เดือดแน่! ยักษ์ชนยักษ์8ทีมชปล. พร้อมเปิดเส้นทางรอบรองฯ ใครจะเจอใคร

เปิดโผจับติ้วรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก! บาร์เซโลน่า มีลุ้นชน บาเยิร์น หากผ่านคู่แข่งอย่าง นาโปลี และ เชลซี มาได้ทั้งคู่ ขณะที่ผู้ชนะคู่ เรอัล มาดริด กับ แมนฯ ซิตี้ เจอผู้ชนะคู่ โอลิมปิก ลียง กับ ยูเวนตุส

     สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ที่เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

    ในการเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนถึงนัดชิงชนะเลิศจะเตะแบบนัดเดียวจบที่ประเทศโปรตุเกส โดยใช้ 2 สนาม คือ เอสตาดิโอ ชูเซ่ อัลวาล้าด รังเหย้าของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ เอสตาดิโอ ดา ลุช รังเหย้าของ เบนฟิก้า ที่จะใช้เป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากศึกชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง นัดแรก 0-1, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด นัดแรก 2-1, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี นัดแรก 3-0 และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี นัดแรก 1-1) นั้น จะเล่นนัดสองที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้

    สรุปผลการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    คู่ 1- เรอัล มาดริด (สเปน)/แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ) พบโอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)/ ยูเวนตุส (อิตาลี)
    คู่ 2- แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) พบ แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
    คู่ 3 – นาโปลี (อิตาลี) / บาร์เซโลน่า (สเปน) พบ เชลซี (อังกฤษ)/บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
    คู่ 4-  อตาลันต้า (อิตาลี) พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)

    รอบรองชนะเลิศ

    – ผู้ชนะคู่ 1 พบ ผู้ชนะคู่ 3
    – ผู้ชนะคู่ 2 พบ ผู้ชนะคู่ 4

    โปรแกรม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    7-8 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ยังเตะไม่จบ
    12-15 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
    18-19 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
    23 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ

สื่อเผยปืนต้องขายก่อนซื้อแข้งใหม่ร่วมทีม

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังของอังกฤษรายงานว่า มิเกล อาร์เตต้า อาจจะต้องขายนักเตะในทีมก่อนที่จะคิดเรื่องเสริมทัพใหม่เข้ามา

 หลังชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล 2-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ทางนายใหญ่ชาวสเปนชี้ว่าทีมยังต้องเสริมทัพนักเตะที่มีศักยภาพเพื่อเข้ามายกระดับทีมในการกลับมาขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวอีกครั้ง

 อย่างไรก็ตามปัญหาของสโมสรก็คือเรื่องการเงินที่ในช่วงหลังไม่ได้ไปเล่นในเวทีใหญ่อย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทำให้รายได้หายไปไม่น้อยในแต่ละปี ส่งผลให้ทีมมีปัญหาในเรื่องซื้อนักเตะใหม่มาเสริมทีม

 ล่าสุดทางสื่อแดนผู้ดีเผยว่าหากทาง "ปืนใหญ่" จะเสริมนักเตะใหม่เข้ามาจะต้องปล่อยนักเตะในทีมออกไปก่อนเพื่อระดมทุนสำหรับการซื้อแข้งใหม่เข้ามา

 รายงานยังเผยว่า อาร์เซน่อล อาจจะสูญเสียได้ราว 30 ล้านปอนด์หากทีมไม่สามารถแย่งตั๋วไปลุยในยูโรปา ลีกฤดูกาลหน้าได้ ซึ่งคงส่งผลต่อเรื่องเสริมทัพแน่นอน

 

สนับสนุนเต็มที่!ฮามันน์เชียร์ลิเวอร์พูลเดินหน้าดีลติอาโก้

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ดีทมาร์ ฮามันน์ ก็สนับสนุนดีลนี้อย่างเต็มที่ โดยบอกว่าปัจจุบันแผงกองกลางของ ลิเวอร์พูล มีเพียงพวกสายบู๊วิ่งไล่ ต่างกับ ติอาโก้ ที่เป็นจอมเทคนิค
    ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางคนดังของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สนับสนุนให้ "หงส์แดง" คว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเชื่อว่าเขาจะเป็นกำลังหลักให้ "หงส์แดง" ได้

 

    ติอาโก้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ตกเป็นข่าวกับ ลิเวอร์พูล หนักที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ว่ากันว่าดาวเตะดีกรีทีมชาติสเปนต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ และอยากย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วย ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก็ชื่นชอบฝีเท้าของเขามานานแล้ว

    ฮามันน์ เผยว่า "ในวัย 29 ปีน่ะ ตอนนี้มันถือว่าเขาไม่เข้ากับนโยบายการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล สักเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคิดว่านี่จะเป็นการเสริมทัพที่สมเหตุสมผล เพราะตอนนี้กองกลางที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีอยู่ในทีมน่ะเป็นพวกสายบูมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และ นาบี เกอิต้า เขาสามารถใช้งานนักเตะจอมเทคนิคอย่าง ติอาโก้ ได้เลย"

    "เงินจำนวนนั้น (ว่ากันว่า ติอาโก้ ถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ที่ 30 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท) จะถือเป็นดีลที่ดีมากๆ ในช่วงเวลาที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ลิเวอร์พูล อยากให้ราคามันถูกๆ อยู่แล้ว ติอาโก้ อายุ 29 ปีแล้ว และเมื่อทุกคนฟิตกันแล้วน่ะ กองกลางที่ บาเยิร์น เลือกใช้งานก็จะเป็น โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ตซ์ก้า และ โธมัส มุลเลอร์ เขาจะต้องตกเป็นตัวสำรองเป็นหลัก"

    "ติอาโก้ เคยมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับทีม ผมชอบดูการเล่นของเขา แต่ข้อเท็จจริงที่โหดร้ายก็คือ บาเยิร์น ไม่เคยไปถึงนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เลยในช่วงที่เขาอยู่กับทีม ถึงกระนั้นผมก็ยังคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ ลิเวอร์พูล ควรจะล่าตัวมาร่วมทัพให้ได้มากที่สุดอยู่"

สุขจนล้น!ซีดานพูดไม่ออกพาเรอัลมาดริดซิวแชมป์ลาลีกา

ซีเนดีน ซีดาน กุนซือ เรอัล มาดริด สุขล้นจนพูดไม่ออก หลังพาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา ซีซั่นนี้ได้สำเร็จ พร้อมระบุแชมป์ลีกทำให้ตนแฮปปี้ยิ่งกว่าได้แชมป์ยุโรปเสียอีก

     ซีเนดีน ซีดาน เฮดโค้ชเลือดน้ำหอมของ เรอัล มาดริด เผยว่า ตนมีความสุขจนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้ หลังพาทีมเปิดบ้านพิชิต บียาร์เรอัล 2-1 พร้อมการันตีตำแหน่งแชมป์ ลา ลีกา สเปน ประจำฤดูกาล 2019/20 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

     เกมนี้ เรอัล มาดริด จำเป็นต้องคว้าชัยเพื่อการันตีแชมป์ ซึ่งพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ โดยนับเป็นแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 34 ของ "ราชันชุดขาว" และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 นอกจากนี้ยังเป็นแชมป์ลีกสมัยที่สองของ "ซิซู" ในฐานะกุนซือ เรอัล มาดริด ด้วย

     "มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ เพราะสิ่งที่บรรดานักเตะได้ทำลงไป มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจสุดๆ" กุนซือคนดังวัย 48 ปี เปิดใจ "ผมไม่รู้จะพูดยังไงกับความรู้สึกของผมตอนนี้ แชมเปี้ยนส์ ลีก มันก็คือ แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่แชมป์ลีกมันทำให้ผมแฮปปี้มากกว่า เพราะ ลา ลีกา มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์"  

     สำหรับชัยชนะนัดนี้ ทำให้ เรอัล มาดริด มีคะแนนเพิ่้มเป็น 86 แต้ม จากการลงแข่ง 37 นัด พร้อมทิ้งห่าง บาร์เซโลน่า ที่พลาดท่าแพ้ โอซาซูน่า คาบ้าน 1-2 ถึง 7 แต้ม โดยเกมปิดซีซั่นของพวกเขาคือการบุกไปเยือน เลกาเนส วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมนี้
 

สถิติน่าสนใจหลังผีบุกอัดวิลล่านิ่มแข้ง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำผลงานยอดเยี่ยมต่อเนื่องชนะ 4 นัดรวดในลีกหลังงบุกถล่ม แอสตัน วิลล่า 3-0 ทำคะแนนไล่จี้พื้นที่ แชมเปี้ยนส์ ลีก เหลือเพียงคะแนนเดียว และนี่คือสถิติน่าสนใจหลังจบเกม

 – แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกในพรีเมียร์ลีกที่ชนะคู่แข่งด้วยความต่าง 3 ประตูขึ้นไป ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล เคยทำได้ในปี 1987 แต่ตอนนั้นยังเป็นยุคที่เรียกว่าดิวิชั่น 1

 – แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ไม่แพ้ตลอด 21 นัดหลังสุดที่ไปเยือน แอสตัน วิลล่า โดยเป็นการชนะ 14 นัด และเสมอ 7 นัด เป็นสถิติยาวนานที่สุดของลีกสูงสุด

 – เมสัน กรีนวู้ด (18 ปี 282 วัน) เป็นผู้เล่นดาวรุ่งคนที่ 2 ที่ยิงในพรีเมียร์ลีกได้ 3 นัดติดต่อจาก เวย์น รูนีย์ (19 ปี 125 วัน) ที่เคยทำได้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2005

 – กรีนวู้ด เป็นผู้เล่นคนที่ 4 ที่อายุ 18 ปีหรือต่ำกว่าแล้วยิงได้ 3 นัดติดในลีกต่อจาก แดนนี่ คาดามาร์เทรี่, ไมเคิ่ล โอเว่น และ ฟรานซิส เจฟเฟอร์ส

 – แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดโทษ 13 ครั้งในฤดูกาลนี้ เป็นสถิติมากสุดของพรีเมียร์ลีกเท่ากับ เลสเตอร์ ในฤดูกาล 2015/16 และ คริสตัล พาเลซ ฤดูกาล 2004/05

 – แมนฯ ยูไนเต็ด ใช้ 11 ผู้เล่นตัวจริงชุดเดิม 4 นัดติดครั้งแรกนับตั้งแต่พฤศจิกายน 2006

 – แอสตัน วิลล่า เสียไปแล้ว 65 ประตูในฤดูกาลนี้ เป็นตัวเลขเท่ากับที่เคยเสียหลังผ่านไป 34 นัดในฤดูกาล 2015/16 และสุดท้ายก็ตกชั้นด้วยการจบอันดับ 20

เทียบให้เห็นชัดๆ ! แม็กไกวร์ แนวรับแกร่งกว่า ฟาน ไดค์

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อาจจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่สำหรับตอนนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แนวรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติที่เหลือกว่าเขาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อาจจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่สำหรับตอนนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แนวรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติที่เหลือกว่าเขาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    แม็กไกวร์ มักจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ผลงานมาตลอดในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะการเล่นที่ผิดพลาดในหลายๆ เกม แต่ดูเหมือนว่าสถิติของเขาเมื่อนำมาเปรีบเทียบกับ ฟาน ไดค์ ซึ่งทำเล่นพลาดส่งบอลสั้นจนเป็นเหตุให้โดน อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ฉกบอลยิงประตูในเกมที่ "หงส์แดง" แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

   

   แน่นอนว่าความผิดพลาดดังกล่าวทำให้แฟนบอลคู่แข่ง โดยเฉพาะสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างออกมาแซว ฟาน ไดค์ กันไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ และถึงขนาดนำไปเปรียบเทียบกับการเล่นที่ผิดพลาดของ ดาวิด ลุยซ์ แนวรับเลือดแซมบ้าจากทัพ "เดอะ กันเนอร์" เลยทีเดียว

    สอดคล้องกับสถิติจากเว็บไซต์พรีเมียร์ลีก ที่ระบุว่าความผิดพลาดของ ฟาน ไดค์ เป็นความผิดพลาดครั้งแรกของฤดูกาลนี้ที่ทำให้คู่แข่งได้ประตู และเป็นเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นจากการเล่น 88 แมตช์ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีให้กับ ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์

   

   ขณะที่ แม็กไกวร์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ยังไม่เคยทำผิดพลาดจนทำให้คู่แข่งได้ประตู จากการลงสนามให้กับทัพ "ปีศาจแดง" 35 แมตช์ในฤดูกาลนี้ ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะปราการหลังทีมชาติอังกฤษ ยังมีสถิติในเกมรับอีกหลายอย่างที่เหนือกว่า ฟาน ไดค์

    อย่างเล่นสถิติในการบล็อกซึ่ง แม็กไกวร์ สามารถบล็อกได้ถึง 18 ครั้ง ส่วน เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ ทำได้เพียง 15 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ อดีตสตาร์ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถสกัดบอลจากการผ่านบอลของฝ่ายตรงข้าม หรือ อินเตอร์เซปชั่น ได้ถึง 67 ครั้ง ส่วน ฟาน ไดค์ ทำได้ 39 ครั้ง

    ยังไม่หมดแค่นั้น แม็กไกวร์ ยังสามารถเสียบสกัดคู่แข่งสำเร็จถึง 60 เปอร์เซนต์ เหนือกว่าแนวรับเจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ส่วนการโหม่งสกัดนั้น กองหลัง "ผีแดง" ก็ยังทำผลงานได้โดดเด่นกว่า อดีตพ่อค้าแข้ง "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน

    ฉะนั้นสถิติเหล่านี้คงจะทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า แม็กไกวร์ ยังคงเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ทำผลงานได้ดี แม้อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้างในบางเกม แต่ก็ยังดูดีมีอนาคต

เปรียบเทียบผลงาน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ VS แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (ก่อนเกมพบ คริสตัล พาเลซ)

กฏไฟแนนเชียลต้องคงอยู่!คล็อปป์เปิดใจหลังรู้ผลแมนซิตี้พ้นโทษแบน

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ออกมาแสดงความเห็นถึงผลคำตัดสินของ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส ที่มีคำตัดสินยกเลิกโทษแบนเกมยุโรปของ แมนฯ ซิตี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยยอมรับว่ามันไม่ใช่วันที่ดีสำหรับวงการฟุตบอล พร้อมกับหวังว่ากฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์จะยังคงมีต่อไป
    ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส เพิ่งประกาศให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พ้นโทษแบนลงเล่นในเกมยุโรปเมื่อวันจันร์ที่ 13 กรกฏาคมที่ผ่านมา พร้อมกับลดโทษปรับเงินจาก 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1050 ล้านบาท) เหลือเพียง 10 ล้านยูโร (ประมาณ 350 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ คล็อปป์ ยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับฟุตบอล

    คล็อปป์ กล่าวในการแถลงข่าวก่อนเกมที่ ลิเวอร์พูล พบ อาร์เซน่อล ว่า "ผมไม่รู้ว่าจะตอบเรื่องนี้ได้รึเปล่า มันเป็นเรื่องที่ซีเรียสเลยแหละ, จากมุมมองส่วนตัวผมรู้สึกดีนะที่ แมนซิตี้ ยังได้เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกในปีหน้า แต่พูดตามตรงผมไม่คิดว่าเมื่อวานนี้มันเป็นวันที่ดีสำหรับวงการฟุตบอลเลย"

    "แน่นอนกฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี มันมีไว้เพื่อปกป้องสโมสรและการแข่งขัน เพื่อให้แต่ละสโมสรจำกัดเรื่องการใช้เงิน และทุกทีมต้องทำให้แน่ใจด้วยว่าเงินที่พวกเขาใช้นั้นมาอย่างถูกต้อง"

    "ผมหวังว่ากฏดังกล่าวจะยังคงอยู่ต่อไปเพราะมันทำให้ทุกสโมสรมีขอบเขตที่จำกัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีสำหรับโลกลูกหนัง"

สื่อเบียร์ประโคม 1 เหตุผลทำเชลซีส่อชวด “ฮาแวร์ทซ์”

 สื่อเมืองเบียร์ ตีข่าว เชลซี อาจะชวดได้ตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งฟอร์มแรงจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หลัง "สิงห์บลูส์" ส่อแววจะหลุดวงโคจรท็อปโฟร์ หลังดันออกไปโดน เชฟฯ ยูไนเต็ด เผาเครื่องยับไม่นับญาติเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
     เชลซี สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะพลาดคว้าตัว  ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาร่วมทีม หากเกิดกรณีที่ทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" พลาดคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการเปิดเผยของ บิลด์ สื่อดังในประเทศเยอรมนี

    ช่วงที่ผ่านมาสื่อหลายสำนักทั้งในอังกฤษ และเมืองเบียร์ รายงานข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ฮาแวร์ทซ์ กำลังจะเก็บข้าวของออกจากทัพ "ห้างขายยา" เพื่อเดินทางไปเป็นสมาชิกใหม่แห่งถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ ชักไม่แน่นอนแล้ว

    เหตุผลสำคัญก็คือ เชลซี เพิ่งจะพลาดท่าแพ้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 0-3 ในเกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำตอนนี้พวกเขามีโอกาสที่จะหลุดท็อปโฟร์ เนื่องจากทั้ง "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะทำคะแนนแซงหน้าทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ในขณะที่ ฮาแวร์ทซ์ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะมีโอกาสสัมผัสเกมถ้วยใบโตยุโรป ฉะนั้นหาก เชลซี ซึ่งมีข่าวว่าพร้อมทุ่ม 100 ล้านยูโร (ราว 3,500 ล้านบาท) เพื่อซื้อแข้งดาวรุ่งทีมชาติเยอรมนี  พลาดได้ตั๋วไปลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก นั่นหมายความว่านักเตะคงไม่อยากย้ายไปอยู่ที่นั่น

ซิลบายิง1จ่าย1-แมนซิตี้เสียวท้ายเกมเฉือนบอร์นมัธหวิว

"เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูงคว้าชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันหลังเปิดรังไล่ทุบ บอร์นมัธ 2-1 รั้งอันดับ 2 ยาวๆต่อไป ส่วน บอร์นมัธ รั้งอันดับ 18 ต้องหนีตายกับอีก 2 เกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" การันตีอันดับ 2 และคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแน่นอนแล้ว ที่สำคัญพวกเขาพ้นมลทินชนะอุทธรณ์โทษแบนเกมยุโรปของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้เปิดรังรับมือ บอร์นมัธ ทีมอันดับ 18 ที่ต้องการแต้มเพื่อหนีตกชั้นให้ได้

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นผู้เล่นแต่ยังให้ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นฤดูกาลสุดท้ายของห้องเครื่องวัย 34 ปี โดยจะปั้นเกมอยู่หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ เอ็ดดี้ ฮาว บอสใหญ่ของบอร์นมัธฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โจชัว คิง, จูเนียร์ สตานิสลาฟ  และ โดมินิก โซลันกี้ 

    เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 3 นาที บอร์นมัธ ได้ทักทายก่อนจากลูกโขกของ แดน กอสลิ่ง แต่บอลไปเข้ามือ เอแดร์ซอน ก่อนที่นายด่านทีมชาติบราซิลจะเปิดบอลยาวอย่างแม่นให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจะแทงลอดขาเข้าไปในกรอบ 6 หลา บอลเกือบถึง ดาบิด ซิลบา ก่อนจะโดนแนวรับทีมเยือนสกัดออกไป

    ทว่าในนาทีที่ 6 ดาบิด ซิลบา มาแผลงฤทธิ์จนได้หลังเรียกฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 20 หลา ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นบอลข้ามกำแพงเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงามให้ แมนฯซิตี้ ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นประตูที่ 6 ในซีซั่นนี้ของอดีตกองกลางทีมชาติสเปน
 
    นาที 22 ทีมเยือนมีโอกาสบ้างหลัง แดน กอสลิ่ง โขกบอลเข้าไปในกรอบให้ โจชัว คิง พลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลยังหลุดกรอบออกไปไกล

    นาที 34 บอร์นมัธพลาดโอกาสไล่ตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลังได้ฟรีคิกหน้ากรอบ จูเนียร์ สตานิสลาฟ รับหน้าที่สังหารปั่นฟรีคิกข้ามกำแพงจะเข้าอยู่แล้วแต่ไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ชนเสาก่อนบอลมาโดนหัวแม้จะตามตะครุบบอลแต่ออกหลังไปก่อน

    อีก 3 นาทีถัดมา โดมินิก โซลันกี้ ได้ซัดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่จังหวะยิงไปแฉลบ โอตาเมนดี้ เหินคานออกไป

    เมื่อทำไม่ได้กลายมาโดน "เรือใบสีฟ้า" ลงโทษในนาที 39 จากจังหวะสวนขึ้นมาก ดาบิด ซิลบา แทงบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนแตะบอลหนีแนวรับสองคนแล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ บอร์นมัธ 2-0

    ครึ่งหลัง นาที 59 บอลโต้กลับของ บอร์นมัธ สวนขึ้นมาทางขวา โซลันกี้ แทงบอลให้ จูเนียร์ สตานิสลาฟ หลุดเข้าไปล็อคด้วยขวาหนีแนวรับซิตี้ก่อนปั่นด้วยซ้ายไปเสาไกลบอลไปโดน โจชัว คิง จิ้มบอลเข้าไป VAR ยืนยันว่า คิง อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าทำให้พลาดโอกาสไล่ตีไข่แตก

    นาที 73 ดาบิด ซิลบา จ่ายบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส กำลังจะยิงอยู่แล้วแต่มาโดน สตีฟ คุ๊ก เข้ามาเสียบจากด้านหลัง ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ทว่าหลังจากเช็กกับ VAR แล้วเชิ้ตดำ ลี เมสัน ปฎิเสธไม่ให้จุดโทษแก่เจ้าถิ่นหลัง ภาพฟ้องว่า สตีฟ คุ๊ก เข้าสกัดโดนบอลก่อนจะโดน กาเบรียล เชซุส เหยียบเท้าใส่ทำให้กลายเป็นผู้เล่นเกมรุกทำฟาวล์

    นาที 81 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีไข่แตกหลัง เดวิด บรู๊คส์ จ่ายบอลให้ คัลลั่ม วิลสัน ตัวสำรองซัดด้วยขวาในกรอบแต่บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 84 ลูกทีมของ เป๊ป พลาดโอกาสได้เม็ดที่สามนำห่าง คราวนี้ ฟิล โฟเด้น ได้โอกาสกดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่บอลไปตรงตัว อารอน แรมส์เดล

    นาที 88 บอร์นมัธ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จหลังบอลสวนกลับให้ คัลลั่ม วิลสัน หลุดเข้ไาปในกรอบก่อนปาดมาหน้าประตูให้ เดวิด บรู๊คส์ ยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ เอาชนะ บอร์นมัธ 2-1 คว้าสามแต้มยึดอันดับ 2ต่อไปโดยมีเพิ่มเป็น 75 คะแนน ส่วน บอร์นมัธ ต้องลุ้นหนีตกชั้นกับอีก 2 เกมสุดท้าย หลังแพ้เป็นเกมที่ 21 ในลีกรั้งอันดับ 18 มี 31 คะแนนตามโซนปลอดภัยอยู่ 3 คะแนนแต่แข่งมากกว่าหนึ่งเกม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – แฟร์นานดินโญ่, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ฟิล โฟเด้น

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า  
    
        บอร์นมัธ (4-3-2-1) : อารอน แรมส์เดล – แจ็ค สเตซี่ย์, สตีฟ คุ้ก, ลอยด์ เคลลี่, ดีเอโก้ รีโก้ – แดน กอสลิ่ง, เจฟเฟร์ซอน เลร์ม่า, ฟิลิป บิลลิ่ง – จูเนียร์ สตานิสลาฟ, โจชัว คิง – โดมินิก โซลันกี้

        ผู้จัดการทีม : เอ็ดดี้ ฮาว  
   
        ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

โรเตชั่น,แถวเกียรติยศ! เจาะ 5 ประเด็นเด่นก่อนเกม ลิเวอร์พูล เยือน แมนซิตี้

หลังจากที่สำลักความสุขกันมาเกือบทั้งสัปดาห์ ตอนนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องกลับมาสู่ความเป็นจริง เมื่อพวกเขาต้องเดินทางไปเยือน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฏาคมนี้

    "เดอะ เร้ดส์" ผงาดคว้าแชมป์ลีกอย่างเป็นทางการไปแล้ว หลัง แมนฯ ซิตี้ พ่ายให้กับ เชลซี เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ฉะนั้นการไปพบกับ "เรือใบสีฟ้า" พวกเขาค่อนข้างจะผ่อนคลายสุดๆ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเลือกในการโรเตชั่นเพื่อให้โอกาสนักเตะสำรอง และดาวรุ่งได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ อาจจะเลือกใช้งานตัวหลักในแมตช์นี้ เพราะการไปเยือนทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ใช่งานง่ายๆ ที่สำคัญ นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะตั้งเป้าที่จะเอาชนะแชมป์เก่า เพื่อเป็นการรักษาฟอร์มการเล่น และแรงกระตุ้นต่อไป รวมทั้งลุ้นเก็บแต้มให้ได้ 100 คะแนน หรือมากกว่านั้นในซีซั่นนี้

    ในขณะเดียวกัน แมนฯ ซิตี้ ก็มุ่งมั่นที่จะทำลายการฉลองแชมป์ของ "หงส์แดง" เช่นกัน และหากพวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลได้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับการลุ้นทวงความสำเร็จในซีซั่นหน้า และการบุกตะลุยเพื่อกรุยทางสู่การลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้

1. โอกาสที่จะได้โรเตชั่นนักเตะ
    แม้ว่าการพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเกมที่ยากลำบากก็ตาม แต่ด้วยการที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ไปเรียบร้อยแล้ว งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะตัดสินใจใช้ระบบโรเตชั่นในแมตช์นี้ เพื่อจะได้ให้โอกาสกับผู้เล่นสำรอง และแข้งดาวรุ่งได้สัมผัสประสบการณ์ที่พวกเขาอาจจะไม่ค่อยได้รับ

    อย่างไรก็ตาถึงแม้ คล็อปป์ จะเลือกเปลี่ยนแปลงทีมก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเขายังคงยึดปรัชญาการเล่นที่เน้นเกมบุกเป็นสำคัญ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ 3 ประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ จะลงเล่นตัวจริง

    แน่นอนว่า นายใหญ่ชาวเยอรมัน ต้องการแสดงให้เห็นว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงเป็นทีมที่เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในซีซั่นนี้ ดังนั้นทั้งเกมรุก และเกมรับยังคงต้องเป็นนักเตะตัวหลัก โดยเฉพาะแนวรับยังคงต้องพึ่ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ ต่อไป

    ส่วนบรรดานักเตะสำรองอย่าง ทาคูมิ มินามิโนะ, อดัม ลัลลาน่า, นาบี เกอิต้า, เคอร์ติส โจนส์, เนโก วิลเลี่ยมส์ และอีกหลายๆ คน มีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสลงสนาม อาจจะเป็นตัวจริง หรือตัวสำรองก็ได้ แต่แน่นอนว่า คล็อปป์ พร้อมที่จะให้ลงสนามเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์สำคัญ
   
2. มุ่งมั่นหวังเก็บแต้มต่อเนื่อง
    สิ่งหนึ่งที่ ลิเวอร์พูล ยังคงต้องการแสดงให้โลกได้เห็นก็คือ การที่พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ และการที่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องมีสถิติที่เหนือกว่าทีมของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยหนึ่งในนั้นก็คือความมุ่งมั่นที่จะเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนในซีซั่นนี้

    แมนฯ ซิตี้ เคยทำผลงานระดับมาสเตอร์พีซมาแล้วด้วยการเก็บแต้ม 100 คะแนนในฤดูกาล 2017/18 พร้อมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าทัพ "เรือใบสีฟ้า" ชุดนั้นได้รับการเชิดชูว่าแข็งแกร่งยากที่จะล้มได้ โดยในซีซั่นถัดมาก็เกือบทำได้อีกครั้ง เมื่อเก็บได้ถึง 98 แต้มเฉือน "หงส์แดง" 1 คะแนนคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

    สำหรับ ลิเวอร์พูล การที่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ และเป็นการยุติการรอคอย 30 ปีที่แสนยาวนานเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจแล้ว แต่หากจะเติมเต็มความยิ่งใหญ่พวกเขาก็คาดหวังที่จะปราบ แมนฯ ซิตี้ ถึงถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พร้อมเดินหน้ากรุยทางสู่การเก็บให้ได้ 100 คะแนน

    ฉะนั้นถึงแม้ คล็อปป์ อาจจะใช้การโรเตชั่นในแมตช์นี้ แต่เขาก็ยังคงมุ่งหวังที่จะเก็บ 3 แต้มให้ได้ เพราะการบุกชนะ แมนฯ ซิตี้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกทีมทุกคนสำหรับการลงสนามในเกมที่เหลืออยู่ในซีซั่นนี้ และอาจจะต่อเนื่องไปถึงการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้าด้วย
   
3. ซาลาห์ไล่ล่ารองเท้าทองคำ 3 สมัยซ้อน  
   โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นนักเตะชาวอียิปต์คนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในขณะเดียวกันเขายังมีลุ้นความสำเร็จส่วนตัวนั่นก็คือการคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด หรือ "รองเท้าทองคำ" หลังจากที่เขาเคยทำได้มาแล้วในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

    สตาร์ลูกหนังแดนมัมมี่ ตะบันไปแล้ว 17 ประตูในเกมลีกฤดูกาลปัจจุบัน ทำให้เขายังอยู่ในเส้นทางการคว้า "รองเท้าทองคำ" โดยตอนนี้ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิง "เดอะ ฟ็อกซ์" เลสเตอร์ ซิตี้ กับ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกอาร์เซน่อล เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น

    ฉะนั้นในเกมเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนว่า คล็อปป์ คงจะให้โอกาส "บังโม" ได้ลงสนาม เพื่อที่เขาจะได้มีลุ้นในการคว้ารางวัลทรงเกียรตินี้ และยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักเตะสำหรับการนำทัพ "เดอะ เร้ดส์" ป้องกันแชมป์ลีกในฤดูกาลหน้า

     ทั้งนี้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซาลาห์ ได้ครองรางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีกร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โอบาเมยอง หลังจากที่ทั้งสามคนซัดกันไปคนละ 22 ประตู

4. หวังทำลายงานฉลองแชมป์ให้กร่อย
    ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพิสูจน์ว่าทำไมพวกเขาถึงเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เช่นเดียวกัน "เรือใบสีฟ้า" ก็ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงมีสมาธิในการที่จะทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ในฤดูกาลหน้าเช่นกัน

    การที่จะทำแบบนั้นได้พวกเขาต้องสร้างความมั่นใจซะก่อน และไม่มีวิธีไหนที่จะทำได้ดีเท่ากับการเอาชนะทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ฉะนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ให้ได้  เพื่อหวังทำให้งานฉลองแชมป์ของพวกเขากร่อยไปบ้าง

    ที่สำคัญการเอาชนะแชมป์ลีกได้ยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการลุ้นความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย เพราะนี่คือโทรฟี่สำคัญของฤดูกาลนี้สำหรับพวกเขา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักเตะทุกคนจะใส่ไม่ยั้งเพื่อเป็นการเรียกความฮึกเหิมก่อนที่จะเข้าสู่โหมดชิงชัยโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์"

    จริงแล้วก่อนหน้าเกมแพ้ เชลซี ต้องยอมรับว่า แมนฯ ซิตี้ เล่นได้โหดสุดๆ นับตั้งแต่มีการรีสตาร์ท และยิงกระจุยถึง 8 ประตูจาก 2 แมตช์ ฉะนั้นเชื่อว่า "เป๊ป" คงหวังให้ลูกทีมรักษาฟอร์มโหดแบบนี้ในเกมพบกับ ลิเวอร์พูล เพราะพิสูจน์ให้ "เดอะ เร้ดส์" ได้เห็นว่าฤดูกาลหน้าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะป้องกันแชมป์ได้
   
5. ตั้งแถวเกียรติยศต้อนรับ ลิเวอร์พูล
    หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่สนามเอติฮัด สเดี้ยม ก็คือการที่บรรดานักเตะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องยืนเรียงแถวเพื่อปรบมือให้เกียรติให้ต้อนรับ ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์ลีก ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติในวงการลูกหนังไปแล้วสำหรับเรื่องนี้

    ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา "หงส์แดง" พลาดแชมป์ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ในซีซั่นนี้พวกเขาจะไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์ใหม่  และแชมป์เก่าจะต้องมายืนปรบมือเป็นเกียรติให้กับพวกเขา โดยเรื่องนี้ กวาร์ดิโอล่า ยืนยันว่าลูกทีมของเขาพร้อมที่จะทำสิ่งนี้

    "พวกเราจะตั้งแถวต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแน่นอน เราจะให้การต้อนรับ ลิเวอร์พูล เมื่อพวกเขามาเยือนบ้านของเราด้วยแนวทางที่น่าเหลือเชื่อเสมอ เราจะทำแบบนั้นเพราะพวกเขาสมควรได้รับมัน" อดีตนายใหญ่ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค กล่าว

    แม้ว่าพิธีการนี้ไม่มีการบังคับว่าให้ทุกสโมสร แต่ถือเป็นการแสดงออกที่ดีเยี่ยม และเป็นการให้เกียรติกับทีมที่คว้าแชมป์