เป๊ปช้ำ-แมนซิตี้สะดุดอีก! โรดริโก้แสบซัดพาลีดส์ไล่เจ๊าสุดมันส์

ราฮีม สเตอร์ลิง แม้จะซัดประตูให้ "เรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำไปก่อนทว่าในครึ่งหลังเจอทีเด็ดของ โรดริโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนซัดจ่อๆพา ลีดส์ ยูไนเต็ด ไล่เจ๊า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา

รสนาม : เอลแลนด์ โร้ด

    พรีเมียร์ลีก นัดที่ 4 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ชนะมา 2 เกมติด ล่าสุดบุกเฉือนชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 1-0 เกมนี้รับมือ "เรือใบสีฟ้า" แมนฯซิตี้ ทีมอันดับ 12 ที่ลงเล่นเป็นนัดที่ 3 หลัง2เกมแรกชนะและแพ้มา ซึ่งฟอร์มล่าสุดพ่ายคาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ สุดเละเทะ 2-5

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า ใช้ แพทริค แบมฟอร์ด เป็นหน้าเป้า โดยมีตัวสนับสนุนอย่าง เอลแดร์ กอสต้า และไทเลอร์ โรเบิร์ต ส่วนฝั่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ประเดิมใช้ รูเบน ดิอาส เซ็นเตอร์แบ็กตัวใหม่ที่ซื้อมาด้วยคาตัว 62 ล้านปอนด์ ขณะที่แนวรุกยังใช้ 3ประสานทั้ง เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง และริยาด มาห์เรซ

    เริ่มเกมมาไม่ถึง 3 นาที "เรือใบสีฟ้า" เกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน เควิน เดอ บรอยน์ ตะบันฟรีคิกกว่า 35 หลาบอลพุ่งชนเสาแรกอย่างน่าเสียดาย แม้ ราฮีม สเตอร์ลิง จะพุ่งมาซ้ำแต่บอลชนหน้าแข้งออกหลังไป

    ทีมเยือนยังเปิดเกมรุกโจมตีอย่างหนัก นาที 11 เควิน เดอ บรอยน์ ลากมาซัดกลางประตูไปติด โรบิน ค็อช ก่อนอีก 2 นาทีถัดมา เฟร์ราน ตอร์เรส ได้หลุดไปทางขวาก่อนจะหวดไปติดแนวรับยูงทองเช่นกัน

    นาที 15 ลูกทีมของเป๊ปชวดได้ประตูอีก คราวนี้ สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปสับขาก่อนล็อคหนี ลุค อายลิ่ง แล้วปาดไปเสาไกลให้ ตอร์เรส วิ่งมาอัดด้วยซ้ายบอลน่าจะเข้า แต่ก็ยังไปติดบล็อค สจ๊วร์ต ดัลลัส

    นาที 18 หลังบดอยู่นาน แมนฯซิตี้ มาพังตาข่ายนำเจ้าถิ่น 1-0 สำเร็จ เป็นความยอดเยี่ยมของ ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากจากซ้ายตัดเข้ากลางก่อนซัดด้วยขวาไม่ถึง 18 หลาส่งบอลพุ่งเสียบมุมตาข่าย

    นาที 24 เจ้าบ้าน "ยูงทอง" มีโอกาสลุ้นเช่นกัน เอลแดร์ กอสต้า จ่ายสั้นๆให้ แพทริค แบมฟอร์ด กดด้วยซ้ายพุ่งข้ามคานแบบได้เสียว

    นาที 37 ลูกทีมของ บิเอลซ่า เกือบได้ลุ้นตีเสมอ ไทเลอร์ โรเบิร์ต ไหลสั้นให้ สจ๊วร์ต ดัลลัส หลุดเข้าไปซัดมุมแคบในกรอบ 6 หลาแต่บอลยังไปติดเซฟของ เอแดร์ซอน ที่ออกมาบล็อคลูกได้ทัน

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านพลาดได้ประตูอีกครั้ง หลัง ลุค อายลิ่ง ฉกความผิดพลาดของ เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนลากเข้าไปล็อกหนี เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์ แต่จังหวะซัดด้วยซ้ายดันไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ที่เซฟได้อย่างเหลือเชื่อ

   จบครึ่งแรก ลีดส์ ยูไนเต็ด ตามหลัง แมนฯซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง มาร์เซโล่ บิเอลซ่า เปลี่ยนตัวถอดเอา  เอซกาน อลิโอสกี้ ที่ไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่าไหร่ออกแล้วส่ง เอียน โปเวด้า-โอกัมโป้ ลงเล่นแทน

    แค่ นาที 46 เจ้าบ้านได้ลุ้นตีเสมออีก คราวนี้ โปเวด้า-โอกัมโป้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์โ ซัดด้วยซ้าย ทว่ายังไปติดบล็อคของ รูเบน ดิอาซ ที่ช่วยเซฟสกัดไม่ให้ทีมเยือนเสียประตู

     นาที 56 "ยูงทอง" เปลี่ยนตัวอีกส่ง โรดรีโก้ โมเรโน่ หัวหอกทีมชาติสเปนลงมาเล่นแทน ไทเลอร์ โรเบิร์ต

    แค่ 2 นาทีที่อยู่ในสนาม โรดรีโก้ เกือบแผลงฤทธิ์หลังกระชากเข้าไปในกรอบแล้วหวดด้วยซ้ายมุมแคบบอลไปแฉลบแนวรับก่อนพุ่งชนสามเหลี่ยนมออกหลัง

    นาที 59 จากจังหวะต่อเนื่องจากลูกเตะมุม เจ้าบ้านมาทวงประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ คัลวิน ฟิลลิปส์ เปิดคอนเนอร์มากลางประตู ทว่า เอแดร์ซอน นายด่านของซิตี้ออกมาตัดบอลพลาดทำหลุดมือไปชน เบนฌาแม็ง เมนดี้ ก่อนมาเข้าทาง  โรดรีโก้ โมเรโน่ ซัดจ่อๆด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูของเจ้าตัวในพรีเมียร์ลีกนับแต่ย้ายมาร่วมทีม

    เป๊ป ต้องแก้เกมบ้าง ถอดเอา เฟร์ราน ตอร์เรส ออกแล้วส่ง แบร์นาร์โด้ ซิลวา ที่หายเจ็บกลายมาเล่นแทน

    นาที 68 เจ้าบ้านเกือบพลิกแซงขึ้นนำ บอลจากฟรีคิกทางซ้ายเปิดมาในกรอบ เลียม คูเปอร์ เทกตัวโขกไปแฉลบหัว โรดรี้ ก่อนไปติดปลายมือ เอแดร์ซอน ปัดชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    ทัพ "ยูงทอง" โหมกดดันบุกใส่อย่างหนัก คราวนี้ ลุค อายลิ่ง ครอสจากขวามาเสาแรก แพทริค แบมฟอร์ด โขกเช็ดเช็ดกลางให้ โรดรีโก้ โมเรโน่ โหม่งย้อนไปเสาแรก บอลกำลังจะย้อยเข้าอยู่แล้วแต่ เอแดร์ซอน ยังเหินปัดไปชนคานออกหลังหวุด
หวิด

    นาที 72 "เรือใบสีฟ้า" พลาดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย หลัง สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวเข้าไปดวลกับ อิลล็อง เมสลิเย่ร์ แต่จังหวะสุดท้ายพยายามจะเลี้ยงหลบเลยโดนนายด่านยูงทองตะครุบบอลไว้ได้

    นาที 74 เอแดร์ซอน ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง โรดริโก้ ไหลบอลต่อให้ แพทริค แบมฟอร์ด หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้าย ยังดีนายด่านทีมชาติบราซิลช่วยชีวิต "ซิตี้" ไว้ได้

    ท้ายเกม ลูกทีมของ เป๊ป ไม่สามารถเจาะแนวรับยูงทองเพิ่มได้ จบเกม ลีดส์ ยูไนเต็ด เสมอกับ แมนฯซิตี้ 1-1 แบ่งแต้มกันไป
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน คอช, เลียม คูเปอร์, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ไทเลอร์ โรเบิร์ต, มาเตอุสซ์ คลิช, เอซกาน อลิโอสกี้ – แพทริค แบมฟอร์ด

        ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์,  เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, รูเบน ดิอาส, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, ฟิล โฟเด้น – เฟร์ราน ตอร์เรส, ราฮีม สเตอร์ลิง, ริยาด มาห์เรซ

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

        ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

 

แมนฯ ซิตี้ งานเข้า! “เดอ บรอยน์” เดี้ยงจากทีมชาติ ส่อชวดดวลปืนใหญ่

เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ของแมนฯซิตี้ ถอนตัวจากทีมชาติเบลเยียมแล้ว หลังฟิตไม่พอสำหรับเกม ยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับ ไอซ์แลนด์ ในวันพุธนี้

กองกลางวัย 29 มีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อยจากเกมแพ้อังกฤษ 1-2 ทำให้ถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 72

โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือทีมชาติเบลเยียมบอกว่าที่ เดอ บรอยน์ ถอนตัวก็เพื่อป้องกันไว้ก่อนและเขาไม่ได้อยู่ในสภาพเต็มร้อย

รายงานจาก เดอะ มิร์เรอร์ ระบุว่าแม้อาการเจ็บของเขาจะไม่รุนแรงนัก แต่ก็น่าจะทำให้พลาดเกมเจอกับ อาร์เซน่อล ไป

ทาง “เรือใบสีฟ้า” เองก็ไม่อยากเสี่ยงส่งนักเตะลงสนาม เพราะอาจกลายเป็นผลร้ายและทำให้เขาต้องพักยาวนานกว่านี้

นั่นหมายความว่า เดอ บรอยน์ ไม่น่าจะได้มีส่วนร่วมและปล่อยให้พักเต็มๆ ก่อนถึงเกมแชมเปี้ยนส์ลีกนัดแรกที่จะพบกับ ปอร์โต้ ในวันพุธหน้า

แมนฯ ซิตี้ จะลงสนามพบกับ อาร์เซน่อล โดยที่ผ่านการเก็บไปได้ 4 แต้มใน 3 เกมแรกของฤดูกาล

แชมป์เก่าเปิดหัว! เรอัลมาดริดจัด “เบนเซม่า” บุกล่าตาข่ายโซเซียดาด

เรอัล มาดริด แชมป์เก่าเมื่อฤดูกาลก่อน เกมนี้ ต้องเจอปัญหาหลักมีแข้งรายหลายยังบาดเจ็บและไม่ฟิตลงสนาม กระนั้นเกมนี้ยังใช้ คาริม เบนเซม่า เป็นทีเด็ดล่าตาข่าย ในเกมบุกไปเยือน เรอัล โซเซียดาด เกมเปิดหัว ลา ลีกา สเปน คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน นี้ 

ปรีวิว ลา ลีกา สเปน
เรอัล โซเซียดาด (6) – เรอัล มาดริด    (15) 
วัน อาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2563 เวลา : 02.00 น.
สนาม : เรอาเล่ อารีน่า

    เรอัล โซเซียดาด

      อีมานอล อัลกวาซิล ยังคงมีนักเตะบาดเจ็บเต็มทีม ล่าสุด อีกอร์ ซูเบลเดีย  มิดฟิลด์ตัวรับเจ็บเพิ่มอีกราย นอกจากนี้ยังมีที่เจ็บอยู่แล้วไล่ตั้งแต่ โยเซบา ซัลดูอา,อาเซียร์ อิยาร์ราเมนดี้,วิลเลี่ยน โชเซ่,นาโช่ มอนเรอัล,ลูก้า ซากายี่,ยอน กูรีดี,มาร์ติน ซูบิเมนดี้,อเล็กซ์ โซล่า ,วิลเลี่ยน โชเซ่ และ ดาบิด ซิลบา ซึ่งติดโควิด-19 

    ในการจัดทัพ จะเกมวางลงมาในระบบ 4-3-3 แนวรับ อาริตซ์ เอลูสตอนโด้ ยืนเซนเตอร์แบ็กร่วมกับ ดีเอโก้ ยอร์เรนเต้ , แบ็กขวา อันโดนี่ โกโรซาเบล ส่วนซ้ายใช้ ไอเอน มูนญอซ แดนกลาง อันเดร์ เกบาร่า รับบทตัวตัดเกม และมี มิเกล เมรีโน่ กับ โรเบร์โต้ โลเปซ ขับเคลื่อนเกมรุก ส่วนสามประสานในแดนหน้าใช้ กริสเตียน ปอร์ตู,ไอซัค อเล็กซานเดอร์ และ  มิเกล โอยาซาบัล 

    เรอัล มาดริด 

    ซีเนดีน ซีดาน ต้องปวดหัวไม่น้อยกับการจัดทัพในเกมนี้เพราะนักเตะร่วม 6 รายมีปัญหาบาดเจ็บไล่ตั้งแต่ เอแดร์ มิลิเตา,เอแดน อาซาร์,ลูกัส บาสเกซ,อิสโก้,มาเรียโน่ ดิอ๊าซ,มาร์โก อาเซนซิโอ ข่าวดีคือ ลูก้า โยวิช ฟิตกลับมาพร้อมใช้งาน 

    อย่างไรก็ตามหัวหอกเซิร์บน่าจะนั่งสำรองเนื่องจากแนวรุก ซีดาน เตรียมวาง คาริม เบนเซม่า ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า ร่วมด้วย วินิซิอุส จูเนียร์ และ โรดรีโก้ โกเอส อยู่ด้านข้าง ส่วนตรงกลาง โทนี่ โครส,ลูก้า โมดริช และ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ ขับเคลื่อน เกม แนวรับ เซร์คิโอ รามอส ยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟกับ ราฟาแอล วาราน แบ็กขวา ดานี่ การ์บาฆาล และแบ็กซ้ายจะเป็น มาร์เซโล่ 

    11 นักเตะตามคาด

    เรอัล โซเซียดาด (4-3-3) อเล็กซ์ รามีโร่-อันโดนี่ โกโรซาเบล,อาริตซ์ เอลูสตอนโด้,ดีเอโก้ ยอร์เรนเต้,ไอเอน มูนญอซ-โรเบร์โต้ โลเปซ,อันเดร์ เกบาร่า,มิเกล เมรีโน่-กริสเตียน ปอร์ตู,อเล็กซานเดอร์ ไอซัค,มิเกล โอยาซาบัล

    เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบลต์ กูร์กตัวส์-ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส, ราฟาแอล วาราน,มาร์เซโล่-โทนี่ โครส,เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,ลูก้า โมดริช-โรดรีโก้ โกเอส,คาริม เบนเซม่า,วินิซิอุส จูเนียร์

ผลการพบกันที่ผ่านมา
วัน/เดือน/ปี    รายการ         ผลการแข่งขัน 

22/06/20       ลาลีกา  เรอัล โซเซียดาด 1-2 เรอัล มาดริด 
07/02/20      โกปา เดล เรย์   เรอัล มาดริด 3-4 เรอัล โซเซียดาด 
24/11/19        ลาลีกา เรอัล มาดริด 3-1 เรอัล โซเซียดาด 
12/05/19       ลาลีกา    เรอัล โซเซียดาด 3-1 เรอัล มาดริด 
07/01/19       กระชับมิตร  เรอัล มาดริด 0-2 เรอัล โซเซียดาด 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด 
เรอัล โซเซียดาด

13/09/20 เสมอ เรอัล บายาโดลิด 1-1 (เยือน) ลาลีกา 
06/09/20 ชนะ โอซาซูน่า 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร 
05/09/20 เสมอ อลาเบส 2-2 (เหย้า) กระชับมิตร
03/09/20 แพ้ บียาร์เรอัล 0-2 (เยือน) กระชับมิตร 
20/07/20 เสมอ แอตเลติโก มาดริด 1-1 (เยือน) ลาลีกา 

เรอัล มาดริด    
08/08/20 แพ้ แมนฯซิตี้ 1-2 (เยือน) ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
20/07/20 เสมอ เลกาเนส 2-2 (เยือน) ลาลีกา 
17/07/20 ชนะ บียาร์เรอัล 2-1 (เหย้า) ลาลีกา 
14/07/20 ชนะ กรานาด้า 2-1 (เยือน) ลาลีกา 
11/07/20 ชนะ อลาเบส 2-0 (เหย้า) ลาลีกา  

 

รามอสเบิ้ล-ฟาติแจ่ม! สเปนฟอร์มดุเปิดบ้านยำยูเครนศึกเนชั่นส์ ลีก

หลุยส์ เอ็นรีเก้ นายใหญ่ ”กระทิงดุ” เรียกความมั่นใจคืนสู่ทีมสำเร็จหลังได้ เซร์คิโอ รามอส เหมาคนเดียว 2 ประตูก่อน อันซู ฟาติ เปิดซิงสกอร์แรกในรั้วทีมชาติพาทีมถล่ม ยูเครน 4-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนนขึ้นนำจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 4 ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา


สนาม :  เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, มาดริด

หลุยส์ เอ็นรีเก้ เทรนเนอร์ทีมชาติสเปน พาทีมไล่ตีเสมอเยอรมัน 1-1 ในช่วงท้ายเกมของศึกเนชั่นส์ ลีก นัดล่าสุด โดยได้ประตูจากโฆเซ่ หลุยส์ กาย่า ช่วยให้รอดพ้นความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิด และทำให้ไม่แพ้มา 5 เกมแล้ว

ทางด้าน อังเดร เชฟเชนโก้ เทรนเนอร์ทีมชาติยูเครน พาทีมเบียดชนะสวิตเซอร์แลนด์ 2-1 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 4 ในรอบ 5 เกม

เปิดฉากได้เพียง 2 นาที  ”กระทิงดุ” ทะยานออกนำอย่างรวดเร็วจากลูกจุดโทษเป็นจังหวะของ อันซู ฟาติ โชว์ลีลาไขว้บอลหลบก่อนโดน เซอร์เก คริฟต์ซอฟ แหย่ข้อเท้าร่วงลงไปในกรอบเขตโทษ เซร์คิโอ รามอส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด

นาทีที่ 11 สเปน ได้เสียวอีกจากลูกวางยาวของ เซร์คิโอ รามอส หยอดออกซ้ายให้ เซร์คิโอ เรกีลอน หลุดกับดักล้ำหน้าสอดมาพักอกก่อนตวัดด้วยซ้ายบอลผ่านหน้าประตูออกหลังไป

5 นาทีต่อมาคราวนี้เป็นลูกสูตรเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ เจ้าถิ่น เซร์คิโอ เรกีลอน สอดมาครอสเข้าหัว เซร์คิโอ รามอส โขกเปลี่ยนทางแต่ไปตรงตัว อังเดร เปียตอฟ

โหมบุกอยู่ฝ่ายเดียวนาทีที่ 18 อันซู ฟาติ ถอยมารับบอลก่อนแทงช่องให้ เคราร์ด โมเรโน่ หลุดเดี่ยวเข้ากรอบเขตโทษแต่จังหวะยิงด้วยซ้ายหักข้อมากไปหลุดเสาไกลนิดเดียว

ครึ่งทางผ่าน ”กระทิงดุ” เร่งเครื่องต่อเนื่อง อันซู ฟาติ รับบอลทางริมเส้นฝั่งขวาโชว์ลีลาแหวกแนวรับ ยูเครน หลุดเข้าเขตโทษก่อนเลือกปั่นด้วยขวาเฉี่ยวเสาออกไปได้ลุ้น

สุดท้ายนาทีที่ 29 สเปน หนีห่างออกไปจนได้เป็นลูกเปิดของ ดานี่ โอลโม่ ตักย้อนมาเสาไกลให้ เซร์คิโอ รามอส ที่ยืนอยู่หลัง เซอร์เก คริฟต์ซอฟ แต่ขึ้นได้สูงกว่าชิงโขกย้อยข้าม อังเดร เปียตอฟ ซุกก้นตาข่าย

3 นาทีต่อมากลายเป็นยำใหญ่คราวนี้ อันซู ฟาติ ขอบ้างดึงจังหวะพาบอลตัดเข้าในก่อนตะบันด้วยขวาบอลโค้งอ้อมแนวรับ ยูเครน ผ่านมือ อังเดร เปียตอฟ เช็ดเสาไกลเข้าประตูสุดงาม

โอกาสยิงครั้งแรกของ ยูเครน ต้องรอถึงนาทีที่ 41 เป็นลูกจ่ายของ รุสลัน มาลินอฟสกี้ แทงช่องต่อให้ บ็อกดาน มิคาอิลเชนโก้ หลุดขึ้นมาทางซ้ายแต่จังหวะยิงไม่ดีเบาไปตรงตัว ดาบิด เด เคอา

หมดครึ่งเวลาแรก สเปน 3 ยูเครน 0

60 นาทีผ่านยังคงเป็น สเปน ที่เหนือกว่าทั้งรูปเกมและจังหวะลุ้นประตูคราวนี้เป็น ดานี่ โอลโม่ ปั่นด้วยซ้ายหน้าหัวกะโหลกไปติดมือ อังเดร เปียตอฟ ตะปปเอาไว้ได้ทัน

2 นาทีต่อมา เซร์คิโอ เรกีลอน เก็บตกหน้ากรอบเขตโทษซัดไปติดเซฟ อังเดร เปียตอฟ เด้งมาเข้าทาง เคราร์ด โมเรโน่ ส่งบอลไปซุกก้นตาข่ายน่าเสียดายธงล้ำหน้ายกขึ้นมาก่อนแล้ว

ก่อนหมดเวลา 15 นาที ”กระทิงดุ” หวิดบวกสกอร์ปิดกล่องเป็น ออสการ์ โรดรีเกซ ตัวสำรองก้มหน้าปั่นด้วยขวาบอลพุ่งแรงติดปลายมือ อังเดร เปียตอฟ เปลี่ยนทางไปชนคานออกหลัง

 แต่แล้วนาทีที่ 84 ดาวยิงป้ายแดงแมนฯซิตี้มาปิดกล่องให้ สเปน จนได้เป็นจังหวะส้มหล่น มีโคล่า มัตวิเยนโก้ โขกสกัดไม่ดีมาเข้าทาง เฟร์ราน ตอร์เรส ตวัดตูมเดียวบอลกระดอนพื้นผ่านมือ อังเดร เปียตอฟ ตุงตาข่าย

จบเกม สเปน 4 ยูเครน 0 ลูกทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เรียกความมั่นใจสำเร็จพร้อมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนขึ้นนำจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 4

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง
   
สเปน (4-3-3) : ดาบิด เด เคอา – เฆซุส นาบาส, เซร์คิโอ รามอส (เอริค การ์เซีย น.61), เปา ตอร์เรส, เซร์คิโอ เรกีลอน –  โรดริโก้ เอร์นานเดซ (ออสการ์ โรดรีเกซ น.69), ติอาโก้ อัลกันตาร่า, มิเกล เมริโน่ – ดานี่ โอลโม่, อันซู ฟาติ, เคราร์ด โมเรโน่ (เฟร์ราน ตอร์เรส น.74)

เทรนเนอร์ : หลุยส์ เอ็นรีเก้  
  
ยูเครน (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โอเล็กซานเดอร์ ทิมชิค, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, มีโคล่า มัตวิเยนโก้, บ็อกดาน มิคาอิลเชนโก้ – รุสลัน มาลินอฟสกี้, อีกอร์ คาราติน (เซอร์เก ซิดอร์ชุค น.63) – อังเดร ยาร์โมเลนโก้ (วิคเตอร์ โควาเลนโก้ น.79), โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, โรมัน ยาเร็มชุค – มาร์ลอส (วิคเตอร์ ทซีกานคอฟ น.55)

ใครนะ!โดน”ดีทมาร์ ฮามันน์”ไล่ให้กลับไทยไปทำนา

อดีตนักเตะดังอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยบอกให้นักเตะไทย รายหนึ่งไปทำนาดีกว่าหากเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ !
   
นักเตะคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นั่นเอง อดีตกองกลาง ดีกรีทีมชาติ เยอรมัน ที่เคยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค , นิวคาสเซิล , ลิเวอร์พูล , โบลตัน ฯ , มิลตัน คีนส์ ดอน  ไล่ให้"เจ้าคาร์" กลับมาทำนาที่เมืองไทยมาแล้ว เมื่อตอนที่ "เจ้าคาร์" ไปร่วมซ้อมกับทีม "เรือใบสีฟ้า " แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สมัยที่ ทีม "เรือใบสีฟ้า " มีเจ้าของทีมเป็นคนไทย อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

    ห้วงเวลานั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ให้โอกาส 3 นักเตะไทยไปฝึกลูกหนังกับ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 3 คนคือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทองฯที่ ค้าแข้งอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ ในเจลีก ขณะนี้ , สุรีย์ สุขะ อดีตแข้งดัง ชลบุรีฯ ที่ตอนนี้เล่นกับ สิงห์ระฆังทอง และอีกรายก็คือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นักเตะจากเมืองดอกบัว จ.อุบลฯ ที่ตอนนั้นเล่นกับ "ฉลามชล" นั่นเอง

    ปัจจุบันในวัย 34 ปี "เจ้าคาร์" อำลา การเป็นนักเตะไปแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำไป โดยกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ทีมสุดท้ายที่ เขาเล่นคือ โปลิศ เทโรฯ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บริเวณ หมอนรองกระดูกหัวเข่าขวา อักเสบ เลยทำให้เขาไม่สามารถไปต่อในฐานะพ่อค้าแข้งได้

    ปูมหลังของ "เจ้าคาร์" เขาเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนศรีประทุมพิทยาคม บ้านเกิด แต่ สถาบันการศึกษาที่ทำให้"เจ้าคาร์"ได้เดินสู่การเป็นพ่อค้าแข้งจริงจังก็คือ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตนักเตะให้"ฉลามชล" และหลายๆทีมในเครือเมืองชล ต่อจากอสช.ศรีราชา  นั่นเอง ที่เขามาเรียนระดับม.ปลายที่นี่และก้าวเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในที่สุด ก่อนจบปริญญาตรี ม.กรุงเทพธนบุรี

    ด้านการรับใช้ชาตินั้น "เจ้าคาร์" เริ่มต้นติดธงหนแรกชุด ยช. 16 ปี ที่ มี"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ทำทีม  ตอนเรียน ม.4 นักเตะชุดนั้นมี เจษฎากรณ์ เหมแดง , ภานุวัฒน์ จินตะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ อดีตเพื่อนร่วมทีม"ฉลามชล"

    จากนั้นติดยช.19 ปี ที่มี"โค้ชหรั่ง"ชาญวิทย์ ผลชีวิน คุมทัพ ก่อนจะติดทีมชุดปรีโอลิมปิก และติดธงชุดใหญ่หนแรกในวัยแค่ 19 ปีเคยเล่นกับรุ่นพี่อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง , ธชตะวัน ศรีปาน ในศึกอช.คัพ เมื่อปี คศ. 2007 , คัดเลือกฟุตบอลโลก ก็เคยติดมาแล้ว

    "เจ้าคาร์"  เล่นซีเกมส์ 3 ครั้ง ได้แชมป์  2 สมัยที่ ฟิลิปปินส์ และไทย อีกครั้งก็คือ ที่ ลาว 

    เมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อราว 12 ปีที่แล้ว แม้จะไม่สามารถฝ่ากำแพงสู่การเป็นนักเตะอาชีพในลีกดังอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษได้แต่ก็ทั้ง 3 รายได้รับการส่งต่อโดย "เจ้ามุ้ย" กับ สุรีย์ ถูกส่งไปซ้อมกับ กลาส ฮอปเปอร์ ซูริค ทีมดังลีกสวิตเซอร์แลนด์ ส่วน "เจ้าคาร์" ได้ไปซ้อมกับ คลับ บรูซ ของเบลเยียม โดย"เจ้าคาร์" หอบเงินกลับมาราว 4 ล้านบาท ในครั้งนั้น

    "เจ้าคาร์" เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ เขาโดน ดีทมาร์ ฮามันน์ ไล่ให้กลับไทยมาทำนา ประมาณ ว่า เล่นฟุตบอลเหมือนควาย นั้นเกิดตอนที่ผมซ้อมกับ แมนฯซิตี้ มีจังหวะหนึ่งที่ผมส่งบอลผิดจังหวะไปให้ ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ แบบส่งบอลเสียเลยทำให้ นักเตะเยอรมัน รายนี้อารมณ์เสียของขึ้น 555 พี่แกเลยด่าใส่ผม แต่ผมไม่โกรธนะครับ เพราะเราส่งบอลให้เขาไม่ดีจริงๆ"

    เส้นทางลูกหนังของ"เจ้าคาร์" นั้นเขาเล่นกับ ชลบุรีฯ ตั้งแต่อายุ 15-27 ปี จากนั้น ไปอยู่กับ "กว่างโซ้ง" สิงห์เชียงรายฯ 3 ฤดูกาลครึ่ง และกลับมาอยู่กับชลบุรีฯ 6 เดือนในเลกสองฤดูกาล พ.ศ. 2560  และ โปลิศเทโรฯ ที่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียว กระทั่ง ล่าสุดอยู่กับ โปลิศ เทโรฯ แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว

    วันนี้ชีวิตของ"เจ้าคาร์ "มีความสุขดี มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 30 ไร่ ซึ่ง 25 ไร่เป็นที่นา อีก 5 ไร่ เป็นที่ติดถนน คิดมูลค่าทั้งหมดก็น่าจะตัวเลขหลายล้านบาท

    "เจ้าคาร์" ร่วมกับ พี่ชาย ประวุฒินันท์ สายแวว นักเตะรุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา ที่จบการศึกษาจากม.มหิดล และเป็นโค้ชดีกรี ซีไลน์เซนส์ เอเอฟซี โดยอะคาเดมี่ที่ใช้ชื่อเขาเอง ว่า เกียรติประวุฒิ อะคาเดมี่ ตั้งอยู่อ.เมือง จ.อุบลฯที่สนาม ทูเดย์ สเตเดี้ยม อยู่ข้างๆ แมคโคร อุบลฯ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ เบอร์ 082-2026168 หรือเฟสบุ๊ค เกียรติประวุฒิ อคาเดมี่

 

สถิติ UCL! ‘เลวานดอฟสกี้-กนาบรี้’ยิงแซง’โรนัลโด้-เบล’

สองแนวรุกเสือใต้ซัดประตูแซงอดีตดูโอของราชันชุดขาว และเป็นสถิติใหม่ของถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก


โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ แซร์จ กนาบรี้ กลายเป็นคู่หูที่ยิงประตูมากที่สุดในศึกยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก 1 ฤดูกาล

ทีมเสือใต้โชว์ฟอร์มแกร่งไล่ยิง โอลิมปิค ลียง ในรอบรองชนะเลิศ 3-0 จากผลงานของกนาบรี้ 2 ประตู และเลวานดอฟสกี้ 1 ประตู

นั่นทำให้ทั้งคู่ยิงรวมกันในถ้วยยุโรปฤดูกาลนี้ไปแล้ว 24 ประตู (เลวานดอฟสกี้ 15, กนาบรี้ 9) กลายเป็นสถิติใหม่ของศึกแชมเปี้ยนส์ลีกทันที แซงหน้า คริสเตียโน โรนัลโด้ และ แกเร็ธ เบล ที่เคยยิงช่วย เรอัล มาดริด รวมกัน 23 ประตู ในฤดูกาล 2013/14

Editor Picks
-ส่องผลงาน 14 แข้งบราซิลของ เชลซี ใครรุ่ง ใครร่วง?
-แข้งแมนฯซิตี้ ฤดูกาล 2007/08 ก่อนถูกเทคโอเวอร์ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน?
-รุ่นพี่ปิร์โล : ส่องผลงาน 16 กุนซือ จากนักเตะดังสู่โค้ช
-Rank It Up : 8 ดาวรุ่งอาเซียนค่าตัวแพงที่สุด

ขณะเดียวกัน ดาวยิงชาวโปแลนด์ยังมีลุ้นทาบสถิติยิงประตูสูงสุดในถ้วยยุโรป 1 ฤดูกาล หลังตอนนี้ตามหลังเจ้าของสถิติอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่ทำไว้ 17 ประตู ในฤดูกาล 2013/14 เพียง 2 ประตู ในขณะที่ยังมีโปรแกรมลงเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ ปา่รีส แซงต์ แชร์กแมง 

ด้านบาเยิร์นก็มีลุ้นทำลายสถิติยิงประตูสูงสุดในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก 1 ฤดูกาลเช่นกัน ซึ่งบาร์เซโลนาทำไว้ 45 ประตู ในฤดูกาล 1999-2000 หลังตอนนี้พวกเขายิงไปแล้ว 41 ประตู

 

วารานจัดให้! ราฮีม-เชซุสซัดพาแมนซิตี้ถลุงเรอัลมาดริด ฉลุย8ทีมชปล.

ราฟาแอล วาราน เจอฝันร้ายสุดๆ หลังทำให้ทีมต้องเสียสองเม็ดให้ ราฮีม สเตอร์ลิง และกาเบรียล เชซุส ซัดคนละเม็ดพา "เรือใบสีฟ้า" เจ้าบ้านบดย้ำชัยเอาชนะ เรอัล มาดริด 2-1 รวมผลสองนัด ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ โปรตุเกส ด้วยประตูรวม 4-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นันสอง เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

สนาม :  เอติฮัด สเตเดี้ยม

    ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดสอง เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รับการมาเยือนของ เรอัล มาดริด อดีตแชมป์รายการนี้ 13 สมัย โดยเกมแรกที่ ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ก่อนพักเบรคโควิด-19 เป็น "เรือใบสีฟ้า" ที่บุกไปคว้าชัยถึงสเปนมาได้ 2-1

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของเรือใบเกมนี้ส่งสามประสานแนวรุกเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ ซีเนดีน ซีดาน เกมนี้ขาด เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเซ็นเตอร์แบ็กที่ติดโทษแบน ส่วนแนวรุกวาง เอแด็น อาซาร์, คาริม เบนเซม่า และโรดรีโก้

    เริ่มเกมมาได้แค่ 7 นาที เจ้าถิ่น "เรือใบ" ได้ทักทายก่อนเลย หลัง เควิน เดอ บรอยน์ตะบันด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งเข้ากรอบไปแฉลบ เอแดร์ มิลิเตา ออกหลังได้เตะมุม

    นาที 9 ลูกทีมของ "เป๊ป" มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากความผิดพลาดของแนวรับ ราฟาแอล วาราน แนวรับของ เรอัล มาดริด ที่เล่นพลาดโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอลในกรอบเขตโทษก่อนจะปาดให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ยิงโล่งๆเข้าไปไม่พลาด สกอร์รวมสองนัด แมนฯซิตี้ นำห่าง 3-1

    นาที 21 ราชันชุดขาว เกือบไล่ตีเสมอได้สำเร็จ หลัง อาซาร์ แทงบอลเข้ากลางให้ คาริม เบนเซม่า พลิกบอลกดด้วยขวาเน้นๆแต่บอลยังไปโดน เอแดร์ซอน พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    จากนั้นไม่ถึงนาที อาซาร์ ได้ลองกดด้วยซ้ายจากนอกกรอบบ้างแต่บอลพุ่งเลียดไม่ห่างมือนายด่านเจ้าถิ่นที่ล้มรับไว้ได้อีก

    นาที 28 เรอัล มาดริด ไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จ จากจังหวะที่ คาริม เบนเซม่า แทงบอลออกขวาให้ โรดรีโก้ หลบแข้งเจ้าถิ่นถึงเส้นหลังก่อนครอสมาให้ เบนเซม่า ที่วิ่งไปจุดนัดพบเทกตัวโขกลงพื้นเสียบเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด สกอร์รวม2นัด "ชุดขาว" ไล่มาเป็น 2-3

    นาที 37 แมนฯซิตี้ ตอบโต้ขึ้นมาบ้างบอลไหลออกซ้ายให้ ชูเอา กานเซโล่ ลากตัดเข้าหน้ากรอบแล้วอัดด้วยเท้าขวาข้างถนัดบอลพุ่งแรงจน ติโบต์ กูร์กตัวส์ ต้องปัดบอลออกไป

    อีก 5 นาทีถัดมา เจ้าบ้านได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายให้ ฟิล โฟเด้น ลากตัดเข้าหน้ากรอบก่อนอัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาออกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสมอกับ เรอัล มาดริด 1-1 (สกอร์รวม 2 นัด แมนฯซิตี้ นำ 3-2)

    กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง แค่นาที 47 เจ้าบ้านได้เสียวทันทีหลัง เดอ บรอยน์ ไหลออกให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ก่อนกดด้วยซ้ายไปติดบล็อคออกหลัง

    นาที 57 โอกาสของเจ้าบ้านมาอีก เดอ บรอยน์ ได้บอลหลุดเข้าไปก่อนล็อคหนี มิลิเตา ได้แล้วแต่จังหวะซัดด้วยขวาไปติด ดานี่ การ์บาฆาล ที่ตามมาบล็อคได้ทัน

    อาคันตุกะ ได้บอลสวนกลับขึ้นมาบ้าง นาที 64 คาริม เบนเซม่า ได้โอกาสับไกด้วยขวาในกรอบแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ เอแดร์ซอน

    อีกนาทีถัดมา "เรือใบสีฟ้า" โต้กลับทันควัน เดอ บรอยน์ ไหลให้ อิลคาย กุนโดอัน จ่ายเร็วต่อให้ กาเบรียล เชซุส พลิกบอลก่อนอัดด้วยขวาไปติดมือ ติโบต์ กูร์กตัวส์

    นาที 68 เจ้าถิ่นมาแซงได้ประตูขึ้นนำ 2-1 จนได้ และเป็นความผิดพลาดของ ราฟาแอล วาราน อีกครั้ง คราวนี้พยายามโหม่งบอลคืนหลังให้ ติโบต์ กูร์กตัวส์ แต่บอลเบาไปจน กาเบรียล เชซุส วิ่งตามไปซ้ายด้วยซ้ายมุมแคบผ่านตัว กูร์กตัวส์ เข้าไปทำให้สกอร์รวมสองนัด นำห่าง 4-2

    เดอ บรอยน์ ที่วันนี้เล่นได้โดดเด่นไหลออกขวาให้ ไคล์ วอล์คเกอร์ เติมมายิงด้วยขวานอกกรอบแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ กูร์กตัวส์

    จากนั้น นาที 86 เดอ บรอยน์ เรียกฟรีคิกให้ทีมได้ลุ้นระยะกว่า 23 หลา ก่อนที่ ดาบิด ซิลบา ตัวสำรองจะปั่นบอลด้วยซ้ายหลุดกรอบออกไปหวุดหวิด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะเรอัล มาดริด 2-1 ประตูรวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยประตูรวม 4-2 โดยในรอบก่อนรองชนะเลิศ จะจัดแบบมินิทัวร์นาเมนท์ รู้ผลในนัดเดียว โดยจะเล่นที่ประเทศโปรตุเกส
   
    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, แฟร์นันดินโญ่, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, ชูเอา กานเซโล่ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดอัน – ฟิล โฟเด้น, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    เรอัล มาดริด (4-3-1-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – ดานี่ การ์บาฆาล, เอแดร์ มิลิเตา, ราฟาแอล วาราน, แฟร์กล็องด์ เมนดี้ – ลูก้า โมดริช, กาเซมิโร่, โทนี่ โครส – โรดรี้, คาริม เบนเซม่า, เอแด็น อาซาร์

    ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ บรีช (เยอรมัน)

โทรฟี่แรกอาร์เตต้า! 5 ประเด็นร้อนหลังอาร์เซน่อลตบเชลซีซิวเอฟเอ คัพ

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ส่งท้ายฤดูกาล 2019/20 ได้อย่างสวยงามด้วยการผงาดคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ หลังแซงเอาชนะ เชลซี ได้สำเร็จพร้อมกับซิวตั๋วไปเล่นยูฟ่า ยูโรปาลีก ฤดูกาลหน้า ถือเป็นเกมที่มีประเด็นร้อนหลายอย่างมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนักเตะที่ทำประตู, เหล่าแข้งบาดเจ็บ หรือแม้กระทั่งผู้ตัดสิน เรามาดูกันว่าวิเคราะห์กันทีละประเด็นเลย

1.พูลิซิชสร้างประวัติศาสตร์

 

    เป็นวันที่ คริสเตียน พูลิซิช เจอทั้งเรื่องดีและเรื่องเลวร้าย เขาเป็นคนยิงประตูตั้งแต่ 5 นาทีแรกของเกมซึ่งจังหวะนี้มีทั้งความเก่งและความเฮงรวมกัน แนวรุกวัย 21 ปีเป็นคนพาบอลขึ้นหน้าและเริ่มต้นเกมรุกด้วยการจ่ายให้ เมสัน เมาน์ท ทางด้านซ้ายก่อนจะปาดเข้ากลางโดยบอลแฉลบแนวรับของอาร์เซน่อลมาเข้าทาง ชิรูด์ แตะบอลต่อให้กับ พูลิซิช ได้เลี้ยงหลบ คีแรน เทียร์นีย์ หนึ่งจังหวะก่อนซัดประตูเข้าไป

    ประตูนี้ทำให้เขาสร้างสถิติเป็นนักเตะชาวอเมริกันคนแรกที่ยิงประตูในเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศ และยังเป็นนักเตะสหรัฐฯคนที่ 3 ที่ลงเล่นในนัดชิงฯ ต่อจาก จอห์น ฮาร์คส์ และ ทิม ฮาวเวิร์ด

    เกมนี้ในจังหวะโอเพ่น เพลย์ พูลิซิช โดดเด่นมากโดยเฉพาะการใช้ความเร็วในการเลี้ยงแหวกแนวรับอาร์เซน่อลซึ่งสร้างปัญหาให้ลูกทีมอาร์เตต้าได้ตลอด แต่โชคร้ายเหลือเกินที่เขาบาดเจ็บแฮมสตริงจนถูกเปลี่ยนตัวออกเลยทำให้เกมรุกเชลซีมีประสิทธิภาพน้อยลงมาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากฟอร์มการเล่น ต้องยอมรับว่าเขาเป็นแนวรุกที่ดีที่สุดของเชลซีในตอนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย หวังว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะไม่หนักมากและกลับมาพร้อมฟาดแข้งในฤดูกาลหน้า

2.โอบามาเหนือ

 

    โอกาสยิงเข้ากรอบ 2 ครั้งของ โอบาเมย็อง ในเกมนี้เปลี่ยนเป็นสองประตูสุดสำคัญและกลายเป็นกัปตันทีมแอฟริกันคนแรกที่ผงาดแชมป์ เอฟเอ คัพ ไม่แปลกใจที่แฟนอาร์เซน่อลจะบอกว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งของตลาดซัมเมอร์นี้คือการรั้งโอบาเมย็องให้อยู่กับทีมต่อไปให้ได้

    ศูนย์หน้ากาบองพลาดซิวดาวซัลโวในฤดูกาลนี้หลังยิง 22 ประตูตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ แค่ลูกเดียว อย่างไรก็ตามยังถือเป็นซีซั่นที่เขาแสดงศักยภาพการจบสกอร์ให้เห็นต่อเนื่อง ไอเดีย, สเต็ปเท้า และการวิ่งหาพื้นที่ทำให้ อาร์เตต้า พบบทบาทใหม่ของเขานั่นคือการใช้ โอบาเมย็อง เล่นเป็นตัวริมเส้นฝั่งซ้าย เขาไม่ได้เล่นแบบศูนย์หน้าหมายเลข 9 แต่เขาก็ยังคงทำประตูได้เรื่อยๆ

    แมนฯ ซิตี้ รู้ซึ้งถึงความ “เวิลด์ คลาส” ในการจบสกอร์ของ โอบาเมย็อง แล้วในรอบรองชนะเลิศที่ผ่านมา และ นัดชิงชนะเลิศเจ้าตัวก็โชว์ให้เห็นอีกครั้งโดยการชิพข้ามตัวของ กาบาเยโร่ แบบเหนือชั้น อาร์เซน่อล ยังมีระยะทางอีกไกลเพื่อจะกลับไปยังจุดสูงสุดแต่เส้นทางของพวกเขาจะยากขึ้นไปอีกหากไม่สามารถรั้งกองหน้าคนนี้ไว้ได้ อาร์เตต้า คงหวังว่าการคว้าแชมป์ครั้งนี้คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้มั่นใจกับอนาคตของทีมมากขึ้นและตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับทีม

3.โชคร้ายบาดเจ็บทำพิษ

 

    ช่วง 20 นาทีแรกของเกม อาร์เซน่อล เจอความยากลำบากมากทั้งการตกเป็นฝ่ายตามหลังค่อนข้างเร็วและรูปเกมยังเป็นรองอีกต่างหาก ทว่าหลังจากนั้นลูกทีมแฟร้งค์ แลมพาร์ด แผ่วลงไปพอสมควร ขณะที่ทัพ “ปืนใหญ่” เริ่มเป็นฝ่ายตั้งหลักได้และสร้างเกมรุกได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะการวางบอลยาวจากแดนหลังขึ้นหน้า สร้างปัญหาให้แนวรุกเชลซรีจนโดนตีเสมอ

        เชลซี พยายามจะดึงโมเมนตัมให้กลับมาอยู่ฝั่งตัวเองแต่โชคร้ายที่มีผู้เล่นสำคัญของพวกเขาดันมาได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายครึ่งแรก นั่นคือกัปตันทีม เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ไม่เพียงเท่านี้ต้นครึ่งหลัง คริสเตียน พูลิซิช แนวรุกที่สร้างปัญหาให้กับอาร์เซน่อลมากที่สุดก็มาบาดเจ็บแฮมสตริงจนถูกเปลี่ยนตัวออก

    แถมท้ายเกมในช่วงที่ทีมกำลังหาประตูตีเสมอ ตัวสำรองอย่าง เปโดร โรดริเกซ ที่ลงเล่นให้เชลซีเป็นนัดสุดท้ายก่อนจะย้ายไป โรม่า ก็ต้องเดินออกจากสนามหลังบาดเจ็บที่ไหล่ นี่ยังไม่รวมถึงใบแดงของโควาซิช กองกลางคนสำคัญอีก ถือเป็นเกมที่ เชลซี สะบักสะบอมพอสมควรนอกจากจะชวดแชมป์แล้วยังมีนักเตะบาดเจ็บเพิ่มอีก

4.ตัดสินค้านสายตา?

 

    อีกหนึ่งจุดสำคัญที่ส่งผลมากทีเดียวต่อเกมนี้คือผู้ตัดสินและทีมงานวีเออาร์ ซึ่งทางฝั่งเชลซีก็คงมองว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมมากพอ โดยผู้ตัดสิน แอนโธนี่ เทย์เลอร์ เป่าให้ฟาวล์กับ อาร์เซน่อล ถึง 9 ครั้งในครึ่งแรกแต่ไม่ได้ให้ฟาวล์แก่ “สิงห์บลูส์” เลยสักครั้ง

    ยังมีจังหวะที่ เชลซี เสียจุดโทษจากการที่ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำฟาวล์ใส่ โอบาเมย็อง ซึ่งจังหวะนี้มีเสียงแตกพอสมควร ตัวอย่างเช่น อดีตนักเตะเชลซีและกูรู บีบีซี อย่าง คริส ซัตตัน มองว่า “โอบาเมย็อง ตั้งใจพุ่งล้มเพื่อเอาจุดโทษ มันเป็นการโกงกันเห็นๆ” ขณะที่ โรเบิร์ต กรีน อดีตนายด่านอังกฤษ เสริมว่า “ผมดูจังหวะนี้หลายครั้ง โอบาเมย็องรอจนกระทั่งเขาอยู่ในเขตโทษและทิ้งตัวล้ม มันเป็นการเล่นที่ฉลาด และมันก็เพียงพอที่จะให้จุดโทษ”

    นอกจากนี้ในครึ่งหลังมีจังหวะที่ มาเตโอ โควาซิช โดนใบเหลืองที่สองจากการย่ำใส่ กรานิต ชาคา และเมื่อเช็คภาพช้าแล้วเหมือนจะเป็นทาง โควาซิช เองที่โดนย่ำเสียมากกว่า ซึ่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด กล่าวหลังเกมว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนของเกมและไม่เห็นด้วยมากๆกับการเสียใบแดง

    คงไม่ต้องพูดถึงจังหวะที่ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ผู้รักษาประตูอาร์เซน่อลวิ่งออกมารับบอลนอกกรอบเขตโทษซึ่งเราไม่ได้เห็นแม้กระทั่งภาพรีเพลย์ แน่นอนว่าต้องยกให้เครดิตชัยชนะครั้งนี้ให้กับอาร์เซน่อล แต่ผู้ตัดสินและวีเออาร์กลายเป็นประเด็นโจมตีนับไม่ถ้วนแล้วในฤดูกาลนี้ แฟนบอลก็คงหวังว่าจะมีการพัฒนาขึ้นในฤดูกาลนี้

5.แชมป์แรกมาแล้ว

 

    อาร์เซน่อล ยังคงเป็นจ้าวแห่ง เอฟเอ คัพ เช่นเดิมหลังซิวแชมป์สมัยที่ 14 ซึ่งมากที่สุดในเกาะอังกฤษแล้ว หากจะบอกว่าทีมนี้มีสนามเวมบลีย์เป็นบ้านหลังที่สองก็คงไม่ผิดเนื่องจากพวกเขาเข้าชิงเอฟเอ คัพ 7 ครั้งหลังสุดจบลงด้วยชัยชนะของ “ปืนใหญ่” ทั้งหมด

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือการคว้าแชมป์แรกของ มิเกล อาร์เตต้า ในฐานะกุนซือแบบเต็มตัว ถือเป็นก้าวแรกที่ดีเยี่ยมของนายใหญ่คนนี้ แม้ว่าฤดูกาลนี้เขาจะเจอปัญหารุมเร้าและเจอกับผลการแข่งขันที่ย่ำแย่แต่ อาร์เตต้า ยังเชื่อมั่นในแนวทางของตัวเองพร้อมกับเรียนรู้บทเรียนมากมาย เราได้เห็นผลลัพธ์ของแล้วว่า อาร์เซน่อล กำลังมาถูกทางและการคว้าชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล, แมนฯซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และเชลซี ในฤดูกาลนี้บวกกับ แชมป์เอฟเอ คัพ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากุนซือคนนี้มีแววจะประสบความสำเร็จในอนาคต

    สิ่งที่สำคัญต่อจากนี้คือบอร์ดบริหารต้องสนับสนุน อาร์เตต้า อย่างเต็มที่ในตลาดนักเตะเพื่อสร้างทีมในแบบฉบับของเขา การลดระยะห่างจาก ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย มารอดูกันว่าฤดูกาลแรกแบบเต็มตัวของ อาร์เตต้า จะทำผลงานเป็นอย่างไร

หนีโซนตกชั้นสำเร็จ! วิลล่าบี้อาร์เซน่อลหวิว ชี้ชะตาอยู่รอดอาทิตย์นี้

มาห์มูด เทรเซเก้ต์ เป็นฮีโร่ของ "สิงห์ผยอง" หลังซัดประตูชัยพาทีมเอาชนะ อาร์เซน่อล หวุดหวิด 1-0 เก็บสามแต้มมี 34 คะแนนเท่ากับ วัตฟอร์ด แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้พ้นโซนตกชั้นขึ้นมารั้งอันดับ 17 ทว่าต้องลุ้นหนีตกชั้นเกมสุดท้ายในวันอาทิตย์นี้ ขณะที่ "ปืนใหญ่" รั้งอันดับ 10 หมดโอกาสลุ้นตั๋วยูโรปาในระบบลีกแน่นอนแล้ว ต้องไปลุ้นคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เท่านั้น

สนาม : วิลล่า พาร์ค

    ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 37 เมื่อคืนวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา "สิงห์ผยอง" ยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อ ฟอร์มสองเกมล่าสุดค่อนข้างดีเก็บได้ถึง 4 คะแนน ล่าสุดเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 1-1 เกมนี้เปิดบ้านรับมือ อาร์เซน่อล ที่ผลงานสองเกมทุกรายการยอดเยี่ยมปราบ ลิเวอร์พูล 2-1 ก่อนจะเขี่ย แมนฯซิตี้ 2-0 ทะยานเข้าชิง เอฟเอ คัพ

    ดีน สมิธ เกมนี้วาง มาห์มูด เทรเซเก้ต์, เอ็มบ์วาน่า ซามัตต้า และ แจ็ค กรีลิช เป็นสามประสานแดนหน้า ขณะที่ฝั่ง มิเกล อาร์เตต้า ของปืนใหญ่โรเตชั่นแข้งหลายราย แนวรุกวันนี้ส่ง  เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ เป็นตัวจริงโดยจะไล่ล่าสกอร์ร่วมกับ อเล็กซองด์ ลากแซตต์ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

    แค่ 7 นาทีแรก เจ้าบ้านได้ทักทายก่อนเลยหลัง อาห์เหม็ด เอล โมฮามาดี้ ครอสเข้าไปให้ จอห์น แม็คกินน์ สอดมาโขกออกหลังไปแบบหมดลุ้น

    นาที 13 บอลขึ้นทาง บูกาโย่ ซาก้า ก่อนไหลให้ เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ กดด้วยซ้ายไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น

    ผ่านไปครึ่งทางของครึ่งแรก ทั้งคู่ยังหาโอกาสส่องเข้ากรอบยังไม่ได้เลย นาที 25 สิงห์ผยองต้องเปลี่ยนตัวคนแรกหลัง อาห์เหม็ด เอล โมฮามาดี้ เจ็บกล้ามเนื้อเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง เฟรเดริก กิลแบร์ต ลงเล่นแทน

    จากนั้น นาที 27 แอสตัน วิลล่า มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะลูกเตะมุมเปิดมาเสาแรกให้ ไทรอน มิงส์ โขกเช็ดมาเสาไกลถึง มาห์มูด เทรเซเก้ต์ ตะบันด้วยขวาติดไซด์ก้อยเข้าไป

    นาที 29 ไอ้ปืนใหญ่มีโอกาสเช่นกัน หลัง เซดริก ซูอาเรซ จ่ายเข้ามาให้ ดานี่ เซบายอส กดนอกกรอบด้วยขวาบอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    กลายเป็นฝั่ง วิลล่า ที่โอกาสบุกขึ้นมามีลุ้นกว่า นาที 42  แจ็ค กรีลิช เปิดจากด้าานขวาเข้าไปให้  มาห์มูด เทรเซเก้ต์ ขึ้นโขกระยะกว่า 16 หลาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า ขึ้นนำอาร์เซน่อล 1-0

    ครึ่งหลัง มิเกล อาร์เตต้า ถอดเอา ลูกัส ตอร์เรยร่า ออกแล้วส่ง กรานิต ชาคา ลงไปคุมจังหวะตรงกลางสนามแทน

    นาที 51 ไอ้ปืนใหญ่ตอบโต้ขึ้นมาบ้าง คราวนี้ เซดริก ซูอาเรซ ครอสเข้ากลางมาถึง บูกาโย่ ซาก้า ซัดเหินคานออกไป อีก 3 นาทีถัดมาเป็นโอกาสของ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แต่ก็ยังซัดไปติดบล็อคแข้งของเจ้าถิ่น

    เข้าสู่นาทีที่ 60 อาร์เซน่อล เปลี่ยนอีกสองคนส่งทั้ง นิโกล่าส์ เปเป้ และคีแรน เทียนี่ย์ ลงไปเล่นแทน ดาวิด ลุยซ์ และบูกาโย่ ซาก้า

    นาที 75 วิลล่า พลาดโอกาสได้เม็ดที่สองหลัง แจ็ค กรีลิช แทงบอลขึ้นหน้าให้ คีแนน เดวิส หลุดเข้าไปซัดบอลหนีตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ แต่บอลถากเสาออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

    อีกสองนาทีถัดมา อาร์เซน่อล เกือบไล่ตีเสมอได้บ้าง หลัง นิโกล่าส์ เปเป้ เปิดบอลมาให้ เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ โฉบมาสะบัดไปชนเสาก่อนจะกระดอนมาเข้ามือ โฆเซ่ มานูเอล เรน่า

    จบเกม แอสตัน วิลล่า คว้าสามแต้มสำเร็จหลังเบียดเอาชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ต้องลุ้นหนีตกชั้นต่อในเกมสุดท้ายวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้โดยจะบุกไปเยือน เวสต์แฮม ส่วน อาร์เซน่อล รั้งอันดับ 10 หมดลุ้นโควตายูโรปาลีกในระบบลีกแน่นอนแล้วต้องไปคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ สถานเดียวเพื่อโอกาสลุยยูโรปาลีกซีซั่นหน้า

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : โฆเซ่ มานูเอล เรน่า – อาห์เหม็ด เอล โมฮามาดี้, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ – จอห์น แม็คกินน์, ดั๊กลาส ลุยซ์, คอนอร์ ฮูริเฮน – มาห์มูด เทรเซเก้ต์, เอ็มบ์วาน่า ซามัตต้า, แจ็ค กรีลิช

        ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช – เซดริก ซูอาเรซ, ดานี่ เซบายอส, ลูกัส ตอร์เรยร่า, บูกาโย่ ซาก้า – เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์, อเล็กซองด์ ลากแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า
   
        ผู้ตัดสิน : คริส คาวานาห์

แมนซิตี้ทัพใหญ่กู้หน้า! “สเตอร์ลิง” นำล่าถิ่นวัตฟอร์ดที่ดิ้นหนีตกชั้น

"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คาดจะจัดทัพหนักเพื่อกู้ชัยกลับมาอีกครั้งโดย ราฮีม สเตอร์ลิง พร้อมนำปิดสกอร์เกมเยือนถิ่น "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด ที่จะสู้เพื่อแต้มสำคัญในการหนีตกชั้น ลุ้นระทึกในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอังคารที่ 21 ก.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1  (เวลา : 00.00 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563
วัตฟอร์ด (17)   –   แมนฯ ซิตี้ (2)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1  (เวลา : 00.00 น.)

 

สนาม : วิคาเรจ โร้ด

     ”แตนอาละวาด” สร้างความช็อกไปทั่วเมื่อไล่ ไนเจล เพียร์สัน ออกจากตำแหน่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างนี้ โทษฐานทำทีมแพ้เวสต์แฮม 1-3 ในนัดล่าสุด

    เฮย์เดน มัลลินส์ จะคุมทัพวัตฟอร์ดไปจนจบฤดูกาล โดยทีมยังคงไม่มี ดารีล ยันมาต, เคราร์ด เดวโลเฟว และ ไอแซค ซัคเซสส์ ที่บาดเจ็บอยู่ทั้งหมด

    นอกจากนี้ วัตฟอร์ดจะต้องรอลุ้นความฟิตของ เอเตียน กาปู มิดฟิลด์คนสำคัญ ที่มีอาการบาดเจ็บขารบกวนอยู่เล็กน้อยอีกด้วย

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า รองแชมป์พรีเมียร์ลีก เพิ่งจะพาทีมแพ้อาร์เซน่อล 0-2 ในเอฟเอ คัพ รอบตัดเชือก เมื่อวันเสาร์ ทำให้เกมนี้ต้องเน้นเป็นพิเศษ

    พวกเขายังคงไม่มี เซร์คิโอ อเกวโร่ ”กุน” กองหน้าตัวเก่ง ที่บาดเจ็บเข่าต้องพักยาว

    เชื่อว่า เป๊ป จะมีการปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่นจากชุดแพ้ไอ้ปืนใหญ่แน่ๆ 2 คนคือ ฟิล โฟเด้น กับ แบร์นาร์โด้ ซิลวา น่าจะได้กลับมาเป็นตัวจริงบ้าง

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    วัตฟอร์ด (4-2-3-1) : เบน ฟอสเตอร์ – กีโก้ เฟเมเนีย, คริสติย็อง กาบาเซเล่, เคร็ก ดอว์สัน, อดัม มาซิน่า – วิลล์ ฮิวจ์ส, อับดูลาย ดูกูเร่ – อิสไมล่า ซาร์, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, แดนนี่ เวลเบ็ค – ทรอย ดีนี่ย์
    ผู้จัดการทีม : เฮย์เดน มัลลินส์ (รักษาการ)

    แมนฯซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้, ฟิล โฟเด้น – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง
    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

    ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
21/09/19    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้8-0วัตฟอร์ด
18/05/19    เอฟเอ คัพแมนฯ ซิตี้6-0วัตฟอร์ด
10/03/19    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้3-1วัตฟอร์ด
05/12/18    พรีเมียร์ลีกวัตฟอร์ด1-2แมนฯ ซิตี้
03/01/18    พรีเมียร์ลีกแมนฯ ซิตี้3-1วัตฟอร์ด

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
วัตฟอร์ด
17/06/20 แพ้ เวสต์แฮม 1-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
11/06/20 ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
07/06/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
04/06/20 แพ้ เชลซี 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
28/06/20 แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

 

แมนฯ ซิตี้
18/06/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
15/07/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
11/07/20 ชนะ ไบรท์ตัน 5-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
08/07/20 ชนะ นิวคาสเซิ่ล 5-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/07/20 แพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก