“ทิพย์” แก้วกัลยา นักวอลเล่ย์สาวไทยคนแรกได้แชมป์ลีกสูงสุดญี่ปุ่น

    เห็นสวยๆ อย่างนี้ "น้องทิพย์" แก้วกัลยา กมุลทะลา นักวอลเลย์บอลทีมชาติ ตำแหน่งบอลเร็ว จากอำเภอกมลาไสย เมืองน้ำดำจังหวัดกาฬสินธุ์ ตบระเบิดและเปิดประวัติศาสตร์ เป็นสาวไทยคนแรก ร่วมทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดญี่ปุ่นกับสโมสร เจที มาร์เวลลัส  เมื่อปีที่ผ่านมา ตอนนี้กลับเมืองไทยและแฟนลูกยางคงมีโอกาส ได้เห็นเชิงตบของสาววัยเบญจเพศคนนี้ในเร็ววัน
    ประวัติส่วนตัว
    ชื่อ : แก้วกัลยา กมุลทะลา
    ชื่อเล่น : ทิพย์
    พื้นเพบ้านเกิด : จ.กาฬสินธุ์
    อายุ : 25 ปี
    ส่วนสูง : 178 ซ.ม.
    น้ำหนัก : 67 ก.ก.
    สัดส่วน : 34-29-40
    จบปริญญาตรี : คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    ปัจจุบัน : เป็นนักวอลเลย์บอลอาชีพ
    กีฬาที่ชอบเล่น : วอลเลย์บอล
    ดีกรีล่าสุด : นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สโมสร เจที มาร์เวลลัส ของญี่ปุ่น แชมป์วอลเลย์บอล วีลีก 2019
    นักกีฬาที่ชื่นชอบ : ลิโอเนล เมสซี
    คติประจำใจ : อย่าเพิ่งท้อแท้ในสิ่งที่ยังไม่พยายาม และอย่าเพิ่งหมดหวังในสิ่งที่ยังไม่เริ่มต้น
    ชายในสเปก : ชอบคนอบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ที่ดูแลเราได้
    สถานภาพ : มีแฟนแล้ว

หวีดสยอง! เชียร์ลีดเดอร์สาววัยขบเผาะซ้อมในสวนโดนงูพิษฉก

เชียร์ลีดเดอร์สาววัย 18 ปีชาวเท็กซัส ดวงแตกสุดๆ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วนหลังเธอโดนงูพิษคอปเปอร์เฮท หรือ งูทางมะพร้าว ฉกเข้าที่เท้าขณะกำลังเตรียมตัวจะฝึกซ้อมที่สวนหลังบ้าน จากการเปิดเผยของ เดลี่ เมล สื่อดังในประเทศอังกฤษ
           จากคลิปวีดิโอที่ เทรซี่ มอนต์โกเมอรี่ แม่ของ ปารีส มอนต์โกเมอรี่ นำมาเผยแพร่ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ค จะเห็นได้ว่าสาวน้อยคนนี้ได้ถอดรองเท้าฝึกซ้อมขณะที่อยู่บนแผ่นรอง แต่แล้วเธอก็รู้สึกเจ็บจี๊ดบริเวณเท้า และในเวลานั้นเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าโดนงูกฉก แถมยังถอดถุงเท้าเพื่อเช็คดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่เท้าของตัวเอง

           นอกจากนี้ "สาวปารีส" ยังไม่รีบไปหาหมอ และมัวแต่ลุกเดินไปมา และนอนร้องโอดครวญจนสุดท้ายทนเจ็บไม่ไหวต้องรีบไปหาคนมาช่วยพาส่งโรงหมอ โดยเรื่องนี้เชียร์ลีดเดอร์สาว เปิดใจว่า "มันมีบางอย่างทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปล๊บ ฉันไม่รู้ว่าโดนงูฉกด้วยซ้ำ"

           ขณะที่คุณแม่เทรซี่ ซึ่งเป็นคนพาลูกสาวไปโรงพยาบาล และต้องรีบเข้าห้องฉุกเฉินซึ่งแพทย์ได้ทำการฉีเซรุ่มแก้พิษงูให้กับเธอ "ฉันไม่คิดว่าเป็นงูด้วยซ้ำ ตอนนั้นฉันคิดแค่ว่า -บางทีเธออาจจะโดนผึ้งต่อย- ฉันใช้เบกกิ้งโซดาล้างบาดแผล จากนั้นมันก็ค่อยๆ บวมขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีม่วง เราก็เลยต้องรีบพาเธอไปโรงพยาบาล"

 

เปิดวาร์ป “น้องเฟี๊ยต-ปณิชา”แฟนคลับสายฟ้า-สาวกปีศาจแดง



หากย้อนไทม์แมชชีนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน แมตช์นัดชิงชนะเลิศ ของศึกฟุตบอล "คิงส์ คัพ 2017" ครั้งที่ 45 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน มีสิ่งหนึ่งที่แฟนบอลให้ความสนใจนั่นคือ สาวสวยที่สวมเสื้อของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เข้ามาชมและเชียร์ทีมชาติไทย จนมีภาพของเธอว่อนในโลกออนไลน์

ก่อนสุดท้ายจะรู้ว่า หญิงงามคนดังกล่าวก็คือ "น้องเฟี๊ยต" ปณิชา วิชัยดิษฐ พริตตี้เงินแสน ที่รับเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ ผลิตภัณฑ์ เครื่องดื่ม "ช้าง" มานานแรมปี รวมถึง เอ็มซี นักโฆษณา อันดับต้นๆของเมืองไทยที่เรามักเห็นเธอบ่อยๆ ตามงานอีเวนท์ต่างๆนั่นเอง

"น้องเฟี๊ยต" เริ่มต้นเข้าไปชมฟุตบอลที่สนาม เมื่อคุณพ่อและน้องชายได้ชวนพาไปดูที่ ทีโอที ณ สนามน้ำแก้จน ย่านปากเกร็ด และเป็นจุดพลิกผันให้เธอหันไปเชียร์ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นับตั้งกำเนิดสโมสร ขึ้นมาในฤดูกาลแรกเมื่อปี 2010 จนเรื่อยมา

และความรักเริ่มทวีคูณมากขึ้นเมื่อน้องชายคนสุดท้อง "กฤตภาส วิชัยดิษฐ" คัดตัวติดทีมเยาวชนบุรีรัมย์ ชุด ยู-14 ปี ก่อนที่ปัจจุบันจะถูกดันมาอยู่ในชุด ยู-18 ปี ทำให้เธอหากมีเวลาว่างเมื่อใด จะไม่พลาดในการตามไปเชียร์น้องชายสุดที่รักอยู่สม่ำเสมอ และปฎิญาณตนเป็นแฟนคลับของปราสาทสายฟ้าจนมาถึงทุกวันนี้

นอกจากจะมีทีมรักในวงการลูกหนังบ้านเกิดแล้ว เธอยังผูกพันและตามเชียร์ทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมแห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกด้วย หลังจากเธอได้ซึมซับมนต์เสน่ห์ตั้งแต่ 6 ขวบ เพราะคุณพ่อเป็นแฟนแมนยูฯ ตัวยงเลยทีเดียว

กระทั่งปี 2001 เธอเคยขอให้คุณพ่อซื้อตั๋วพร้อมผ้าพันคอที่แพงกว่าราคาปกติเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะจองตั๋วไม่ทัน ก่อนที่เธอจะได้เข้าสนามไปดู "เดวิด เบคแฮม" เป็นครั้งแรกในชีวิต ก่อนที่หน้าที่การงาน ทำให้ฟุตบอลนอกทำได้เพียงแค่ได้ติดตามแต่ผลการแข่งขัน และย้อนดู ไฮไลท์เท่านั้น

ปัจจุบันสาวสวยมากความสามารถในวัย 28 ปี ที่จบการศึกษามาจาก คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สาขาสื่อสารการตลาด ยังคงรับงานเป็นพิธีกร พริตตี้ เอ็มซี เช่นเดิม แต่ด้วยสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดในเมืองไทย ทำให้เธอได้หันมาไลฟ์สดขายแบรนด์เสื้อผ้าทางออนไลน์ให้กับหลายๆเพจมากขึ้น ซึ่งหากใครอยากติดตามผลงาน และอุดหนุนสินค้า สามารถเข้าไปกดติดตามได้ที่ ig: fiat_panicha และเฟซบุ๊ก Panicha Vichaidit กันได้เลยนะครับ

“ปุ๊กกี้” นิภาภรณ์…คัมแบ็กเขย่าสังเวียนซีเกมส์-เอเชียนเกมส์

ภาพนักตะกร้อสาว "ปุ๊กกี้" นิภาภรณ์ สลุบพล อยู่บนหลังของ วิภาดา จิตพรวน เพื่อนร่วมทีมประคองออกจากสังเวียนชิงชัยยังฝังอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
    รวมถึง "ปุ๊กกี้" นักหวดลูกพลาสติกดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยเช่นกัน

    วันที่ 20 สิงหาคม 2561 ณ เมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซีย เจ้าภาพกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ทีมตะกร้อสาวไทยลงแข่งขันเกมที่สองพบกับ เกาหลีใต้ หลังจากนัดแรกเอาชนะ ลาว มาได้ไม่ยาก 3 ทีมรวด "สวยสังหาร" นิภาภรณ์ สลุบพล ถูกส่งลงสนามเป็นทีมแรกร่วมกับสองจอมเก๋า มัสยา ดวงศรี กับ ศศิวิมล จันทสิทธิ์

    ดั่งฟ้ากลั่นแกล้งจอมเสิร์ฟดาวรุ่งปิดฉากเอเชียนเกมส์ลงในวันนี้ เมื่อได้รับบาดเจ็บที่ "เข่าซ้าย" จนเล่นต่อไปไม่ไหวและถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

    นับเป็นเอเชียนเกมส์ครั้งแรกในชีวิตที่แสนสั้นและเจ็บปวด แม้ท้ายที่สุดแล้วเธอจะยังได้ฉลองแชมป์กับทีมก็ตาม

    หลังการตรวจอย่างละเอียดปรากฏว่า "เอ็นไขว้เข่าขวาขาด" หนักกว่าที่คาดคิด และเป็นอาการบาดเจ็บที่ในหมู่นักกีฬาหวาดกลัวที่สุด

    "เสียดายโอกาสแข่งขันจบลงเร็วไป ตอนที่เจ็บก็รู้สึกกังวลกลัวเช่นกัน คือคิดว่ารักษาหายแน่ แต่ที่กังวลคือเราจะกลับมาเล่นได้ดีเหมือนเดิมหรือเปล่า" จอมเสิร์ฟสาวเมืองบุรีรัมย์ กล่าว

    จากนั้นในเดือนถัดมาตุลาคมเธอขึ้นเขียงผ่าเข่ารักษาอาการบาดเจ็บ..

    แม้จะเปิดตัวไม่สวยแต่จอมเสิร์ฟสาวดาวรุ่งวัย 21 ปีขณะนั้นก็ไม่ท้อ ตั้งเป้าจะต้องกลับมาระเบิดฟอร์มที่ยอดเยี่ยมให้ได้อีกครั้ง ขณะที่ทีมตะกร้อสาวไทยนับว่าเสียหายไม่น้อยทีเดียว เมื่อขุนพลที่เตรียมไว้เป็นตัวหลักอาวุธเด็ดไว้ต่อกรกับคู่ต่อสู้ต้องเข้าศูนย์ซ่อมบำรุง

    เกือบหนึ่งปี…เป็นเวลาแสนนานยิ่งนักที่เยียวยารักษาอาการบาดเจ็บเข่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจไม่ท้อในที่สุด "สวยสังหาร" ได้โอกาสหวนคืนสังเวียนอีกคำรบในการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก หรือ คิงส์ คัพ ครั้งที่ 34 ในเดือนกันยายน ปี 2562

    วาดลวดลายให้แฟนๆ ตะกร้อไทยประจักษ์ความแข็งแกร่งกลับคืนมาอีกครั้งแม้จะยังไม่เต็มร้อย แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณว่าอีกไม่นานฟอร์มเดิมๆ จะคืนมา

    "กลับมาเล่นได้อีกครั้ง ใจก็ไม่คาดหวังว่าจะต้องทำให้ได้ดีเท่าเดิม เพราะรู้ตัวว่าสภาพร่างกายของตัวเองนั้นไม่เหมือนเดิม คิดแค่ว่าจะกลับมาเล่นให้ได้เท่านั้น"

    "แรกๆ ก็รู้สึกแหยงๆ แต่คงเป็นเพราะไม่ตั้งความหวังไว้มาก ทำให้ไม่รู้สึกกดดัน และกลายเป็นผลดีกับตัวเอง คือ เราเล่นได้ดีเกินความคาดหมาย ผลที่ออกมาโอเคเลยค่ะ รู้สึกดีกว่าตอนที่เล่นทีมชาติครั้งแรกด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นบอกเลยว่ากดดันมากจนเล่นไม่ได้ดั่งที่คิด"

    อย่างไรก็ตามเนื่องจากพึ่งหายจากการบาดเจ็บไม่นาน ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 30 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ในปลายปีนั้นยังไม่มีชื่อติดทีมไปทำศึก

    แต่นั่นไม่ได้บั่นให้รู้สึกท้อแท้ท้อถอยแต่อย่างใด

    "แม้จะบาดเจ็บต้องผ่าเข่าพลาดโอกาสแข่งขันรายการสำคัญๆ ทั้งซีเกมส์ และ เอเชียนเกมส์  ไม่เคยรู้สึกท้อค่ะ ให้พยายามทำตามเป้าหมายตามฝันของเราเหมือนเดิม ไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ตั้งความหวังไว้สูง ก็ทำให้เต็มที่เท่านั้น เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดซึ่งจะส่งผลต่อสภาพจิตใจจะกังวนสับสนไปหมด ดังนั้นต้องไม่คิดมาก"

    หวนคืนสู่สังเวียนครานี้ "ปุ๊กกี้" พร้อมเดินสู่เส้นสายนี้ เป้าหมายคือ ทำให้ดีที่สุดและเต็มที่ ซึ่งเธอเชื่อว่าความมุ่งมั่น ฝึกฝน ตนเองอยู่เสมอ คือกุญแจทำให้เราเก่งขึ้นนั่นเอง ซึ่งเธอยึดถือปฎิบัติมาตั้งแต่เมื่อครั้งวัยเยาว์

    "ชอบเล่นกีฬาเล่นมาตั้งแต่ 10 ขวบ ตอนเด็กๆ ก็เล่นทั้งวอลเลย์บอล และ ตะกร้อ แต่เหมือนฟ้าลิขิตไว้แล้วมั้งคะ กลายเป็นตะกร้อที่ถูกเลือก และเพราะเป็นคนตัวสูงครูที่โรงเรียนก็ให้เล่นตำแหน่งเสิร์ฟตั้งแต่นั้นเลย ซึ่งตอนเด็กๆก็ไม่ได้เล่นเก่งอะไรแต่อาศัยขยันซ้อมทำให้พอเล่นได้"

    "พอจบป.6 พ่อกับแม่กำลังมองหาที่เรียนต่อ และมีอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนอาจารย์กมล ตันกิมหงษ์ ได้แนะนำให้ไปสอบเข้าที่รร.กีฬาจังหวัดชลบุรี ซึ่งก็ไปสอบและอาจารย์อ๊อด-วีระชัย แสงสว่าง โค้ชตะกร้อรร.กีฬาชลบุรีก็มาดึงตัวไป และที่นี่เองที่เริ่มฝึกหัดตะกร้ออย่างจริงจัง"

    แม้จะห่างบ้านแต่โชคดีมีลูกพี่ลูกน้องอยู่ชลบุรี ทำให้ไม่รู้สึกว้าเหว่เท่าใดนัก ณ บ้านหลังใหม่ฝึกวิทยายุทธอยู่ร่วมๆ สองปีเลยทีเดียว กว่าฝีไม้ลายมือจะค่อยๆ กล้าแกร่งและเริ่มมีโอกาสท่องยุทธภพ

    กระทั่งกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 29 "มหาสารคามเกมส์" ที่จ.มหาสารคาม ในปี 2556 มีโอกาสได้ร่วมทีมไปแข่งขันแสดงความสามารถ และกลับบ้านพร้อมกับความสำเร็จ "เหรียญทองทีมชุด" ความสำเร็จชิ้นแรกของเธอในเกมแข่งขันระดับชาติ

    และที่เมืองมหาสารคามนี่เองฟอร์มการเล่นของ "ปุ๊กกี้" ได้ไปโดนตาต้องใจกุนซือตะกร้อหญิงทีมชาติไทย "ซันชิโร่" วีรัส ณ หนองคาย

    "ตอนนั้นโค้ชโร่ได้เข้ามาถามชื่ออะไร สวนสูง น้ำหนักเท่าไหร่ แค่นั้นเอง รู้ว่าเป็นโค้ชทีมชาติแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าคงมาถามข้อมูลไปเฉยๆเท่านั้นเพราะเห็นไปถามหลายคน และเรื่องทีมชาติตอนนั้นไม่เคยคิดไม่เคยอยู่ในหัวเลย นั่นเพราะรู้ตัวว่าไม่ได้เก่งเลย แค่ตัวสูงเฉยๆ"

    แม้จะไม่ได้คิดไปไกลถึงทีมชาติ อย่างไรก็ตามอีกไม่กี่เดือนต่อมาในปีเดียวกันนั้นชื่อของ "นิภาภรณ์ สลุบพล" อยู่ในโผเรียกเข้าแค้มป์เก็บตัวทีมชาติไทย นับเป็นก้าวแรก

    "วันนั้นอาจารย์อ๊อดมาบอกก็ดีใจที่มีโอกาสพร้อมกับความรู้สึกสับสนคิดกังวลมองภาพไม่ออกว่าเราจะทำได้หรือเปล่า เข้าไปแล้วจะทำตัวอย่างไร กลัวทำให้อาจารย์และต้นสังกัดเราเสียชื่อ แต่ก็พยายามไม่คิดมาก พยายามทำให้ดีที่สุด และอยากทำให้พ่อกับแม่สมหวัง"

    "จากนั้นก็มีชื่อเก็บตัวฝึกซ้อมเรื่อยมา น่าจะสองปีก็ติดทีมคิงส์ คัพ ครั้งที่ 30 ในปี 2558 ตอนนั้นตื่นเต้นมากถึงกับนอนไม่หลับเลยทีเดียว คิดมากกลัวจะทำไม่ได้ พอลงแข่งขันกลายเป็นความกดดันที่ซ้อมๆ มาหายหมด แต่โชคดีมีพี่ๆ คอยแนะนำและให้กำลังใจ คลายความกดดันทำให้เล่นได้ดีขึ้น"

    นับเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่า กับการแข่งขันทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ครั้งแรกในชีวิต "ปุ๊กกี้" ได้เห็นจุดบกพร่องของตัวเอง นั่นคือ คิดมาก ความกลัว กดดัน จิตใจยังไม่แข็งแกร่งพอ ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้พร้อมกับก้าวข้ามผ่านมันไป

    แม้พร้อมที่จะกางปีกโบยบิน..ฟ้าอาจผู้ลิขิตให้เธอเดินสู่เส้นทางสายนี้ ทว่ากลับยังลิขิตโยนอุปสรรคให้ต้องฟันฝ่านั่นก็คือ "การบาดเจ็บ" ซึ่งหนักสาหัสทีเดียวต้องเยียวยาอยู่ร่วมปี

    อุปสรรคคือแบบทดสอบของชีวิต ความเจ็บปวดทำให้จิตใจแข็งแกร่ง สังเวียนการแข่งขันทั้งซีเกมส์ และเอเชียนเกมส์ถึงเวลาพิสูจน์ความสามารถประกาศศักดาให้วงการตะกร้อโลกได้ประจักษ์

    จอมเสิร์ฟ "นิภาภรณ์ สลุบพล" สวยสังหารแห่งเมืองสยาม..

 
ประวัติ

ชื่อ : นางสาว นิภาภรณ์ สลุบพล ชื่อเล่น ปุ๊กกี้

เกิด : 24 พ.ค.2540 อายุ 22 ปี

ภูมิลำเนา : บ้านแท่นพระ ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์

ส่วนสูง 171 น้ำหนัก 56

 การศึกษา

– กำลังศึกษาปริญญาตรี : มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตชลบุรี

คณะ : ศึกษาศาสตร์

สาขา: สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นปีที่ 4

 การทำงาน

– ทำงานอยู่สังกัดกองทัพอากาศ

– เข้ารับราชการตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2562-ปัจจุบัน

– หน่วยงาน : กกฬ.สก.ทอ.

– ตำแหน่ง : จนท.ส่งเสริมกีฬา

  ผลงานด้านกีฬาระดับนานาชาติ

1.เหรียญทองทีมเดี่ยว Istaf super series

2014 (พม่า)

2.เหรียญทองทีมเดี่ยว Istaf super series 2014 (เกาหลี)

3.เหรียญทองทีมเดี่ยว Istaf super series

2015 (ไทย)

4.เหรียญทองทีมชุด ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่30 – 32 ปี 2015 – 2017 (ไทย)

5.เหรียญทองทีมเดี่ยว ชิงแชมป์เอเชีย

ครั้งที่1 -2 ปี2016-2017(เกาหลี)

6.เหรียญทองทีมชุดหญิง เอเชี่ยนเกมส์

จากาต้า-ปาเลมบัง ณ อินโดนีเชีย ปี 2018

7.เหรียญทองทีมชุดหญิง ตะกร้อชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 34 ปี 2019

ระห่ำทุกเวลา!ดาราสาวแฉเล่นเซ็กซ์กับ “ร็อดแมน” ที่สนามชิคาโก้บูลล์ส

เดนนิส ร็อดแมน ตำนานนักบาสเกตบอลจอมสีสันชาวอเมริกัน ทำเรื่องระห่ำสุดๆ หลัง คาร์เมน อีเล็คตร้า เซเลบริตี้ชื่อดัง ออกมาแฉว่าตอนที่คบกันทั้งสองคนเคยแอบไปเล่นเสียวที่สนามซ้อมของ ชิคาโก้ บูลล์ส โดยงานนี้ทั้งคู่จัดหนักจัดเต็มแทบทุกๆ พื้นที่ ชนิดที่หมดเรี่ยวหมดแรงกันเลยทีเดียว
           คาร์เมน อีเล็คตร้า นางแบบ-นักแสดงสาวชาวอเมริกัน เผยเรื่องสุดช็อกว่าเธอกับ เดนนิส ร็อดแมน ตำนานนักบาสเกตบอลชื่อดัง ที่มักจะมีเซ็กซ์กันที่สนามซ้อมของ ชิคาโก้ บูลล์ส ทีมดังศึกบาสเกตบอล เอ็นบีเอ ในช่วงระหว่างที่ออกเดทกัน

           อดีตนักบาสจอมสีสัน วัย 57 ปี ประสบความสำเร็จอย่างสูงช่วงที่เล่นให้กับ ชิคาโก้ บูลล์ส ระหว่างปี 1995-1998 และลงสนามเคียงข้างกับ ไมเคิ่ล จอร์แดน และ สกอตตี้ พิพเพ่น 2 ตำนานนักยัดห่วงประจำทีม

          เจ้าพ่อรีบาวด์ ซึ่งเคยเดทกับ มาดอนน่า ราชินีเพลงป็อบ ก่อนจะแต่งงานกับ อีเล็คตร้า และอยู่กินกันเพียงไม่นาน มักจะมีชื่อเสียงด้านการทำสีผมแหวกแนว, รอยสัก และเจาะส่วนต่างๆ บนใบหน้า ที่สำคัญไลฟ์สไตล์ของเขาช่วงที่อยู่กับ บูลล์ส เป็นอะไรที่สุดระห่ำจริงๆ

          ในเวลานั้น ร็อดแมน กำลังเดทกับ อีเล็คตร้า ซึ่งมีชื่อจริงว่า ทาร่า ลีห์ แพทริค และเธอได้ออกมาแฉช่วงเวลาที่คบหาดูใจกับยอดนักบาสจอมสีสันว่ามักจะเข้าไปเล่นจ้ำจี้กับแฟนหนุ่มที่สนามซ้อมของชิคาโก้ บูลล์ส

         "มีวันหนึ่งซึ่งเป็นวันหยุดฝึกซ้อมของบูลล์ส เดนนิส บอกว่าเขามีอะไรเซอร์ไพรส์ฉัน เขาปิดตาฉัน และเขาก็พาฉันนั่งมอเตอร์ไซค์ ตอนที่เขาปิดตาฉัน เรายืนอยู่สนามซ้อมของบูลล์สในเซนเตอร์คอร์ต  มันบ้ามากๆ เหมือนกับเด็กสองคนอยู่ในร้านขายลูกอม"

         "เรากินไอติมแท่งจากตู้เย็น และมีเซ็กซ์กันในหลายๆ ที่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นห้องกายภาพ, ห้องเล่นเวท แน่นอนว่าในสนามด้วย บอกตามตรงฉันไม่คิดว่าเขาจะออกกำลังกายหนักในชีวิตเท่ากับเรื่องแบบนี้" อีเล็คตร้า ระบุ

 

อย่างห้าว! นักชกเวียดนาม ท้าทาย “รถถัง” ขอชิงแชมป์โลก ONE มวยไทย



แม้สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะทำให้อาชีพนักกีฬามวยต้องว่างงานกันเป็นแถวในช่วงนี้ แต่สำหรับ “No.1” เหงียน ตรัน ดุย งัด นักชกดาวรุ่งพรสวรรค์สูงจากเวียดนาม ยังคงฟิตอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าเมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ เขาก็พร้อมที่จะเดินเครื่องล่าแชมป์ทันที

นักชกจากโฮจิมินห์ ซิตี้ วัย 31 ปี ซึ่งเคยฝากผลงานสุดทึ่งจากการน็อกสองคู่ต่อสู้จนถูกนำมาเป็นไฮไลต์ของ วัน แชมเปียนชิพ หมายมั่นปั้นมือที่จะดวลเดือดกับนักชกหนุ่มขวัญใจชาวไทยเจ้าของฉายา "ดิ ไอรอนแมน" รถถัง จิตรเมืองนนท์" ซึ่งเป็นเจ้าของเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต คนปัจจุบัน

"ผมชนะด้วยน็อกเอาท์มาแล้วสองครั้งใน วัน แชมเปียนชิพ ผมเชื่อว่าผมน่าจะเข้าใกล้โอกาสในการชิงแชมป์โลกเข้าไปทุกที ซึ่งหากจะให้ผมนึกชื่อคู่แข่งรายต่อไปในใจ แน่นอนผมก็มองไปที่ รถถัง จิตรเมืองนนท์ ซึ่งเป็นแชมป์โลกคนปัจจุบันของรุ่นที่ผมชกอยู่ ซึ่งผมเดาว่านักมวยคนอื่นๆ ในรุ่นก็คงหมายตาที่จะเจอ รถถัง เหมือนอย่างผม"

"ถ้าจะให้ผมอธิบายความเป็น รถถัง ผมจะใช้คำว่า ร่างเหล็ก , หมัดซ้ายทรงพลัง และ คางเพชร แบบนั้นครับ การต่อสู้ระหว่างผมกับเขาจะเป็นไฟต์ที่มันมากๆ แน่นอน"

สำหรับ รถถัง นั้นยังหนุ่มแน่น วัยเพียง 22 ปี ขณะที่ เหงียน อายุมากกว่าร่วม 10 ปี เรื่องประสบการณ์ผ่านมวยถ้านับกันตามสถิติถือว่าพอสูสี โดย เหงียน ผ่านการชกมวยไทยสมัครเล่นมาหลายร้อยไฟต์ก่อนที่จะมาชกอาชีพ ส่วน รถถัง เองคงต้องอธิบายให้มากความ เขากรำศึกมาตั้งแต่สมัยเรียน ป.5 ถ้าไม่เก่งจริงคงไม่เดินทางมาถึงบัลลังก์แชมป์โลก ONE ได้

อย่างไรก็ตาม เราคงได้แต่หวังว่าสถานการณ์โควิดจะดีขึ้นในเร็ววัน ทุกคนจะได้กลับมาทำมาหากินกันได้ตามปกติ รวมถึงนักกีฬาไม่ว่าจะเป็น นักมวย หรือนักกีฬาประเภทใดก็ตาม จะได้กลับมาสร้างแรงบันดาลใจและความบันเทิงให้กับผู้ชมทั่วโลกต่อไป

หุ่นแซ่บมาก “น้องอาย” เผยเสน่ห์ชวนมองทุกมุม

เป็นพริตตี้และนางแบบสาวเจ้าของหุ่นไม่ธรรมดา น้องอาย พรทปวีญ์ ล่าสุดโพสต์ภาพแซ่บ พร้อมข้อความ อยากจะหนีโควิด ไปนอนฟังเสียงคลื่น

ช่วงนี้เป็นเวลาที่ต้องเก็บตัวอยู่บ้านให้ได้มากที่สุด หลายคนเริ่มคิดถึงช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ซึ่งน้องอาย พริตตี้สาวหุ่นแซ่บก็คิดถึงช่วงเวลานั้นเช่นกัน แต่ถึงยังไงก็ต้องรอให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น คราวนี้เราคงได้เห็นน้องอาย เผยความแซ่บอีกครั้ง

สำหรับน้องอาย เป็นสาวสวยอีกหนึ่งคนที่โดดเด่นมากในวงการพริตตี้ เนื่องจากหน้าตาน่ารักแถมยังพกความเซ็กซี่มาแบบไม่ธรรมดา ไม่แปลกใจที่น้องอายจะขึ้นเป็นสเปคในฝันของหนุ่มๆ หลายคน

น้องอาย เป็นเจ้าของสัดส่วน 36-26-37 ผ่านผลงานถ่ายแบบมาแล้วมากมาย เคยถ่าย E-Photobook ของ Mars Plus นอกเหนือจากงานถ่ายแบบสาวสวยคนนี้ยังเป็นพริตตี้ที่งานชุกมากคนหนึ่ง ขณะที่ความฮอตในโลกโซเชียลก็ไม่ธรรมดาเพราะเธอมีหนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ติดตามอินสตาแกรมแล้วกว่า 6 แสนคน ในเฟซบุ๊กกว่า 3 แสนคน

น่ารัก ใส เซ็กซี่แบบนี้หนุ่มๆ ก็ต้องติดตามว่าเร็วๆ นี้ น้องอายจะมีผลงานอะไรเด็ดๆ ออกมาหรือเปล่า

เซ็กซี่รับซัมเมอร์ “มิ้น ชนัญชิดา” กับ Mars Magazine

เดือนกุมภาพันธ์ต่อมีนาคม แทบจะทุกพื้นที่อากาศกำลังเริ่มร้อนระอุ หลายๆ คนคิดถึงการคลายร้อนริมทะเลที่ไหนสักแห่ง เช่นเดียวกับ mars ซึ่งถือว่าฤดูร้อนเป็นช่วงเวลาพีคสำหรับการถ่ายแฟชั่นเซ็กซี่ของบรรดานางแบบในบรรยากาศทะเล หาดทราย สายลม และต้นซัมเมอร์นี้ Mars ชวน ‘มิ้น-ชนัญชิดา แก้วเข้ม’ นางแบบสาวสวยมาถ่ายแฟชั่นอวดความเซ็กซี่ริมทะเล ถึงแม้โดยส่วนตัวของมิ้น เธอจะบอกว่าชอบงานแฟชั่นสไตล์มินิเซ็กซี่แบบไม่หวือหวาก็ตาม แต่การร่วมงานกับ mars คราวนี้ ต้องเรียกว่าเซ็กซี่เกินลิมิตเลยทีเดียว!

 

เส้นทางการเป็นนางแบบ

มิ้น-ชนัญชิดา แก้วเข้ม ค่ะ เป็นนางแบบอิสระมาสองปีแล้วค่ะ ก่อนเข้าสู่อาชีพนางแบบเคยเป็นเลขามาก่อน ตอนนั้นที่บริษัทจะทำปฏิทิน เลยถูกชวนมาถ่าย เป็นงานที่ไม่โป๊ะอะไร ถือเป็นงานถ่ายแบบครั้งแรกค่ะ จากนั้นมีเพื่อนสนิทชวนมาถ่ายแบบ เป็นงานถ่ายแบบทูพีช แต่ก็ไม่ถึงกับเซ็กซี่มาก

รู้สึกยังไงบ้างตอนถ่ายแบบครั้งแรก

ปกติเป็นคนชอบถ่ายรูป เวลาไปเที่ยวทะเลก็ใส่บิกินี่อยู่แล้ว เลยไม่ค่อยเขินเท่าไหร่ค่ะ

งานถ่ายแบบส่งผลกระทบต่ออาชีพเลขาไหม

ไม่กระทบค่ะ เพราะบอสเข้าใจ และไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวค่ะ

ชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างการเป็นนางแบบกับเลขา

ชอบทั้งสองอย่างค่ะ เพราะอาชีพเลขาทำให้เรามีระเบียบวินัย ทำให้เราเทคแคร์ความรู้สึกคนอื่น ส่วนอาชีพนางแบบคือการเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องอยู่ในกรอบค่ะ

 

ชอบงานถ่ายแบบสไตล์ไหนที่สุด

มินิเซ็กซี่ค่ะ เพราะทำให้ดูลึกลับน่าค้นหากว่าถ่ายเซ็กซี่เลย สำหรับนิยามมินิเซ็กซี่ของมิ้นคือถ่ายแบบไม่ต้องโป๊มาก แค่เห็นเรือนร่างบางส่วน ไม่ต้องเห็นหมดหรือโชว์หมด

อยู่ในวงการนางแบบเจอปัญหาอะไรบ้าง เคยเจอปัญหาถูก Bully บ้างไหม

ตั้งแต่เข้าวงการมาไม่เคยเจอปัญหาเรื่องถูก Bully เลยค่ะ ส่วนใหญ่จะเจอแค่ผู้ชายหื่นๆ ส่งรูปโป๊มาให้ดู วิดีโอคอลมาหาเพื่อจะโชว์

เจอโรคจิตแบบนี้จัดการยังไง

ส่วนใหญ่จะบล็อกเลยค่ะ ไม่ไปสนทนาด้วย ปล่อยเขาไปค่ะ

คิดว่าส่วนไหนของร่างกายตัวเองเซ็กซี่ที่สุด

ตาเซ็กซี่ที่สุดค่ะ

ปกติเป็นคนแต่งตัวเซ็กซี่ไหม

ไม่ค่อยแต่งเซ็กซี่ค่ะ เพราะหน้าที่การงานประจำของเราเซ็กซี่ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราจะแต่งเซ็กซี่บ้างคือตอนไปเที่ยว ไปพักผ่อน

วันว่างของมิ้น

วันว่างก็หากิจกรรมทำ อาจจะดูหนัง ส่วนตัวชอบหนังแฟนตาซี ผจญภัย หรืออาจจะไปเที่ยวทะเลไม่ก็ไปนั่งร้านกาแฟบ้างค่ะ

ชอบปาร์ตี้ไหม

ไม่ค่อยนะคะ เพราะปกติการงานของเราก็หนักอยู่แล้ว ยกเว้นว่าออกไปเจอเพื่อนบ้างเท่านั้นค่ะ

นิยามความเซ็กซี่ของมิ้น

ตาสวย ขาสวยก็เซ็กซี่ได้แล้วค่ะ

มีวิธีหรือเคล็ดลับดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง

ควบคุมอาหาร แล้วก็ออกกำลังกายค่ะ

“ลูกบาส กนกพร” จากพยาบาล สู่เส้นทางสายนางแบบ

‘ลูกบาส-กนกพร คำวันสา’ เรียนจบคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทนที่เธอจะเลือกอาชีพพยาบาล ซึ่งครอบครัวอยากให้เป็นและเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่หลังสวมชุดพยาบาลอยู่ราวสองปี เธอตัดสินใจเดินขึ้นเวทีประกวดนางแบบ การคว้าตำแหน่งจากการประกวดครั้งนั้น ทำให้เธอยิ่งมั่นใจในเส้นทางสายนางแบบที่เธอเลือก และเต็มที่กับงานถ่ายแบบ …นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินใจเลือก ที่สร้างความแปลกใจให้กับทีมงาน mars ระหว่างพักการถ่ายแฟชั่นเพื่อพูดคุยกับเธอ ยังมีอีกหลายเรื่องที่รอสร้างความแปลกใจ ทั้งเรื่องความรัก จากหญิงรักชาย สู่หญิงรักหญิง ลองไปพูดคุยกับเธอพร้อมๆ กัน

เรียนจบพยาบาล แต่ทำไมถึงเลือกเดินสู่เส้นทางสายนางแบบ

จบปีสองปีแรกลูกบาสก็เป็นพยาบาลอยู่นะคะ หลังจากนั้นรู้สึกว่าชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่านี้ เลยลองไปประกวดเป็นนางแบบดู ปรากฏว่าได้ตำแหน่งมา ก็เลยลองมาเป็นนางแบบดู ปีกว่าๆ เริ่มเบื่ออีกแล้ว จากนั้นผันตัวเองมาเป็นเซลขายยา และรับงานถ่ายแบบบ้างบางครั้ง

ตอนเรียนพยาบาลได้รับทุนเรียนฟรีด้วยใช่ไหม

หนูเป็นนักเรียนเรียนดี ได้ที่สองของโรงเรียน เลยได้รับทุนเรียนฟรีค่ะ เป็นทุนของธนาคารแห่งหนึ่งให้เรียนจนจบ แต่จบมาแล้วไม่ต้องใช้ทุนคืน ไม่ต้องมีหนี้มีสินค่ะ

อาชีพพยาบาลกับนางแบบ ดูเหมือนภาพลักษณ์จะต่างกันอย่างมาก

ด้วยภาพลักษณ์ที่ต่างกัน อาชีพพยาบาลจะต้องดูเรียบร้อย อยู่ในกฎในเกณฑ์ ผิดกับอาชีพนางแบบที่ต้องมีอะไรวับๆ แวมๆ ก็เลยมีผลกระทบบ้าง

 

ตอนเป็นพยาบาลมีหนุ่มๆ มาจีบเยอะไหม มีเคสอะไรแปลกๆ ที่อยากเล่าให้ฟังบ้าง

มีค่ะ อย่างมีคนไข้จีบ หายป่วยเป็นอาทิตย์สองอาทิตย์แล้วไม่ยอมกลับบ้าน ยังมาขอถ่ายเซลฟี่ด้วย เราต้องบอกคนไข้กลับบ้านได้แล้วค่ะ ให้คนอื่นเขาเข้ามาบ้าง (หัวเราะ)

นาทีที่ตัดสินใจเลิกเป็นพยาบาล ครอบครัวว่ายังไง

ครอบครัวอยากให้เป็นพยาบาล เพราะอาชีพนี้ค่อนข้างมั่นคง แต่เรามีความเป็นตัวของตัวเองสูง เชื่อในความคิดของตัวเองว่าเราจะเลือกเส้นทางนี้นะ เราอยากเป็นนางแบบนี่แหละ เราก็ต้องไปให้เต็มที่ และอีกอย่างวิชาชีพพยาบาลมันติดตัวเราไปตลอดชีวิต เรามีใบประกอบวิชาชีพอยู่แล้ว จะกลับมาทำตอนไหนก็ได้ ฉะนั้นพอเลือกจะมาเป็นนางแบบก็เลยต้องเต็มที่กับตรงนี้ก่อนค่ะ

 

ความต่างระหว่างการเป็นพยาบาลกับการเป็นเซลขายยา

อาชีพพยาบาลต้องมีตารางเวลาและหน้าที่รับผิดชอบแบบค่อนข้างตายตัวเป๊ะๆ แต่ด้วยความที่เราอยากมีเวลาเป็นของตัวเอง อยากไปทำนู่นนี่บ้าง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นตัวแทนจำหน่ายยา ซึ่งสามารถกำหนดเวลาให้ตัวเองในการที่จะทำอะไรต่างๆ ที่อยากทำได้ ขอให้เราทำงานของเราเสร็จตรงตามที่บริษัทตั้งไว้ แล้วเราก็ไปทำอย่างอื่นได้

ชอบและคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จกับการเป็นเซลขายยาขนาดไหน

รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จและชอบอาชีพนี้มากๆ เพราะเราสามารถแบ่งเวลาทำงานและเวลาส่วนตัวได้ เป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ขอเพียงเราทำงานของเราให้เสร็จเท่านั้น

 

คุยเรื่องความรักบ้าง ได้ข่าวว่าเป็นหญิงรักหญิง ก่อนหน้าเคยรักชายมาก่อนหรือเปล่า

บาสเคยคบกับผู้ชายมาก่อน แต่รู้สึกว่าผู้ชายยังดีไม่พอ ยังไม่ใช่สำหรับเรา ก็เลยลองมาคบหญิงดูบ้าง ซึ่งผู้หญิงเขามีความเข้าใจเรามากกว่า ใส่ใจเรามากกว่า เช่นเวลาที่มีปัญหาเขาจะรู้ว่าจุดนี้จะแก้ไขยังไง รู้ว่าเราต้องการอะไร เราจะมีความสุขกับเขามากกว่าค่ะ

ทางครอบครัวว่ายังไง

มีถามบ้างว่าทำไมถึงคบผู้หญิง ก็บอกเหตุผลไปว่าคบแล้วมีความสุขมากกว่าคบผู้ชาย ทางครอบครัวก็เข้าใจ แต่ต้องใช้เวลานิดหนึ่ง เพราะทางครอบครัวตั้งความหวังไว้เหมือนกันว่าในอนาคตจะมีครอบครัว มีลูกอย่างไร ซึ่งเราก็คุยกับแฟนเหมือนกัน แฟนมีน้องชาย อาจจะทำกิฟต์ไหม หรือจะรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยงดู หรือถ้าอยู่กันสองคนโดยไม่มีลูกไปจนบั้นปลายชีวิตได้ ก็ไม่ต้องมี อาจจะใช้เวลาไปท่องเที่ยวรอบโลกด้วยกัน