ซูเนสส์ชูสเตอร์ลิงเหนือกว่า1แนวรุกลิเวอร์พูล

แกรม ซูเนสส์ ระบุ ในมุมมองของตนนั้น ราฮีม สเตอร์ลิง ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ นิดๆ พร้อมเชื่อว่า สเตอร์ลิง เป็นนักเตะที่ทุกสโมสรอยากมีอยู่ในทีม

    แกรม ซูเนสส์ ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเห็นว่า ราฮีม สเตอร์ลิง ปีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล อยู่นิดหน่อย

    สเตอร์ลิง และ มาเน่ ต่างก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมาจนเป็นกำลังสำคัญให้กับต้นสังกัดของตัวเอง โดยรายแรกเพิ่งทำแฮตทริกช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ บุกไปถล่ม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 5-0 ในเกมลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ฤดูกาลนี้เขาทำประตูในลีกไปแล้ว 17 ลูก มากกว่า มาเน่ 1 ประตู

    ซูเนสส์ กล่าวระหว่างทำหน้าที่กูรูของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีหลังจบเกมที่ แมนฯ ซิตี้ ชนะ ไบรท์ตันฯ ว่า "สเตอร์ลิง น่ะเป็นของจริง ทุกทีมในโลกคงอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า หรือ บาเยิร์น มิวนิค สเตอร์ลิง อายุน้อยกว่านิดหน่อย ทั้งคู่มีคุณภาพในแบบที่คล้ายๆ กัน แต่ สเตอร์ลิง ก็อยู่ในระดับเดียวกับ มาเน่ ได้แล้ว (ทั้งที่อายุน้อยกว่า)

    "มาเน่ เป็นยอดนักรบ และแน่นอนว่าตอนนี้ทุกทีมอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมเช่นกัน มาเน่ อยู่ในระดับสูงได้ในตอนที่เขามีอายุ 28 ปี ส่วน สเตอร์ลิง ทำได้ในตอนที่มีอายุ 25 ปี และที่จริงเขายังเหลือเวลาอีก 3 ปีก่อนจะถึงช่วงพีคในอาชีพการค้าแข้งด้วยซ้ำ (อ้างอิงจากการที่หลายคนมักจะคิดว่านักฟุตบอลจะเข้าช่วงพีคในอายุ 28-29 ปี) ดังนั้นผมเลยคิดว่าเขาเหนือกว่านิดหน่อย"

ซูเปอร์ซาลาห์! ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกสอยไบรท์ตัน

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ เก็บชัยชนะนัดที่ 30 พร้อมโกยคะแนนเพิ่มเป็น 92 แต้มเรียบร้อย หลังบุกไปพิชิต ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ถึงรัง เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม 3-1 เมื่้อคืนวันพุธที่ผ่านมา ด้วยฟอร์มที่สุดยอดของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ขณะที่ นาบี เกอิต้า กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็เด่นมากๆ ในแดนกลาง และนี่คือผลสอบของลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ละคนที่ได้ลงโชว์เพลงแข้งในแมตช์นี้

11 ผู้เล่นตัวจริง

 – อลีสซง เบ็คเกอร์ : 6

    ช่วงครึ่งแรกมีชอตโชว์เซฟสำคัญ ส่วนประตูที่เสียไปก็เข้าใจได้ แต่ถึงกระนั้นก็มีจังหวะที่ออกมาตัดบอลพลาด และเปิดบอลให้เพื่อนไม่ดีอย่างละหนึ่งหนในช่วงครึ่งหลัง

 – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ : 6

    ได้เติมเกมรุกตลอด แต่ก็ไม่มีทีเด็ดอะไร โดยเฉพาะลูกเปิดที่ไม่ทำงานเลยในเกมนี้ 

 – โจ โกเมซ : 7

    ช่วงท้ายเกมมีจังหวะจ่ายบอลคืนหลังไม่ดี จนถูกคู่แข่งแย่งบอลไป ก่อนทำฟาวล์จนได้รับใบเหลือง แต่ฟอร์มโดยรวมถือว่าไม่น่าเกลียด

 – เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 7.5

    แม้มีบางจังหวะที่คุมพื้นที่หลวมๆ ไปหน่อย แต่ก็ช่วยสกัดสวยๆ หลายครั้ง รวมถึงลูกโด่งที่เก็บได้เกือบหมด

 – เนโก วิลเลี่ยมส์ : 6.5

    ได้รับโอกาสสตาร์ทเป็นตัวจริงครั้งแรกในลีก กล้าเล่นกล้าลุย แถมมีจังหวะสกัดสวยๆ ให้เห็น แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อย ทำให้มีข้อผิดพลาดให้เห็นในเกมรับ แถมมีใบเหลือง ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจบครึ่งแรก

 – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน : 8

    โดยรวมถือเป็นอีกเกมที่น่าประทับใจสำหรับกัปตัน "เฮนโด้" โดยยิงประตูขึ้นนำ 2-0 ได้อย่างสุดคม แถมเกือบทำเพิ่มได้ด้วย แต่น่าเสียดายที่มีปัญหาบาดเจ็บรบกวน จนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงท้ายครึ่งหลัง

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม : 7

    อาจไม่เด่นมาก แต่ก็มีหลายครั้งที่ช่วยเกมรับได้ดี และเกือบทำประตูจากลูกโขกได้ด้วยในช่วงครึ่งหลัง

  – นาบี เกอิต้า : 8

    โดดเด่นทีเดียวในเกมนี้ มีส่วนสำคัญกับสองประตูแรกที่ทีมได้ โดยเป็นคนแย่งบอลก่อนแอสซิสต์ให้ ซาลาห์ กดประตู 1-0 และหลังจากนั้นแค่สองนาทีก็ตัดบอลจากคู่แข่งได้ ซึ่งนำไปสู่ประตู 2-0 จาก เฮนเดอร์สัน

 – อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน : 6

     แม้มีโอกาสลุ้นทำประตูหลายหน แต่โดยรวมเป็นเกมที่ค่อนข้างเงียบ และไม่มีทีเด็ดอะไร ก่อนถูกถอดออกช่วงกลางครึ่งหลัง

 – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 9

    เด่นสุดในเกมนี้หนีไม่พ้น ซาลาห์ ที่ทำคนเดียวสองประตูอย่างสุดคม มีส่วนร่วมกับเกมสูง และเกือบทำแฮตทริกได้ด้วย นอกจากนี้ยังมี 1 แอสซิสต์เป็นของแถม (จังหวะที่ เฮนเดอร์สัน ยิงประตู 2-0) แม้ไม่ได้มาจากความตั้งใจก็ตาม

  – โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 6

    ยังคงห่างไกลจากช่วงท็อปฟอร์ม เล่นไม่เนียนตาเหมือนเดิม แถมการตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายก็ไม่ดี

 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน (แทน วิลเลี่ยมส์ น. 46) : 7.5

    นอกจากช่วยเกมรับทางฝั่งซ้ายให้แน่นขึ้นแล้ว ยังเติมเกมรุกได้อันตรายด้วย และสุดท้ายเป็นคนเปิดลูกเตะมุมให้ ซาลาห์ โขกทำประตู 3-1

 – ซาดิโอ มาเน่ (แทน อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น. 61) : 7

    อาจจะลงไปได้ใบเหลืองเร็ว แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ใช้ความเร็วป่วนแนวรับเจ้าถิ่นได้ไม่น้อย แถมช่วงท้ายเกมเกือบมีประตูด้วย

 – ฟาบินโญ่ (แทน เกอิต้า น. 61) : 7

    แม้ได้รับใบเหลือง แต่ก็ช่วยยกระดับแดนกลางให้ดูแน่นขึ้น

 – เจมส์ มิลเนอร์ (แทน เฮนเดอร์สัน น. 80) : –

    ไม่สามารถให้คะแนนได้

 – ทาคูมิ มินามิโนะ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 87) : –

    ไม่สามารถให้คะแนนได้

“แม็กไกวร์” เจ๋งทั้งรับ-รุก”!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมเชือดนอริชลิ่ว4ทีมเอฟเอคัพ

 ลุ้นกันใจหายใจคว่ำเลยทีเดียวสำหรับสาวก "ปีศาจแดง" หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อเวลาพิเศษ บุกไปเชือด นอริช ซิตี้ 2-1 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยได้ประตูชัยในนาทีที่ 118 จาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังกัปตันทีม และนี่คือผลสอบของบรรดาแข้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่นในแมตช์นี้

 

 11 ผู้เล่นตัวจริง
 
 – เซร์คิโอ โรเมโร่ : 6
  ตลอดทั้งเกมไม่มีเซฟเลย ส่วนประตูที่เสียก็ต้องยกเครดิตให้กับ ท็อดด์ แคนท์เวลล์ ที่ยิงได้สุดยอดด้วย 

 – ดีโอโก้ ดาโลต์ : 5
  ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับเจ้าตัว เพราะนอกจากเกมรุกที่ไม่ได้ช่วยอะไรมากแล้ว เกมรับยังมีจังหวะเล่นผิดพลาดหลายครั้ง

 – เอริค ไบยี่ : 6
  เกมนี้เล่นไม่ค่อยนิ่ง โดยเฉพาะช่วงต้นเกม 

 

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : 8.5
  สมกับเป็นหัวใจสำคัญของทีม เพราะนอกจากช่วยบล็อกลูกยิงหลายครั้งแล้ว ยังสวมบทเป็นฮีโร่ ด้วยการขึ้นมาทำประตูชัยให้กับทีมในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วย

 – ลุค ชอว์ : 7
  มีผลงานที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ช่วยเกมรับได้ดี แถมมีจังหวะเติมเกมรุกสวยๆ ให้เห็น 

 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ : 6.5
  บู๊แดนกลางได้ดุดัน แต่ยังไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดของเจ้าตัว

 – เฟร็ด : 6.5
  แม้ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่ก็ทำให้คู่แข่งผ่านบอลยาก

 – ฆวน มาต้า : 5
  ชัดเจนว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปเรียบร้อย ช้าลงไปเยอะ แถมมีส่วนร่วมกับเกมน้อย

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 7
  แม้เป็นเกมที่เล่นด้วยความยากลำบาก จูนกับเพื่อนไม่ค่อยติด แต่โดยรวมถือว่าโอเค โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมกับเกม

 

 – เจสซี่ ลินการ์ด : 5
  อาจจะไม่ได้เล่นในตำแหน่งที่ตัวเองถนัด แต่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะจังหวะลุ้นทำประตู

 – โอเดียน อิกาโล่ : 7
  เป็นเกมที่เล่นยาก ทว่าเจ้าตัวก็ยิงได้เยี่ยมมากๆ กับจังหวะทำประตูขึ้นนำ 1-0 แต่นั่นก็มาจากความผิดพลาดเองของแนวรับ นอริช ด้วย 

 
 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ (แทน ดาโลต์ น. 62) : 6.5
  ลงไปประจำการทางฝั่งขวาได้ไม่เลว

 

 – เมสัน กรีนวู้ด (แทน มาต้า น. 63) : 6
  มีลุ้นทำประตูตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ลงไปเล่น แต่หลังจากนั้นทำอะไรไม่ได้มาก

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด (แทน ลินการ์ด น. 63) : 6
  ยังคงติดๆ ขัดๆ แต่มีความพยายามดี ได้ลุ้นยิงถึง 5 ครั้ง ทว่าตรงกรอบหนเดียว

 – เนมานย่า มาติช (แทน แม็คโทมิเนย์ น. 78) : 6.5
  ลงไปช่วยประคองเกมใช้ได้

 – ปอล ป็อกบา (แทน เฟร็ด น. 78) : 7
  ลงไปช่วยยกระดับเกมได้แบบทันตาเห็น และลูกเปิดอันยอดเยี่ยมของเขาก็นำไปสู่การได้ประตูชัย

 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (แทน ไบยี่ น. 96) : 6
  ไม่เฉียบขาดเหมือนเกมก่อนที่ทำแฮตทริกได้

สกายสปอร์ตส์เผยไลน์อัพแมนยูแต่พลาดมหันต์

สื่อผู้ดีพลาดมหันต์เมื่อเผยไลน์อัพแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ดันสลับชื่อสองแนวรุกสำคัญ จำทำให้คอบอลออกมาแซวกันอย่างเมามัน แต่ถึงกระนั้นบทสรุปสุดท้าย "ผีแดง" ไล่ถลุง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ยับเยิน ในเกมลีกเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
               สกายสปอร์ตส์ สื่อดังในประเทศอังกฤษ ทำพลาดมหันต์หลังเปิดรายชื่อ 11 ตัวจริง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ดันสลับชื่อกับใบหน้าระหว่าง อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ มาร์คัส แรชฟอรด์ ก่อนเกมที่ "ผีแดง" ไล่ถลุง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-0 เกมพรีเมียร์ลีก เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา

               ช่วงที่มีการเผยไลน์อัพของ "ปีศาจแดง" บรรดาผู้ชมทางโทรทัศน์ต้องอึ้งปนขำกับความผิดพลาดแบบไม่น่าเกิดขึ้นของ สกายสปอร์ตส์ สื่อที่คร่ำหวอดในวงการกีฬามานาน และงานบรรดาคอบอลไม่ปล่อยโอกาสทองต้องหลุดลอยไปโดยจัดการแซวผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างเมามัน

               ข้อความของผู้ชมรายแรกระบุว่า "ไม่รู้ว่า แรชฟอร์ด เหมือนกับ มาร์กซิยาล หรือ มาร์กซิยาล เหมือนกับ แรชฟอร์ด กันแน่" ตามด้วย "มาร์กซิยาล กับ แรชฟอร์ด ดูคล้ายกันมากๆ และนับวันยิ่งเหมือนกัน !!" ขณะที่รายที่สามเผยว่า "พวกเขาทำผิดพลาดกับ แรชฟอร์ด และ มาร์กซิยาล แบบนั้นได้ยังไง"

                อย่างไรก็ตามในแมตช์นี้ทั้งสองคนประสานงานกันได้อย่างสุดยอดโดย แรชฟอร์ด ช่วยทำ 2 แอสซิสต์ให้กับ มาร์กซิยาล ในขณะที่ หัวหอกเลือดเฟร้นช์ ซัดแฮตทริกครั้งแรกในอาชีพ และยังเป็น 3 ประตูครั้งแรกของแมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำได้นับตั้งแต่ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ เคยทำในยุคเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เมื่อปี 2013

 

ไม่หวังแค่ท็อปโฟร์! “โซลชา” มั่นใจแมนยูจบที่สาม

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กร้าวตอนนี้ "ปีศาจแดง" ไม่ได้หวังแค่การติดท็อปโฟร์ พร้อมชมลูกทีมจบสกอร์เฉียบขาดในเกมอัด เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-0
           โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงความมั่นใจว่า ฤดูกาลนี้ "ปีศาจแดง" สามารถจบที่อันดับสามในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ หลังโชว์ฟอร์มดุ เปิดรัง โอลด์  แทร็ฟฟอร์ด ไล่ถล่ม เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 3-0 เมื่อวันพุธที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา

           เกมนี้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หัวหอกชาวฝรั่งเศส ทำแฮตทริก เหมากดคนเดียวสามประตูในนาทีที่ 7, 44 และ 74 ซึ่งชัยชนะนัดนี้ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่รั้งอันดับห้า มีคะแนนเพิ่มเป็น 49 แต้ม จากการลงแข่ง 31 นัด ตามหลัง เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับสาม เหลือ 6 แต้ม ซึ่งกับโปรแกรม 7 เกมที่เหลือ โซลชา ประกาศชัดว่า ตอนนี้ทีมตนไม่ได้มองแค่การติดกลุ่มท็อปโฟร์แล้ว

          "ผมไม่เคยบอกว่าการจบที่อันดับสี่เป็นเป้าหมายของเรา เราอยากจบที่อันดับสาม และยังมีลุ้นแชมป์บอลถ้วยอีกสองรายการ (เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก) ด้วย" กุนซือชาวนอร์วีเจี้ยนวัย 47 ปี กล่าว

           พร้อมกันนั้น โซลชา ยังกล่าวชมลูกทีมที่เกมนี้สร้างโอกาสได้เพียบ และจบสกอร์ได้เฉียบขาด "วันนี้เราสร้างโอกาสได้มากพอที่จะคว้าชัยชนะ และจบสกอร์ได้เฉียบขาดด้วย ขณะที่หลายๆ เกมที่ผ่านมา เราสร้างโอกาสได้มาก แต่จบกันคมเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องจัดการกับโอกาสที่มีแบบนี้ให้ได้ เล่นให้ดุดัน และผ่านบอลจังหวะสุดท้ายให้ดี"

มาร์กซิยาลคมกริบ! ตัดเกรดแข้งแมนยูฟอร์มหรูนัดถล่มเชฟฯยู

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโชว์ฟอร์มสุดหรูด้วยการถล่มคู่แข่งลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถึงสามประตู ถือเป็นเกมที่ "ปีศาจแดง" เหนือกว่าทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือโอกาสทำประตู เกมนี้มีนักเตะหลายคนทำผลงานได้ดีแต่มีหนึ่งแข้งที่คว้า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปด้วยคะแนนถึง 9 แต้ม เราไปดูผลสอบของนักเตะ "ผีแดง" กันเลย
ดาบิด เด เคอา 6

    เกมนี้โดนจับตามองเป็นพิเศษ​ แต่แทบไม่ได้ทำอะไรตลอดเกม ลูกยิงตรงกรอบหนึ่งครั้งของ เชฟฯยู ก็รับสบายๆ

อารอน วาน-บิสซาก้า 7

    เรื่องเกมรับไม่ได้เจองานยากเท่าไหร่ แต่เป็นนัดที่เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นมากในเกมรุก ทำแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล ยิงประตู เปิดบอลเข้าในได้ลุ้นหลายจังหวะ มีพัฒนาการในการเติมเกมบุกมากขึ้น

วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ 7

    เป็นเกมที่สบายๆเพราะแนวรุกเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สร้างอันตรายไม่ได้เลย เคลียร์บอลไปมากถึง 7 ครั้ง เก็บคลีนชีทได้สำเร็จ

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 7

    เป็นอีกคนที่โดนวิจารณ์หนักเมื่อเกมที่แล้ว แต่นัดนี้อ่านเกมยอดเยี่ยม เก็บคลีนชีทได้ มีโอกาสได้โขกตุงตาข่ายแต่น่าเสียดายที่ทำฟาวล์ก่อน

ลุค ชอว์ 7

    เติมเกมรุกอย่างเมามันส์ถึงหน้าประตูคู่แข่งเลยก็ว่าได้ จนต้องมีตัดฟาวล์และโดนใบเหลือง จังหวะจับบอลและจ่ายบอลดูมีความมั่นใจ เปอร์เซ็นต์จ่ายบอลแม่นยำถึง 94.5%

เนมานย่า มาติช 8

    เป็นหัวใจหลักในแดนกลาง มีความนิ่ง จ่ายบอลง่ายๆ ดักบอลและเก็บบอลแบบอยู่หมัด  เล่นเนียนตาสุดๆ คอยเชื่อมบอลขึ้นแดนหน้าตลอด

ปอล ป็อกบา 7.5

    ออกสตาร์ทตัวจริงครั้งแรกในปีนี้ พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม บอลแดนกลางไหลลื่นมาก สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมไปถึง 4 ครั้ง และเลี้ยงผ่านคู่แข่งอีก 5 ครั้ง

เมสัน กรีนวู้ด 6.5

    อาจจะไม่ได้มีอิมแพ็คกับเกมมากแต่ยังมีส่วนร่วมกับเกมรุกอยู่ตลอด เป็นคนที่มีโอกาสยิงมากที่สุดในเกมนี้ 5 ครั้ง

บรูโน่ แฟร์นันด์ส 8

    ยังโชว์ฟอร์มได้ดีต่อเนื่อง ประสานงานกับแดนหน้าได้เพลินตา ส่วนการเล่นกับคู่หูอย่าง ปอล ป็อกบา ก็เริ่มลงตัวมากขึ้น มีส่วนสำคัญกับการได้ประตูที่ 2 และ 3

มาร์คัส แรชฟอร์ด 7

    มีโอกาสทองทำประตูอยู่ 2-3 ครั้งแต่ทำพลาดหมด เหมือนจะยังไม่ฟิตนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา แต่ยังประสานงานกับ มาร์กซิยาล แบบรู้ใจและยังทำสองแอสซิสต์ในเกมนี้

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 9

    หลังจากนัดที่แล้วฟอร์มเงียบหายไป นัดนี้ก็กลับมาโชว์ฟอร์มสุดติ่งด้วยกันทำแฮตทริก จังหวะจบสกอร์ถือว่าคมมากๆ โดยเฉพาะลูกชิพบอลเข้าอย่างเหนือในประตูที่ 3 เรียกความมั่นใจให้เจ้าตัวเป็นอย่างดี

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

โอเดียน อิกาโล่ 6 (ลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.80)

    ลงมาแล้วมีโอกาสทองอยู่ 2 ครั้ง น่าเสียดายทำประตูไม่ได้

อันเดรียส เปเรยร่า 6 (ลงมาแทน ปอล ป็อกบา น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ 6 (ลงมาแทน บรูโน่ แฟร์นันด์ส น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

แดเนี่ยล เจมส์ 6 (ลงมาแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

ฆวน มาต้า 6 (ลงมาแทน เมสัน กรีนวู้ด น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

วอนซะแล้ว! “ซานโช่” ประชดเดเอฟแอลหลังปรับเงินตัดผม

เจดอน ซานโซ่ แข้งฟอร์มฮอตของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ หาเรื่องโดนลงโทษเพิ่ม หลังจากแสดงข้อความไม่พอใจในกรณีที่โดนองค์กรลูกหนังเยอรมนี ลงโทษปรับเงินจากกรณีที่นัดช่างมาตัดผมที่บ้านพร้อมกับเพื่อนร่วมสังกัด แต่ดันไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัย

    เจดอน ซานโช่ ปีกตัวเก่ง "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ออกโรงประชดประชัน ฟุตบอลลีกเยอรมัน (เดเอฟแอล) หลังลงโทษปรับเงินตนกับเพื่อนร่วมสังกัดอีกคน จากกรณีที่จ้างช่างตัดผมมาตัดผมที่บ้าน และไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ดาวเตะเลือดผู้ดี และเพื่อนร่วมทีมอีก 5 คน ได้แก่  ราฟาแอล เกอร์เรยโร่, ธอร์ก็อง อาซาร์, มานูเอล อคานยี่, อั๊กเซล วิตเซล และ ดาน-อั๊กเซล ซากาดู ได้จ้าง นาน่า คาร์คารี่ ช่างตัดผมชื่อดังมาตัดผมให้กับพวกเขาถึงบ้าน แถมยังไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัยด้วย

        จากการกระทำดังกล่าวทำให้ ฟุตบอลลีกเมืองเบียร์ ตัดสินใจลงโทษ ซานโช่ กับ อคานยี่ ซึ่งมีภาพทั้ง 2 คนผ่านสื่อออนไลน์ ด้วยการปรับเงิน โดยระบุว่า "เดเอฟแอล ได้สั่งปรับเงิน มานูเอล อคานยี่ และ เจดอน ซานโช่ นักเตะจากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ฝ่าฝืนมาตรการด้านสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานป้องกันการติดเชื้อที่บ้านในการนัดพบช่างมาตัดผม"

        "ไม่มีข้อสงสัยว่านักฟุตบอลอาชีพจำเป็นต้องตัดผม อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ปัจจุบันควรจะต้องทำตามคำแนะนำขององค์กรแพทย์สำหรับในกรณีนี้สโมสรสามารถให้นักเตะได้มีโอกาสทำการชี้แจงในเรื่องนี้ได้ ขณะเดียวกัน เดเอฟแอล ไม่สามารถแจ้งเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ใช้สำหรับการลงโทษในครั้งนี้ แต่นักเตะมีสิทธิ์ที่จะยื่นเรื่องร้องเรียนภายใน 5 วัน ขณะเดียวกันบทลงโทษนี้ไม่ได้มีผลโดยตรงกับสโมสร" เดเอฟแอล ระบุ

    หลังจากโดนปรับเงินจากองค์กรลูกหนังเยอรมนีแล้ง งานนี้ ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ วัย 20 ปี ซึ่งเพิ่งจะซัดแฮตทริกแรกในชีวิตเกมถล่ม พาเดอร์บอร์น ทีมบ๊วยของลีก 6-1ได้แสดงความเห็นตอบโต้ผ่าน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ยอดฮิตทันที โดยระบุสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า "โคตรตลกเลย เดเอฟแอล !"

ลิเวอร์พูลต้องสอยแล้ว!แวร์เนอร์ทำสถิติน่าสนใจหลังกดแฮตทริกใส่ไมนซ์

 นี่มันระเบิดฟอร์มโหดยั่ว ลิเวอร์พูล ชัดๆ… ติโม่ แวร์เนอร์ หัวหอกดาวดัง แอร์เบ ไลป์ซิก ได้ทำสถิติน่าสนใจในศึก บุนเดสลีกา หลังกดแฮตทริกช่วยทีมบุกกระซวก ไมนซ์ 05 5-0 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
    ติโม่ แวร์เนอร์ กองหน้าตัวเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในรอบ 21 ปีของศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งหน้าเดิมภายในฤดูกาลเดียว หลังล่าสุดกระทุ้ง 3 ประตูช่วยต้นสังกัดบุกไปถล่ม ไมนซ์ 05 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    เกมแรกที่ทั้งสองทีมเจอกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีก่อน แวร์เนอร์ ซึ่งกำลังมีข่าวได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล กด 3 ตุง ช่วย ไลป์ซิก เปิดบ้านยำใหญ่ ไมนซ์ 05 8-0 และล่าสุดเมื่อคืนวันอาทิตย์ เจ้าตัวก็ทำแฮตทริกได้อีกครั้งในการเจอกับ ไมนซ์ ซึ่งถือเป็นคนแรกที่ทำสองแฮตทริกใส่คู่แข่งทีมเดิมภายในฤดูกาลเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ อูล์ฟ เคียร์สเท่น ตำนานดาวยิง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทำใส่ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค เมื่อฤดูกาล 1998/99

    สำหรับฤดูกาลนี้ แวร์เนอร์ ทำประตูในเกมลีกไปแล้ว 24 ลูก จากการลงแข่ง 27 นัด และถ้านับรวมทุกรายการ เจ้าตัวกดไปแล้ว 30 ลูก จาก 38 นัด

ส่องไลน์อัพลิเวอร์พูลหากได้แวร์เนอร์แต่ต้องเสียมาเน่

สื่ออังกฤษ คาด 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า ถ้าได้ ทิโม แวร์เนอร์ แต่ต้องเสีย ซาดิโอ มาเน่ ไปให้กับ เรอัล มาดริด
    ลิเวอร์พูล เป็นทีมเต็งที่จะคว้า ทิโม แวร์เนอร์ กองหน้าคนเก่ง แอร์เบ ไลป์ซิก มาเสริมทัพในฤดูกาลหน้า หลัง "หงส์แดง" พร้อมจ่ายค่าฉีกสัญญาที่ราว 51 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,989 ล้านบาท)

    หัวหอกทีมชาติเยอรมัน วัย 24 ปี ทำไปแล้ว 31 ประตูจากการลงเล่นให้ต้นสังกัดและทีมชาติในฤดูกาลนี้ โดยล่าสุดก็เพิ่งกดแฮตทริกให้ ไลป์ซิก บุกไปถล่ม ไมนซ์ 5-0 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ได้ แวร์เนอร์ มาเสริมทัพ อาจต้องเสีย ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวเก่ง หลังจากที่ เรอัล มาดริด พร้อมทุ่มเงินก้อนโตดึงไปเข้าถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว

    ขณะที่ สื่ออังกฤษได้คาดการณ์ 11 ตัวจริงของ "หงส์แดง" ถ้าได้ แวร์เนอร์ แต่ต้องเสีย มาเน่ คงมีหน้าตาออกมาเป็นแผนดังนี้

ผู้รักษาประตู

แน่นอนว่า มือ 1 ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยังเป็น อลีสซง เบ็คเกอร์ จอมหนึบทีมชาติบราซิลเหมือนเดิม

กองหลัง

แผงแบ็กโฟร์เป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ และ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน โดย โกเมซ น่าจะได้ยืนตัวจริงหากฟิตเต็มร้อย

กองกลาง

แผงมิดฟิลด์ 3 คนจะให้ ฟาบินโญ่ ยืนต่ำคอยตัดเกมอยู่หน้าแผงกองหลัง ขณะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมยืนทางขวา และ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ยืนด้านซ้าย

กองหน้า

จากการที่ 3 ประสานแดนหน้าเปลี่ยนไปทำให้ คล็อปป์ อาจปรับแท็กติกให้ แวร์เนอร์ ยืนหน้าคู่กับ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ รับบทอิสระคอยทำเกมหลังคู่หัวหอก

 

เทรนต์-โรเบิร์ตสันหลบไป!ส่อง 4 แผนสุดโหดเรอัลมาดริดซีซั่นหน้าที่ได้ “อัชราฟ ฮาคิมี่” คืนทัพ

เป็นที่ทราบกันดีว่า อัชราฟ ฮาคิมี่ แข้งสัญญาเช่าของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถือเป็นผู้เล่นฟูลแบ็กที่ฟอร์มโดดเด่นมากที่สุดคนหนึ่ง ณ เวลานี้ เรียกได้ว่าแทบไม่ได้ด้อยไปกว่าคู่หูแบ็กซ้าย-ขวาของ ลิเวอร์พูล อย่าง แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์-อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ เลยทีเดียว แถมอาจจะโดดเด่นกว่าด้วยซ้ำ เมื่อมองถึงความอเนกประสงค์ เพราะเจ้าตัวเล่นได้หลายบทบาทเหลือเกิน และล่าสุดเอเจนต์ก็ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า ฮาคิมี่ จะย้ายกลับไป เรอัล มาดริด ต้นสังกัดในศึก ลา ลีกา สเปน ทันทีที่หมดสัญญายืมตัวกับ "เสือเหลือง" หลังจบฤดูกาลนี้ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า ซีซั่นหน้ากุนซือ ซีเนดีน ซีดาน จะให้ ดาวเตะชาวโมร็อกกันวั

 1. ให้ยึดแบ็กขวาตัวจริงแทน การ์บาฆาล ไปเลย

  ถือเป็นออปชั่นที่ดูสมเหตุสมผลมากที่สุด เพราะแบ็กขวาคือตำแหน่งการเล่นโดยเธรรมชาติของ ฮาคิมี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สตาร์ทีมชาติโมร็อกโก จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ ซีดาน เห็นก่อนว่า เขามีดีพอที่จะเป็นตัวจริงแทน ดานี่ การ์บาฆาล

 

 2. โยกไปลุยทางฝั่งซ้าย

  เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะช่วงที่ผ่านมา ผู้เล่นแบ็กซ้ายที่ เรอัล มาดริด มีอยู่อย่าง มาร์เซโล่ และ แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ต่างเจอปัญหาบาดเจ็บรุมเร้า ดังนั้นมันก็มีความเป็นไปได้ที่ ซีดาน จะจับ ฮาคิมี่ ไปเล่นทางฝั่งซ้าย ซึ่งถือเป็นบทบาทที่ ฮาคิมี่ เล่นได้เช่นกัน ถึงแม้ไม่ใช่ตำแหน่งที่ดีที่สุดของเจ้าตัว แต่อย่าลืมว่า เขาเคยทำ "แฮตทริกแอสซิสต์" จากการเล่นในตำแหน่งนี้มาแล้ว ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่ ดอร์ทมุนด์ เปิดบ้านถล่ม แอตเลติโก มาดริด 4-0 เมื่อช่วงต้นฤดูกาลที่แล้ว

 

 3. แจมแนวรุก

  อาจจะดูแปลกๆ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะช่วงที่ผ่าน ฮาคิมี่ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาไม่ธรรมดาเลย ในเรื่องการทำประตู (ทำ 10 ประตู จากการลงเล่นให้ ดอร์ทมุนด์ 66 นัด) เพราะฉะนั้นความสามารถตรงจุดนี้ อาจจะทำให้ ซีดาน เลือกใช้งาน ฮาคิมี่ เป็นตัวรุกฝั่งขวาบ้างในบางครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่ แกเร็ธ เบล ไม่น่าจะได้อยู่กับทีมต่อในฤดูกาลหน้า  

 

 4. วิงแบ็กในระบบ 3-5-2

 

  การมี ฮาคิมี่ อยู่ในทีม ทำให้ ซีดาน สามารถปรับเปลี่ยนแผนการเล่นไปใช้แบบกองหลัง 3 ตัวได้ทุกเมื่อ และที่สำคัญการใช้งาน ฮาคิมี่ เป็นวิงแบ็กฝั่งขวา น่าจะเป็นจุดที่สามารถเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาจากดาวเตะคนนี้ได้ เพราะฤดูกาลนี้กับ ดอร์ทมุนด์ เขาถูกใช้งานในตำแหน่งวิงแบ็กฝั่งขวาเป็นหลัก และผลงานของเจ้าตัวก็คือ กดไปแล้ว 7 ประตู กับ 10 แอสซิสต์ จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 38 นัด ถือเป็นฟูลแบ็กที่มีประสิทธิภาพสูงมากในการเล่นเกมรุก