ชีวิตหลงทางผิด..พ่อป่วยหนัก เป็นตัวแถมที่ใครไม่เอา

ในบรรดานักฟุตบอลดาวรุ่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ จัดเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งระดับแถวหน้าที่น่าจับตามองในฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและลูกยิงไกลที่เรียกกันว่า "ลูกไฟ" ติดตาแฟนบอลในหลาย ๆ ประตู
    เส้นทางฟุตบอลของ "เจ้าโก้" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ คุณพ่อจะเป็นคนคิดตำราขึ้นมาสอนลูกชายทั้ง 3 คน ซึ่งประกอบด้วยคนโต ปกเกล้า คนกลาง บารมี และคนเล็ก คือตัวของ สรรเสริญ และทุกคนก็เล่นในตำแหน่งกองกลางด้วยกันทั้งหมด

    จนเมื่ออายุ 12-13 ปี มีโอกาสโชว์ฟอร์มเข้าตาโค้ชทีมเยาวชนจากนิวซีแลนด์ และถูกทาบทามไปเรียนและเล่นที่นั่น ด้วยสัญญา 3 ปี โดยการชักชวนของ วินสตัน ลูเฟอร์ อดีตดาวเตะทีมเบรเมน ในบุนเดสลีกา ของเยอรมัน โดยไปกัน 2 คนพี่น้อง บารมี และ สรรเสริญ

    แม้สัญญาจะเซ็นกัน 3 ปี แต่ 2 คนพี่น้องตระกูล ลิ้มวัฒนะ ได้อยู่ 4 ปีที่นิวซีแลนด์ โดยปีสุดท้ายมีโอกาสได้เล่นในลีกสูงสุดของนิวซีแลนด์ แต่เล่นไปแค่ 3 แมตช์ ดันเจ็บยาว ประกอบกับคุณย่าแท้ ๆ เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย ทิ้งการเล่นฟุตบอล และการเรียนที่ยังไม่จบในระดับม.ปลายไปด้วย

    เมื่อกลับมา "เจ้าโก้" มีอายุ 17 ปี ได้เล่นให้กับ ศรีราชาบ้านบึง รุ่นเดียวกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในดิวิชั่น 1 ก่อนจะย้ายไปพร้อมกับพี่ชาย บารมี ไปที่บุรีรัมย์

    จากบุรีรัมย์เล่นไปเกือบ 2 ปี เจ้าตัวย้ายออกมาอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ถูกยืมไปเล่นพิจิตร เอฟซี กลับมาเล่นแบงค็อก อีก 1 ปี ก็ถูกปล่อยยืมไป อุบล ยูเอ็มที 1 ปี และยืมไปสุโขทัย เอฟซี อีก 1 ปี กลายเป็นนักเตะจอมพเนจร เมื่อหมดสัญญากับแบงค็อก จึงย้ายมาอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี

    การย้ายมาท่าเรือครั้งนี้ มีข่าวว่า เจ้าตัวถูกแถมมากับดีลการซื้อ สุมัญญา มาอยู่ท่าเรือ ทั้งที่เจ้าตัวเคยโด่งดังกับการเล่นให้ทีมเยาวชนไทย 17 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย


    สิ่งที่ทำให้ "เจ้าโก้" สรรเสริญ ไปไม่ไกลเท่าที่หลาย ๆ คนคาดหวัง เจ้าตัวเปิดใจว่า มาจากการใช้ชีวิตกินเที่ยวกลางคืน เหมือนคนเก็บกด เพราะตอนย่างวัยรุ่นอยู่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่ได้เที่ยว เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้อยู่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ และแบงค็อก ได้เงินเดือนสูง ทำให้เจ้าตัวเที่ยวสะบัด

    "ผมเที่ยวกลางคืนทุกครั้งที่ว่าง ใช้ชีวิตแบบเสเพลสุด ๆ บางทีก็มีอาการแฮ้งค์ตอนมาซ้อม มีผลต่อสภาพร่างกายชัดเจน ผมซ้อมหนักแบบคนอื่นไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยยืมเป็นว่าเล่น กลายเป็นทีมต้นสังกัดไม่ต้องการ แต่ตอนนั้นก็ยังติดเที่ยวไม่ได้คิดอะไร"

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าตัวคิดได้ คือ เมื่อมาอยู่ท่าเรือ แบบแถมมาในแพ็คเกจของ สุมัญญา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ กองกลางดาวรุ่งรายนี้คิดได้

    "ผมมานั่งคิดว่า ทำไมผมเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอา เหมือนเขาไล่ผมไปอยู่ทีมโน้นทีมนี้ ผมก็อยากเล่นให้กับทีมตัวเองบ้าง อย่างท่าเรือแม้จะได้ข่าวว่าแถมมา แต่ผมต้องขอบคุณ มาดามแป้ง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง"

    "อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเสเพล คือ คุณพ่อผมป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อที่คอยปลุกปั้นผมมาจนถึงทุกวันนี้ได้ชื่นใจบ้าง และสองอย่างนี้คือ เหตุผลที่ทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เลิกเที่ยว และหันมาฟิตซ้อมดูแลร่างกายตัวเองเต็มที่ จากปีที่แล้วน้ำหนักผม 78 ก.ก. ตอนนี้เหลือ 69 ก.ก.แล้ว เหมือนผมกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ผมยังเชื่อว่าผมจะกลับมาได้ ผมอยากจะโชว์ฟอร์มเป็น "นิวโก้" เพื่อยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของการท่าเรือ และอยากติดทีมชาติชุดใหญ่กับเขาสักครั้งหนึ่ง"

 

ติสต์ตัวพ่อ ทิ้งเงินปีละ 3.4 ล้าน เลิกเล่นบอลไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ

เรื่องราวของ นักเตะหนุ่มติสต์ที่ถือเอาความสุขของตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับทีมใหญ่การท่าเรือ เอฟซี ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 1 ปี มีค่าเซ็น 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีกเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ไปแบบไม่แยแส โดยเลือกแขวนสตั๊ดในปี 2017

    เรื่องนี้ "เจ้าเบียร์" ปิยะชาติ ศรีมะเรือง อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ ในวัย 31 ปี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนตัดสินใจมาอยู่การท่าเรือในช่วงครึ่งเลคหลังของหลายปีก่อน และได้เป็นตัวจริงมาตลอด แม้กระทั่งในปีถัดมาช่วยปรีซีซั่นและต้นฤดูกาลก็ยังได้เล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    "ผมรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ผมจะฟอร์มดีกับสุโขทัยก่อนมาท่าเรือ แต่ผมรู้ตัวเองว่าตอนเล่นอยู่ท่าเรือผมพร้อมสุดแล้วทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ แต่ดันมาเจ็บสะโพกช่วงต้นฤดูกาลต้องพักไป 3 เดือน พอกลับมาก็ซุ่มฟิตตัวเองเต็มที่ แต่โอกาสได้ลงมันน้อยลงไปเรื่อยๆ พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ผลที่ได้รับมันไม่โอเคสำหรับผมเลย นักฟุตบอลทุกคนรู้ตัวเองดีว่า สภาพเกมแบบไหน เขาควรจะได้รับโอกาส แต่ผมกลับได้โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับความมั่นใจของผม"

    "เจ้าเบียร์" ทนกับสภาพที่ไม่มีความสุขในการไม่ได้ลงเล่น 7-8 เดือน แม้ช่วง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาคุมทัพ 10-11 แมตช์และตนเองได้โอกาสลงตัวจริงตลอด ไม่ได้ลงแค่ 2 แมตช์เพราะเจ็บ แต่นอกนั้นมีโอกาสลงทั้งฤดูกาลในฐานะตัวจริงแค่ 3 แมตช์เท่านั้น ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

    "สัญญาผม 2 ปีครึ่ง ผมทนจนจบปีครึ่ง สุดท้ายเข้าไปบอก "คุณแป้ง"ประธานสโมสรว่า ผมไม่มีความสุขในการเล่นฟุตบอลแล้ว ผมขอยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 1 ปี ทั้งที่ถ้าผมทนอยู่ต่อ ผมจะได้ค่าเซ็นทุกปี ๆ ละ 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีก 2 แสนกว่าบาท ตกแล้วก็เกือบ 3.5 ล้าน เงินมันก็สำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือความสุขของผม "คุณแป้ง" ตอนแรกก็ไม่ยอมหากผมจะเลิกเล่น แต่ยินดียกเลิกสัญญาถ้าผมไม่เลิกเล่นบอล จะย้ายไปทีมไหนก็ได้ แต่ผมบอกว่า ผมไม่อยากให้สโมสรมาแบกภาระเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ถ้าผมอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข ผมอาจจะเข็นตัวเองมาซ้อมมาแข่งได้ แต่มันไม่ดีกับสโมสรแน่ สุดท้าย "คุณแป้ง" ก็ยอมยกเลิกสัญญาให้"

    การยกเลิกสัญญาในวัยเพียงแค่ 28 ปี ทำให้เงินที่จะได้ปีละ 3.4 ล้านบาท และเงินในอนาคตอีกหลายล้านบาทหากยังเล่นฟุตบอลอยู่ของ "เจ้าเบียร์" หายวับไปกับตา แต่เจ้าตัวยังพอมีเงินเก็บจากการเล่นบอล และนำมาใช้จ่ายในช่วงที่เลิกเล่นบอลไปแล้ว

    "ผมไม่มีแพลนจะทำอะไรเลยอยู่ในหัว 1 ปีเต็ม ๆ ผมออกท่องเที่ยวตามแต่ใจอยากจะไป ส่วนใหญ่เที่ยวต่างจังหวัด บางทีตื่นมาแบกกระเป๋าไปสนามบิน ไม่รู้จะไปไหน ไปคิดเอาที่สนามบินก็มี แต่ถึงผมจะเที่ยวก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร เพราะรู้ว่ามีแต่เงินออก ไม่มีเงินเข้ามาเลย"

 

    เมื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไป 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง เจ้าตัวก็นำเอาความชอบในการกินกาแฟของตัวเองมาค้นหาว่า ตัวเองอยากทำร้านกาแฟหรือไม่ ชอบกาแฟ หรือชอบบรรยากาศของร้านกาแฟ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นพนักงานร้านกาแฟ

    "ผมคิดอยู่พักใหญ่ อย่างว่าเราก็เคยเป็นนักบอลที่คนรู้จัก วันดีคืนดีจะไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ มันยังติดอีโก้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร ร้านกาแฟแบรนด์ดังไม่รับ ไปอีกร้านที่ซอยอารีย์ พี่เขาจำชื่อได้ว่าเป็นนักฟุตบอล แต่เห็นความตั้งใจเรา เขาถามเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกเท่าไหร่ก็ได้ ผมอยากมาค้นหาตัวเองด้วยการลองทำงานที่ร้านกาแฟ ทำอยู่ 7-8 เดือน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าอยากทำร้านกาแฟแล้ว เลยลาออกมาเพื่อไปศึกษาอย่างจริงจัง"

    หลังจากออกแสวงหาเมล็ดพันธุ์กาแฟ และท่องไทยไปชิมกาแฟ สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า "SOUL COFFEE" ซึ่งแปลว่า จิตวิญญาณมันตรงกับชีวิตของตัวเอง โดยลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องชงกาแฟก็ล้านกว่าบาทแล้ว

 

    "ร้านนี้อยู่ซอยท่าเรือแดง ตรงท่าเตียน ปากซอยเป็นธ.กรุงไทย ผมเริ่มเปิดเดือนมี.ค.ก็ทำท่าจะดี วันหนึ่งขายได้ 8,000 – 10,000 บาท แต่เปิดได้แป๊บเดียว โควิดมา ต้องปิดยาวเพิ่งจะเปิดอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ผมขายคนเดียวเลยไม่มีลูกน้องแล้ว เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ร้านของผมไม่เน้นคำว่า specialist ผมอยากให้คนมากินแล้วมีความสุข ไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยเมนูพิเศษอะไร ทุกวันนี้แม้ต้องแบกค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้ามา แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร้าน"

    เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนเลิกเล่นฟุตบอลในวัยแค่ 28 ปี ช่วงนั้นยังมีหลายทีมในไทยลีกสนใจติดต่อมา ซึ่งตนก็ขอบคุณทุกทีมที่เห็นคุณค่า แต่ช่วงนั้นก็ชั่งใจอยู่เหมือนกัน สุดท้ายตัดสินใจเลิกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากไปลุ้นว่า ชีวิตจะไม่มีความสุขอีกหรือเปล่า ถ้าหากตัวเองต้องไปตกที่นั่งเดียวกันกับตอนอยู่ท่าเรือ คือไม่ได้เล่น แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าชีวิตลงตัวแม้ว่าจะขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการเล่นฟุตบอลไปเกือบสิบล้านบาทหากยังเล่นอยู่ถึงตอนนี้ก็ตามที

เปิดใจ…ทำไม “เต๋าดิญโญ่” ฟอร์มไม่เปรี้ยงต่อเนื่อง

 

จากเด็กอีสาน บ้านเกิดที่ อุบลราชธานี เข้ามาสู่เมืองกรุงตอนอายุ 11 ปี กับร.ร.เพ็ญสมิธ ก่อนจะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่กับบางกอกกล๊าส เอฟซี ได้ขึ้นชั้นเล่นชุดใหญ่ตอน 16 ปี แต่ได้เล่นแมตช์จริง ตอนอายุ 17 ปี 4 เดือน พบกับการท่าเรือ
    "เต๋าดิญโญ่" ธนาสิทธิ์ ศิริผลา มีโอกาสยึดตัวจริงถาวร เมื่อครั้ง ริคาร์โด โรดิเกวซ มาคุมทัพบีจี แต่เมื่อเปลี่ยนโค้ช โอกาสลงก็น้อยลงไป จนเมื่อริคาร์โด้ ย้ายไปสุพรรณบุรี ก็ดึงนักเตะคู่ใจอย่าง "เจ้าเต๋า" ไปเล่นด้วย โชคร้ายเล่นไปแค่นัดเดียว ริคาร์โด ก็ลาออก ทำให้เส้นทางลูกหนังในสุพรรณฯ ของปีกจอมกระชากรายนี้ได้ลงบ้าง ไม่ลงบ้าง จนครบสัญญา 4 ปี

    จากนั้นเจ้าตัวก็ย้ายมาอยู่การท่าเรือ จนมาถึงตอนนี้ "เต๋าดิญโญ่" ในวัย 25 ปี ถูกมองว่า เป็นนักเตะที่มีความกล้าเล่นในจังหวะกระชากลากเลื้อย แต่เจ้าตัวมักจะยึดตัวจริงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยในทุกทีมที่ลงเล่น เรียกว่าหวือหวาเป็นพัก ๆ 

    "เจ้าเต๋า" ออกมาเปิดใจว่า ตำแหน่งของตนนั้น เดี๋ยวนี้แทบทุกทีมจะเน้นผู้เล่นต่างชาติ สิ่งที่แตกต่างก็คือ ถ้าตัวต่างชาติเล่นไม่ดี เสียบอล ไม่เป็นไร ถือว่ากล้าเล่นกล้าทำ แต่ถ้าเป็นนักบอลไทยโดนด่า ตัวต่างชาติถ้าไม่เจ็บหรือเล่นห่วยจริง ๆ ก็ไม่ค่อยถูกเปลี่ยนเหมือนตัวรุกคนไทย

    "ถ้าผมมีโอกาสเท่ากันกับตัวต่างชาติ ผมได้เล่นบ่อย ๆ ฟอร์มการเล่นมันก็จะดีตาม ผมมั่นใจในศักยภาพของผม แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นักบอลก็ไม่ได้เล่นดีทุกเกม มันเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งทีมชาติชุดใหญ่ยังมีฟอร์มตก ยิ่งตำแหน่งปีกอย่างผม มันประคองเกมไม่ได้ มันต้องเลี้ยง ต้องเสี่ยงเพื่อความสำเร็จ โอกาสมันก็ต้องมีพลาดกันได้บ้าง"

    ปีกจอมเลื้อยยังกล่าวว่า ตนยังพร้อมสู้เพื่อยึดตัวจริงให้ได้ลงสม่ำเสมอมากกว่านี้ เพราะฟุตบอลมันต้องการการเล่นที่ต่อเนื่อง

    "ผมไม่เคยงอแง จริงจังกับการฝึกซ้อม ไม่เคยกินเที่ยว มุ่งมั่นที่จะสู้เพื่อทีม และผมหวังว่า ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของผม จะได้รับโอกาสให้ลงเล่นสม่ำเสมอมากกว่านี้ อย่างในยู 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย ที่ผมเล่นได้ดี เพราะผมได้ลงเล่นต่อเนื่องกับสุพรรณฯในตอนนั้น มาครั้งนี้ผมก็พร้อมสู้เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง"

 

ไม่กล้าเจอหน้าใคร ไม่ดูบอลไทย วันที่ “รูนี่ย์เมืองไทย” เป็นดาวดับแสง

เขาคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของบอลนักเรียนเมืองไทย แม้กระทั่ง "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา หนึ่งในตำนานกองหน้าทีมชาติไทยที่เล่นมารุ่นเดียวกัน ยังเป็นรองในด้านชื่อเสียง ฝีเท้า และผลงาน แต่เส้นทางของเขา "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ที่เคยได้รับฉายา "รูนี่ย์เมืองไทย" กลับไปไม่ถึงตำแหน่ง ซุปเปอร์สตาร์ ในวงการฟุตบอลไทย
    – สมัยเล่นฟุตบอลนักเรียนให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ได้รับความชื่นชมจากทุกคนที่ได้เห็นฝีเท้า โดยเฉพาะเท้าซ้ายทรงพลังที่หนักหน่วง เข้าข้อเป็นตุงตาข่ายแบบประตูไม่กล้ารับ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวซัลโวแทบทุกรายการของบอลนักเรียนในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในชายคาอัสสัมฯธนบุรี เคยได้รับการคัดเลือกให้ไปฝึกฝีเท้าในโครงการ "ช้างเอฟเวอร์ตัน"

    – เส้นทางลูกหนังถูกปูด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเล่นแค่บอลนักเรียนแต่ก็มีสปอนเซอร์มาให้การสนับสนุนหลายเจ้า เงินทองไหลมาเทมา วันที่จบการศึกษาจากอัสสัมฯธนบุรี ทางจุฬาฯ มาติดต่อให้ไปเรียนในโครงการช้างเผือก แต่เจ้าตัวเลือกปฏิเสธ เพราะไม่อยากอยู่ในกฏเกณฑ์

    – ขณะที่เพื่อนร่วมสถาบันอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, นฤพนธ์ อารมณ์สวะ ฯลฯ เลือกสโมสรตามคำแนะนำของคณะอาจารย์ให้ไปเพาะกระดูกในสโมสรราชประชา หลังเรียนจบม.ปลาย แต่ "โก้" ศักรินทร์ เลือกทำตามใจตัวเองด้วยการเลือกไป บีอีซี เทโรฯ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกไทยในยามนั้นด้วยวัยเพียงแค่ 18-19 ปีเท่านั้น

    – เหตุผลที่เลือกไปเทโรฯ ในคราวนั้น "โก้" ศักรินทร์ เล่าว่า "ผมคิดว่าผมเก่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินตามทางเพื่อนที่ไปราชประชา อยู่เทโรฯ มีชื่อเสียงโด่งดัง เงินเดือนก็ไม่น้อย ตอนนั้นได้ 35,000 บาท ถือว่าเยอะมากในสมัยที่ลีกยังไม่ดังและในวัยที่ยังไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น"

    – เมื่อชื่อเสียงและเงินทองมาพร้อมกัน ประกอบกับอยู่ในวัยที่สามารถเข้าผับ บาร์ ได้ ประกอบกับที่พักอยู่แถวที่มีร้านเหล้า ผับบาร์ เยอะ เพื่อนก็มากตาม เที่ยวแทบทุกคืน พอช่วงเย็นหลังซ้อมบอล ก็ออกไปเที่ยวเตร่ตลอด และไม่มีใครมาห้ามปราม เพื่อนร่วมสถาบันก็ไปอยู่ทีมอื่น ชีวิตติดเที่ยวหนักมาก

    – เมื่อเที่ยวจัด ฟอร์มก็เริ่มตก อยู่แค่ครึ่งปี ก็ย้ายไปสโมสรตำรวจ เปลี่ยนที่พักไปแถวสะพานใหม่ ยังใช้เงินและใช้ชีวิตหมดไปกับการกินเหล้าทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง จนวันหนึ่งซ้อมบอลอยู่ เกิดอุบัติเหตุขาลงหลุมแล้วบิดตัว ปรากฏว่าเอ็นเข่าขาด

    – เข้ารับการผ่าเข่า แต่ไม่ดูแลตัวเอง ใช้เวลารักษากว่า 2 ปีโดยที่รักษาตามมีตามเกิดกลับบ้านที่เมืองกาญจน์ พอเริ่มเดินได้ก็ออกเที่ยวกลางคืนต่อ ไม่ได้ดูแลตัวเอง จนหาย ติดต่อหา "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ เพื่อขอโอกาสเล่นกับแบงค็อก ยูไนเต็ด ได้โอกาสเข้ามาฝึกซ้อมรีดน้ำหนักไป 24 ก.ก. แต่ด้วยความที่ห่างบอลไปนาน จับจังหวะการเล่นได้ไม่เหมือนเดิม การเซ็นสัญญาจึงไม่เกิดขึ้น

    – ทีมเมืองกาญจน์ บ้านเกิดชวนไปเล่น ตัดสินใจกลับไปเล่นปรากฏว่าเจ็บเข่าอีก ต้องผ่าทั้งซ้ายและขวา ทั้งจาการเดินสายและเล่นบอลให้ทีมเมืองกาญจน์ สุดท้ายไม่ไหว ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัยแค่ 24 ปี

     ไทม์ไลน์ในการเล่นบอลอาชีพของ "เจ้าโก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ถือว่าสั้นจนน่าใจหาย ชีวิตที่น่าจะไปได้สวยกับฟุตบอลอาชีพ กลับกลายเป็นต้องเลิกเล่นเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

    "เจ้าโก้" เปิดใจให้ฟังว่า หลังจากเลิกเล่นไปแล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบคนเที่ยวกลางคืน สลับกับการเล่นฟุตบอลเดินสายแถวบ้านเกิด จนวันหนึ่งมีโฆษกสนามประกาศว่า "เจ้าโก้" อดีตนักเตะทีมเยาวชนทีมชาติไทยมาเล่นอยู่ในสนามนี้ ผอ.โรงเรียน เมฆบัณฑิต จึงมาทาบทามให้เป็นโค้ชฝึกสอนที่อะคาเดมี่ของโรงเรียน จนถึงวันนี้ 4 ปีมาแล้ว และนี่คือการเปิดใจของ "เจ้าโก้" กับอดีตที่ผ่านมา

    "ผมยอมรับว่า ชีวิตในการเล่นฟุตบอลของผมมันสั้นเพราะผมทำตัวเอง ตอนนั้นผมมัวแต่คิดว่าผมโชคร้ายผมถึงเจ็บ ผมถึงเล่นไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมทำตัวเองทั้งนั้น ผมเป็นคนติดเพื่อน ใครชวนไม่เคยคิดปฏิเสธ ชอบสังสรรค์เหล้า ผู้หญิง ผมเปย์ทุกอย่าง เรื่องบาดเจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือ ผมทำตัวเองทั้งนั้น"

    เมื่อเส้นทางลูกหนังขาดสะบั้นลง "โก้" ศักรินทร์ ยอมรับว่า ตนเองทำใจไม่ได้นานมาก "ผมไม่เคยดูบอลไทยลีก บอลเมืองกาญจน์บ้านผมแข่งลีก ผมก็ไม่ไปดู ทีมชาติไทยผมเคยดูบ้าง แต่พอดูแล้วมันก็มานั่งคิดว่า จริง ๆ ผมควรจะอยู่ในสนามในวันนี้มากกว่าหน้าจอทีวี ไม่อยากไปเจอคนรู้จักในอดีต อยากเข้าไปทักแต่ไม่กล้า ไม่อยากเจอนักข่าวเพราะกลัวโดนถามจี้ใจดำ เคยเจอรุ่นพี่เขาเคยเข้ามาทักบอกเสียดาย เอ็งเก่งที่สุดในบอลนักเรียนแล้ว ไม่น่าเลย เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงหัวใจเลย"

    เมื่อกาลเวลาผ่านไป "เจ้าโก้" ที่ตอนนี้อยู่ในวัย 31 ปีเริ่มที่จะทำใจได้ และบทเรียนของตัวเองคือ บทเรียนที่ล้ำค่าที่นำไปสอนให้กับเด็ก ๆ ของอะคาเดมี่ที่ตัวเองเป็นโค้ชอยู่

    "ผมบอกกับเด็กว่า ถ้าพวกเอ็งอยากเลียนแบบฝีเท้าของไอดอลนักเตะคนไหน เอ็งทำไปเลย แต่ถ้าพวกเอ็งจะหานักเตะที่เคยขึ้นสูงสุดแล้วตกลงมาต่ำสุดแล้ว เอ็งดูที่โค้ชคนนี้ แล้วจำไว้อย่าทำแบบที่โค้ชเคยทำ ผมจะพร่ำสอนเด็กไม่ให้เดินตามรอยผม แต่ถ้าเรื่องสอนบอลแล้ว เด็กเชื่อผมและทำตาม เพราะผมสาธิตให้เขาดูได้ทุกอย่าง มีแค่ประสบการณ์ชีวิตนี่แหละที่ไม่ให้เด็กเลียนแบบและอย่าทำตามเป็นอันขาด"

    ก่อนจากกัน "โก้" ศักรินทร์ ฝากถึงนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ให้ดูชีวิตของเขาเป็นบทเรียนเพื่อที่จะไม่ทำตาม "วันนี้ฟุตบอลเป็นอาชีพเต็มตัว หาเลี้ยงตัวเองได้สบาย จำไว้เหล้ากับผู้หญิง อย่าได้เข้าไปข้องแวะ ถ้ามีสองอย่างนี้เข้ามาในชีวิตโอกาสจะหลงทางเดินผิดอย่างผม มันเกิดขึ้นแน่ ผมอยากให้ชีวิตผมเป็นอุทธาหรณ์สอนใจนักบอลรุ่นหลังทุกคน จะได้ไม่มามัวเสียใจยามที่อดีตมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้แบบผม"

    ส่วนชีวิตของตัวเอง "โก้ ศักรินทร์" เปิดใจว่า เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองโชคร้าย แต่ชีวิตก็มีโชคดีเข้ามาทั้งการได้โอกาสในการเป็นโค้ชอะคาเดมี่สอนเด็ก ได้มีโอกาสปั้นเด็กให้เติบโตในเส้นทางที่ควรจะเดิน และโชคดีที่ยังมีคนรักและชื่นชมเวลามีคนเอ่ยถึงชื่อ ศักรินทร์ จันทร์โยธา

 

เปิดเหตุผล โรบินโญ่ สนใจมาเล่นไทยลีก

หลังจากมีข่าวลือว่า โรบินโญ่ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบราซิลที่ผ่านการค้าแข้งทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด , แมนเชสเตอร์ ซิตี้ , เอซี มิลาน  ซึ่งกำลังจะหมดสัญญากับ อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ ในตุรกี ช่วงเดือนมิถุนายนนี้ โดยมีการเปิดเผยจาก เอเย่นต์ว่าดาวเตะวัย 36 ปีสนใจที่จะมาค้าแข้งไทยลีก
     ข่าวดังกล่าวยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นความจริงหรือเปล่าแต่ถ้าลองวิเคราะห์เหตุผลสำคัญที่ โรบินโญ่ จะมาเล่นไทยลีกยังพอมีมูลอยู่แต่ขอตัดเรื่องมาโกยเงินเพราะอย่างที่ทราบว่าสโมสรในไทยไม่ได้เงินถุงเงินถังเหมือนกับในลีกตะวันออกกลางหรือลีกจีน

    เรื่องแรกคงจะเป็นเรื่องของการที่ไทยลีกมีการเปิดตลาดซื้อขายรอบพิเศษ เพราะว่าสัญญาของ โรบินโญ่ นั้นจะหมดลงกับทีมในลีกตุรกีในวันที่ 30 มิถุนายน เท่ากับว่าเป็นฟรีเอเย่นต์และถ้า โรบินโญ่ อยากเล่นฟุตบอลต่อแบบเร็วๆไทยลีกเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะสามารถเซ็นสัญญาได้เลยและจะได้ลงเล่นในเดือนกันยายนนี้ทันที

    เรื่องต่อมา โรบินโญ่ อยากมาอยู่ เมืองไทย แน่นอนศึกฟุตบอลไทยลีกนั้นมีนักเตะบราซิลที่มาค้าแข้งอยู่มากมายและภูมิประเทศในเรื่องของอากาศก็คล้ายๆบราซิลทำให้ปรับตัวได้ไม่ยากรวมไปถึงเมืองไทยยังมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆมากมายให้ได้สัมผัส

    เปิดตลาดอาเซียนพร้อมกับหาลู่ทางหลังเลิกเล่น แน่นอนคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือช่วงบั้นปลายอาชีพของ โรบินโญ่ ซึ่งการมาเล่นในไทยหรืออาเซียนอาจเป็นการเปิดตลาดนอกเหนือจากเรื่องฟุตบอลแล้วยังมีเรื่องต่างๆทั้งการเป็นพรีเซนเตอร์ต่างๆรวมถึงการเริ่มต้นชีวิตการเป็นเฮดโค้ชเหมือนกับนักเตะดังๆอย่าง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เพื่อเป็นลู่ทางหลังเลิกเล่นก็เป็นได้

    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพียงการคาดเดาและ โรบินโญ่ ยังไม่ได้มาค้าแข้งไทยลีกจริงๆ แต่ถ้าวันไหนเกิดขึ้นจริงรับรองเป็นอีกดีลที่ฮือฮาแน่ๆ

4 นักเตะไทยในเจลีก อยู่ห่างกันแค่ไหน

แน่นอนว่าปีนี้กระแสเจลีกในบ้านเรากำลังคึกคักได้ที่เลยทีเดียว เพราะมีนักเตะไทยร่วมลีกสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น กัน 4 คน ประกอบไปด้วย ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์
        โดยมูลค่าในตัวนักเตะเหล่านี้ เพิ่มสูงขึ้นในหลายช่องทาง เห็นได้จากยอดตัวเลขผู้ชมที่เพิ่มขึ้น ยอดขายของที่ระลึก รวมไปถึงจากการที่สโมสรและสื่อต่างเผยแพร่สกู๊ปข่าวฟุตบอลและไลฟ์สไตล์ในหลายแง่มุม ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย พร้อมกับแนะนำแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจของเมืองที่นักเตะสังกัดอยู่ ลองไปดูกันว่าแต่ละเมืองหรือจังหวัดนั้นมีอะไรน่าสนใจและอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน

แผนที่ของแต่ละสโมสรในญี่ปุ่น

       สโมสร โยโกฮามา เอฟ มารินอส  ที่มีนักเตะของไทยอย่าง ธีราทร บุญมาทัน สังกัดอยู่นั้น ตั้งอยู่ที่เมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานากาว่า

        สโมสรนี้อยู่บริเวณอ่าวโตเกียวทางใต้ บนเกาะหลักฮอนชู ที่นี่เป็นเมืองท่าที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่สำคัญของโตเกียว นอกจากจะโด่งดังเรื่องทีมฟุตบอลแล้ว จุดเด่นของโยโกฮาม่าอยู่ที่ทะเลและท่าเรือ รวมถึงวิวทิวทัศน์ที่มีกลิ่นอายของต่างประเทศ  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองนี้จะมีชื่อเรียกว่า "มารินอส" หรือ "เซเลอร์" ในภาษาสเปน ซึ่งหมายถึง กะลาสี หรือ ทหารเรือ

      โดยโยโกฮาม่า นั้นอยู่ห่างจากซัปโปโร จ.ฮอกไกโด  534 ไมล์ หรือ 857.78 กม. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 34 นาที และอยู่ห่างจากเมืองชิมิสึ จ.ชิสุโอกะ 86.81 ไมล์ หรือ 139.71 กม. ซึ่งสามารถขับรถใช้เวลาชั่วโมงครึ่งด้วยเส้นทางด่วน Tomei Expressway ที่เป็นทางด่วนระดับชาติบนเกาะฮอนชูประเทศญี่ปุ่น

     สโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่มี 2 นักเตะชาวไทยอยู่ในทีมอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นั้น ตั้งอยู่บนเกาะฮอกไกโดที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น

      ที่นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันหลากหลาย ทั้งอาหารอร่อย เช่น อาหารทะเลสด ๆ , ราเม็ง, เจงกิสข่าน(เนื้อแกะย่าง) และมีผู้คนมาท่องเที่ยวมากถึง 14 ล้านคนต่อปี 

         ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ตึกอิฐแดงที่ทำการรัฐบาลเก่า โรงเบียร์ซัปโปโร  หอนาฬิกาประจำเมือง หรือสิ่งก่อสร้างทันสมัยยุคปัจจุบัน เช่น ซัปโปโรโดม เป็นสเตเดี้ยมที่เป็นฐานที่ตั้งหลักของ 2 ทีมจากสโมสรฟุตบอลอาชีพคอนซาโดเล่ ซัปโปโร และสโมสรเบสบอลอาชีพ ‘ฮอกไกโด นิปปอนแฮม ไฟเตอส์’ ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีการย้ายสนามฟุตบอล ‘Hovering System’ มาใช้เป็นที่แรกของโลก

         โดย ซัปโปโร เป็นหนึ่งในเมืองใหม่ ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศญี่ปุ่น  อยู่ห่างจากเมืองชิมิสึ จ.ชิสุโอกะ  565.61 ไมล์ หรือ 910.26 กม. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 40 นาที

       ชิมิสุ เอส พัลส์ สโมสรดังแห่งจังหวัดชิสุโอกะ

         ก่อนหน้านี้  ชิมิสุ เอส พัลส์ สโมสรดังแห่งจังหวัดชิสุโอกะ ได้ประกาศคว้าตัวกองหน้าทีมชาติไทยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา มาร่วมทัพอย่างเป็นทางการ ลุยศึกเจลีก ฤดูกาล 2020 แม้จะไม่ใช่สโมสรเก่าแก่เพราะก่อตั้งมาเพียง 29 ปี แต่ก็เป็นทีมฟุตบอลที่สร้างสีสันให้กับวงการลูกหนังแดนอาทิตย์อุทัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคู่ดาร์บี้แมตช์ระหว่างสโมสรจูบิโล่ อิวาตะ ประจำเมืองชิสุโอกะ

          นอกจากเรื่องฟุตบอลแล้ว เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ และยังเป็นจังหวัดที่เรียกได้ว่าดินแดนแห่งชาเขียว เพราะ 40% ของชาในญี่ปุ่นถูกปลูกที่นี่นั่นเอง โดยจังหวัดชิสุโอกะ นั้นตั้งอยู่ริมฝั่งทิศใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิค ในภูมิภาคชุบุ บนเกาะใหญ่ที่สุดอย่างฮอนชู เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างโตเกียว เพราะนั่งรถไฟแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น เช่นเดียวกับโยโกฮาม่า

6 ปรากฏการณ์ “เจ” ชนาธิป สั่นสะเทือน ซัปโปโร

ลือกันไปต่าง ๆ นา ๆ จากข่าวที่ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ประสบปัญหาด้านการเงิน ทำให้ทีมอาจจะยอมขาย "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธุ์ เพลย์เมคเกอร์ตัวเก่งชาวไทยไปให้กับทีมอื่น เพื่อพยุงฐานะทางการเงิน แต่ความน่าจะเป็นของการขายมีน้อยมากๆ หากไม่ได้เงินก้อนโตมหาศาลจริงๆ

เพราะอะไร ซัปโปโร ถึงไม่คิดขายเจ นี่คือ 5 เหตุผลสำคัญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ เจ ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับคอนซาโดเล่ ซัปโปโร

1. "เจ" ชนาธิป คือขวัญใจแฟนบอลไม่เฉพาะในซัปโปโร แต่ทั่วประเทศญี่ปุ่น กระแสความนิยมจากในโซเชียล เมื่อเกิดข่าวขายชนาธิป ทุกคนต่างไม่เห็นด้วย เพราะชนาธิปคือ นักเตะที่มีบุคลิกสนุกสนาน เป็นกันเองกับแฟนบอล ซึ่งหาได้น้อยมากในนักเตะญี่ปุ่นที่ค่อนข้างเข้าถึงตัวยากและเงียบขรึม ทำให้แฟนบอลรักและชื่นชอบนอกจากฝีเท้า

โดย อินสตราแกรมของสโมสรซัปโปโร มียอดติดตาม 5.5 หมื่นคน ซึ่งในนั้นเป็นคนไทย 1.5 หมื่นคน

ยอด facebook มียอดรวม 5 หมื่นคน ในนั้นมีคนไทย 4 หมื่นคน

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มีเดียของสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ได้เผยกับ "ทิซัง" ว่า ทั้งยอด instragram และ facebook ของสโมสรยอดเพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะมาก หลังจากที่ ชนาธิป มาร่วมทีม และเวลาที่ลงรูป ชนาธิป จะมีกระแสที่ดีมากทั้งจากคนไทยและญี่ปุ่น

เคยมีคอมเมนท์เกี่ยวกับคนญี่ปุ่นในเพจสโมสรบอกว่า รู้จักสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร เพราะ "เจ" และบางคนบอกว่าคอนซาโดเล่ มีนักเตะที่เก่งมากจากไทย ทำให้ชื่อเสียงของสโมสรและเมืองเป็นที่รู้จักมากขึ้น

เว็บของฮอกไกโดเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามา จนถึงปี 2018  สี้เขียวเป็นคนไทยที่เข้ามาเที่ยวฮอกไกโด 2018 นี่เพิ่มขึ้นเยอะ เป็นเท่าตัวทีเดียว

2.ตั้งแต่ "เจ" ย้ายมาซัปโปโร เจ้าหน้าที่สโมสรได้เอ่ยปากว่า จำนวนผู้ชมในสนามเพิ่มมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ทั้งจากชาวญี่ปุ่นในเมืองอื่นที่อยากมาดู และรวมถึงคนไทยที่มาเที่ยวซัปโปโร เข้าเยี่ยมชมสโมสร และมาชมเกมการแข่งขันของทีมมากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ของฮอกไกโด ยอดนักท่องเที่ยวของไทยในปี 2018 ที่ เจ ย้ายมาเล่นเต็มซีซั่น ยอดนักท่องเที่ยวไทยที่ไปฮอกไกโด จากปี 2017 คือ 159,400 คน เพิ่มมาเป็น 235,200 คนในปี 2018 ซึ่งถือว่าเพิ่มเยอะมาก

3.มูลค่าทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นของทางสโมสร ทั้งสปอนเซอร์ในญี่ปุ่นที่หลั่งไหลเข้าสโมสร และแน่นอน "เจ" คือเป้าหมายทางการตลาดของสินค้าหลายต่อหลายตัว เป็นตัวเลือกต้น ๆที่ผู้สนับสนุนสโมสรต้องการให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงเสื้อแข่งสกรีนหมายเลข 18 รวมถึงของที่ระลึกที่เกี่ยวกับ “เจ”ขายดีเป็นอันดับหนึ่งของสโมสร อันเนื่องมาจากกระแสความนิยมที่มาจากข้อแรก

4. ความดังของ "เจ" ชนาธิป ทำให้เจ้าตัวกลายเป็นขวัญใจสื่อมวลชนญี่ปุ่นทั้งรายการกีฬาและรายการบันเทิง และเจ้าตัวก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ซัปโปโรไปแล้ว ทั้งการถูกเชิญไปขว้างลูกเบสบอลในการเปิดลีกเบสบอลที่สโมสรตัวแทนจากเมืองซัปโปโรที่เป็นทีมที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ ลงแข่งขันนัดแรกในซัปโปโรโดม ที่เป็นกีฬายอดนิยมของญี่ปุ่น ซึ่งจะเชิญเฉพาะคนดังของเมืองไป รวมถึงเทศกาลหิมะ ที่ซัปโปโร ที่เป็นเทศกาลระดับโลก ก็จะมีรูปปั้นหิมะของ "เจ" มา 2 ปีติดต่อกันแล้ว

5. เหตุผลสำคัญข้อนี้ คือความโดดเด่นในการเล่น ซึ่ง "มิช่า" กุนซือของทีม รู้ดีและแสดงความชื่นชมเหมือนเป็นพ่อคนที่สอง ฟอร์มการเล่นของ "เจ" ผิดแปลกแตกต่างจากนักเตะญี่ปุ่นทั่วไป มีทักษะเฉพาะตัวที่เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนบอลได้ตลอดเวลา ลีลาของชนาธิป สามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับแฟนบอลได้ตลอดทั้งเกม

6.นับแต่ปี 2001 ที่นักเตะซัปโปโร ที่ชื่อ วิล ร็อบสัน แข้งชาวบราซิลเลี่ยนที่ติดทีมยอดเยี่ยมเจลีกประจำฤดูกาลนั้น ก็มี "เจ" ชนาธิป ที่เป็นแข้งซัปโปโร โผล่มาติดทีมยอดเยี่ยมเจลีก ซีซั่น 2018 สร้างชื่อให้กับสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ในอีก 17 ปีให้หลัง และเป็นนักเตะอาเซี่ยนคนแรกที่สามารถสร้างปรากฏการณ์เหนือนักเตะฝีเท้าดีนับพันคนในลีกแนวหน้าของเอเชียได้อย่างน่าทึ่ง

นี่คือ ปรากฏการณ์ที่นักเตะไทยชื่อ "เจ" ชนาธิป สรงกระสินธุ์ สร้างไว้กับสโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร และเมืองซัปโปโร จนเป็นนักเตะที่ไม่ได้มีไว้ขาย ยกเว้นว่า จะมีทีมเสนอค่าตัวมหาศาลแบบชนิดปฏิเสธไม่ลง ซึ่งถ้าถึงวันนั้นเขาอาจจะเป็นเจ้าของสถิติค่าตัวที่แพงที่สุดของนักเตะต่างชาติในเจลีกก็เป็นได้

เป็นนักเตะไม่ปังมาดังกับตลก “มูซา อามิดู จอห์นสัน”

หากเอ่ยชื่อ มูซา อามิดู จอห์นสัน รับรองว่าไม่มีใครรู้จักหนุ่มวัย 47 ปีรายนี้แน่ แต่หากเอ่ยชื่อ "โจอี้ กาน่า" รับรองไม่มีใครปฎิเสธว่าไม่รู้จักหนุ่มผิวสีเจ้าของร่างโย่ง ผมยาว ผู้นี้แน่นอน

    เขาคือ ตลกดัง ที่มาใช้ชีวิตในสยามประเทศ จนเป็นที่รู้จักในฐานะคนดังอีกคน

    เอกลักษณ์ของหมอนี่เห็นจะเป็นประโยคเด็ดที่ว่า "พ่อง…. ตาย รึ "

    โจอี้ กาน่า มีชื่อจริงว่า มูซา อามิดู จอห์นสัน เกิดเมื่อ 28 ธ.ค. 2516 ที่ เมือง อักกรา ประเทศกาน่า

    หลายคนคงเคยได้ยินปูมหลังของหมอนี่มาแล้วว่า เขาเคยเป็นนักฟุตบอลมาก่อน เคยรับใช้ทีมชาติ กาน่า ในรุ่นเยาวชน 17 ปี  ในฐานะคนเฝ้าเสาด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังเคยค้าแข้งกับทีมในลีกมาเลเซีย อย่าง เซลังงอร์ มาแล้ว

    เพื่อนของเขาเคยชักชวนให้ไปค้าแข้งในเอสลีกของ สิงคโปร์ แต่เจ้าตัวห่วงเรื่องค่าครองชีพกับสกุลเงินดอลลาร์ สิงคโปร์ ที่แพงเลยไม่ไปก่อนตัดสินใจเดินทางมาไทยเมื่อ ราว 20 ปีที่ผ่านมา

 

    ในปี พ.ศ. 2542 ช่วงมาเมืองไทย เขาตัดสินใจจะร่วมทัพกับทีม พนักงานยาสูบ สถานที่รวมตัวของแข้งผิวสีในวันวาน ณ โรงงานยาสูบ ถนนพระราม 4 ยุคอดีตนั้น หากใครเคยผ่านไปภายในโรงงานยาสูบ ภาพที่คุ้นตาดีจะเห็นว่าที่สนามฟุตบอลโรงงานยาสูบ ที่มีทีมลูกหนังที่วันนี้เหลือแค่ชื่อไปแล้วทั้งๆที่เคยเป็นทีมที่ได้แชมป์ลีกสูงสุดของไทยมาแล้ว 1 สมัย คลาคล่ำไปด้วยนักแสวงโชค หวังจะได้เล่นฟุตบอลในไทย ที่แม้วันนั้นจะยังไม่เปรี้ยงปร้างเช่นทุกวันนี้

    แต่ในฐานะคนจากแดนไกลก็หวังจะได้เล่นฟุตบอลในไทยลีกเพื่อหาเงินเลี้ยงปากท้องแม้จะแค่หลักหมื่นก็ตาม

    โจอี้ กาน่า ไปคัดตัวกับทีม พนักงานยาสูบ โดยช่วงที่รอนั้นเพื่อนได้ชวนไปค้าขายละแวกสุขุมวิท ย่านนานา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

    เหมือนฟ้าจะลิขิตให้เขามาเป็นศิลปินตลกในไทยซะมากกว่า เพราะต่อมาเขาได้พบกับปรมาจารย์ตลก ศิลปินรุ่นพ่ออย่าง "เทพ โพธิ์งาม" ที่ช่วงนั้นกำลังมองหานักแสดงชาวต่างชาติผิวสี มาร่วมโปรเจคหนัง

 

    นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นให้ โจอี้ กาน่า ทิ้งฝันที่จะเป็นนักเตะอาชีพและได้เข้าสู่วงการมายาของไทย ด้วยการได้ร่วมแสดงหนังเรื่อง ดึก ดำ ดึ๋ย เมื่อปี พ.ศ. 2546

    นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเขาในฐานะนักแสดงและตัดสินใจเลิกเป็นพ่อค้าแข้งในที่สุด จากนั้นเขาได้เข้าร่วมคณะตลก เชิญยิ้ม และเล่นหนัง เล่นละคร หลายเรื่องทั้ง บางรักซอย 9 , เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮีย , โป๊ะแตก ,มือปืนดาวพระเสาร์ ฯลฯ  และเป็นตัวประกอบในหนังกังฟูชื่อดังของ เฉินหลง อย่าง The Medallion  (เฉินหลง ฟัดอมตะ) เมื่อปี พ.ศ. 2546 อีกด้วย

    วันนี้หนุ่มผิวสีผู้มากความสามารถ ที่สร้างรอยยิ้มให้กับคนไทย แถมยังพูดสื่อสารไทยได้ดีเยี่ยม ยังคงหาโอกาสลงเคาะสนิม ในฐานะนายทวารเก่า กับทีมศิลปินดาราอยู่บ้าง เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนๆร่วมวงการแสดง รวมถึงเป็นการออกกำลังกายไปในตัว

ร็อกสตาร์ผู้ดีสาปส่งผู้ผลิตเสื้อแข่งแมนซิตี้

เลียม กัลลาเกอร์ นักร้อง-นักดนตรีชื่อดังชาวอังกฤษ เล่นแแรงไล่ผู้ผลิตเสื้อแข่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สำหรับใช้ในฤดูกาล 2020/2021 ที่ออกแบบลายเสื้อไม่น่าอภิรมย์ ไปที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศจีน ก่อนที่จะรีบลบข้อความดังกล่าวออกไป

    พูม่า แบรนด์กีฬาดังจากประเทศเยอรมนี รับหน้าที่ผลิตชุดแข่งให้ทัพ "เรือใบสีฟ้า" โดยล่าสุดมีการเปิดเผยชุดที่ 3 ของพวกเขาหลุดออกมาบนโลกอินเตอร์เน็ต และเรียกเสียงขำขันได้ไม่น้อยเนื่องจากลายของชุดมันละคล้ายคล้ายกับเชื้อโรค

    สำหรับชุดแข่งตัวนี้ออกแบบมาเป็นสีขาว พร้อมลวดลายเม็ดถั่วประดับอยู่เต็มตัว สื่อความหมายถึงยุครุ่งเรืองของวงการดนตรี บริทป็อป ในช่วงระหว่างปี 1960-1990 กระนั้นสาวกแมนฯ ซิตี้ หลายคนไม่ปลื้มกับลายของชุด โดยบางคนมองว่ามันคล้ายๆ กับแบคทีเรียด้วยซ้ำ

        กัลลาเกอร์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง "โอเอซิส" (Oasis) วงบริทป็อประดับตำนาน แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ เว็บไซต์ชื่อดังว่า "ใครที่เป็นคนรับผิดชอบในการผลิตชุดแข่งตัวใหม่ของแมนฯ ซิตี้ ก็ควรจะต้องบินไปอู่ฮั่นซะ และใครก็ตามที่ซื้อชุดนี้ก็ต้องขึ้นเที่ยวบินเที่ยวต่อไปทันที​ ให้ตายเถอะ​ พวกแกสมควรไสหัวไปที่นั่นเร็วๆ เลย​ แอลจี(ตัวย่อชื่อ​ เลียม กัลลาเกอร์)"

    อย่างไรก็ตาม ร็อกสตาร์วัย 47 ปีรีบลบข้อความดังกล่าวที่พาดพิงถึงเมืองอู่ฮั่น ซึ่งถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า "โควิด-19" เรียบร้อยแล้ว

 

ลือสนั่น! “ปานิช” ตกลงซบบาร์เซโลน่าเรียบร้อย

สื่อดังอิตาลีปูด มิราเล็ม ปานิช ห้องเครื่อง ยูเวนตุส ตอบตกลงแล้ว ที่จะย้ายไปร่วมก๊วน บาร์เซโลน่า หลังจบซีซั่นนี้ คาดจะเป็นดีลย้ายทีมแบบสลับขั้ว

    มิราเล็ม ปานิช กองกลางจอมปั่นฟรีคิกของ ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ได้ตอบตกลงที่จะย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า ยอดสโมสรลูกหนังในศึก ลา ลีกา สเปน หลังจบฤดูกาลนี้เรียบร้อย ตามรายงานจาก กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำแดนมะกะโรนี เมื่อวันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

    บาร์เซโลน่า เคยพยายามที่จะเซ็นสัญญากับ ปานิช มาแล้วหลายครั้ง และเที่ยวนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำได้สำเร็จ โดย กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ระบุว่า ตอนนี้ ดาวเตะทีมชาติบอสเนียฯ วัย 30 ปี กับ บาร์ซ่า ตกลงกันได้เรียบร้อย

    เชื่อกันว่าดีลนี้จะเป็นการย้ายทีมแบบสลับตัว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า บาร์เซโลน่า จะส่งนักเตะคนไหนไปแลก ซึ่งคาดว่าจะเป็นคนใดคนหนึ่งระหว่าง อาร์ตูร์, อาร์ตูโร่ วิดาล และ อีวาน ราคิติช

    ทั้งนี้ ปานิช ซึ่งย้ายมาจาก อาแอส โรม่า เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2016 ลงเล่นให้ "ม้าลาย" ไปแล้วทั้งสิ้น 167 นัด ทำได้ 22 ประตู