4ทางเลือกแทน’ปาวาร์’ของเสือใต้

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ของ บาเยิร์น มิวนิค ยังมีการบ้านต้องทำสำหรับการลงทำศึกแชมเปี้ยนส์ลีกช่วงเดือนสิงหาคมนี้โดยเฉพาะการเลือกตัวแทนของ แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ แบ็กขวาชาวฝรั่งเศสที่บาดเจ็บจากการฝึกซ้อม

บาเยิร์น มิวนิค พบข่าวร้ายจากการสูญเสียแบ็กขวาตัวจริง แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ ซึ่งบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าซ้ายจากการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาและกองหลังวัย 24 ปีจะต้องพักอย่างน้อย 3 สัปดาห์

ปาวาร์ แบ็กขวาดีกรีทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 เขามีส่วนสำคัญต่อการนำทีมยักษ์ใหญ่แคว้นบาวาเรียคว้า ‘ดับเบิ้ลแชมป์’ ซีซั่นที่ผ่านมา หลังการคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกาสมัยที่ 30 ของสโมสร ซึ่งเป็นการฟาดแชมป์ลีกเมืองเบียร์ 8 ปีติดต่อกัน ก่อนสอยแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล สมัยที่ 20 ด้วย

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ทีมเสือใต้ปล่อยลูกทีมพักหลังเกมชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 ในนัดชิงชนะเลิศของศึก เดเอฟเบ โพคาล เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมาเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายราว 2 สัปดาห์ก่อนเรียกระดมพลเตรียมพร้อมสำหรับการลงทำศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกช่วงเดือนสิงหาคมนี้

ก่อน ฟลิค จะได้รับข่าวร้ายจากการเดี้ยงของ ปาวาร์ หลังแบ็กชาวฝรั่งเศสบาดเจ็บเอ็นข้อเท้าซ้ายจากการฝึกซ้อมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา การบาดเจ็บดังกล่าวทำให้แบ็กวัย 24 ปีต้องพักประมาณ 3 สัปดาห์ นั่นเป็นการบ้านของ ฮันซี่ ฟลิค ที่ต้องหาตัวแทนลงประจำการแบ็กขวาสำหรับการลงทำศึกแชมเปี้ยนส์ลีกช่วงเดือนหน้า

สำหรับการลงเล่นรอบ 16 ทีม นัดสอง ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจสำหรับเทรนเนอร์ทีมเสือใต้มากนัก หลัง บาเยิร์น มิวนิค บุกขย่ม เชลซี ถึงถิ่นมาด้วยสกอร์ 3-0

ทว่าความกังวลน่าจะอยู่ที่การลงเล่นรอบควอเตอร์ไฟนัลมากกว่า เนื่องจากมีแนวโน้มสูงว่าทีมเสือใต้จะเผชิญหน้ากับของแข็งอย่าง บาร์เซโลน่า ถ้าหากฟ้าไม่ผ่ากลาง ‘คัมป์ นู’ จนทำให้ทัพอาซูลกราน่าร่วงตกรอบไปซะก่อนในการลงเล่นกับ นาโปลี รอบ 16 ทีม นัดสอง ในวันที่ 8 สิงหาคมนี้ จากนั้นยักษ์ใหญ่แคว้นกาตาลุนย่าจะไปตามนัดกับทีมเบิ้มจากแคว้นบาวาเรียที่กรุงลิสบอนในวันที่ 14 สิงหาคม

ดังนั้น ฮันซี่ ฟลิค จึงมีเวลาซักซ้อมเตรียมความพร้อมสำหรับเกมสำคัญพอสมควรโดยเฉพาะการเลือกเฟ้นนักเตะที่จะลงเล่นตำแหน่งแบ็กขวาแทน ปาวาร์ ซึ่งเทรนเนอร์วัย 55 ปีมี 4 ตัวเลือกพร้อมใช้งาน ส่วนมีใครกันบ้างไปดูกันครับ

1.โยชัว คิมมิค
 คิมมิค ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตำแหน่งแบ็กขวาและจะเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับ ฮันซี่ ฟลิค เนื่องจากกองหลังวัย 25 ปีเป็นแบ็กขวาเบอร์หนึ่งของทีมชาติเยอรมันและทัพเสือใต้ ก่อน ฟลิค จะตัดแต่งพันธุกรรมปรับมาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับเหมือนกับที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยขยับ ฟิลิปป์ ลาห์ม จากแบ็กขวาสู่มิดฟิลด์ตัวกลางและประสบความสำเร็จด้วยดี

 ชัดเจนว่า คิมมิค คุ้นเคยกับการเล่นตำแหน่งดังกล่าวและเป็นตัวทดแทนที่สมบูรณ์แบบของ ปาวาร์ ในบรรดาตัวเลือกทั้งหมด หลังแบ็กชาวฝรั่งเศสทำ 4 ประตูและอีกหลายแอสซิสต์จากการลงเล่นฤดูกาลที่ผ่านมา จุดแข็งของ คิมมิค คือการรักษาตำแหน่งดีและยังช่วยเติมเกมรุกทางกราบขวาถึงกรอบเขตโทษคู่แข่งแบบสม่ำเสมอ แรงดีไม่มีตก โดยมีผลงานฐานะกองหลังที่เคยทำถึง 13 แอสซิสต์บนเวทีบุนเดสลีกาซีซั่น 2018-2019

 ดังนั้น คิมมิค จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับ ฮันซี่ ฟลิค โดยเฉพาะแมตช์ดวลกับ บาร์เซโลน่า ที่เกมป้องกันฝั่งขวาของทีมเสือใต้จะต้องมีหน้าที่รับมือกับ ลิโอเนล เมสซี่ ซุปตาร์ของทัพอาซูลกราน่าโดยตรง

ทว่า คิมมิค ถูกปรับบทบาทไปเล่นเป็นมิดฟิลด์ด้วยการลงเล่นตำแหน่งดังกล่าว 34 จากการลงเล่นทุกรายการซีซั่นล่าสุด 47 เกม แข้งวัย 25 ปียังชื่นชอบกับบทบาทใหม่ด้วยและยังได้พัฒนาความเข้าใจกับเพื่อนร่วมทีมทั้ง เลออน โกเร็ตซ์ก้า กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า เป็นอย่างดีด้วย

 อย่างไรก็ตาม ฮันซี่ ฟลิค ไม่ใช่เทรนเนอร์ประเภทที่ชอบปรับหลายตำแหน่งพร้อมกัน ถ้าหากเขาเลือกถอย คิมมิค กลับไปเล่นแบ็กขวา เขาก็ต้องหานักเตะคนอื่นที่จะมาเล่นมิดฟิลด์ตัวรับ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อทีม ยกตัวอย่างช่วงที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ บาดเจ็บ เทรนเนอร์ทีมเสือใต้เลือกแก้ปัญหาด้วยการส่ง โยชัว เซิร์คซี่ กองหน้าดาวรุ่งชาวดัตช์ลงเล่นแทนดาวยิงชาวโปล โดยไม่คิดโยก โธมัส มุลเลอร์ หรือ แซร์ช นาบรี้ มาเล่นตำแหน่งของ เลวานดอฟสกี้ เพื่อรักษาความเข้าใจระหว่างนักเตะและระบบขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ

 คิมมิค อาจเป็นผู้เล่นที่พัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอีกระดับ กองหลังวัย 25 ปีเป็นนักเตะที่เก่งขึ้นกว่าเดิมแบบไม่มีข้อสงสัย แต่เขาอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่เหมาะกับตำแหน่งแบ็กขวาในยุคของ ฮันซี่ ฟลิค

 2.อัลบาโร่ โอดรีโอโซล่า
 บาเยิร์น มิวนิค ดึง โอดรีโอโซล่า มาจาก เรอัล มาดริด ด้วยสัญญายืมตัวในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นความโชคร้ายของแบ็กขวาชาวสเปนวัย 24 ปีที่ย้ายหนีม้านั่งสำรองในมาดริดมาก้นด้านต่อที่มิวนิค หลังมีโอกาสลงเล่นบุนเดสลีกาแค่ 3 เกม รวมเวลาในสนามเพียง 156 นาทีเท่านั้น

 ‘เราต้องการแบ็คอัพ’ ฮันซี่ ฟลิค เปิดเผยถึงการเซ็นสัญญากับแบ็กชาวสเปนหลังเขาเดินทางมาถึงมิวนิค ‘เขาฝึกซ้อมเป็นอย่างดีและทำทุกอย่างได้ดี มันเป็นเรื่องดีที่จะรู้ว่าคุณมีตัวเลือกและมันเป็นบทบาทที่เขาน้อมรับ เราคุยกันเรื่องนี้ ผมต้องบอกว่าเขามีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมและมีความเป็นมืออาชีพมาก ดังนั้นผมจึงแฮปปี้กับเขา’

 โอดรีโอโซล่า ก้มหน้ารับบทบาทสำรองของ ปาวาร์ นับตั้งแต่ย้ายมาจาก เรอัล มาดริด โดยมีโอกาสลงสนามเพียง 3 นัดตามที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งเป็นการตอบแทนทัศนคติที่ดีของแบ็กชาวสเปนด้วยการส่งลงเล่นตัวจริงในเกมปิดฤดูกาลนัดที่ 34 กับ โวล์ฟสบวร์ก ทว่าเป็นการลงสนามราวหนึ่งชั่วโมง

‘เขาไม่ได้มีช่วงเวลาที่ง่ายนักในมิวนิค แต่เขามีความมุ่งมั่นอย่างมากในการฝึกซ้อมและเข้าหาทุกอย่างด้วยทัศนคติที่มีความเป็นมืออาชีพมาก’ ฟลิค กล่าวถึงแบ็กขวาชาวสเปน

 ไม่ต้องสงสัยเลยว่า โอดรีโอโซล่า มีคุณภาพฝีเท้าพอที่จะลงทำหน้าที่แทน ปาวาร์ ทว่านักเตะส่วนใหญ่จำเป็นต้องการลงสนาม 2-3 เกม เพื่อค้นหาจังหวะการเล่นของพวกเขา ขณะที่แบ็กวัย 24 ปียังขาดการเล่นในสนามจึงอาจไม่ใช่การเตรียมตัวดีที่สุดสำหรับการแข่งขันรายการสำคัญอย่างแชมเปี้ยนส์ลีกและยังไม่มีนักเตะทีมเสือใต้ลงสนามมาตั้งแต่เกมชิงชนะเลิศของศึก เดเอฟเบ โพคาล กับ เลเวอร์คูเซ่น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา

 ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ทีมเสือใต้แก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดแมตช์อุ่นเครื่องกับ มาร์กเซย ของฝรั่งเศสในวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคมเพื่อเคาะสนิมแข้งก่อนลงบู๊กับ เชลซี ในช่วงสัปดาห์ถัดไป

3.เยโรม บัวเต็ง
 เวลาในการเล่นไม่เป็นปัญหาสำหรับ บัวเต็ง ในซีซั่น 2019-2020 แม้ว่าเขาจะอายุ 31 ปีและลดระดับความสำคัญจากแนวรับคนสำคัญของ บาเยิร์น มิวนิค ในซีซั่น 2018-2019 ก่อนที่เขาจะพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าหลังการบาดเจ็บหนักจนต้องพักยาวของ นิคลาส ซือเล่ และ ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่ง บัวเต็ง กลับมาลงเล่นตัวจริง 23 เกมนำไปสู่การคว้าถาดแชมป์บุนเดสลีกา 8 ปีติดต่อกันสำเร็จ

 บัวเต็ง ยังได้คำรับเสียงชื่นชมจาก ฮันซี่ ฟลิค จากผลงานที่ผ่านมาของกองหลังวัย 31 ปี ‘เขาแสดงให้เห็นว่าสามารถเล่นได้ในระดับสูงและเขายังเล่นได้ดีมาก’

 อย่างไรก็ตามการลงเล่นตลอดซีซั่น 2019-2020 บัวเต็ง ทำหน้าที่ฐานะเซนเตอร์เท่านั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากองหลังวัย 31 ปีจะไม่สามารถเล่นตำแหน่งแบ็กขวา หลัง บัวเต็ง เคยเล่นตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว 58 เกมตลอดอาชีพของเขา

แน่นอนว่าถ้าเน้นเฉพาะเกมป้องกันคงไม่เป็นปัญหาสำหรับ บัวเต็ง แต่ถ้าหากจะใช้ประโยชน์ในการเติมเกมรุกเหมือนฟูลแบ็กสมัยใหม่ อาจมีเครื่องหมายคำถามสำหรับกองหลังวัย 31 ปี

 สถานะปัจจุบันของ บัวเต็ง คือการเล่นเซนเตอร์คู่กับ ดาวิด อลาบา ซึ่งเป็นปราการหลังตัวกลางคู่แรกในใจของ ฮันซี่ ฟลิค กรณีที่ นิคลาส ซือเล่ ยังไม่พร้อมสำหรับการลงเล่นเต็ม 90 นาที อีกทั้ง บัวเต็ง ที่มีส่วนสูง 6 ฟุต 3 นิ้วยังไม่เหมาะกับการเล่นด้านข้างด้วย ดังนั้นการขยับกองหลังวัย 31 ปีมาเล่นแบ็กขวาแทน ปาวาร์ น่าจะเป็นทางเลือกสุดท้ายของเทรนเนอร์วัย 55 ปี

4.คริส ริชาร์ดส์
 เด็กหนุ่มวัย 20 ปีเป็นกองหนุนที่ยอดเยี่ยมของ บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงซีซั่นที่ผ่านมา แม้บทบาทส่วนใหญ่คือการลงเล่นกับ บาเยิร์น สมัครเล่น ในฤดูกาล 2019-2020 ก็ตาม เขาลงเล่น 30 เกมและมีส่วนช่วยทีมคว้าแชมป์ ลีกาสาม เยอรมัน ซึ่งกองหลังดาวรุ่งชาวมะกันลงเล่นเป็นเซนเตอร์ส่วนใหญ่ แต่ถูกขยับมาเล่นแบ็กขวา 12 เกม

 ฮันซี่ ฟลิค ชื่นชอบเด็กคนนี้มาก โดยเรียก ริชาร์ดส์ เป็น 1 ใน 5 นักเตะจากทีมเยาวชนขึ้นมาฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแค่นั้น เทรนเนอร์วัย 55 ปี ยังส่งชื่อแนวรับวัย 20 ปีติดโผชุดใหญ่ครั้งแรกในเกมเยือน แวร์เดอร์ เบรเมน นัดที่ 32 ของซีซั่น แต่เขาเป็นผู้เล่นสำรองที่ไม่ได้ลงสนาม ก่อนทีมเสือใต้จะบุกคว้าชัยด้วยสกอร์ 1-0

วันที่เด็กหนุ่มจาก แอลาบาม่า รอคอยมาถึงในอีก 3 วันต่อมาหลัง ฮันซี่ ฟลิค ส่งลงสนามแทน ฆาบี มาร์ตีเนซ ช่วง 6 นาทีสุดท้ายของเกมชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 นัดที่ 33 ของฤดูกาล

 ‘นับตั้งแต่พวกเขาลงฝึกซ้อมกับเรา คุณภาพพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง’ ฟลิค พูดถึงเด็กๆ ‘(จามาล) มูเซียล่า และ ริชาร์ดส์ ทั้งคู่ต่างอยู่บนเส้นทางที่ดีมาก ดังนั้นเราจึงให้รางวัลพวกเขาสำหรับการเป็นผู้เล่นสำรองให้พวกเขามีโอกาสเห็นว่าบุนเดสลีกาเป็นอย่างไร พวกเขาทั้งสองคนอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง แต่พวกเขายังมีหนทางอีกยาวไกลและยังต้องทำงานอีกมา ก่อนที่พวกเขาจะสามารถเล่นกับ บาเยิร์น มิวนิค’

จากบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แสดงความชัดเจนว่า คริส ริชาร์ดส์ ยังไม่พร้อมสำหรับการก้าวขึ้นมาท้าทายเพื่อเป็นตัวแทนของ ปาวาร์ ในตอนนี้ แต่กองหลังวัย 20 ปีน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวป้องกันทีมเสือใต้ในอนาคตแน่นอน

 ดังนั้นจาก 4 ตัวเลือกข้างต้นของ ฮันซี่ ฟลิค ถ้าพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งข้อดี, ข้อเสีย บวกกับแนวทางการทำงานของเทรนเนอร์วัย 55 ปี คาดว่า อัลบาโร่ โอดรีโอโซล่า มีโอกาสลงทำหน้าที่แทน แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ มากกว่า 3 คนที่เหลือจึงขึ้นอยู่กับแบ็กชาวสเปนว่าจะฉวยโอกาสได้ดีเพียงใดเท่านั้น

ชีวิตหลงทางผิด..พ่อป่วยหนัก เป็นตัวแถมที่ใครไม่เอา

ในบรรดานักฟุตบอลดาวรุ่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ จัดเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งระดับแถวหน้าที่น่าจับตามองในฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและลูกยิงไกลที่เรียกกันว่า "ลูกไฟ" ติดตาแฟนบอลในหลาย ๆ ประตู
    เส้นทางฟุตบอลของ "เจ้าโก้" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ คุณพ่อจะเป็นคนคิดตำราขึ้นมาสอนลูกชายทั้ง 3 คน ซึ่งประกอบด้วยคนโต ปกเกล้า คนกลาง บารมี และคนเล็ก คือตัวของ สรรเสริญ และทุกคนก็เล่นในตำแหน่งกองกลางด้วยกันทั้งหมด

    จนเมื่ออายุ 12-13 ปี มีโอกาสโชว์ฟอร์มเข้าตาโค้ชทีมเยาวชนจากนิวซีแลนด์ และถูกทาบทามไปเรียนและเล่นที่นั่น ด้วยสัญญา 3 ปี โดยการชักชวนของ วินสตัน ลูเฟอร์ อดีตดาวเตะทีมเบรเมน ในบุนเดสลีกา ของเยอรมัน โดยไปกัน 2 คนพี่น้อง บารมี และ สรรเสริญ

    แม้สัญญาจะเซ็นกัน 3 ปี แต่ 2 คนพี่น้องตระกูล ลิ้มวัฒนะ ได้อยู่ 4 ปีที่นิวซีแลนด์ โดยปีสุดท้ายมีโอกาสได้เล่นในลีกสูงสุดของนิวซีแลนด์ แต่เล่นไปแค่ 3 แมตช์ ดันเจ็บยาว ประกอบกับคุณย่าแท้ ๆ เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย ทิ้งการเล่นฟุตบอล และการเรียนที่ยังไม่จบในระดับม.ปลายไปด้วย

    เมื่อกลับมา "เจ้าโก้" มีอายุ 17 ปี ได้เล่นให้กับ ศรีราชาบ้านบึง รุ่นเดียวกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในดิวิชั่น 1 ก่อนจะย้ายไปพร้อมกับพี่ชาย บารมี ไปที่บุรีรัมย์

    จากบุรีรัมย์เล่นไปเกือบ 2 ปี เจ้าตัวย้ายออกมาอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ถูกยืมไปเล่นพิจิตร เอฟซี กลับมาเล่นแบงค็อก อีก 1 ปี ก็ถูกปล่อยยืมไป อุบล ยูเอ็มที 1 ปี และยืมไปสุโขทัย เอฟซี อีก 1 ปี กลายเป็นนักเตะจอมพเนจร เมื่อหมดสัญญากับแบงค็อก จึงย้ายมาอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี

    การย้ายมาท่าเรือครั้งนี้ มีข่าวว่า เจ้าตัวถูกแถมมากับดีลการซื้อ สุมัญญา มาอยู่ท่าเรือ ทั้งที่เจ้าตัวเคยโด่งดังกับการเล่นให้ทีมเยาวชนไทย 17 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย


    สิ่งที่ทำให้ "เจ้าโก้" สรรเสริญ ไปไม่ไกลเท่าที่หลาย ๆ คนคาดหวัง เจ้าตัวเปิดใจว่า มาจากการใช้ชีวิตกินเที่ยวกลางคืน เหมือนคนเก็บกด เพราะตอนย่างวัยรุ่นอยู่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่ได้เที่ยว เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้อยู่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ และแบงค็อก ได้เงินเดือนสูง ทำให้เจ้าตัวเที่ยวสะบัด

    "ผมเที่ยวกลางคืนทุกครั้งที่ว่าง ใช้ชีวิตแบบเสเพลสุด ๆ บางทีก็มีอาการแฮ้งค์ตอนมาซ้อม มีผลต่อสภาพร่างกายชัดเจน ผมซ้อมหนักแบบคนอื่นไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยยืมเป็นว่าเล่น กลายเป็นทีมต้นสังกัดไม่ต้องการ แต่ตอนนั้นก็ยังติดเที่ยวไม่ได้คิดอะไร"

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าตัวคิดได้ คือ เมื่อมาอยู่ท่าเรือ แบบแถมมาในแพ็คเกจของ สุมัญญา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ กองกลางดาวรุ่งรายนี้คิดได้

    "ผมมานั่งคิดว่า ทำไมผมเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอา เหมือนเขาไล่ผมไปอยู่ทีมโน้นทีมนี้ ผมก็อยากเล่นให้กับทีมตัวเองบ้าง อย่างท่าเรือแม้จะได้ข่าวว่าแถมมา แต่ผมต้องขอบคุณ มาดามแป้ง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง"

    "อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเสเพล คือ คุณพ่อผมป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อที่คอยปลุกปั้นผมมาจนถึงทุกวันนี้ได้ชื่นใจบ้าง และสองอย่างนี้คือ เหตุผลที่ทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เลิกเที่ยว และหันมาฟิตซ้อมดูแลร่างกายตัวเองเต็มที่ จากปีที่แล้วน้ำหนักผม 78 ก.ก. ตอนนี้เหลือ 69 ก.ก.แล้ว เหมือนผมกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ผมยังเชื่อว่าผมจะกลับมาได้ ผมอยากจะโชว์ฟอร์มเป็น "นิวโก้" เพื่อยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของการท่าเรือ และอยากติดทีมชาติชุดใหญ่กับเขาสักครั้งหนึ่ง"

 

เรอัลเอาแน่เอ็มบัปเป้,ลิเวอร์พูลมีลุ้นราชิซ่า!อัพเดตข่าวเด่นตลาดนักเตะลีกยุโรป

งานนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล มีลุ้นทีเดียว หากคิดจะเอาจริงกับการล่าตัว มิลอต ราชิซ่า ดาวเตะเนื้อหอม แวร์เดอร์ เบรเมน เพราะตัวนักเตะกระสันเหลือเกินที่จะย้ายทีม ส่วน เรอัล มาดริด เอาแน่ๆ กับในรายของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เพิ่มทางเลือกสำรองอีกราย หากวืด เจดอน ซานโช แต่จะเป็นใครนั้น เรามาหาคำตอบกันในอัพเดตข่าวสารตลาดนักเตะลีกยุโรปเที่ยวล่าสุด

 – เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ตัวเก่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่มีแผนที่จะอำลาถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม หลังจบฤดูกาลนี้ ต่อให้ต้นสังกัดโดนแบนเตะถ้วยยุโรป 2 ซีซั่นก็ตาม (Sporza)

 – ขณะที่ จอห์น สโตนส์ เซนเตอร์แบ็ก "เรือใบสีฟ้า" ก็ไม่คิดที่จะย้ายทีมเช่นกัน ถึงแม้กำลังได้รับความสนใจจากทั้ง อาร์เซน่อล และ เอฟเวอร์ตัน (Daily Mail)

 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เล็ง อุสมาน เดมเบเล่ ปีก บาร์เซโลน่า เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำรอง หากวืดแข้งเป้าหมายหลักอย่าง เจดอน ซานโช ปีกดาวดัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (Daily Star)

 – นอกจากนี้ "ปีศาจแดง" ยังพร้อมเปิดศึกกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ เชลซี ในการล่าตัว เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายคนเก่งของ เลสเตอร์ ซิตี้ มาเสริมทัพ (Sun)

 – บาร์เซโลน่า ตกลงเรื่องสัญญาส่วนตัวกับ เลาตาโร่ มาร์ติเนซ หัวหอกดาวดัง อินเตอร์ มิลาน ได้เรียบร้อย แต่ดีลนี้ขึ้นอยู่กับว่า บาร์ซ่า จะสามารถขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางตัวรุกชาวบราซิเลียน (ปัจจุบันอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค แบบสัญญายืมตัว) ได้หรือไม่ (ESPN)

 – เรอัล มาดริด วางแผนที่จะซื้อทั้ง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า กองกลางดาวรุ่ง แรนส์ ช่วงซัมเมอร์ปี 2021 พร้อมบอกกับทั้งสองว่า อย่าเพิ่งรีบเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัด (Sport)

 – เลสเตอร์ ซิตี้ กำลังให้ความสนใจที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว ลูก้า โยวิช หัวหอกเลือดเซิร์บของ เรอัล มาดริด มาเสริมแนวรุกหลังจบฤดูกาลนี้ โดยได้มีการติดต่อกับเอเจนต์ของตัวนักเตะแล้ว (Daily Star)

 – ขณะที่ "ราชันชุดขาว" ก็พร้อมพิจารณาโละ โยวิช พ้นถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว หลังจากที่ตัวนักเตะทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง โดยฤดูกาลนี้ กองหน้าวัย 22 ปี ทำได้แค่ 2 ประตูเท่านั้น จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 25 นัด ทั้งที่ย้ายมาจาก ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ด้วยค่าตัวมหาศาล 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,100 ล้านบาท) เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน (Marca)

 – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมออกล่าตัว ดาวิด อลาบา ฟูลแบ็ก บาเยิร์น มิวนิค หลังจบฤดูกาลนี้ โดยกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มองตำแหน่งแบ็กซ้ายเป็นจุดที่ต้องเสริม (Daily Mirror)

 – นอกจากนี้ "เรือใบสีฟ้า" ยังพร้อมเปิดศึกกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในการล่าตัว ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก ห้องเครื่อง เซาธ์แฮมป์ตัน เนื่องจาก กวาร์ดิโอล่า กำลังต้องการผู้เล่นมิดฟิลด์แบบ "บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์" โดยคาดว่า "นักบุญ" ตั้งค่าหัว ดาวเตะทีมชาติเดนมาร์กวัย 24 ปี ไม่ต่ำกว่า 15 ล้านปอนด์ (ประมาณ 585 ล้านบาท) (Daily Record)

 – ยูเวนตุส มีแผนที่จะใช้ มัตเตีย เปริน, ดานิเอเล่ รูกานี่ และ คริสเตียน โรเมโร่ เป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอขอซื้อตัว อดาม่า ตราโอเร่ ปีกจอมพลัง วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส เนื่องจากไม่พร้อมซื้อ ดาวเตะวัย 24 ปี ที่มีค่าหัวราว 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) ด้วยเงินสดโดยตรง (ESPN)

 

 – อาร์เซน่อล มีแววเจองานยากลำบาก หากต้องการซื้อขาด ดานี่ เซบายอส กองกลางชาวสแปนิช จาก เรอัล มาดริด เนื่องจากตัวนักเตะกำลังได้รับความสนใจจาก เอซี มิลาน, บาเลนเซีย รวมถึงต้นสังกัดเก่าอย่าง เรอัล เบติส (Express)

 – มิลอต ราชิซ่า ปีกเนื้อหอม แวร์เดอร์ เบรเมน ได้ยื่นเรื่องขอย้ายทีมกับต้นสังกัดเรียบร้อย โดย ดาวเตะทีมชาติโคโซโววัย 24 ปี กำลังเป็นที่้ต้องการของทั้ง ลิเวอร์พูล, วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส, เอซี มิลาน, แอร์เบ ไลป์ซิก และ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน (Bundesliga News)

 

 – เวสตัน แม็คเคนนี่ กองกลางดาวรุ่งเลือดมะกันของ ชาลเก้ 04 เตรียมอำลาถิ่น เฟลตินส์ อารีน่า ช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งเชื่อกันว่า ดาวเตะวัย 21 ปี กำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ซึ่งก็รวมถึง ลิเวอร์พูล และ เชลซี (CBS Sports)

 – ยานนิค โบลาซี่ ปีกจอมพลิ้ว เอฟเวอร์ตัน ยืนยันที่จะอยู่พิสูจน์ตัวเองในถิ่น กูดิสัน พาร์ค ต่อไป หลังจากหมดสัญญายืมตัวกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน (Liverpool Echo)

 – อินเตอร์ มิลาน ยังคงอยากได้ตัวสองผู้เล่น เชลซี อย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หัวหอกเลือดเฟร้นช์ และ เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ ฟูลแบ็กทีมชาติอิตาลี (Goal)

แชมป์แล้วจ้า! บาเยิร์นบุกทุบเบรเมน ซิวถาดบุนเดสลีกา8สมัยติด

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันและสมัยที่ 30 ได้เสียที หลังบุกไปเอาชนะ เบรเมน 1-0 จากประตูชัยของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้มีเพิ่มเป็น 76 แต้ม หนี "เสือเหลือง" ที่แข่งน้อยกว่าถึง 10 คะแนน กระนั้นการันตีแชมป์แน่นอนแล้วแม้เหลือโปรแกรมอีก 2 นัด ส่วนเบรเมนต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไปหลัง ในเกมบุนเดสลีกา นัดที่ 31 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เวเซอร์ สตาดิโอน

    ศึก บุนเดสลีกา นัดท่ 31 เมื่อวันอังคารที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน แวร์เดอร์ เบรเมน รองบ๊วยอันดับ 17 ของลีก เปิดบ้านรับการมาเยือนของจ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิค ที่ฟอร์มสุดยอดมากชนะมา 13 เกมติดต่อกันทุกรายการ

    โดยฟอร์มล่าสุดของ "นกนางนวล" บุกไปถล่ม พาเดอร์บอร์น 5-1 ขณะที่ "เสือใต้" เฉือนเอาชนะ กลัดบัค 2-1 แมตช์นี้หาก บาเยิร์น มิวนิค คว้าชัยจะการันตีคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้ทันที

    เริ่มเกมมาได้แค่ 2 นาที "เสือใต้" ทักทายก่อนเลยหลัง โยชัว คิมมิช วางบอลมาเสาไกลให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ วอลเลย์ด้วยขวาไม่จับบอลพุ่งไปติด มิลอส เวลโควิช ออกหลังไป

    นาที 18 โอกาสได้ลุ้นของ "นกนางนวล" เกือบชิงขึ้นนำบ้างเช่นกัน หลัง มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์ ลองกดด้วยขวาหน้ากรอบบอลพุ่งถากเสาแรกออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 26 แซร์จ นาบรี้ หลุดเข้าไปปาดบอลมากลางประตู บอลย้อนหลัง โธมัส มุลเลอร์ ก่อนแต่งบอลไหลต่อให้ โยชัว คิมมิช ยิงด้วยขวาไปชนคาน กระนั้นไลน์แมนตีธงไปก่อนแล้วว่าจังหวะของ นาบรี้ นั้นล้ำหน้าไปก่อน

    นาที 33 เยโรม บัวเต็ง เซ็นเตอร์แบ็กของบาเยิร์น ลองส่องไกลดูบ้างแต่บอลแรงไม่พอพุ่งเลียดไปเข้ามือ ยิรี่ พาฟเลนก้า

    ฝนเริ่มเทลงมาอย่างหนักทำให้ทั้งสองทีมคอนโทรลบอลกันลำบาก กระนั้น นาที 43 ทีมเยือนมาปลดล็อคพังประตูขึ้นนำจนได้ 1-0 เยโรม บัวเต็ง ตักบอลข้ามหัวแนวรับเจ้าถิ่นให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พักอกก่อนหมุนตัวยิงด้วยขวาเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูที่ 31 ในลีกซีซั่นนี้

    จบครึ่งแรก เบรเมน ตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค 0-1

    ครึ่งหลัง นาที 55 คิมมิช ตักบอลเข้าไปในกรอบให้ โธมัส มุลเลอร์ ปาดมาเสาแรกให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดยิงไขว้เข้าไป แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะลำหน้าของ มุลเลอร์ ไปก่อนแล้ว

    เจ้าบ้านเกมรุกไม่ดีขึ้นเลย นาที 62 เปลี่ยนรวดเดียวสองคน ถอดเอา มิลอต ราชิชา และ เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท ออก แล้วส่ง โยชัว ซาร์เก้นท์ และฟิน บาร์เทลส์ ลงเล่นแทน

    นาที 79 บาเยิร์น มิวนิค ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง อัลฟอนโซ่ เดวิส ไปขวาง มิลอส เวลโควิช จนโดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    แม้ "เสือใต้" ผู้เล่นจะน้อยกว่าแต่ยังเปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 81 คิงส์เล่ย์ โกมัน หลุดเข้าไปในกรอบด้านซ้าย ก่อนล็อกหลบเข้าไปตะบันด้วยซ้ายติดเซฟของ ยีรี่ พาฟเลนก้า

    นาทีสุดท้าย เบรเมน ชวดได้ประตูตีเสมอ หลัง ยูยะ โอซาโกะ โขกเช็ดเล่นทางไปเสาไกล แต่บอลยังไม่ผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ที่พุ่งปัดปลายนิ้วช่วยทีมไว้ได้อย่างหวุดหวิด

    จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกเอาชนะ เบรเมน หวุดหวิด 1-0 ส่งผลให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้ทันที แม้จะเหลือโปรแกรมในลีกอีก 2 นัด แต่แต้มนำ ดอร์ทมุนด์ ขาด โดยเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ติดต่อกัน และสมัยที่ 30 ส่วน เบรเมน แพ้ เป็นนัดที่ 18 จมรองบ๊วยต้องหนีตกชั้นต่อไป

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
 
        เบรเมน (4-1-2-3) : ยิรี่ พาฟเลนก้า – ธีโอดอร์ เกเบร เซลาสซี่, มิลอส เวลโควิช, นิคลาส มอยซานเดอร์, มาร์โค ฟรีเดิ้ล – เควิน โฟ้กท์ – มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์, ดาวี่ คลาสเซ่น – เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท, ยูยะ โอซาโกะ, มิลอต ราชิชา

        เทรนเนอร์ : โฟลเรียน โคห์เฟลด์

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส -โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

        เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

บาเยิร์นถ้าเฮแชมป์ลีกทันที! “เลวาน-มุลเลอร์” คืนทัพล่าตาข่ายถิ่นเบรเมน

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค หากคว้าชัยจะการันตีแชมป์ลีกสมัยที่ 8 ติดต่อกันทันทีโดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ โธมัส มุลเลอร์ จะกลับมาลงตัวจริงอีกครั้งหลังติดโทษแบนนัดที่แล้วเกมบุกถิ่น "นกนางนวล" เบรเมน ในศึกฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน วันอังคารที่ 16 มิ.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : FOX SPORTS (เวลา : 01.30 น.)
ปรีวิวฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน
วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2563
เบรเมน   –   บาเยิร์น มิวนิค
ถ่ายทอดสด : FOX SPORTS (เวลา : 01.30 น.)

สนาม : เวเซอร์ สตาดิโอน

    ”นกนางนวล” ภายใต้การคุมทีมของเทรนเนอร์ โฟลเรียน โคห์เฟลด์ ยังรั้งรองบ๊วยของตาราง โดยสภาพทีมยังชวดใช้งานกลุ่มแข้งเจ็บอย่าง โอเมอร์ โทพรัค (น่อง), นิคลาส ฟึลครุก (เอ็นหลังหัวเข่า) และ นูริ ซาฮิน (สะโพก) ทั้งหมด

    แต่จะได้ เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท ฟิตกลับมาทำเกมรุกร่วมกับ ยูยะ โอซาโกะ และ มิลอต ราชิชา แดนกลางชุดเดิมมี ดาวี่ คลาสเซ่น คุมเกมร่วมกับ มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์ โดยมี เควิน โฟ้กท์ คุมเกมหน้าแผงหลัง

    ข้ามมาดูบาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค ที่เพิ่งได้รับการต่อสัญญาคุมทีมยาว ทำผลงานสุดยอดและจ่อคว้าถาดแชมป์เต็มที

     ซึ่งสภาพทีมนอกจากยังชวดใช้งาน, นิคลาส ซือเล่ (เข่า), โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ (ข้อเท้า), ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โคนขาหนีบ) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ข้อเท้า) ทั้งหมด แต่จะได้ โธมัส มุลเลอร์ กับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พ้นโทษแบนกลับคืนทีม

    การจัดทัพ ฟลิค กลับมาส่งชุดใหญ่เต็มสูบ คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์ และ  แซร์จ นาบรี้ คอยปั้นเกม หน้าเป้าเป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มิดฟิลด์คู่กลาง โยชัว คิมมิช ยืนคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ที่กำลังท็อปฟอร์ม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม   
    เบรเมน (4-1-2-3) : ยิรี่ พาฟเลนก้า – ธีโอดอร์ เกเบร เซลาสซี่, มิลอส เวลโควิช, นิคลาส มอยซานเดอร์, ลุดวิก ออกุสตินสัน – เควิน โฟ้กท์ – มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์, ดาวี่ คลาสเซ่น – เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท, ยูยะ โอซาโกะ, มิลอต ราชิชา
    เทรนเนอร์ : โฟลเรียน โคห์เฟลด์

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส -โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

เดวิสทำสถิติความเร็ว! 6 ประเด็นหลังบาเยิร์นเชือดเบรเมนสอยแชมป์บุนเดสฯ

 "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค การันตีตำแหน่งแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำฤดูกาล 2019/20 ได้ตามคาด หลังบุกไปเอาชนะ แวร์เดอร์ เบรเมน 1-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา จากประตูชัยช่วงท้ายครึ่งแรกของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้ตอนนี้พวกเขาทำคะแนนทิ้งห่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมอันดับสอง     ขาดลอยเรียบร้อย ด้วยช่องว่าง 10 แต้ม ดังนั้นต่อให้ ดอร์ทมุนด์ คว้าชัยรวดใน 3 เกมที่เหลือ ก็ไล่ไม่ทันอยู่ดี และนี่คือ 6 ประเด็นที่น่าสนใจหลังจบเกมที่ เวเซอร์สตาดิโอน
 – แชมป์ บุนเดสฯ สมัยที่ 29!!!

    ไม่มีใครปฏิเสธว่า บาเยิร์น มิวนิค คือสโมสรมหาอำนาจแห่งวงการฟุตบอลเมืองเบียร์ในทุกยุคทุกสมัย และนี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 29 ของพวกเขา…. ใช่แล้ว นี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 29 แต่ถือเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองเบียร์สมัยที่ 30 เมื่อนับรวมกับแชมป์ 1 สมัย (ซีซั่น 1931/32) ก่อนเข้าสู่ยุค บุนเดสลีกา ในฤดูกาล 1963/64 และยิ่งไปกว่านั้น นี่คือแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 8 ติดต่อกันของพวกเขา เรียกได้ว่า ตลอดช่วงทศวรรษนี้ (ปี 2010-2020) ตำแหน่งแชมป์ตกเป็นของ "เสือใต้" ถึง 80% เลยทีเดียว (แชมป์ตั้งแต่ซีซั่น 2012/13 ถึง ปัจจุบัน)
 

 – นอยเออร์ เซฟพาแชมป์

    ถึงแม้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นคนทำประตูชัยให้ทีม และตลอดเกือบทั้งเกมเป็น บาเยิร์น ที่ครองเกมบุกใส่ เบรเมน แต่ต้องบอกเลยว่า มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูกัปตันทีมคนเก่ง ถือเป็นอีกหนึ่งฮีโร่ที่นำชัยชนะและแชมป์มาให้กับทีม กับจังหวะโชว์ซูเปอร์เซฟลูกโหม่งของ ยูยะ โอซาโกะ ช่วงนาทีสุดท้าย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของแมตช์นี้เลยทีเดียว

 – เลวานดอฟสกี้ เดินหน้าทำสถิติต่อไป  

    แน่นอนว่า นี่คือฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพพ่อค้าแข้งของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดหัวหอกเลือดโปล เพราะหนึ่งตุงที่ทำได้ในเกมนี้ ทำให้ฤดูกาลนี้เจ้าตัวกดไปแล้วถึง 46 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 40 นัด ดังนั้นถือว่าน่าสนใจเหลือเกินว่า จำนวนประตูของ เลวานดอฟสกี้ ในฤดูกาลนี้ จะไปจบลงที่ตัวเลขอะไร เพราะอย่าลืมว่า บาเยิร์น ยังเหลือเกมในลีกอีก 2 นัด แถมยังต้องแข่งในถ้วย เดเอฟเบ-โพคาล (รอเตะรอบชิงฯ กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น) และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (กำลังอยู่ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย) ด้วย… ดูๆ แล้ว 50 ประตู ไม่ใช่เป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม 
 
 – แชมป์แรกของ ฟลิค

    ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์คนเก่งของ บาเยิร์น เคยได้แชมป์ เวิลด์ คัพ เมื่อปี 2014 ในฐานะผู้ช่วยโค้ชทีมชาติเยอรมนี แต่ในฐานะกุนซือใหญ่นั้น เจ้าตัวยังไม่เคยสัมผัสกับแชมป์ ดังนั้นนี่คือแชมป์แรกของเจ้าตัวในฐานะเฮดโค้ช และฤดูกาลนี้มีลุ้นซิว "ทริปเปิ้ลแชมป์" ด้วย ทั้งๆ ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ครบซีซั่นเลย

 – เดวิส สร้างสถิติบุนเดสฯ!!!

    แม้เกมนี้ถูกไล่ออกจากสนามในนาทีที่ 79 (รับใบเหลืองที่สอง) แต่ อัลฟอนโซ่ เดวิส แบ็กซ้ายดาวรุ่ง บาเยิร์น ได้สร้างชื่อให้กับตัวเองอีกครั้งในเรื่องของความเร็ว เพราะช่วงครึ่งแรกมีจังหวะหนึ่งที่เจ้าตัวโชว์สปีดความเร็วที่วัดได้ถึง 36.51 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของศึก บุนเดสลีกา นับตั้งแต่มีการจดบันทึกสถิติด้านนี้ในฤดูกาล 2013/14

 – เบรเมน กำลังจะตกชั้น?

    "เจ้านกนางนวล" แวร์เดอร์ เบรเมน ถือเป็นอีกหนึ่งสโมสรดังของวงการลูกหนังเมืองเบียร์ แต่การปราชัยคารัง เวเซอร์สตาดิโอน นัดนี้ ทำให้พวกเขามีแนวโน้มสูงเหลือเกินที่จะตกชั้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1979/80 เพราะตอนนี้รั้งอันดับ 17 (รองบ๊วย) ในตารางคะแนน เหลือเกมลงเตะอีก 2 นัด แต่ตามหลัง ไมนซ์ 05 ทีมอันดับ 15 ที่ลงเตะน้อยกว่าหนึ่งเกม 3 แต้ม (ไมนซ์ มีคิวเยือน โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ คืนนี้) ซึ่งดูแล้ว เบรเมน รอดยากมาก และคงจะต้องตกชั้นตามทีมอันดับสุดท้ายอย่าง พาเดอร์บอร์น ไป แต่ถึงกระนั้น เบรเมน ยังมีหวังที่จะจบอันดับ 16 ให้ได้เป็นอย่างน้อย เพื่อที่จะได้เตะเพลย์ออฟ (หาทีมเลื่อนชั้น-ตกชั้นกับทีมอันดับสามใน ลีกา 2)

โกเร็ทซ์ก้ากดชัย! บาเยิร์นหืดเฉือนกลัดบัคหวิว เฮเกมหน้าแชมป์ทันที

บาเยิร์น มิวนิค เก็บอีกสามแต้มจนได้หลังบดเอาชนะ กลัดบัค ในช่วงท้ายเกมแบบหืดจับ 2-1 จากประตูชัยของ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ในช่วงท้ายเกม ส่งผลให้นำจ่าฝูงหนี "เสือเหลือง" 7 คะแนน มี 73 แต้ม ซึ่งหากกลางสัปดาห์บุกไปคว้าชัยเหนือ เบรเมน จะทำให้ "เสือใต้" คว้าแชมป์ลีกทันที ในเกมบุนเดสลีกา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

    "จ่าฝูง" บาเยิร์น มิวนิค ถูก "เสือเหลือง" ไล่จี้มาเหลือแค่ 4 แต้ม ทำให้เกมนี้เปิดบ้านรับมือ มึนเช่นกลัดบัค ต้องเน้นไว้ก่อนเพื่อทำช่องว่างให้นำห่างเป็น 7 คะแนนเหมือนเดิม

    เกมนี้ ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค จัดทัพด้วยการหมุนเวียนผู้เล่นบ้างส่งบรรดาดาวรุ่งลงสนามรุ่นพี่ที่ติดโทษแบนอย่าง โธมัส มุลเลอร์ และโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยแนวรุกวาง โจชัว เซิร์กซี เป็นหน้าเป้าโดยมี แซร์จ นาบรี้, มิกกาแอล กุยซ็องซ์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน

    ทางด้าน "สิงห์หนุ่ม" ไร้ อเลสซาน เพลอา ที่ติดโทษแบนทำให้แนวรุกวาง แพทริค เฮอร์มันน์, ลาร์ส ชตินเดิล และ มาร์คุส ตูราม

    ครึ่งแรก เริ่มเกมไปได้แค่ 10 นาที มึนเช่นกลัดบัค ต้องเปลี่ยนตัวก่อนอย่างรวดเร็ว หลัง มาร์คุส ตูราม แนวรุกตัวเก่งมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อจนเล่นไม่ไหวทำให้ต้องส่ง บรีล เอ็มโบโล่ ลงเล่นแทน

    นาที 12 โอกาสส่องหนแรกของ "เสือใต้" เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง อิวาน เปริซิช พักอกเข้ากลางให้ มิกกาแอล กุยซ็องซ์ วอลเลย์ด้วยซ้ายไม่จับหลุดกรอบออกไป

    อีก 4 นาทีถัดมา โยนาส โฮฟหมันน์ หลุดเข้าไปส่งบอลผ่านตัว นอยเออร์ เข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินได้สัญญาณจากห้องควบคุม VAR ก่อนปฎิเสธไม่ให้ประตูแก่ทีมเยือนทำให้สกอร์ยัง 0-0

    นาที 22 "เสือใต้" ชวดได้ประตูแบบน่าเสียดายหลัง ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ หลุดเข้าไปยิงด้วยขวาแต่บอลยังไปโดน ยาน ซอมเมอร์ เซฟออกไปอย่างเหลือเชื่อ

    นาที 25 ทีมเยือนชวดโอกาสขึ้นนำบ้าง คราวนี้ ลาร์ส ชตินเดิล ครอสมาเสาไกลให้ บรีล เอ็มโบโล่ โขกจ่อๆแต่ยังไปติดเซฟของ นอยเออร์ แม้บอลมาเข้าทาง เอ็มโบโล่ อีกทีแต่ดันยิงด้วยซ้ายเข้าข้างตาข่าย
   
    กลายเป็น "สิงห์หนุ่ม" มาพลาดเอง หลังนาทีต่อมา มัทธิอัส กินเทอร์ คืนบอลให้ ยาน ซอมเมอร์ แต่นายด่านกลัดบัคที่ประมาทจ่ายบอลพลาดเข้ากลาง กลายเป็นส่งให้ โจชัว เซิร์กซี วิ่งมาแปด้วยขวาแบบไม่จับเข้าไป ให้ "เสือใต้" ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 26

    นาที 37 บาเยิร์น มาพลาดบ้าง หลังทีมเยือนขึ้นเกมมาทางขวา แพทริค เฮอร์มันน์ ครอสปาดมาในกรอบ 6 หลา เบนฌาแม็ง ปาวาร์ พยายามวิ่งมาเคลียร์บอลแต่กลายเป็นสกัดด้วยขวาผิดเหลี่ยมทำเข้าประตูตัวเองไป กลัดบัค ไล่ตีเสมอสำเร็จ 1-1

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 โยชัว คิมมิช เปิดฟรีคิกมาหน้ากรอบ บอลไปโดนแนวรับทีมเยือนสกัดไปเข้าหัว อิวาน เปริซิช สอดขึ้นมาโขกย้อยไปเสาไกลแต่น้ำหนักเบาไป ยาน ซอมเมอร์ ถอยไปรับไว้ได้ทัน

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ยังเสมอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 1-1

    เริ่มครึ่งหลังมา นาที 47 กลัดบัค เกือบแซงขึ้นนำหลัง รามี เบนเซไบนี่ แบ็กซ้ายครอสแรงเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ พุ่งออกมาตัดพลาดบอลกระฉอกเกือบจะโดนซ้ำแล้วแต่มือ 1 ทีมชาติเยอรมันยังไวใช้เท้าสกัดบอลออกไป แม้บอลจะมาเข้าทาง สเตฟาน ไลเนอร์ ซัดด้วยขวาเต็มข้อบอลพุ่งแรงเฉียดคานออกไปแบบได้เสียว

    นาที 54 อีกครั้งที่ "สิงห์หนุ่ม" สวนกลับมาเร็ว บรีล เอ็มโบโล่ แทงบอลออกขวาให้ แพทริค เฮอร์มันน์ หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกแต่บอลยังไปตรงตัว นอยเออร์ ทุบบอลออกมาได้

    นาที 62 เจ้าบ้านเปลี่ยนรวดเดียวสองคนถอดเอา ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ และมิกกาแอล กุยซ็องซ์ ออกแล้วส่ง คิงส์ลี่ย์ โกมัน และอัลฟอนโซ่ เดวิส ลงเล่นแทน

    "เสือใต้" เปิดเกมรุกเต็มสูบ นาที 66 แซร์จ นาบรี้ ได้วอลเลย์ด้วยขวาในกรอบ บอลไปแฉลบคริสโตฟ คราเมอร์ เปลี่ยนทางเกือบเสียบเสาแรกแต่ดีที่ ยาน ซอมเมอร์ ยังไวพุ่งปัดออกหวุดหวิด

     ท้ายเกม นาที 86 เบนฌาแม็ง ปาวาร์ มาแก้ตัวได้สำเร็จหลังหลุดขึ้นมาทางขวาก่อนปาดไปเสาแรกให้ เลออน โกเร็ทซ์ก้า วิ่งมายิงเปลี่ยนทางบอลเข้าประตูไป ให้ บาเยิร์น ขึ้นนำอีกครั้ง 2-1

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บดเอาชนะ มึนเช่นกลัดบัค แบบหวุดหวิด 2-1 คว้าสามแต้มสำคัญ ทำให้มีเพิ่มเป็น 73 คะแนนหนีอันดับสองอย่าง ดอร์ทมุนด์ 7 แต้มเหมือนเดิม และถ้าวันอังคารที่ 16 ที่จะถึงคว้าชัยได้จะส่งผลให้ "เสือใต้" ป้องกันแชมป์ลีกซีซั่นนี้ทันที

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-1-3) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ (อัลฟอนโซ่ เดวิส น.62) – โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาบรี้, มิกกาแอล กุยซ็องซ์ (คิงส์ลี่ย์ โกมัน น.62), อิวาน เปริซิช (ฆาบี มาร์ติเนซ น.88) – โจชัว เซิร์กซี (ควาซี อ็อคเยเร รีดท์ น.77)

        เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

        มึนเช่นกลัดบัค (4-3-3) : ยาน ซอมเมอร์ – สเตฟาน ไลเนอร์, นิโค่ เอลเวดี้ (โทนี่ ยันท์ชเค้ น.46), มัทธิอัส กินเทอร์, รามี เบนเซไบนี่ – โฟลเรียน นอยเฮาส์, คริสโตฟ คราเมอร์, โยนาส โฮฟหมันน์ – แพทริค เฮอร์มันน์ (ออสการ์ เว้นดท์ น.70) , ลาร์ส ชตินเดิล, มาร์คุส ตูราม (บรีล เอ็มโบโล่ น.10 (ลาสซ์โล่ เบเนส น.88)

    เทรนเนอร์ : มาร์คุส โรเซ่

 

3 แข้งที่ คล็อปป์ สามารถยกระดับฝีเท้าเก่งขั้นเทพหากนักเตะย้ายซบ ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล วางแผนที่จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับทีมในช่วงเวลานี้ โดยพวกเขาเล็งที่จะควักกระเป๋าเพื่อเสริมทัพเมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดตัว แน่นอนว่ามีนักเตะหลายคนที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ สนใจที่จะดึงมาร่วมสังกัด เพื่อยกระดับความโหดให้กับ "หงส์แดง" ในซีซั่นใหม่

เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา "เดอะ เร้ดส์" ไม่ได้ใช้เงินอะไรมากนักในการเสริมทัพ โดยพวกเขาได้ตัว อาเดรียน นายทวารมากประสบการณ์มาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัว ขณะเดียวกันก็ใช้เงินในการซื้อ ทาคูมิ มินามิโนะ เพลย์เมกเกอร์ชาวญี่ปุ่น จาก เร้ดบูลล์ส ซัลซ์บวร์ก เพียงแค่ 7.25 ล้านปอนด์ (ราว 275.5 ล้านบาท) เมื่อเดือนมกราคม

จะว่าไปแล้ว คล็อปป์ ก็เป็นหนึ่งในกุนซือที่สามารถเค้นฟอร์มเก่งของลูกทีมออกมาได้หลายต่อหลายคน ดูได้จากผลงานของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นต้น

 แน่นอนว่านักเตะที่ได้รับการปลุกปั้นจากมันสมองของ คล็อปป์ ประสบความสำเร็จมากมาย และงานนี้ "เดลี่ สตาร์" เชื่อว่าหากผู้เล่น 3 คนที่ "หงส์แดง" เล็งที่จะดึงมาร่วมทีมช่วงซัมเมอร์นี้ ก็มีโอกาสสูงที่พวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์หากได้รับการบ่มเพาะศาสตร์ลูกหนังจาก กุนซือหน้าเปื้อนยิ้ม
 
1. อดาม่า ตราโอเร่

ปีกหุ่นนักกล้ามจากวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ เป็นที่หมายปองของ คล็อปป์ อย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่นักเตะโชว์ฟอร์มเฉิดฉายในแมตช์ที่นำทัพ "หมาป่า" ปะทะ "หงส์แดง" ทั้ง 2 เกมในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

 อดีตเทรนเนอร์ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต้องเจอกับงานยากลำบากในการวางแผนจัดการกับ ดาวเตะชาวสแปนิช ไม่เชื่อลองไปถาม โรเบิร์ตสัน ได้เลยว่าต้องเจอกับงานหินชนิดแทบอ้วกแตกขนาดไหนในการรับมือกับ ตราโอเร่

ต้องยอมรับว่า อดีตดาวเตะ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ดูเหมือนเขาจะพบกับฟอร์มการเล่นที่เหมาะกับตัวเองในเกมลูกหนังเมืองผู้ดี แม้ก่อนหน้านี้เขาจะเริ่มต้นไม่ค่อยโสภาสถาพรกับ มิดเดิลสโบรช์ ก็ตามที

 อย่างไรก็ตามผลงานกับ วูล์ฟส์ ในซีซั่นนี้บอกเลยว่าเตะตาโดนใจ คล็อปป์ สุดๆ โดยเขาซัดไปแล้ว 4 ประตู กับ 7 แอสซิสต์ ในเกมลีกซีซั่นนี้ แต่เชื่อได้เลยว่าหาก แข้งกล้ามโตวัย 24 ปี ย้ายมาสวมเครื่องแบบ "หงส์แดง" งานนี้สถิติต่างๆ ในเกมรุกของเขาจะเพิ่มขึ้นแบบเขย่งก้าวกระโดดแน่นอน

2.ดีเอโก้ คาร์ลอส

สำหรับดาวเตะชาวบราซิเลียนรายนี้ ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ เซบีย่า โดยเขาช่วยให้ต้นสังกัดรั้งอันดับ 3 ในตารางศึกลา ลีกา และแน่นอนว่าด้วยฟอร์มการเล่นที่แข็งแกร่งของ ดีเอโก้ คาร์ลอส เป็นจุดที่ คล็อปป์ ต้องการดึงมาร่วมทีมอย่างมาก

 คาร์ลอส ต้องระหกระเหินกับการเล่นหลากหลายสโมสรทั้งในประเทศฝรั่งเศส และโปรตุเกส แต่สิ่งนี้ช่วยฟูมฟักฝีเท้าของเขา และสามารถระเบิดฟอร์มที่แข็งแกร่งเมื่อได้รับโอกาสมาเล่นให้กับ เซบีย่า เมื่อปี 2019

ผลงานของ กองหลังวัย 27 ปีรายนี้จะยิ่งโดดเด่นมากขึ้นหากได้ กุนซือเลือดด๊อทย์ช คอยทำหน้าที่แนะนำแนวทางเจ๋งๆ ให้กับเขา รวมไปถึงการที่ คาร์ลอส จะได้เล่นร่วมกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ยิ่งทำให้เขามีโอกาสพัฒนาศักยภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า

 ที่สำคัญหากมองแนวรับของ ลิเวอร์พูล ที่นอกจาก ฟาน ไดค์ แล้วก็มีแค่ โฌเอล มาติป, เดยัน ลอฟเรน และ โจ โกเมซ ฉะนั้นหาก คล็อปป์ ได้ คาร์ลอส มาจับคู่กับ ปราการหลังชาวดัตช์ บางทีนี่อาจจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ครองอำนาจในพรีเมียร์ลีกได้อีกหลายปีก็ได้
 
3.มิลอต ราชิซ่า

ไม่มีใครปฏิเสธว่า  มิลอต ราชิซ่า กองกลางแวร์เดอร์ เบรเมน ทำผลงานส่วนตัวได้อย่างโดดเด่นกับสโมสร และเขาเป็นหนึ่งในนักเตะที่ ลิเวอร์พูล กาหัวเอาไว้ว่าอยากได้มาเสริมแกร่ง และเชื่อว่าหากนักเตะมาเล่นให้กับ คล็อปป์ คงจะพัฒนาฝีเท้ามากยิ่งกว่านี้

 แม้ว่าผลงานของทัพ "นกนางนวล" จะดำดิ่งเรียดดินในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ฤดูกาลนี้ เพราะพวกเขารั้งอันดับรองบ๊วยสุ่มเสี่ยงที่จะตกชั้นมากๆ แต่สำหรับฟอร์มการเล่นส่วนตัวของ ราชิซ่า สวนทางกับฟอร์มของต้นสังกัดอย่างเห็นได้ชัด

 ดาวเตะวัย 23 ปี เป็นผู้เล่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ พร้อมกับทักษะและเทคนิคในการครองบอลที่สุดยอด และพรสวรรค์ชั้นยอดของเขาค่อยๆ ผลิดอกออกผลทั้งการยิงประตู และการแอสซิสต์ให้กับ เบรเมน และทีมชาติโคโซโว

ราชิซ่า ตะบันไปแล้ว 10 ประตู กับ 5 แอสซิสต์จากการเล่นทุกรายการให้กับ เบรเมน ซึ่งลองคิดดูก็แล้วกันว่าต้นสังกัดฟอร์มย่ำแย่ แต่นักเตะสามารถโชว์ฟอร์มได้ขนาดนี้ ฉะนั้นหากเขามีโอกาสได้ย้ายมาทำงานร่วมกับ คล็อปป์ แน่นอนว่า คล็อปป์ จะรีดศักยภาพชั้นยอดของนักเตะออกมาจนกลายเป็นห้องเครื่องสำคัญของ "หงส์แดง" ชัวร์

 สำหรับ ลิเวอร์พูล พวกเขาขาดนักเตะจอมสร้างสรรค์เกมไปในฤดูกาลนี้ และมีความเป็นไปได้ว่าหาก ดาวเตะทีมชาติโคโซโว ได้ คล็อปป์ ช่วยฝึกปรือฝีเท้า ดีไม่ดีเขาอาจจะทำผลงานได้สุดยอดเหมือนที่ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สร้างเอาไว้กับทีมก็ได้

 แม้บางคนอาจบอกว่าเป็นการอวย คล็อปป์ เกินไปหรือเปล่า แต่จากผลงานที่เขาสร้างเอาไว้กับ ดอร์ทมุนด์ และปัจจุบันกับ ลิเวอร์พูล คงเป็นเครื่องหมายการันตีว่า กุนซือเลือดด๊อยท์ช คือหนึ่งในโค้ชที่เค้นศักยภาพของนักเตะออกมาได้เต็มสูบจริงๆ

แข้งเป้าหมายลิเวอร์พูลยิงอย่างโหด!ย้อนชม 5 สุดยอดประตูโซโล่เดี่ยวในศึกบุนเดสลีกา2019/20



ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนรีสตาร์ทศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำฤดูกาล 2019/20 ที่จะเริ่มฟาดแข้งกันในคืนวันพรุ่งนี้แล้ว เลยอยากจะเรียกน้ำย่อยด้วยการย้อนชม 5 สุดยอดการทำประตูสไตล์โซโล่เดี่ยว ตลอดช่วงที่ผ่านมาของฤดูกาลนี้ ซึ่งบอกเลยว่า นักเตะที่กำลังมีข่าวเกี่ยวโยงกับ ลิเวอร์พูล ยิงได้ดุดันเหลือเกิน

 5. อามีน ฮาริต (ชาลเก้ 04) VS ไมนซ์  05 (20 ก.ย. 2019)

นอกจากเป็นประตูชัย 2-1 ของ ชาลเก้ ที่มาได้ในช่วงท้ายเกมแล้ว (นาทีที่ 89) ยังเป็นประตูที่งดงามมากๆ จากแข้งตัวเก่งของทีมอย่าง ฮาริต ที่โชว์ทักษะการครองบอล ก่อนลากเข้าไปยิงไซด์ก้อย ส่งบอลโค้งๆ มุดเข้ามุมล่างประตูอย่างสุดสวย

 4. เอลเลียส สกีรี่ (เอฟเซ โคโลญจน์) VS ไฟร์บวร์ก (31 ส.ค. 2019)

เป็นประตูสำคัญเช่นกัน เพราะมันคือประตูชัย 2-1 ของทัพ "แพะบ้า" ที่มาได้ในนาทีที่ 90+1 โดย สกีรี่ พาบอลลุยมาเองตั้งแต่ตรงกลางสนาม มุ่งหน้าเข้ากรอบเขตโทษ ก่อนยิงแบบจิ้มๆ ด้วยปลายเกือกข้างซ้าย ส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย ชนิดที่แฟนบอลเจ้าถิ่นงงกันทั้งสนาม 

 3. มิลอต ราชิซ่า (แวร์เดอร์ เบรเมน) VS บาเยิร์น มิวนิค (14 ธ.ค. 2019)

แม้เกมดังกล่าว เบรเมน บุกไปพ่าย "เสือใต้" ยับเยินถึง 1-6 แต่ประตูขึ้นนำ 1-0 ของพวกเขาในนาทีที่ 24 บอกเลยว่า ยิงได้โหดมากๆ โดย ราชิซ่า ซึ่งเวลานี้มีข่าวกำลังได้รับความสนใจจาก ลิเวอร์พูล ได้พลิกบอลตรงบริเวณกลางสนาม ก่อนเลี้ยงจี้ เยโรม บัวเต็ง ไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ตบเข้าทางขวา และสบโอกาสกดเต็มข้อด้วยเท้าขวาจากระยะประมาณ 20 หลา ส่งบอลพุ่งเสียบใต้คาน ทำเอา มานูเอล นอยเออร์ ยอดนายทวาร บาเยิร์น ถึงหงายหลังเลยทีเดียว

 2. ติอาโก้ อัลกันตาร่า (บาเยิร์น มิวนิค) VS ไมนซ์ 05 (1 ก.พ. 2020)

เกมนี้ บาเยิร์น บุกคว้าชัยด้วยสกอร์ 3-1 โดยที่มีสกอร์นำห่าง 3-0 ตั้งแต่นาทีที่ 26 และไฮไลท์สำคัญคือประตูที่สามของพวกเขาที่ ติอาโก้ โชว์ลีลาสุดพลิ้ว ลากบอลผ่านนักเตะ ไมนซ์ 3 คน ก่อนหลุดเข้าไปกดด้วยเท้าซ้าย ส่งบอลทแยงมุมเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสุดสวย

 1. ยาไฟโร่ ดิลโรซุน (แฮร์ธ่า เบอร์ลิน) VS พาเดอร์บอร์น (21 ก.ย. 2019)

ประตูขึ้นนำ 1-0 ในชัยชนะ 2-1 ของทัพ "หญิงชรา" นัดนี้ เรียกได้ว่ามาจากความสามารถเฉพาะตัวของ ดิลโรซุน ล้วนๆ ที่ควบบอลมาเองจากตรงริมเส้นฝั่งซ้าย พาบอลผ่านนักเตะทีมเยือนไม่ต่ำกว่า 3-4 คน ก่อนจบสกอร์ด้วยเท้าซ้าย ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่าย ซึ่งถือว่าสมราคาที่ทาง bundesliga.com ยกให้เป็นเบอร์ 1 ใน Top 5 การทำประตูแบบฉายเดี่ยวฤดูกาลนี้

เห็นด้วยไหม! เปรียบเทียบสโมสรใน บุนเดสลีกา กับทีม พรีเมียร์ลีก

ในที่สุดฟุตบอลก็กลับมาลงแข่งกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดพักเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดย บุนเดสลีกา เยอรมนี หนึ่งในห้าลีกยักษ์ใหญ่ในยุโรป จะมีการประเดิมการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้

    เพื่อเป็นการต้อนรับความมันของเกมลูกหนังที่ห่างหายไปนานเกือบ 3 เดือน เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความตื่นเต้นครั้งนี้ด้วยการเปรียบเทียบ 18 สโมสรในลีกสูงสุดเมืองเบียร์ว่าควรเป็นทีมไหนในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    งานนี้ต้องบอกว่าเป็นแค่การเปรียบเทียบเอาแบบสนุกๆ อาจจะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ก็คิดซะว่าเป็นสีสันเพื่อต้อนรับการกลับมาของฟุตบอล กีฬาที่มีผู้คนชื่นชอบ และเฝ้าติดตามมากที่สุดในโลก !!

บาเยิร์น มิวนิค
อันดับในลีก : 1
เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค 
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

      เนื่องจาก "เสือใต้" เป็นยักษ์ใหญ่ในประเทศเยอรมนี และแน่นอนว่ามีทั้งคนรักและคนเกลียดทั่วบ้านทั่วเมือง

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : บาเยิร์น คว้าแชมป์ลีก 7 สมัยติดต่อกัน และคว้าแชมป์ลีกรวมแล้วถึง 29 สมัย พูดแบบชาวบ้านก็ประมาณยังไม่ทันลงแข่งก็แทบจะคว้าแชมป์แบบแบเบอร์
 
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
อันดับในลีก : 2
เทรนเนอร์ : ลูเซียน ฟาฟร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : ลิเวอร์พูล

 

     เพราะพวกเขามี เจอร์เก้น คล็อปป์ กุมบังเหียน ซึ่งก็เคยคุม "เสือเหลือง" แถมใช้ "ยู วิลล์ เนเวอร์ วอล์ก อะโลน" (You Will Never Walk Alone) เป็นเพลงประจำสโมสรเหมือนกันอีก อะไรมันจะเหมาะเจาะลงตัวขนาดนี้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : "เยลโล่ วอลล์" หรือ "กำแพงเหลือง" เปรียบได้กับสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก มันสามารถทำให้คู่แข่งถึงกับขาสั่น และต้องเสียสมาธิเมื่อเผชิญหน้ากับเหล่ากองเชียร์จำนวนมหาศาล คล้ายกับสนามแอนฟิลด์ไหมละ

แอร์เบ ไลป์ซิก
อันดับในลีก : 3
เทรนเนอร์ :   ยูเลียน นาเกิลส์มันน์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

 

     ง่ายๆ สั้นๆ เลยก็คือรวยนั่นแหละ แต่ "เรือใบสีฟ้า" ยังมีแฟนบอลทีมอื่นๆ ชื่นชอบ ส่วน ไลป์ซิก ไม่ใช่แบบนั่นนะซิ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พวกเขาพยายามสร้างทีมในสไตล์แบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เน้นกองหลัง 3 ตัว, มีนักเตะที่เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วนคนอื่นๆ เติมเกมบุกแบบบ้าคลั่ง
 
โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค
อันดับในลีก : 4
เทรนเนอร์ :  มาร์โค โรส
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : อาร์เซน่อล

 

 

     ก็ต้องบอกว่านี่คือทีมใหญ่ ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงยุค 70 แต่ปัจจุบันไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่เหมือนกับในอดีตได้เลย

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : นี่คือสโมสรที่ทำให้ทุกๆ คนต้องอมยิ้ม ยกตัวอย่างผับในสกอตแลนด์เรียกชื่อพวกเขาว่า "ทีมเยอรมัน" หลังจากปฏิเสธที่จะพยายามสะกดชื่อสโมสรแห่งนี้

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น
อันดับในลีก :  5
เทรนเนอร์ :  ปีเตอร์ บอสซ์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เชลซี

 

 

     การที่ทัพ "ห้างขายยา" ถูกเปรียบเทียบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะพวกเขามีนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงมากมาย แถมยังนำทีมลุ้นทำอันดับท็อปโฟร์ และมีโอกาสได้ไปเล่นในฟุตบอลถ้วยยุโรปฤดูกาลหน้าด้วย

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สโมสรที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนในศึกบุนเดสลีกา ก่อนจะเงียบหายไป แต่สำหรับฤดูกาลนี้พวกเขากำลังทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว
 
ชาลเก้ 04
อันดับในลีก : 6
เทรนเนอร์ :  เดวิด วากเนอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : สเปอร์ส

    นี่ก็คืออีก 1 สโมสรใหญ่ มีสนามที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในช่วงที่ผ่านมา

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : "ราชันสีน้ำเงิน" พยายามที่จะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังเมืองเบียร์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่สำเร็จ เนื่องจากฟอร์มของพวกเขายังขาดความคงเส้นคงวา แต่เรื่องความพยายามมีเต็มเปี่ยม
 
โวล์ฟสบวร์ก 
อันดับในลีก :  7
เทรนเนอร์ :  โอลิเวอร์ กลาสเนอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์

     เอาแบบง่ายๆเลยก็เพราะชื่อดันคล้ายๆ กัน แถมทั้งสองทีมยังทำผลงานได้ดี และยังไปได้สวยในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลนี้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : โฟล์คสวาเก้น ค่ายรถยนต์ชั้นนำ ซึ่งผลิตรถน่าสนใจมากมาย ให้การสนับสนุนสโมสรแห่งนี้ และพร้อมทุ่มเงินเพื่อสร้าง โวล์ฟสบวร์ก ให้เป็นสโมสรชั้นนำในลีกเมืองเบียร์

ไฟร์บวร์ก
อันดับในลีก : 8
เทรนเนอร์ :  คริสเตียน ชไตรช์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เบิร์นลี่ย์

     นี่เป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ท้าทายหลังจากที่พวกเขาสร้างทีมด้วยสปิริต และพยายามผลักดันให้ทีมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สนามของพวกเขาเป็นแบบดั่งเดิม อาจจะไม่ได้ดูใหญ่โต แต่ยังคงมีมนต์ขลัง คงน่าเสียดายหากพวกเขาย้ายไปเล่นสนามอื่นในฤดูกาลหน้า
 
ฮอฟเฟ่นไฮม์ 
อันดับในลีก :  9
เทรนเนอร์ :  อัลเฟรด ชรอยเดอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เลสเตอร์ ซิตี้

 

    พยายามที่จะท้าทายอันดับท็อปโฟร์ และพร้อมลงทุนเมื่อจำเป็นต้องทำ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : เป็นทีมที่มีอนาคต ค่อยๆ สร้างทีมจากระดับรากหญ้า ในปี 2000 จนกระทั่งได้ตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

โคโลญจน์ 
อันดับในลีก : 10
เทรนเนอร์ :  มาร์คุส กิสโดล
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

     สนามที่โดดเด่น แฟนบอลบ้าคลั่ง เป็นทีมที่เวลาเล่นดีก็ดีใจหายซะด้วย

     เหตุผลที่ควรสนับสนุน : มาสค็อต หรือตัวนำโชคของพวกเขาเป็นแพะที่ชื่อว่า "เฮนเนส" โดย ลูคัส โพดอลสกี้ อดีตกองหน้าของพวกเขารักเมืองนี้มากๆ ถึงขนาดลงทุนเปิดร้านเคบับที่นี่
 
ยูเนียน เบอร์ลิน 
อันดับในลีก :  11
เทรนเนอร์ :  อูร์ส ฟิชเชอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

     ได้เลื่อนชั้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยังทำผลงานได้เซอร์ไพรส์สุดๆ ในบุนเดสลีกา

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พยายามที่จะพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง โดยสนามเหย้าของพวกเขาในปัจจุบันมีการสร้างใหม่เพื่อแฟนบอล

ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต
อันดับในลีก :  12
เทรนเนอร์ :  อาดี้ ฮึทเทอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เอฟเวอร์ตัน

     นี่คงจะเป็นอันดับที่สูงที่สุดในตารางลีกของพวกเขา แต่บ่อยครั้งที่สโมสรแห่งนี้มักจะคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยมากกว่าแชมป์ลีก

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน :  เป็นสโมสรที่มีตำนานมากมาย และพยายามที่จะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ
 
แฮร์ธ่า เบอร์ลิน
อันดับในลีก :  13
เทรนเนอร์ :  บรูโน่ ลับบาเดีย
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 

 

     สโมสรจากเมืองหลวง ลงเล่นในสนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม แต่บ่อยครั้งที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พวกเขาสร้างสีสันให้วงการลูกหนังเสมอ เจอร์เก้น คลินส์มันน์ ทำเรื่องสุดช็อกกับสโมสรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ค

เอาก์สบวร์ก 
อันดับในลีก : 14
เทรนเนอร์ :    ไฮโค แฮร์ริช
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : ไบรท์ตัน หรือ วัตฟอร์ด

     สโมสรที่มุ่งมั่นจะอยู่รอดในลีกสูงสุด แต่ก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : แม้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงา บาเยิร์น (อยู่ในแคว้นบาวาเรีย)แต่พวกเขาก็ยังทำผลงานได้น่าสนใจในบุนเดสลีกา แถมยังโดดเด่นในการตกแต่งแสงไฟให้สนามเหย้าดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
 
ไมนซ์ 05
อันดับในลีก : 15
เทรนเนอร์ : อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : คริสตัล พาเลซ

     ก็ประมาณว่าเป็นทีมรองบ่อน แต่ก็สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องสู้กับทีมใหญ่

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : นี่คือสโมสรที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยค้าแข้ง และพัฒนาฝีมือการกุมบังเหียน โดยกุนซือจอมฉีกยิ้มเคยนำทีมขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุด และทำผลงานได้ดีเยี่ยม

ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ
อันดับในลีก :  16
เทรนเนอร์ :  อูเว่ รอสเลอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เซาธ์แฮมป์ตัน

     เป็นสโมสรที่เคยประสบความสำเร็จในยุค 70 โดยคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศมาแล้ว

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ของประเทศเยอรมนี แถมเมืองนี้ยังเคยมีซีรี่ส์ยอดฮิตทางจอแก้ว Auf Wiedersehen Pet และเป็นบ้านเกิดของ Kraftwerk วงแนวอิเล็กทรอนิค มิวสิค ในยุค 80 ซึ่งมีเพลงสุดฮิตอย่างเพลง The Model

แวร์เดอร์ เบรเมน
อันดับในลีก :  17
เทรนเนอร์ :  โฟลเรียน โคห์เฟลด์ท
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แอสตัน วิลล่า

    เคยเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ได้แชมป์มากมายในอดีต ด้วยขนาดทีมและสถานะของพวกเขา นี่คือสโมสรที่ไม่ควรจะต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้น

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : เบรเมน กำลังต้องพยายามอย่างหนักเพื่ออยู่รอดในบุนเดสลีกา พวกเขาเคยทำผลงานเป็นทีมระดับหัวแถว แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนะ

พาเดอร์บอร์น
อันดับในลีก :  18
เทรนเนอร์ :  สเตฟเฟ่น เบาม์การ์ท
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : นอริช หรือ บอร์นมัธ

    นี่คือทีมที่มีส่วนผสมของทั้งสองสโมสร โดยพวกเขาต้องพยายามดิ้นรนหนีการตกชั้นให้ได้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สโมสรที่ต้องการให้ทุกๆ คนช่วยสนับสนุน พวกเขาเพิ่งเลื่อนชั้นเมื่อปีที่ผ่านมาแถมมาในฐานะรองแชมป์ซะด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องเจอกับของจริง กระนั้นนี่คือทีมระดับรากหญ้าที่ไต่เต้าจากลีกล่างจนขึ้นมาลืมตาอ้าปากจนได้