หงส์เล็กไป! “ชาบี” ลั่นคุมเฉพาะทีมใหญ่ในพรีเมียร์ฯ

ชาบี เอร์นานเดซ กุนซือ อัลซาดด์ เปิดใจหากมีโอกาสได้เลือกกุมบังเหียนสโมสรในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี งานนี้เจ้าตัวลั่นจะขอคุมทีมยักษ์ใหญ่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล หรือ เชลซี เป็นต้น แต่ไร้ชื่อ ลิเวอร์พูล แชมป์ลีกซีซั่นปัจจุบัน
               ชาบี เอร์นานเดซ ตำนานห้องเครื่อง "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ซึ่งปัจจุบันกุมบังเหียน อัล ซาดด์  ทีมดังในลีกกาตาร์ เปิดเผยถึงสโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่อยากไปคุมทัพ โดยงานนี้ไม่มีแม้แต่เงาของทัพ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อยู่ในความคิดของเจ้าตัวเลย

              อดีตแข้งดังชาวสแปนิช ที่ประสบความสำเร็จมากมายกับ บาร์ซ่า และทีมชาติสเปน ตกเป็นข่าวว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีโอกาสจะนั่งเก้าอี้นายใหญ่ยอดทีมแห่งถิ่นคัมป์ นู ที่ล่าสุดเพิ่งจะเจ็บช้ำระกำใจจากการแพ้ยับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค 2-8 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นปัจจุบัน

              ส่วนในกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าหากจะมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเขาอยากที่จะคุมทัพสโมสรไหน งานนี้ ชาบี ให้ความเห็นที่น่าสนใจมากๆ ว่า "แน่นอนว่าถ้าผมต้องเลือก ผมจะเลือกทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง ซิตี้ หรือ ยูไนเต็ด, เชลซี, อาร์เซน่อล หรือท็อตแน่ม ทั้ง (เจอร์เก้น) คล็อปป์ และ (เมาริซิโอ) โปเช็ตติโน่ และ อูไน เอเมรี่ แล้วก็อีกหลายๆคนที่เคยไปทำงานที่นั่น (ประเทศอังกฤษ) ก็สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมเอาไว้"

              ขณะเดียวกัน ชาบี ยังได้กล่าวยกย่อง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือรุ่นพี่ที่สร้างผลงานชั้นยอดเอาไว้กับหลายๆ สโมสรที่ไปคุมทัพ โดยล่าสุดรั้งบังเหียน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ "เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นโค้ชที่เก่งที่สุดในโลก และผมแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น การเปรียบเทียบอาจจะทำได้สมัยเป็นนักเตะ แต่ตอนนี้เราไม่ควรเปรียบเทียบกัน"

              "ผมรักสไตล์การเล่นฟุตบอลในแบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คุณสามารถเอาชนะการเล่นฟุตบอลในแนวทางที่แตกต่าง แต่ผมชื่นชอบการเล่นของ ซิตี้ และ กวาร์ดิโอล่า มากๆ ผมเฝ้าติดตามศึกพรีเมียร์ลีก บ่อยมาก และผมก็ชอบมันจริงๆ" ตำนานทีมชาติสเปน ระบุ

 

แฟนปารีสเสียว! เนย์มาร์อาจชวดนัดชิงชปล.

เนย์มาร์ หัวหอกเลือดแซมบ้าของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง อาจจะพลาดลงสนามช่วยต้นสังกัดนัดชิงแชมเปี้ยนส์ ลีก เนื่องจากดันทะลึ่งฝ่าฝืนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสมรณะ หลังจบเกมที่ถล่ม ไลป์ซิก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

     เนย์มาร์ กองหน้าพรสวรรค์ชาวบราซิเลียนของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส มีสิทธิ์อาจจะโดนแบนจากการลงเล่นในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้ หลังจากทำเรื่องผิดกฎสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า)

    หัวหอกทีมชาติบราซิล ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในแมตช์ที่ "เปแอสเช" ไล่ต้อน แอร์เบ ไลป์ซิก 3-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศ เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่หลังจบเกมดันเกิดประเด็นดราม่า เมื่อ เนย์มาร์ แหกกฎยูฟ่า ด้วยการแลกเสื้อกับ มาร์เซล ฮัลสเท่นแบร์ก

    ตามระเบียบการในการกลับมาแข่งขันกันต่อหลังเกิดเหตุการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบุว่าไม่อนุญาตให้นักเตะทำการแลกเสื้อแข่ง และหากไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่ได้กำหนดอาจจะนำไปสู่การพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการด้านระเบียบวินัยของยูฟ่า

 

    สอดคล้องกับรายงานที่อ้างเอาไว้ก่อนที่เกมฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปจะกลับมาแข่งขันกันต่อหลังต้องล็อกดาวน์จากเชื้อไวรัสมรณะว่าการแลกเสื้อระหว่างนักเตะในช่วงที่มีการจัดแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส มีผลทำให้ผู้เล่นต้องทำการกักตัว 12 วัน อย่างไรก็ตาม ยูฟ่า ไม่ได้กำหนดเกี่ยวกับระเบียบการนี้อย่างเป็นทางการ 

    ทั้งนี้เกมนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม ซึ่งจะมีขึ้นในอีก 5 วัน ฉะนั้นหาก ยูฟ่า มีบทลงโทษในกรณีนี้ และนักเตะต้องเข้ารับการกักตัว จะทำให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามช่วยทัพ "เปแอสเช" ในการชิงถ้วยใบโตยุโรปครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

ซึ้งนำตาคลอเบ้า! “ซิลบา” โพสต์อำลาเรือ,แฟนบอล

 

ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์ใหม่แกะกล่อง เรอัล โซเซียดาด โพสต์ข้อความสุดซึ้งเพื่อเป็นการกล่าวชื่นชม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแฟนบอล "เรือใบสีฟ้า" หลังจากที่ยุติช่วงเวลา 1 ทศวรรษกับชีวิตพ่อค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิม พร้อมระบุจะขอเป็นสาวกของทีมไปตลอด และในหัวใจจะไม่มีวันลืมสโมสรแห่งนี้เลย

             ดาบิด ซิลบา จอมทัพมากประสบการณ์ โพสต์ข้อความสุดซึ้งเพื่อเป็นการกล่าวยกย่องสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแฟนบอลทัพ "เรือใบสีฟ้า" หลังจากที่นักเตะหมดสัญญากับต้นสังกัด และตัดสินใจยุติช่วงเวลาที่แสนยิ่งใหญ่ตลอด 10 ปีกับทีม

            ดาวเตะชาวสแปนิช ประสบความสำเร็จมากมายมหาศาลกับ แมนฯ ซิตี้ รวมไปถึงการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 4 สมัย โดยแมตช์สุดท้ายที่ ซิลบา ลงเล่นให้กับทีมก็คือเกมที่พวกเขาแพ้ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง 1-3 ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ฟูลแบ็กอาการหนัก, แนวรุกไม่คม ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู พ่าย เซบีย่า อดชิงยูโรปา ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายสู้ความช่ำชองของ เซบีย่า ไม่ได้ส่งผลให้ทีมแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ "ปีศาจแดง" ต้องเจ็บช้ำกับการตกรอบตัดเชือก 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้
    "ผีแดง" มีโอกาสที่จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ หลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่น่าเสียดายที่ทีมมาโดนตีเสมอ จากซูโซ่ และถูก ลุค เดอ ยอง ซัดประตูชัยในครึ่งหลัง ส่งให้ เซบีย่า ได้เข้าชิงถ้วยใบเล็กยุโรปครั้งที่ 6

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องกลับไปเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยมีความเป็นไปได้ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะต้องเสริมแกร่งทั้งในเกมรับ และเกมรุก ซึ่งในแมตช์นี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร

1. ยิงทิ้งยิงขว้าง


    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงแทบอยากจะเปลี่ยนตัวเองลงไปเล่นแทน เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาลูกทีมได้เห็นว่าการจบสกอร์ที่เด็ดขาดและเฉียบคมเป็นยังไง หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมายโดยเฉพาะในครึ่งหลัง แต่ดันไม่เด็ดขาด

    แมตช์นี้ "เร้ด เดวิลส์" สร้างโอกาสบริเวณหน้าประตูได้ถึง 20 ครั้ง แต่พวกเขาไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้เลย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการยิงประตูของเหล่ากองหน้าตัวความหวังทั้ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด

    โดยเฉพาะในกรณีของ มาร์กซิยาล ที่หลุดเข้าไปในเขตโทษ 2-3 ครั้งแต่ดันยิงไปติดผู้รักษาประตู และยิงแบบไม่มีลุ้น ซึ่งหาก หัวหอกชาวฝรั่งเศส เปลี่ยนจังหวะเหล่านั้นให้เป็นประตู รูปเกมคงจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่นักเตะต้องกลับไปแก้ไข หากต้องการยึดตำแหน่ง "หน้าเป้า" ถาวร

    จะว่าไปแล้วโอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างขึ้นมา และยิงไม่ได้ส่วนหนึ่งก็มาจากความเหนียวหนึบของ ยาสซีน บูนู ที่สามารถป้องกันจังหวะเหล่านั้นได้หมด โดยเฉพาะในต้นครึ่งหลังเจ้าตัวเซฟเป็นพัลวัน ทำให้ทีมยังคงรักษาสกอร์เสมอ 1-1 เอาไว้ได้
 
2. มหัศจรรย์ แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือหัวใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นคนที่คอยปั้นเกมรุกให้กับทีม และยังสามารถปั่นเกมคู่แข่งได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการยิงจุดโทษของนักเตะก็สุดฉมัง จนทำให้ทีมยกให้เป็นมือ 1 ในการสังหารจุดโทษไปแล้ว

    สำหรับประตูที่ทำให้ทีมขึ้นนำมาจากจังหวะจุดโทษซึ่งเป็นครั้งที่ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยตอนนี้เขามีส่วนกับการที่ทีมได้ประตูถึง 20 ลูก โดยเป็นการตะบันเอง 12 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมีแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่มีสถิติเหลือกว่าเขาจาก 5 ลีกชั้นนำในยุโรป

     จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส เป็นจุดศูนย์รวมในการเล่นเกมบุกของ "ปีศาจแดง" โดยมีหลายจังหวะที่ แฟร์นันด์ส ผ่านบอลสวยๆ ให้เพื่อนร่วมทีมได้ยิงประตู โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ผ่านบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้ซัดจ่อๆ แต่ไปติดเซฟของ ยาสซีน บูนู

    อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปิดบอลสุดฉมังให้ มาร์กซิยาล ได้ซัด แต่ยังไม่ผ่านมือ บูนู อีกตามเคย ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดฝอยทอง ได้บอลจาก มาร์กซิยาล บริเวณเขตโทษ และซัดเต็มเหนี่ยว แต่น่าเสียดายที่แนวรับของ เซบีย่า วิ่งเข้ามาป้องกันได้ทัน

    ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้ เซบีย่า ไม่าสมารถจัดการกับ แฟร์นันด์ส ได้ เขาแสดงให้เห็นถึงพลังกำลังในการเล่น และเทคนิคชั้นยอดในการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่น่าเสียดายวันนี้ไม่ใช่วันของ แมนฯ ยูฯ เพราะแนวรุกขาดความเฉียบคมอย่างน่าเหลือเชื่อ

3. ฟูลแบ็กไร้ประสิทธิภาพ

    ปกติแล้วฟูลแบ็กของแมนฯ ยูไนเต็ด จะทำผลงานได้ดีแต่ในแมตช์นี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า กับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โดยพวกเขาไม่สามารถเติมเกมบุกขึ้นมาสร้างความอันตรายให้เกมรับ เซบีย่า ได้เลย แถมเกมรับยังหลวมโคกอีกต่างหาก

    ในจังหวะที่ทีมเสียประตูตีเสมอเริ่มต้นจาก ลูกัส โอกัมโปส ตัดหลังให้ เซร์คิโอ เรกีลอน ขณะที่ วาน-บิสซาก้า วิ่งตามไม่ทัน ก่อนที่จะผ่านไปให้ ซูโซ่ ซึ่งได้ยืนโล่งๆ สบายๆ เพราะ วิลเลี่ยมส์ ดันหลุดตำแหน่ง ทำให้เขาจัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ชนิดที่ ดาบิด เด เคอา หมดปัญญาป้องกันจริงๆ

    ต้องบอกเลยว่า วาน-บิสซาก้า ค่อนข้างจะเล่นแบบตื่นๆ ไม่เหมือนกันช่วงที่ผ่านมา ที่เขาจะมีอาการนิ่งมากกว่านี้ โดยเฉพาะในจังหวะเสียประตูที่สองหากจะโทษว่าเป็นการประกบที่ผิดพลาดของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็ได้ แต่ แบ็กขวาดาวรุ่งเลือดผู้ดี ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ไม่วิ่งเข้ามากดดัน ลุค เดอ ยอง ทำให้เขาซัดประตูได้สบายอุรา

    สำหรับ วิลเลี่ยมส์ ต้องบอกเลยว่านี่คือแมตช์ที่จะทำให้เขาจดจำไปอีกนาน เพราะเกมนี้เจ้าตัวเล่นไม่ออก และยังเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้ เซบีย่า บุกเข้าไปลุ้นทำประตู ที่สำคัญนักเตะยังเล่นออกแนวตื่นสนามทำให้งานนี้ก็เลยโดนแข้งประสบการณ์ของทีมดังจากสเปน จัดการปั่นป่วนจนเสียขบวน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งประตูตีเสมอ และประตูชัยของ เซบีย่า เริ่มต้นจากบริเวณฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง ซึ่งงาน โซลชา คงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้ หากไม่อยากที่จะต้องเจ็บช้ำในการลุ้นความสำเร็จในฤดูกาล 2020/2021

4.  ลินเดอเลิฟ VS แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับเลยว่านี่คือค่ำคืนที่แสนน่าผิดหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ในแมตช์นี้ โดยเฉพาะในรายของ ลินเดอเลิฟ มีกรณีให้ต้องพูดถึงอย่างมาก

    จังหวะที่ "ปีศาจแดง" เสียประตูที่สอง หลายคนมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ลินเดอเลิฟ ยืนผิดตำแหน่ง ทำให้ ลุค เดอ ยอง มีโอกาสซัดโล่งๆ ขณะที่ วาน-บิสซาก้า ก็ไม่ทำอะไรปล่อยให้คู่แข่งได้เล่นสบายๆ และแน่นอนว่าเมื่อเสียประตูอารมณ์ก็ถาโถมเข้าใส่นักเตะทุกคน

    ด้วยความที่ แฟร์นันด์ส พยายามชี้ให้เห็นถึงการเล่นที่ผิดพลาดจนทำให้ทีมเสียประตู แต่ด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทำให้ ลินเดอเลิฟ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดแถมยังจัดการด่ากลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนกลายเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นกันไปแล้ว

    แม้ว่าหลังจบเกม โซลชา จะไม่ได้ตำหนิ ลินเดอเลิฟ ที่ทำพลาดในจังหวะนั้น แต่ก็ยอมรับว่าทีมควรมีการป้องกันจังหวะการเปิดบอลจากบริเวณด้านข้างให้ดีกว่า ซึ่งการพูดแบบนี้ดูเหมือนว่า "น้าลูกอม" จะบอกเป็นนัยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องหาคู่หูคนใหม่มาเล่นกับ แม็กไกวร์ ซะแล้ว

5. พลาดเข้าชิง 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้

    โซลา ต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างมาในฤดูกาลนี้เมื่อเขาค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาและทะลุเข้าไปลุ้นความสำเร็จถึง 3 รายการได้แก่ คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูโรปา ลีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันทั้ง 3 ทัวร์นาเมนต์ เพราะต้องโบกมือลารอบตัดเชือกเรียบวุธ

    สำหรับในเกม คาราบาว คัพ ต้องพ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ แบบเหย้า-เยือน ในขณะที่การดวลเกมฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก็ต้องเจอทีเด็ดของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ส่วนในการชิงชัยถ้วยใบเล็กยุโรป ต้องพ่ายให้กับเจ้าพ่อของโทรฟี่รายการนี้

    อย่างไรก็ตามในเกมยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก สิ่งหนึ่งน่าจะทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" พอจะมีรอยยิ้มอยู่บ้างก็คือสไตล์การเล่นที่สนุกเร้าใจ และสามารถไล่กดบดขยี้ เซบีย่า จนแทบอยู่หมัด แต่น่าเสียดายที่ทีมขาดความเฉียบคมทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไปหลายครั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน

เรียกแขก!ซิลวาโพสต์เหน็บเดอะค็อปหลังโดนเย้ยร่วงชปล.

แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ แมนฯ ซิตี้ โพสต์ข้อความเหน็บสาวก ลิเวอร์พูล หลังจากมีแฟนบอล "หงส์แดง" บางส่วนที่เยาะเย้ยกับการที่ "เรือใบสีฟ้า" ร่วงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยดาวเตะชาวโปรตุกีสบอกว่า "เดอะ ค็อป" กลุ่มนั้นควรจะไปหาอย่างอื่นทำดีกว่ามาโพสต์เยาะเย้ยนักเตะของ แมนฯ ซิตี้
    แบร์นาร์โด้ ซิลวา กองกลาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โพสต์ข้อความเชิงเหน็บแนมแฟนบอล ลิเวอร์พูล หลังจากที่ "เดอะ ค็อป" บางส่วนไปเยาะเย้ยที่ "เรือใบสีฟ้า" ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    ช่วงที่ผ่านมาแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เริ่มเปิดศึกใส่กันบ่อยกว่าสมัยก่อน หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาถูกมองว่าเป็น 2 ทีมที่เก่งที่สุดของเกาะอังกฤษจนกลายเป็นเหมือนคู่แข่งลุ้นแชมป์กันโดยตรง ซึ่งทันทีที่ แมนฯ ซิตี้ แพ้ โอลิมปิก ลียง 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองเชียร์ ลิเวอร์พูล บางส่วนก็โพสต์ข้อความเยาะเย้ย แมนฯ ซิตี้ กันอย่างสนุกสนาน

    ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซิลวา เริ่มต้นด้วยการโพสต์ย้อนถึงผลงานของทีม โดยบอกว่า "ฤดูกาล 2019-20 จบลงแบบน่าผิดหวังสำหรับเรา สำหรับแฟนๆ แล้วนั้น เราเห็นใจพวกเขาที่ต้องเจอกับฤดูกาลที่น่าผิดหวังแบบนี้ สิ่งเดียวที่เราสามารถให้คำมั่นสัญญาได้ก็คือในฤดูกาล 2020-21 เราจะสู้อย่างหนักเพื่อที่จะทำผลงานให้ออกมาดีกว่านี้ และกลับไปคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ มาครองเพื่อพวกคุณให้ได้!"

    อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวได้ไม่นาน ดาวเตะชาวโปรตุกีสก็โพสต์เหน็บแฟนบอล ลิเวอร์พูล ต่อทันที ด้วยการบอกว่า "และสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทุกคนที่ไม่มีอะไรจะทำนอกจากแวะมาที่แอคเคาท์ของนักเตะ แมนฯ ซิตี้ แล้วน่ะ ฉันก็รู้สึกเห็นใจพวกแกเหมือนกัน แต่ในเหตุผลที่แย่ๆ อ่ะนะ พวกแกนี่มันน่าสมเพชชะมัด ไปฉลองแชมป์ของพวกแกสิวะ หรือไม่ก็พยายามหาคนรัก, ไปดื่มเบียร์กับเพื่อน, อ่านหนังสือแทนสิ มีทางเลือกให้ทำตั้งหลายอย่างนะ!"

And to all Liverpool fans that have nothing else to do than to come to a Man City player account, I’m also sorry for you but for the wrong reasons… pathetic… go celebrate your titles, or try to find a partner, drink a beer with a friend, read a book… so many options!

— Bernardo Silva (@BernardoCSilva) August 16, 2020
    สำหรับ ซิลวา นั้น เคยจุดประเด็นร้อนมาแล้วในเกมลีกที่ แมนฯ ซิตี้ เปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม เอาชนะ ลิเวอร์พูล 4-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะเกมนั้นทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ตั้งแถวเกียรติยศปรบมือให้ ลิเวอร์พูล เพื่อให้เกียรติที่อีกฝ่ายคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ แต่ ซิลวา ไม่ยอมปรบมือแม้แต่นิดเดียว แถมยังเดินออกจากแถวก่อนที่นักเตะ ลิเวอร์พูล จะเดินผ่านไปครบทุกคนด้วย

 

ได้ครบแล้ว! เช็คผลงาน4สโมสรลุยรอบตัดเชือกชปล.2019/20

หลังจากที่ โอลิมปิก ลียง พลิกล็อกโค่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เราได้ครบทั้ง 4 สโมสรเรียบร้อย สำหรับศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ ประจำฤดูกาล 2019/20 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1995/96 เลยทีเดียว ที่ไม่มีสโมสรจากศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ลา ลีกา สเปน หลงเหลือในรอบตัดเชือก เพราะ 4 สโมสรที่หลุดเข้ามาเที่ยวนี้เป็นสองตัวแทนจาก บุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค กับ แอร์เบ ไลป์ซิก และสองตัวแทนจากเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส อย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กับ โอลิมปิก ลียง ว่าแล้วเรามาเช็คฟอร์มของทั้งสี่สโมสรกันเลยดีกว่าว่า ตลอดเส้นทาง 9 นัดที่ผ่านมานั้น พวกเขาผ่านอะไรกันมาบ้าง และทำได้ดีมากน้อยแค่ไหน

* ปารีส แซงต์-แชร์กแมง *

 – ยูฟ่า แรงกิ้ง : 7
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 22 เสีย 5
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม เอ, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สกอร์รวมสองนัด 3-2 (แพ้ 1-2 เกมเยือน, ชนะ 2-0 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ อตาลันต้า 2-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : เมาโร อีการ์ดี้ และ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ (5 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบ 16 ทีมสุดท้าย
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 1994/95 และ 2019/20)   

ทีมของกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล ที่ซีซั่นนี้กวาดเรียบทั้งสามแชมป์ในประเทศ มุ่งมั่นอย่างมากที่จะคว้าแชมป์ยุโรปสมัยแรกให้ได้ ซึ่งพวกเขาก็มาดีเลยทีเดียว หลังผ่านจากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่มี เรอัล มาดริด เป็นเพื่อนร่วมกลุ่ม ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย พวกเขาก็ฝ่าด่าน ดอร์ทมุนด์ ได้แบบสนุก หลังพ่ายก่อนในเลกแรก ขณะที่รอบที่แล้ว เปแอสเช ทำท่าว่าจะโดน อตาลันต้า เขี่ยตกรอบ ทว่ากลับมาเป็นฝ่ายคว้าชัยได้แบบสุดดราม่า จากสองประตูช่วงท้ายเกมของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
        
* แอร์เบ ไลป์ซิก *

– ยูฟ่า แรงกิ้ง : 32
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 6 เสมอ 2 แพ้ 1 ยิงได้ 17 เสีย 9
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม จี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สกอร์รวมสองนัด 4-0 (ชนะ 1-0 เกมเยือน, ชนะ 3-0 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ แอตเลติโก มาดริด 2-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : ติโม แวร์เนอร์ (ย้ายไป เชลซี แล้ว) และ มาร์เซล ซาบิตเซอร์ (4 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบแบ่งกลุ่ม (ยูฟ่า ยูโรปา ลีก)
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 2019/20) 

เซอร์ไพรส์มากๆ สำหรับ ไลป์ซิก ที่มาไกลจนถึงรอบตัดเชือก โดยนอกจากจบรอบแบ่งกลุ่มด้วยการซิวแชมป์กลุ่ม จี แล้ว พวกเขายังผ่านคู่แข่งในรอบ 16 ทีมอย่าง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่มีกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ คุมทัพ ได้อย่างง่ายดายด้วย และรอบก่อนรองฯ ถือเป็นไฮไลต์เลย เพราะสามารถโค่นทีมแกร่งอย่าง แอต. มาดริด ทั้งที่ไม่มีดาวยิงตัวเก่งอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งถือว่าน่าจับตามองเหลือเกินว่า ทีมของกุนซือหนุ่มไฟแรงอย่าง ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ จะไปไกลจนถึงวันสุดท้ายของการแข่งขันได้หรือไม่

* บาเยิร์น มิวนิค *

 – ยูฟ่า แรงกิ้ง : 2
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 9 เสมอ 0 แพ้ 0 ยิงได้ 39 เสีย 8
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : แชมป์กลุ่ม บี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ชนะ เชลซี สกอร์รวมสองนัด 7-1 (ชนะ 3-0 เกมเยือน, ชนะ 4-1 เกมเหย้า), รอบก่อนรองฯ ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2
        – ดาวซัลโวสูงสุด : โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (14 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบก่อนรองฯ
        – ผลงานดีสุดในชปล. : แชมป์ 5 สมัย (ได้ครั้งล่าสุดในซีซั่น 2012/13)   

เดินหน้าลุ้นคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ด้วยความมุ่งมั่นและมั่นใจสำหรับทัพ "เสือใต้" โดยผลงานในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นนี้ของพวกเขา ถือว่าโหดมากๆ เพราะคว้าชัยรวดมาตลอดเส้นทาง แถมกระซวกประตูคู่แข่งถึง 39 ลูก!!! โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมรอบก่อนรองฯ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งแมตช์ที่ประวัติศาสตร์วงการลูกหนังต้องจารึกเลยทีเดียว หลังจากที่พวกเขารวมพลังกันไล่ขยี้ บาร์เซโลน่า แบบไม่มียั้งด้วยสกอร์ 8-2 ดูแล้วฟอร์มแบบนี้ทีมของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค คงเริ่มฝันถึงแชมป์สมัยที่ 6 กันแล้ว  

* โอลิมปิก ลียง *

– ยูฟ่า แรงกิ้ง : 17
        – ผลงานซีซั่นนี้ : แข่ง 9 นัด, ชนะ 4 เสมอ 2 แพ้ 3 ยิงได้ 14 เสีย 11
        – ผ่านมาถึงรอบนี้ได้อย่างไร : รองแชมป์กลุ่ม จี, รอบ 16 ทีมสุดท้าย ผ่าน ยูเวนตุส ด้วยกฎอเวย์โกล หลังสกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 2-2 (ชนะ 1-0 เกมเหย้า, แพ้ 1-2 เกมเยือน), รอบก่อนรองฯ ชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-1
        – ดาวซัลโวสูงสุด : เมมฟิส เดอปาย (6 ประตู)
        – ผลงานซีซั่นก่อน : รอบ 16 ทีมสุดท้าย
        – ผลงานดีสุดในชปล. : รอบรองฯ (ซีซั่น 2009/10 และ 2019/20)   

นอกจาก ไลป์ซิก แล้ว ลียง ถือเป็นอีกทีมที่ทะลุเข้ามาถึงรอบตัดเชือกได้แบบเหนือความคาดหมาย โดยเริ่มตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ที่พวกเขาเบียดคว้าตั๋วเข้ารอบน็อกเอาต์ได้แบบฉิวเฉียดในฐานะรองแชมป์กลุ่ม (แชมป์กลุ่มคือ ไลป์ซิก) พอมาถึงรอบ 16 ทีม ก็ไม่มีใครคาดคิดว่า ลียง จะผ่าน ยูเวนตุส ได้ ซึ่งสุดท้ายพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ แถมล่าสุดหักปากกาเซียน ฝ่าด่าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่แข่งในรอบก่อนรองฯ ได้อีก มาถึงจุดนี้แล้ว ทีมของกุนซือ รูดี้ การ์เซีย คงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ถึงแม้รอบตัดเชือกต้องเจอกับ บาเยิร์น ก็ตาม

     * โปรแกรมการแข่งขันเกมรอบตัดเชือก *

– วันอังคารที่ 18 สิงหาคม : แอร์เบ ไลป์ซิก VS ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ 
– วันพุธที่ 19 สิงหาคม : โอลิมปิก ลียง VS บาเยิร์น มิวนิค, สนาม เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด

“ดิมาเรีย” สุดแฮปปี้เปแอสเชชิงชปล.หนแรก

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกจอมพลิ้ว ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รับแฮปปี้สุดๆ หลังช่วยสโมสรลิ่วเข้าสู่รอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรก ลั่นทุกคนในทีมพร้อมทำความฝันให้เป็นจริง

    อังเคล ดิ มาเรีย ปีกคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมรับว่า ตนและบรรดาเพื่อนร่วมทีมต่างมีความสุขเป็นอย่างมาก ที่ช่วยสโมสรทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังเอาชนะ แอร์เบ ไลป์ซิก 3-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศ ที่สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    เกมนี้ ดิ มาเรีย คว้ารางวัล "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" หลังทำ 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ซึ่ง เปแอสเช มีคิวลงเตะเกมรอบชิงฯ วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ โดยรอพบกับผู้ชนะของคู่ระหว่าง โอลิมปิก ลียง กับ บาเยิร์น มิวนิค ที่จะเตะกันในค่ำคืนวันนี้

       
        "เรามีความสุขมากๆ เพราะนี่คือครั้งแรกของสโมสรเลยที่เข้าชิง เราทำงานกันอย่างหนักตลอดทั้งเกม และก็เล่นกันได้ดี เราต้องการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร เราทำได้สำเร็จในคืนนี้ ซึ่งเราก็ต้องทำให้ได้แบบนี้อีก เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง"

        "หลังจากนี้ไปจนกว่าจะถึงรอบชิงฯ เราคงนอนไม่หลับ เราแสดงให้เห็นแล้วว่า เราคู่ควรจริงๆ กับการมาถึงจุดนี้ มันไม่สำคัญหรอกว่า เราจะเจอกับ บาเยิร์น หรือ ลียง เพราะยังไงเราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด" อดีตแข้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด เปิดใจหลังเกม

บาเยิร์นขอโหดต่อ! “เลวาน” พร้อมซัด,ลียงลุ้น “เดอปาย” โป้งรอบรองฯ ชปล.

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค หวังโชว์ฟอร์มโหดต่อเนื่องโดยมี โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ นำปิดสกอร์เกมพบ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง ที่มี เมมฟิส เดอปาย พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ  วันพุธที่ 19 ส.ค. ศกนี้  เวลา : 02.00 น.

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ
วันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563, เวลา : 02.00 น.
โอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)   –  บาเยิร์น มิวนิค (เยอรนมัน)

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

    ทีมโอแอลของ รูดี้ การ์เซีย มาไกลเกินคาดถึงรอบตัดเชือกเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ หลังจากที่ไล่เขี่ยตัวเต็งมาทั้งยูเวนตุส ด้วยกฎประตูทีมเยือน และแมนฯ ซิตี้ 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

    การจัดทัพไม่มีปัญหาเจ็บ-แบนให้กังวล ในแดนหน้าที่มีกัปตัน เมมฟิส เดอปาย ยืนพื้น คู่หูต้องเลือกระหว่าง คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ที่ออกสตาร์ตทั้ง 2 แมตช์ล่าสุด หรือ มุสซ่า เดมเบเล่ ที่ถูกเปลี่ยนตัวมายิงรัว 2 ลูกใส่ทีมเรือใบสีฟ้า

    นอกนั้นยึดชุดเดิม เท่ากับว่า มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดาวรุ่งวัย 20 จะได้ลงตัวจริงกลางสนามต่อไป ประสานงานกับอีก 2 แข้งพลังหนุ่มทั้ง บรูโน่ กิมาไรช์ และ อูสเซ็ม อาอูอาร์ วัย 22 เท่ากัน

    วิงแบ็ก 2 ฟากวาง เลโอ ดูบัวส์ กับ มักซ์เวล กอร์เน่ต์ โดยหลังปรับตำแหน่งจากแนวรุกแล้วกลายเป็นเล่นดี แนวรับนำโดย เจสัน เดนาเยอร์ อดีตแข้งแมนฯ ซิตี้ และ แอนโธนี่ โลเปส ที่โชว์เซฟอุตลุดในรอบก่อน

    ด้านทีมเสือใต้ของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค ยังคงเป็นทีมเดียวในท็อป 5 ลีกยุโรปที่ชนะรวดทุกรายการนับจากรีสตาร์ต อีกทั้งรายการนี้ก็เฮทุกนัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงแมตช์ล่าสุดที่ระเบิดฟอร์มโหด ถล่มบาร์เซโลน่าไปถึง 8-2

    ความพร้อมล่าสุดได้ข่าวดีเมื่อ เบนฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาแชมป์โลกกลับมาซ้อมได้แล้ว กระนั้นเชื่อว่าฟลิคคงไม่คิดเยอะเกิน ยึด 11 ตัวจริงที่กำลังลงตัวต่อไป

    นั่นเท่ากับว่า โยชัว คิมมิช จะได้เล่นแบ็กขวาต่อไป แล้วให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า คุมกลางสนามคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า แม้ว่าดาวเตะทีมชาติสเปนกำลังตกเป็นข่าวย้ายไปร่วมทีมลิเวอร์พูลก็ตาม

    คิงส์เล่ย์ โกมัน อีกหนึ่งแข้งฝรั่งเศสกลับมาฟิตเช่นกัน แต่ อิวาน เปริชิช ลากเลื้อยทดแทนได้เยี่ยม น่าจะยึดตำแหน่งใน 3 แนวรุกเคียงข้าง แซร์ช นาบรี้ และ โธมัส มุลเลอร์ คอยสนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หอกโปลที่กดไปแล้ว 54 ลูกทุกรายการฤดูกาลนี้

    ในราย ลีรอย ซาเน่ ปีกสมาชิกใหม่ที่คว้ามาจากแมนฯ ซิตี้ นั้นยังไม่สามารถลงเล่นได้จนกว่าจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    โอลิมปิก ลียง (3-5-2) : แอนโธนี่ โลเปส – เจสัน เดนาเยอร์, มาร์เซโล่, แฟร์นานโด มาร์ซาล – เลโอ ดูบัวส์, มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์, บรูโน่ กิมาไรช์, อูสเซ็ม อาอูอาร์, มักซ์เวล กอร์เน่ต์ – คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี, เมมฟิส เดอปาย
    เทรนเนอร์ : รูดี้ การ์เซีย

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส – เลออน โกเร็ทซ์ก้า, ติอาโก้ อัลกันตาร่า – แซร์ช นาบรี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริชิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค

    ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

 

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี      รายการ    ผลการแข่งขัน
28/04/10        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 0-3
22/04/10        ชปล.    บาเยิร์น ชนะ ลียง 1-0
11/12/08        ชปล.    ลียง แพ้ บาเยิร์น 2-3
01/10/08        ชปล.    บาเยิร์น เสมอ  ลียง 1-1 
05/11/03        ชปล.    บาเยิร์น แพ้ ลียง 1-2
21/10/03        ชปล.    ลียง เสมอ  บาเยิร์น 1-1
06/03/01        ชปล.    ลียง ชนะ  บาเยิร์น 3-0

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลียง
16/08/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้  3-1 (สนามกลาง)     ชปล.
07/08/20 แพ้ ยูเวนตุส 1-2 (เยือน)         ชปล.
01/08/20 เสมอ เปแอสเช 0-0 (สนามกลาง) เฟร้นช์ ลีก คัพ 
23/07/20 ชนะ เกนท์ 3-2 (เยือน)         อุ่นเครื่อง   
19/07/20 ชนะ เซลติก 2-1 (เหย้า)         อุ่นเครื่อง

บาเยิร์น
15/08/20 ชนะ บาร์เซโลน่า 8-2 (สนามกลาง)     ชปล.
09/08/20 ชนะ เชลซี 4-1 (เหย้า)         ชปล.
31/07/20 ชนะ มาร์กเซย 1-0 (สนามกลาง)     อุ่นเครื่อง
05/07/20 ชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 (สนามกลาง) เดเอฟเบ โพคาล
27/06/20 ชนะ โวล์ฟสบวร์ก 4-0 (เยือน)     บุนเดสลีกา

เนย์มาร์ซูฮกลิเวอร์พูลเจ๋งสุดในยุโรปชั่วโมงนี้

เนย์มาร์ หัวหอกซูเปอร์สตาร์ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง กล่าวชม ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่เล่นได้ดีที่สุดของทวีปยุโรปในตอนนี้ พร้อมเชื่อว่าซีซั่นหน้า "หงส์แดง" ก็จะยังเล่นได้แกร่งสุดๆ เหมือนเดิม
    เนย์มาร์ กองหน้าคนดังของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง สโมสรมหาเศรษฐีแห่งเวที ลีก เอิง ฝรั่งเศส ยกย่อง ลิเวอร์พูล ว่าเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้ดีที่สุดของทวีปยุโรปในตอนนี้

    "หงส์แดง" กำลังอยู่ในช่วงที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูกาล 2018-19 พวกเขาได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง ขณะที่ซีซั่นนี้ก็ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี โดยที่มีคะแนนมากกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เป็นรองแชมป์ถึง 18 คะแนนด้วย

    ดาวเตะชาวบราซิเลียนเผยว่า "ตลอดช่วง 2 ฤดูกาลหลังสุด ลิเวอร์พูล คือทีมที่เล่นฟุตบอลได้ดีที่สุดของทวีปยุโรปเลย ฤดูกาลก่อนพวกเขาได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และซีซั่นนี้ก็มาได้แชมป์ลีกอีก มันเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆ เพราะพวกเขาได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก แบบที่ทิ้งห่างทีมอื่นๆ เยอะสุดๆ โค้ชของพวกเขา (เจอร์เก้น คล็อปป์) สร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ และผมมั่นใจว่าฤดูกาลหน้าพวกเขาจะเป็นทีมที่เล่นได้แข็งแกร่งมากๆ อีกครั้ง"

    ทั้งนี้ เนย์มาร์ เตรียมที่จะช่วยทีมในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ กับ บาเยิร์น มิวนิค ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็กระตุ้นเพื่อนร่วมทีมให้มีสมาธิอย่างเต็มที่กับนัดดังกล่าว "รอบรองชนะเลิศเราเล่นได้ดีมากๆ ก็จริง แต่ไม่มีใครมานั่งจำหรอกว่าใครที่ชนะรอบรองชนะเลิศ มันเป็นอดีตไปแล้ว บาเยิร์น จะเป็นบททดสอบที่หนักหนาสาหัสสุดๆ และเราก็จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม"

    "พวกเขามีนักเตะที่เก่งๆ อยู่ในทีมหลายคน แต่เราเองก็กำลังเล่นได้ดีมากๆ เหมือนกัน และผมก็รู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเล่นได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ที่มาอยู่กับ ปารีสฯ เลย นี่เป็นจุดที่เราอยากมาถึงให้ได้ เจ้าของทีมของเรามีโปรเจกต์ขนาดใหญ่ และส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ที่ว่าก็คือการทำให้ทีมได้รับการพิจารณาว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในทวีปยุโรป ตอนนี้มันถือว่าเราเข้าใกล้กับการทำโปรเจกต์นั้นได้มากที่สุดแล้ว แต่เรายังต้องมีสมาธิกันอย่างเต็มที่"

คล็อปป์แบ่ง2ชุด ! ปรีซีซั่น ลิเวอร์พูล ทำศึกอุ่นเครื่องเกมแรกปะทะ สตุ๊ตการ์ท

    ลิเวอร์พูล เตรียมลงสนามลับแข้งอุ่นเครื่องปรีซีซั่นแมตช์พบ เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคมนี้ โดยจะเป็นการประเดิมสนามแมตช์แรกหลังจากที่พักเบรกเป็นเวลาประมาณ 27 วันนับตั้งแต่ที่ "หงส์แดง" ไล่ต้อน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1 ในเกมลีกแมตช์ปิดซีซั่น 2019/2020
    การที่ "เดอะ เร้ดส์" ไม่มีโปรแกรมลงแข่งมินิทัวร์นาเมนต์ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส และเกมทีมชาติ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดควิด-19 ทำให้ทีมเลือกที่จะเดินทางมาเข้าแค้มป์เก็บตัวในประเทศออสเตรีย

    แม้ว่าการเดินทางไปที่นั่นจะส่งผลกระทบพอสมควรกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากรัฐบาลอังกฤษ ได้เพิ่มชื่อประเทศออสเตรีย เป็นดินแดนที่ผู้ไปหรือกลับมาจากที่นั่นต้องเข้ารับการกักตัว 14 วัน เพราะสถานการณ์ในการแพร่ระบาดของเชื้อมรณะค่อนข้างน่าเป็นห่วงสำหรับที่นั่น

    อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้ และพวกเขาได้กำหนดเกมอุ่นเครื่องเอาไว้ 2 แมตช์ทั้งพบ สตุ๊ตการ์ท ซึ่งได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในบุนเดสลีกา ตามด้วยการดวลกับ เรดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก ในวันอังคารที่ 25 ส.ค.นี้

    ด้วยการลงฝึกซ้อมเพียงแค่ 6 วันทำให้ คล็อปป์ คงใช้วิธีการลองนักเตะแบบแบ่งเป็นสองทีมโดยลงแข่งทีมละครึ่งเวลา 

    สำหรับนักเตะที่จะได้มีชื่อในแมตช์พบกับ สตุ๊ตการ์ท นั้นแน่นอนว่าจะไม่มี เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เพราะเขาอยู่ในช่วงพักฟื้นร่างกายที่ เมล วู้ด เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อย เช่นเดียวกับ แฮร์รี่ วิลสัน โดย คล็อปป์ คงจะจัดนักเตะแบบผสมผสานระหว่างแข้งประสบการณ์กับดาวรุ่งในแมตช์นี้

    โฌแอล มาติป, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน จะไม่มีส่วนในการอุ่นเครื่องที่ออสเตรีย เนื่องจากพวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในช่วงพักฟื้่นร่างกาย โดยเฉพาะในรายของ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่เพิ่งจะมีปัญหาบาดเจ็บหัวเข่า ขณะที่ เซอร์ดาน ชากีรี่ กับ ดิว็อค โอริกี้ ไม่ได้ร่วมฝึกซ้อม และยังไม่แน่ว่าจะได้มีส่วนในเกมนี้หรือไม่

    ในส่วนของ มาติป กับ "เฮนโด้" งานนี้กุนซือเลือดด๊อยท์ช ระบุว่าสถานการณ์เป็นในทางที่ดีขึ้น แต่ทั้้งสองคนไม่สามารถกลับมาฝึกซ้อมกับทีมได้ และจำเป็นที่จะต้องพักฟื้นร่างกายเพื่อให้ฟิตสมบูรณ์สำหรับโปรแกรมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่จะเปิดฉากในวันที่ 12 กันยายนนี้

คาดการณ์ขุมกำลัง ลิเวอร์พูล ในเกมพบ สตุ๊ตการ์ท
ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์, อาเดรียน, ควีวีน เคลเลเฮอร์, ลอริส คาริอุส

กองหลัง : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เนโก วิลเลี่มส์, คอสตาส ซิมิคาส, นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เซป ฟาน เดน เบิร์ก, คี-ยาน่า ฮูแฟร์, บิลลี่ คูเมติโอ

กองกลาง : ฟาบินโญ่, เจมส์ มิลเนอร์, นาบี เกอิต้า, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เคอร์ติช โจนส์, มาร์โก กรูยิช

กองหน้า : โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ล ซาดิโอ มาเน่, ทาคุมิ มินามิโนะ, ริอาน บรูว์สเตอร์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์

 
 11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก
    "ม้าขาว" เพิ่งได้กลับมาเล่นในบุนเดสลีกา อีกครั้ง หลังจากที่พวกเขาคว้ารองแชมป์ ลีกา 2 โดยทีมเตรียมจะได้เจอกับบททดสอบครั้งสำคัญในการปะทะกับ แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยมในการเตรียมความพร้อมก่อนลุยเกมลีกเมืองเบียร์

    สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาจัด 11 แข้งที่จะลงสนามในครึ่งแรกกับการอุ่นเครื่อง สตุ๊ตการ์ท โดยงานนี้ คล็อปป์ จะใช้ชุดที่แข็งที่สุดลงเล่นในครึ่งแรก เริ่มตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะเป็นหน้าที่ของ อลีสซง ขณะที่แบ็กขวา วิลเลี่ยมส์ จะไดรับหน้าที่สำคัญนี้เนื่องจากทีมขาด อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กจะเป็นของ ฟาน ไดค์ และ โกเมซ ขณะที่แบ็กซ้ายเป็นหน้าที่ของ โรเบิร์ตสัน

 

    ในส่วนของแผนกองกลาง ฟาบินโญ่ จะได้ลงเล่นตัวจริง โดยจะรับบทบาทโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ เคียงข้าง เกอิต้า กับ ไวนัลดุม ซึ่ง 3 มิดฟิลด์ได้ลงเล่นตัวจริงร่วมกันครั้งล่าสุดก็ในเกมลีกที่พบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ด้านกองหน้ายังคงเป็นหน้าที่ของ "หินเหล็กไฟ" โม ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ และ มาเน่

    11 ผู้เล่นในเกมครึ่งแรก : อลิสซง, วิลเลี่ยมส์, โกเมซ, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน, ฟาบินโญ่, เกอิต้า, ไวนัลดุม, ซาลาห์, ฟีร์มีโน่, มาเน่ 

11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง
    ในช่วงพักครึ่ง คล็อปป์ คงจะมีการเปลี่ยนนักเตะแบบยกชุดโดยค่าเฉลี่ยในเรื่องอายุของทีมชุดนี้จะลดลงมา เนื่องจากจะเป็นการส่งผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามผสมกับนักเตะมากประสบการณ์ งานนี้นายทวารจะเป็นหน้าที่ของ อาเดียน โกลชาวสแปนิช

    ส่วน ซิมิคาส จะมีโอกาสได้ลงสนามเป็นเกมแรกในฐานะผู้เล่น "หงส์แดง" ในตำแหน่งแบ็กซ้าย หลังจากที่นักเตะย้ายจาก โอลิมเปียกอส มาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ ส่วนตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กจะเป็นหน้าที่ของ คูเมติโอ ที่จะจับคู่กับ ฟิลลิปส์ ซึ่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมาถูกส่งไปเล่นยืมตัวกับ สตุ๊ตการ์ท ขณะที่แบ็กขวาเป็นหน้าที่ของ ฮูแฟร์

    ขณะที่ มิลเนอร์ จะได้ลงไปคุมบรรดาน้องๆ วัยกระเตาะในแผงกองกลางซึ่งจะรับบทบาทมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วน กรูยิช ที่คาดว่าอาจจะย้ายทีมแบบถาวรในช่วงซัมเมอร์นี้ จะได้ลงเล่นด้วย ขณะที่ โจนส์ จะได้ลงคุมเกมด้วยเช่นกัน ที่น่าตื่นเต้นก็คือเกมรุก เพราะ คล็อปป์ จะส่งแข้งแบบผสมผสานลงสนาม

 

    งานนี้ เอลเลียตต์ , ทาคุมิ มินามิโนะ และ บรูว์สเตอร์ จะได้ลงไล่ล่าประตู "ม้าขาย" และอาจจะมีเซอร์ไพรส์เพราะ นายใหญ่ชาวเยอรมัน มีโอกาสที่จะใช้ระบบโรเตชั่นในแต่ละตำแหน่งตลอดช่วง 45 นาทีหลังก็เป็นไปได้
 
     11 ผู้เล่นในเกมครึ่งหลัง : อาเดรียน, ฮูแฟร์, ฟิลลิปส์, คูเมติโอ, มิลเนอร์, กรูยิช, โจนส์, เอลเลียตต์, มินามิโนะ, บรูว์สเตอร์