ปัดลิเวอร์พูล! “แวร์เนอร์” เผยเหตุผลเลือกซบเชลซี

ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมนีของ ไลป์ซิก เผยเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เชลซี หลังจากได้พูดคุยกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" พร้อมตั้งความหวังที่จะรักษาฟอร์มฮอตแบบนี้ต่อไปเมื่อไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่
               ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าฟอร์มฮอต แอร์เบ ไลป์ซิก สโมสรในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ออกโรงเปิดใจเหตุผลที่เลือกย้ายไปค้าแข้งกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี  เพราะรู้สึกสบายใจตอนที่ได้พูดคุยกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ

               หัวหอกทีมชาติเยอรมนี ทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับ ไลป์ซิก ด้วยการซัดไปถึง 34 ประตูจากการเล่นทุกรายการในซีซั่นนี้ ตัดสินใจโบกมือลาต้นสังกัด เพื่อไปเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในช่วงซัมมเอร์นี้ โดยค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 47.5 ล้านปอนด์ (ราว 1,805 ล้านบาท) พร้อมรับค่าเหนื่อย 150,000 ปอนด์ (ราว 5.7 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

              ก่อนหน้าที่นักเตะจะตกลงไปอยู่กับ เชลซี นั้น "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เคยเกือบที่จะได้เขาไปร่วมทีม โดย แวร์เนอร์ ยอมรับว่าที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับทัพ "สิงห์บลูส์" หลังจากได้พูดคุยกับ แลมพาร์ด และบอร์ดบริหารสโมสร "การพูดคุยกับบอร์ดบริหารเชลซี มีแต่เรื่องดีๆ ซึ่งทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับพวกเขา"

             "โดยเฉพาะ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พร้อมหนุนหลังผม และอยากใผ้หมรู้ว่าถ้าผมย้ายไปที่เชลซี ผมจะรู้สึกสบายใจ และผ่อนคลายเหมือนกับที่ผมอยู่กับ ไลป์ซิก ในการพูดคุยกับผม บ่อยครั้งที่โค้ชเน้นย้ำว่าเขาอยากได้ผมมากแค่ไหน เขาเห็นคุณค่าของผมในฐานะคนๆ หนึ่งมากขนาดไหน"

             "แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทิ้งสถานที่แห่งความสุขเหมือนที่ผมได้อยู่กับ ไลป์ซิก ช่วงหลายๆ ปี แต่คุณมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพถ้าคุณพร้อมที่จะก้าวต่อไป ฤดูกาลนี้มันเหมือนกับทางแยก แน่นอนว่าผมอยากอยู่กับ ไลป์ซิก ตลอดไป แต่ผมตัดสินใจในสิ่งใหม่ และผมหวังว่าฟอร์มของผมจะยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป" แวร์เนอร์ กล่าว

โอกาสลงน้อย? ดีลแวร์เนอร์จะนำไปสู่จุดจบของแทมมี่กับเชลซีหรือไม่

เชลซี จ่อที่จะปาดหน้า ลิเวอร์พูล เพื่อปิดดีลคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ด้วยการจ่ายค่าฉีกสัญญา 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) ถือเป็นการเสริมทัพที่น่าจับตามองเป็นอย่างมากและค่าตัวระดับนี้มันหมายความว่า แวร์เนอร์ จะเข้ามายึดตำแหน่งตัวจริงอย่างแน่นอน ดังนั้นกองหน้าที่มีอยู่ในตอนนี้อย่าง แทมมี่ อับราฮัม ก็มีโอกาสสูงที่จะต้องหลุดเป็นตัวสำรอง ดังนั้นการเข้ามาของศูนย์หน้าไลป์ซิกคนนี้จะกลายเป็นจุดจบของ แทมมี่ อับราฮัม ในถิ่นเชลซีหรือไม่?

    ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่เหมือนกันหาก แทมมี่ อับราฮัม ต้องตกเป็นตัวสำรองเนื่องจากเจ้าตัวกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ที่สามารถระเบิดฟอร์มกับเชลซี แต่นั่นอาจจะยังไม่ดีพอสำหรับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่ต้องการให้ทีมพัฒนาก้าวกระโดดซึ่งสำหรับ แทมมี่ อาจจะต้องรอให้เขาเก็บประสบการณ์เพิ่มอีกสักสองสามปีแต่กับ แวร์เนอร์ นั้นก็เรียกได้ว่าพร้อมใช้งานได้เลย

    มีโอกาสที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด จะปรับ แวร์เนอร์ มาเล่นริมเส้นอยู่เหมือนกันเนื่องจากศูนย์หน้าไลป์ซิกมักจะได้รับบทบาทเป็น False9 (ฟอลส์ไนน์) ขยับตัวเองไปอยู่ในตำแหน่งด้ายข้างบ่อยๆ ซึ่งนี่อาจจะถือเป็นเรื่องดีสำหรับ แทมมี่ ที่มีโอกาสจะได้ลงเป็นกองหน้าต่อไป แลมพาร์ด มีโอกาสจะใช้ระบบ 4-3-3 หรือ 3-4-1-2 ซึ่งเป็นแผนที่กุนซือเชลซีใช้ในฤดูกาลนี้

 

    อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่จะดึงศักยภาพของ แวร์เนอร์ ออกมาได้ดีที่สุดก็ต้องเป็นกองหน้าตัวกลาง นั่นทำให้ สตีฟ นิโคล อดีตกองหลัง “หงส์แดง” เชื่อว่าการมาของ ติโม แวร์เนอร์ เป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับอนาคตของ แทมมี่ อับราฮัม ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์

        “ผมไม่เชื่อว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด และเชลซี จะเปลี่ยนวิธีการเล่น และคุณต้องบอกว่าการเซ็นสัญญา แวร์เนอร์ จะเป็นจุดจบของ แทมมี่ อบราฮัม ผมเชื่อว่า แฟร้งค์ คงบอกกับ แวร์เนอร์ ว่าเขาจะสร้างทีมโดยมีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง คุณคงไม่สร้างทีมจากผู้เล่นริมเส้นหรอก"

        “คุณต้องสร้างทีมจากกระดูกสันหลังของทีมนั่นหมายความว่ามันเป็นปัญหากับ แทมมี่ อบราฮัม เสียแล้ว อย่างไรก็ตามการเซ็นแวร์เนอร์ก็ถือเป็นการเดินหมากที่ถูกต้องของ แฟร้งค์ เพราะว่าเขาพยายามที่จะพาเชลซีขยับจากการลุ้นท็อปโฟร์ขึ้นไปลุ้นแชมป์”

เปรียบเทียบ แทมมี่ อับราฮัม vs ติโม แวร์เนอร์

 

ประวัติ

    เป็นเรื่องปกติที่นักเตะดาวรุ่งจะถูกส่งไปเก็บประสบการณ์กับทีมอื่นซึ่ง แทมมี่ อับราฮัม ก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยเขาเคยไปค้าแข้งมาแล้วกับทั้ง บริสตอล ซิตี้, สวอนซี ซิตี้ และแอสตัน วิลล่า ในช่วงระหว่างปี 2016 ถึง 2019 โดยในช่วงนั้นศูนย์หน้าดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษลงเล่นไปทั้งหมด 128  นัดซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในลีกแชมเปี้ยนชิพ

    ในขณะที่ ติโม แวร์เนอร์ ค้าแข้งอยู่ในบุนเดสลีกา เขาเป็นเด็กปั้นจาก สตุ๊ตการ์ท ก่อนถูกดันขึ้นมาชุดใหญ่และค้าแข้งกับทีม 3 ปี แวร์เนอร์ ซัดประตูให้ทีมไปทั้งหมด 14 ลูกและ 11 แอสซิสต์จากการลงเล่น 103 นัด แม้จะไม่ได้มากมายนักแต่การลงเล่นสม่ำเสมอทำให้ ไลป์ซิก ตัดสินใจซื้อตัวมาในปี 2016

การยิงประตู

    แวร์เนอร์ ยิงประตูในอคาเดมี่ของสตุ๊ตการ์ทและทีมชุดใหญ่รวมกันทั้งหมด 58 ประตู ก่อนจะมาบวกประตูเพิ่มที่ ไลป์ซิก อีกถึง 92 ลูกเลยทีเดียว โดยเฉพาะในฤดูกาลนี้ถือเป็นฤดูกาลที่เขาสุดยอดมากๆหลังซัดไปทั้งหมด 31 ประตูจากการลงเล่น 40 นัดในทุกรายการ

 

    ขณะที่ แทมมี่ อับราฮัม ฤดูกาลนี้ยิงทั้งหมด 15 ประตูในทุกรายการ ทว่าประตูล่าสุดก็ต้องย้อนกลับไปในกลางเดือนธันวาคม แม้ว่าเจ้าตัวจะเจออาการบาดเจ็บข้อเท้าเล่นงานอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขายังยืนระยะยาวทั้งซีซั่นไม่ได้เนื่องจากช่วงหลังมานี้ก็ฟอร์มตกลงอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมว่าเจ้าตัวเพิ่งจะอายุ 23 ปีเท่านั้น แถมหากนับประตูที่เขายิงมาได้ในการค้าแข้งทั้งหมดก็สอยตาข่ายไปแล้ว 66 ลูก

การแอสซิสต์

    แน่นอนว่า แวร์เนอร์ มีจำนวนการแอสซิสต์มากกว่า แทมมี่ อบราฮัม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการขยับออกไปเล่นริมเส้นบ่อยครั้ง โดยเขาทำแอสซิสต์ทั้งหมด 50 ครั้งใน 257 นัดที่ลงเล่น ขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ทำแอสซิสต์ทั้งหมด 7 ครั้งในลีก อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่การแอสซิสต์ของเขามาจากการลงเล่นเป็นศูนย์หน้าตัวกลาง

    ส่วน อับราฮัม ทำได้ทั้งหมด 18 แอสซิสต์จากการลงเล่น 165 นัดนับตั้งแต่เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ส่วนฤดูกาลนี้ยังทำแค่ 4 แอสซิสต์ แม้ว่าบางครั้งเพื่อนร่วมทีมจะพลาดโอกาสทองทำให้ แทมมี่ อดได้แอสซิสต์ แต่นี่ก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงหากหวังจะเบียดตัวจริงจาก แวร์เนอร์ ให้ได้

ความสามารถอื่นๆ

 

    แลมพาร์ด และโรมัน อับราโมวิช ยอมที่จะจ่ายค่าฉีกสัญญา 54 ล้านปอนด์โดยไม่ต้องคิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ แวร์เนอร์ มีความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย

    นี่เป็นสิ่งที่แลมพาร์ดบ่นมาตลอดทั้งฤดูกาลนี้ว่าทีมขาดความน่าเกรงขามในพื้นที่สุดท้าย และการมีแวร์เนอร์จะช่วยเข้ามาเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้ให้เป็นประตูมากขึ้นในเขตโทษและรอบเขตโทษ

    ในขณะที่ แทมมี่ อับราฮัม ดูเหมือนจะมีพัฒนาการไม่ได้ก้าวกระโดดเหมือนกับ แวร์เนอร์ ฤดูกาลนี้มีคำถามเกิดขึ้นในหัวของแฟนเชลซีอยู่หลายเกมว่า แทมมี่ เหมาะสมจะเป็นกองหน้าตัวความหวังของทีมหรือไม่ เนื่องจากเขาพลาดโอกาสทองอยู่หลายครั้ง

แนวรุกบุกมันส์! จัด 11 ตัวจริงเชลซีฤดูกาลหน้าหลังจ่อได้แวร์เนอร์

ปฏิบัติการปาดหน้า "หงส์แดง" คว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ของ "สิงห์บลูส์" ใกล้จะเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยหลัง เชลซี บรรลุข้อตกลงในการฉีกสัญญาด้วยมูลค่า 60 ล้านยูโร ฤดูกาลนี้ศูนย์หน้าไลป์ซิกวัย 24 ปีถล่มตาข่ายไปแล้วถึง 31 ประตูในทุกรายการ นี่ถือเป็นการเสริมทัพของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่น่ากลัวเลยทีเดียว และในเมื่อพวกเขากำลังจะมีกองหน้าคนใหม่ เราจึงลองมาจัดแผนเชลซีในฤดูกาล 2020/21 กันว่าจะโหดถึงพริกถึงขิงมากแค่ไหน
ผู้รักษาประตู

    แม้จะมีข่าวลือว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่ปลื้มกับฟอร์มของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า หลังทำผลงานได้ไม่ดีนักจนถูกดร็อปเป็นตัวสำรองอยู่พักหนึ่ง แต่ช่วงก่อนหยุดการแข่งขันเจ้าตัวก็เรียกความมั่นใจกลับมาและโชว์ฟอร์มดีต่อเนื่องทำให้ได้รับความไว้วางใจจาก แลมพาร์ด อีกครั้ง เชื่อว่าเขาจะได้ไปต่อกัมทีมนี้ในฤดูกาลหน้าแน่นอน

แนวรับ

    ฤดูกาลนี้เชลซีสลับใช้แผนการเล่นระหว่างเซนเตอร์ 3 คนและ 4 คนอยู่บ่อยครั้ง หากแฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องการเลือกใช้ปราการหลัง 4 คน ตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กที่คาดว่าจะเป็นตัวจริงแน่นอนคือ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และคู่หูของเขาก็ต้องเลือกระหว่าง คูร์ท ซูม่า และฟิคาโย่ โทโมรี่

    ส่วนกัปตันทีม เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จะกลับมาประจำการทางตำแหน่งแบ็กแต่อาจต้องโยกมาเล่นทางแบ็กซ้ายเนื่องจาก รีซ เจมส์ กำลังทำผลงานได้ดี

    หาก แลมพาร์ด จะปรับมาเล่นเซนเตอร์แบ็ก 3 คน เขาน่าจะเลือกใช้ อัซปิลิกวยต้า เล่นพร้อมกับ รือดิเกอร์ และที่ว่างอีกหนึ่งที่คงต้องต่อสู้กันระหว่าง ซูม่า, โทโมริ และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ส่วนในตำแหน่งวิงแบ็ก ถ้าเป็นฝั่งซ้ายจะตกเป็น มาร์กอส อลอนโซ่ ซึ่งช่วงก่อนล็อกดาวน์ก็ยึดตัวจริงต่อเนื่อง ขณะที่วิงแบ็กฝั่งขวา รีซ เจมส์ จะรับหน้าที่นี้

มิดฟิลด์

    ฤดูกาลนี้เชลซีประสบปัญหาผู้เล่นในแดนกลางบาดเจ็บบ่อยครั้ง แต่ถ้ามิดฟิลด์ทุกคนฟิตเต็มร้อยและพร้อมใช้งานเชื่อว่าในระบบมิดฟิลด์สามคนจะตกเป็นของ จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และมาเตโอ โควาซิช   

    อย่างไรก็ตามมีข่าวลือหนาหูว่า จอร์จินโญ่ อาจจะกลับไปเล่นที่อิตาลีอีกครั้งเพื่อร่วมงานกับเจ้านายคู่บุญอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง เชลซี อาจจะมีการเสริมแดนกลาง

    หรืออีกอ็อพชั่นหนึ่งคือปรับมาใช้ เมสัน เมานท์ ลงเล่นกองกลางตัวรุกในระบบ 4-2-3-1 และมี ก็องเต้ และมาเตโอ โควาซิช ยืนเป็นมิดฟิลด์ หรือใช้บริการของ ซีเย็ค และเมสัน เมาทน์ ลงเล่นพร้อมกันในตำแหน่งตัวรุกในระบบ 3-4-2-1 โดยมี รอส บาร์คลีย์ และรูเบน ลอฟตัส-ชีค เป็นแบ็กอัพในม้านั่งสำรอง

แนวรุก

    ข่าวหลายสำนักรายงานตรงกันว่า เชลซี กำลังจะได้ตัวกองหน้าไลป์ซิกอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องมายึดตัวจริงในตำแหน่งกองหน้า พร้อมกับมี แทมมี่ อบราฮัม เป็นแบ็กอัพในม้านั่งสำรอง

    ส่วนแนวรุกริมเส้นเนื่องจาก เปโดร โรดริเกซ และวิลเลี่ยน เตรียมออกจากสโมสรหลังหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้ ตำแหน่งปีกขวาจะว่างลง ดังนั้น ฮาคิม ซีเย็ค ดาวเตะจากอาแจ็กซ์ที่เซ็นสัญญากับเชลซีเจะเข้ามายึดตัวจริง

    ขณะที่ริมเส้นฝั่งซ้ายคาดว่าจะเป็น คริสเตียน พูลิซิช โดยมี คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย เป็นแบ็กคัพที่คอยเสียบได้ตลอดเมื่อผู้เล่นตัวจริงบาดเจ็บหรือฟอร์มแย่

ผังการเล่นระบบ 4-3-3

ผังการเล่นระบบ 4-2-3-1

ผังการเล่นระบบ 3-4-2-1

สโคลส์ตอบชัดประเด็นคนเทียบตนกับเจอร์ราร์ด-แลมพาร์ด



หลังจากที่ผ่านมาคนชอบเปรียบเทียบกันบ่อยๆ ว่าใครเก่งกว่ากัน ระหว่าง พอล สโคลส์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ล่าสุด สโคลส์ ก็บอกว่าอีก 2 คนเก่งกว่าตน อย่างรายของ แลมพาร์ด ก็เข้าขั้นเป็นมิดฟิลด์จอมทำประตูที่เก่งที่สุดของอังกฤษ ส่วน เจอร์ราร์ด มีจุดเด่นในหลายๆ ด้าน

    พอล สโคลส์ ตำนานกองกลางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บอกว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตยอดมิดฟิลด์ของ ลิเวอร์พูล กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางคนดังของ เชลซี เป็นนักเตะที่เก่งกว่าตน

    สโคลส์, เจอร์ราร์ด และ แลมพาร์ด มักจะโดนเอามาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยๆ หลังจากทั้ง 3 คนต่างก็เล่นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน, มีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม, เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษ รวมถึงประสบความสำเร็จกับต้นสังกัดของพวกเขาด้วย

   ตอนไปออกรายการพ็อดแคสต์ของ ร็อบบี้ ซาเวจ อดีตกองกลางพันธุ์ดุ ซึ่งเคยอยู่ในอะคาเดมี่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับเขานั้น สโคลส์ โดนถามถึงเรื่องที่ว่าระหว่างเขา, เจอร์ราร์ด กับ แลมพาร์ด ใครเป็นคนที่เก่งกว่ากัน และเจ้าตัวก็ตอบว่า "แน่นอนว่า สตีวี่ จี กับ แฟร้งค์ เก่งกว่าฉัน แต่เอาตามตรงนะ ฉันเบื่อกับการได้ยินเรื่องเหล่านี้เต็มทีแล้ว มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย ทุกคนสามารถมีความเห็นของตัวเองได้ทั้งนั้น ทั้งคู่ต่างก็เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน"

    "แฟร้งค์ เล่นในตำแหน่งนั้นได้ดีมากๆ เขาอยู่กับทีมที่ช่วยทำให้เขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ (โคล้ด) มาเกเลเล่ ช่วยทำให้เขาสามารถทำเรื่องต่างๆ ได้ตามสบาย เขาอาจจะเป็นกองกลางจอมทำประตูที่เก่งที่สุดตลอดกาล (ของอังกฤษ) ด้วยซ้ำ ขณะที่ สตีเว่น สามารถทำทุกอย่างในสนามได้ เขาเร็ว, แข็งแกร่ง, มีร่างกายที่แข็งแกร่ง, สามารถทำประตูได้ และช่วยสร้างโอกาสทำประตูได้เช่นกัน เกมรับอาจจะไม่ใช่หนึ่งในจุดเด่นของเขา แต่ฉันคิดว่าเราทั้ง 3 คนก็เล่นเกมรับกันได้ไม่ดีเท่าไหร่พอๆ กันอยู่แล้ว"

ปาฏิหาริย์มาต้า! ดร็อกบาเล่าเบื้องหลังเชลซีคว้าแชมป์ UCL

กองหน้าระดับตำนานของทีมสิงห์บลูเปิดเผยว่า เขาเคยเชื่อว่าจอมทัพหนุ่มชาวสเปนในเวลานั้น คือคนที่ทำให้เขาคว้าแชมป์ UCL มาครองได้สำเร็จ

ดิดิเยร์ ดร็อกบา อดีตกองหน้าเชลซี เปิดเผยว่า เขาเคยคุยเป็น ฆวน มาต้า เป็นการส่วนตัว เพื่อขอให้จอมทัพชาวสเปนช่วยพาเขาไปถึงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

ทีมสิงโตน้ำเงินครามมีช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล 2011-12 ที่ค่อนข้างย่ำแย่ จนต้องปลด อังเดร วิลลาส โบอาส ออกจากตำแหน่ง ทว่าเมื่อโรแบร์โต ดิ มัตเตโอ เข้ามาคุมทีม สิงห์บลูกลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาครองได้อย่างเหลือเชื่อ

"เมื่อ 8 ปีก่อน ผู้จัดการทีม (อังเดร วิลลาส โบอาส) โดนปลด พวกเรานักเตะเลยมีการประชุมทีมกัน เพราะเรารู้ว่ามีส่วนรับผิดชอบกับการที่เขาต้องจากทีมไป กัปตันทีม จอห์น เทอร์รี เป็นคนพูด รวมถึงแฟรงค์ แลมพาร์ด, ปีเตอร์ เช็ค และผู้นำคนอื่นๆ ในทีมด้วย

"เราตัดสินใจที่จะทุ่มเทกับรายการนี้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะแพ้นาโปลีมา (3-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ) เราตามล่าถ้วยนี้มา 8 ปีแล้ว และทำได้ดีที่สุดแค่รองแชมป์ ทุกคนตกลงกันที่จะวางอีโก้ลง และท้าทายไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

"หลังการประชุมในคราวนั้น ผมพูดกับเจ้าหนู ฆวน มาต้า ในวัย 23 ปีว่า ได้โปรด จอมทัพ ช่วยให้ฉันคว้าแชมเปี้ยนส์ลีกให้ได้หน่อย

"เขามองกลับมาหาผมด้วยสายตาแบบ นายบ้าไปแล้ว นายคือดิดิเยร์ ดร็อกบา นายต้องช่วยฉันคว้าแชมป์สิ ผมก็เลยบอกเขาไปว่า ฉันอยู่ที่นี่มาแปดปีแล้ว และไม่เคยได้แชมป์นี้เลย ฉันเชื่อว่านายคือคนที่จะช่วยให้เราได้แชมป์ ฉันจะให้ของขวัญนาย ถ้าเราได้แชมป์ ช่วงนั้นคือตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์

"อีกสามเดือนต่อมา เราอยู่ในมิวนิค ในรอบชิงชนะเลิศ ในสนามของพวกเขา อยู่ท่ามกลางคลื่นสีแดง เจ้าบ้านเป็นฝ่ายออกนำตอนที่เหลือแค่แปดนาที การที่ต้องเตะบอลในช่วงแปดนาทีสุดท้าย ผมสิ้นหวังมากๆ

"แล้วเจ้าหนูคนนั้นก็พูดกับผม เชื่อสิ ดร็อกบา นายต้องมีความเชื่อ ผมตอบไปแบบแทบเสียน้ำตาหลังจากที่มองเวลา เชื่อในอะไร? มันแทบจะจบแล้ว ผมกำลังร้องไห้เหมือนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ตอนที่ผมแพ้ในรอบชิงแอฟริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ กับทีมไอวอรีโคสต์

"แล้วพอนาทีสุดท้าย ลูกเตะมุมลูกสุดท้าย ผมหมายถึงลูกเตะมุมแรกของพวกเรา เมื่อเทียบกับสิบแปดครั้งของบาเยิร์น มิวนิค ทายสิว่าใครเป็นคนเตะมุม…ฆวน มาต้า แล้วที่เหลือคือประวัติศาสตร์ บทเรียนของเรื่องนี้ก็คือ คุณต้องมีความเชื่อเสมอ"

 

ห้ามผิดพลาด! โทโมริยกสองแข้งหงส์รับมือยากสุดที่เคยเจอ



ปราการหลังสิงห์บลูยกให้สองกองหน้าของทีมลิเวอร์พูลเป็นนักเตะที่เขารู้สึกว่ารับมือยากที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมา

ฟิกาโย โทโมริ กองหลังเชลซี ยอมรับว่า โรแบร์โต ฟีร์มิโน และโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ สองกองหน้าของลิเวอร์พูล คือสองผู้เล่นที่รับมือยากสุดในชีวิตการเป็นนักเตะ

ปราการหลังดาวรุ่งของทีมสิงโตน้ำเงินคราม เพิ่งได้รับโอกาสให้ลงสัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกอย่างจริงจังในฤดูกาลนี้ หลังจากที่เพิ่งทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจกับดาร์บี้ เคาน์ตี้ ในแชมเปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลก่อน ร่วมกับเจ้านายคนปัจจุบันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด

"สำหรับผม ฤดูกาลนี้มันแตกต่างออกไป เพราะมันคือพรีเมียร์ลีก และมันคือการยกระดับขึ้นมา คุณต้องมีสมาธิและเตรียมตัวมากขึ้น ต้องตื่นตัวตลอดเวลา" แนวรับวัย 22 ปี กล่าวทาง Sky Sports

"ในแชมเปี้ยนชิพ คุณต้องเจอกองหน้าหลายแบบ บางคนก็ชอบเล่นลูกกลางอากาศ บางคนก็ชอบวิ่งตัดหลัง แต่แล้วผมก็ต้องเจอกับฟีร์มิโน ที่ถอยลงไปลึกถึงกองกลาง สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมมาก และหากผิดพลาดจะโดนลงโทษอย่างร้ายแรงกว่าเดิม

"ฟีร์มิโนอาจจะเป็นคนที่ยากที่สุดที่ผมเคยเจอมาร่วมกับซาลาห์ ทุกครั้งที่พวกเขาได้บอล ผมก็ต้องมาคิดว่า นี่คือความท้าทาย แต่นี่คือที่ที่ผมอยากจะอยู่ นี่คือโอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าผมเล่นในระดับนี้ได้"

ฝีเท้าไม่ธรรมดา! “แลมพาร์ด” ชี้เจ้าหนู “กิลมอร์” สไตล์คล้ายตำนานแมนยู

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ชี้ บิลลี่ กิลมอร์ มิดฟิลด์อนาคตไกลของทีม มีสไตล์การเล่นคล้ายๆ กับตำนานกองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมระบุเป็นนักเตะที่น่ากลัวมากเมื่อเล่นแถวกรอบเขตโทษ
     แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เผยว่า บิลลี่ กิลมอร์ กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรงของทีมวัย 18 ปี มีคุณภาพการเล่นคล้ายคลึงกับ พอล สโคลส์ อดีตยอดกองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

      กิลมอร์ ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดได้อย่างยอดเยี่ยม หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในเกม เอฟเอ คัพ รอบห้า ที่ "สิงห์บลูส์" เปิดบ้านสอย ลิเวอร์พูล 2-0 เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม ต่อด้วยเกมลีกนัดที่ทีมกระซวก เอฟเวอร์ตัน 4-0 จนได้รับคำชมมากมาย ซึ่งก็รวมถึง รอย คีน ตำนานกัปตันทีม "ปีศาจแดง"

      "พอล สโคลส์ ถือเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์ที่เจ๋งที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาในเวที พรีเมียร์ลีก" แลมพาร์ด กล่าวกับ สกาย สปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำเมืองผู้ดี "มันเป็นเรื่องน่าสนใจมากที่มีโอกาสได้ดวลกับ สโคลซี่ โดยในช่วงต้นๆ การเล่น ตอนที่เขาเป็นนักล่าประตู เมื่อเขาเข้ามาถึงแถวๆ กรอบเขตโทษ เขาทำได้หมด ไม่ว่าจะเป็นการทำประตูหรือแอสซิสต์ และช่วงหลังๆ เขาก็ปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเอง"
 
     "การเล่นในส่วนนี้ของสนามไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าคุณไม่มีคุณภาพแบบเดียวกับ สโคลซี่ คุณเจอปัญหาแน่ เขามักจะผ่านบอลได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ แถมมีลูกยิงไกลที่อันตราย ซึ่ง บิลลี่ ก็ได้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงคุณสัมบัติแบบนี้ ผมไม่ได้เอาเขาไปเปรียบเทียบกับ สโคลซี่ หรอกนะ ไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน แต่ในเบสิกด้านนี้ บิลลี่ มีครบ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี"