได้คาดคิดเลยนะว่าเขาจะทำอย่างนั้น แต่ผมว่ามันก็โชคดีที่มันเกิดขึ้นแบบน่าเซอร์ไพรส์แม้แต่กับผมเอง เพราะถ้าเกิดผมคาดเอาไว้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น และเตรียมตัวรอรับมันน่ะ ผมก็มั่นใจเลยว่าสุดท้ายแล้วผมก็ต้องโดนไล่ออกด้วยจนกลายเป็นว่าเราทั้งคู่โดนไล่ออกแหงๆ"

    "เราปะทะกันนิดหน่อยตอนอยู่ในกรอบเขตโทษ ในครึ่งแรกเขาทำประตูให้ ฝรั่งเศส ได้ และโค้ชของเรา (มาร์เชลโล่ ลิปปี้) ก็บอกให้ผมตามประกบเขา หลังจากที่เราปะทะกันครั้งแรกแล้วน่ะผมก็ขอโทษเขาไป แต่เขาตอบโต้กลับมาในแบบที่แย่มากๆ และพอเราปะทะกันครั้งที่ 3 ผมก็พูดแบบอารมณ์เสียสุดๆ ตอนนั้นเขาพูดตอบโต้ใส่ผมว่า -เดี๋ยวฉันจะให้เสื้อของฉันกับแกในภายหลังแล้วกัน- พอได้ยินแบบนั้นผมก็สวนไปเลยว่าผมอยากได้พี่สาวของเขามากกว่าเสื้อของเขา"

ปรับครั้งใหญ่! บาร์เซโลน่าพร้อมโละทุกคนเว้นแค่3ราย

เห็นทีมรวมแข้งฝีเท้าดีมากันเยอะแล้ว ลองมาดูทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนังกันบ้าง รับรองใครเจอมีตัวสั่นแน่

    เว็บไซต์ ทรานส์เฟอร์มาร์เกต จัดทีม 11 นักเตะตัวร้ายแห่งวงการฟุตบอลยุโรป โดยคิดจากจำนวนใบแดงที่ได้รับในอาชีพค้าแข้ง และเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วได้ถึง 168 ใบแดงเลยทีเดียว

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

ทีม แบด บอยส์ แห่งวงการลูกหนัง

ผู้รักษาประตู  – เยนส์ เลห์มันน์ (7 ใบแดง)

แบ็กขวา – เซร์คิโอ รามอส (26 ใบแดง)

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

เซนเตอร์แบ็ก – เปเป้ (12 ใบแดง)

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

เซนเตอร์แบ็ก – มาร์โก มาร์เตราซซี่ (15 ใบแดง)

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

แบ็กซ้าย – ปาทริซ เอวร่า (12 ใบแดง)

กองกลาง – ดานิเอเล่ เด รอสซี่ (15 ใบแดง)

กองกลาง – เอ็ดการ์ ดาวิดส์ (25 ใบแดง)

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

กองกลาง – ซีเนดีน ซีดาน (14 ใบแดง)

กองกลาง – ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ (16 ใบแดง)

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

กองหน้า – ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (13 ใบแดง)

กองหน้า – มาริโอ บาโลเตลลี่ (13 ใบแดง)

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร

ใครเจอมีหนาว!รวมทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนัง

เห็นทีมรวมแข้งฝีเท้าดีมากันเยอะแล้ว ลองมาดูทีมแบดบอยส์แห่งวงการลูกหนังกันบ้าง รับรองใครเจอมีตัวสั่นแน่

    เว็บไซต์ ทรานส์เฟอร์มาร์เกต จัดทีม 11 นักเตะตัวร้ายแห่งวงการฟุตบอลยุโรป โดยคิดจากจำนวนใบแดงที่ได้รับในอาชีพค้าแข้ง และเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วได้ถึง 168 ใบแดงเลยทีเดียว

ทีม แบด บอยส์ แห่งวงการลูกหนัง

ผู้รักษาประตู  – เยนส์ เลห์มันน์ (7 ใบแดง)

แบ็กขวา – เซร์คิโอ รามอส (26 ใบแดง)

เซนเตอร์แบ็ก – เปเป้ (12 ใบแดง)

เซนเตอร์แบ็ก – มาร์โก มาร์เตราซซี่ (15 ใบแดง)

แบ็กซ้าย – ปาทริซ เอวร่า (12 ใบแดง)

กองกลาง – ดานิเอเล่ เด รอสซี่ (15 ใบแดง)

กองกลาง – เอ็ดการ์ ดาวิดส์ (25 ใบแดง)

กองกลาง – ซีเนดีน ซีดาน (14 ใบแดง)

กองกลาง – ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ (16 ใบแดง)

กองหน้า – ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (13 ใบแดง)

กองหน้า – มาริโอ บาโลเตลลี่ (13 ใบแดง)

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร