ฟานไดค์-อลีสซงพลาด! ปืนลงโทษแซงลิเวอร์พูลเข้าวิน ดับฝันทุบสถิติเรือ

ครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับแต่ยุคเวนเกอร์! อาร์เซน่อล ทำได้สำเร็จหลังเปิดบ้านพลิกแซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ไปอย่างสนุก 2-1 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ยังได้ลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นบอลยุโรปอีก 2 เกมที่เหลือ ขณะที่ "หงส์แดง" หมดลุ้นทำทุบสถิติทำแต้มเกิน 100 ของ แมนฯซิตี้ แล้ว ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา   
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

    "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เกมล่าสุดบุกไปพ่าย สเปอร์ส 1-2 ทำให้ไม่ชนะมา 2 เกมแล้ว เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับการมาเยือนของแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ที่เกมล่าสุดสะดุดแค่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 1-1

    มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้ดร็อปทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และดานี่ เซบายอส ไว้ข้างสนาม 3 แนวรุกส่ง นิโกล่าส์ เปเป้, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และ รีสส์ เนลสัน ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เกมนี้จัดชุดใหญ่สามประสานแนวรุกยังเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ เหมือนเดิม

    เปิดฉากครึ่งแรกมา นาที 12 "ปืนใหญ่" เกือบเสียประตูแบบไม่น่าเสีย หลัง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เตะบอลไปติดบล็อค ฟีร์มีโน่ บอลเปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูทว่าพุ่งไปชนเสาออกหลังหวุดหวิด

    นาที 20 "หงส์แดง" มาเจาะตาข่ายชิงขึ้นนำเจ้าถิ่นก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้กลางสนามบอลเลยมาถึง ฟีร์มีโน่ ไหลไปที่ว่างให้  แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เติมขึ้นมาปาดเลียดเข้าไปให้ ซาดิโอ มาเน่ ที่วิ่งมาไร้ตัวประสบแปด้วยขวาไม่ถึง 10 หลาเข้าไปอย่างง่ายดาย เป็นประตูที่ 17 ในลีกเท่ากับ ราอูล ฮิเมเนซ และราฮีม สเตอร์ลิง

     นาที 32 แนวรับของ ลิเวอร์พูล มาเล่นกันพลาดเอง หลัง ฟานไดค์ พยายามบังบอลก่อนโดน รีสส์ เนลสัน พยายามแซะก่อนกัปตันหงส์แดงจะจ่ายบอลคืนหลังพลาดไปเข้าเท้า อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ หลุดเข้าไปแตะหลบ อลีสซง ก่อนยิงด้วยขวาโล่งๆเข้าไปให้ทีมตีเสมอ 1-1 และเป็นโอกาสยิงหนแรกของ อาร์เซน่อล ในเกมนี้อีกด้วย

    นาที 39 ทีมเยือนมาได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาให้ ซาดิโอ มาเน่ โขกหลุดกรอบออกไป

    นาที 42 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่มาแซงขึ้นนำ 2-1 บ้าง จากความผิดพลาดของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ออกบอลพลาดโดน อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ฉกบอลได้ก่อนปาดเลียดมาหน้าประตูให้ รีสส์ เนลสัน จับหนึ่งจังหวะก่อนเลือกยิงด้วยขวาหนีมือ อลีสซง เสียบเสาไกลเข้าไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล พลิกขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 2-1
   
    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 54 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอหลัง เฟอร์กิล ฟานไดค์ เปิดบอลยาวให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดถึงเส้นหลังก่อนตบมากลางประตูให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงด้วยซ้ายกว่า 10 หลาแต่บอลไปโดน เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เหินปัดปลายมือออกหลังอย่างน่าเสียดาย

    นาที 58 มิเกล อาร์เตต้า เปลี่ยนผู้เล่นสามคนรวดส่งทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ,ดานี่ เซบายอส และโจ วิลล็อค ลงแทน รีสส์ เนลสัน, ลูคัส ตอร์เรยร่า และ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ส่วน นาที 62 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัวบ้างส่ง ทาคุมิ มินามิโนะ และนาบี เกอิต้า ลงเล่นแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และอเล็กซ์ อ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลน

    นาที 63 โอกาสแรกของ มินามิโนะ เกือบได้ลุ้นตีเสมอให้ทีมเลยหลังรับบอลจาก มาเน่ แต่จังหวะยิงด้วยซ้ายบอลหลุดกรอบถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    ลิเวอร์พูล ยังเป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า และนาที 75 ได้ลุ้นอีกหลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสมาเสาไกลให้ เฟอร์กิล ฟานไดค์ ขึ้นเบียดโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    คล็อปป์ แก้เกมอีกด้วยการส่งสองตัวรุกอย่าง ดิว็อค โอริกี้ และเซอร์ดาน ชากิรี่ ลงไปเล่นแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และจอร์จินโย่ ไวนัลดุม ในนาที 83

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล พลิกแซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ยังได้ลุ้นคว้าตั๋วยูโรปาลีกอีก 2 เกมที่เหลือต่อไป ขณะที่ "หงส์แดง" ทีมแชมป์ปีนี้แพ้เป็นเกมที่ 3 ของฤดูกาล แถมยังชวดทำแต้มเกิน 100 คะแนนของ แมนฯซิตี้ ที่เคยทำไว้อีกด้วย

       รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์  – เซดริก ซูอาเรซ (เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส น.76), กรานิต ชาคา, ลูคัส ตอร์เรยร่า (ดานี่ เซบายอส น.57), บูกาโย่ ซาก้า (เซอัด โคลาซินัช น.85) – นิโกล่าส์ เปเป้, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (โจ วิลล็อค น.58), รีสส์ เนลสัน (ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง น.58)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, ฟาบินโญ่, อเล็กซ์ อ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลน (นาบี เกอิต้า น.62) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ (ทาคุมิ มินามิโนะ น.61), ซาดิโอ มาเน่

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

ซิลบายิง1จ่าย1-แมนซิตี้เสียวท้ายเกมเฉือนบอร์นมัธหวิว

"เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูงคว้าชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันหลังเปิดรังไล่ทุบ บอร์นมัธ 2-1 รั้งอันดับ 2 ยาวๆต่อไป ส่วน บอร์นมัธ รั้งอันดับ 18 ต้องหนีตายกับอีก 2 เกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" การันตีอันดับ 2 และคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแน่นอนแล้ว ที่สำคัญพวกเขาพ้นมลทินชนะอุทธรณ์โทษแบนเกมยุโรปของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้เปิดรังรับมือ บอร์นมัธ ทีมอันดับ 18 ที่ต้องการแต้มเพื่อหนีตกชั้นให้ได้

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นผู้เล่นแต่ยังให้ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นฤดูกาลสุดท้ายของห้องเครื่องวัย 34 ปี โดยจะปั้นเกมอยู่หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ เอ็ดดี้ ฮาว บอสใหญ่ของบอร์นมัธฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โจชัว คิง, จูเนียร์ สตานิสลาฟ  และ โดมินิก โซลันกี้ 

    เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 3 นาที บอร์นมัธ ได้ทักทายก่อนจากลูกโขกของ แดน กอสลิ่ง แต่บอลไปเข้ามือ เอแดร์ซอน ก่อนที่นายด่านทีมชาติบราซิลจะเปิดบอลยาวอย่างแม่นให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจะแทงลอดขาเข้าไปในกรอบ 6 หลา บอลเกือบถึง ดาบิด ซิลบา ก่อนจะโดนแนวรับทีมเยือนสกัดออกไป

    ทว่าในนาทีที่ 6 ดาบิด ซิลบา มาแผลงฤทธิ์จนได้หลังเรียกฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 20 หลา ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นบอลข้ามกำแพงเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงามให้ แมนฯซิตี้ ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นประตูที่ 6 ในซีซั่นนี้ของอดีตกองกลางทีมชาติสเปน
 
    นาที 22 ทีมเยือนมีโอกาสบ้างหลัง แดน กอสลิ่ง โขกบอลเข้าไปในกรอบให้ โจชัว คิง พลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลยังหลุดกรอบออกไปไกล

    นาที 34 บอร์นมัธพลาดโอกาสไล่ตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลังได้ฟรีคิกหน้ากรอบ จูเนียร์ สตานิสลาฟ รับหน้าที่สังหารปั่นฟรีคิกข้ามกำแพงจะเข้าอยู่แล้วแต่ไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ชนเสาก่อนบอลมาโดนหัวแม้จะตามตะครุบบอลแต่ออกหลังไปก่อน

    อีก 3 นาทีถัดมา โดมินิก โซลันกี้ ได้ซัดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่จังหวะยิงไปแฉลบ โอตาเมนดี้ เหินคานออกไป

    เมื่อทำไม่ได้กลายมาโดน "เรือใบสีฟ้า" ลงโทษในนาที 39 จากจังหวะสวนขึ้นมาก ดาบิด ซิลบา แทงบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนแตะบอลหนีแนวรับสองคนแล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ บอร์นมัธ 2-0

    ครึ่งหลัง นาที 59 บอลโต้กลับของ บอร์นมัธ สวนขึ้นมาทางขวา โซลันกี้ แทงบอลให้ จูเนียร์ สตานิสลาฟ หลุดเข้าไปล็อคด้วยขวาหนีแนวรับซิตี้ก่อนปั่นด้วยซ้ายไปเสาไกลบอลไปโดน โจชัว คิง จิ้มบอลเข้าไป VAR ยืนยันว่า คิง อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าทำให้พลาดโอกาสไล่ตีไข่แตก

    นาที 73 ดาบิด ซิลบา จ่ายบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส กำลังจะยิงอยู่แล้วแต่มาโดน สตีฟ คุ๊ก เข้ามาเสียบจากด้านหลัง ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ทว่าหลังจากเช็กกับ VAR แล้วเชิ้ตดำ ลี เมสัน ปฎิเสธไม่ให้จุดโทษแก่เจ้าถิ่นหลัง ภาพฟ้องว่า สตีฟ คุ๊ก เข้าสกัดโดนบอลก่อนจะโดน กาเบรียล เชซุส เหยียบเท้าใส่ทำให้กลายเป็นผู้เล่นเกมรุกทำฟาวล์

    นาที 81 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีไข่แตกหลัง เดวิด บรู๊คส์ จ่ายบอลให้ คัลลั่ม วิลสัน ตัวสำรองซัดด้วยขวาในกรอบแต่บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 84 ลูกทีมของ เป๊ป พลาดโอกาสได้เม็ดที่สามนำห่าง คราวนี้ ฟิล โฟเด้น ได้โอกาสกดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่บอลไปตรงตัว อารอน แรมส์เดล

    นาที 88 บอร์นมัธ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จหลังบอลสวนกลับให้ คัลลั่ม วิลสัน หลุดเข้ไาปในกรอบก่อนปาดมาหน้าประตูให้ เดวิด บรู๊คส์ ยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ เอาชนะ บอร์นมัธ 2-1 คว้าสามแต้มยึดอันดับ 2ต่อไปโดยมีเพิ่มเป็น 75 คะแนน ส่วน บอร์นมัธ ต้องลุ้นหนีตกชั้นกับอีก 2 เกมสุดท้าย หลังแพ้เป็นเกมที่ 21 ในลีกรั้งอันดับ 18 มี 31 คะแนนตามโซนปลอดภัยอยู่ 3 คะแนนแต่แข่งมากกว่าหนึ่งเกม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – แฟร์นานดินโญ่, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ฟิล โฟเด้น

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า  
    
        บอร์นมัธ (4-3-2-1) : อารอน แรมส์เดล – แจ็ค สเตซี่ย์, สตีฟ คุ้ก, ลอยด์ เคลลี่, ดีเอโก้ รีโก้ – แดน กอสลิ่ง, เจฟเฟร์ซอน เลร์ม่า, ฟิลิป บิลลิ่ง – จูเนียร์ สตานิสลาฟ, โจชัว คิง – โดมินิก โซลันกี้

        ผู้จัดการทีม : เอ็ดดี้ ฮาว  
   
        ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

ซาลาห์เบิ้ล! ลิเวอร์พูลคมกริบบุกอัดไบรท์ตัน ขออีก9แต้มทุบสถิติเรือ

"หงส์แดง" เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ ไม่พลาดชัยอีกนัดหลังบุกไปทุบเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน 3-1 เกมนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เหมาคนเดียวสองเม็ด พาทีมมีเพิ่มเป็น 92 คะแนน ต้องการอีก 9 แต้มจะทุบสถิติ 100 คะแนนของ "เรือใบสีฟ้า" ขณะที่ไบรท์ตันรั้งอันดับ 15 ต้องลุ้นหนีตกชั้นต่อไป ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

      ไบรท์ตัน ทีมอันดับ 15 สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์เกมนี้เปิดรังเจอศักหนักรับมือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้

       เกรแฮม พ็อตเตอร์ เกมนี้วาง นีล โมเปย์ เป็นหน้าเป้าโดยมีไอ้หนู อเล็กซิส แม็คอลิสเตอร์ ปั้นเกมตรงกลาง ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการพาทีมทำผลงานทะลุ 100 แต้มที่แมนฯซิตี้เคยทำไว้ เกมนี้ส่งดาวรุ่งอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นแบ็กซ้าย ส่วนสามแดนหน้าพัก ซาดิโอ มาเน่ แล้วจัด อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน ลงทำเกมร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    เปิดฉากมาแค่ 6 นาทีแรก "หงส์แดง" บุกมาชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่แนวรับไบรท์ตันทำเสียบอลหน้าประตูโดน นาบี เกอิต้า แย่งบอลไปได้ก่อนปาดเลียดมาหน้าประตูให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงเข้าไปให้ เป็นประตูที่ 18 ในลีกเท่ากับ แดนนี่ อิงส์

    อีกสองนาทีต่อมา สกอร์ของ ลิเวอร์พูล ขยับหนีเจ้าถิ่นเป็น 2-0 บอลสวนกลับขึ้นมาตรงกลางสนาม โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จ่ายขึ้นหน้าให้ ซาลาห์ ก่อนแข้งทีมชาติอียิปต์จะบังบอลก่อนดีดสั้นๆให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน วิ่งมาอัดด้วยขวาเต็มแรงส่งบอลผ่านมือ แม็ทธิว ไรอัน เข้าไป

    นาที 14 ซาลาห์ เกือบบวกประตูที่สองของตัวเองหลัง นาบี เกอิต้า แทงบอลมาให้ก่อนซัดด้วยขวาไปเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    นาที 28 เจ้าบ้านพลาดโอกาสลุ้นตีไข่แตก หลัง เลอันโดร ทรอสซาร์ ใช้ความเร็วควบบอลจากครึ่งสนามจนถึงเส้นหลังก่อนเปิดมาเสาแรกให้ นีล โมเปย์ ซัดไปติดเซฟของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ก่อนที่ นาบี เกอิต้า จะเคียร์ออกหลังไป

    นาที 34 ไบรท์ตันได้ลุ้นอีกที คราวนี้ เดวี่ พร็อปเปอร์ แทงบอลให้ นีล โมเปย์ เลี้ยงเดี่ยวเข้าไปในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายซัดไปติดบล็อค โจ โกเมซ

    นาที 45 ทัพนกนางนวลมาตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จ บอลขึ้นทางขวา ทาริก แลมพ์ตีย์ ได้บอลก่อนครอสมากลางประตูให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ที่ไม่มีคนประกบวอลเลย์ด้วยขวาส่งบอลผ่านมือ อลีสซง เข้าไปตุงตาข่าย

    จบครึ่งเวลาแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง ลิเวอร์พูล 1-2

    ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ส่ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลงมาเล่น เนโก วิลเลี่ยมส์

    นาที 49 เจ้าบ้านไม่เกรงกลัว อเล็กซิส แม็คอลิสเตอร์ จ่ายออกขวาให้ ทาริก แลมพ์ตีย์ ซัดด้วยขวาเต็มแรงแต่บอลปลิ้นหลุดกรอบแบบไม่ได้ลุ้น

    อีก 5 นาทีถัดมา "หงส์แดง" ได้ลุ้นจากจังหวะที่ นาบี เกอิต้า ไหลบอลให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กดด้วยซ้าย ไปติดเซฟของ แม็ทธิว ไรอัน

    ผ่านไปครบหนึ่งชั่วโมง ลิเวอร์พูล แก้เกมถอดเอาทั้ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน และนาบี เกอิต้า ออกแล้วส่ง ซาดิโอ มาเน่ และฟาบินโญ่ ลงเล่นแทน

    นาที 75 ลิเวอร์พูล มาพังประตูนำห่าง 3-1 จากจังหวะลูกเตะมุมทางด้านขวา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ลงมาเป็นสำรองเปิดมาเสาแรกให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โฉบมาโขกเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตูที่สองในเกมนี้และประตูที่ 19 ในพรีเมียร์ลีก

    นาที 87 "หงส์แดง" ส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงมาเล่นแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 โม ซาลาห์ เกือบทำแฮตทริกได้หลังซัดมุมแคบทางซ้ายแต่บอลไปติดแนวรับเจ้าถิ่นออกหลังไป

    จบเกม ไบร์ทตัน เปิดบ้านแพ้ให้ ลิเวอร์พูล 1-3 ส่งให้แชมป์พรีเมียร์ลีก มีเพิ่มเป็น 92 แต้ม ขออีก 9 คะแนนจะทำสถิติทุบแต้มสูงสุด 100 คะแนนที่ แมนฯซิตี้ ทำไว้

      รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ไบรท์ตัน (4-2-3-1) : แม็ทธิว ไรอัน – ทาริก แลมพ์ตีย์, อดัม เว็บสเตอร์, ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น – เดล สตีเฟ่นส์, เดวี่ พร็อปเปอร์ – ปาสกาล กรอสส์, อเล็กซิส แม็คอลิสเตอร์, เลอันโดร ทรอสซาร์ – นีล โมเปย์

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เนโก วิลเลี่ยมส์ – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, นาบี เกอิต้า – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน

    ผู้ตัดสิน : เคร็ก พาวสัน

 

เดอ บรอยน์-ราฮีมซัด! แมนซิตี้บุกทุบสาลิกา ลิ่วชนปืนตัดเชือกเอฟเอ คัพ

แชมป์เก่า "เรือใบสีฟ้า" เจองานไม่ยากหลังบุกไปคว้าชัยเหนือเจ้าถิ่น นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบกับ อาร์เซน่อล ที่เวมบลี่ย์ช่วงกลางเดือนหน้า ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    ศึกลูกหนังน็อคเอาท์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ปราบ เวสต์บรอมวิช จากรอบที่แล้วมา พบกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เบียดเอาชนะ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ จากรอบ 16 ทีมสุดท้าย

    เกมนี้ สตีฟ บรู๊ซ นายใหญ่ของสาลิกาดงส่ง แอนดี้ แคร์โรลล์ เป็นหน้าเป้า โดยมี ฌอน ลองสตาฟฟ์ และอัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง คอยปั้นเกมรุกสนับสนุน ส่วนทางด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามแนวรุกส่ง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที "เรือใบสีฟ้า" ได้ทักทายก่อนหลัง ริยาด มาห์เรซ เปิดเตะมุมเข้ามาในกรอบ นิโกลัส โอตาเมนดี้ เทกตัวขึ้นโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกของสาลิกาต้องถึง นาที 14 จากจังหวะที่ คาร์ล ดาร์โลว์ นายด่านเจ้าถิ่นเปิดบอลยาวมาให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ เก็บบอลได้นอกกรอบก่อนจะพลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เคลาดิโอ บราโว่

    อีก 3 นาทีต่อมา แชมป์เก่า แมนฯซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้ากรอบ บอลไปโดนเท้า กาเบรียล เชซุส จังหวะสุดท้ายถากเสาสองออกไป

    นาที 23 ทีมเยือนชวดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยกบอลแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ อีก 3 นาทีต่อมา สเตอร์ลิง ได้โอกาสซัดด้วยซ้ายเสาแรกอีกแต่บอลยังโดนนายด่านเจ้าถิ่นปฎิเสธทุบบอลออกไป ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าพักคูลลิ่งเบรค

    นาที 36 "สาลิกาดง" มาพลาดเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ไคล์ วอร์คเกอร์ ครอสไปหน้าปากประตู ฟาเบียน ชาร์ ไม่เล่นบอลเจตนาพลัก กาเบรียล เชซุส จนผู้ตัดสินเห็นแล้วเป่าให้จุดโทษฝั่งเรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะซัดเข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่ 100 ในชีวิตการค้าแข้ง ช่วยให้ แชมป์เก่าบุกมานำ 1-0

     จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น นาที 53 "เรือใบสีฟ้า" ได้เสียวได้ลุ้นอีก จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งแรงเฉียดคานไปนิดเดียว

    นาที 66 "สาลิกาดง" พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาหน้ากรอบ 6 หลาให้ ดไวท์ เกย์ล ซัดโล่งๆเหินคานออกไป

    กระนั้น นาที 68 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 บอลขึ้นจากแดนหลังก่อนมาถึง ฟิล โฟเด้น กระชากขึ้นมาแล้วจ่ายต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบแล้วยิงด้วยขวาหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบมุมเข้าไป

    ลูกทีมของ เป๊ป เล่นกันแบบสบาย ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด นาที 76 เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายบอลให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว
   
    ช่วงท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ ฟอร์มเฉียบบุกไปทุบเจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ พบกับ อาร์เซน่อล ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    นิวคาสเซิ่ล (5-4-1) : คาร์ล ดาร์โลว์ – ฮาเวียร์ มานกีโย่, ฟาเบียน ชาร์, จามาล ลาสเซลเลส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – มิเกล อัลมิรอน, อิซัค เฮย์เด้น, ฌอน ลองสตาฟฟ์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – แอนดี้ แคร์โรลล์

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรู๊ซ   

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

 

เป๊ป ป้องแข้งลิเวอร์พูลไม่ได้เมาค้างก่อนโดนแมนฯซิตี้ถลุง

กุนซือเรือใบสีฟ้า ออกโรงป้องแข้งหงส์แดงแชมป์พรีเมียร์ลีกว่าไม่ได้เมาค้างมาลงสนามในเกมที่โดนทีมของเขาเปิดรังถล่มในเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา

เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือของ แมนเชสเตอร์​ ซิตี้ ออกโรงชื่นชมฟอร์มการเล่นของลูกทีมพร้อม ปกป้องนักเตะลิเวอร์พูลไม่ได้เมาค้างก่อนเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา

ทัพเรือใบสีฟ้า เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งก่อนเกมได้มีการตั้งแถวเกียรติยศปรบมือให้นักเตะทัพหงส์แดงด้วย โดยในเกมเป็นเจ้าบ้านโชว์ความยอดเยี่ยมและเฉียบคมถล่มไปถึง 4-0

โดยหลังเกมมีเสียงวิจารณ์ตามมาว่าแข้งหงส์แดงมีอาการเมาค้างจากการปาร์ตี้ฉลองแชมป์มาตลอดทั้งสัปดาห์เป็นเหตุที่ทำให้พ่ายแพ้หมดรูป แต่ทว่า เป๊ป ได้ออกมาปกป้อง พร้อมชีว่าเป็นเพราะทีมของเขาเล่นได้ยอดเยี่ยมในวันนี้ต่างหาก

"เราเอาชนะทีมแชมป์ลีก ทีมที่น่าทึ่ง พวกเรามีความกล้าในการเล่น พวกเขามีความกล้าหาญที่จะเล่น" เป๊ป เผยหลังเกม

"ทีมของผมก็เหมือนในทุก ๆ เกมที่ผ่านมา เราพยายามจะเล่นฟุตบอล กล้าเสี่ยงบีบพื้นที่สูงใส่ทีมที่ดีที่สุดที่ผมเคยเจอมาในชีวิต เรามีความกล้าหาญที่จะเล่นในพื้นที่แคบ ๆ

"มันเป็นเรื่องสำคัญนะ ผมได้เห็นแถวเกียรตินศ วิธีที่พวกเขาทำงานข้างใน เห็นถึงความมีสมาธิของพวกเขา พวกเขาไม่ได้แม้แต่ขอบคุณด้วยซ้ำเพราะพวกเขากำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่"

"พวกเขาดื่มเบียร์กันไปเยอะมากในสัปดาห์นี้ แต่ตอนมาถึงพวกเขาไม่ได้มีเบียร์ค้างอยู่ในเลือดซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมถึงให้เครดิตกับพวกเขาอย่างมาก"

แชมป์ลีกทำศึก! ลิเวอร์พูลเล็งชัยบุกทะลวงแมนฯซิตี้ที่ขอสู้เพื่อศักดิ์ศรี

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ทีมล่าสุด มีคิวทำศึกใหญ่ คาดหวังสามคะแนนเต็มเพื่อโอกาสทำสถิติเก็บ 100 แต้มในลีก นำโดย "ซาดิโอ มาเน่" บุกถิ่น "เรือใบ" แมนฯ ซิตี้ ที่ขอกู้หน้าจากนัดก่อน ส่ง "ราฮีม สเตอร์ลิง" ซัดทีมเก่า ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ซิตี้ (2) – ลิเวอร์พูล (1)
ถ่ายทอดสด TPF HD 1 (600) เวลา : 02.15 น.
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนฯ ซิตี้ พาทีมแพ้เชลซี 1-2 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนแก้ตัวด้วยการบุกชนะนิวคาสเซิ่ล 2-0 ในเกมเอฟเอ คัพ ผ่านเข้ารอบตัดเชือกได้สำเร็จ

    สภาพทีมล่าสุด เป๊ปยังไม่มีแฟร์นันดินโญ่ ที่เหลือโทษแบนอีก 1 นัด รวมไปถึงเซร์คิโอ อเกวโร่ ”กุน” ที่เจ็บเข่าและต้องพักยาว ส่วน เอริค การ์เซีย ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ยังต้องรอดูอาการ
 
    การจัดทัพคาดว่าคงมีการปรับพอสมควร แกนหลักบางรายที่เป็นสำรองในเกมล่าสุด อย่าง เอแดร์ซอน โมราเอส, โรดรี้ เอร์นานเดซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็น่าจะกลับมาเป็นตัวจริงตามปกติ

    เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้อย่างเป็นทางการ หลังแมนฯ ซิตี้ พลาดท่าบุกไปแพ้เชลซี 1-2 เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปี ส่วนผลงานล่าสุดของพวกเขาคือ การถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0

    ความพร้อมเกมนี้ คล็อปป์ต้องรอดูความพร้อมของเจมส์ มิลเนอร์ ที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่ารบกวนตามลำดับ ส่วน โฌแอล มาติป และ เซอร์ดาน ชาคิรี่ ที่เจ็บเท้า และ น่อง ตามลำดับ ยังต้องพักยาวเหมือนเดิม

    การจัดทัพ แม้จะเป็นแชมป์ไปแล้ว แต่เชื่อว่าคล็อปป์ยังน่าจะเน้นเหมือนเดิม เพื่อไปให้ถึงอีกเป้าหมายอย่างการเก็บให้ถึงหลัก 100 แต้มนั่นเอง

    แกนหลักขาประจำ ไม่ว่าจะเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ต่างพร้อมบู๊ทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, แบร์นาร์โด้ ซิลวา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลิสซอน เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่ 

ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

ผลการพบกันที่ผ่านมา

วัน/เดือน/ปี  รายการ  ผลการแข่งขัน

10/11/19 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 3-1 แมนฯ ซิตี้
04/08/19 คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ลิเวอร์พูล 1-1 แมนฯ ซิตี้ (จุดโทษ 4-5)
03/01/19 พรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ 2-1 ลิเวอร์พูล
07/10/18 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 0-0 แมนฯ ซิตี้
26/07/18 ไอซีซี แมนฯ ซิตี้ 1-2 ลิเวอร์พูล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

แมนฯ ซิตี้

28/06/20 ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
25/06/20 แพ้ เชลซี 1-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
22/06/20 ชนะ เบิร์นลี่ย์ 5-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
17/06/20 ชนะ อาร์เซน่อล 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
08/03/20 แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูล

24/06/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 เสมอ เอฟเวอร์ตัน 0-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
11/03/20 ชนะ แอต.มาดริด 1-0 (เหย้า) แชมเปี้ยนส์ ลีก
(รวมผล 2 นัดเสมอ 1-1, ต่อเวลาแพ้ 2-3)
07/03/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/03/20 แพ้ เชลซี 0-2 (เยือน) เอฟเอ คัพ

รวมทุกเรื่องควรรู้ก่อนจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปมีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันปีนี้เนื่องจากปัญหาโควิด-19 นี่คือทุกเรื่องที่ท่านควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้ายจะมีขึ้น

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 เช่นเดียวกับฟุตบอลหลายประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตามยูฟ่ามีกำหนดจะกลับมาเริ่มทำการแข่งขันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะมีการปรับโครงสร้างบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับโปรแกรมการแข่งขันของฤดูกาลนี้

โกล รวบรวมทุกเรื่องที่คุณควรรู้ก่อนการจับสลากรอบ 8 ทีมสุดท้าย และ รอบรองชนะเลิศ ฟุตบอลสองรายการใหญ่ของยุโรปจะมีขึ้น

การจับสลาก UCL & ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย-รองชนะเลิศ มีเมื่อไหร่?
การจับสลากทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้าลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 10 กรกฏาคมนี้

โดยจะมีขึ้นที่ออฟฟิศของยูฟา ในเมืองนียง ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก UCL บ้าง?
ในการจับสลากวันที่ 10 กรกฏาคม มีเพียง 4 ทีมเท่านั้นที่การันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ได้แก่ อตาลันต้า, แอตเลติโก มาดริด, ไลป์ซิก และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำการแข่งขันรอบ 16 ทีมสุดท้ายจบสองนัดแล้ว

ขณะที่อีก 4 ทีมที่เหลือต้องรอผลนัดที่สอง ซึ่งจะเป็นคู่ระหว่าง เชลซี-บาเยิร์น, บาร์เซโลนา-นาโปลี, เรอัล มาดริด-แมนฯซิตี้ และ ยูเวนตุส-ลียง

ทีมใดมีส่วนร่วมในการจับสลาก ยูโรป้าลีก บ้าง?
ในส่วนของ ยูโรป้าลีก ยังไม่มีทีมใดการันตีที่ว่างในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และยังต้องรอลุ้นผลการแข่งขันในเกมเลกสองของรอบ 16 ทีมสุดท้าย

อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์ – โคเปนเฮเกน
โอลิมเปียกอส – วูล์ฟแฮมป์ตัน
เรนเจอร์ส – ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน
โวล์ฟส์บวร์ก – ชัคตาร์ โดเนตส์ค
อินเตอร์ มิลาน – เกตาเฟ
เซบีญา – โรมา
ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต – บาเซิล
ลาสค์ – แมนฯยูไนเต็ด

ชมการจับฉลากได้จากที่ไหน??
ยูฟ่า จะมีการถ่ายทอดสดการจับสลากที่เว็ปไซต์ uefa.com – ซึ่งหมายความว่าสามารถดูได้ทั้งจากทางโทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ ของท่านได้

ท่านยังสามารถติดตามการรายงานสดผ่านทาง Goal ที่จะเริ่มอัพเดทความเคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงก่อนการจับสลาก

การแข่งขันเริ่มเมื่อไหร่, แข่งที่ไหน?
เกมนัดที่เหลือของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะลงเล่นในวันที่ 7-8 สิงหาคมนี้ ขณะที่ ยูโรป้าลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย จะมีขึ้นในวันที่ 5-6 สิงหาคม

และเนื่องจากผลการะทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ตั้งแต่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นต้นไป จะเป็นในรูปแบบมินิทัวร์นาเม้นท์ แข่งนัดเดียวจบ โดยจะเตะแบบนัดเดียวจบ หากเสมอกันใน 90 นาที จะมีการต่อเวลาพิเศษ และหากเสมอกันใน 120 นาที ก็จะต้องดวลจุดโทษตัดสิน

ขณะที่ ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด

มินิทัวร์นาเมนท์ของ UCL เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 12 สิงหาคม – 15 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 18 สิงหาคม – 19 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ:  23 สิงหาคม

UCL มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์จะมีขึ้นที่สนามเอสตาดิโอ ดา ลุซ รังเหย้าของเบนฟิก้า เช่นเดียวกับนัดชิงชนะเลิศ .

มินิทัวร์นาเมนท์ของ ยูโรป้าลีก เริ่มเมื่อไหร่?
กำหนดวันแข่งขันของศึก ยูโรป้าลีก 2019-20 มินิทัวร์นาเมนท์มีดังนี้

รอบ 8 ทีมสุดท้าย: 10 สิงหาคม – 11 สิงหาคม
รอบรองชนะเลิศ: 16 สิงหาคม – 17 สิงหาคม
รอบชิงชนะเลิศ: 21 สิงหาคม

ยูโรป้าลีก มินิทัวร์นาเมนท์ จัดขึ้นที่ไหน?
ยูโรป้า รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะเล่นกันที่ประเทศเยอรมนีทั้งหมด โดยมีเจ้าภาพ 4 เมืองได้แก่ โคโลญจน์, ดุ๊ยส์บวร์ก, ดุสเซลดอร์ฟ และ เกสเซนเคียร์เชน

โดยรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นที่สนาม ไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน รังเหย้าของ โคโลญจน์

 

ซิลบายิง1จ่าย2! แมนซิตี้ถลุงยับนิวคาสเซิ่ล ขออีกแต้มการันตีท็อปโฟร์

"เรือใบสีฟ้า" กลับมาแก้ตัวได้สำเร็จหลังเกมที่แล้วพ่ายมา เมื่อเปิดรังไล่ถล่ม นิวคาสเซิ่ล แบบไม่ซ้ำหน้า 5-0 ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมยิงหนึ่งจ่ายอีกสอง พาทีมคว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 69 คะแนน ต้องการอีกแต้มเดียวจะการันตีพื้นที่ท็อปโฟร์ หรือหากพรุ่งนี้ "ผีแดง" พ่ายจะคว้าตั๋วลุยแชมเปี้ยนส์ ลีกทันที ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมือคืนวันพุธที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูง ต้องการอีก 4 คะแนนจะการันตีด้วยการจบท็อปโฟร์ ผลงานล่าสุดบุกไปพ่าย เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 เกมนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นแข้งบางตำแหน่งแนวรุกพัก ราฮีม สเตอร์ลิง และแบร์นาร์โด้ ซิลวา เป็นสำรองแล้วส่ง ฟิล โฟเด้น, ริยาด มาห์เรซ และกาเบรียล เชซุส ทำเกมรุก

    ขณะที่ฝั่ง สตีฟ บรูซ บอสใหญ่ของสาลิกาดง ทีมอันดับ 12 สถานการณ์อยู่รอดปลอดภัยแล้ว ฟอร์มล่าสุดเปิดบ้าน เสมอกับ เวสต์แฮม 2-2 เกมนี้เน้นรับมาเยือนแมนฯซิตี้เต็มตัวโดยวาง  โชลินตอน เป็นหน้าเป้าคนเดียว และให้ จอนโจ เชลวี่ย์ กัปตันทีมคุมเกมแดนกลาง

    เริ่มครึ่งแรก มาได้แค่ 3 นาที เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนหลัง ชูเอา คานเชโล่ จ่ายให้ ริยาด มาห์เรซ กระชากตัดเข้าหน้ากรอบก่อนซัดด้วยซ้ายไปเข้ามือ มาร์ติน ดูบราฟก้า

    และแค่นาทีที่ 10 ทัพเรือใบสีฟ้าทะยานขึ้นนำก่อน 1-0 เกมขึ้นทางซ้าย ฟิล โฟเด้น จ่ายไปที่ว่างให้ ดาบิด ซิลบา ฉีกไปรับบอลก่อนตบจากเส้นหลังมากลางประตูให้ กาเบรียล เชซุส ตั้งเท้าแปด้วยขวาเสียบเสาสองไปอย่างง่ายดาย

    อีกสองนาทีต่อมา บอลเล่นเร็วของ เอแดร์ซอน เปิดยาวมาหน้าประตู ริยาด มาห์เรซ เบียดเอาชนะแนวรับของนิวคาสเซิ่ลได้ก่อนพลิกตัววอลเลย์ด้วยขวาบอลพุ่งไปตรงตัว มาร์ติน ดูบราฟก้า อย่างน่าเสียดาย

    นาที 21 ลูกทีมของเป๊ป มาได้ประตูที่สอง จากจังหวะที่แข้งเรือใบตัดเกมได้ ฟิล โฟเด้น แทงขึ้นหน้าไปที่ว่างให้ เควิน เดอ บรอยน์ สอดมาก่อนตบจากเส้นหลังมากลางประตูให้ ริยาด มาห์เรซ ยืนยิงด้วยซ้ายไม่ถึง 10 หลาเข้าประตูไป แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    โอกาสแรกของ "เดอะ แม็กพายส์" ต้องรอถึงนาที 31 จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย แม็ตต์ ริทชี่ เปิดมาให้ เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ เทกตัวโขกแต่บอลยังไม่ห่างตัว เอแดร์ซอน ล้มรับไว้ได้

    นาที 40 ทีมเยือนเกือบเสียเม็ดที่สามหลังโดน ซิลบา ตัดบอลได้หน้ากรอบ บอลมาถึง ฟิล โฟเด้น เล่นหนึ่งสองกับ กาเบรียล เชซุส ก่อนที่โฟเด้นจะหลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นำห่าง นิวคาสเซิ่ล 2-0

    ครึ่งหลัง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เปลี่ยนสองคนรวดเลย ถอดเอา โรดรี้ และชูเอา คานเชโล่ ออกแล้วส่ง อิลคาย กุนโดกัน และไคล์ วอล์คเกอร์ ลงไปเล่นแทน

    นาที 49 แมนฯซิตี้ชวดได้ประตูที่สาม หลัง เควิน เดอ บรอยน์ ยกบอลไปเสาไกลให้ ฟิล โฟเด้น เติมมาจิ้มด้วยซ้ายบอลผ่านหน้าประตูออกหลังไปแบบน่าเสียดาย

    นาที 59 เจ้าบ้านมาพังประตูนำห่าง 3-0 จนได้ จากจังหวะที่ กาเบรียล เชซุส พาบอลตะลุยแหวกเข้าไปในกรอบ บอลไปเข้าทาง แมตต์ ริทชี่ พยายามจะเคลียร์บอลแต่ดันเตะไปชน เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ เพื่อนร่วมทีมเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 65 ราฮีม สเตอร์ลิง ตัวสำรองที่เพิ่งลงมาเรียกฟรีคิกได้หน้ากรอบ ก่อนที่ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมจะปั่นบอลข้ามกำแพงเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ให้ แมนฯซิตี้ นำโด่งหนีสาลิกาดง 4-0

    นาที 75 ดาบิด ซิลบา ชวดยิงประตูที่สองของตัวเองในเกมนี้ หลัง เควิน เดอ บรอยน์ ไหลบอลมาเสาแรกให้อย่างนิ่มแต่อดีตห้องเครื่องทีมชาติสเปนยิงไปตรงตัว ดูบราฟก้า ปัดออกหลังน่าเสียดาย

    นาที 81 เควิน เดอ บรอยน์ ที่แอสซิสต์ในลีกไป 18 ลูกแล้วเกือบได้เพิ่มอีกหนึ่งเมื่อไหลบอลให้ไอ้หนู ทอมมี่ ดอย์ล ตัวสำรองวัย 18 ปี ที่เพิ่งลงมาซัดด้วยซ้ายจากนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ มาร์ติน ดูบราฟก้า

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 ดาบิด ซิลวา ได้บอลสวนกลับก่อนจะกระชากเข้ากรอบแล้วจ่ายง่ายๆให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงประตูที่ห้าให้ "เรือใบสีฟ้า" นำโด่ง 5-0

    จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมาคว้าชัยด้วยการไล่ถล่ม นิวคาสเซิ่ล แบบไม่ยาก 5-0 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 69 คะแนน ขออีกแต้มเดียวจะการันตีพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือพรุ่งนี้หาก แมนฯยูไนเต็ด บุกไปพ่ายแอสตัน วิลล่า พวกเขาจะการันตีท็อปโฟร์ทันที ส่วน นิวคาสเซิ่ล รั้งอันดับ 13 มี 43 คะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ชูเอา คานเชโล่ (ไคล์ วอล์คเกอร์ น.46), นิโกลัส โอตาเมนดี้, จอห์น สโตนส์, อเล็กซานเดร์ ซินเชนโก้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ (อิลคาย กุนโดกัน น.46), ดาบิด ซิลบา (กัปตันทีม) – ริยาด มาห์เรซ (ทอมมี่ ดอย์ล น.75), กาเบรียล เชซุส (ราฮีม สเตอร์ลิง น.62), ฟิล โฟเด้น (แบร์นาร์โด้ ซิลวา น.62)

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        นิวคาสเซิ่ล (4-2-3-1) : มาร์ติน ดูบราฟก้า – เดอันเดร เยดลิน, เอมิล คราฟธ์ (โยชิโนริ มูโตะ น.84), ฟาเบียน ชาร์, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – วาเลนติโน่ ลาซาโร่ (ฮาเบียร์ มานกีโย่ น.66), จอนโจ เชลวี่ย์ (กัปตันทีม) (แมทธิว ลองสตาฟฟ์ น.67), นาบิล เบนทาเล็บ, แม็ตต์ ริตชี่ (คริสเตียน อัตซู น.84) – โชลินตอน (ดไวท์ เกย์ล น.66)

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรูซ

    ผู้ตัดสิน : แอนดี้ แมดลี่ย์

 

หงส์อดฉลองแชมป์เร็ว! แมนซิตี้จัดหนักถล่มอาร์เซน่อล10คนยับ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับมารีสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม หลังเปิดรังทุบ "ไอ้ปืนใหญ่" แบบไม่ยาก 3-0 นั่งรองจ่าฝูงต่อไป โดยเกมนี้ อาร์เซน่อล ต้องเหลือแค่ 10 คน หลัง ดาวิด ลุยซ์ ตัวสำรองโดนใบแดงไล่ออกตั้งแต่ต้นครึ่งหลัง ทำให้ทัพปืนโตรั้งอันดับ 9 เหมือนเดิม ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    รีสตาร์ท พรีเมียร์ลีก นัดตกค้าง เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา เป็นคู่ "บิ๊กแมตช์" ระหว่างเจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมรองจ่าฝูงเปิดบ้านรับมือ อาร์เซน่อล ทีมอันดับ 9

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จัด เควิน เดอ บรอยน์ ป้นเกมรุกอยู่หลัง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง ส่วน มิเกล อาร์เตต้า ของอาร์เซน่อล วาง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ล่าตาข่ายโดยมีดาวรุ่งอย่าง บูกาโย่ ซาก้า, โจ วิลล็อค และ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ สนับสนุน

    ครึ่งแรกเริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 2 นาที "ปืนใหญ่" ได้ทักทายก่อนเลยหลัง แบร์นด์ เลโน่ เปิดบอลยาวให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หลุดเข้าไปยกบอลหนี เอแดร์ซอน แต่บอลสูงข้ามคานไป แถมผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะที่ เอ็นเคเทียห์ ล้ำหน้าไปก่อน

    จากนั้น นาทีที่ 4 "เรือใบสีฟ้า" มาได้ลุ้นฟรีคิกกว่า 20 หลา เควิน เดอ บรอยน์ วิ่งมาปั่นด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งเข้ากรอบแต่ยังไปติดมือของ เลโน่ ที่ปิดข้ามคานหวุดหวิด

    นาทีที่ 8 อาร์เซน่อล ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง กรานิต ชาคา บาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ดานี่ เซบายอส ลงเล่นแทน

    นาที 13 ไอ้ปืนใหญ่ สวนกลับขึ้นมาอีกครั้ง บูกาโย่ ซาก้า หลุดขึ้นไปทางขวาก่อนครอสเข้ากลางมาให้ เอ็นเคเทียห์ วิ่งมายิงด้วยขวาหลุดกรอบไป

    นาที 24 มิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของอาร์เซน่อลต้องปวดหัวอีก หลัง ปาโบล มารี เซ็นเตอร์แบ็กมาเจ็บกล้ามเนื้ออีกคน ก่อนจะเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง ดาวิด ลุยซ์ ลงเล่นแทน

    นาที 34 "เรือใบสีฟ้า" เกือบได้ประตูขึ้นนำ หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดด้วยขวาเต็มแรงแต่ยังเป็น  แบร์นด์ เลโน่ ที่พุ่งปัดออกหลังไปหวุดหวิด

    อีกสองนาทีต่อมา กาเบรียล เชซุส แทงทะลุช่องให้ ดาบิด ซิลวา หลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายแต่บอลก็ยังไปติดมือ แบร์นด์ เลโน่ ที่โชว์เหนียวเซฟได้อีก

    นาที 37 เลโน่ ยังโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกอีก หลัง ริยาด มาห์เรซ หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายเหน่งๆแต่ยังโดนนายด่านเลือดเยอรมันเซฟไว้ไดีอีก

    เกมรับของทัพปืนใหญ่ปั่นป่วน นาที 40 เควิน เดอ บรอยน์ แทงบอลทะลุให้ สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปชิพบอลข้ามตัว เลโน่ ข้ามคานไปชนิดได้เสียว

    ช่วงทดเจ็บนาที 45+2 "เรือใบสีฟ้า" มาพังตาข่ายขึ้น 1-0 จนได้ จากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ เปิดบอลเข้าไป ดาวิด ลุยซ์ พยายามพักบอลด้วยหน้าขาแต่บอลปลิ้นหนีตัวจนโดน ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความเร็วควบเข้าไปหวดด้วยขวาเต็มข้อผ่านตัว เลโน่ เข้าไปอย่างเด็ดขาด

    จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ ได้ประตูขึ้นนำ อาร์เซน่อล 1-0

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง ยังไม่มีการเปลี่ยนตัวเพิ่ม ทว่า นาที 49 สถานการณ์ของอาร์เซน่อลแย่ลงไปอีกเมื่อต้องมาเสียจุดโทษและเหลือแค่ 10 คน หลัง ดาวิด ลุยซ์ มาโดนใบแดงไล่ออกจากจังหวะที่ไปดึง ริยาด มาห์เรซ ล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสิน ชี้เป็นจุดโทษ และเป็น เควิน เดอ บรอยน์ ยิงเข้าไปไม่พลาด ให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    ลูกทีมของ เป๊ป ยังเดินหน้ารุกเต็มที่ นาทีที่ 60 ได้ลุ้นอีกหลัง กาเบียล เชซุส ตั้งป้อมซัดนอกกรอบบอลพุ่งแรงแต่ยังไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่

    นาที 70 เจ้าบ้านโหมโจมตีต่อเนื่อง ราฮีม สเตอร์ลิง ไหลบอลต่อให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้กดด้วยขวาบอลพุ่งแต่ยังไม่ผ่านมือ แบร์นด์ เลโน่ ที่เซฟเป็นที่ 7 ของเกม

    นาที 81 "เรือใบ" มาเสีย เอริค การ์เซีย ที่บาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหวทำให้ เป๊ป ต้องเปลี่ยนเอา

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+2 เจ้าบ้านมาได้ประตูนำห่างเป็น 3-0 จากจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายมาเสาไกลให้ กุน อเกวโร่ ตัวสำรองยิงไปติดเซฟ แบร์นด์ เลโน่ ก่อนบอลจะชนเสามาเข้าทาง ฟิล โฟเด้น ยิงซ้ำเข้าไป

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่มเติม จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไล่ทุบเอาชนะ อาร์เซน่อล ที่เหลือ10คนไปได้ 3-0 คว้าสามแต้มนั่งรองฝูงต่อไปโดยมี 60 คะแนน ส่วน อาร์เซน่อล รั้งอันดับ 9 มี 40 คะแนน
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน – ไคล์ วอล์คเกอร์, เอริค การ์เซีย, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – อิลคาย กุนโดกัน, เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา – ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส

        อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่, เอคตอร์ เบเยริน, ปาโบล มารี, ชโคดราน มุสตาฟี่, คีแรน เทียร์นี่ย์, – กรานิต ชาคา (ดานี่ เซบายอส น.10), มัตเตโอ เก็นดูซี่ – บูกาโย่ ซาก้า, โจ วิลล็อค, เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ – ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

แฟนเก่าแฉวอล์คเกอร์นอกใจหลายหนแต่ยังให้อภัย สุดท้ายรับไม่ได้เพราะทำหญิงคนดังท้อง

แอนนี่ คิลเนอร์ อดีตแฟนสาวของ ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษ ออกมาแฉถึงพฤติกรรมของอดีตคู่รู้ใจที่ไปคบชู้จนหญิงคนนั้นตั้งท้อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็เคยให้อภัยมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ดาวเตะ แมนฯซิตี้ ก็ยังไม่เลิกเล่นชู้กับสาวอื่น

    แอนนี่ คิลเนอร์ วัย 27 ปี คบหาดูใจกับ ไคล์ วอล์คเกอร์ ดาวเตะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มานานถึง 11 ปี และมีลูกด้วยกัน 3 คน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายหญิงได้ออกมาแฉพฤติกรรมนอกใจของอดีตคนรักว่าแอบไปคบหากับ ลอรีน กู้ดแมน อินฟลูเอ็นเซอร์คนดังวัย 29 ปี จนตั้งท้องและเพิ่งคลอดลูกเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

    "สิ่งที่เขาทำกับฉันและลูก ๆ มันเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ฉันไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดได้เลย"

    "ตอนปลายเดือนมีนาคม ปีก่อน เขาทรยศด้วยการไปยุ่งกับ ป็อปสตาร์รายการทีวี ฉันมารู้เรื่องในอีกหนึ่งเดือนต่อมา ซึ่งมันเจ็บปวดมาก ๆ เขาขอร้องฉันให้อภัย แต่ตอนเดือนกรกฎาคมเขาก็ทำมันขึ้นอีก"

    "มันไม่ใช่แค่นั้นนะ อีกสามเดือนต่อมามีคนตั้งท้อง แล้วใครเป็นคนทำล่ะ? ฉันไม่รู้อีกแล้วว่าตอนนั้นฉันคิดอะไรและรู้สึกยังไง ฉันรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ในแต่ละวันเต็มไปด้วยความเจ็บปวด"   

    "เรื่องที่เขาทำลงไป ฉันจึงไม่คิดว่าเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว มันทำให้ฉันเศร้ามาก ๆ และสิ่งที่ฉันได้รับมันเจ็บปวด ฉันไม่ควรจะมาเจออะไรแบบนี้"

 

    "ฉันรัก ไคล์ มากที่สุด และฉันก็จะรักเขาตลอดไป แต่เมื่อมาทำเรื่องนี้กับฉัน..หลังจากมีลูกด้วยกัน 3 คน? ฉันก็พยายามจะเกลียดเขาแต่ฉันจะเกลียดคนที่เป็นพ่อของลูก ๆ ได้ยังไงกันล่ะ? ก่อนที่เขาจะนอกใจ เขาคือเพื่อนที่ดีที่สุด เป็นคู่ชีวิต ฉันไว้ใจเขาทุก ๆ เรื่อง"

    "แต่มันไม่มีอะไรที่ฉันรับรู้ได้ว่าเป็นเรื่องจริง เพราะเขามาแทงข้างหลัง"

    นอกจากนี้ แอนนี่ ยังเผยถึงเรื่องที่เธอต้องใจแตกเป็นเสี่ยง ๆ จากการที่ วอล์คเกอร์ มีลูกกับหญิงอื่น หลังจากที่เธออุตส่าห์ให้โอกาสเขาได้แก้ตัวเป็นครั้งสุดท้ายภายหลังจากที่เคยพบว่าเขาแอบมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับ ลอร่า บราวน์

    "ฉันเคยยกโทษให้เขา ฉันรู้ดีว่าฉันไม่สามารถให้เขาเลิกมีนิสัยแบบนั้นได้อีกแล้วหลังจากที่เขามีอะไรกับ ลอร่า บราวน์"

    "เหมือนกับว่าการปล่อยโจรไปจากร้านหลังจากที่จับได้คาหนังคาเขาว่าพวกเขาขโมยของ แต่สุดท้ายพวกเขาก็กลับมาพยายามปล้นอีกครั้ง"

    "ฉันปล่อยให้เขาสบายใจนานเกินไป บางทีฉันอาจจะไม่ควรทำอย่างนั้นก็ได้ ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่แสนสุข และยึดมั่นในหลักศีลธรรม"

    "ฉันมีลูก 3 คนที่ต้องเลี้ยงดู และฉันก็ไม่ได้ซึมเศร้าไปกับมันมากนัก ฉันก็แค่ตัดสินใจเดินไปข้างหน้า ฉันพร้อมที่จะให้โอกาสสุดท้ายกับเขาเพื่อผลประโยชน์ของลูกๆ ฉันรุ้ดีว่ามันมีโอกาสที่ ไคล์ จะทำอย่างนั้นอีกครั้ง แต่การทำให้คนท้องมันถือเป็นฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุด"

    "การที่เธอมีลูกกับเขามันถือว่าจะทำให้ทั้งคู่ต้องเกี่ยวข้องกันไปตลอดกาล ฉันต้องใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องนั้นในทุกวัน ฉันจิตใจแตกสลายเพราะเรื่องเหล่านั้น ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่มีทางที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้ว"