อีกนิด! “มาติช” แนะเคล็ดลับนำแมนยูสู้ลิเวอร์พูลลุ้นแชมป์

เนมานย่า มาติช มิดฟิลด์จอมเก๋า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เชื่อในเวลานี้ทีมของตนยังจำเป็นต้องพัฒนาเรื่องฟอร์มการเล่นต่อไป และหากทำได้โอกาสที่จะเบียดสู้กับ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมทั้งทีมอื่นๆ ในการลุ้นแชมป์ลีกซีซั่นหน้า
    เนมานย่า มาติช กองกลางฟอร์มแรง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กระตุ้นเพื่อนร่วมสังกัด "ปีศาจแดง" ต้องพัฒนาฟอร์มการเล่นให้มากยิ่งขึ้นกว่านี้ หากพวกเขาต้องการที่จะก้าวขึ้นมาท้าทาย ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังทำผลงานได้อย่างสุดยอด ด้วยการสะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นมานานถึง 17 แมตช์ติดต่อกัน จากากรเล่นทุกรายการ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ที่เกมลีกรีสตาร์ท พวกเขาระเบิดฟอร์มไล่ถลุงคู่แข่งเป็นว่าเล่นพร้อมกับการโชว์ฟอร์มที่สุดโหดของ เมสัน กรีนวู้ด กับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ ปอล ป็อกบา

    มาติช ซึ่งตอนนี้ยึดตำแหน่งตัวจริงในแผงกองกลาง เผยว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องพัฒนาฟอร์มการเล่นในมากยิ่งขึ้นถ้าหากพวกเขาอยากยึดอำนาจในลีกมาจาก "หงส์แดง" กับ แมนฯ ซิตี้ "ผมบอกตามตรง มันยังไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทีมของเรา เพราะเรามีนักเตะดาวรุ่งหลายคน และยังขาดประสบการณ์ในเกมระดับสูง"

    "แต่นี่อยู่ในช่วงระยะเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของทีมเรา และผมคิดว่าในช่วง 2-3 ปีคงมีนักเตะอีกหลายคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น อย่างในกรณีของ มาร์คัส (แรชฟอร์ด), (อองโตนี่ย์) มาร์กซิยาล, กรีนวู้ด รวมทั้งนักเตะอีกหลายคนที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาจะได้ลงเล่นทุกเกม"

    "ผมมีความสุขที่ได้เห็นพวกเขาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะแบกความรักผิดชอบ และผมมั่นใจว่าทีมชุดนี้สามารถพัฒนาได้อีก มันเป็นเรื่องยากสำหรับเราในช่วงที่ผ่านมาเพราะเราขาดความแน่นอน แต่ผมคิดว่าทีมพร้อมมากขึ้น จากการมีประสบการณ์มากขึ้น ถ้าเราสามารถพัฒนาอีก 10 หรือ 20 เปอร์เซนต์ แน่นอนว่าเรามีโอกาสที่จะลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้า" มาติช ระบุ

“แรชฟอร์ด” โชว์เหนือ, “เดเคอา” หนึบ!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมบุกสอยพาเลซ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เก็บสามแต้มสำคัญได้สำเร็จ หลังบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยได้ประตูจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ช่วยกดคนละตุง แต่อีกคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ดาบิด เด เคอา ที่เกมนี้โชว์เซฟสวยๆ ได้หลายครั้ง และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนที่ลงเล่นในเกมนี้ 

11 ผู้เล่นตัวจริง

  – ดาบิด เด เคอา : 8
  ได้ออกแรงเซฟตั้งแต่ต้นเกม และเซฟได้เยี่ยมอีกครั้งในช่วงท้ายครึ่งแรก โดยเฉพาะจังหวะบินปัดลูกยิงฟรีคิกของ ลูก้า มิลิโวเยวิช แถมช่วงท้ายเกมมีชอตเซฟลูกยิงของ ซาฮา ด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งพระเอกของทีมในแมตช์นี้

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 6
  มีอาการล้าอย่างเห็นได้ชัด เจอปัญหาหลายครั้งยามที่ต้องดวลกับ ซาฮา 

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 6
  แม้เป็นเกมที่ทีมเก็บคลีนชีตได้ แต่ไม่ใช่วันที่ดีนักสำหรับ ลินเดอเลิฟ เพราะหลายครั้งดูเชื่องช้า และเกือบทำเสียจุดโทษในจังหวะปะทะกับ ซาฮา

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : 7.5
  มีจังหวะสกัดสวยๆ ให้เห็น แถมขึ้นมาลุ้นทำประตูจากลูกเตะมุมได้เสียวหลายครั้ง แต่ช่วงท้ายเกมมีจังหวะเสียท่าให้ ซาฮา กระนั้นโดยรวมถือว่าคุมแนวรับได้เยี่ยม

– ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ : 7
  ได้สตาร์ทเป็นตัวจริงแบบเหนือความคาดหมาย แต่โดยรวมทำผลงานได้โอเค อาจไม่ได้มีส่วนช่วยเกมรุกมากนัก นั่นก็เป็นเพราะเจ้าตัวเน้นเล่นเกมรับเป็นหลัก 

 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ : 6 
  ไม่ใช่วันที่ดีสำหรับหนุ่มเลือดวิสกี้ เพราะช่วยเบรกเกมแดนกลางของเจ้าถิ่นไม่ค่อยได้ ก่อนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง 

 – ปอล ป็อกบา :  6.5
  ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก เน้นไปในทางช่วยผ่านบอลและขึ้นเกมเป็นหลัก
 
 – เมสัน กรีนวู้ด : 6.5
  อาจจะค่อนข้างเงียบ และมีโอกาสได้ลองยิงแค่หนเดียว แต่ทำได้ดีในการพาบอล ก่อนถูกถอดออกช่วงครึ่งหลัง ซึ่งดูแล้วสภาพร่างกายยังไม่เต็มร้อย แม้ผ่านเช็คความฟิตลงเล่นเกมนี้ได้

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 7.5
  แม้ไม่ได้เป็นแอสซิสต์ แต่ก็มีส่วนสำคัญกับทั้งสองประตูที่ทีมทำได้ แถมเกือบยิงเองได้ด้วย ถือเป็นเกมที่น่าประทับใจสำหรับเจ้าตัว ถึงแม้ไม่ใช่วันที่เล่นได้ท็อปฟอร์มก็ตาม

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 8
  เหนือชั้นและเยือกเย็นมากๆ ในจังหวะยิงประตูขึ้นนำ 1-0 แถมเป็นคนแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล จบสกอร์ 2-0 ด้วย

 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล : 7.5
  เป็นอีกเกมที่เล่นได้ดี มีความดุดันแถมมั่นใจ และจบสกอร์ลูก 2-0 ได้เฉียบขาด 

 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – เจสซี่ ลินการ์ด (แทน กรีนวู้ด น. 63) : 6
  ดูมีความมุ่งมั่นกับการเล่นดี แต่ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

 – เนมานย่า มาติช (แทน แม็คโทมิเนย์ น. 63) : 6.5
  อาจจะมีกั๊กจังหวะกับ แม็กไกวร์ ช่วงท้ายเกม แต่โดยรวมลงไปช่วยให้แดนกลางดูแน่นขึ้น

 

มาร์กซิยาลเจ๋ง,กรีนวู้ดหาย(เงียบ)!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมเจ๊าเซาแฮมป์ตัน

 "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดขึ้นที่ 3 แบบน่าเจ็บใจ หลังทำได้แค่เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา แถมเป็นการเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เกมที่ดีสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะเกมรุกไม่ดุดันเหมือนหลายเกมที่ผ่านมา แถมเกมรับก็มาพลาดในช่วงเวลาที่สำคัญ และนี่คือผลสอบของลูกทีม โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แต่ละคนที่้ลงเล่นในแมตช์นี้
11 ผู้เล่นตัวจริง
 
  – ดาบิด เด เคอา : 6
  โชว์ซูเปอร์เซฟลูกยิงของ นาธาน เร้ดมอนด์ ช่วงท้ายเกมได้อย่างยอดเยี่ยม แต่สุดท้ายทีมก็โดนส่องประตูตีเสมอช่วงทดเจ็บ

 – อารอน วาน-บิสซาก้า : 6
  ไม่ใช่เกมที่ดีนักสำหรับเจ้าตัว ดูล้าๆ และมีปัญหาในการรับมือกับ นาธาน เร้ดมอนด์ อย่างชัดเจน

 – วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ : 6.5
  จริงๆ แล้วเกือบมีเกมที่ดี มีจังหวะสกัดสวยๆ หลายครั้งทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลัง ทว่าสุดท้ายก็มาเสียท่า เพราะจัดการกับ ไมเคิ่ล โอบาเฟมี่ ไม่ดีในจังหวะเสียประตูตีเสมอ 2-2  
 

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (กัปตันทีม) : 6
  จังหวะเสียประตูแรกถือว่าปิด สจ๊วร์ต อาร์มสตรอง ไม่ดี และโดยรวมถือว่าเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ถึงแม้ไม่มีชอตผิดพลาดแบบชัดเจนก็ตาม

 – ลุค ชอว์ : 7
  เป็นเกมที่น่าประทับใจทีเดียว ช่วยเติมเกมรุกได้ดี เกมรับก็โอเค แต่โชคร้ายมีปัญหาบาดเจ็บ จนถูกเปลี่ยนตัวออกช่วงครึ่งหลัง
 

 – ปอล ป็อกบา : 6.5
  พลาดเองเต็มๆ กับจังหวะเสียบอลแดนตัวเอง จนนำไปสู่การเสียประตู จากนั้นก็มีชอตเสียบอลง่ายๆ อีกหนึ่งดอก ทว่าหลังจากนั้นกลับมีส่วนร่วมกับทั้งสองประตูที่ทีมได้ ถือเป็นการแก้ตัวที่ดี แต่รวมๆ แล้วไม่ใช่เกมที่น่าพอใจมาก ก่อนถูกถอดออกช่วงครึ่งหลัง

 – เนมานย่า มาติช : 7
  อาจดูไม่โดดเด่น แต่ช่วยแดนกลางได้เยอะทีเดียว เพราะชนะในการแท็กเกิ้ลถึง 5 หน  
 

 – เมสัน กรีนวู้ด : 6
  เป็นเกมที่เงียบมากสำหรับเจ้าหนูวัย 18 ปี มีส่วนร่วมกับเกมน้อย และไม่มีโอกาสยิงแม้แต่ครั้งเดียว  

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 6.5
  แม้เป็นคนแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล ยิงประตูพลิกนำ 2-1 แต่โดยรวมไม่ใช่เกมที่ดีของ บรูโน่ สักเท่าไร

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด : 7
   จบสกอร์ประตูตีเสมอ 1-1 ได้เฉียบขาด พาบอลเล่นงานแนวรับทีมเยือนได้บ่อยๆ ในช่วงครึ่งแรก ทว่าช่วงครึ่งหลังกลับมีจังหวะยิงออกจ่อๆ อย่างน่าเสียดาย
 
 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล : 8
  ได้บอลหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงตั้งแต่ต้นเกม แต่ไม่สามารถส่งบอลผ่านมือนายประตูทีมเยือนได้ ก่อนที่จะแก้ตัวด้วยการแอสซิสต์ให้ แรชฟอร์ด ยิงตีเสมอ 1-1 และหลังจากนั้นก็ยิงเองอย่างสุดสวยเป็นประตูพลิกนำ 2-1 แถมมีจังหวะสร้างโอกาสสวยๆ ให้ แรชฟอร์ด ลุ้นจบสกอร์ช่วงครึ่งหลัง ถือเป็นเกมที่น่าประทับใจสำหรับเจ้าตัว แม้ช่วงท้ายเกมมีจังหวะยิงหลุดกรอบแบบน่าผิดหวังก็ตาม
 

สำรองที่ได้ลงเล่น
 

 – เฟร็ด (แทน ป็อกบา น. 63) : 6
  ไม่ได้ช่วยสร้างความแตกต่างอะไรมาก

 – เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ (แทน ชอว์ น. 75) : 6
  ช่วยเกมรับได้แข็งแกร่ง แต่โชคร้ายได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออก

 – แดเนี่ยล เจมส์ (แทน กรีนวู้ด น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้
 
 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ (แทน แฟร์นันด์ส น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

แมนยูร่วง – เซ่น “ไบยี่”!เชลซีโชว์แจ่มไล่อัดซิวชัยลิ่วชิงดำอาร์เซน่อลศึกเอฟเอคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องกระเด็นตกรอบเสียแล้วหลังโดน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ระเบิดฟอร์มแกร่งไล่อัดพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-3 โดยเกมนี้ เอริก ไบยี่ กองหลังผีแดงส่อเจ็บหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้ เชลซี จะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด 1   –   3 เชลซี

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

     นัดนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 4 ของฤดูกาลนี้ของทุกรายการ และ 3 นัดที่ผ่านมาเป็นฝั่งแมนยูที่คว้าชัยไปได้ทั้งหมด
   
     เริ่มเกมเป็นทางแมนยูได้เขี่ยลูกเริ่มเล่นก่อน ผ่านมาถึงนาทีที่ 5 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดยาวให้ แดเนียล เจมส์ กวดยาวหวังเล่นบอลแต่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าบอลแรงเลยไปเข้ามือ วิลลี่ กายาเยโร่ นายด่านตัวสำรองเชลซีรับไว้และเล่นต่อไปไร้ปัญหา

    ทั้งสองทีมยังต่อบอลสู้กันที่แดนกลาง นาทีที่ 10 เชลซี ได้โอกาสจบสกอร์เป็น รีซ เจมส์ ที่ตะบันไกลระยะประมาณเกือบ 30 หลาทางฝั่งขวาบอลพุ่งส่ายตรงกรอบแต่ไม่ห่างตัว เด เคอา ที่เกร็งมือทุบบอลออกไปได้

   

 นาทีที่ 15 สิงโตน้ำเงินครามเกือบได้เฮก่อนเมื่อ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนจะเปิดโด่งโค้งไปเข้าหัว มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ได้โขกเน้นๆ แต่บอลหลุดออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 22 ยังคงเป็นเชลซีที่ครองเกมได้มากกว่า เอริก ไบยี่ พยายามโหม่งเคลียร์แต่บอลดันไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท ที่ไม่รอช้าหวดด้วยเท้าขวาทันทีแต่ยังดีมี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีและบล็อกบอลไว้ได้

    10 นาทีต่อมา ทัพอสูรแดงได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกระยะประมาณ 24 หลาหน้ากรอบเขตโทษ จากการที่ เฟร็ด โดน มาเตโอ โควาซิช สอยด้านหลัง และเป็น บรูโน่ รับหน้าที่สังหารวิ่งเข้ามาซัดเข้ากรอบแต่ไปตรงตัว กาบาเยโร่ กระโดดปัดออกไปไม่ยากนัก

  

นาทีถัดมาเชลซีได้ลุ้นอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท ได้ซัดหน้ากรอบเขตโทษแมนยูแต่ทิศทางไม่ค่อยดีบอลไหลไปเข้ามือ เด เคอา รับไว้สบาย

    นาทีที่ 37 แมนยูได้ลูกฟรีคิกระยะเกือบ 35 หลา จากจังหวะที่ บรูโน่ โดน มาเตโอ โควาซิช เข้าตัดฟาวล์ และเป็น แรชฟอร์ด รับหน้าที่ยิงไกลแต่ดันไปติดบล็อกแข้งสิงห์เต็มๆ ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย

    เปลี่ยนมาเป็นโอกาสของเชลซีบ้าง นาทีที่ 39  เมสัน เมาน์ท ใช้ความสามารถเฉพาะตัวกระชากพาบอลไปสุดริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดยัดโด่งมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า ได้โขกเต็มๆ แต่ทิศทางยังคงไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกไปอย่างสุดเสียว

  

 นาทีที่ 42 เกมต้องหยุดฉะงักไปพักใหญ่เหตุเพราะ แม็กไกวร์ ที่กำลังเบียดแย้งโหม่งกับ ชิรูด์ แต่ดันถูก ไบยี่ ถอยหลังเข้ามาโขกเต็มๆ ที่หางคิ้วด้านขวา ส่งผลให้ แม็กไกวร์ บาดเจ็บมีแผลแตกทำเอาแพทย์สนามต้องลงมาประถมพยาบาลและสามารถเล่นต่อไปได้

    ในขณะที่ ไบยี่ ก็มีแผลแตกตรงกลางศรีษะเช่นกันและดูเหมือนอาการจะหนักกว่าทีมแพทย์ต้องใช้อุปกรณ์บล็อกที่คอ และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ตัดสินใจเปลี่ยน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงมาเล่นแทนทันที

   

 เกมกลับมาเล่นกันต่อ นาทีที่ 45+ 7 มาร์กซิยาล ที่พยายามยื่นเท้าเข้าไปแย้งในจังหวะเคลียร์บอลของ คูร์ท ซูม่า ทำให้ มาร์กซิยาล ถูกหวดเต็มๆ ที่ข้อเท้าจนลงไปกองกับพื้นจนเพื่อนร่วมทีมต้องเตะบอลทิ้งและแพทย์สนามลงไปดูอาการอีกครั้งแต่ไม่เป็นอะไรมาก

   เชลซี ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 45+11 จากจังหวะทำเกมรุกขึ้นมาทางฝั่งขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำชิ่งกับ วิลเลี่ยน ก่อนจะจ่ายบอลกลับให้ อัซปิลิกวยต้า อีกครั้งได้หลุดไปเกือบสุุดเส้นหลังแล้วเปิดบอลเลียดยัดไปที่เสาแรกและเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ใช้สัญชาตญาณจอมล่าตาข่ายวิ่งเข้ามาดีดบอลด้วยข้างเท้าซ้ายระยะไม่ถึง 5 หลาผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พยายามป้องกันแต่ด้วยระยะที่ใกล้เกินไปทำให้รับไม่อยู่บอลหลุดไหลเข้าประตูไป

    จบครึ่งแรก เชลซี ออกนำแมนยูไปก่อน 1-0

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังนาทีที่ 46 เชลซี ออกนำห่าง 2-0 จากจังหวะจ่ายบอลพลาดของ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แล้วโดน เมสัน เมาน์ท ตัดบอลไว้ได้ก่อนกระชากลากจี้แล้วซัดไกลเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตรงกรอบทำท่าจะไม่มีอะไรแต่ ดาบิด เด เคอา ล้มตัวรับรอดแขนเข้าไปซะอย่างนั้น

    นาทีที่ 50 เชลซี บุกขึ้นมาทางฝั่งขวาที่ เมสัน เมาน์ท แล้วเปิดบอลยัดไปในเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่วิ่งโฉบเข้ามาเก็บบอลแต่เจ้าตัวดันจับบอลยาวไหลออกหลังไป

    2 นาทีถัดมา แมนยูได้ลุ้นทวงประตูคืน แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปยิงทางฝั่งซ้าย แต่ด้วยมุมที่มีน้อยและ กาบาเยโร่ ยืนปิดมุมดีทำให้ แรชฟอร์ด ซัดหลุดออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 56 โซลชา เสริมเกมรุกโดยเปลี่ยน ปอล ป็อกบา ลงมาแทน เฟร็ด และ เมสัน กรีนวูด ลงมาแทน แดเนียล เจมส์

    นาทีถัดมา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เติมเกมขึ้นมาแล้วได้ตั้งป้อมยืนโขกเน้นๆ แต่บังคับทิศทางไม่ดีไปตรงตัว กาบาเยโร่ ที่ยืนอยู่กลางประตูรับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 58 เชลซี เกือบได้ประตูที่สาม รีซ เจมส์ หักข้อเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้ตวัดยิงไปแฉลบ เนมานย่า มาติช บอลเปลี่ยนทางทำท่าจะพุ่งเข้าเสาไกลแต่ เด เคอา ทะยานตัวปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    นาทีที่ 63 แมนยูได้ลูกฟรีคิกตรงมุมกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาจากจังหวะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เข้าไปโขกหัวของ เมสัน กรีนวูด และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ก็ไม่ได้ลุ้นอะไรแข้งสิงห์ช่วยกันโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 65 แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้โอกาสโขกเต็มๆ ในเขตโทษเชลซีอีกครั้งแต่ก็ยังคงบังคับทิศทางไม่ดีส่งผลให้บอลหลุดออกหลังไปอีกตามเคย

    นาทีที่ 71 มีใบเหลืองแรกของเกมเกิดขึ้นและเป็น ปอล ป็อกบา ที่เข้าไปย้ำใส่ มาเตโอ โควาซิช ทำให้ ไมค์ ดีน ท่านเปาเกมนี้ไม่รอช้าเปาฟาวล์ให้เชลซีและคาดโทษ ป็อกบา ทันที

    ดูเหมือนว่าเกมแมนยูจะไม่มีอะไรดีขึ้น นาทีที่ 74 เชลซีนำห่าง 3-0 จากจังหวะจ่ายบอลของ เมสัน เมาน์ท ทางฝั่งขวาให้ อลอนโซ่ หลุดขึ้นไปเปิดยัดแรงเข้าไปในกรอบเขตโทษผีแดงและเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พยายามยื่นเท้าเข้ามาตัดบอลแต่โดนผิดเหลี่ยมกลายเป็นเข้าประตูตัวเองไป หมดปัญญาที่ เด เคอา พยายามป้องกันแล้วแต่ไม่ทัน

    นาทีที่ 78 แมนยูมีโอกาสลุ้นจากลูกเตะมุม บรูโน่ เปิดไปเข้าหัว เนมานย่า มาติช ที่ได้โขกกดลงพื้นจ่อๆ แต่จังหวะไม่เป็นใจบอลกระดอนลอยข้ามคานไปอย่างเหลือเชื่อ

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 85 แมนยูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 เมื่อได้ลูกจุดโทษจากจังหวะ จ่ายบอลของ บรูโน่ ให้ มาร์กซิยาล และถูก คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หวดเข้าที่ด้านหลัง และเป็น บรูโน่ เจ้าประจำรับหน้าที่สังหารกับท่าจิงโจ้กระโดดยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม เชลซี อัด แมนยู 3-1 ส่งผลให้ทัพสิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าไปชิงดำกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ส่วนแมนยูต้องอกหักร่วงตกรอบ

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – เอริก ไบยี่  (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.45+2), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ – เนมานย่า มาติช, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์, เฟร็ด (ปอล ป็อกบา น.56), อารอน วาน-บิสซาก้า (ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ น.79) – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.79), แดเนียล เจมส์ (เมสัน กรีนวูด น.56)
     ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.86), มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (เปรโด 90+1), วิลเลี่ยน (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.80) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.80)
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด  

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

จัดเต็มแนวรุก!คาดการณ์ 11 ตัวจริงแมนยูฟัดเชลซีเกมเอฟเอคัพรอบตัดเชือก

ถือเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ เพราะคืนนี้พวกเขามีคิวดวลกับ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ที่สังเวียนแข้ง เวมบลีย์ สเตเดี้ยม และล่าสุด เดอะ ซัน สื่อชั้นนำของอังกฤษ ได้คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริงของ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้กุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา น่าจะจัดเต็ม ต่อให้ยังต้องเน้นหนักในเกม พรีเมียร์ลีก ก็ตาม (ระบบ 4-2-3-1)

 – ผู้รักษาประตู : เซร์คิโอ โรเมโร่
  ด้วยการที่โปรแกรมเกมลีกเหลืออีกแค่ 2 นัด ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ โซลชา จะเลือกใช้งานนายทวารมือหนึ่งอย่าง ดาบิด เด เคอา แต่ โรเมโร่ ได้ลงเฝ้าเสาในถ้วยนี้มาตลอดตั้งแต่รอบ 3 (รวม 5 เกม) ดังนั้น โซลชา ก็น่าจะให้โอกาสกับ นายประตูชาวอาร์เจนไตน์วัย 33 ปี ต่อไป 

 – กองหลัง : อารอน วาน-บิสซาก้า, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์
  เกมนี้ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายตัวหลัก จะไม่ได้ลงเล่น เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บ ดังนั้นเจ้าหนู วิลเลี่ยมส์ จะได้รับโอกาสแทน ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กคงหนีไม่พ้น แม็กไกวร์ กับ ลินเดอเลิฟ เช่นเดียวกับ วาน-บิสซาก้า ในตำแหน่งแบ็กขวา

 

 – คู่มิดฟิลด์ตรงกลาง : ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช
  ป็อกบา ได้สตาร์ตเป็นตัวจริงแน่นอน ส่วนคนที่จะเล่นอยู่ข้างๆ ดาวเตะเฟร้นช์แมนนั้น ตัวที่มีประสบการณ์สูงอย่าง มาติช น่าจะได้รับโอกาสก่อนแข้งพลังหนุ่มอย่าง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ หรือ เฟร็ด

 

 – สามตัวรุก : เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด
  บรูโน่ ลงสนามรับบทเป็นตัวสร้างสรรค์เกมเช่นเคย ขนาบข้างด้วยสองจอมพลิ้วอย่าง แรชฟอร์ด และ กรีนวู้ด ถึงแม้ในรายของ "เจ้าไม้เขียว" ทำประตูไม่ได้มาสองเกมติดแล้วก็ตาม

 – หัวหอกตัวเป้า : อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
  โทษฐานที่ฟอร์มกำลังยอดเยี่ยม ดังนั้นในตำแหน่งหอกเป้าไม่น่าจะหนีพ้น มาร์กซิยาล ส่วน โอเดียน อิกาโล่ คงเป็นได้แค่ตัวทีเด็ดจากม้านั่งสำรอง

เปิดผลงาน3กองกลางตัวรับแมนยูใครน่ายึดตัวจริง?

เปิดผลงาน เฟร็ด, เนมานย่า มาติช และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ หลังทั้ง 3 คนต้องแย่งชิงตำแหน่งเดียวในตำแหน่งกองกลางตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังนำทัพ "ปีศาจแดง" ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครมาแล้ว 16 นัดติดต่อกันในทุกรายการ ก่อนมีโปรแกรมยกพลออกไปเยือน แอสตัน วิลล่า ทีมหนีตาย ในคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคมนี้ (02.15 น. ตามเวลาในประเทศไทย)

    ส่วนหนึ่งที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีผลงานเยี่ยมคือได้ ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส กลับมาประสานงานแดนกลางร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ขณะที่ตัวรับใช้ เนมานย่า มาติช ยืนตัดเกม ส่งผลให้ เฟร็ด และ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ต้องคอยโอกาสอยู่ที่ม้านั่งข้างสนามต่อไป

    วันนี้เราจะไปดูผลงานของทั้ง เฟร็ด, มาติช และ แม็คโทมิเนย์ ในฤดูกาลนี้กันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

    เฟร็ด

     เฟร็ด วัย 27 ปี ย้ายจาก ชัคเตอร์ โดเน็ตส์ค มาอยู่กับ "ปีศาจแดง" เมื่อปี 2018 ด้วยค่าตัวถึง 52 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,028 ล้านบาท) แต่ในฤดูกาลแรกยังทำผลงานได้ไม่ดี จนโดนแฟนบอลจำนวนมากวิจารณ์ โดยบางคนถึงกับบอกว่าเป็นบราซิลของปลอมกันเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาลนี้ เฟร็ด กลับมาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และยึดตำแหน่งตัวจริงก่อนที่ลีกจะหยุดพักไปเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และเมื่อลีกรีสตาร์ทก็หลุดไปเป็นสำรอง

    เฟร็ด ลงเล่นในลีกไป 27 นัด มีสถิติเข้าสกัดแม่นยำเฉลี่ย 2.2 ครั้งต่อเกม โดยในทีมเป็นรองแค่ อารอน วาน-บิสซาก้า (3.7) เท่านั้น

    นอกจากนั้น เฟร็ด ยังมีค่าเฉลี่ยตัดบอลสำเร็จ 1.4 ครั้งต่อเกม เป็นรองแค่ วาน-บิสซาก้า กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (1.9)

    เนมานย่า มาติช

    มาติช วัย 31 ปี เป็นตัวเลือกอันดับแรกของ โซลชา ในช่วงหลัง เนื่องจากทำผลงานและคุมเกมได้อย่างยอดเยี่ยมในชัยชนะเหนือทั้ง เชฟฯ ยูไนเต็ด, ไบรท์ตัน และ บอร์นมัธ

    ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้ "ปีศาจแดง" จับกองกลางเซิร์บ ต่อสัญญาไปจนถึงปี 2023 เป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าอาจจะเก็บกระเป๋าลาถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังจบฤดูกาลนี้

    มาติช มีสถิติเข้าสกัด 1.9 ครั้งต่อเกม หลังซีซั่นนี้ได้ลงเล่นในลีก 16 นัด โดยเข้าสกัด 31 ครั้ง ประสบความสำเร็จ 52 เปอร์เซ็นต์

    มาติช อาจมีสถิติส่วนตัวด้อยกว่า เฟร็ด ทั้งการเลี้ยงบอล, ผ่านบอล, วางบอลยาว, เข้าสกัด และตัดบอล อย่างไรก็ตาม ผลงานโดยรวมในช่วงนี้สมควรแล้วที่จะได้ลงตัวจริง
   
    สกอตต์ แม็คโทมิเนย์

    แม็คโทมิเนย์ ยึดตำแหน่งตัวจริงในช่วงต้นฤดูกาล โดยถือเป็นนักเตะห้องเครื่องที่เต็มไปด้วยพละกำลัง และช่วยขับเคลื่อนทีมได้แบบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย

    มิดฟิลด์ชาวสกอตต์ วัย 23 ปี ทำไป 5 ประตูในฤดูกาลนี้ โดยมีจุดเด่นที่เหนือกว่า มาติช และ เฟร็ด ในเรื่องการเติมเกมรุก โดยมีค่าเฉลี่ยวางบอลยาวอยู่ที่ 2.6 ครั้งต่อเกม นอกจากนั้น ยังมีค่าเฉลี่ยได้โอกาสยิง 1.3 ครั้งต่อเกม

    ส่วนเกมรับนั้น แม็คโทมิเนย์  มีสถิติเข้าสกัด 1.82 ครั้งต่อเกม หลังซีซั่นนี้ได้ลงเล่นในลีก 23 นัด โดยเข้าสกัด 42 ครั้ง ประสบความสำเร็จ 50 เปอร์เซ็นต์

“แม็กไกวร์” เจ๋งทั้งรับ-รุก”!ตัดเกรดแข้งแมนยูเกมเชือดนอริชลิ่ว4ทีมเอฟเอคัพ

 ลุ้นกันใจหายใจคว่ำเลยทีเดียวสำหรับสาวก "ปีศาจแดง" หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อเวลาพิเศษ บุกไปเชือด นอริช ซิตี้ 2-1 ในเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยได้ประตูชัยในนาทีที่ 118 จาก แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังกัปตันทีม และนี่คือผลสอบของบรรดาแข้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่นในแมตช์นี้

 

 11 ผู้เล่นตัวจริง
 
 – เซร์คิโอ โรเมโร่ : 6
  ตลอดทั้งเกมไม่มีเซฟเลย ส่วนประตูที่เสียก็ต้องยกเครดิตให้กับ ท็อดด์ แคนท์เวลล์ ที่ยิงได้สุดยอดด้วย 

 – ดีโอโก้ ดาโลต์ : 5
  ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับเจ้าตัว เพราะนอกจากเกมรุกที่ไม่ได้ช่วยอะไรมากแล้ว เกมรับยังมีจังหวะเล่นผิดพลาดหลายครั้ง

 – เอริค ไบยี่ : 6
  เกมนี้เล่นไม่ค่อยนิ่ง โดยเฉพาะช่วงต้นเกม 

 

 – แฮร์รี่ แม็กไกวร์ : 8.5
  สมกับเป็นหัวใจสำคัญของทีม เพราะนอกจากช่วยบล็อกลูกยิงหลายครั้งแล้ว ยังสวมบทเป็นฮีโร่ ด้วยการขึ้นมาทำประตูชัยให้กับทีมในช่วงต่อเวลาพิเศษด้วย

 – ลุค ชอว์ : 7
  มีผลงานที่ค่อนข้างน่าประทับใจ ช่วยเกมรับได้ดี แถมมีจังหวะเติมเกมรุกสวยๆ ให้เห็น 

 – สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ : 6.5
  บู๊แดนกลางได้ดุดัน แต่ยังไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดของเจ้าตัว

 – เฟร็ด : 6.5
  แม้ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่ก็ทำให้คู่แข่งผ่านบอลยาก

 – ฆวน มาต้า : 5
  ชัดเจนว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปเรียบร้อย ช้าลงไปเยอะ แถมมีส่วนร่วมกับเกมน้อย

 – บรูโน่ แฟร์นันด์ส : 7
  แม้เป็นเกมที่เล่นด้วยความยากลำบาก จูนกับเพื่อนไม่ค่อยติด แต่โดยรวมถือว่าโอเค โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมกับเกม

 

 – เจสซี่ ลินการ์ด : 5
  อาจจะไม่ได้เล่นในตำแหน่งที่ตัวเองถนัด แต่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะจังหวะลุ้นทำประตู

 – โอเดียน อิกาโล่ : 7
  เป็นเกมที่เล่นยาก ทว่าเจ้าตัวก็ยิงได้เยี่ยมมากๆ กับจังหวะทำประตูขึ้นนำ 1-0 แต่นั่นก็มาจากความผิดพลาดเองของแนวรับ นอริช ด้วย 

 
 สำรองที่ได้ลงเล่น

 – แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ (แทน ดาโลต์ น. 62) : 6.5
  ลงไปประจำการทางฝั่งขวาได้ไม่เลว

 

 – เมสัน กรีนวู้ด (แทน มาต้า น. 63) : 6
  มีลุ้นทำประตูตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่ลงไปเล่น แต่หลังจากนั้นทำอะไรไม่ได้มาก

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด (แทน ลินการ์ด น. 63) : 6
  ยังคงติดๆ ขัดๆ แต่มีความพยายามดี ได้ลุ้นยิงถึง 5 ครั้ง ทว่าตรงกรอบหนเดียว

 – เนมานย่า มาติช (แทน แม็คโทมิเนย์ น. 78) : 6.5
  ลงไปช่วยประคองเกมใช้ได้

 – ปอล ป็อกบา (แทน เฟร็ด น. 78) : 7
  ลงไปช่วยยกระดับเกมได้แบบทันตาเห็น และลูกเปิดอันยอดเยี่ยมของเขาก็นำไปสู่การได้ประตูชัย

 – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล (แทน ไบยี่ น. 96) : 6
  ไม่เฉียบขาดเหมือนเกมก่อนที่ทำแฮตทริกได้

มาร์กซิยาลคมกริบ! ตัดเกรดแข้งแมนยูฟอร์มหรูนัดถล่มเชฟฯยู

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโชว์ฟอร์มสุดหรูด้วยการถล่มคู่แข่งลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ถึงสามประตู ถือเป็นเกมที่ "ปีศาจแดง" เหนือกว่าทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือโอกาสทำประตู เกมนี้มีนักเตะหลายคนทำผลงานได้ดีแต่มีหนึ่งแข้งที่คว้า แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปด้วยคะแนนถึง 9 แต้ม เราไปดูผลสอบของนักเตะ "ผีแดง" กันเลย
ดาบิด เด เคอา 6

    เกมนี้โดนจับตามองเป็นพิเศษ​ แต่แทบไม่ได้ทำอะไรตลอดเกม ลูกยิงตรงกรอบหนึ่งครั้งของ เชฟฯยู ก็รับสบายๆ

อารอน วาน-บิสซาก้า 7

    เรื่องเกมรับไม่ได้เจองานยากเท่าไหร่ แต่เป็นนัดที่เขาโชว์ฟอร์มโดดเด่นมากในเกมรุก ทำแอสซิสต์ให้ มาร์กซิยาล ยิงประตู เปิดบอลเข้าในได้ลุ้นหลายจังหวะ มีพัฒนาการในการเติมเกมบุกมากขึ้น

วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ 7

    เป็นเกมที่สบายๆเพราะแนวรุกเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สร้างอันตรายไม่ได้เลย เคลียร์บอลไปมากถึง 7 ครั้ง เก็บคลีนชีทได้สำเร็จ

แฮร์รี่ แม็กไกวร์ 7

    เป็นอีกคนที่โดนวิจารณ์หนักเมื่อเกมที่แล้ว แต่นัดนี้อ่านเกมยอดเยี่ยม เก็บคลีนชีทได้ มีโอกาสได้โขกตุงตาข่ายแต่น่าเสียดายที่ทำฟาวล์ก่อน

ลุค ชอว์ 7

    เติมเกมรุกอย่างเมามันส์ถึงหน้าประตูคู่แข่งเลยก็ว่าได้ จนต้องมีตัดฟาวล์และโดนใบเหลือง จังหวะจับบอลและจ่ายบอลดูมีความมั่นใจ เปอร์เซ็นต์จ่ายบอลแม่นยำถึง 94.5%

เนมานย่า มาติช 8

    เป็นหัวใจหลักในแดนกลาง มีความนิ่ง จ่ายบอลง่ายๆ ดักบอลและเก็บบอลแบบอยู่หมัด  เล่นเนียนตาสุดๆ คอยเชื่อมบอลขึ้นแดนหน้าตลอด

ปอล ป็อกบา 7.5

    ออกสตาร์ทตัวจริงครั้งแรกในปีนี้ พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยม บอลแดนกลางไหลลื่นมาก สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมไปถึง 4 ครั้ง และเลี้ยงผ่านคู่แข่งอีก 5 ครั้ง

เมสัน กรีนวู้ด 6.5

    อาจจะไม่ได้มีอิมแพ็คกับเกมมากแต่ยังมีส่วนร่วมกับเกมรุกอยู่ตลอด เป็นคนที่มีโอกาสยิงมากที่สุดในเกมนี้ 5 ครั้ง

บรูโน่ แฟร์นันด์ส 8

    ยังโชว์ฟอร์มได้ดีต่อเนื่อง ประสานงานกับแดนหน้าได้เพลินตา ส่วนการเล่นกับคู่หูอย่าง ปอล ป็อกบา ก็เริ่มลงตัวมากขึ้น มีส่วนสำคัญกับการได้ประตูที่ 2 และ 3

มาร์คัส แรชฟอร์ด 7

    มีโอกาสทองทำประตูอยู่ 2-3 ครั้งแต่ทำพลาดหมด เหมือนจะยังไม่ฟิตนับตั้งแต่หายเจ็บกลับมา แต่ยังประสานงานกับ มาร์กซิยาล แบบรู้ใจและยังทำสองแอสซิสต์ในเกมนี้

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล 9

    หลังจากนัดที่แล้วฟอร์มเงียบหายไป นัดนี้ก็กลับมาโชว์ฟอร์มสุดติ่งด้วยกันทำแฮตทริก จังหวะจบสกอร์ถือว่าคมมากๆ โดยเฉพาะลูกชิพบอลเข้าอย่างเหนือในประตูที่ 3 เรียกความมั่นใจให้เจ้าตัวเป็นอย่างดี

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

โอเดียน อิกาโล่ 6 (ลงมาแทน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.80)

    ลงมาแล้วมีโอกาสทองอยู่ 2 ครั้ง น่าเสียดายทำประตูไม่ได้

อันเดรียส เปเรยร่า 6 (ลงมาแทน ปอล ป็อกบา น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ 6 (ลงมาแทน บรูโน่ แฟร์นันด์ส น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

แดเนี่ยล เจมส์ 6 (ลงมาแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

ฆวน มาต้า 6 (ลงมาแทน เมสัน กรีนวู้ด น.80) – ไม่มีบทบาทมากนัก

ป็อกบามาแล้ว! 5 สิ่งที่ต้องจับตามองหลังแมนยูกลับมาซ้อม

นักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เริ่มกลับมาที่สนามซ้อมแคร์ริงตันเมื่อวันพุธที่ผ่านมาหลังจากพรีเมียร์ลีกไฟเขียวทีมต่างๆกลับมาเรียกความฟิตเพื่อรอโปรเจ็ค "รีสตาร์ท" ลีกอีกครั้ง และเมื่อทีม "ผีแดง" กลับมาซ้อมกันแล้ว เกิดคำถามที่น่าสนใจหลายข้อซึ่งมันจะมีผลต่อนัดที่เหลือของฤดูกาลและอนาคตของนักเตะ มาดูกันว่าคำถามเหล่านั้นมีอะไรกันบ้าง
1.ป็อกบาจะเป็นอย่างไร?   

    ปอล ป็อกบา ใกล้จะกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อยแล้วหลังจากได้รับบาดเจ็บข้อเท้าจนลงเล่นแค่ 2 เกมนับตั้งแต่เดือนกันยายน โดยดาวเตะฝรั่งเศสมีโอกาสได้ฝึกซ้อมและเรียกความฟิตแบบตัวต่อตัวกับ ไมเคิ่ล คาร์ริค หนึ่งในทีมงานโค้ช

    เมื่อ ป็อกบา กลับมาอาจจะกลายเป็นจุดสนใจของทีมหรือบรรดานักวิจารณ์ ถือเป็นความท้าทายของผู้จัดการทีมที่จะจัดการเรื่องนี้และต้องทำให้มั่นใจว่า ปอล ป็อกา จะไม่ได้เป็นจุดโฟกัสเพื่อลดความกดดัน รวมถึงต้องไม่ให้ทุกคนสนใจเรื่องอนาคตที่ยังไม่แน่นอนของ ป็อกบา ด้วย

2.บรูโน่จะได้คู่หูคนใหม่?

    เมื่อ ป็อกบา พร้อมกลับมาลงสนามหลายคงอยากเห็นเขาจับคู่กับมิดฟิลด์กับแข้งฟอร์มร้อนแรงอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งโซลชายังบอกเองเลยว่าตื่นเต้นมากที่จะได้เห็นทั้งสองลงสนามพร้อมกัน นี่เป็นสิ่งที่หลายจับจ้องและมันอาจหมายถึงอนาคตของ ป็อกบา เลยก็ว่าได้

    แต่การจะเล่นเป็นคู่หูกันคงต้องใช้เวลา โซลชา คงต้องไตร่ตรองว่าจะเสียสละทีมของเขามากแค่ไหนเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เพราะอย่าลืมว่านักเตะคนอื่นอย่าง เฟร็ด, เนมานย่า มาติช และสก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ โซลชา จะจัดตัวลงสนาม มารอดูกันคู่หูดรีมทีมจะเวิร์คหรือไม่?

3.จะเกิดอะไรขึ้นกับอิกาโล่?

    อีกหนึ่งนักเตะที่ฟอร์มร้อนแรงในช่วงก่อนหยุดการแข่งขัน หลังกระทุ้งไป 4 ประตู จากการลงเล่นรวมทุกรายการ 8 นัด ความจริงเขาต้องเล่นพรีเมียร์ลีกเกมสุดท้ายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในเมื่อฤดูกาลนี้ยังไม่จบก็เกิดคำถามว่าเขาจะมีโอกาสสวมเสื้อผีแดงต่อหรือไม่

    สัญญายืมตัวของอดีตกองหน้าวัตฟอร์ดจะหมดลงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ขณะที่ต้นสังกัด เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว ยืนยันว่าจะปล่อย อิกาโล่ อยู่เล่นต่อที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในกรณีที่ขายขาดเท่านั้น ซึ่งพวกเขาได้ตั้งค่าหัว ดาวเตะวัย 30 ปี ไว้ที่ 20 ล้านปอนด์ สโมสรต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับอิกาโล่ในนัดที่เหลืออยู่ เขาเป็นอีกหนึ่งตัวสำคัญที่จะช่วยเสริมแกร่งแนวรุกที่มีอยู่ รอดูกันว่า “ปีศาจแดง” จะยอมเสียเงินซื้อขาดเขาไหม?

4.จะทำอย่างไรกับนักเตะส่วนเกิน?

    เนื่องจากเกมปรีซีซั่นหลังจบฤดูกาลนี้จะถูกลดลงมากกว่าปกติหรือาจจะไม่มีเลยก็เป็นได้ แมนฯ ยูไนเต็ด และสโมสรอื่นๆจะต้องใช้เวลาในช่วงสั้นๆนี้เพื่อประเมินทีมของพวกเขาสำหรับฤดูกาลต่อไป ผู้เล่นตัวอย่างเช่น ดีเอโก ดาโลต์ มีข่าวว่าอาจจะต้องเดินออกจากทีมที่ โซลชา กำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ เป็นไปได้ว่าจะมีการสนทนาที่น่าอึดอัดใจบางอย่างเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่จะถึงนี้หรือเมื่อทีมกลับมาซ้อม

5.โอกาสของดาวรุ่ง?

    เชื่อว่าหากลีกกลับมาแข่งขันคงมีโปรแกรมถี่พอสมควรเพื่อให้จบทันฤดูกาลหน้า สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เพียงแค่พรีเมียร์ลีกเท่านั้นแต่ยังมี เอฟเอ คัพ และยูโรปา ลีก ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการโรเตชั่นกันขนานใหญ่ โอกาสของดาวรุ่งจึงเพิ่มมากขึ้น อีกอย่างการเล่นในสนามปิดอาจจะช่วยลดความกกดดันให้กับดาวรุ่งได้อีกด้วย นักเตะเช่น ทาฮิธ ชอง เคยทำให้แฟนบอลตื่นเต้นอยู่ในช่วงหนึ่งแต่สิ่งเหล่านี้เริ่มหายไปหลังลงเล่นไม่ต่อเนื่อง นี่อาจจะเป็นโอกาสของเขาที่จะได้ลงเล่นกับทีมชุดใหญ่มากขึ้น