เชลซี-เลสเตอร์อ่วม! วิเคราะห์4ทีมพรีเมียร์ลุ้นพื้นที่ชปล.หลังแมนซิตี้พ้นโทษแบน

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย และแม้จะแชมป์จะได้บทสรุปไปเป็นที่เรียบร้อย แต่การแย่งลุ้นจบอันดับท็อปโฟร์ยังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นกับสองโควต้าสุดท้ายที่เหลือ
   
หลังจากที่ แมนฯ ซิตี้ ติดโทษแบนห้ามลงเล่นในเกมยุโรปถึง 2 ฤดูกาล หลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตัดสิทธิ์ดังกล่าวโทษฐานทำความผิดอย่างรุนแรงต่อกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” ในตอนแรกนั้น ทำให้หลายทีมมีความหวังที่จะได้รับส้มหล่นคว้าโควตาไปเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า หากพวกเขาจบอันดับที่ 5 ซึ่งเดิมทีเป็นโควต้าลุยยูโรปาลีก

    อย่างไรก็ตามเมื่อมีผลคำตัดสินออกมาแล้วจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติ และเวลานี้ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ และ แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูง คว้าสองโควต้าลุยชปล.ไปเป็นที่เรียบร้อย และจะเหลืออีกสองโควต้าคืออันดับ 3 และ อันดับ 4 ที่กำลังขับเคี่ยวลุ้นแย่งกันอย่างสนุกทั้ง เชลซี, เลสเตอร์ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และ วูล์ฟสแฮมป์ตัน ตามลำดับ ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนี้ไปจะต้องเน้นกันเต็มที่สุดๆ และใครที่มีโอกาสคว้าตั๋วสองใบสุดท้ายมากที่สุดไปดูบทวิเคราะห์กันเลย  

– เชลซี (อันดับ 3, แข่ง 35 เกม, 60 แต้ม)
     ความหวังของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่จะพา เชลซี คว้าตั๋วไปลุยถ้วย "บิ๊กเอียร์" ของยุโรปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของเจ้าตัวในการเข้ามาคุมทีมเป็นปีแรกด้วยขุมกำลังที่จำกัด หลังถูกแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องใช้ผู้เล่นดาวรุ่งที่มีอยู่เป็นแกนหลักแทน

    กระนั้นก็ดีผลงานของทัพ "สิงห์บลูส์" ทำได้ดีเกินคาดจนเวลานี้พวกเขาขึ้นมารั้งที่ 3 ของตาราง และเกมคืนนี้พวกเขาก็จำเป็นที่ต้องเก็บชัยเหนือ นอริช ที่กระเด็นตกชั้นไปแล้วให้ได้ เพราะจะทำแต้มฉีกหนี เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มี 59 แต้มเท่ากัน เป็น 4 คะแนน ซึ่งถือเป็นงานง่ายที่สุดใน 3 เกมสุดท้ายที่เหลือ

    หลังจากนั้นอีกสองเกมสุดท้ายทัพ "สิงห์บลูส์" ต้องเจองานสุดหินเมื่อต้องบุกเยือน ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ซึ่งแม้ว่า "หงส์แดง" จะการันตีแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืมว่านี่คือเกมสุดท้ายที่จะได้เล่นในถิ่นแอนฟิลด์ และที่สำคัญจะได้ชูถ้วยแชมป์ในเกมนี้ จึงทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะจัดชุดใหญ่ลงเล่นกันครบครันเพื่อจะได้ฉลองชัยชนะอย่างสวยงาม เท่านั้นไม่พอเกมสุดท้าย เชลซี ต้องเปิดบ้านพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตมีลุ้นเบียดแย่งโควต้าชปล.อยู่ด้วย หลังตอนนี้รั้งอันดับ 6 ของตาราง

โปรแกรมหนักที่เหลือ : ลิเวอร์พูล (เยือน), วูล์ฟแฮมป์ตัน (เหย้า)

– เลสเตอร์ ซิตี้ (อันดับ 4, แข่ง 35 เกม, 59 แต้ม)    
    ขุนพล "จิ้งจอก" ผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีก กลับมารีสตาร์ตอีกครั้งพวกเขาเก็บชัยได้เพียงนัดเดียวเท่านั้นจาก 6 เกมหลังสุด และร่วงลงมารั้งที่ 4 ของตารางเรียบร้อยและมีแต้มเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด อันดับ 5 ที่ 59 แต้ม โดยเกมล่าสุดพลาดท่าบุกแพ้ บอร์นมัธ ถึง 1-4 ทำให้ตอนนี้ความมั่นใจของพวกเขาดูย่ำแย่ลงไปอีก

    สำหรับเกมที่เหลือต่อจากนี้ต้องเรียกได้ว่าหนักเอาการเลยทีเดียวเริ่มตั้งแต่เจอ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ที่กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจสุดๆด้วยการเก็บชัยมา 2 นัดรวดด้วยการเอาชนะ วูล์ฟสแฮมป์ตัน และ เชลซี มีลุ้นคว้าตั๋วไปลุยยูโรปาลีกแบบเต็มตัว ซึ่งจะเป็นงานหนักของ เลสเตอร์ อย่างแน่นอน ส่วนเกมต่อมาทีมของ เบรนแดน รอดเจอร์ส มีคิวบุกเยือน สเปอร์ส ทีมอันดับ 8 ของตาราง และปิดท้ายด้วยเปิดบ้านพบ แมนฯ ยูไนเต็ด 

    หากดูจากโปรแกรมที่เหลือของ เลสเตอร์ แล้วต้องบอกว่าลำบากเหลือเกินกับฟอร์มการเล่นในตอนนี้ และมีโอกาสสูงที่อาจจะต้องหล่นมาอยู่ในพื้นที่ยูโรปาลีกหรือเลวร้ายที่สุดคือหลุดพื้นที่ลุยฟุตบอลยุโรปเลยไปเลยหากยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้
   
โปรแกรมหนักที่เหลือ : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (เหย้า), สเปอร์ส (เยือน), แมนฯ ยูไนเต็ด (เหย้า)

– แมนฯ ยูไนเต็ด (อันดับ 5, แข่ง 35 เกม, 59 แต้ม)
        การที่ลีกต้องหยุดชะงักไปราว 3 เดือนจากไวรัสโควิด-19 แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่น่าจะรู้สึกผิดหวังมากที่สุดแล้ว เพราะว่าพวกเขากำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมไร้พ่ายมา 5 เกมหลังสุดในลีก แบ่งเป็นชนะ 3 เกม รวมไปถึงฟอร์มของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่กำลังเข้าฝักทำไปแล้ว 2 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 5 เกม

    กระนั้นก็ดีผลงานของ "ปีศาจแดง" ก็ยังรักษาฟอร์มเก่งได้ต่อเนื่องด้วยการเก็บชัยมา 4 เกมรวด ก่อนจะมาสะดุดเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 ในเกมล่าสุดแบบน่าเจ็บใจ พลาดโอกาสทองในการแซง เชลซี ขึ้นมายึดที่ 3 ซึ่งน่าจะทำให้ "ปีศาจแดง" โอกาสสดใสพอสมควรในการจบท็อปโฟร์ เนื่องจากเกมที่เหลือต่อจากนี้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องเรียกว่าเจองานเบากว่าใครเพื่อนในบรรดาทีมลุ้นพื้นที่ยุโรปแล้ว

     โปรแกรมนัดต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีคิวบุกเยือน คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 14 ที่แพ้มา 5 นัดรวดและอยู่รอดปลอดภัยแน่นอนแล้ว ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดเกมนี้พวกเขาน่าจะผ่านไปได้ไม่ยาก ก่อนมีคิวเปิดบ้านพบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 16 ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น และปิดท้ายด้วยการบุกเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งน่าจะเป็นเกมหนักที่สุดแล้ว
       
โปรแกรมหนักที่เหลือ : เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)    

– วูล์ฟแฮมป์ตัน (อันดับ 6, แข่ง 35 เกม 55 แต้ม)
       ทีมของกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตสำคัญที่มีลุ้นสอดแทรกมาคว้าตั๋วลุยชปล.ซีซั่นหน้า หลังจากฤดูกาลนี้พวกเขาได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกได้สำเร็จ

    แม้ทีม "หมาป่า" จะมีโปรแกรมหนักเพิ่มขึ้นจากการต้องลุยฟุตบอลยุโรป แต่ผลงานในลีกของพวกเขานั้นก็ไม่ได้ดร็อปลงไปแถมเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายทีมในซีซั่นนี้ ทั้ง แมนฯ ซิตี้ 2 นัด และ สเปอร์ส ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่สร้างความกังวลให้กับทีมเหล่านี้ได้พอสมควร

    เมื่อดูจากโปรแกรมที่เหลือของ วูล์ฟส์ นั้นต้องบอกว่าพวกเขายังพอมีลุ้นในการขึ้นไปจบท็อปโฟร์ โดยเกมต่อไปมีคิวบุกเยือน เบิร์นลีย์ ทีมอันดับ 10 ของตาราง ที่ฟอร์มยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครมา 5 นัดรวด มีลุ้นคว้าตั๋วลุยยูโรปาลีกเช่นกัน ก่อนจะเปิดรังพบ คริสตัล พาเลซ และปิดท้ายด้วยการเยือน เชลซี แต่ถึงกระนั้นหากสุดท้ายแล้วพวกเขาต้องไม่สามารถจบท็อปโฟร์ได้ก็ต้องลุ้นคว้าแชมป์ยูโรปาในฤดูกาลนี้เพื่อจะได้สิทธิ์ไปลุยถ้วยบิ๊กเอียร์ในซีซั่นหน้าแทน 

ถึงเวลาเปลี่ยน? เปิดตัวเลือกน่าสนใจเหมาะมาเป็นตัวแทน”เด เคอา”ที่แมนยู

ถึงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งผู้รักษาแล้วหรือยัง? เป็นสิ่งที่ถูกตั้งคำถามเป็นอย่างมากในระยะหลัง เนื่องจาก ดาบิด เด เคอา นายทวารชาวสแปนิช ก่อความผิดพลาดหลายต่อหลายครั้งในฤดูกาลนี้จนเป็นส่วนให้ทีมเสียประตูให้คู่แข่งได้ง่ายๆ
    เกมเมื่อคืนนี้อดีตนายทวารแอตเลติโก มาดริด ก็ก่อความผิดพลาดจนเสียประตูส่งผลให้ "ปีศาจแดง" แพ้ เชลซี 1-3 ในรอบรองชนะเลิศของศึก เอฟเอ คัพ ซึ่งแน่นอนว่าจากความผิดพลาดครั้งนี้ทำให้มีกระแสจากแฟนบอลบางส่วนเรียกร้องให้ทีมรักของพวกเขาถอดนายด่านทีมชาติสเปนพ้นจากการเป็นตัวจริงของทีมเลยทีเดียว ส่วนอีกกระแสก็เชื่อว่า ควรให้โอกาส เด เคอา เป็นมือ 1 ต่อไป

    แต่หากต้องมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ นี่คือ 3 นายทวารทางเลือกที่เหมาะสมในการเข้ามาเป็นมือ 1 คนใหม่ในโรงละครแห่งความฝันซีซั่นหน้า

3.อ็องเดร โอนาน่า (อาแจ็กซ์)

    โอนาน่า คือหนึ่งในนายทวารที่ได้รับการจับตามองสุดๆในเวลานี้ หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมกับ อาแจ็กซ์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยฤดูกาลนี้เขามีเปอร์เซ็นต์การเก็บตคลีนชีทได้สูงถึง 33.3 เปอร์เซ็นต์

    นายด่านวัย 24 ปี เคยเป็นเด็กจากชุดเยาวชนของ บาร์เซโลน่า ก่อนจะย้ายมาอยู่กับ อาแจ็กซ์ ในปี 2015 และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม จนมีข่าวว่า บาร์ซ่า อยากได้ตัวกลับไปร่วมทีมหลังจบฤดูกาลนี้ รวมถึง เชลซี ที่กำลังมองหานายทวารคนใหม่

    ล่าสุด นายด่านทีมชาติแคเมอรูนก็คอนเฟิร์มชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่ตนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมถึง เอริค เทน ฮาก เฮดโค้ช ก็พร้อมเปิดโอกาสให้ย้ายทีมได้เช่นกัน ทำให้เป็นโอกาสดีหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องการได้ตัวแข้งรายนี้มาร่วมทีมจริงๆ แต่ไม่ใช่ในราคาถูก แน่นอน

2.นิค โป๊ป (เบิร์นลีย์)

    ฤดูกาลนี้ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมของ นิค โป๊ป ที่โชว์เซฟอุตลุตจนได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อดูจากผลงานแล้วเขาไม่ได้เป็นรองบรรดาสตาร์ดังอย่าง อลีสซง เบ็ค เกอร์ ของ ลิเวอร์พูล หรือ เอแดร์ซอน จาก แมนฯ ซิตี้ เลยแม้แต่น้อย หลังจากเจ้าตัวกำลังเป็นเจ้าของสถิติเก็บคลีนชีตมากสุดในลีกที่จำนวน 15 เกม ถือเป็นตัวเต็งที่จะได้รางวัลถุงทือทองคำในฤดูกาลนี้

    ดาวเตะวัย 28 ปี มีประสบการณ์ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกมาแล้วลายปี และเป็นหนึ่งในแคนดิเดตสำคัญในการขึ้นไปแย่งมือ 1 ทีมชาติอังกฤษในอนาคตอีกด้วย ซึ่งเมื่อดูจากทั้งประสบการณ์และฝีไม้ลายมือแล้ว ถือเป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสมเลยทีเดียว

1.ดีน เฮนเดอร์สัน (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด)

    สำหรับรายของ เฮนเดอร์สัน นั้นเป็นตัวเลือกที่น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุดแล้วที่จะเข้ามาเป็นมือ 1 คนใหม่แห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยเจ้าตัวย้ายไปทำผลงานสุดยอดกับ เชฟฟิดล์ ยูไนเต็ด ตลอดสองฤดูกาล

    ความยอดเยี่ยมของดาวเตะวัย 23 ปี ช่วยให้ทีม "ดาบคู่" มีแนวรับที่เหนียวแน่นโชว์เซฟลูกมหัศจรรย์ได้หลายต่อหลายครั้ง โดยซีซั่นนี้เจ้าตัวมีวถิติเก็บคลีนชีตได้ถึง 13 เกมมากสุดเป็นอันดับ 3 ในพรีเมียร์ลีกเป็นรองเพียง เอแดร์ซฮน (แมนฯ ซิตี้) และ นิค โป๊ป (เบิร์นลีย์)

    แม้หลายคนอาจจะเชื่อว่า เฮนเดอร์สัน อาจจะยังไม่พร้อมสำหรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่กับ "ปีศาจแดง" และปล่อยให้เจ้าตัวเก็บเลเวลสะสมประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกกับทีมดาบคู่ไปก่อนอีกอย่างน้อยหนึ่งฤดูกาลก็ตาม

เผยแผนเด็ด! “โป๊ป” ชี้ชัดสิ่งสำคัญทำให้ เบิร์นลี่ย์ บุกแบ่งแต้ม ลิเวอร์พูล ถึงถิ่น

หลังจบเกมที่ ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอกับ เบิร์นลีย์ ไป 1-1 เป็นการหยุดสถิติชนะรวดใน แอนฟิลด์ ลงในฤดูกาลนี้ นิค โป๊ป นายทวารทีมเยือนซึ่งโชว์ซุปเปอร์เซฟหลายครั้งได้กล่าวว่า การใช้โอกาสจากลูกเซ็ตพีซคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขากลับมาตีเสมอเจ้าบ้านได้ ตามรายงานจาก บีทีสปอร์ต

นายทวารทีมชาติอังกฤษโชว์ฟอร์มเซฟลูกสำคัญหลายครั้งทำให้ หงส์แดง ไม่สามารถทำประตูขึ้นนำได้จนกระทั่งมาโดนตีเสมอในครึ่งหลังจากประตูของ เจย์ โรดริเกวซ ซึ่งเขาได้กล่าวหลังจบเกมว่า

“ผมคิดว่าเกมนี้เราเล่นกันได้ดี เราสร้างโอกาสของเรา เราดูอันตรายในทุก ๆ ลูกเซ็ตพีซ ทุกจังหวะที่บอลเข้าไปในกรอบเขตโทษนั้นสร้างความอันตรายได้ แต่โชคไม่ดีที่มันไม่เป็นประตูเพิ่มให้เรา”

“มันยอดเยี่ยมมากที่ได้มีส่วนร่วมในเกมนี้ การมาเยือนสนามที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้คุณต้องคาดหวังว่าจะได้เจอกับความยากลำบากแน่นอน พวกเขาเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก คุณมาที่นี่และต้องเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งผมก็โชคดีที่ได้มาที่นี่และสามารถเก็บแต้มออกไปได้” โป๊ป กล่าว

บรูโน่แรงไม่หยุด-กรีนวู้ดฉุดไม่อยู่! 5 ประเด็นฮอตหลังแมนยูยำบอร์นมัธ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เดินหน้าเก็บชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันในลีกหลังเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด ถล่มบอร์นมัธ 5-2 โดยเกมนี้เป็นอีกครั้งที่แนวรุกของ "ปีศาจแดง" โชว์ฟอร์มจัดจ้านจนทำลายกำแพงเกมรับของบอร์นมัธย่อยยับ ทว่าเกมรับของพวกเขาเสียถึง 2 ประตูซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญ เรามาผ่าประเด็นน่าสนใจเกมนี้กัน

1.บรูโน่หยุดไม่อยู่

        คงไม่ผิดหากจะบอกว่าการเซ็นสัญญา บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถือเป็นการซื้อขายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฤดูกาลนี้ เขาถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ “ปีศาจแดง” และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในเกมกับ บอร์นมัธ

        มิดฟิลด์ขาวโปรตุเกสมีอิทธิพลมากกับเกมรุกของแมนฯ ยูไนเต็ด ตลอดทั้ง 90 นาที เราได้เห็นเขาสร้างสรรค์เกมแบบเพลินตาในแผงกองกลางซึ่งการกลับมาของ ปอล ป็อกบา ก็ช่วยสนับสนุนการเล่นของ บรูโน่ อีกด้วย ทัศนคติของเขาบวกกับคุณภาพการเล่นช่วยให้ทีมกลับมาได้อย่างรวดเร็วหลังจากตกเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่ต้นเกม

        เขาจ่ายคีย์พาสถึง 5 ครั้งและทำ 2 แอสซิสต์ในครึ่งเวลาแรกก่อนจะยิงฟรีคิกสุดสวยในครึ่งเวลาหลังทำให้ตอนนี้เขามีส่วนร่วมกับประตูถึง 13 ประตูในทุกรายการนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาสวมเสื้อ “ผีแดง” (ยิง 7 ประตู และ 6 แอสซิสต์)

2.กรีนวู้ดฮอตจริง

        เป็นฤดูกาลแห่งการแจ้งเกิดของ เมสัน กรีนวู้ด จริงๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเจ้าหนูวัย 18 ปีทำผลงานสุดยอดด้วยการยิง 1 จ่าย 1 ในเเกมพบ ไบรท์ตัน และสัปดาห์นี้เขาก็มาแผลงฤทธิ์อย่างต่อเนื่องกับเกม บอร์นมัธ แม้ว่าช่วงก่อนตีเสมอเจ้าตัวจะมีบทบาทน้อยแต่สิ่งที่เขาต้องการคือโอกาสในการง้างเท้ายิงเท่านั้น

        เจ้าตัวโยกมาอยู่ทางซ้ายและรับบอลจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนยิงประตูอย่างแรงทำให้นายด่านบอร์นมัธเซฟไม่อยู่ สัปดาห์ที่แล้วเขาก็โยกมาอยู่ทางซ้ายและครอสบอลให้ บรูโน่ ทำประตู นี่คือสิ่งที่ กรีนวู้ด พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตำแหน่งของเขายืดหยุ่นได้ในแนวรุก เจ้าตัวมักจะสลับฝั่งกับ แรชฟอร์ด อยู่บ่อยครั้งเพื่อเพิ่มความหลากหลายในเกมรุก

        ส่วนประตูสองถือว่าสำคัญมากเพราะเป็นดึงโมเมนตัมให้กลับมาอยู่ทางฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่ง กรีนวู้ด ก็ยิงประตูด้วยเท้าขวาอย่างสุดสวย กลายเป็นประตูที่ 15 ของเขาในฤดูกาลนี้รวมทุกรายการทั้งที่เพิ่งจะอายุ 18 ปีเท่านั้น คงต้องบอกว่าเจ้าหนูคนนี้เป็นแข้งดาวรุ่งท่ีมีอนาคตไกลแน่นอน

3.ต้องติวเกมรับด่วน

        ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทุ่มเงิน 80 ล้านปอนด์เพื่อนำเข้า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำให้แนวรับของ “ปีศาจแดง” ปรับปรุงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด นอกจากจะเป็นเรื่องเกมรับแล้วยังมีเรื่องความเป็นผู้นำจนได้ปลอกแขนกัปตันทีมอีกด้วย อย่างไรก็ตามตัว แม็กไกวร์ เองยังมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่เรื่อยๆ อย่างในนัดรีสตาร์ทเจ้าตัวมีส่วนผิดพลาดในการประกบ เบิร์กไวจ์น จนทำให้ทีมเสียประตู

        แม้ 3 เกมก่อนหน้านี้จะกลับมาคุมแนวรับได้ดีแต่เกมกับ บอร์นมัธ แม็กไกวร์ กลับมาเสียท่าอีกครั้งหลังโดน จูเนียร์ สตานิสลาฟ แตะบอลลอดขาเข้าไปทำประตูอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นเขาก็ดูจะเสียความมั่นใจเนื่องจากจ่ายบอลผิดพลาดง่าย ยังเสียบอลในพื้นที่อันตรายอีกหลายครั้ง

        นอกจาก แม็กไกวร์ แล้ว ประตูนี้ ดาบิด เด เคอา ก็โดนวิจารณ์จาก ริโอ เฟอร์ดินาน ว่าปิดเสาแรกไม่ดี กลายเป็นความผิดพลาดของ เด เคอา นับครั้งไม่ถ้วนแล้วในฤดูกาลนี้ ด้าน เอริก ไบยี่ ที่ลงมาในครึ่งหลังก็ทำเสียจุดโทษแบบง่ายดายจากการแฮนด์บอลในจังหวะที่ไม่ได้โดนกดดันจากคู่แข่งเลย นี่เป็นสิ่งที่ทีมสต๊าฟฟ์โซลชาต้องติวเข้มให้มากขึ้น ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในเกมรับง่ายเพราะการเสียประตูในช่วงต้นเกมครึ่งแรกและครึ่งหลังไม่เป็นอันดีสักเท่าไหร่

4.สามประสานโหดจัด

 

        โซลชา ค้นพบสามประสานแนวรุกที่ลงตัวเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทีมถล่มประตูถึง 11 ลูกใน 3 เกมหลังสุด โดยเกมนี้กองหน้าทั้งสามคนต่างมีชื่อทำสกอร์หมด ในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ก่อนหน้านี้ฟอร์มการถล่มตาข่ายของเขายังไม่เข้าฝักสักเท่าไหร่ตั้งแต่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาได้โอกาสจาก บรูโน่ ให้ยิงจุดโทษเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาซึ่งเจ้าตัวก็สังหารประตูไม่พลาด

        ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่แม้เกมนี้จะมีบทบาทน้อยอีกเช่นเคยแต่เจ้าตัวใช้โอกาสยิงเข้ากรอบ 1 ครั้งเปลี่ยนเป็นประตูที่สุดสวยจากการปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยม ด้านเจ้าหนู กรีนวู้ด  ทำผลงานดีต่อเนื่องด้วยการเหมาสองประตูสุดสวยในเกมนี้

        สามประสานของ “ปีศาจแดง” มีสถิติยอดเยี่ยมากในฤดูกาลนี้ โดย เมสัน กรีนวู้ด ลงเล่น 41 นัด ซัด 15 ประตูและทำ 3 แอสซิสต์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงเล่น 39 นัดซัด 20 ประตู และทำ 6 แอสซิสต์ และมาร์คัส แรชฟอร์ด ลงเล่น 36 นัด ซัด 20 ประต และทำ 7 แอสซิสต์

5.ผ่านอีกทดสอบลุ้น ชปล.

 

        ชัยชนะเหนือ บอร์นมัธ ทำให้ แมนฯ​ยูไนเต็ด ไร้พ่ายเป็นนัดที่ 16  ติดต่อกันแล้ว แม้ว่าเกมนี้อาจจะเสียประตูแต่ถือว่าเป็นการเสียประตูในโอลด์ แทรฟฟอร์ด นับตั้งแต่พ่ายแพ้แก่ เบิร์นลีย์ คาบ้านเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเลยทีเดียว

        น่าเสียดายที่ เลสเตอร์ ซิตี้ และเชลซี ต่างไม่พลาดเก็บชัยชนะทำให้ “ผีแดง” ยังรั้งอันดับ 5 ของตารางต่อไป แต่สิ่งที่ยังพอเป็นข่าวดีได้อยู่คือผู้ตามอย่าง วูล์ฟส์แฮมป์ตัน สะดุดพ่ายให้กับ อาร์เซน่อล ทำให้ “หมาป่า” ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด 3 แต้มแล้ว

        สำหรับ 5 นัดสุดท้าย “ปีศาจแดงจะต้องเจอกับ แอสตัน วิลล่า, เซาธ์แฮมป์ตัน, คริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม และเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งแม้ว่าดูเหมือนเป็นโปรแกรมที่ไม่หนักมากแต่ โซลชา ย้ำเตือนผู้เล่นว่าฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดท่าเสมอ วิลล่า และ เซาธ์แฮมป์ตัน รวมถึงพ่ายแพ้ให้กับ พาเลซ และเวสต์แฮม มาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเกมที่ประมาทไม่ได้ มารอดูกันว่า โซลชา จะนำลูกทีมคว้าชัยได้หมดและคว้าตั๋ว ชปล. หรือไม่

จาก6คนทั้งลีก! วัตฟอร์ดยืนยันมีผู้ติดเชื้อ 3 คนในทีม

แตนอาละวาดคอนเฟิร์มมีผู้ติดเชื้อ 3 รายในทีม เป็นนักเตะ 1 คนและสต๊าฟฟ์ 2 คน

วัตฟอร์ด ทีมดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก ออกแถลงยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในทีม 3 ราย เป็นนักเตะในทีมชุดใหญ่ 1 ราย และสต๊าฟฟ์ 2 ราย

พรีเมียร์ลีกแถลงยืนยันว่า มีผู้เล่นและทีมงานสตาฟฟ์ 6 คน จาก 3 สโมสร มีผลตรวจโควิด-19 ออกมาเป็นบวก จากบุคคลที่เข้ารับการตรวจทั้งหมด 748 คน ซึ่งแตนอาละวาดออกมายืนยันว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อมาจากสโมสรตน และให้ทั้งหมดกักตัวแล้ว

"วัตฟอร์ด ยืนยันว่ามี 3 คนที่ผลตรวจเชื้อเป็นบวก จากการตรวจที่สนามซ้อมเมื่อ 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา" วัตฟอร์ด แถลง

"จากผู้มีผลเป็นบวก 3 คน หนึ่งคนเป็นนักเตะและอีกสองคนเป็นทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช ทั้งสามคนขอให้เก็บเป็นความับทางการแพทย์ ดังนั้นสโมสรจะไม่เปิดเผยรายชื่อ"

"ทั้งสามคนจะแยกตัวจากทีมเป็นเวลา 7 วัน ตามนโยบายของพรีเมียร์ลีกก่อนที่จะมีการตรวจเชื้ออีกครั้ง"

"การยึดมั่นในแนวทางของพรีเมียร์ลีก ทำให้มั่นใจได้ว่าสนามซ้อมของเราปราศจากไวรัสและมีบรรยากาศที่ปลอดภัยสำหรับนักเตะในการทำงานต่อไป และเรายังดูแลบุคลากรที่ได้รับผลกระทบทุกคนอย่างใกล้ชิด" 

ก่อนหน้านี้ เบิร์นลีย์ เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า เอียน โวน ผู้ช่วยกุนซือของทีมก็มีผลตรวจเป็นบวก ขณะที่ผู้ติดเชื้ออีก 2 รายยังไม่มีการเปิดเผย

แฟนหงส์ว่าไง? ตำนานนักบุญยกชื่อนายด่านฟอร์มดีกว่าอลีสซง

แม็ตต์ เลอ ทิสซิเอร์ ตำนานมิดฟิลด์เซาธ์แฮมป์ตัน ออกโรงยกให้ นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูของ เบิร์นลีย์ เป็นนายด่านที่โชว์ฟอร์มโดดเด่นที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลนี้ เหนือกว่า อลีสซง เบ็คเกอร์ จาก ลิเวอร์พูล รวมถึง ดีน เฮนเดอร์สัน จาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด
    ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล โชว์ผลงานสุดยอดด้วยการนำเป็นจ่าฝูงพร้อมกระซวกคู่แข่งไปแล้ว 66 ประตู มากสุดเป็นอันดับสองในลีก ส่วนเกมรับ "หงส์แดง" ก็ทำได้ยอดเยี่ยมด้วยการเสียเพียง 21 ประตูนั้นน้อยที่สุดในลีก ขณะที่ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก็มีฟอร์มที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการมีเกมรับที่เหนียวแน่นจนมีลุ้นคว้าตั๋วไปลุยฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรก ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มสวนตัวของ เฮนเดอร์สัน

    อย่างไรก็ตาม เลอ ทิสซิเอร์ กูรูนักวิเคราะห์จาก สกาย สปอร์ต กลับมองว่านายประตูทีมชาติอังกฤษทำผลงานได้เหนือกว่าทั้ง อลีสซง และ เฮนเดอร์สัน หลังมีส่วนสำคัญช่วยทัพ "เดอะ คลาเร็ตส์" รั้งที่ 10 ของตาราง "ทุกๆครั้งที่ผมมีโอกาสได้ดูเบิร์นลีย์, เขา (โป๊ป) ทำได้น่าประทับใจเลยทีเดียว เขามักจะเซฟลูกสำคัญๆให้เห็นบ่อยครั้ง"

    "โป๊ป สามารถเก็บคลีนชีตได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก, ส่วน ดีน เฮนเดอร์สัน ก็เป็นคนที่ทำได้ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับ อลีสซง แต่ผมชอบ โป๊ป ที่สุด, ด้วยผลงานของเขาผมคิดว่าเขาพร้อมที่จะก้าวขึ้นไปยึดมือ 1 ทีมชาติอังกฤษจาก จอร์แดน พิคฟอร์ด ของ เอฟเวอร์ตัน ได้เลยหากยังรักษาฟอร์มได้สม่ำเสมอแบบนี้ ในศึกยูโร 2020 ก่อนที่มันจะถูกเลื่อนออกไปจากการแพร่ระบาดของโควิด-19"

    สำหรับฤดูกาลนี้ นิค โป๊ป คือผู้รักษาประตูที่เก็บคลีนชีตได้มากที่สุดจำนวน 11 ครั้ง ส่วน ดีน เฮนเดอร์สัน และ อลีสซง เบ็คเกอร์ ตามมาเป็นอันสองที่จำนวน 10 ครั้งเท่ากัน

ตำนานทั้งนั้น! เกิดอะไรขึ้นบ้างกับ 26 แข้งแมนยูที่ “ฟาน กัล” เขี่ยพ้นทีม

"หลุยส์ ฟาน กัล" เข้ามาใช้เงินมหาศาลในการเสริมทัพเพื่อพา แมนฯ​ยูไนเต็ด ลุ้นแชมป์ แม้เขาจะช่วยให้ทีมคว้าถ้วย เอฟเอ คัพ หลังจากเข้ามาแทนที่ เดวิด มอยส์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารักษาเก้าอี้กุนซือที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไว้ได้ ในทางกลับกันตลอดสองปีกับ "ปีศาจแดง" นายใหญ่ชาวฮอลแลนด์ปฏิบัติการเขี่ยผู้เล่นทิ้งสโมสรมาแล้วมากมายถึง 26 คน ดังนั้นเราดูกันว่าหลังจากพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้สวมเสื้อผีแดงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
อังเคล ดิ มาเรีย – เคยเป็นนักเตะค่าตัวสถิติสโมสรในราคา 59.7 ล้านปอนด์จาก เรอัล มาดริด แถมปีกชาวอาร์เจนไตน์สวมเสื้อหมายเลข 7 ด้วยแต่สุดท้ายโชว์ฟอร์มไม่ออกและปรับตัวกับทีมไม่ได้จนถูกขายให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในราคา 44.3 ล้านปอนด์ทั้งที่เพิ่งมาแค่ซีซั่นเดียว

แดนนี่ เวลเบ็ค – เด็กปั้นจากอคาเดมี่ของผีแดงเอง เคยยิงประตูสำคัญให้แมนฯ ยูไนเต็ดอยู่บ้างแต่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บบ่อยเลยถูกขายให้คูแข่งร่วมลีกอย่าง อาร์เซน่อล ในราคา 16 ล้านปอนด์ ทว่าอดีตกองหน้าปีศาจแดงยังบาดเจ็บต่อเนื่องจึงได้ลงสนามน้อยจนเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วถูกขายให้ วัตฟอร์ด แบบฟรี

ฮาเวียร์  เอร์นานเดซ – ถือเป็นขวัญใจแฟนผีแดงคนหนึ่ง เขาถูกปล่อยยืมตัวไป เรอัล มาดริด ก่อนขายขาดให้ เลเวอร์คูเซ่น ในฤดูกาลถัดมา กระทั่งปี 2017 เขากลับมายังพรีเมียร์ลีกโดยเล่นให้กับ เวสต์แฮม และย้ายไปค้าแข้งกับเซบีย่าหนึ่งฤดูกาลเมื่อปีที่แล้วก่อนช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมาจะบินไกลไปเมเจอร์ลีกซบ แอลเอ กาแล็กซี่

จอนนี่ อีแวนส์ – อดีตกองหลังผีแดงย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 เพื่อไปอยู่กับ เวสต์บรอม เป็นเวลา 3 ซีซั่นพร้อมกับทำผลงานดีจน เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อมาในราคาเพียง 3.5 ล้านปอนด์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่พา “จิ้งจอกสยาม” คว้าแชมป์

ชินจิ คากาวะ – ทำผลงานเด่นกับดอร์ทมุนด์จนได้ย้ายมาผีแดงในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ ทว่าในยุคของนายใหญ่ฮอลแลนด์เขาไม่ได้รับโอกาสมากนักจึงโดนขายกลับไป “เสือเหลือง” ในปี 2014  แต่เจ้าตัวก็ยังเค้นฟอร์มไม่ออกจนถูกปล่อยยืมไปให้ เบซิคตัส ก่อน เรอัล ซาราโกซ่า จะสอยตัวไปเมื่อปีที่แล้ว

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ – หลังจากยิงประตูถล่มทลายพาผีแดงคว้าแชมป์ปี 2013 “อาร์วีพี” ซัลโวตาข่าย 28 ประตูช่วงสองซีซั่นถัดมากระทั่ง ฟาน กัล ขายเขาให้ เฟเนร์บาห์เช่ ก่อนย้ายกลับไปยังทีมที่ปั้นเขามาอย่าง เฟเยนูร์ด และแขวนสตั๊ดในปี 2019

นานี่ – หลังจาก ฟานกัล เข้ามารับตำแหน่ง นานี่ ก็ถูกปล่อยยืมตัวไป สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในทันทีก่อนถูกขายแบบถาวรให้กับ เฟเนร์บาห์เช่ และพเนจรไปอยู่ทั้ง บาเลนเซีย, ลาซิโอ และสปอร์ติ้ง ลิสบอน ปัจจุบันเขาค้าแข้งในเมเจอร์ลีกกับ ออร์แลนโด้ ซิตี้

อเล็กซานเดอร์ บุตต์เนอร์ – เมื่อไม่ได้รับโอกาสมากเท่าไหร่นัก บุตต์เนอร์ ก็ย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด สวนทางกับ หลุยส์ ฟานกัล ที่เพิ่งเข้ามาคุมผีแดง โดยไปค้าแข้งกับ ดินาโม มอสโก หลังจากนั้นก็ย้ายไปทั้ง อันเดอร์เลชท์, วิเทสส์ และเพิ่งจะเก็บกระเป๋าไปอยู่กับ นิว อิงแลนด์ เรฟโวลูชั่น ในเมเจอร์ลีกเมื่อตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา

วิลฟรีด ซาฮา – เป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ป๋า “เฟอร์กี้” ซื้อเข้ามาในทีม แต่การค้าแข้งที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นไปด้วยความยากลำบาก เขาจึงย้ายกลับไปอยู่กับ คริสตัล พาเลซ ​แบบถาวรเมื่อปี 2015 หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกปล่อยยืมตัวมาแล้ว

ราฟาเอล – หลังจากค้าแข้งมา 7 ปีกับสโมสร เขาก็ย้ายออกไปอยู่กับ โอลิมปิก ลียง ในปี 2015 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน

เบเบ้ – หนึ่งในความล้มเหลวของประวัติศาสตร์การซื้อตัวของผีแดง เบเบ้ ย้ายออกจากทีมถาวรไปอยู่กับ เบนฟิก้า ในปี 2014 และค้าแข้งกับทั้ง กอร์โดบา (ยืมตัว), ราโย บาเยกาโน่ (ยืมตัว), เออิบาร์ ก่อน  ราโย บาเยกาโน่ จะซื้อขาดในปี 2018

ไมเคิ่ล คีน – ลงเล่นในทีมชุดใหญ่แค่นัดเดียวเท่านั้นก่อนจะย้ายไป เบิร์นลีย์ และทำผลงานยอดเยี่ยมจน เอฟเวอร์ตัน สอยมาด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์

ปาทริซ เอวร่า – ตำนานของสโมสรที่ค้าแข้งมา 8 ปีก่อน ฟานกัล จะขายเขาไปอยู่ ยูเวนตุส ปี 2014 ต่อมาก็ย้ายไปลุยลีกเอิงกที่ โอลิมปิก มาร์กเซย อยู่สักพักก่อนจะกลับมาพรีเมียร์ลีกกับ เวสต์แฮม และแขวนสตั๊ดปี 2018

อันเจโล่ เอ็นริเกซ – อีกนักเตะที่สอดแทรกในทีมชุดใหญ่ไม่ได้ โดนปล่อยยืมมาทั้ง วีแกน, เรอัล ซาราโกซ่า และดินาโม ซาเกร็บ ก่อนทีมหลังสุดนี้จะซื้อขาด กระทั่งเขาย้ายกลับไปค้าแข้งที่บ้านเกิดชิลี

รีซ เจมส์ – ดาวรุ่งของทีมโดนขายให้กับ วีแกน ปี 2015 ก่อนย้ายไปอยู่กับ ซันเดอร์แลนด์ หนึ่งซ๊ซั่น ปัจจุบันเขาค้าแข้งกับ ดอนคาสเตอร์ โรเวอร์ ในลีกวัน

เนมานย่า วีดิช – อีกหนึ่งตำนานที่ค้าแข้งมา 9 ปีที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด กระทั่งปี 2014 เขาถูกขายไป อินเตอร์ มิลาน และแขวนสตั๊ดเดือนมกราคม ปี2016

ริโอ เฟอร์ดินาน – ตำนานกองหลังของทีมย้ายไปค้าแข้งกับ ควีนส์ปาร์ค หนึ่งฤดูกาลก่อนแขวนสตั๊ดเมื่อทีมตกชั้นไปเล่นแชมเปี้ยนชิพ

ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ – หลังหายจากอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง เฟล็ทเชอร์ ก็ย้ายไปค้าแข้งกับ เวสต์บรอม 3 ฤดูกาลก่อนรีไทร์กับทีม สโต๊ค ซิตี้

แอนเดอร์สัน – ถูกปล่อยตัวออกจากทีมปี 2015 และกลับไปยังค้าแข้งในบ้านเกิดอย่าง บราซิล ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดหลังย้ายมาเล่นในลีกตุรกีกับ อดาน่า เดมิร์สปอร์

อันเดอร์ส ลินเดการ์ด – ไม่สามารถยึดมือหนึ่งในปีศาจแดงได้ทำให้ถูกขายไป เวสต์บรอม หลังจากนั้นก็ย้ายไป เปรสตัน, เบิร์นลีย์ และเฮลซิงบอร์ก

ทอม เคลฟเวอร์ลีย์ – กองกลางผีแดงโดนปล่อยไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 2015 และยังค้าแข้งกับ วัตฟอร์ด จนถึงปัจจุบัน

เฟเดริโก้ มาเคด้า – เปิดตัวสวยแต่สุดท้ายไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ จึงถูกขายให้ คาร์ดิฟฟ์ ในปี 2014 ที่ตอนนั้น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คุมทัพอยู่ ก่อนย้ายไปอยู่ โนวาร่า ในอิตาลี และปัจจุบันค้าแข้งกับ พานาธิไนกอส

เบน อามอส – โดนปล่อยยืมมาถึง 6 สโมสรในช่วงที่ค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อน ฟานกัล จะขายทิ้งให้ โบลตัน แต่ก็ยังโดนยืมตัวไปทั้ง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, ชาร์ลตัน, มิลล์วอลล์ และสุดท้ายถูกขายขาดให้ ชาร์ลตัน ปี 2019

ทอม ธอร์ป – กองหลังที่เคยเป็นดาวรุ่งของผีแดง โดนขายให้ ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด แต่ก็ถูกขายต่อให้ แอตเลติโก โกลกาตา ในลีกอินเดีย ตอนนี้เป็นนักเตะฟรีเอเจ้นท์หลังหมดสัญญาปี 2018

ดาวิเด เปตรุซซี่ – อดีตมิดฟิลด์ผีแดงถูกปล่อยตัวไปอยู่ ซีเอฟอาร์ คลูจ์ และถูกขายต่อให้ เคย์เคอร์ ริเซสปอร์ ปัจจุบันอยู่กับ อัสโคลี่ ทีมในเซเรีย บี อิตาลี

วานย่า มิลินโควิช-ซาวิช – นายด่านซึ่งเป็นน้องชายของ เซอร์เก้ มิลินโควิช-ซาวิช โดยขายให้ เลเชีย กอเดนซ์ ในลีกโปแลนด์ก่อน โตริโน่ ซื้อขาดมา ปัจจุบันโดนปล่อยยืมตัวมาอยู่ สตองดาร์ ลีแอช