3เหตุผลลิเวอร์พูลต้องดึงติอาโก้มาร่วมทีมให้ได้

ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว! เปิด 3 เหตุผลทำไม ลิเวอร์พูล ถึงควรต้องเดินหน้าคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ ให้ได้
     บิลด์ สื่อชั้นนำของประเทศเยอรมัน ยืนยันว่า ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ติดต่อกับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ บุนเดสลีกา อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการขอซื้อตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางจอมเทคนิค มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

    ในเวลานี้ กองกลางสแปนิช วัย 29 ปี เหลือสัญญากับ "เสือใต้" อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น และได้แจ้งความประสงค์ต่อต้นสังกัดแล้วว่า ต้องการที่จะย้ายทีม เพราะอยากเจอกับความท้าทายใหม่ๆ

    ด้าน โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ อาร์เอ็มซี สปอร์ต สื่อฝรั่งเศส รายงานว่า ติอาโก้ ตกลงสัญญา 4 ปี กับ "หงส์แดง" เป็นที่เรียบร้อย และยังมาหาบ้านในแถบเมอร์ซี่ไซด์ รวมทั้งบอกลาเพื่อนร่วมสังกัดแล้วด้วย

    ขณะที่ "เสือใต้" ตั้งค่าตัวของ ติอาโก้ ไว้ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) และนี่คือ 3 เหตุผลที่ว่า ทำไม ลิเวอร์พูล ควรจะต้องเดินหน้าคว้านักเตะรายนี้มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ ให้จงได้

    1. ต้องเสริมทัพด้วยนักเตะชั้นยอด เพราะการป้องกันแชมป์ยากยิ่งกว่าเป็นแชมป์

    ในสมัยที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่ในเกาะอังกฤษนั้น เขาไม่เคยหยุดเสริมทัพ โดยจะต้องดึงซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมทุกปี แม้ก่อนหน้านั้นทีมจะคว้าแชมป์ก็ตาม

    ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรก และเชื่อว่า ในฤดูกาลหน้าจะต้องเจองานหนักแน่ เพราะการป้องกันแชมป์จะยากยิ่งกว่าเป็นแชมป์เสียอีก

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" เพิ่งได้ คอสตาส ชิมิกาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ เข้ามาเสริมทัพแค่คนเดียวเท่านั้น และยังไม่ใช่ประเภทบิ๊กเนม ดังนั้นพวกเขาควรจะดึงนักเตะมาเสริมอีก

    ติอาโก้ เป็นกองกลางที่มีเทคนิคดี และผ่านบอลได้เยี่ยม ทำให้จะเข้ามาช่วยเพิ่มมิติการเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล มากขึ้น และพร้อมหมุนเวียนสลับลงเล่นหลังทีมมีโปรแกรมหลายรายการในซีซั่นหน้า

    2. สถานการณ์ ไวจ์นัลดุม ไม่แน่นอน

    จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลางชาวดัตช์ เหลือสัญญากับ ลิเวอร์พูล อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น และการเจรจาระหว่างนักเตะกับสโมสรก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

    ไวจ์นัลดุม กลายเป็นกำลังหลักของทีมหลังย้ายมาจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2016 ดังนั้นถ้า "หงส์แดง" เสียเขาไปก็จะทำให้ทีมอ่อนลงไปแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ดึง ติอาโก้ มาร่วมทีมไว้ก่อนก็จะช่วยทำให้แดนกลางไม่ยวบหากสุดท้ายต้องเสีย ไวจ์นัลดุม ไปจริงๆ

    3. ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

    บิลด์ สื่อเมืองเบียร์ รายงานข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังให้ความสนใจที่จะคว้าตัว ติอาโก้ ไปร่วมทัพ ขณะที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็มองๆ อยู่เหมือนกัน

    ติอาโก้ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เป็ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" หลังทั้งคู่เคยร่วมงานกันตั้งแต่ที่ บาร์เซโลน่า จนมาถึง บาเยิร์น ทำให้ถ้าหาก แมนฯ ซิตี้ เอาจริงก็คงคุยกันไม่ยาก  

    หากปล่อยให้ แมนฯ ซิตี้ ได้ ติอาโก้ ไป อาจส่งผลร้ายต่อการป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ ลิเวอร์พูล เพราะขุมกำลังของ "เรือใบสีฟ้า" จะแข็งแกร่งขึ้น และซีซั่นหน้า เป็ป คงหวังกลับมาล้างแค้นเต็มที่

    ดังนั้น ลิเวอร์พูล ควรจะไปดึง ติอาโก้ มาร่วมทีมให้ได้ เพราะจะทำให้ทีมแกร่งขึ้น และตัดกำลังคู่แข่งไปด้วยในเวลาเดียวกัน เรียกว่า  ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวเลยทีเดียว

แฟนปารีสเสียว! เนย์มาร์อาจชวดนัดชิงชปล.

เนย์มาร์ หัวหอกเลือดแซมบ้าของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อาจจะพลาดลงสนามช่วยต้นสังกัดนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก เนื่องจากดันทะลึ่งฝ่าฝืนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมรณะ หลังจบเกมที่ถล่ม ไลป์ซิก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

     เนย์มาร์ กองหน้าพรสวรรค์ชาวบราซิเลียนของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส มีสิทธิ์อาจจะโดนแบนจากการลงเล่นในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ หลังจากทำเรื่องผิดกฎสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า)

    หัวหอกทีมชาติบราซิล ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในแมตช์ที่ "เปแอสเช" ไล่ต้อน แอร์เบ ไลป์ซิก 3-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศ เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจบเกมดันเกิดประเด็นดราม่า เมื่อ เนย์มาร์ แหกกฎยูฟ่า ด้วยการแลกเสื้อกับ มาร์เซล ฮัลสเท่นแบร์ก

    ตามระเบียบการในการกลับมาแข่งขันกันต่อหลังเกิดเหตุการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบุว่าไม่อนุญาตให้นักเตะทำการแลกเสื้อแข่ง และหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้กำหนดอาจจะนำไปสู่การพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการด้านระเบียบวินัยของยูฟ่า

 

    สอดคล้องกับรายงานที่อ้างเอาไว้ก่อนที่เกมฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปจะกลับมาแข่งขันกันต่อหลังต้องล็อกดาวน์จากเชื้อไวรัสมรณะว่าการแลกเสื้อระหว่างนักเตะในช่วงที่มีการจัดแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส มีผลทำให้ผู้เล่นต้องทำการกักตัว 12 วัน อย่างไรก็ตาม ยูฟ่า ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับระเบียบการนี้อย่างเป็นทางการ 

    ทั้งนี้เกมนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม ซึ่งจะมีขึ้นในอีก 5 วัน ฉะนั้นหาก ยูฟ่า มีบทลงโทษในกรณีนี้ และนักเตะต้องเข้ารับการกักตัว จะทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทัพ "เปแอสเช" ในการชิงถ้วยใบโตยุโรปครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

สื่อดังยัน “ติอาโก้” บรรลุสัญญาหงส์4ปี ลาเพื่อนเก่า-หาบ้านใหม่แล้ว

เหยี่ยวข่าววงในเผย แผนการ ลิเวอร์พูล ดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ คืบหน้าจนใกล้เป็ยจริงเต็มที่ หลังคุยสัญญาส่วนตัวเรียบร้อย ขณะที่เจ้าตัวได้บอกลาเพื่อนร่วมทีม บาเยิร์น และมองหาบ้านในเมอร์ซี่ไซด์แล้ว เหลือรอให้สองสโมสรตกลงค่าตัวกันให้ได้เท่านั้น
           โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ อาร์เอ็มซี สปอร์ต สื่อฝรั่งเศส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น มิวนิค ขยับเข้าใกล้ที่จะย้ายไปเล่นให้ ลิเวอร์พูล หลังนักเตะตกลงสัญญา 4 ปี กับ "หงส์แดง" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

       นอกจากนั้น มิดฟิลด์สแปนิช วัย 29 ปี ยังมาหาบ้านในแถบเมอร์ซี่ไซด์ รวมทั้งบอกลาเพื่อนร่วมสังกัดแล้วด้วย ส่งผลให้ในเวลานี้เหลือแค่การเจรจาเรื่องค่าตัวระหว่าง "หงส์แดง" กับ "เสือใต้" ให้ลงตัวเท่านั้น หลัง บาเยิร์น ต้องการได้ในระดับ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)

     ด้าน คริสเตียน ฟอล์ค นักข่าวของ บิลด์ สื่อเยอรมัน ยืนยันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ต้องการได้ ติอาโก้ ไปร่วมทีม ส่วน ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ "เสือใต้" ยอมรับว่า นักเตะต้องการพบกับความท้าทายใหม่ และตามเห็นของตัวเองก็เชื่อว่า จะย้ายไปเล่นใน พรีเมียร์ลีก 

     ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมร่วมวงชิงตัว ติอาโก้ แต่ บิลด์ ฟันธงว่า ดาวเตะแดนกระทิง ต้องการที่จะย้ายไปค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ เพื่อร่วมงานกับ คล็อปป์ เท่านั้น

“ดิมาเรีย” สุดแฮปปี้เปแอสเชชิงชปล.หนแรก

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกจอมพลิ้ว ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รับแฮปปี้สุดๆ หลังช่วยสโมสรลิ่วเข้าสู่รอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรก ลั่นทุกคนในทีมพร้อมทำความฝันให้เป็นจริง

    อังเคล ดิ มาเรีย ปีกคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมรับว่า ตนและบรรดาเพื่อนร่วมทีมต่างมีความสุขเป็นอย่างมาก ที่ช่วยสโมสรทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังเอาชนะ แอร์เบ ไลป์ซิก 3-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศ ที่สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    เกมนี้ ดิ มาเรีย คว้ารางวัล "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" หลังทำ 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ซึ่ง เปแอสเช มีคิวลงเตะเกมรอบชิงฯ วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ โดยรอพบกับผู้ชนะของคู่ระหว่าง โอลิมปิก ลียง กับ บาเยิร์น มิวนิค ที่จะเตะกันในค่ำคืนวันนี้

       
        "เรามีความสุขมากๆ เพราะนี่คือครั้งแรกของสโมสรเลยที่เข้าชิง เราทำงานกันอย่างหนักตลอดทั้งเกม และก็เล่นกันได้ดี เราต้องการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร เราทำได้สำเร็จในคืนนี้ ซึ่งเราก็ต้องทำให้ได้แบบนี้อีก เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง"

        "หลังจากนี้ไปจนกว่าจะถึงรอบชิงฯ เราคงนอนไม่หลับ เราแสดงให้เห็นแล้วว่า เราคู่ควรจริงๆ กับการมาถึงจุดนี้ มันไม่สำคัญหรอกว่า เราจะเจอกับ บาเยิร์น หรือ ลียง เพราะยังไงเราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด" อดีตแข้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด เปิดใจหลังเกม

เนย์มาร์ซูฮกลิเวอร์พูลเจ๋งสุดในยุโรปชั่วโมงนี้

เนย์มาร์ หัวหอกซูเปอร์สตาร์ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กล่าวชม ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่เล่นได้ดีที่สุดของทวีปยุโรปในตอนนี้ พร้อมเชื่อว่าซีซั่นหน้า "หงส์แดง" ก็จะยังเล่นได้แกร่งสุดๆ เหมือนเดิม
    เนย์มาร์ กองหน้าคนดังของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรมหาเศรษฐีแห่งเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส ยกย่อง ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้ดีที่สุดของทวีปยุโรปในตอนนี้

    "หงส์แดง" กำลังอยู่ในช่วงที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง ขณะที่ซีซั่นนี้ก็ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยที่มีคะแนนมากกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นรองแชมป์ถึง 18 คะแนนด้วย

    ดาวเตะชาวบราซิเลียนเผยว่า "ตลอดช่วง 2 ฤดูกาลหลังสุด ลิเวอร์พูล คือทีมที่เล่นฟุตบอลได้ดีที่สุดของทวีปยุโรปเลย ฤดูกาลก่อนพวกเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และซีซั่นนี้ก็มาได้แชมป์ลีกอีก มันเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะพวกเขาได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก แบบที่ทิ้งห่างทีมอื่นๆ เยอะสุดๆ โค้ชของพวกเขา (เจอร์เก้น คล็อปป์) สร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ และผมมั่นใจว่าฤดูกาลหน้าพวกเขาจะเป็นทีมที่เล่นได้แข็งแกร่งมากๆ อีกครั้ง"

    ทั้งนี้ เนย์มาร์ เตรียมที่จะช่วยทีมในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมให้มีสมาธิอย่างเต็มที่กับนัดดังกล่าว "รอบรองชนะเลิศเราเล่นได้ดีมากๆ ก็จริง แต่ไม่มีใครมานั่งจำหรอกว่าใครที่ชนะรอบรองชนะเลิศ มันเป็นอดีตไปแล้ว บาเยิร์น จะเป็นบททดสอบที่หนักหนาสาหัสสุดๆ และเราก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม"

    "พวกเขามีนักเตะที่เก่งๆ อยู่ในทีมหลายคน แต่เราเองก็กำลังเล่นได้ดีมากๆ เหมือนกัน และผมก็รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเล่นได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ที่มาอยู่กับ ปารีสฯ เลย นี่เป็นจุดที่เราอยากมาถึงให้ได้ เจ้าของทีมของเรามีโปรเจกต์ขนาดใหญ่ และส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ที่ว่าก็คือการทำให้ทีมได้รับการพิจารณาว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในทวีปยุโรป ตอนนี้มันถือว่าเราเข้าใกล้กับการทำโปรเจกต์นั้นได้มากที่สุดแล้ว แต่เรายังต้องมีสมาธิกันอย่างเต็มที่"

สถิติ UCL! ‘เลวานดอฟสกี้-กนาบรี้’ยิงแซง’โรนัลโด้-เบล’

สองแนวรุกเสือใต้ซัดประตูแซงอดีตดูโอของราชันชุดขาว และเป็นสถิติใหม่ของถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก


โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ แซร์จ กนาบรี้ กลายเป็นคู่หูที่ยิงประตูมากที่สุดในศึกยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก 1 ฤดูกาล

ทีมเสือใต้โชว์ฟอร์มแกร่งไล่ยิง โอลิมปิค ลียง ในรอบรองชนะเลิศ 3-0 จากผลงานของกนาบรี้ 2 ประตู และเลวานดอฟสกี้ 1 ประตู

นั่นทำให้ทั้งคู่ยิงรวมกันในถ้วยยุโรปฤดูกาลนี้ไปแล้ว 24 ประตู (เลวานดอฟสกี้ 15, กนาบรี้ 9) กลายเป็นสถิติใหม่ของศึกแชมเปี้ยนส์ลีกทันที แซงหน้า คริสเตียโน โรนัลโด้ และ แกเร็ธ เบล ที่เคยยิงช่วย เรอัล มาดริด รวมกัน 23 ประตู ในฤดูกาล 2013/14

Editor Picks
-ส่องผลงาน 14 แข้งบราซิลของ เชลซี ใครรุ่ง ใครร่วง?
-แข้งแมนฯซิตี้ ฤดูกาล 2007/08 ก่อนถูกเทคโอเวอร์ ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน?
-รุ่นพี่ปิร์โล : ส่องผลงาน 16 กุนซือ จากนักเตะดังสู่โค้ช
-Rank It Up : 8 ดาวรุ่งอาเซียนค่าตัวแพงที่สุด

ขณะเดียวกัน ดาวยิงชาวโปแลนด์ยังมีลุ้นทาบสถิติยิงประตูสูงสุดในถ้วยยุโรป 1 ฤดูกาล หลังตอนนี้ตามหลังเจ้าของสถิติอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ ที่ทำไว้ 17 ประตู ในฤดูกาล 2013/14 เพียง 2 ประตู ในขณะที่ยังมีโปรแกรมลงเล่นนัดชิงชนะเลิศกับ ปา่รีส แซงต์ แชร์กแมง 

ด้านบาเยิร์นก็มีลุ้นทำลายสถิติยิงประตูสูงสุดในเกมแชมเปี้ยนส์ลีก 1 ฤดูกาลเช่นกัน ซึ่งบาร์เซโลนาทำไว้ 45 ประตู ในฤดูกาล 1999-2000 หลังตอนนี้พวกเขายิงไปแล้ว 41 ประตู

 

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า

ดราม่าสุดๆ สำหรับเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แรกเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา หลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาได้สองประตูจาก มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง ในนาทีที่ 90 และ 90+3 พลิกเอาชนะ อตาลันต้า ได้แบบสุดระทึก 2-1 ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้มีสถิติที่น่าสนใจเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เนย์มาร์ ที่เค้นฟอร์มการลากเลื้อยอันน่าทึ่ง ถึงแม้ไร้สกอร์และยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายครั้งก็ตาม
     149 – จำนวนวินาทีความห่างระหว่างประตูของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
 

     1 – นี่คือหนแรกที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เอาชนะสโมสรจากอิตาลีได้สำเร็จในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยก่อนหน้านี้ 6 ครั้งที่เจอสโมสรเลี่ยน พวกเขาเสมอ 4 แพ้ 2 และเก็บคลีนชีตไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

     25 – เปแอสเช ทะลุเข้าสู่รอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 1994/95 ยุคกุนซือ หลุยส์ แฟร์กน็องเดซ

     113 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ ได้สัมผัสกับบอลในเกมนี้ ซึ่งมากสุดเหนือทุกคนในสนาม รองลงมาคือ เพรสเนล คิมเพมเบ้ กองหลังเพื่อนร่วมทีม 93 ครั้ง 

     16 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียว แชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ที่ Opta เริ่มมีการจดบันทึกสถิติเมื่อฤดูกาล 2009/10

     11 – แน่นอนว่า สถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 16 ครั้งของ เนย์มาร์ เป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ด้วย โดยทุบสถิติเดิม 11 ครั้งที่ ลิโอเนล เมสซี่ ของ บาร์เซโลน่า และ ลอเรนโซ่ อินซินเย่ ของ นาโปลี เคยทำเอาไว้ในเกมเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ตามลำดับ 

     4 – ที่โหดยิ่งไปกว่านั้น… หากนับเฉพาะตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นมา นักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก มากสุด 4 อันดับแรก เป็น เนย์มาร์ คนเดียวล้วนๆ!!!

      – 16 ครั้ง : เนย์มาร์ VS อตาลันต้า (2020)
       – 15 ครั้ง : เนย์มาร์ VS ยูเวนตุส (2017)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS นาโปลี (2018)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS เรอัล มาดริด (2018)

     9.74 – เป็นเรตติ้งของ เนย์มาร์ ในเกมนี้จากเว็บไซต์ whoscored.com ซึ่งนอกจากเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 หนแล้ว เกมนี้เจ้าตัวยังทำ 1 แอสซิสต์, สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมลุ้นทำประตูรวม 4 ครั้ง และเรียกฟาวล์ได้ถึง 9 หนด้วย

     6 – ขณะที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 ครั้ง… ผู้เล่น อตาลันต้า ทั้งทีมเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จรวมแค่ 6 หนเท่านั้น!!! โดยนักเตะของพวกเขาที่ทำได้มากที่สุดคือ มาร์เท่น เดอ รูน 3 ครั้ง

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า
     1 – ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับ เมาโร อีการ์ดี้ หัวหอกเลือด "ฟ้า-ขาว" ของ เปแอสเช เพราะตลอด 79 นาทีที่อยู่ในสนาม (ชูโป-โมติง ลงแทน) เจ้าตัวได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง 1 ครั้ง, สร้างโอกาสให้เพื่อน 1 ครั้ง, ได้ลองยิง 1 ครั้ง และตรงกรอบ 0 ครั้ง

5สถานีต่อไปของแรมซี่ย์หากโดนยูเวนตุสโละ

เปิดรายชื่อ 5 สโมสรที่มีโอกาสเป็นสถานีค้าแข้งต่อไปของ อารอน แรมซี่ย์ หลังเจ้าตัวส่อแววโดน ยูเวนตุส โละทิ้งในซัมเมอร์นี้
    อันเดรีย ปีร์โล่ กุนซือคนใหม่ของ ยูเวนตุส ต้องการที่จะปล่อย อารอน แรมซี่ย์ กองกลางชาวเวลส์ ออกจากทีม หลังนักเตะเพิ่งย้ายจาก อาร์เซน่อล มาอยู่กับ "เจ้าม้าลาย" ได้แค่ปีเดียวเท่านั้น

    อารอน แรมซี่ย์ วัย 29 ปี ลงเล่นในลีกไป 24 เกม แต่เป็นตัวจริงเพียงแค่ 11 นัดเท่านั้น ในยุคของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ รวมทั้งได้ค่าเหนื่อยก้อนโตสูงถึงสัปดาห์ละ 250,000 ปอนด์ (ประมาณ 10 ล้านบาท) เลยทีเดียว

    หากดาวเตะเวลส์ ต้องอำลา ยูเว่ ล่ะก็ นี่คือ 5 สโมสรต่อไปที่มีความเป็นไปได้

    เอซี มิลาน

    หาก แรมซี่ย์ ต้องการอยู่ค้าแข้งในแดนมะกะโรนีต่อไปล่ะก็ รับรองว่า เอซี มิลาน เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก หลัง "ปีศาจแดง-ดำ" กำลังสร้างทีมเพื่อกลับมาทวงความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

    เอซี มิลาน มี อิวาน กาซิดิส นั่งเก้าอี้ซีอีโอ และเขาก็มีความคุ้นเคยกับ แรมซี่ย์ เป็นอย่างดี เพราะเคยทำงานให้กับ อาร์เซน่อล มาก่อน ดังนั้นการเจรจาย้ายทีมน่าจะคุยกันได้ง่าย

    อินเตอร์ มิลาน

    อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ อินเตอร์ กำลังสร้างทีมนักเตะที่เคยเล่นใน พรีเมียร์ลีก และพร้อมเพิ่มขุมกำลังกับการไปลุยถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    หาก แรมซี่ย์ มาอยู่กับ "งูใหญ่" ก็มีโอกาสเจอแข้งจาก พรีเมียร์ลีก ไม่ว่าจะเป็น โรเมลู ลูกากู, แอชลี่ย์ ยัง, คริสเตียน เอริคเซ่น หรือ อเล็กซิส ซานเชซ เพื่อนเก่าที่ อาร์เซน่อล 

    ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

    หากจะหาทีมที่สามารถแบกรับค่าเหนื่อยของ แรมซี่ย์ ได้ก็คงต้องมองไปที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรอภิมหาเศรษฐีในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส

    เป้าหมายของ เปแอสเช คือคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้ และถ้าดึง แรมซี่ย์ ไปร่วมทีมก็จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับขุมกำลังนักเตะได้มากยิ่งขึ้น

    แมนฯ ยูไนเต็ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ "ปีศาจแดง" อยากได้มิดฟิลด์ตัวกลางมาเสริมทัพอีกราย หลัง เนมานย่า มาติช เริ่มอายุมากแล้ว ขณะที่ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็ยังเด็กไป

    แรมซี่ย์ จะเข้ามาช่วยให้แดนกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อมาผนึกกำลังกับ ปอล ป็อกบา และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส 

    อาร์เซน่อล

    แม้โอกาสกลับไปเล่นให้ อาร์เซน่อล จะเกิดขึ้นได้ยาก แต่เชื่อว่า แฟนบอล "กันเนอร์ส" คงยินดีต้อนรับเขากลับถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 

    "ปืนใหญ่" คงไม่มีเงินไปซื้อ แรมซี่ย์ แต่ถ้ายืมตัวมีสิทธิ์เป็นไปได้ ยิ่งถ้า อาร์เซน่อล ไม่สามารถเจรจาคว้า ดานี่ เซบายอส มาจาก เรอัล มาดริด

แมนซิตี้ใสเหลือเกิน!วิเคราะห์แชมเปี้ยนส์ลีกรอบ8ทีมสุดท้าย

ตอนนี้ก็ได้ครบทั้ง 8 ทีมเรียบร้อย สำหรับศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ เรามาวิเคราะห์ความน่าจะเป็นกันดีกว่าว่า ใครจะเป็น 4 ทีมที่คว้าตั๋วเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ตั้งแต่รอบนี้เป็นต้นไป จะแข่งขันกันแบบ "มินิ ทัวร์นาเมนต์" เตะนัดเดียวรู้ผล ที่กรุงลิสลอน ประเทศโปรตุเกส ซึ่งจะเริ่มฟาดแข้งทันทีตั้งแต่สัปดาห์หน้า

 – อตาลันต้า VS ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (วันพุธที่ 12 สิงหาคม, เตะที่สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ)
  เป็นเกมที่น่าจะสนุกเลยทีเดียว เพราะเน้นเกมรุกกันทั้งคู่ ทว่าน่าเสียดายที่ทางฝั่ง เปแอสเช ไม่น่าจะมี คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงคนสำคัญ ที่ยังเจ็บข้อเท้าขวา แต่ด้วยความเก๋าเกมของนักเตะที่มีเหนือกว่าทางฝั่ง อตาลันต้า รวมถึงทีเด็ดจาก เนย์มาร์ ดูแล้ว เปแอสเช น่าจะเป็นฝ่ายเบียดคว้าชัยด้วยสกอร์ 2-1
  เฮด-ทู-เฮด : ยังไม่เคยเจอกัน

     
 – แอร์เบ ไลป์ซิก VS แอตเลติโก มาดริด (วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม, เตะที่สนาม เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด)
  แอต. มาดริด ของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เป็นทีมที่โค่นยากอยู่แล้วในเวทียุโรป แถมรอบที่แล้วฝ่าด่านทีมแชมป์เก่าอย่าง ลิเวอร์พูล เข้ามาได้ ดังนั้นพวกเขาจึงมีความมั่นใจอย่างมาก ส่วน ไลป์ซิก จะไม่มีอาวุธหนักอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ที่ย้ายไป เชลซี เรียบร้อย เท่ากับว่าความน่ากลัวของพวกเขาจะลดลงไปเยอะเลยทีเดียว ซึ่งดูแล้ว "ตราหมี" น่าจะเป็นฝ่ายได้เฮด้วยสกอร์ 2-0  

  เฮด-ทู-เฮด : ยังไม่เคยเจอกัน

 

 – บาร์เซโลน่า VS บาเยิร์น มิวนิค (วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม, เตะที่สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ)
  ถือเป็นบิ๊กแมตช์ในรอบนี้เลยทีเดียว ซึ่งมั่นใจเหลือเกินว่า จะเป็นเกมที่ทั้งสองทีมสู้กันสนุกและสูสี ทว่าหากดูฟอร์มการเล่นช่วงนี้ แน่นอนว่า บาเยิร์น ดูดีกว่า แถมกำลังมั่นใจสุดๆ โดยเฉพาะ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวยิงตัวเก่ง ที่ทำประตูไม่หยุด ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวก็กดไปแล้วถึง 13 ประตู จาก 7 เกมในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ด้วยการที่ บาร์เซโลน่า มีนักเตะที่ชื่อ ลิโอเนล เมสซี่ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมที่เตะนัดเดียวรู้ผลแบบนี้ แถมเกมรับของ บาเยิร์น ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมาก อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมแล้ว "เสือใต้" ดูมีภาษีดีกว่าเล็กน้อย และน่าจะเบียดคว้าชัยสนุก 3-2

  เฮด-ทู-เฮด : เจอกันใน ชปล. มาแล้ว 10 ครั้ง ซึ่ง บาเยิร์น เหนือกว่า ด้วยสถิติชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 2 ยิงได้ 18 ประตู, เสีย 14 ประตู

 

 – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ VS โอลิมปิก ลียง (วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม, เตะที่สนาม เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด)
  แม้รอบที่แล้ว ลียง ฝ่าด่านทีมแชมป์อิตาลีอย่าง ยูเวนตุส เข้ามาได้ แต่ดูแล้วทีมของกุนซือ รูดี้ การ์เซีย เป็นรอง แมนฯ ซิตี้ ทุกด้าน แถมทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ดูมุ่งมั่นมากๆ ที่จะเป็นแชมป์ยุโรปซีซั่นนี้ให้ได้ ซึ่งด้วยเกมรุกที่ดุดัน, เฉียบขาด และแน่นอน ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" น่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยด้วยสกอร์ 3-0 คว้าตั๋วเข้าสู่รอบตัดเชือกไม่ยาก ต่อให้พวกเขาเอาชนะ ลียง ไม่ได้เลย จาก 2 เกมที่เจอกันเมื่อซีซั่นที่แล้ว
 
 เฮด-ทู-เฮด : เจอกันใน ชปล. มาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่ง ลียง เหนือกว่า ด้วยสถิติชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 0 ยิงได้ 4 ประตู, เสีย 3 ประตู

พี่เสือ155ตุง!เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมบาเยิร์นขยี้บาร์เซโลน่าแบบไม่ไว้หน้า

ถือเป็นเกมที่ชวนขนลุกยามค่ำคืนอย่างแท้จริง หลังจากที่ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ระเบิดฟอร์มสุดโหด ไล่กระซวก บาร์เซโลน่า ยับเยินด้วยสกอร์ 8-2 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่า หลังเกมนี้มีเรื่องให้พูดถึงมากมาย รวมถึงเรื่องสถิติที่น่าสนใจด้วย แต่จะมีสถิติอะไรบ้างนั้น เรามาดูกัน

บาเยิร์น มิวนิค
 – 155 : จำนวนประตูรวมทุกรายการของ บาเยิร์น ในฤดูกาลนี้ จากการลงเล่น 50 นัด (บุนเดสลีกา 100, เดเอฟเบ โพคาล 16 และ แชมเปี้ยนส์ ลีก 39) ซึ่งเฉลี่ยตกเกมละ 3.1 ประตู!!! ขณะที่ฤดูกาล 2012/13 ที่คว้าทริปเปิ้ลแชมป์นั้น พวกเขาทำได้ 151 ประตู จาก 54 เกม
 – 8 : เป็นครั้งแรกสำหรับ บาเยิร์น ที่้ทำได้ถึง 8 ประตูในเกมเดียวถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก
 – 8 : นอกจากนี้ บาเยิร์น ยังถือเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำได้ถึง 8 ประตูในเกมรอบน็อกเอาต์ แชมเปี้ยนส์ ลีก
 – 26 : การคุมทีมลงเตะ 6 เกมแรกในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค นั้น เจ้าตัวพา บาเยิร์น ทำได้ถึง 26 ประตู ซึ่งมากกว่ากุนซือคนอื่นๆ อย่างน้อย 5 ประตู สำหรับบรรดาโค้ชที่ทำทีมลงเตะถ้วย "บิ๊กเอียร์" 6 นัดแรก 

 – 9 : 3 เกมหลังสุดในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มีส่วนร่วมกับประตูถึง 9 ลูก (ยิง 4, แอสซิสต์ 5)
 – 9 : บาเยิร์น คว้าชัยรวดทั้ง 9 เกมในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ แถมยิงได้ถึง 39 ตุง และเสียแค่ 8 ลูก
 – 54 : ฤดูกาลนี้ เลวานดอฟสกี้ กระทุ้งไปแล้ว 54 ประตู จาก 45 เกมรวมทุกรายการ
 – 50 : จำนวนประตูในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เจ้าตัวยิงได้ในสีเสื้อของ "เสือใต้" ซึ่งมาจากการลงเล่นเพียงแค่ 60 นัด
 – 1 : เลวานดอฟสกี้ เป็นแข้ง "เสือใต้" คนแรก ที่ทำประตูในเกมถ้วยยุโรป 8 นัดติด โดยสถิติสูงสุดเดิมคือ 7 เกมติดที่ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ทำเอาไว้ตอนเล่นในถ้วย ยูฟ่า คัพ เมื่อฤดูกาล 1995/96
 – 113 : โธมัส มุลเลอร์ กลายเป็นนักเตะชาวเยอรมัน ที่ลงเล่นเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก มากสุดในประวัติศาสตร์ โดยแซงหน้า ฟิลิปป์ ลาห์ม ที่ลงเล่น 112 นัด
 – 20 : เกมนี้ บาเยิร์น มีการผ่านบอลแบบสร้างโอกาสจบสกอร์ได้ถึง 20 ครั้ง ขณะที่ บาร์ซา ทำได้แค่ 5 หน
 – 7 : นอกจากทำได้ 1 ประตูแล้ว เกมนี้ โยชัว คิมมิช แบ็กขวาตัวเก่ง ยังสร้างโอกาสให้เพื่อนลุ้นจบสกอร์ได้ถึง 7 ครั้ง ซึ่งมากสุดในสนาม
 – 3 : การเข้ารอบของ บาเยิร์น ทำให้กลายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มีกุนซือจากชาติเดียวกันถึง 3 รายในรอบตัดเชือก ซึ่งประกอบไปด้วย ฮันซี่ ฟลิค (บาเยิร์น), โธมัส ทูเคิ่ล (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง) และ ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ (แอร์เบ ไลป์ซิก) ที่เป็นชาวเยอรมันล้วนๆ 

 

 

 บาร์เซโลน่า
 – 0 : การตกรอบของ บาร์ซ่า ครั้งนี้ ทำให้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006/07 ที่ไม่หลงเหลือสโมสรจากสเปนในรอบ 4 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก
 – 1 : ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2004/05 ที่เราจะไม่ได้เห็น ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในรอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก

 – 6 : การปราชัยด้วยสกอร์ 2-8 ทำให้ บาร์เซโลน่า แพ้คู่แข่งด้วยช่องว่าง 6 ประตู เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ที่เคยแพ้ เอสปันญ่อล ในเกมลีกเมื่อเดือนเมษายน ปี 1951
 – 8 : เป็นครั้งแรกที่ บาร์เซโลน่า เสียถึง 8 ประตูในเกมเดียว นับตั้งแต่ปี 1946 ที่เคยแพ้ เซบีย่า 0-8 ในเกม โกปา เดล เรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้าย
 – 13 : นับเป็นหนแรกในรอบ 13 ปีที่ บาร์เซโลน่า จบซีซั่นแบบมือเปล่า หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 2006/07
 – 1,952 : ประตูที่ หลุยส์ ซัวเรซ ยิงให้ บาร์เซโลน่า ไล่ขึ้นมาเป็น 2-4 ถือเป็นการทำประตูเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นอกสังเวียนแข้ง คัมป์ นู หนแรกของเจ้าตัว นับตั้งแต่ที่บุกไปยิงใส่ อาแอส โรม่า (สนาม สตาดิโอ โอลิมปิโก) เมื่อเดือนกันยายนปี 2015 ซึ่งนับจากเกมดังกล่าวจนถึงประตูที่ยิงใส่ บาเยิร์น เกมนี้ เจ้าตัวใช้เวลาในสนามถึง 1,952 นาที และมีโอกาสยิงที่ไม่เป็นประตูถึง 69 ครั้ง