สื่อเผยโซลชาบอกซานโช่แล้วได้ย้ายซัมเมอร์นี้หรือไม่

ดั๊กบลาเด็ต สื่อของประเทศนอร์เวย์ แฉว่าไม่นานมานี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด บอกกับ เจดอน ซานโช่ เองเลยว่าดีลมันใกล้ที่จะจบลงด้วยดีแล้ว แม้ว่ามันจะยืดเยื้อสุดๆ ก็ตาม โดยทั้งคู่ติดต่อหากันอยู่บ่อยๆ มาตลอดทั้งช่วงซัมเมอร์

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บอกกับ เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ว่า "ปีศาจแดง" ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับ "เสือเหลือง" ได้แล้ว และการย้ายทีมจะเกิดขึ้นในตลาดการเสริมทัพรอบนี้แน่นอน ตามรายงานของ ดั๊กบลาเด็ต สื่อของประเทศนอร์เวย์

เป็นที่เชื่อกันว่า โซลชา กาหัว ซานโช่ เป็นเป้าหมายการเสริมทัพที่สำคัญที่สุดในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะมองว่าเกมรุกตรงริมเส้นของทีมยังไม่ดีเท่าที่ควร และดาวเตะทีมชาติอังกฤษก็ตอบโจทย์เรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี หลังจากทำไป 35 ประตูกับ 44 แอสซิสต์ จากการลงเล่นให้กับ ดอร์ทมุนด์ 100 นัดในทุกรายการ

ทั้งนี้ ลือกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ ซานโช่ และตกลงเรื่องต่างๆ กับเอเยนต์ของแข้งชาวอังกฤษได้แล้ว แต่ปัญหาหลักในตอนนี้คือเรื่องค่าตัวเพราะ ดอร์ทมุนด์ ประกาศจุดยืนว่าจะยอมขายก็ต่อเมื่อได้ค่าตัว 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,440 ล้านบาท) เท่านั้น แต่ "ปีศาจแดง" ไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินให้ถึงระดับนั้น ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนของ ดอร์ทมุนด์ ก็มักจะให้สัมภาษณ์ในเชิงที่บอกว่าแข้งวัย 20 ปี จะอยู่กับทีมต่อไปแน่นอนด้วย

อย่างไรก็ตาม ดั๊กบลาเด็ต แฉว่าไม่นานมานี้ โซลชา บอกกับ ซานโช่ เองว่าการเจรจายังคงดำเนินการอยู่ และเขาจะได้มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด แน่นอน แต่ก็ยอมรับด้วยว่าการเจรจามันยุ่งยากพอตัว โดยสื่อเจ้าเดิมเสริมว่าทั้ง 2 คนติดต่อหากันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย

 

แวร์เนอร์แจ่ม-ฮาแวร์ทซ์ยังต้องจูน! 5ข้อหลังเชลซีบุกอัดไบรท์ตัน

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเชลซี นำทัพ "สิงห์บลูส์" ยุคใหม่ที่มาพร้อมกับนักเตะชั้นยอดอย่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ลงสนามเปิดตัวในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งแรก พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยให้ทีมไล่ต้อน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ถึงถิ่นเอแม็กซ์ สเตเดี้ยม เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

แมตช์นี้ แวร์เนอร์ โชว์ให้เห็นแล้วว่าทำไม "แลมพ์ส" ถึงอยากได้เขามาร่วมทีม โดยเจ้าตัวใช้สปีดเร็วกว่านรกช่วยให้ทีมได้จุดโทษ และเป็น จอร์จินโญ่ สังหารไม่เหลือซาก แต่เจ้าบ้านมาได้ประตูตีเสมอจากการยิงไกลของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ซึ่งจังหวะนี้ส่วนหนึ่งมาจาก เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านที่กะจังหวะผิด

อย่างไรก็ตามด้วยคุณภาพของทีมทำให้ เชลซี ได้อีกสองประตูจากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ ที่ยิงไกลสุดสวย และแอสซิสต์ให้  คูร์ท ซูม่า ซัดประตูย้ำชัยชนะ ช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนสำคัญ และทำให้พวกเขาคว้าแต้มรวม 2,000 แต้มในพรีเมียร์ลีก จากการเล่น 1,077 เกม ซึ่งเป็นทีมที่สามที่ทำได้ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2,234 คะแนน) และ อาร์เซน่อล (2,014 คะแนน)

1.  บทบาทชอง ฮาแวร์ทซ์ ?
ก่อนหน้านี้มีคำถามเกิดขึ้นตอนที่ เชลซี ตัดสินใจเซ็นสัญญาคว้าตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมัน มาร่วมทีม ว่าจะส่งเขาลงเล่นในตำแหน่งไหน ? เพราะแผงกลางของ "สิงโตน้ำเงินคราม" อัดแน่นไปด้วยผู้เล่นคุณภาพชั้นยอดมากมาย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่ม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมใช้งาน ฮาแวร์ทซ์ ในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงกองกลาง เนื่องจากนักเตะเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลาย และสามารถปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับในเกมแรกของ ฮาแวร์ทซ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก "แลมพ์ส" จับเขาลงเล่นทางฝั่งขวาโดยคอยช่วยสนับสนุนกองหน้า ขณะที่ จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยืนเป็นตัวคุมจังหวะ นั่นทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช มีอิสระในการเล่น และทำหน้าที่คอยปั้นเกมให้กับ ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์ และรูเบน ลอฟตัน-ชีค

การที่ ฮาแวร์ทซ์ ถูกจับไปยืนฝั่งขวา ขณะที่ เมาท์ ลงเล่นฝั่งซ้าย และ ลอฟตัน-ชีค เล่นอยู่ตรงกลางทำให้แนวรุกของ "สิงห์บลูส์" อันตรายมากยิ่งขึ้น แม้นักเตะจะมีจังหวะผ่านบอลสวย และการเคลื่อนไหวหาพื้นที่ได้ดี แต่นี่ยังใช่ศักยภาพที่แท้จริงของเขา กระนั้นนี่แค่ช่วงเริ่มต้นกับลูกหนังเมืองผู้ดี คาดว่าคงจะได้เห็นทีเด็ดของยอดแข้งเลือดด๊อทย์ช มากกว่านี้แน่นอน
 

2. ฤดูกาลใหม่ แต่ เกปา ยังออกทะเลเหมือนเดิม
หนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังของ เชลซี คงหนีไม่พ้น  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ที่โชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวังจริงๆ กับแมตช์เยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวว่าสโมสรต้องการโกลคนใหม่

นายทวารเลือดกระทิงดุ ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร แต่ผลงานในเกมชนะ ไบรท์ตัน ถือว่าไม่คุ้มค่าตัวจริงๆ โดยเฉพาะจังหวะที่เสียประตูจากการยิงไกลของ  เลอันโดร ทรอสซาร์ แต่ เกปา ดันพุ่งช้า ส่งผลให้บอลลอยเข้าไปเสียบมุมอย่างงดงาม

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ โกลชาวสแปนิช ยังมีจังหวะผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หากพูดกันแบบเป็นกลางจังหวะที่ ทรอสซาร์ ยิงไกล หากเป็นผู้รักษาประตูระดับโลก น่าจะสามารถจัดการกับลูกนี้ได้ดีกว่า อดีตนายทวาร แอธเลติก บิลเบา แน่นนอน

ฉะนั้น เกปา น่าจะเป็นปัญหาสำคัญที่ แลมพาร์ด ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไม กุนซือชาวอังกฤษ ถึงต้องการคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ ผู้รักษาประตูชาวเซเนกัลจากสโมสร แรนส์ มาร่วมทัพให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้

 3.  ตัวเลือกแบ็กขวาอังกฤษเพิ่มขึ้น
อังกฤษมีผู้เล่นแบ็กขวาชั้นดีเยอะมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, คีแรน ทริปเปียร์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ อารอน วาน-บิสซาก้า แต่ตอนนี้ "ทรี ไลอ้อนส์" มีตัวเลือกชั้นดีอีกได้แก่ รีซ เจมส์ และ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่ฟอร์มโดดเด่นเหลือเกิน

 ในรายของ แลมป์ตีย์ มีส่วนสำคัญกับฟอร์มของไบรท์ตัน ในเกมนี้ โดยอดีตเด็กปั้นเชลซี โชว์ฟอร์มได้เด็ดสะระตี่ทั้งๆ ที่อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น โดยเขาเต็มไปด้วยความเร็ว และมีศักยภาพในการเล่นเกมรับได้แข็งแกร่ง และยังเติมเกมรุกได้ดีเยี่ยม มีทักษะดี และกล้าวิ่งทะลุทะลวง สำหรับสถิติของเขาสามารถเสียบสกัดได้ 3 ครั้ง และตัดบอลได้ 3 ครั้งมากว่าเพื่อนร่วมสังกัด ที่สำคัญนักเตะยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ ทรอสซาร์ ยิงประตูซะด้วย

ขณะที่ เจมส์ ก็ทำผลงานได้ไม่ธรรมดากับ "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยวัยแค่ 20 ปี เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างเฉิดฉาย และถือเป็นฟูลแบ็กที่ครบเครื่องจริงๆ โดยหากมองอย่างเป็นการ "เจ้าหนูรีซ" มีการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นกว่า อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และเล่นเกมบุกได้เยี่ยมกว่า วาน-บิสซาก้า ต้องยอมรับว่ามีสองสิ่งที่สมดุลมากกว่าผู้เล่นทั้งสองคน

นอกจากนี้ เจมส์ ยังมีทีเด็ดในเรื่องของการยิงประตู โดยนักเตะแสดงให้เห็นในจังหวะที่ซัดประตูให้ต้นสังกัดขึ้นนำ 2-1 จากการตะบันเต็มข้อระยะกว่า  25 หลา บอลพุ่งราวกับขี่พายุทะลุฟ้าแหวกอากาศเข้าไปซุกก้นตาข่ายชนิดที่ แม็ทธิว ไรอัน  หมดปัญญาป้องกัน แถมยังแอสซิสต์ให้ คูร์ท ซูม่า ซัดประตูตอกฝาโลงด้วย

ฉะนั้นตอนนี้ อังกฤษ มีตัวเลือกในตำแหน่งแบ็กขวาเยอะมาก และหากทีมเกิดมีปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บหรือติดโทษแบน งานนี้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมอังกฤษ สบายใจได้เลยเพราะเขามีตัวเลือกอีก 2 รายทั้ง แลมป์ตีย์ กับ เจมส์ เข้ามาเสียบแทนได้สบายๆ

 4. แนวรับต้องการผู้นำที่แท้จริง
    ตอนนี้ดูเหมือนว่า เชลซี จำเป็นต้องมีผู้นำในเกมรับอย่างแท้จริง แน่นอนว่าหากมองกันอย่างยุติธรรมกองหลังของ "สิงโตน้ำเงินคราม" แมตช์นี้อาจจะผ่านบททดสอบเรื่องสภาพร่างกาย และเทคนิคส่วตัว แต่สอบตกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการเล่นตามแท็คติกโค้ช

แมตช์นี้ทุกๆ คนคงได้เห็นแล้วว่า อันเดรียส คริสเตนเซ่น กับ  คูร์ท ซูม่า ยังคงมีบางจังหวะที่เล่นกันแบบสับสนโดยเฉพาะเมื่อโดนไบรท์ตันเปิดเกมบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แถมยังพลาดมหันต์ที่ปล่อยให้ ลูอิส ดังค์ ขึ้นไปโหม่งแบบสบายๆ ไร้ตัวประกบในระยะ 5 หลาเข้าประตู งานนี้เกมคงจะแตกต่างออกไปจากนี้

การที่ปล่อยให้ ดังค์ ได้โหม่งแบบโล่งๆ ในจังหวะฟรีคิกจึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่ว่าทำไม เชลซี จึงต้องการกองหลังที่มีความเป็นผู้นำ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กที่ผ่านประสบการณ์ในเกมลูกหนังมาอย่างโชกโชน

 ฉะนั้น ซิลวา มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ และจะช่วยบัญชาเกมรับของทีมให้มีความนิ่ง และเล่นได้ตามแท็คติกที่โค้ชสั่ง อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่ เชลซี ต้องลุ้นที่สุดก็คือตอนนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังไม่สามารถลงเล่นให้ทีมได้ เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟิต

    อย่างไรก็ตามหาก อดีตสตาร์ เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมลงสนามเมื่อไหร่ เชื่อว่าเขาจะทำหน้าที่คอยควบคุมและสั่งการเพื่อให้แผงกองหลังมีการเล่นที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และยังช่วย เกปา (หากยังไม่โดนดร็อป) ไม่ต้องเจอกับงานหนัก

 5. แวร์เนอร์ โชว์ของตั้งแต่เกมแรก
สำหรับการลงเล่นเกมแรกในพรีเมียร์ลีก เหมือนกับ  ฮาแวร์ทซ์ นั้น แวร์เนอร์ แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปรับตัวกับการเล่นในลีกที่แตกต่างได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าสามคะแนนในแมตช์นี้ส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขา

ในตอนแรกที่เห็นรายชื่อแนวรุก "สิงห์บลูส์" มี รูเบน ลอฟตัน-ชีค ลงเป็น 11 ตัวจริง ทำให้หลายคนค่อนข้างแปลกใจ และรู้สึกเป็นห่วงว่า ดาวเตะดีกรีทีมชาติอังกฤษ กับ แวร์เนอร์ จะสามารถประสานงานกันได้ไหม โดยหากมองภาพรวมแล้ว ทั้งคู่ดูเหมือนจะเล่นเข้าขากัน แต่สำหรับ ลอฟตัน-ชีค ฟอร์มส่วนตัวน่าผิดหวังมากๆ เพราะเล่นแย่ และมักจะจับบอลพลาดบ่อยๆ

สวนทางกับ แวร์เนอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพชั้นยอดโดยเขาเต็มไปด้วยความรวดเร็วซึ่งทุกๆ สายตาคงได้เห็นแล้วจากจังหวะที่ช่วยให้ต้นสังกัดได้จุดโทษ นอกจากนี้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ยังแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการวิ่งไล่บี้คู่แข่งตลอดทั้งเกม รวมไปถึงการเคลื่อนที่หาช่องว่างอย่างชาญฉลาด และการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเสียดายในแมตช์นี้ของ อดีตสตาร์แอร์เบ ไลป์ซิก ก็คือการที่เจ้าตัวไม่สามารถซัดประตูในเกมแรกภายใต้สีเสื้อ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้ แต่หากนักเตะยังคงรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานคงจะได้เห็นชื่อเขาบนสกอร์บอร์ดแน่นอน 
 

“ชลบุรี เอฟซี” เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ ที่จะกัดไม่ปล่อย

แม้ว่าจะอยู่ในยุคของเปลี่ยนถ่ายเลือดใหม่ ของ "ฉลามชล" ชลบุรี เอฟซี เลยทำให้เป็นอีกหนึ่งยักษ์หลับไม่ได้มีแชมป์ติดมือมาสักระยะหนึ่ง แต่อย่างไรแล้ว การเข้ามาคุมทัพของ "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ กุนซือจอมสร้างสีสัน ดูจะเคมีตรงกันกับยอดทีมจากภาคตะวันออก ซึ่งดูแล้วมีทิศทางที่ดีขึ้น

2-3 ปีหลัง นโยบายการพลักดันดาวรุ่งในอะคาเดมี่ ยังเดินหน้าต่อเนื่อง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยผลงานที่ไม่คงเส้นคงวา เพราะชลบุรียังไม่สามารถยกระดับไปต่อกรกับทีมยักษ์ใหญ่เงินหนาของลีกได้ อีกทั้งไม่ได้เฉียดเข้าใกล้แชมป์อย่างที่เคยเป็นมา ซึ่งนั่นก็ทำให้ กระแสของแฟนบอล ที่ขึ้นชื่อว่า เหนียวแน่นที่สุดของไทยลีก ดูจะตกลงไปมากเลยทีเดียว เพราะด้วยปัจจัยหลายๆ อาทิ ดาวรุ่งทดแทนรุ่นพี่ไม่ได้ ไม่มีแข้งซุป’ตาร์ รวมถึงทีมมีนโยบายบริหารเงินที่ไม่ฟุ่มเฟือย การที่จะลงทุนทางลัดด้วยการกว่านซื้อดาวดังมาเพื่อล่าแชมป์ จุดนี้คงเป็นไปได้ยาก

แต่การมาของโค้ชเตี้ย ที่ต้องการเปลี่ยนโฉมทีม พร้อมกับร่วมผลักดันนโยบาย แข้งดาวรุ่ง ผสมผสาน แข้งเก๋า ดูจะมีแววไม่น้อย อย่างแรกที่พวกเขาประสบความสำเร็จคือ การได้กระแสแฟนบอลกลับมาเชียร์ทีมรักเต็มสนามอีกครั้ง ซึ่งภาพที่ปรากฏถือว่า เป็นเวลานานมากๆ แล้ว ที่ไม่ได้เห็นเหล่าแฟนคลับฉลามชล เข้ามาเชียร์ทีมเต็มความจุ ชลบุรี สเตเดี้ยม เช่นนี้ หลังจากที่ทีมของพวกเขาหลุดวงโคจรเป็นทีมลุ้นแชมป์

โดยช่วงที่ลีกเบรคโควิด-19  การเตรียมทีมของฉลามชลยังเข้มข้นเหมือนเดิม สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงแน่ๆ แล้วก็คือวันที่ 12 กันยายน เมื่อลีกกลับมารีสตาร์ทจะได้เห็น เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่ เรียงหน้าลงสนามกันหลายคนแน่นอน เพราะนี่คงถึงเวลาที่จะต้องเปิดโอกาสให้แข้งยังบลัด ในอะคาเดมี่ที่บ่มเพาะกันมาเก็บเลเวลในเวทีสูงสุด

ซึ่งช่วงวันที่  30 มิถุนายน จัดการเซอร์ไพร์สแฟนๆ ด้วยการ จับ 4 แข้ง ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ว่ากันว่า เป็นชุดเยาวชนยุคทอง ดีกรีไม่ธรรมดา กวาดแชมป์เมเจอร์ ในฟุตบอลเยาวชนระดับประเทศมาเกือบทั้งหมด จรดปากาเซ็นสัญญาเรียบร้อย ประกอบไปด้วย ทรงชัย ทองฉ่ำ, ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว, พงศกร ตรีสาตร์ และ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ ต่อเนื่องด้วยโละ บรรดาแข้งตัวเก๋า อาทิ อดุล หละโสะ มงคล นามนวด รวมถึง กรวิทย์ นามวิเศษ ออกจากทีม เพื่อเปิดโอกาสให้แข้งฉลามสายเลือดใหม่ เสียบตำแหน่งของบรรดาพี่ๆ ที่ออกไปอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั่นเอง

 "แน่นอนว่า การเซ็นสัญญากับนักเตะทั้ง 4 คน นอกเหนือจะเป็นไปตามนโยบายของสโมสร ที่เราต้องการผลักดันนักเตะดาวรุ่งให้ก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่องแล้ว การเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพในครั้งนี้ ก็จะเป็นอีกแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ให้กับนักเตะรุ่นน้องๆ ในอะคาเดมี่ มากยิ่งขึ้น"  บทสัมภาษณ์ของ "เสี่ยบอล" คุณศศิศ สิงห์โตทอง ผู้จัดการทีม ผู้อยู่เบื้องหลังดีล 4 แข้งดาวรุ่ง และเป็นหัวเรือใหญ่ในการเดินหน้าลุยนโยบาย กับแข้งเยาวชนของทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสโมสรที่มีอะคาเดมี่ปั้นนักบอลเก่งที่สุดในประเทศ ซึ่งบอสใหญ่ฉลามชลเน้นย้ำจุดนี้มากๆ โดยจุดมุ่งหมายนโยบาย คือ เปิดโอกาสเพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จในอนาคต

ส่วนบรรดาอดีตแข้งดาวรุ่งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ยกระดับเป็นแข้งแกนหลักได้บ้างแล้ว อย่าง ภานุพงษ์ พลซา แข้งวัย 26 ปี, "เจ้ายิม" วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กองกลาง 23 ปี, สหรัฐ สนธิสวัสดิ์ 22 ปี "เจ้าและ" กฤษดา กาแมน กองกลางวัย 21 ปี รวมถึง สัมพันธ์ เกษี อายุ 21 ปี ซึ่งหลายๆ คน ทำผลงานได้ดีในช่วงก่อนปรีซีซั่น ก่อนไทยลีกกลับรีสตาร์ท

ผลงานของ ชลบุรี เอฟซี ใน 4 นัดแรก ไทยลีก ฤดูกาล 2020 มี 6 คะแนน จากผลงานการชนะ 2 นัด และ แพ้ 2 นัด รั้งอยู่ที่ 9 ของตาราง ถ้าหากมองถึงกับการที่พวกเขาต้องการจะกลับมาเป็นยักษ์ใหญ่อีกครั้ง การขอลุ้นเอี่ยวพื้นที่ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ที่จะเอาอันดับ 1-4 จากเลกแรก ไปเตะปี 2021 ยังถือว่ามีความเป็นไปได้ เพราะเหลืออีก 11 เกมถ้าหาก ลูกทีม และ บรรดาแข้งดาวรุ่ง รักษามาตรฐานการเล่นที่คงเส้นคงวา เป้าหมายในถ้วยเอเชียคงไม่ไกลเกินเอื้อม

 "เรามุ่งมั่นทำผลงาน เพื่อสร้างผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ผมค่อนข้างเชื่อมั่นในผู้เล่นทั้งหมดที่มีอยู่ในทีมของเราตอนนี้ ทุกคนมีคุณภาพ และ ศักยภาพที่ดีพอ ที่จะช่วยกันพา ชลบุรี เอฟซี ทำผลงานให้ออกมาดีกว่า 4 เกมแรก อย่างแน่นอน" "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ของสโมสร ถึงภาพรวมของทีมและเป้าหมายหลัก ที่ยังมีอะไรให้ท้าทายต่อจากนี้มากๆ

เหล่าฉลามดาวรุ่งเลือดใหม่จะมีจิตวิญญาณความมุ่งมั่น ดุดัน เกรี้ยวกราด กัดไม่ปล่อย ตามสโลแกนสโมสร ปี 2020 "Bite Til The End" ของทีมหรือไม่ ต้องจับตาอย่ากะพริบ

คนที่สอง!เมสซี่ฟันรายได้ตลอดชีวิตเกิน1พันล้านฯ

ฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อก้อง ระบุ ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอก บาร์เซโลน่า ฟันรายได้ตลอดอาชีพการเล่นทะลุ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้เขาเป็นนักเตะคนที่สองต่อจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ทำเงินได้เยอะขนาดนั้น

ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนสำคัญของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน สามารถทำรายได้ก่อนหักภาษีรวมตลอดอาชีพการเล่นได้เกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 31,000 ล้านบาท) แล้ว ตามรายงานของ ฟอร์บส์ สื่อด้านการเงินชื่อดัง

เมสซี่ ทำเงินได้มากมายตลอดอาชีพการเล่น โดยถ้านับเฉพาะในปี 2020 เขาก็ฟันรายได้ไปรวมแล้ว 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,906 ล้านบาท) แบ่งเป็นรายได้จากค่าเหนื่อยที่รับกับ บาร์เซโลน่า 92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,852 ล้านบาท) และรายได้จากสปอนเซอร์ต่างๆ 34 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,054 ล้านบาท)

ทั้งนี้ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ถือเป็นนักฟุตบอลคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ที่ทำรายได้ตลอดอาชีพการเล่นได้ทะลุหลัก 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วย โดยคนแรกคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แข้งซูเปอร์สตาร์ของ ยูเวนตุส นอกจากนี้ การทำรายได้ไป 126 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปีนี้ยังทำให้ เมสซี่ เป็นนักฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดในปี 2020 ด้วย ซึ่งอันดับสองก็คือ โรนัลโด้ ที่ภายในปีนี้ทำรายได้ไป 117 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3,627 ล้านบาท) แบ่งเป็นค่าเหนื่อย 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,170 ล้านบาท) กับรายได้ด้านสปอนเซอร์ 47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,457 ล้านบาท)

สำหรับนักฟุตบอลที่ทำรายได้ประจำปี 2020 ได้เยอะที่สุดเป็นอันดับ 3 คือ เนย์มาร์ กองหน้า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ทำไป 96 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 2,976 ล้านบาท) ส่วน คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ เพื่อนร่วมทีมของ เนย์มาร์ อยู่ที่ 4 ด้วยรายได้ 42 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,302 ล้านบาท) โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีก ลิเวอร์พูล ตามมาเป็นที่ 5 จากการทำรายได้ไป 37 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1,147 ล้านบาท)

สเปอร์สว่าไง?เรอัลมาดริดขอยืม1แข้งแลกปล่อยเบล

ท่ามกลางกระแสข่าวลือระหว่าง แกเร็ธ เบล กับ สเปอร์ส ที่ร้อนแรงสุดๆ นั้น เดอะ เทเลกราฟ สื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษ ก็ระบุว่า เรอัล มาดริด อยากได้ เดเล่ อัลลี่ มาร่วมทัพแบบยืมตัว 1 ซีซั่นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอเหมือนกัน แถมพวกเขาจะช่วยจ่ายค่าเหนื่อยแทน "ไก่เดือยทอง" แบบเต็มที่ด้วย
    เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน สนใจยืมตัว เดเล่ อัลลี่ กองกลาง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาร่วมทัพเป็นเวลา 1 ฤดูกาล เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในข้อแลกเปลี่ยนที่จะปล่อย แกเร็ธ เบล ไปอยู่กับ "ไก่เดือยทอง" ด้วยสัญญายืมรัว ตามรายงานของ เดอะ เทเลกราฟ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

    เบล ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอยู่ตลอดหลังจากกลายเป็นส่วนเกินของ มาดริด เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งที่จริงไม่กี่วันก่อน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมที่มีข่าวกับเขามากที่สุด แต่ไม่นานมานี้ สเปอร์ส โผล่มาไล่ล่าตัวแข้งวัย 31 ปีอย่างจริงจังจนถึงขนาดที่ แดเนี่ยล เลวี่ ประธานของ สเปอร์ส ลงมาเจรจาดีลนี้ด้วยตัวเองเลย ขณะที่ โจนาธาน บาร์เน็ตต์ เอเยนต์ของแข้งชาวเวลส์ก็บอกเองว่า เบล อยากกลับไปอยู่กับ สเปอร์ส มากๆ

    เป็นที่เชื่อกันว่าตอนนี้ เลวี่ กำลังพิจารณาหนทางที่จะทำให้ได้ เบล กลับมาอยู่กับทีม ซึ่งล่าสุด เดอะ เทเลกราฟ ก็บอกว่า มาดริด มีทางเลือกในใจของพวกเขาเองเหมือนกัน นั่นคือจะขอยืม อัลลี่ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอ โดยที่ทีมดังแห่งถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาเบว จะรับหน้าที่จ่ายค่าเหนื่อยทั้งหมดของ อัลลี่ ให้เอง แถมจะยังจ่ายค่าเหนื่อยครึ่งหนึ่งของ เบล แทน สเปอร์ส ด้วย

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน อัลลี่ รับค่าเหนื่อยกับ สเปอร์ส อยู่ที่ 150,000 ปอนด์ (ประมาณ 6.15 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ส่วน เบล ฟันค่าเหนื่อยกับ มาดริด สัปดาห์ละราว 600,000 ปอนด์ (ประมาณ 24.60 ล้านบาท) นั่นหมายความว่าถ้าเกิด สเปอร์ส เห็นดีเห็นงามกับข้อเสนอนี้นั้น พวกเขาก็จะเสียค่าเหนื่อยให้ เบล 300,000 ปอนด์ (ประมาณ 12.30 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ โดยเงินครึ่งหนึ่งที่จะไปจ่ายค่าเหนื่อยของ เบล ก็คือเงินส่วนที่พวกเขาไม่ต้องเสียค่าเหนื่อยให้กับ อัลลี่ นั่นเอง

ทางการ!มิลานประกาศซิว “โตนาลี่” ร่วมทัพ

"ปีศาจแดง-ดำ" เอซี มิลาน ปิดดีลคว้าตัว ซานโดร โตนาลี่ มิดฟิลด์อนาคตไกลทีมชาติอิตาลี มาจาก เบรสชา เรียบร้อย ด้าน เปาโล มัลดินี่ ผอ.ฝ่ายเทคนิค มั่นใจ แข้งรายนี้สามารถพาสโมสรพุ่งชนความสำเร็จได้แน่

เอซี มิลาน สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ประกาศคว้าตัว ซานโดร โตนาลี่ กองกลางดาวรุ่งพุ่งแรง มาจาก เบรสชา อย่างเป็นทางการ เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเบื้องต้นเป็นดีลยืมตัวก่อน 1 ฤดูกาล

สำหรับรายละเอียดของดีลนี้ "ปีศาจแดง-ดำ" จะจ่ายเงินเบื้องต้น 10 ล้านยูโร (ประมาณ 370 ล้านบาท) ให้ เบรสชา เพื่อเป็นค่ายืมตัว พร้อมถือออปชั่นซื้อขาดช่วงซัมเมอร์ปีหน้า ที่ราคา 10 ล้านยูโร บวกโบนัสอีก 15 ล้านยูโร (ประมาณ 555 ล้านบาท) ซึ่งรวมแล้วดีลนี้มีมูลค่า 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,295 ล้านบาท)

"เราแฮปปี้มากๆ ที่ได้ต้อนรับ ซานโดร สู่ครอบครัวรอสโซเนรี่" เปาโล มัลดินี่ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของ มิลาน กล่าว "เรามั่นใจว่า เขาสามารถช่วยสร้างความสำเร็จให้กับเราในอนาคตได้ เขาเป็นมิดฟิลด์ที่มีอนาคตสดใส และรู้ดีถึงคุณค่าในการได้เล่นให้กับสโมสรเรา"

 ทั้งนี้ ดาวเตะทีมชาติอิตาลีวัย 20 ปี จะได้สวมเสื้อ มิลาน หมายเลข 8 ซึ่งเคยเป็นเบอร์ของตำนานมิดฟิลด์พันธุ์ดุอย่าง เจนนาโร่ กัตตูโซ่

สื่อชี้แวร์เนอร์VSฟานไดค์ความเร็วตัดสินชัย

สื่อผู้ดี ระบุเกมระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล อาจจะวัดผลแพ้ชนะกันที่ความเร็วของ ติโม แวร์เนอร์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เพราะงานนี้ สตาร์ทีมชาติเยอรมัน ต้องปะทะกับกองหลังที่ตัวใหญ่และเต็มไปด้วยความไว

เดอะ ซัน สื่อดังในเมืองผู้ดี ระบุเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง เชลซี พบ ลิเวอร์พูล ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ ความเร็วของ ติโม แวร์เนอร์ กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินเกมนี้

แวร์เนอร์ มีโอกาสได้สัมผัสกับความเข้มข้นในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีแล้ว เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถยิงประตูได้ แต่ฟอร์มการเล่นถือว่ายอดเยี่ยม และยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้จุดโทษนำไปสู่ประตูขึ้นนำ แมตช์ถลุง ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1

หลังจบเกม สตาร์ดังทีมชาติเยอรมนี ซึ่งมีส่วนสูง 5 ฟุต 11 นิ้วหรือ 180 เซนติเมตร ยอมรับว่าไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการสู้กับกองหลังที่ตัวใหญ่ของทัพ "นกนางนวล" ซึ่งในกรณีนี้อาจจะทำให้เขาต้องเจองานหนักอีกครั้ง เนื่องจากต้องสู้กับ ฟาน ไดค์ ที่มีส่วนสูงถึง 6 ฟุต 4 นิ้ว หรือประมาณ 193 เซนติเมตร

ฉะนั้นการที่จะเล่นลูกโด่งกับแนวรับ "หงส์แดง" อาจจะเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ก็มีจุดอ่อนนั่นก็คือกองหลังของพวกเขามักจะดันขึ้นสูง ซึ่งทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ แสดงให้เห็นมาแล้วหลายเกม ล่าสุดแมตช์เฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 มักจะทิ้งพื้นที่ในแนวรับจนทำให้โดนคู่แข่งสวนกลับได้ตลอด

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องตีโจทย์ให้แตกก็คือวิธีจัดการกับ ฟาน ไดค์ ที่มีทั้งความรวดเร็ว, แข็งแกร่ง และสูงใหญ่ โดยเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ มีสถิติวิ่งเร็วสุด 21.4 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.79 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นกองหลังที่วิ่งเร็วที่สุดในโลก

ขณะที่ โจ โกเมซ คู่หูเซนเตอร์ฮาล์ฟที่คาดว่าน่าจะได้ลงเล่นเคียงข้างกับ ฟาน ไดค์ ก็มีความเร็วไม่แพ้กันโดยเขาวิ่งได้ถึง 21.5  ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.80 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ส่วน แวร์เนอร์ สถิติท็อปสปีดอยู่ที่ 21.7 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.802 กิโลเมตร/ชั่วโมง) กระนั้นด้วยรูปร่างที่เล็กและบางเมื่อเทียบกับกองหลังตัวใหญ่ มีความเป็นไปได้ว่าเขาจะสามารถเร่งสปีดความเร็วได้มากกว่านี้

ด้วยเหตุนี้การสู้กับ แชมป์เก่านั้น เชลซี ก็มีโอกาสที่จะเอาชนะพวกเขาได้เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือ "สิงห์บลูส์" จะต้องใช้ประโยชน์จากนักเตะที่มีความเร็วของพวกเขาฉกฉวยความได้เปรียบบริเวณแดนกลาง จากนั้นก็พยายามส่งบอลตัดหลังแนวรับ "หงส์แดง" โดยความเร็วของ แวร์เนอร์ น่าจะเป็นหนึ่งในกุญสำคัญตัดสินชะตาของเจ้าบ้านในแมตช์นี้

เหมือนสัตว์ร้าย?เฮอเนสจวกเอเยนต์อลาบาเป็นพวกโลภมาก

อูลี่ เฮอเนส อดีตบิ๊กบอส บาเยิร์น จวก ปินี่ ซาฮาวี่ นายหน้าของ ดาวิด อลาบา แนวรับคนเก่งของทีมว่าเป็นเหมือนปลาปิรันย่า โดยเสริมว่า อลาบา น่าจะต่อสัญญากับทีมไปตั้งนานแล้วถ้าไม่ใช่เพราะโดน ซาฮาวี่ กล่อมให้คล้อยตาม

อูลี่ เฮอเนส อดีตประธานของ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน ตำหนิ ปินิ ซาฮาวี่ เอเยนต์ของ ดาวิด อลาบา แนวรับคนเก่งของทีมว่าเป็นพวกโลภมากจนเหมือนกับปลาปิรันย่า

อลาบา มาอยู่กับอะคาเดมี่ของ บาเยิร์น ตั้งแต่ปี 2008 และติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2010 ซึ่งเขาก็เป็นกำลังสำคัญของทีมมาโดยตลอด โดยหลังจากเคยเป็นแบ็กซ้ายอยู่เกือบทุกฤดูกาลเขาก็โยกมาเป็นเซนเตอร์แบ็กอยู่บ้างในพักหลัง และแข้งวัย 28 ปีก็ทำผลงานได้น่าประทับใจกับบทบาทดังกล่าวด้วย

อย่างไรก็ตาม อลาบา ก็เหลือสัญญากับ บาเยิร์น จนถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าเท่านั้น และจนถึงตอนนี้เจ้าตัวก็ยังไม่ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กันทีมสักที โดยมีข่าวลืออย่างหนาหูว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังให้ความสนใจในตัวเขาอยู่

เฮอเนส เผยว่า "เขามีเอเยนต์ที่เป็นเหมือนกับปลาปิรันย่า เขา (อลาบา) ปล่อยให้เอเยนต์มีอิทธิพลกับตัวเองมากเกินไป ตอนนี้เรื่องสำคัญกลายเป็นเรื่องเงินแล้ว ที่จริงปัจจุบันเขาก็อยู่กับสโมสรที่ดีที่สุดของโลกอยู่แล้วนะ เขาจะย้ายไปที่ไหนได้อีกล่ะ ? ตลอดช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเรานัดดื่มกาแฟกันหลายครั้ง แต่เราก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์อะไรเลยซึ่งมันเป็นเพราะ ซาฮาวี่ ล้วนๆ"

 

โหดตั้งแต่ประเดิมสนาม! ผลงานเด่น ฮาเมส นัดทุบ สเปอร์ส

หนึ่งในการเสริมทัพที่น่าสนใจของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2020-21 คือการที่ เอฟเวอร์ตัน ได้ตัว ฮาเมส โรดริเกซ ดาวเตะชาวโคลอมเบียมาจาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวที่เชื่อกันว่าอยู่ที่ราว 12 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าเป็นเงินที่ถูกพอตัวเมื่อพิจารณาถึงการที่เขามีดีกรีจนถึงขั้นเคยเป็นดาวซัลโวของศึก ฟุตบอลโลก 2014 มาแล้ว

ทั้งนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ตอนแรกจะมีการกังขาว่า ฮาเมส จะปรับตัวเข้ากับสไตล์ฟุตบอลของที่อังกฤษได้รึเปล่า แต่ในนัดประเดิมสนามของเขานั้น แข้งวัย 29 ปีก็ทำผลงานได้โดดเด่นจนช่วยให้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" บุกไปชนะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-0 ถึงสนาม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา และสถิติเหล่านี้คือสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงเรื่องนั้นได้ดีในระดับหนึ่ง

– แม้ว่าบทบาทหลักๆ ของเจ้าตัวจะเป็นการช่วยปั้นเกมรุก แต่ในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮาเมส ก็ช่วยเกมรับได้ดีพอตัวเหมือนกัน เพราะเขาสามารถตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบได้ถึง 4 ครั้ง ซึ่งในนัดนั้นมันไม่มีใครอีกแล้วที่ตัดบอลได้ดีมากไปกว่าเขา

– หนึ่งในจุดเด่นของ ฮาเมส ที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างมากในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้คือการที่เขาผ่านบอลได้อย่างยอดเยี่ยม และในเกมกับ สเปอร์ส เจ้าตัวก็ตอกย้ำในเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะเขามีจังหวะผ่านบอลระยะไกลตลอดทั้งเกม 12 ครั้ง และมันก็เข้าเป้าถึง 11 หนเลยทีเดียว

ผลงานดังกล่าวทำให้หมายความว่าในสนาม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มันไม่มีใครอีกแล้วที่ผ่านบอลระยะไกลได้แม่นยำมากกว่าเขา โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เอริค ดายเออร์ แข้งของ สเปอร์ส ที่ผ่านบอลระยะไกลเข้าเป้า 6 หนจากการพยายามผ่านบอลทั้งหมด 10 ครั้ง

– ตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางแบบเขานั้นมันต้องไม่เสียบอลง่ายเกินไป เพราะนอกจากจะอดขึ้นเกมรุกแล้วนั้นมันยังเสี่ยงทำให้โดนคู่แข่งสวนกลับเร็วด้วย และเขาก็ทำในด้านนั้นได้ดี เพราะเขาจับบอลพลาดจนทำให้บอลหลุดจากการครอบครองไปเพียง 1 ครั้งตลอดทั้งเกม และยังโดนคู่แข่งฉกบอลไปจากเท้าเพียง 1 หนด้วย

– ฮาเมส มีส่วนร่วมกับเกมการเล่นอย่างมาก โดยในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาได้สัมผัสกับบอลถึง 75 ครั้ง ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 3 ของ เอฟเวอร์ตัน ในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นรองเพียง ลูก้าส์ ดีญ ที่ได้จับบอลไป 92 ครั้ง กับ ริชาร์ลิซอน ที่ได้สัมผัสบอล 80 หน เท่านั้น

นอกจากนี้ ถ้านับเฉพาะในครึ่งแรกแล้วล่ะก็ ฮาเมส ก็เป็นแกนกลางของทีมจนถึงขนาดที่เขาคือคนเดียวของ เอฟเวอร์ตัน ที่ได้รับบอลจากเพื่อนร่วมทีมทุกคนหากดูแค่นักเตะในตำแหน่งเอาท์ฟิลด์ หรือก็คือนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ นอกเหนือจากผู้รักษาประตู

– ตลอดทั้งเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฮาเมส สร้างโอกาสทำประตูได้ถึง 5 ครั้ง ซึ่งจากทั้ง 2 ทีมนี้มันไม่มีใครอีกแล้วที่มีจังหวะสร้างโอกาสทำประตูได้มากกว่าเขา โดยอันดับ 2 คือ อับดูลาย ดูกูเร่ ที่ทำไป 4 ครั้ง

ผลงานดังกล่าวทำให้ ฮาเมส ถือเป็นนักเตะคนแรกของ พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2014 ที่สามารถสร้างโอกาสทำประตูตั้งแต่นัดประเดิมสนามได้อย่างน้อย 5 ครั้ง โดยคนสุดท้ายก่อนหน้าเขาที่ทำอย่างนั้นได้คือ อเล็กซิส ซานเชซ ดาวเตะชาวชิลีที่ทำได้ตอนอยู่กับ อาร์เซน่อล

เหนือทุกเรื่อง!เผยแหวนหมั้นโด้แพงสุดพ่อค้าแข้ง

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ลูกหนัง "ม้าลาย" ยูเวนตุส ทำอะไรต้องเหนือกว่าทุกคน ล่าสุดมีการเปิดเผยว่าแหวนหมั้นที่เขามอบให้กับ จอร์จิน่า โรดริเกซ แฟนสาวมีมูลค่ามหาศาลแซงหน้าบรรดาพ่อค้าแข้งหลายขุม

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ "ม้าลาย" ยูเวนตุส ยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ควักเงินจ่ายไม่อั้นเพื่อคนที่รัก ล่าสุดลงทุนเงินซื้อแหวนหมั้นให้กับ จอร์จิน่า โรดริเกซ หวานใจคนงาม ซึ่งมีมูลค่าเหนือกว่าเพื่อนร่วมอาชีพทุกคน

สำหรับแหวนหมั้นวงดังกล่าวที่ สตาร์ลูกหนังกัปตันทีมชาติโปรตุเกส มอบให้กับ จอร์จิน่า คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 615,000 ปอนด์ (ราว 23.37 ล้านบาท) โดยจากการประเมินของ แกมบลิง ดีลส์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องประดับ ระบุว่านี่คือแหวนหมั้นที่แพงที่สุดของเหล่าบรรดานักฟุตบอลอาชีพเลยทีเดียว

ก่อนหน้านี้ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูมือ 1 ทีมชาติอังกฤษ และเอฟเวอร์ตัน ควักกระเป๋าซื้อแหวนหมั้นให้กับ เมแกน ดาวิสัน หวานใจด้วยสนนราคา 500,000 ปอนด์ (ราว 19 ล้านปอนด์) ตามด้วย แอชลี่ย์ โคล ตำนานฟูลแบ็กนักรัก ที่จ่ายเงินซื้อแหวนหมั้นให้ เชอรีล อดีตภรรยาจำนวน 275,000 (ราว 10.45 ล้านบาท)

ขณะที่ แฮร์รี่ เคน กองหน้า "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ซึ่งเพิ่งจะผิดหวังนำทีมแพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 เกมพรีเมียร์ลีก นัดเปิดซีซั่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา รั้งบ๊วยเพราะแหวนหมั้นที่เขามอบให้กับ เคที่ กู้ดแลนด์ มีมูลค่า 180,000 ปอนด์ (ราว 6.84 ล้านบาท) เท่านั้น

ทั้งนี้ โรนัลโด้ กับ จอร์จิน่า ซึ่งคบหาดูใจกันครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปี 2016 มีทายาทสืบสกุลตามธรรมชาติชื่อ อลาน่า วัย 2 ปี และเธอยังทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงที่แสนดีให้กับทายาทอีก 3 คนของ "ซีอาร์ 7" ได้แก่ คริสเตียโน่ จูเนียร์ วัย 10 ขวบ, และลูกฝาแฝด เอวา กับ มาเตโอ ที่ปัจจุบันอายุ 3 ขวบ