เลสค็อตต์ชี้เดอบรอยน์ยังไม่เทียบชั้นยาย่า

โจลีออน เลสค็อตต์ อดีตกองหลังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชี้ว่าผลงานของ เควิน เดอ บรอยน์ ในฤดูกาลนี้ยังไม่เทียบซีซั่นที่พีคที่สุดของ ยาย่า ตูเร่ เมื่อปี 2013/14

 เดอ บรอยน์ มีส่วนร่วมกับประตูของทีม 33 ลูกในซีซั่นนี้ แบ่งเป็นการทำประตู 13 ลูกและแอสซิสต์อีก 20 หน ในการลงเล่น 35 เกมในพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาล 2019/20 แต่ทาง เลสค็อตต์ มองว่ายังเทียบไม่ได้กับความยอดเยี่ยมของ ตูเร่

 "ยัง, เขาต้องทำมันให้ยาวนานมากกว่านี้อีกหน่อย" เลสค็อตต์ กล่าวเมื่อถูกถามว่า เดอ บรอยน์ เทียบได้กับ ตูเร่ หรือยัง

 "ฤดูกาลที่ดีที่สุดของ ยาย่า นั้นยอดเยี่ยมมากกว่า เขาทำ 20 ประตูในซีซั่นนี้, ปี 2013/14"

 นอกจากนี้ เลสค็อตต์ ยังกระตุ้น เดอ บรอยน์ ให้รักษาความยอดเยี่ยมเอาไว้ให้ได้ต่อเนื่องเพื่อจารึกชื่อเป็นตำนานของพรีเมียร์ลีก

 "สิ่งที่เขาทำและผลในแต่ละเกมนั้นน่าทึ่งมาก เขากำลังสร้างมาตรฐานใหม่"

 "ยุคของ เจอร์ราร์ด และ แลมพาร์ด – ผู้เล่นที่ยอดเยี่ยมบางคนในพรีเมียร์ลีก แต่สิ่งที่ เควิน ทำก็สุดยอดมาก ผมคิดว่าถ้าเขายังทำได้แบบนี้อีกสัก 3-4 ปี เขาจะอยู่ในการพูดถึง (ว่าคือยอดนักเตะของพรีเมียร์ลีก)"

เจอร์ราร์ดนำอดีตแข้งฉลองลิเวอร์พูลได้ชูถ้วยแชมป์พรีเมียร์

อดีตแข้งหลายรายของ ลิเวอร์พูล ฉลองกับการที่อดีตต้นสังกัดได้ชูถ้วยแชมป์อย่างเป็นทางการ อย่างเช่น สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ออกมาพิมพ์แบบสั้นๆ ว่า "แชมเปี้ยน" เป็นต้น
    อดีตนักเตะหลายคนของ ลิเวอร์พูล ร่วมฉลองกับการที่ "หงส์แดง" ได้ชูถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 อย่างเป็นทางการ หลังจบเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ เชลซี 5-3 เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

    ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ การันตีแชมป์ลีกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องรอจนถึงเกมลีกนัดรองสุดท้ายกว่าที่จะได้รับถ้วยแชมป์ ซึ่งบรรยากาศการฉลองภายในสนามก็เต็มไปด้วยความครึกครื้นสุดขีด

 


 

    สำหรับอดีตนักเตะ ลิเวอร์พูล ที่ร่วมฉลองผ่านโลกออนไลน์มีอย่างเช่น สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่พิมพ์ว่า "แชมเปี้ยน", ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่บอกว่า "คงไม่มีทางภูมิใจได้มากกว่านี้อีกแล้ว ขอบคุณนะ @LFC", เจมี่ คาร์ราเกอร์ ที่โพสต์ว่า "เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยบอกว่าเขาจะเปลี่ยนจากผู้กังขาให้เป็นผู้ที่มีความเชื่อ @LFC #premierleaguechampions", จอห์น อัลดริดจ์ ที่พิมพ์ว่า "ชอบการฉลองมากๆ มันเหมาะสมแล้วที่คืนนี้เราเก็บได้ 96 คะแนนพร้อมกับได้ชูถ้วยแชมป์ไปด้วย! เราจะไม่มีวันลืมพวกเขา เหล่า 96 ชีวิตที่ต้องจากไปจากโศกนาฏกรรมฮิลส์โบโร่ และจะไม่มีวันลืมทีมชุดนี้ที่ทำให้เรากลับมาเป็นแชมป์ลีกได้หลังจากห่างหายไปนานด้วย YNWA" และ เอียน รัช ที่พิมพ์ว่า "30 ปี! ขอแสดงความยินดีกับแชมป์ พรีเมียร์ลีก ด้วย @LFC #YNWA" เป็นต้น

 

ตามรอยตำนานลิเวอร์พูล! “โจนส์” เปลี่ยนเบอร์เสื้อใหม่ซีซั่นหน้า

 ขอเดินตามรอย "พี่เจิด"… เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์อนาคตไกล ลิเวอร์พูล เตรียมโยกไปสวมเสื้อหมายเลข 17 หลังจบซีซั่นนี้
    ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศยืนยัน เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า เคอร์ติส โจนส์ กองกลางดาวรุ่งคนเก่ง เตรียมเปลี่ยนหมายเลขเสื้อจาก 48 ไปเป็นหมายเลข 17 ตั้งแต่การแข่งขันในฤดูกาล 2020/21 เป็นต้นไป

     ถือเป็นการเดินตามรอย สตีเว่น เจอร์ราร์ด ยอดตำนานกองกลางกัปตันทีม ที่เคยสวมเสื้อหมายเลข 17 ช่วงระหว่างปี 2000 ถึง 2004 ก่อนโยกไปสวมเสื้อเบอร์ 8 จนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว โดย โจนส์ เพิ่งจรดปากกาเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมถึงปี 2025 เมื่อราวสองสัปดาห์ก่อน

    สำหรับ โจนส์ วัย 19 ปี ซึ่งถือเป็นผลผลิตจากอคาเดมี่ของสโมสร ก้าวขึ้นมาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในฤดูกาลนี้ โดยทำไป 3 ประตู จากการลงเล่นให้ "หงส์แดง" รวมทุกรายการ 10 นัด

 

85 ประตู! สเตอร์ลิงยิงแซงโรนัลโด้สถิติตลอดกาลพรีเมียร์ลีก

ปีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงได้ 2 ประตู ในเกมถล่มวัตฟอร์ด 4-0 ส่งผลให้เขาแซงคริสเตียโน โรนัลโด้ไปเรียบร้อย ในตารางดาวยิงตลอดกาลพรีเมียร์ลีกไปเรียบร้อยแล้ว

ราฮีม สเตอร์ลิง ปีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงแซงคริสเตียโน โรนัลโด้ อดีตผู้เล่นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตารางดาวยิงสูงสุดตลอดกาลพรีเมียร์ลีกเรียบร้อยแล้ว ด้วยจำนวน 85 ประตู

แนวรุกเรือใบสีฟ้าเพิ่งทำสองประตูในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดที่เอาชนะวัตฟอร์ดไป 4-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้เขามี 19 ประตูในลีกฤดูกาลนี้ เทียบเท่า โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ และตามหลังปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยอง อยู่ในอันดับดาวซัลโว

จากผลงานดังกล่าว ทำให้เขายิงประตูแซง คริสเตียโน โรนัลโด้ ซึ่งเล่นอยู่ในตำแหน่งริมเส้นคล้ายคลึงกัน ซึ่งเคยยิงได้ 84 ประตูสมัยค้าแข้งอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เรียบร้อยแล้ว เทียบกับกับผลงานของ เอเดน อาซาร์ สมัยที่ค้าแข้งอยู่กับเชลซี ซึ่งยิงไป 85 ประตูเท่ากัน

ในปัจจุบัน มีนักเตะที่ไม่ใช่ตำแหน่งศูนย์หน้าธรรมชาติเพียง 5 รายเท่านั้น ที่ยิงได้มากกว่าสเตอร์ลิง คือ แมทธิว เลอ ทิสซิเอร์ ซึ่งยิงได้ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก และหากนับรวมสมัยที่ยังเป็นดิวิชันหนึ่งด้วย เขาจะยิงได้ถึง 160 ประตู

ถัดจากนั้นคือ พอล สโคลส์ ยิงได้ 107 ประตู และไรอัน กิ๊กส์ 109 ประตู สมัยที่เล่นให้ทีมปีศาจแดงทั้งคู่ ก่อนจะขยับขึ้นมาเป็น สตีเวน เจอร์ราร์ด กองกลางลิเวอร์พูลที่ยิงได้ 120 ประตู และแฟรงค์ แลมพาร์ด ผู้เล่นที่ไม่ใช่ตำแหน่งศูนย์หน้า ซึ่งยิงได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกจำนวน 177 ประตู

กลับอังกฤษ!เผยทีมชปช.สนดึงเจอร์ราร์ดนั่งเก้าอี้กุนซือ

เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว สตีเว่น เจอร์ราร์ด กุนซือ เรนเจอร์ส กำลังตกเป็นเป้าหมายของ สตีฟ แลนส์ดาวน์ เจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ หลังจากที่ บริสตอล เพิ่งสั่งเด้ง ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
    สตีฟ แลนส์ดาวน์ มหาเศรษฐีและเจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ สโมสรในระดับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ กำลังเล็งที่จะดึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส สโมสรในศึก สกอตติช พรีเมียร์ชิพ มาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ตามรายงานของ เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    แลนส์ดาวน์ เพิ่งสั่งปลด ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังจนถึงขั้นไม่ชนะใครมา 9 นัดติดต่อกัน โดยพอ จอห์นสัน โดนเด้งออกจากตำแหน่ง บริสตอล ก็ชนะ 2 นัดติดต่อกันทันทีเลย

    นอกจาก เจอร์ราร์ด แล้วนั้น คริส ฮิวจ์ตัน อดีตกุนซือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ลี โบว์เยอร์ อดีตแข้งคนดังที่ตอนนี้คุม ชาร์ลตัน แอธเลติก อยู่ และ ไรอัน โลว์ นายใหญ่ พลีมัธ อาร์ไกล์ ก็อยู่ในลิสต์ที่ แลนส์ดาวน์ เล็งเอาไว้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เดลี่ เอ็กซ์เพรส บอกว่าตำนานกองกลาง ลิเวอร์พูล คือคนที่ แลนส์ดาวน์ เชื่อว่าจะทำให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก ตามที่ตนวาดฝันเอาไว้ได้

    สำหรับ เจอร์ราร์ด นั้น ทำผลงานได้น่าประทับใจพอตัวนับตั้งแต่ที่เข้าคุม เรนเจอร์ส ในช่วงกลางปี 2018 แม้ว่าจะยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เลยก็ตาม โดยเขามีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะราว 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มันก็จะเป็นงานยากสำหรับ บริสตอล ที่จะดึง เจอร์ราร์ด มาเป็นกุนซือคนใหม่ได้ เพราะเขาเพิ่งต่อสัญญากับ เรนเจอร์ส จนถึงปี 2024 ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ถึงกับหลั่งน้ำตา! “คล็อปป์” พูดไม่ออกหลังลิเวอร์พูลซิวแชมป์พรีเมียร์ลีก

น้ำตาของบอส… เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ปลื้มจนพูดไม่ออก หลัง "หงส์แดง" การันตีแชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นนี้เรียบร้อย พร้อมชมลูกทีมและสต๊าฟฟ์โค้ชที่ทุ่มเททำงานเป็นอย่างดีมาตลอด

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับทั้งน้ำตาว่า เป็นความรู้สึกที่แทบบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ หลังจากที่ "หงส์แดง" การันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 เรียบร้อย จากการที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมรองจ่าฝูง พลาดท่าบุกไปแพ้ เชลซี 1-2 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา

   การปราชัยนัดนี้ของ "เรือใบสีฟ้า" ทำให้พวกเขายังคงมีคะแนนอยู่ที่ 63 แต้ม จากการลงแข่ง 31 นัด ตามหลัง ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูง ถึง 23 แต้ม ซึ่งกับโปรแกรม 7 เกมที่เหลือ (เก็บเต็มที่ได้แค่ 21 แต้ม) ทำให้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า พวกเขาไม่สามารถโกยคะแนนไล่ ลิเวอร์พูล ทัน และเท่ากับเป็นการยืนยันว่า ตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ตกเป็นของ "หงส์แดง" เรียบร้อย ซึ่งถือเป็นการยุติการรอคอยแชมป์ลีกไว้ที่ 30 ปี

    "ผมพูดไม่ออกเลย มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมาก ผมแทบไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นไปได้ การคว้าแชมป์กับสโมสรแห่งนี้มันเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ ผมรู้ด้วยว่า เคนนี่ คอยให้กำลังใจเรามากแค่ไหน แชมป์นี้เพื่อคุณด้วยนะ เคนนี่ เราต้องรอคอยมานานถึง 30 ปี"

"แชมป์นี้เพื่อนายด้วย สตีวี่ (สตีเว่น เจอร์ราร์ด) ซึ่งนายเองก็รอคอยมานานเช่นกัน มันง่ายสำหรับผมที่จะคอยกระตุ้นทีม เพราะด้วยประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเรา มันเป็นอะไรที่เหลือเชื่อจริงๆ"

    "มันเป็นความตึงเครียดที่กินเวลาร่วมๆ 95-100 นาที (เกมที่ ซิตี้ แพ้ เชลซี) ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากจะมีส่วนร่วมด้วยหรอก มันเป็นความสำเร็จที่สุดยอดจริงๆ สำหรับบรรดานักเตะของผม สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ซึ่งก็ถือเป็นความสุขสำหรับผมที่ได้โค้ชพวกเขา นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"

    "ส่วนทีมสต๊าฟฟ์โค้ชของผม สิ่งที่พวกเขาทำมาตลอด ผมไม่สามารถภูมิใจพวกเขาไปมากกว่านี้อีกแล้ว นับตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาอยู่ที่นี่ มันถือเป็นการเดินทางที่น่าตื่นตาตื่นใจ และมันก็ยังไม่จบอยู่แค่นี้ สำหรับคืนนี้เรามีความสุขให้เต็มที่กับความสำเร็จ มันเป็นอะไรที่ยิ่งกว่าที่เราฝันเอาไว้" ยอดกุนซือชาวเยอรมันวัย 53 ปี กล่าว

 

เท่าไหร่?เจอร์ราร์ดเผยค่าตัวที่เชลซีเคยยื่นซื้อเมื่อปี2004

สตีเว่น เจอร์ราร์ด เผยว่าเมื่อปี 2004 เชลซี ตัดสินใจยื่นเงิน 37.5 ล้านปอนด์เพื่อเป็นค่าตัวของตน พร้อมยันว่าไม่เสียดายเลยที่อดย้ายทีมในตอนนั้น
    สตีเว่น เจอร์ราร์ด ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าตอนปี 2004 ที่ เชลซี สนใจจะคว้าตนไปร่วมทัพนั้น อีกฝ่ายยื่นข้อเสนอขอซื้อตนด้วยค่าตัว 37.5 ล้านปอนด์ ซึ่งเทียบเป็นเงินในปัจจุบันที่ 52.67 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,106.8 ล้านบาท)

    เจอร์ราร์ด ถือเป็นนักเตะที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล รักเป็นอย่างมาก เพราะเขาเป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่ของทีมโดยตรง, เป็นเด็กจากย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์ และไม่เคยเล่นให้ทีมใหญ่ในทวีปยุโรปทีมอื่นเลย อย่างไรก็ตาม ที่จริงดาวเตะชาวอังกฤษก็เคยเกือบย้ายจาก "หงส์แดง" ไปอยู่กับ เชลซี ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2004 เหมือนกัน หลังจากที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม เชลซี ในตอนนั้น ตามจีบเขาอย่างหนัก และ เจอร์ราร์ด ก็เคยมีความคิดที่จะไปเล่นในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ด้วย

    เจอร์ราร์ด กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่า "ที่จริงฉันเสียใจนิดหน่อยที่ตอนนั้นแสดงท่าทีอยากย้ายทีมไป รวมถึงเสียใจกับการที่ทุกอย่างมันออกมาเป็นแบบนั้น ความจริงก็คือตอนนั้นฉันไม่รู้ว่าสถานะของฉันกับ ราฟา มันเป็นยังไงกันแน่ ราฟา เคยคุยกับฉันแล้วบอกว่า -ฉันรู้ดีว่าเอเยนต์ของนายกำลังคุยกับ เรอัล มาดริด และ เชลซี อยู่-"

    "ตอนนั้นฉันระแวงมากๆ ว่า ราฟา จะยอมรับเงินก้อนโตเพื่อเอาไปพยายามสร้าง ลิเวอร์พูล ชุดใหม่ขึ้นมา ตอนนั้น เชลซี ยื่นข้อเสนอเข้ามาที่ 37.5 ล้านปอนด์ ตอนนั้นมันถือเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากๆ แต่ถ้าเอาเงินก้อนนั้นมาใช้ในตอนนี้มันจะสามารถซื้ออะไรได้บ้างกันล่ะ ?"

    ทั้งนี้ เนวิลล์ คนพี่ หยอกเล่นๆ ว่าเงิน 37.5 ล้านปอนด์ในสมัยนี้สามารถซื้อ เฟร็ด กองกลาง แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แค่ครึ่งตัวเท่านั้น หลังจากค่าตัวที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จ่ายไปเพื่อซื้อ เฟร็ด ก็คือ 52 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,080 ล้านบาท)

    หลังจากนั้น เจอร์ราร์ด ก็เสริมว่าตนไม่เคยรู้สึกเสียดายเลยที่อดย้ายทีม เพราะ ลิเวอร์พูล คือทีมที่ตนรักจนสุดหัวใจ "มูรินโญ่ มีส่วนสำคัญอย่างมากในเรื่องนั้น การที่ตอนนั้นฉันยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่มันทำให้ฉันคิดเกี่ยวกับการย้ายทีม และสนใจไอเดียนั้นนิดหน่อย แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่นึกเสียดายอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะว่า ลิเวอร์พูล คือสโมสรที่ฉันรัก และมันก็ควรจะเป็นอย่างนั้น"

ชุบตัวสำเร็จไหม ? วิเคราะห์โอกาสติดทีมในซีซั่นหน้าของ 5 แข้งปล่อยยืมจาก ลิเวอร์พูล

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่นักเตะของทีมใหญ่ซึ่งไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากพอจะโดนปล่อยออกจากทีมด้วยสัญญายืมตัว เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้นจะได้ไปเล่นกับที่อื่นจนทำให้สภาพร่างกายยังเหมาะสำหรับการลงเล่น เผื่อว่าพวกเขาจะได้กลับไปรับใช้ต้นสังกัดที่แท้จริงได้ หรือโชว์ฟอร์มได้เข้าตาจนมีทีมมาซื้อไปร่วมทัพ

    ในซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล ก็ปล่อยนักเตะไปเล่นแบบยืมตัวกับหลายราย โดยบางคนก็เป็นชื่อที่เหล่า "เดอะ ค็อป" คุ้นหูด้วย คำถามคือหลังจากหมดสัญญาเช่าแล้วแข้งเหล่านั้นมีโอกาสที่จะกลับมาสู่ ลิเวอร์พูล ในฐานะขุมกำลังคนหนึ่งสำหรับการสู้ศึกในซีซั่นหน้าได้รึเปล่า ? ซึ่งวันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันสัก 5 คน โดยแต่ละคนเคยผ่านการเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล มาบ้างแล้วด้วย

    – แฮร์รี่ วิลสัน
    วิลสัน อยู่ในอะคาเดมี่ของ ลิเวอร์พูล มาตั้งแต่ปี 2005 แต่เขาเพิ่งมีโอกาสลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ "หงส์แดง" ไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้น โดยเขาเริ่มเป็นที่เตะตาของหลายคนตอนไปเล่นกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เมื่อฤดูกาลก่อน ด้วยผลงาน 18 ประตู จากการลงเล่น 49 นัดในทุกรายการ ขณะที่ซีซั่นนี้เขากำลังเล่นแบบยืมตัวกับ บอร์นมัธ และก็ทำไปแล้ว 7 ประตู จากการลงสนามในทุกรายการ 27 เกม

 

    ฟอร์มของ วิลสัน อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเขายังมีจุดเด่นเรื่องการเล่นลูกฟรีคิกด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เขามีตำแหน่งเป็นปีก ทำให้ในซีซั่นหน้าเขาก็น่าจะยังไม่สามารถมาเป็นตัวจริงให้กับ ลิเวอร์พูล ได้อยู่ดี หลังจากตอนนี้ "หงส์แดง" มีตัวเลือกในตำแหน่งดังกล่าวเต็มไปหมด ไม่ว่าจะทั้งในทีมชุดใหญ่อย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์,ทาคูมิ มินามิโนะ และ ดิว็อค โอริกี้ แถมยังมีดาวรุ่งอย่าง เคอร์ติส โจนส์ อยู่อีก

    โอกาสได้เป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า : 1/5

    – เบน วู้ดเบิร์น
    หลังจากโผล่มาได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล 9 นัดจากทุกรายการในฤดูกาล 2016-17 กราฟชีวิตของ วู้ดเบิร์น กับ ลิเวอร์พูล ก็ดิ่งลงเหว เขาได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่เพียง 2 นัดในซีซั่นต่อมา และพอถึงฤดูกาล 2018-19 ก็ต้องไปเล่นกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ด้วยสัญญายืมตัว ส่วนซีซั่นนี้ก็ไปเล่นให้ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด ด้วยสัญญาเช่าเช่นกัน

 

    แม้ว่า วู้ดเบิร์น จะมีดีกรีติดทีมชาติเวลส์ แต่ในปี 2019 เขาก็ได้ลงเล่นให้ทีมชาติไปเพียงนัดเดียวเท่านั้น ส่วนซีซั่นนี้ก็ยังไม่ได้ลงเล่นให้บ้านเกิดเลย ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็เป็นเพราะผลงานของเขาไม่ได้น่าประทับใจแม้กระทั่งการเล่นให้ อ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นทีมในระดับ ลีก วัน โดยเขาผ่านบอลเข้าเป้าในลีกประจำซีซั่นนี้เพียง 76.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แถมยังทำแอสซิสต์ได้เพียง 2 หนด้วย

    โอกาสได้เป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า : 0/5

    – เชยี่ โอโจ้
    ถ้าจะบอกว่านี่คือสุดยอดนักเตะจอมพเนจรแบบชั่วคราวของ ลิเวอร์พูล ชุดนี้มันก็คงไม่ผิดอะไร หลังจากได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล 11 นัดในฤดูกาล 2015-16 เขาก็มีบทบาทน้อยลงจนได้เล่นเพียง 2 เกมในซีซั่นต่อมา และหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่เคยได้สัมผัสกับเกมในระดับทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล อีกเลย

    โอโจ้ ถือว่ามีประสบการณ์โชกโชนในด้านการเล่นแบบยืมตัว เพราะก่อนที่จะได้ลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล เป็นครั้งแรกในซีซั่น 2015-16 เขาก็เคยไปเล่นแบบยืมตัวกับ วีแกน แอธเลติก (ซีซั่น 2014-15) และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส (ซีซั่น 2015-16) มาแล้ว และตั้งแต่ฤดูกาล 2017-18 เป็นต้นมาเขาก็ต้องไปเล่นแบบยืมตัวทุกฤดูกาล เริ่มจาก ฟูแล่ม, แร็งส์ และกับ เรนเจอร์ส ในฤดูกาลนี้

 

    ที่จริงแล้วซีซั่นนี้ โอโจ้ ได้ลงเล่นกับ เรนเจอร์ส เยอะมาก หลังจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด กุนซือ เรนเจอร์ส ส่งเขาลงเล่นถึง 33 นัดในทุกรายการ และเจ้าตัวก็ทำได้ 5 ประตูด้วย แต่ก็เหมือนกับ วิลสัน ที่มันยังไม่ดีพอที่จะทำให้เขาเบียดปีกคนอื่นๆ ในขุมกำลังชุดปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล ได้ แถมที่จริงโอกาสที่เขาจะยึดตำแหน่งภายในทีมมาครองได้ยังน้อยกว่า วิลสัน ซะด้วยซ้ำ

    โอกาสได้เป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า : 0/5

    – ลอริส คาริอุส
    แม้ว่าเดิมทีสัญญายืมตัวเขาที่ เบซิคตัส ทำกับ ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 จะมีระยะเวลา 2 ฤดูกาล แต่นายด่านชาวเยอรมันก็จำเป็นต้องกลับมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ก่อนกำหนด หลังจากเจ้าตัวโมโหที่ทีมดังของแดนไก่งวงเบี้ยวค่าเหนื่อยจนถึงขนาดไปยื่นเรื่องร้องเรียนเลย

 

    แน่นอนว่าสภาพในตอนนี้ คาริอุส ไม่มีทางเบียด อลีสซง เบ็คเกอร์ ให้หลุดจากตำแหน่งมือ 1 ของ ลิเวอร์พูล ได้ แต่ในด้านตำแหน่งมือ 2 นั้นมันยังถือว่าโอกาสอยู่ที่ 50/50 เพราะแม้ว่าเขาจะเคยมีชอตพลาดให้เห็นอยู่พอประมาณในตอนไปเล่นแบบยืมตัวกับ เบซิคตัส แต่จุดที่เขามีดีกว่า อาเดรียน มือ 2 คนปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล คือเป็นคนที่กล้าวิ่งออกมาจากปากประตูเพื่อตัดบอลมากกว่านายด่านชาวสแปนิช มันก็แค่เขาต้องแก้ไขเรื่องการตัดสินใจให้ได้เท่านั้น ซึ่งถ้าเขาทำอย่างนั้นได้แล้วล่ะก็ เขาก็น่าจะเป็นมือ 2 ให้กับ ลิเวอร์พูล แล้วรอลงเล่นพวกเกมฟุตบอลถ้วยในซีซั่นหน้าได้

    โอกาสได้เป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า : 2.5/5

    – มาร์โก กรูยิช
    กรูยิช เคยส่อแววว่าจะหมดหวังกับการได้เป็นกำลังหลักให้กับ ลิเวอร์พูล หลังจากได้ลงเล่นในทุกรายการเพียง 14 นัด ตลอดช่วงที่อยู่กับทีมในซีซั่น 2016-17 และ 2017-18 จนทำให้เขาต้องไปเล่นแบบยืมตัวกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ในสัญญาเช่าเมื่อฤดูกาล 2017-18 แล้วจากนั้น แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ก็ยืมตัวเขาไปใช้งานต่อในซีซั่น 2018-19

    การเล่นที่เยอรมนีนี่เองที่เหมือนเป็นการกอบกู้ชีวิตของ กรูยิช เพราะเขาเล่นได้โดดเด่นจน แฮร์ธ่า ขอยืมเขาต่อสำหรับการสู้ศึกซีซั่น 2019-20 และเขาก็ยังเล่นได้โดดเด่นเหมือนเดิม เพียงแต่ แฮร์ธ่า ก็ประกาศไปแล้วว่า กรูยิช จะหอบข้าวของกลับ แอนฟิลด์ หลังจบซีซั่นนี้

 

    ทั้งนี้ ถ้าหาก กรูยิช ยังเล่นได้ดีแบบนี้ต่อไปแล้วล่ะก็ เขาก็มีโอกาสดีทีเดียวที่จะได้เป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลหน้า เพราะแดนกลางของ ลิเวอร์พูล จะมีที่ว่างแน่นอนอย่างน้อย 1 ตำแหน่ง จากการที่ อดัม ลัลลาน่า เตรียมบอกลาทีม แถมตอนนี้อนาคตของ จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม ก็ยังไม่แน่นอนเท่าไหร่ด้วย

    โอกาสได้เป็นตัวเลือกของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นหน้า : 3.5/5

บาร์นส์ชี้ชัดดาวรุ่งลิเวอร์พูลพร้อมหรือยังเป็นกำลังหลักซีซั่นหน้า

จอห์น บาร์นส์ ระบุ ในความคิดของตนนั้น นักเตะดาวรุ่งหลายคนของ ลิเวอร์พูล ในชุดนี้ยังไม่พร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมในซีซั่นหน้า แม้ว่านักเตะอย่าง โจนส์ จะดูมีอนาคตสดใสก็ตาม

    จอห์น บาร์นส์ ตำนานปีกของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า "หงส์แดง" ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่งคนไหนที่เหมาะจะเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาลหน้า

    ลิเวอร์พูล มีดาวรุ่งในอะคาเดมี่ที่ได้รับการจับตามองหลายราย อย่างเช่น เคอร์ติส โจนส์ และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เป็นต้น โดยบางคนได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในซีซั่นนี้ไปบ้างแล้วด้วย ซึ่งมันก็ทำให้บางคนมองว่าแข้งเหล่านั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้ทีมในซีซั่นหน้าได้

    บาร์นส์ กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่าตอนนี้มันมีนักเตะเยาวชนคนไหนที่พร้อมจะเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ในตลาดการเสริมทัพหนนี้ ลิเวอร์พูล จะไม่เดินเรื่องอะไรที่มันเอิกเกริก แต่พวกเขาก็จะต้องพึ่งพานักเตะในทีมรุ่นใหญ่ที่มีอยู่ในทีมด้วย"

    "จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาเราได้เห็นกันว่ามีนักเตะเยาวชนบางคนที่ได้ลงเล่นในเกมฟุตบอลถ้วย และมีชื่อติดทีมในบางนัด แต่มันไม่มีใครที่เข้าข่าย ราฮีม สเตอร์ลิง, คนที่เป็นแบบ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ วัยหนุ่ม หรือคนที่เป็นแบบ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัยเยาว์เลย"

    "ผมไม่อยากสร้างความกดดันให้พวกเขาหรอกนะ ดังนั้นในระหว่างที่ ลิเวอร์พูล จะไม่ทุ่มเงินดึงใครมาร่วมทีมให้มันเป็นข่าวใหญ่โตแล้วน่ะ คุณก็ยังมีเด็กหนุ่มอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ที่สามารถสร้างความประทับใจในระดับทีมชุดใหญ่ได้เรื่อยๆ ให้รอใช้งานในอนาคตอยู่ แต่ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องให้เขาถึงขั้นสอดแทรกเข้ามาติดทีมได้ก่อนหน้าพวกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาหรอก"

สโคลส์ตอบชัดประเด็นคนเทียบตนกับเจอร์ราร์ด-แลมพาร์ด



หลังจากที่ผ่านมาคนชอบเปรียบเทียบกันบ่อยๆ ว่าใครเก่งกว่ากัน ระหว่าง พอล สโคลส์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ล่าสุด สโคลส์ ก็บอกว่าอีก 2 คนเก่งกว่าตน อย่างรายของ แลมพาร์ด ก็เข้าขั้นเป็นมิดฟิลด์จอมทำประตูที่เก่งที่สุดของอังกฤษ ส่วน เจอร์ราร์ด มีจุดเด่นในหลายๆ ด้าน

    พอล สโคลส์ ตำนานกองกลางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บอกว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด อดีตยอดมิดฟิลด์ของ ลิเวอร์พูล กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตกองกลางคนดังของ เชลซี เป็นนักเตะที่เก่งกว่าตน

    สโคลส์, เจอร์ราร์ด และ แลมพาร์ด มักจะโดนเอามาเปรียบเทียบกันอยู่บ่อยๆ หลังจากทั้ง 3 คนต่างก็เล่นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน, มีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม, เป็นกำลังสำคัญของทีมชาติอังกฤษ รวมถึงประสบความสำเร็จกับต้นสังกัดของพวกเขาด้วย

   ตอนไปออกรายการพ็อดแคสต์ของ ร็อบบี้ ซาเวจ อดีตกองกลางพันธุ์ดุ ซึ่งเคยอยู่ในอะคาเดมี่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับเขานั้น สโคลส์ โดนถามถึงเรื่องที่ว่าระหว่างเขา, เจอร์ราร์ด กับ แลมพาร์ด ใครเป็นคนที่เก่งกว่ากัน และเจ้าตัวก็ตอบว่า "แน่นอนว่า สตีวี่ จี กับ แฟร้งค์ เก่งกว่าฉัน แต่เอาตามตรงนะ ฉันเบื่อกับการได้ยินเรื่องเหล่านี้เต็มทีแล้ว มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย ทุกคนสามารถมีความเห็นของตัวเองได้ทั้งนั้น ทั้งคู่ต่างก็เป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มีสไตล์ที่แตกต่างกัน"

    "แฟร้งค์ เล่นในตำแหน่งนั้นได้ดีมากๆ เขาอยู่กับทีมที่ช่วยทำให้เขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ (โคล้ด) มาเกเลเล่ ช่วยทำให้เขาสามารถทำเรื่องต่างๆ ได้ตามสบาย เขาอาจจะเป็นกองกลางจอมทำประตูที่เก่งที่สุดตลอดกาล (ของอังกฤษ) ด้วยซ้ำ ขณะที่ สตีเว่น สามารถทำทุกอย่างในสนามได้ เขาเร็ว, แข็งแกร่ง, มีร่างกายที่แข็งแกร่ง, สามารถทำประตูได้ และช่วยสร้างโอกาสทำประตูได้เช่นกัน เกมรับอาจจะไม่ใช่หนึ่งในจุดเด่นของเขา แต่ฉันคิดว่าเราทั้ง 3 คนก็เล่นเกมรับกันได้ไม่ดีเท่าไหร่พอๆ กันอยู่แล้ว"