อาร์เซน่อลแม่นโทษดวลเป้าดับลิเวอร์พูล คว้าโลห์คอมมิวนิตี้ ชิลด์

ทาคูมิ มินามิโนะ พังประตูแรกในสีเสื้อลิเวอร์พูลได้เป็นทางการแล้ว หลังซัดไล่ตีเสมอ "ปืนใหญ่" 1-1 ทว่าช่วงดวลจุดโทษกลายเป็น อาร์เซน่อล ที่ยิงได้แม่นกว่าก่อนจะเอาชนะไปได้ 5-4 คว้าโล่ห์การกุศลไปครอง ในศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม

    ศึก คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง อาร์เซน่อล เจ้าของแชมป์เอฟเอ คัพ ล่าสุด พบกับ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา

    มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้ยังไม่พร้อมใช้ผู้เล่นหลายรายรวมทั้งสตาร์อย่าง วิลเลี่ยน ที่เพิ่งเซ็นฟรีมาจากเชลซี ทำให้แนวรุกวันนี้ใช้ บูกาโย่ ซาก้า, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ส่วนทางฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดชุดใหญ่ขาดแค่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาที่ยังบาดเจ็บ ส่วนสามประสานแดนหน้ายังเป็น ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    เปิดฉากมาได้แค่ 7 นาทีแรก เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้แล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นลูกล้ำหน้า เช่นเดียวกับ VAR จะยืนยันว่าไม่เป็นประตู

    ทัพหงส์ลุยขึ้นมาอีก นาที 12 เนโก วิลเลี่ยมส์ ครอสจากด้านขวาเข้าไปให้ เจมส์ มิลเนอร์ โขกหลุดกรอบออกไปแบบได้เสียว

    ทว่าถัดมาไม่ถึงนาที บอลสวนกลับของ "ปืนใหญ่" แผลงฤทธิ์สำเร็จ บูกาโย่ ซาก้า วางบอลอย่างแม่นให้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบก่อนปั่นโค้งๆ ด้วยขวาบอลหนีมือ อลีสซง เบ็คเกอร์ เข้าไปอย่างสวยงาม อาร์เซน่อล ขึ้นนำ 1-0

    นาที 18 ไอ้หนู ซาก้า ที่เปลี่ยนมาสวมเสื้อเบอร์ 7 แทน เล่นได้อย่างโดดเด่น คราวนี้ไหลบอลให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ซัดด้วยขวาบอลพุ่งจน อลีสซง ต้องออกแรงปัดออกหลัง

    ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังคลำเป้าส่องไม่เข้ากรอบเลยซักหน และเกือบโดนเม็ดที่สองจากบอลสวนกลับของอาร์เซน่อล บูกาโย่ ซาก้า ขึ้นมาทางซ้ายก่อนจ่ายเข้ากลางให้ เอ็นเคเทียห์ ตะบันด้วยขวานอกกรอบ ทว่าบอลพุ่งเหินคานออกไป
   
    ลิเวอร์พูล เน้นการโจมตีด้านข้างเป็นหลัก แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่ผ่านแนวรับไอ้ปืนใหญ่ที่ช่วยกันได้ดี

    นาที 40 "หงส์แดง" หวิดได้ลุ้นขึ้นนำอีก บอลด้านข้างจาก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสไปเข้าหัวของ ซาดิโอ มาเน่ ขวิดบางไปบอลผ่านหน้าประตูแม้ ฟาน ไดค์ จะพยายามพุ่งเข้าซ้ำแต่ไม่ถึง

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล ขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 1-0

    ครึ่งหลัง นาที 51 "หงส์แดง" เกือบได้ลุ้นตีเสมอ บอลมาถึง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เลี้ยงจี้เข้าหา ดาวิด ลุยซ์ ก่อนจะปั่นด้วยขวาแต่บอลโค้งไม่พอหลุดเสาไปแบบสุดเสียว

    อีก 5 นาทีต่อมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดยาวให้ ซาดิโอ มาเน่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปในกรอบแต่จังหวะยิงด้วยขวาดันซัดไปติดตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ นายด่านไอ้ปืนใหญ่ที่ออกมาบล็อคช่วยทีมไว้ได้

     เกมรุกของลิเวอร์พูลยังเจาะไม่เข้า แม้ นาที 68 ทาคูมิ มินามิโนะ จะตั้งป้อมยิงนอกกรอบเต็มแรงแต่บอลก็ยังพุ่งไปเข้ามือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ
   
    นาที 73 จนแล้วจนรอด แนวรับของปืนโตมาพลาดจนได้หลังบอลเจาะตรงกลาง ซาลาห์ เล่นชิ่งให้ ทาคูมิ มินามิโนะ ได้ซัดจ่อๆกลางประตูพลาดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แม้ผู้เล่นอาร์เซน่อลจะฟ้องว่า มินามิโนะ ทำแฮนด์บอลก่อนหน้านี้ แต่หลังจาก อังเดร มาร์ริเนอร์ ได้เช็กกับทีม VAR แล้วไม่เป็นแฮนด์บอลยืนยันให้ประตู "หงส์แดง" ไล่ตีเสมอ 1-1 และเป็นประตูแรกของ มินามิโนะ ในสีเสือลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการ
   
    นาที 81 ลิเวอร์พูล เกือบพลิกแซงขึ้นนำ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสบอลมาเสาไกลให้ ซาดิโอ มาเน่ พักอกลงก่อนหลุดเข้าไปซัดติดตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ อย่างน่าเสียดาย

    จบเกม อาร์เซน่อล เสมอกับ ลิเวอร์พูล ในเวลา 1-1 ต้องตัดสินหาผู้ชนะดวลลูกที่จุดโทษ ผลปรากฎว่าแข้งอาร์เซน่อลยิงได้แม่นกว่าเอาชนะ "หงส์แดง" ไปได้ 5-4 ซิวโล่ห์การกุศลไปครอง

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
   
        อาร์เซน่อล (3-4-2-1) :
เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, โมฮาเหม็ด เอลเนนี่, กรานิต ชาคา, เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ – บูกาโย่ ซาก้า, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า
 
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เนโก วิลเลี่ยมส์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์   

        ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์

ส่องไลน์อัพลิเวอร์พูล-อาร์เซน่อลชิงโล่การกุศล

คาด 11 ตัวจริงของ ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล ในเกมชิงโล่การกุศล โดยที่ทั้งสองทีมอาจยังให้กองหน้าดาวรุ่งลงล่าตาข่าย หลังผลงานดีในเกมอุ่นเครื่อง
    ฟุตบอล คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ปีนี้จะเป็นการพบกันระหว่าง ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก กับ อาร์เซน่อล แชมป์ เอฟเอ คัพ ที่สนามเวมบลีย์ ในคืนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ (22.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

    ศึกชิงโล่การกุศลรายการนี้นับเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลใหม่ใกล้เปิดฉาก โดยที่ซีซั่น 2020/21 จะออกสตาร์ตตั้งแต่วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้

    ในเกมนี้คาดว่า ทั้งสองทีมอาจจะยังไม่ส่งชุดใหญ่ลงเต็มสูบ โดยฝั่ง ลิเวอร์พูล มีนักเตะเจ็บอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, โฌแอล มาติป และ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด ขณะที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยังต้องรอเช็กความฟิต

    คาดว่า เกมนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ "หงส์แดง" จะส่ง อลีสซง เบ็คเกอร์ ลงเฝ้าเสา ส่วนแผงแบ็กโฟร์อาจให้ เนโก วิลเลี่ยมส์ ลงมาทำหน้าที่แทน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็ก ฟานไดค์ น่าจะได้ลงจับคู่กับ โจ โกเมซ โดยมี แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ยืนเป็นแบ็กซ้าย

    ส่วน 3 กองกลางให้ ฟาบินโญ่ ยืนเป็นตัวตัดเกมอยู่หลัง เคอร์ติส โจนส์ กับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ขณะที่ 3 ประสานแดนหน้าใช้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และอาจเปิดโอกาสให้ ริอาน บรูว์สเตอร์ หัวหอกดาวรุ่งได้ลงเป็นตัวจริงแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลังทำผลงานเยี่ยมในช่วงอุ่นเครื่องปรีซีซั่น

    ด้าน อาร์เซน่อล มีข่าวว่า นักเตะ 4 รายโดนกักตัว หลังเพิ่งกลับจากการเดินทางไปพักร้อนในต่างแดนโดยหนึ่งในนั้นคือ เอมิเลียโน่ มาร์ตีเนซ ผู้รักษาประตูชาวอาร์เจนไตน์ ทำให้ แบรนด์ เลโน่ จะได้กลับมาเป็นตัวจริงหลังหายเจ็บแล้ว

    ส่วนเซนเตอร์แบ็ก 3 คนใช้ วิลเลี่ยม ซาลิบา, ดาวิด ลุยซ์ และ คีแรน เทียร์นี่ หลัง ชโคดราน มุสตาฟี่ กับ ปาโบล มารี ยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน

    ขณะที่กองกลาง 4 คนให้ เซดริก โซอาเรส ยืนฝั่งขวา ส่วน บูกาโย่ ซาก้า ประจำการด้านซ้าย โดยมี กรานิต ชาคา กับ โจ วิลล็อค ยืนคู่กลาง

    ด้าน 3 ประสานแนวรุกให้ วิลเลี่ยน ปีกคนใหม่ยืนด้านขวา ขณะที่ ปิแอร์ เอเมอริค-โอบาเมย็อง เล่นด้านซ้าย โดยมี เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ยืนหน้าเป้าหลังผลงานเยี่ยมยิงประตูได้ในเกมอุ่นเครื่องที่ถล่ม เอ็มเค ดอนส์ 4-1 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

โอบาเบิ้ล! อาร์เซน่อลเจ๋งแซงดับเชลซี10คน ผงาดเอฟเอ คัพ สมัยที่14

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมของ "ปืนใหญ่" เหมาคนเดียวสองประตูพาทีมแซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คน 2-1 ส่งผล มิเกล อาร์เตต้า คว้าโทรฟี่แรกของตัวเองในฐานะกุนซือ และพา อาร์เซน่อล ผงาดคว้าแชมป์รายการนี้สูงสุดเป็นสมัยที่ 14 คว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้าสำเร็จ ในศึกเอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

    ศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบชิงชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019-20 เป็นการดวลกันของสองทีมจากลอนดอนระหว่าง อาร์เซน่อล แชมป์สูงสุด 13 สมัย ที่รอบตัดเชือกเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" 2-0 เข้ามาชิงดำพบกับ "สิงห์บลูส์" แชมปรายการนี้ 8 สมัย ซึ่งปราบ "ปีศาจแดง" มาในรอบรองชนะเลิศ 3-1

    เกมนี้ มิเกล อาร์เตต้า วาง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ เป็นหน้าเป้าและให้ นิโกล่าส์ เปเป้ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กัปตันทีมทำเกมรุกริมเส้น เช่นเดียวกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของสิงห์บลูส์วางสามประสานแนวรุกเป็น เมสัน เมาน์ท, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช

    สตาร์ทเกมครึ่งแรก มาแค่ 3 นาที อาร์เซน่อล ได้ทักทายก่อนหลัง เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ครอสบอลมาเสาแรกให้  โอบาเมย็อง สะบัดโขกเสาแรกแต่บอลหลุดกรอบออกไป

    อีกนาทีต่อมา "สิงห์บลูส์" เกือบได้ชิงขึ้นนำก่อนหลัง กรานิต ชาคา เสียบอลโดน เมสัน เมาน์ท แย่งบอลก่อนลากเข้าไปซัดนอกกรอบกว่า 20 หลาบอลพุ่งจะเสียบเสาแรกอยู่แล้วแต่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ โชว์ซูเปอร์เซฟบินปัดออกไปได้

    กระนั้น แค่นาทีที่ 5 เชลซี มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้บอลจาก คริสเตียน พูลิซิช ออกซ้ายให้ เมสัน เมาน์ท ปาดเข้ากลางไปแฉลบแข้งไอ้ปืนใหญ่ก่อนมาถึง ชิรูด์ ดีดคืนหลังให้ พูลิซิช ที่ตามมาซัดด้วยขวาผ่านตัว มาร์ติเนซ เข้าไป

      นาที 17 ดานี่ เซบายอส เรียกฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษของเชลซีได้ ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นด้วยขวาข้ามกำแพงเฉียดคานไปแบบได้เสียว

     นาที 25 นิโกล่าส์ เปเป้ วิ่งมาปั่นด้วยซ้ายเข้าเสียบมุมตาข่ายอย่างงามหยดไปแล้ว ทว่าผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส ล้ำหน้าไปก่อน

    กระนั้น อีกนาทีถัดมา "ปืนใหญ่" มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไปดึง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ในกรอบเขตโทษ แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้จุดโทษพร้อมรอสัญญาณจาก VAR ก่อนจะยืนยันให้อาร์เซน่อลได้และเป็น โอบาเมย็อง ที่ยิงเสียบมุมเข้าไปให้ อาร์เซน่อล ไล่ตีเสมอ เชลซี 1-1 ในนาทีที่ 28

    นาที 35 แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง  อัซปิลิกวยต้า กัปตันทีมเชลซีมีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง อันเดรียส คริสเตนเซ่น

    นาที 36 "สิงห์บลูส์" โต้กลับขึ้นมาอีกครั้ง อลอนโซ่ แทงบอลลึกให้ เมสัน เมาน์ท จ่ายคืนหลังมาให้ จอร์จินโญ่ วิ่งมาอัดด้วยขวาบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 45 นิโกล่าส์ เปเป้ เรียกฟรีคิกให้ปืนใหญ่ได้บอลเส้น 18 หลา ก่อนที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ จะลองซัดด้วยขวาไปเสาไกลบอลผ่านกำแพงติดไซด์ก้อยออกไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล เสมอกับ เชลซี 1-1

    กลับมาบู๊ต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 46 สิงห์บลูส์เกือบแซงขึ้นนำหลัง คริสเตียน พูลิซิช ควบพาบอลจากครึ่งสนามเข้าไปซัดด้วยขวาแต่บอลหลุดกรอบออกไป และจากจังหวะนี้ทำให้เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังต้นขาจนเล่นต่อไม่ไหว ก่อนที่นาทีต่อมา แลมพาร์ด จะเปลี่ยนคนที่สองส่ง เปโดร ลงมาเล่นแทน

    นาที 62 เปโดร ควบบอลเข้ามาหน้ากรอบเขตโทษไอ้ปืนใหญ่ก่อนจะดึงจังหวะแล้วจ่ายออกขวาให้ รีซ เจมส์ เติมขึ้นมาซัดเต็มแรงบอลเหินคานออกไปไกล

    นาที 67 กลายเป็น อาร์เซน่อล แซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ เอคตอร์ เบเยริน กระชากบอลโซโล่เดี่ยวขึ้นมาก่อนที่บอลจะทะลักไปเข้าทาง เปเป้ แล้วจ่ายขวางมาให้ โอบาเมย็อง ล็อคขวาหนี คูร์ท ซูม่า ก่อนจะชิพด้วยซ้ายผ่านตัว วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไปอย่างเหนือชั้นเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้

    นาที 73 สถานการณ์ของ เชลซี ต้องแย่ลงไปอีกหลังต้องมาเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน เมื่อ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากจังหวะไปย่ำเท้าใส่ กรานิต ชาคา จนเป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    ท้ายเกม นาที 88 อาร์เซน่อล ต้องเปลี่ยนเอา ดาวิด ลุยซ์ ออกหลังมีอาการเจ็บก่อนจะส่ง โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ลงไปคุมหลังแทน

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล แซงเอาชนะ เชลซี ที่เหลือ10คน 2-1 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ สมัยที่ 14 อีกทั้งยังคว้าสิทธิ์ไปเล่นถ้วยยูโรปาลีกในฤดูกาลหน้าสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์ (โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส น.88), คีแรน เทียร์นี่ย์ (เซอัด โคลาซินัช น.90+13) – เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ น.82)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า    

        เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า (อันเดรียส คริสเตนเซ่น น.35), อันโตนิโอ รือดิเกอร์ (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.78), คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.79), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อบราฮัม น.78), คริสเตียน พูลิซิช (เปโดร น.49) 

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

        ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

ริโอชี้ท่าทีโอบาเมย็องเหมือนเตรียมลาอาร์เซน่อล

ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตแนวรับคนดัง กล่าวในรายการลูกหนังว่าการแสดงออกของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง หลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นเหมือนการจะอำลาทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

    ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กองหน้ากัปตันทีมอาร์เซน่อล เหมาสองประตูพาต้นสังกัดพลิกกลับมาเอาชนะ เชลซี 2-1 ในศึกชิงดำ เอฟเอ คัพ และคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 14 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ อย่างไรก็ตามท่ามกลางอนาคตที่ตกเป็นข่าวย้ายออกจากทีมหลังสัญญาใกล้จะหมดลงยังคงไม่แน่นอน

    โดยหลังจบเกมดาวยิงทีมชาติกาบองเองก็เลี่ยงที่จะเอ่ยถึงอนาคต ซึ่งทาง ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นกูรู ได้ให้ความเห็นผ่านรายการของ บีที สปอร์ต ว่าลักษณะแบบนี้เป็นเหมือนการที่เจ้าตัวใกล้จะบอกลาทีม

    "มันเหมือนว่าเขาไปแล้ว"

    "ที่เขาพูดว่า -ผมกำลังสนุกกับช่วงเวลานี้กับเพื่อนร่วมทีมและผมยังไม่อยากพูดอะไรเกี่ยวกับอนาคต-"

    "ถ้าพูดแบบนี้กับผม ผมคงจะรู้สึกว่ายังสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งว่ายังไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่เชื่อ หรืออีกอย่างคือเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าเขาจะย้ายออกไป"

    "ผมพูดในมุมมองของตัวเอง หากผมยืนยันว่าจะอยู่กับทีมต่อไป นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่จะได้จัดการกับมัน -มันอาจยังไม่เสร็จซะทีเดียว แต่ผมก็จะพยายามทำให้เสร็จ-"

    "เขาไม่ต้องขอบคุณผมหรอก สิ่งที่เขาพูดออกมาเหมือนว่าใครบางคนที่ได้เลือกแล้วว่าจะย้ายออกไป"

    "อาร์เซน่อล จำเป็นต้องทำทุกทางเพื่อเก็บเขาไว้ ผลงาน 70 ประตู จาก 109 นัด มันบ่งบอกทุกอย่าง และประตูที่เขาทำได้(ลูกที่สอง) มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์จริงๆ "

ชิงดำเอฟเอ คัพ! อาร์เซน่อลดวลเชลซีจัด “โอบาเมย็อง-ชิรูด์” วัดคมเกือก

"ลอนดอนดาร์บี้" "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล มี ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง นำปิดสกอร์ เกมพบ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่มี โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ (นัดชิงชนะเลิศ) วันเสาร์ที่ 1 ส.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 1 (เวลา : 23.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอลเอฟเอ คัพ (นัดชิงชนะเลิศ)
วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2563
อาร์เซน่อล   –   เชลซี
ถ่ายทอดสด :  beIN SPORTS 1 (เวลา : 23.30 น.)

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม (สนามกลาง)

    มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อล พาทีมเข้าชิงหลังพลิกชนะแมนฯ ซิตี้ 2-0 ในรอบตัดเชือก ก่อนเชือดวัตฟอร์ด 3-2 ในเกมลีกนัดสุดท้าย เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ อาร์เตต้า จะได้ เอคตอร์ เบเยริน ที่ถูกพักไว้ในเกมล่าสุด เพราะมีอาการเจ็บน่องรบกวน กลับมาเสริมตามปกติ

    ขณะที่ แบร์นด์ เลโน่ ประตูตัวจริง ที่เจ็บเข่าตั้งแต่ปลายเดือนก่อน ล่าสุดกลับมาซ้อมได้แล้ว แต่ยังไม่น่าฟิต 100 เปอร์เซ็นต์ เต็มที่ก็คงจะเป็นสำรองไปก่อน

    แต่ในรายของ ชโคดราน มุสตาฟี่, คาลั่ม แชมเบอร์ส, ปาโบล มาริ และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ที่เดี้ยงอยู่ก่อน ยังชวดเหมือนเดิม

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี พาทีมเช้าชิงหลังถล่มแมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 ก่อนชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 ในเกมลีกนัดปิดซีซั่น เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ แลมพ์ส ต้องลุ้นความฟิตของ วิลเลี่ยน ที่ไม่สมบูรณ์จนพลาดเกมปิดซีซั่น แต่ในรายของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ยังไม่หายเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ก็น่าจะชวดเหมือนเดิม
 
    ส่วนคนเฝ้าเสาก็น่าจะเป็น วิลลี่ กาบาเยโร่ ประตูอาร์เจนไตน์มือ 2 ที่ได้โอกาสในถ้วยนี้มาตลอดตั้งแต่รอบ 8 ทีมเป็นต้นมาเหมือนเดิม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, บูคาโย่ ซาก้า – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ 
    ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า    

    เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, เมสัน เมาน์ท – คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช 
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

แลมพาร์ดหัวเสียทำไมไม่ใช้วีเออาร์?!

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี ตั้งคำถามถึงการใช้ วีเออาร์ หลังจากที่เจ้าตัวมองว่าจังหวะที่ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจนถูกไล่ออกนั้น ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้น

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมคนหนุ่มของ เชลซี ไม่พอใจที่ วีเออาร์ ไม่ถูกนำมาใช้ตัดสินในจังหวะที่ควรจะต้องใช้ ซึ่งทำให้เกิดจุดเปลี่ยนต่อทีมของตัวเอง

    "สิงห์บลูส์" เริ่มต้นได้ดี ด้วยการได้ประตูขี้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 5 จากการยิงของ คริสเตียน พูลิซิช ทว่านาทีที่ 28 อาร์เซน่อล ตามตีเสมอเป็น 1-1 จากการสังหารลูกจุดโทษเข้าไปอย่างเฉียบขาดของ ปิแอร์-เอเมอริคโอบาเมย็อง

    จากนั้นช่วงครึ่งหลัง ในนาทีที่ 67 กลายเป็น "ไอ้ปืนใหญ่" ที่ได้ประตูพลิกขึ้นนำจาก โอบาเมย็อง คนเดิมที่ยิงอย่างเหนือชั้น และสถานการณ์ของ เชลซี ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เพราะในนาทีที่ 73 พวกเขาต้องมาเหลือผู้เล่น 10 คน หลัง มาเตโอ โควาซิช โดนไล่ออก จากการได้รับใบเหลืองที่สอง และสุดท้ายจบเกมด้วยการเป็นฝ่ายปราชัย

    แลมพาร์ด ให้สัมภาษณ์กับ บีอิน สปอร์ต และตำหนิไปยังเรื่องการใช้ วีเออาร์ โดยเฉพาะจังหวะที่ โควาซิช ถูกใบเหลืองที่สอง เนื่องจากตนมองว่า จังหวะที่เข้าปะทะกับ กรานิต ชาคา นั้น ไม่ได้รุนแรงเท่าไหร่

    "นี่มันกฎอะไรกัน? มันเกิดขึ้นแบบนี้ตลอดที่คุณไม่สามารถเรียกร้องใบเหลืองที่สองได้ บางคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นยืนยันความคิดของตัวเอง"

    "ถ้าเรามี วีเออาร์ มันคงเป็นเรื่องดีเลยล่ะ ที่จะนำมาใช้ให้มากที่สุดที่จะทำได้เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง มันไม่ได้ใกล้เคียงเลย และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนของเกม"

    "ช่วงท้ายเกมเรากดดันพวกเขาได้บ้าง ผมไม่สามารถมองว่าเป็นความผิดพลาดของลูกทีม แต่จังหวะนั้นไม่สมควรเป็นใบแดง พูดอีกครั้งนะ ผมพยายามกลับมามองที่เราเสมอ และเราก็ทำได้ไม่ดีพอที่จะคว้าชัยในนัดชิงฯ"

ใครชนะรอชิง! แมนฯซิตี้ลั่นบู๊อาร์เซน่อล,”เป๊ป”ดวลกึ๋น”อาร์เตต้า”

"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ เจ้าของแชมป์รายการนี้ซีซั่นก่อน หวังเป็นอย่างมากในการเข้าไปป้องกันแชมป์อีกครั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของทีมส่ง "ราฮีม สเตอร์ลิง" ลงป่วนทัพ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เจ้าของโทรฟี่ถ้วยนี้ 13 สมัย มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์คนเก่งหวัง "ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง" ซัดนำสโมสรลิ่วเกมชิงดำ ในการแข่งขันฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ คืนวันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2563
ฟุตบอลเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ
วันเสาร์ที่ 18  กรกฎาคม 2563
อาร์เซน่อล – แมนฯ ซิตี้    
 เวลา : 01.45 น. ถ่ายทอดสด : บีอินส์ สปอร์ต 2

สนาม : เวมบลีย์  สเตเดี้ยม  

     มิเกล อาร์เตต้า กุนซืออาร์เซน่อล พาทีมเข้ารอบตัดเชือก หลังเบียดชนะเชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 ก่อนชนะลิเวอร์พูลด้วยสกอร์เดียวกัน ในเกมลีกล่าสุด

     ความพร้อมเกมนี้ อาร์เตต้ายังไม่มี แบร์นด์ เลโน่, คาลั่ม แชมเบอร์ส, ปาโบล มารี และ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ที่เดี้ยงอยู่ก่อน รวมไปถึง เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ ที่เหลือโทษแบนอีก 1 นัด

     ส่วนพวกแกนหลักที่ได้พักในเกมล่าสุดอย่างเซอัด โคลาซินัช, เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ก็น่าจะคัมแบ็กตามปกติ

     เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนฯ ซิตี้ พาทีมเข้ารอบนี้ หลังชนะนิวคาสเซิ่ล 2-0 ก่อนเชือดบอร์นมัธ 2-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นการคว้าชัย 3 นัดติด

     ความพร้อมเกมนี้ เป๊ปไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ขาดแค่ เซร์คิโอ อเกวโร่ “กุน” ที่ยังเดี้ยงอยู่รายเดียว

     ส่วนพวกแกนหลักที่ได้พักในเกมล่าสุดอย่างเอมเมริค ลาป๊อร์กต์, โรดรี้ เอร์นานเดซ,เควิน เดอ บรอยน์ และ ราฮีม สเตอร์ลิง ก็น่าจะกลับมาออกสตาร์ตตามปกติ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่, ดาวิด ลุยซ์,เซอัด โคลาซินัช – เอคตอร์ เบเยริน, กรานิต ชาคา, ดานี่ เซบายอส, คีแรน เทียร์นี่ย์ – นิโกล่าส์ เปเป้, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์

ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้,เอมเมริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ,แบร์นาร์โด้ ซิลวา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

โทบี้โขกชัย-ซนแสบ! สเปอร์สแซงดับอาร์เซน่อล ดาร์บี้ลอนดอนสุดมัน

ซน ฮึง-มิน ตะบันตาข่ายไอ้ปืนใหญ่ในลีกได้เป็นครั้งแรก แถมยังจ่ายให้ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ โขกประตูชัยในช่วงท้ายเกมให้ สเปอร์ส เปิดบ้านแซงเอาชนะ อาร์เซน่อล แบบสนุก 2-1 คว้าสามแต้มสำคัญแซงปืนโตขึ้นมารั้งอันดับ 8 แทน ส่วนอาร์เซน่อลที่หล่นมาอยู่อันดับ 9 ในศึกนอร์ธลอนดอนดาร์บี้ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

    การแข่งขันศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันที่ 12 กรกฏาคม 2563 ที่สนาม ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ระหว่าง ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ทีมอันดับ 10 พบ อาร์เซน่อล อันดับ 8 ของตาราง

    เกมนี้ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส หมดสิทธิ์ใช้งาน เดเล่ อัลลี ที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า ส่วนแกนหลักรายอื่นพร้อมลงเล่นทั้งหมดโดยเกมรุกส่ง ลูคัส มูร่า, ซน ฮึง-มิน และ แฮร์รี่ เคน ลงล่าตาข่าย

    ส่วน อาร์เซน่อล ของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า ยังชวดใช้งานแข้งเจ็บอย่าง กาเบรียล มาร์ติเนลลี่, คัลลั่ม แชมเบอร์ส และ แบร์นด์ เลโน่ โดยดร็อป บูกาโย่ ซาก้า ดาวรุ่งฟอร์มแจ่มเป็นเพียงสำรอง โดยเกมรุกส่ง อเล็กซองด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และ นิโกล่าส์  เปเป้  เป็น 3 ประสาน

    ครึ่งแรกเริ่มเกมมาไม่ถึงนาที สเปอร์ส ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะที่ ดาวิด ลุยซ์ พลาดโดน ลูคัส มูร่า ฉกมาซัดนอกกรอบบอลยังไปตรงตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ รับเข้าซอง

    จากนั้นเกมเปิดหน้าแลกกันสนุก และยังเป็นโอกาสลุ้นของ "ไก่เดืยอทอง" นาทีที่ 10 ลูคัส มูร่า ตักบอลให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวพยายามยกหลบ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แต่โดนนายด่านชาวอาร์เจนไตน์พุ่งปัดเอาไว้ได้หวุดหวิด

    อย่างไรก็ตาม นาที 16 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่ไปประตูขึ้นนำก่อน อเล็กซองด์ ลากาแซ็ตต์ แต่งเข้าขวาแล้วซัดนอกกรอบบอลพุ่งเสียบสามเหลี่ยมเข้าประตูไปอย่างสุดสวย

    กระนั้นก็ดีถัดมาเพียง 3 นาที สเปอร์ส ตามตีเสมอแบบทันควัน 1-1 จากจังหวะความผิดพลาดกันเองของแนวรับ อาร์ซนอล เมื่อ เซอัด โคลาซินัช จ่ายบอลคืนหลังให้ ดาวิด ลุยซ์ แต่ไม่เข้าใจกันก่อนจะโดน ซน เฮือง มิน ฉกบอลหลุดไปชิพด้วยซ้ายข้ามตัว มาร์ติเนซ เข้าไปอย่างเหนือชั้น

    ถัดมา นาที 32 เจ้าถิ่นเกือบประตูขึ้นนำอีกครั้ง นิโกล่าส์ เปเป้ โซโล่มาปั่นด้วยซ้ายหน้าเขตโทษบอลหลุดเสาแรกไปนิดเดียว

    "ปืนใหญ่" ลุ้นต่อเนื่อง ใน นาที 40 จากจังหวะที่  ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ซัดฟรีคิกหนีกำแพงบอลพุ่งหลุดเสาไกลออกไปนิดเดียว นาทีถัดมา เปเป้ ได้ซัดด้วยซ้ายในเขตโทษบอลยังไปตรงตัว อูโก้ โยริส พุ่งรับไว้ได้

    จบครึ่งแรก สเปอร์ส เสมอ อาร์เซน่อล 1-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 54 ทัพปืนใหญ่ได้ลุ้นพลิกขึ้นนำอีก หลัง ดานี่ เซบายอส ตอกส้นให้ เปเป้ หลุดเข้าไปครอสเข้ามาเสาไกล บอลไปติดหัวแนวรับเจ้าถิ่น ก่อนที่ ชโคดราน มุสตาฟี่ จะตีลังกายิงบอลย้อยไปเข้ามือ อูโก้ โยริส

    นาที 59 อาร์เซน่อล พลาดโอกาสได้ประตูขึ้นนำอีกหน คราวนี้ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ไหลบอลออกซ้ายนิ่มๆให้ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง กดด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อ บอลพุ่งไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

    นาที 69 มิเกล อาร์เตต้า บอสใหญ่ของไอ้ปืนโต ส่ง บูกาโย่ ซาก้า ลงมาเล่นแทน นิโกล่าส์ เปเป้

    นาที 71 "ไก่เดือยทอง" พลาดโอกาสขึ้นนำบ้าง คราวนี้ แฮร์รี่ เคน กระชากหนีมุสตาฟี่ ก่อนจ่ายบอลเข้ากลางให้ ซน ฮึง-มิน พยายามจะจิ้มหนี เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แต่นายทวารอาร์เซน่อลไม่หลงพุ่งมากวาดบอลรับไว้ได้

    ยังเป็น อาร์เซน่อล ที่ครองบอลและโหมบุกใส่เจ้าถิ่นเสียมากกว่า นาที 79 เกือบได้ขึ้นนำอีกครั้งหลัง เอคตอร์ เบเยริน ลากตัดเข้ากลางแล้วตะบันด้วยซ้ายไปติดบล็อค แต่บอลยังมาเข้าทาง โอบาเมย็อง อัดด้วยขวาไปเสาไกล ทว่ายังโดน อูโก้ โยริส พุ่งปัดปลายมือออกหลังหวุดหวิด

    อีก 2 นาทีถัดมา สเปอร์ส เกือบได้บ้าง ลูคัส มูร่า จ่ายตัดแนวรับไอ้ปืนใหญ่ให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเข้าไปซัดมุมแคบแต่ยังดีที่  เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ออกมาบล็อคบอลออกหลังเป็นเตะมุมของเจ้าถิ่น

    และจากจังหวะคอนเนอร์ต่อเนื่องในนาที 81 สเปอร์ส มาแซงขึ้นนำ 2-1 ได้สำเร็จ ซน ฮึง-มิน เปิดเตะมุมมากลางประตูให้ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ขึ้นโขกเช็ดไปเสาไกลเสียบตาข่ายอย่างงดงาม

    นาที 83 ลูกทีมของ มูรินโญ่ เกือบพังประตูที่สามนำห่าง และคราวนี้บอลขึ้นทางซ้ายเจาะผ่าน ชโคดราน มุสตาฟี่ ให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเข้าไปแปเล่นทางด้วยเท้าขวา แต่ยังไม่ผ่านมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    ช่วงเวลาที่เหลือเจ้าบ้านรักษาสกอร์ที่นำไว้ได่ ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าจบการแข่งขัน สเปอร์ส เอาชนะในเกมดาร์บี้แมตช์เหนือคู่ปรับร่วมลอนดอนอย่าง อาร์เซน่อล 2-1 คว้าสามแต้มพร้อมแซงขึ้นไปรั้งอันดับ 8 มี 52 คะแนน ขณะที่ไอ้ปืนใหญ่รั้งอยู่อันดับ 9 มี 50 คะแนน 
   
    รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    สเปอร์ส : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, ดาวินซอน ซานเชซ, เบน เดวิส – มูสซ่า ซิสโซโก้, แฮร์รี่ วิงค์ส, โจวานนี่ โล เซลโซ่ (โอลิเวอร์ สคิปป์ น.84) – ลูคัส มูร่า (สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น น.82), ซน ฮึง-มิน (เอริก ลาเมล่า น.90+4), แฮร์รี่ เคน

    อาร์เซน่อล :  เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช (รีสส์ เนลสัน น.84) – เอคตอร์ เบเยริน (เซดริค ซูอาเรซ น.84), ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, คีแรน เทียร์นี่ย์ (โจ วิลล็อค น.84) – นิโกล่าส์ เปเป้ (บูกาโย่ ซาก้า น.70), อเล็กซองด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

“โอบาเมย็อง” เบิ้ล!อาร์เซน่อลบุกน้อยแต่คมกว่าเขี่ยแมนซิตี้ร่วงตัดเชือกเอฟเอคัพ

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ตะบันคนเดียวสองประตูพา "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ที่ใช้โอกาสอันน้อยนิดได้คุ้มค่าเป็นฝ่ายเอาชนะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปด้วยผลสกอร์ 2-0 ส่งผลให้อาร์เซน่อล ผ่านเข้าสู่รอชิงชนะเลิศต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอห คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันเสาร์ที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอห คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม 2563
อาร์เซน่อล 2   –   0 แมนฯ ซิตี้

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

    นาทีที่ 9  อาร์เซน่อลหวิดเสียท่า ชโคดราน มุสตาฟี่ โดน ราฮีม สเตอร์ลิง แย้งบอลได้ในกรอบเขตโทษ ก่อน ราฮีม พยายามส่งต่อไปให้เพื่อนร่วมทีมแต่โดน ดานี่ เซบายอส ตามมาเคลียร์หวดสกัดออกไปได้

    นาทีที่ 13 อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ดาวยิงปืนใหญ่หลุดเดี่ยวเข้าไปส่งบอลไปกองที่ก้นตาข่ายแมนซิตี้ แต่จังหวะนี้ผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงเป็นลูกล้ำหน้า

    นาทีที่ 16 อาร์เซน่อลเกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะตัดบอลได้ตรงกลางสนามของ ดาวิด ลุยซ์ ก่อนเจ้าตัวจะส่งต่อทะลุช่องให้ โอบาเมย็อง หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดเน้นๆ แต่ไม่ผ่านมือ เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบที่เกร็งมือทุบบอลพ้นเขตอันตราย

    แต่แล้วนาทีที่ 19 เป็นทัพปืนใหญ่ออกนำไปก่อน 1-0 เมื่อได้โอกาสโต้กลับไวบอลเลยมาอยู่ที่ นิโกล่าส์ เปเป้ ทางฝั่งขวาก่อนเจ้าตัวจะแต่งเข้าเท้าซ้ายแล้วเปิดโด่งไปที่เสาไกลและเป็น โอบาเมย็อง ที่วิ่งสอดขึ้นมาล้มตัวสไลด์ยิงบอลพุ่งไปชนเสาสองที่เหลี่ยมในเข้าไปไม่เหลือซาก นับเป็นประตูแรกของ เดอะ กันเนอร์ส ที่ยิงแมนซิตี้ ได้ในฤดูกาลนี้อีกด้วย

    แมนซิตี้กดดันหนัก นาทีที่ 28 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ เติมเกมขึ้นมาสุดริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วกระชากจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะเปิดหักข้อหวังให้เพื่อนร่วมทีม แต่ยังมี กรานิต ชาคา ที่หวดตัดบอลออกไปได้อีกครั้ง

    นาทีถัดมาแมนซิตี้ได้ลุ้นอีกครั้ง ราฮีม สเตอร์ลิง ตัดบอลได้หน้ากรอบเขตโทษอาร์เซน่อลก่อนส่งย้อนคืนไปให้ เควิน เดอ บรอยน์ วิ่งเข้ามากดเต็มข้อแต่บอลดันพุ่งไปติดบล็อกแข้งปืนใหญ่กระเด้งออกไป

    ต่างฝ่ายต่างเปิดเกมแลกเข้าใส่กัน นาทีที่ 34 อาร์เซ่นอล โจมตีขึ้นไปทางฝั่งซ้าย นิโกล่าส์ เปเป้ ได้เปิดบอลสุดริมเส้นแต่ไม่ผ่านมือ เอแดร์ซอน ที่อ่านเกมดีพุ่งออกไปคว้าบอลไว้ได้ไม่พลาด

    นาทีที่ 40 ชโคดราน มุสตาฟี่ กองหลังอาร์เซน่อลเกือบบวกประตูที่สองให้ต้นสังกัดเมื่อได้ขึ้นโขกเต็มหัวจากลูกเตะมุมบอลทำท่าจะเสียบใต้คาน แต่ถูก เอแดร์ซอน ทะยานตัวปัดไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ

    นาทีที่ 45 แมนซิตี้ทำเกมรุกขึ้นมาบอลอยู่ที่ ดาบิด ซิลบา ส่งต่อไปให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งขวาก่อนเปิดยัดหักข้อไปแต่ถูก ดาวิด ลุยซ์ โขกสกัดออกไปได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าแนวรับอาร์เซน่อลทำงานได้ดีและแทบไม่มีข้อผิดพลาดเมื่อถึงตอนนี้

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล ที่ครองเกมได้น้อยกว่าแต่กลับเป็นฝ่ายนำไปก่อน 1-0

     มาลุ้นกันต่อครึ่งหลัง นาทีที่  49 แมนซิตีได้ลุ้น ดาบิด ซิลบา ตัดบอลได้กลางสนามลากจี้เข้าหาเขตโทษอาร์เซน่อลก่อนไหลต่อไปให เดอ บรอยน์ ที่แปทันทียัดไปถึง ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่บอลกลับหลุดออกด้านข้างไม่ถึงหลา

    นาทีที่ 54 แมนซิตี้สร้างโอกาสขุดสกอร์อีกครั้ง เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลให้ ริยาด มาห์เรซ ทางฝั่งขวาก่อนเจ้าตัวจะกระชากลากจี้เข้าหาเขตโทษแล้วแต่บอลเข้าเท้าซ้ายและหลอกยิงไวยัดเสาแรกทันที แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ ที่ล้มตัวคว้าไว้ได้ด้วยมือเดียว

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 64 แมนซิตี้ หวิดได้เฮจากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย เควิน เดอ บรอยน์ เปิดโด่งมาเข้าหัว ราฮีม สเตอร์ลิง แต่ ราฮีม เหมือนไม่ทันตั้งตัวทำให้บอลตกลงพื้นแล้วค่อยๆ ไหลเข้ามือ เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ รับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 67 แมนซิตี้ พลาดได้ประตูตีเสมออีกครั้ง เดอ บรอยน์ หลุดเดี่ยวเข้าไปกึ่งยิงกึ่งผ่านเป็น ดาบิด ซิลบา ปาดหน้ามาแปบอลหวังเล่นทางที่เสาแรกแต่ไม่ดีพอบอลหลุดออกข้างตาข่ายไปอีกครั้ง

    แมนซิตี้มัวบุกเพลินๆ กลับเสียประตูที่สองให้อาร์เซน่อล นาทีที่ 71 จากจังหวะสวนกลับไว เปเป้ ส่งบอลย้อนหลังให้ คีแรน เทียร์นี่ย์  บริเวณกลางสนามจ่ายทะลุช่องทางฝั่งขวาให้ โอบาเมย็อง หลุดเดี่ยวเข้าไปเลือกมุมยิงเล่นทางผ่านมือ เอแดร์ซอน เข้าไปไม่พลาด อาร์เซน่อล นำห่างแมนซิตี้เป็น 2-0

    เคลื่อนมาถึงนาทีที่ 83 แมนซิตี้ยังคงพับสนามบุกอย่างหนัก เดอ บรอยน์ ไหลบอลจากทางฝั่งขวาให้ อายเมริค ลาปอร์กต์ ที่เดิมขึ้นมากดเต็มข้อบอลพุ่งแรงแต่ไม่ตรงกรอบหลุดออกข้างเสาไปนิดเดียวเท่านั้น นับเป็นจังหวะจบสกอร์เข้ากรอบที่ 14 ของฝั่งเรือใบสีฟ้า แต่ยังไม่เป็นผล ผิดกลับฝั่งอาร์เซน่อล ที่มีเพียง 4 ครั้งแต่ได้ถึงสองตุง

    นาทีที่ 90+5 แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ แข้งเรือใบเปิดยัดกึ่งยิงกึ่งผ่านทางฝั่งซ้ายเข้าไปในกรอบเขตโทษอาร์เซน่อล แต่ก็ยังไม่ผ่านมือ มาร์ติเนซ ที่อ่านเกมดีพุ่งออกมาชกบอกเคลียร์ออกไปได้

    จบเกม อาร์เซน่อล ที่ครองเกมน้อยกว่าแต่กลับคมกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ แมนซิตี้ 2-0 ผ่านเข้าไปยืนรองชิงชนะเลิศ โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง แมนยู กับ เชลซี

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    อาร์เซน่อล (3-4-2-1) : เอมิลิอาโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่ (ร็อบ โฮลดิ้ง น.87), ดาวิด ลุยซ์,  คีแรน เทียร์นี่ย์ – เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส, กรานิต ชาคา, ดานี่ เซบายอส (เซอัด โคลาซินัช น.88), เอคตอร์ เบเยริน –  นิโกล่าส์ เปเป้ (โจ วิลล็อค น.72), ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง – อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (ลูคัส ตอร์เรร่า น.78)
     ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

     แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค การ์เซีย, อายเมริค ลาปอร์กต์, แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน (โรดรี้ เอร์นานเดซ น.66) – ริยาด มาห์เรซ (ฟิล โฟเด้น น.66), ดาบิด ซิลบา (แฟร์นันดินโญ่ น.87), ราฮีม สเตอร์ลิง – กาเบรียล เชซุส
    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

อาร์เซน่อล10คนแต้มหล่น! วาร์ดี้ซัดเจ๊าพาเลสเตอร์บุกแบ่งแต้ม

ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แม้จะยิงให้ อาร์เซน่อล ขึ้นนำไปก่อนทว่าครึ่งหลังต้องเหลือ 10 คนหลัง เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ โดนไล่ออก ก่อนที่ เจมี่ วาร์ดี้ จะมาซัดตีเสมอพา เลสเตอร์ บุกแบ่งแต้ม 1-1 กระนั้นวีกนี้ "จิ้งจอก" ต้องหล่นมาอยู่อันดับ 4 หลังโดน เชลซี แซงขึ้นไปรั้งที่สามแทน ส่วนปืนใหญ่รั้งอันดับ 7 โอกาสลุ้นตั๋วชปล.เหลือน้อยเต็มที ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

    พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 34 เจ้าบ้าน อาร์เซน่อล ที่ก่อนแข่งอยู่อันดับ 7 ผลงานล่าสุดบุกไปอัด วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 พร้อมทำสถิติเก็บคลีนชีตในลีก 3 นัดติด รับการมาเยือนของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ก่อนแข่งหล่นมาอยู่อันดับ 4 หลังโดน เชลซี แซงขึ้นไปรั้งอันดับ 3 โดย "เดอะ ฟ็อกซ์" ล่าสุดเพิ่งจะปลดล็อคคว้าชัยนัดแรกนับจากรีสตาร์ทด้วยการไล่ถล่ม คริสตัล พาเลซ 3-0

    เริ่มเกมครึ่งแรก แค่นาทีที่ 9 เลสเตอร์ ซิตี้ เกือบได้ลุ้นขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่ อโยเซ่ เปเรซ พลิกบอลหนีแข้งเจ้าถิ่นก่อนจ่ายเข้ากลางไปติด ดาวิด ลุยซ์ ทว่าแนวรับชาวแซมบ้าโดน เจมี่ วาร์ดี้ ฉกบอลเข้าไปซัดกลางประตูแต่ยังไปเข้ามือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    ทัพจิ้งจอกบดอย่างหนัก และนาที 12 ได้โอกาสอีกหนจากจังหวะที่ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ปาดเลียดมากลางประตูให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ซัดเต็มข้อแต่บอลยังไปติดขา เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่เซฟช่วยไอ้ปืนใหญ่ได้อีกครั้ง

    กระนั้น กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่มาพังประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากความยอดเยี่ยมของ ดานี่ เซบายอส ที่จ่ายตัดแนวรับให้ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเข้าไปก่อนดึงจังหวะโยกหลบ จอนนี่ อีแวนส์ แล้วปาดไปเสาสองให้  โอบาเมย็อง ยิงด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูที่ 20 ในลีก

    เจ้าบ้านเล่นกันอย่างคึกคัก นาที 30 ได้ลุ้นอีกหนจากจังหวะที่ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ออกบอลให้ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเข้าไปซัดเสาแรกไปติดขา แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

    ไอ้ปืนใหญ่รัวมาเป็นชุดๆ นาที 32 ได้โอกาสลุ้นเม็ดสองอีก และเป็นไอ้หนู ซาก้า ที่ปาดเข้ากลางให้ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ พลิกตัวกดด้วยขวาไปโดน ชไมเคิ่ล ทุบออกไปได้

    จากนั้นไม่ถึงนาทีตัดบอลได้อีก เซบายอส ไหลออกขวาให้ เฮคตอร์ เบเยริน หลุดเข้าไปตะบันด้วยขวามุมแคบบอลพุ่งแสกหน้าจน แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ต้องปัดปลายนิ้วหลุดคานออกไป

    นาที 36 ทีมเยือนต้องเฮ้เก้อหลัง เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ ส่งบอลซุกก้นตาข่ายได้แล้ว แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นการฟาวล์ของ อิเฮียนาโช่ ที่ไปผลัก เซอัด โคลาซินัช ล้มลงไปก่อน

    นาที 40 ทัพปืนโตยังบุกได้สมน้ำสมเนื้อกว่า คราวนี้ เบเยริน ลากขึ้นไปหน้ากรอบก่อนตักไปเสาสองให้ ลากาแซตต์ โขกเต็มแรงแต่บอลไปตรงตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล อย่างน่าเสียดาย

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล ออกนำ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 52 อาร์เซน่อล ได้ลุ้นฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 25 หลา และเป็น ดาวิด ลุยซ์ ที่ซัดฟรีคิกผ่านกำแพงไปเสาสอง บอลกระดอนพื้นจะเสียบมุมอยู่แล้วแต่ ชไมเคิ่ล ยังไวพุ่งปัดปลายมือ
   
    นาที 55 "เดอะ ฟ็อกซ์" นานๆได้ลุยขึ้นมาคราวนี้บอลเลยมาถึง วาร์ดี้ ตักบอลไปเสาไกลให้ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ วอลเลย์บอลไม่จับ แต่บอลดันไปตรงตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    เลสเตอร์ ปรับแท็คติกเปลี่ยนเอา ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และคริสเตียน ฟุคส์ ลงมาเล่นแทน มาร์ค อัลไบรท์ตัน และเคเลชี่ อิเฮียนาโช่

    นาที 63 ทีมเยือนได้ลุ้นอีกหลัง เจมส์ จัสติน ครอสบอลไปกลางประตูให้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขึ้นโขกแต่บอลเบาไปเข้ามือ มาร์ติเนซ

    ทว่าอีก 5 นาทีถัดมา เซบายอส เปิดคอนเนอร์ไปเสาแรกให้ ดาวิด ลุยซ์ โขกเปลี่ยนทางไปเสาไกลให้ ลากาแซตต์ ซ้ำโล่งๆเข้าไปตุงตาข่าย แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อนชวดได้ประตูหนีห่างอย่างน่าเสียดาย

    นาที 71 อาร์เตต้า เปลี่ยนเอา เอ็ดเวิร์ด เอ็นคาเทียห์ และโจ วิลล็อค ลงมาแทน  อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และบูคาโย่ ซาก้า

    แต่แล้วอีก 3 นาทีถัดมา อาร์เซน่อล ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ โดนใบแดง หลังเจ้าตัวกระโดดถีบเปิดปุ่มใส่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ อย่างน่าเกลียด แม้ผู้ตัดสินจะชูใบเหลืองให้ก่อน แต่มีสัญญาณจาก VAR ทำให้  เควิน คาวานาฟ วิ่งไปดูมอนิเตอร์จากข้างสนามก่อนจะวิ่งกลับมาเปลี่ยนเป็นให้ ใบแดง ไล่เอ็นคาเทียห์ออกจากสนามไป

    นาที 85 เลสเตอร์ บดแนวรับไอ้ปืนใหญ่จนมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะที่ เดอมาราย เกรย์ ตักบอลให้ อโยเซ่ เปเรซ แต่บอลพุ่งเลยไปเสาไกลถึง เจมี่ วาร์ดี้ วิ่งมาแปยัดเสาแรกเข้าไป เป็นประตูที่ 22 ในลีกของอดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษ

    จบเกม อาร์เซน่อล ที่เหลือ10คน เสมอกับ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไป

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เฮคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, คีแรน เทียร์นี่ย์ – บูคาโย่ ซาก้า, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

        เลสเตอร์ (3-4-1-2) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ไรอัน เบนเน็ตต์, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู – เจมส์ จัสติน, วิลเฟรด เอ็นดิดี้, ยูริ ตีเลอมันส์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน – อาโยเซ่ เปเรซ – เคเลชี่ อิเฮียนาโช่, เจมี่ วาร์ดี้

      ผู้ตัดสิน : เควิน คาวานาฟ