ลิเวอร์พูล ไร้ติอาโก้จัด “โชต้า” ตัวจริงรับมือ มิดทิลลันด์ ศึกชปล.

"หงส์แดง" หวังโกยอีก 3 แต้มหลังเกมนี้ได้กลับมาเฝ้ารังรับมือ มิดทิลลันด์ ทีมดังจากเดนมาร์ก ซึ่งเกมนี้ยังไร้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ห้องเครื่องตัวเก่งที่ยังมีอาการบาดเจ็บ ส่วนแนวรุกจะให้ ดีโอโก้ โชต้า ออกสตาร์ทตัวจริงประสานงานร่วมกับ 3 ประสานทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม คืนวันอังคารที่ 27 ตุลาคม นี้
ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่ม ดี
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) – มิดทิลลันด์ (เดนมาร์ก)       
วันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2563 เวลา : 03.00 น.
สนาม : แอนฟิลด์

สภาพทีมโดยทั่วไป

ลิเวอร์พูล

    เจอร์เก้น คล็อปป์ เทรนเนอร์ลิเวอร์พูล พาทีมเบียดชนะอาแจ็กซ์ 1-0 ในนัดแรก ก่อนเชือดเชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะ 2 นัดติด 

    ความพร้อมเกมนี้ คล็อปป์ ออกมายืนยันแล้วว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ โฌแอล มาติป จะพลาดเกมเปิดรังรับทีมจากแดนโคนมเช่นเดียว ขณะที่ นาบี เกอิต้า แม้ผลตรวจโควิด-19ล่าสุดออกมาเป็นลบ แต่ยังต้องเช็กสภาพร่างกาย

    ส่วนพวกที่เดี้ยงอยู่ก่อนทั้ง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน และ คอนสแตนตินอส ซิมิคาส ต้องพักยาวเหมือนเดิม

    สำหรับแกนหลักขาประจำรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ รวมทั้ง ดีโอโก้ โชต้า ที่ซัดประตูชัยในเกมเปิดบ้านเฉือน เชฟฯยุไนเต็ด 2-1 น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเช่นกัน

มิดทิลลันด์

    ไบรอัน ปริสเก้ เทรนเนอร์มมิดทิลลันด์ พาทีมเปิดฉากรอบแบ่งกลุ่มได้อย่างน่าหดหู่ หลังแพ้อตาลันต้าเละ 0-4 แต่ก็แก้ตัวได้ด้วยการเบียดชนะบรอนด์บี้ 3-2 ในเกมลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 3 ในรอบ 5 เกม 

    สภาพทีมเกมนี้ ปริสเก้ จะชวดใช้งาน โอลิเวอร์ โอลเซ่น และ คริสเตียน ริส ที่บาดเจ็บอยู่ก่อนแล้วเหมือนเดิม

    นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่ม แกนหลักประจำทีมรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น เอริค สเวียตเชนโก้, อเล็กซานเดอร์ โชลซ์, แฟร้งค์ ออนเยก้า, โซรี่ กาบ้า และ ปิยอน ซิสโต้ แนวรุกทีมชาติเดนมาร์ก ต่างพร้อมช่วยทีมทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – ดีโอโก้ โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์

    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    มิดทิลลันด์ (4-2-3-1) : เยสเปอร์ ฮันเซ่น – โยเอล อันเดอร์สสัน, เอริค สเวียตเชนโก้, อเล็กซานเดอร์ โชลซ์, เปาลินโญ่ – เยนส์ คายุสเต้, แฟร้งค์ ออนเยก้า – อันเดอร์ส เดรเยอร์, ปิยอน ซิสโต้, อาเวอร์ มาบิล – โซรี่ กาบ้า  

    เทรนเนอร์ : ไบรอัน ปริสเก้

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
ไม่เคยพบกัน

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
ลิเวอร์พูล
25/10/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/10/20 ชนะ อาแจ็กซ์ 1-0 (เยือน) ชปล.
17/10/20 เสมอ เอฟเวอร์ตัน 2-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/10/20 แพ้ แอสตัน วิลล่า 2-7 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
01/10/20 เสมอ อาร์เซน่อล 0-0 (เหย้า) ลีก คัพ

มิดทิลลันด์
24/10/20 ชนะ บรอนด์บี้ 3-2 (เยือน) ซูเปอร์ลีกา
22/10/20 แพ้ อตาลันต้า 0-4 (เหย้า) ชปล.
17/10/20 ชนะ โอเดนเซ่ 3-1 (เหย้า) ซูเปอร์ลีกา
04/10/20 เสมอ ฮอร์เซ่นส์ 2-2 (เยือน) ซูเปอร์ลีกา
01/10/20 ชนะ สลาเวีย ปราก 4-1 (เหย้า) ชปล.

มุลเลอร์จ่าย2-เลวานโขกปิด! บาเยิร์นไม่มีแผ่วรัวแซงเลเวอร์ ทิ้งรองฝูง10แต้ม

แม้เกมนี้จะถูกขึ้นนำไปก่อน แต่ บาเยิร์น มิวนิค ยังโชว์สมราคาพลิกกลับมาถล่ม เลเวอร์คูเซ่น ขาดลอย 4-2 โดยเกมนี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำประตูที่ 44 ได้ในฤดูกาลนี้ พร้อมทำให้ทัพ "เสือใต้" มีแต้มทิ้งห่าง ดอร์ทมุนด์ รองจ่าฝูง 10 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัดจ่อแชมป์เต็มที ในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา
    การแข่งขันฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 ที่สนาม ไบ อารีน่า ระหว่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทีมอันดับ 5 ของตาราง พบ บาเยิร์น มิวนิค จ่าฝูง

    เกมนี้ ทัพ ”ห้างขายยา” ของเทรนเนอร์ ปีเตอร์ บอสช์ มีข่าวร้ายเมื่อหมดสิทธิ์ใช้งาน ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ตัวเก่งที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อก่อนเกม ทำให้ ลูคัส อลาริโอ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแทนแล้วดัน มุสซ่า ดิยาบี้ ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า ประสานงานร่วมกับ นาเดียม อามิรี่ ที่จะประจำการทางฝั่งขวา

    ขณะที่ บาเยิร์น มิวนิคภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์ ดีเตอร์-ฟลิค เกมนี้ไม่มีปัญหาในการจัดทัพส่งตัวรุกลงเต็มสูบทั้ง  คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ลงล่าตาข่าย

    ครึ่งแรกเกมดำเนินมาถึง นาทีที่ 10 เลเวอร์ฯ เป็นฝ่ายพลิกได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 เมื่อ ยูเลี่ยน เบาม์การ์ทลิงเกอร์ จ่ายทะลุช่องให้ ลูคัส อลาริโอ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ตุงตาข่าย ผู้ช่วยยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน แต่ผู้ตัดสินเช็กสัญญาณวีเออาร์กลับคำตัดสินให้เป็นประตู

เกมเปิดหน้าแลกกันสนุก นาที 15 บาเยิร์นฯ ได้โอกาสลุ้นครั้งแรกจากจังหวะเตะมุมแล้วเป็น เลออน โกเร็ทซ์ก้า ได้ขึ้นโขกแต่บอลตรงตัว ลูคัส ราเดชกี้ รับเข้าซองสบาย

    หลังจากนั้นทัพ "เสือใต้" เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้เปิดเกมบุกเข้าใส่อยู่ฝ่ายเดียว และมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากจังหวะตัดเกมแดนกลางสนามของ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ก่อนจะจ่ายทะลุช่องให้ คิงส์เล่ย์ โกมัน หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านมือ ลูคัส ราเดชกี้ เป็นประตู

    นาที 39 ดาวิด อลาบา เปิดให้ โธมัส มุลเลอร์ พักอกหนึ่งจังหวะก่อนจะหวดด้วยขวาได้เขตโทษบอลหลุดเสาไกลออกไป 

    จนกระทั่ง นาที 42 บาเยิร์น ได้ประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 จนได้ เลออน โกเร็ทซ์ก้า กระชากเข้าเขตโทษแล้วซัดเรียดด้วยซ้ายบอลเสียบมุมเสาไกลเข้าไปอย่างเหนือชั้น

    นาที 44 ทีมเยือนพลาดได้ลูกสามเมื่อ แซร์จ นาบรี้ หลุดเดี่ยวแต่ยิงไปติดเซฟของ ลูคัส ราเดชกี้ แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 45+1 โจชัว คิมมิช เปิดยาวให้ นาบรี้ วิ่งมากระดกบอลข้ามตัว ราเดชกี้ เข้าประตูไป ให้ บาเยิร์น นำห่าง 3-1 ก่อนจะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

    ครึ่งหลังเปิดฉากมา บาเยิร์น โหมเข้าใส่ทันที และได้ทักทายก่อน นาที 50 คิงส์เล่ย์ โกมัน ไหลย้อนมาให้ โธมัส มุลเลอร์ บริเว

 หลังจากนั้น บาเยิร์น ยังเดินหน้าล่าประตูต่อเนื่อง นาที 66 โธมัส มุลเลอร์ เปิดจากกราบขวาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขึ้นโหม่งเหน่งๆไม่เหลือให้ บาเยิร์น หนีเป็น 4-1

    อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกม นาที 89 เจ้าถิ่นมีฮึดได้ประตูไล่มาเป็น 2-4 ฟลอเรียน เวิร์ทซ์ เจ้าหนูวัย 17 ตัวสำรอง ล็อกเข้าซ้ายแล้วปั่นเสียบเสาสองเข้าไปอย่างสวยงาม

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกถล่ม เลเวอร์คูเซ่น 4-2 เก็บชัย 9 นัดรวดในลีก ส่วนทีม "ห้างยา" ยังรั้งที่ 5 มีลุ้นโควต้าลุยชปล.ต่อไป

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
   
เลเวอร์คูเซ่น (3-4-3) : ลูคัส ราเดชกี้ – อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, เอ็ดมอนด์ แทปโซบา, สเวน เบนเดอร์, ดาเนี่ยล ซิงกราเฟ่น – ชาร์ลซ์ อารานกีซ, ยูเลี่ยน เบาม์การ์ทลิงเกอร์ (เปาลินโญ่ น.62), เลออน ไบลีย์ (คาเร็ม เดเมียร์บาย น.46), คาริม เบลลาราบี้ (ฟลอเรียน เวิร์ทซ์ น.46) – นาเดียม อามิรี่ (เวนเดล น.46), ลูคัส อลาริโอ, มุสซ่า ดิยาบี้

เทรนเนอร์ : ปีเตอร์ บอสช์

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส (ลูก้าส์ แอร์กนองเดซ น.85) – โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า (ฆาบี มาร์ติเนซ น.74) – คิงส์เล่ย์ โกมัน (อิวาน เปริซิช น.67), โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ (ติอาโก้ อัลคันทาร่า น.74) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเตอร์-ฟลิค