ติสต์ตัวพ่อ ทิ้งเงินปีละ 3.4 ล้าน เลิกเล่นบอลไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ

เรื่องราวของ นักเตะหนุ่มติสต์ที่ถือเอาความสุขของตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับทีมใหญ่การท่าเรือ เอฟซี ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 1 ปี มีค่าเซ็น 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีกเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ไปแบบไม่แยแส โดยเลือกแขวนสตั๊ดในปี 2017

    เรื่องนี้ "เจ้าเบียร์" ปิยะชาติ ศรีมะเรือง อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ ในวัย 31 ปี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนตัดสินใจมาอยู่การท่าเรือในช่วงครึ่งเลคหลังของหลายปีก่อน และได้เป็นตัวจริงมาตลอด แม้กระทั่งในปีถัดมาช่วยปรีซีซั่นและต้นฤดูกาลก็ยังได้เล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    "ผมรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ผมจะฟอร์มดีกับสุโขทัยก่อนมาท่าเรือ แต่ผมรู้ตัวเองว่าตอนเล่นอยู่ท่าเรือผมพร้อมสุดแล้วทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ แต่ดันมาเจ็บสะโพกช่วงต้นฤดูกาลต้องพักไป 3 เดือน พอกลับมาก็ซุ่มฟิตตัวเองเต็มที่ แต่โอกาสได้ลงมันน้อยลงไปเรื่อยๆ พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ผลที่ได้รับมันไม่โอเคสำหรับผมเลย นักฟุตบอลทุกคนรู้ตัวเองดีว่า สภาพเกมแบบไหน เขาควรจะได้รับโอกาส แต่ผมกลับได้โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับความมั่นใจของผม"

    "เจ้าเบียร์" ทนกับสภาพที่ไม่มีความสุขในการไม่ได้ลงเล่น 7-8 เดือน แม้ช่วง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาคุมทัพ 10-11 แมตช์และตนเองได้โอกาสลงตัวจริงตลอด ไม่ได้ลงแค่ 2 แมตช์เพราะเจ็บ แต่นอกนั้นมีโอกาสลงทั้งฤดูกาลในฐานะตัวจริงแค่ 3 แมตช์เท่านั้น ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

    "สัญญาผม 2 ปีครึ่ง ผมทนจนจบปีครึ่ง สุดท้ายเข้าไปบอก "คุณแป้ง"ประธานสโมสรว่า ผมไม่มีความสุขในการเล่นฟุตบอลแล้ว ผมขอยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 1 ปี ทั้งที่ถ้าผมทนอยู่ต่อ ผมจะได้ค่าเซ็นทุกปี ๆ ละ 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีก 2 แสนกว่าบาท ตกแล้วก็เกือบ 3.5 ล้าน เงินมันก็สำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือความสุขของผม "คุณแป้ง" ตอนแรกก็ไม่ยอมหากผมจะเลิกเล่น แต่ยินดียกเลิกสัญญาถ้าผมไม่เลิกเล่นบอล จะย้ายไปทีมไหนก็ได้ แต่ผมบอกว่า ผมไม่อยากให้สโมสรมาแบกภาระเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ถ้าผมอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข ผมอาจจะเข็นตัวเองมาซ้อมมาแข่งได้ แต่มันไม่ดีกับสโมสรแน่ สุดท้าย "คุณแป้ง" ก็ยอมยกเลิกสัญญาให้"

    การยกเลิกสัญญาในวัยเพียงแค่ 28 ปี ทำให้เงินที่จะได้ปีละ 3.4 ล้านบาท และเงินในอนาคตอีกหลายล้านบาทหากยังเล่นฟุตบอลอยู่ของ "เจ้าเบียร์" หายวับไปกับตา แต่เจ้าตัวยังพอมีเงินเก็บจากการเล่นบอล และนำมาใช้จ่ายในช่วงที่เลิกเล่นบอลไปแล้ว

    "ผมไม่มีแพลนจะทำอะไรเลยอยู่ในหัว 1 ปีเต็ม ๆ ผมออกท่องเที่ยวตามแต่ใจอยากจะไป ส่วนใหญ่เที่ยวต่างจังหวัด บางทีตื่นมาแบกกระเป๋าไปสนามบิน ไม่รู้จะไปไหน ไปคิดเอาที่สนามบินก็มี แต่ถึงผมจะเที่ยวก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร เพราะรู้ว่ามีแต่เงินออก ไม่มีเงินเข้ามาเลย"

 

    เมื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไป 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง เจ้าตัวก็นำเอาความชอบในการกินกาแฟของตัวเองมาค้นหาว่า ตัวเองอยากทำร้านกาแฟหรือไม่ ชอบกาแฟ หรือชอบบรรยากาศของร้านกาแฟ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นพนักงานร้านกาแฟ

    "ผมคิดอยู่พักใหญ่ อย่างว่าเราก็เคยเป็นนักบอลที่คนรู้จัก วันดีคืนดีจะไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ มันยังติดอีโก้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร ร้านกาแฟแบรนด์ดังไม่รับ ไปอีกร้านที่ซอยอารีย์ พี่เขาจำชื่อได้ว่าเป็นนักฟุตบอล แต่เห็นความตั้งใจเรา เขาถามเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกเท่าไหร่ก็ได้ ผมอยากมาค้นหาตัวเองด้วยการลองทำงานที่ร้านกาแฟ ทำอยู่ 7-8 เดือน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าอยากทำร้านกาแฟแล้ว เลยลาออกมาเพื่อไปศึกษาอย่างจริงจัง"

    หลังจากออกแสวงหาเมล็ดพันธุ์กาแฟ และท่องไทยไปชิมกาแฟ สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า "SOUL COFFEE" ซึ่งแปลว่า จิตวิญญาณมันตรงกับชีวิตของตัวเอง โดยลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องชงกาแฟก็ล้านกว่าบาทแล้ว

 

    "ร้านนี้อยู่ซอยท่าเรือแดง ตรงท่าเตียน ปากซอยเป็นธ.กรุงไทย ผมเริ่มเปิดเดือนมี.ค.ก็ทำท่าจะดี วันหนึ่งขายได้ 8,000 – 10,000 บาท แต่เปิดได้แป๊บเดียว โควิดมา ต้องปิดยาวเพิ่งจะเปิดอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ผมขายคนเดียวเลยไม่มีลูกน้องแล้ว เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ร้านของผมไม่เน้นคำว่า specialist ผมอยากให้คนมากินแล้วมีความสุข ไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยเมนูพิเศษอะไร ทุกวันนี้แม้ต้องแบกค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้ามา แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร้าน"

    เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนเลิกเล่นฟุตบอลในวัยแค่ 28 ปี ช่วงนั้นยังมีหลายทีมในไทยลีกสนใจติดต่อมา ซึ่งตนก็ขอบคุณทุกทีมที่เห็นคุณค่า แต่ช่วงนั้นก็ชั่งใจอยู่เหมือนกัน สุดท้ายตัดสินใจเลิกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากไปลุ้นว่า ชีวิตจะไม่มีความสุขอีกหรือเปล่า ถ้าหากตัวเองต้องไปตกที่นั่งเดียวกันกับตอนอยู่ท่าเรือ คือไม่ได้เล่น แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าชีวิตลงตัวแม้ว่าจะขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการเล่นฟุตบอลไปเกือบสิบล้านบาทหากยังเล่นอยู่ถึงตอนนี้ก็ตามที

แข้งไทยหล่อเก่ง ดารา-นักร้องยังมีใจให้

เรื่องราวของความรักระหว่างนักกีฬาดังมีมากมาย แต่หากจะโฟกัสเฉพาะกับวงการลูกหนังไทยแล้วถือว่ามีไม่น้อยทีเดียว
    วันนี้ขอพาย้อนไปดูเรื่องราวการปลูกต้นรักทั้งที่ปัจจุบันยังคบหากันอยู่และเป็นแค่อดีตไปแล้วมาฝากกันว่ามีใครบ้าง

    "ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง / มาร์ ทีสเกิร์ต

    ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ระดับซุปตาร์ดังวงการนักเตะจะเคยมีข่าวกับศิลปินนักร้องอย่าง อัสมา กฮาร์ หรือ "มาร์" ทีสเกิร์ต ไม่รวมถึง "น้ำฝน" บุณฑริก ทัสนา รมย์ อดีตนางเอกสาว แต่นั่นเป็นเพียงอดีตเพราะปัจจุบัน "ซิโก้" มีครอบครัวที่อบอุ่นแต่งงานกับภรรยา "เปิ้ล"  อัสสราภา เสนาเมือง จนมีทายาทเป็นลูกสาว 3 ใบเถา แล้ว

    "ไรอันกุ้ง" สุชิน พันธ์ประภาส / กัญจนา เนตรเมือง

    นี่คือต้นตำรับนักเตะได้ดาราเป็นภรรยาของจริงเพราะแต่งงานกันมาแล้วหลายปี สำหรับ อดีตนักเตะราชประชา ,ดีกรีทีมชาติไทย ยุคดรีมทีมวันวานที่ภรรยาเขาเป็น ดาราเก่า อย่าง กัญจนา เนตรเมือง นางเอกหนังแก้วหน้าม้า

    "ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย / "เมย์" พิชญนาฏ

    รุ่นหลังๆมานี้ "ลีซอ" ธีรเทพ วิโนทัย แข้ง "ฉลามชล" น่าจะเป็นรายแรกที่เคยมีข่าวกับดาราคือ "เมย์" พิชญนาฏ แม้จะไม่มีการเปิดเผยออกหน้าออกตาเท่าไหร่แต่หลายคนก็รู้ดี โดยสาวผู้นี้เคยขับรถไปรับส่ง "ลีซอ" ถึงสนามซ้อมในกกท. หัวหมากมาแล้วด้วย

    "ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ / มะนาว ศรศิลป์

    นี่คืออดีตคู่รักที่ใครๆต่างอิจฉาแต่วันนี้สถานะของทั้งคู่คือเพื่อนที่ยังมีความรู้สึกและมิตรภาพที่ดีต่อกัน สำหรับ "ตอง" กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นายทวาร คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ดีกรีทีมชาติไทย กับ "มะนาว" ศรศิลป์ มณีวรรณ

    "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธิ์ / เมย์ พิชญนาฏ

    "เมสซี่เจ" เคยสร้างตำนานรักสะเทือนทั้งวงการบันเทิงและกีฬามาแล้ว กับ เมย์ พิชญนาฏ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องโบกมือลากันไปทั้งๆที่มีหลายคนแอบลุ้นว่า จะถึงขั้นวิวาห์กันเลยหรือเปล่า

    "มิก้า" / เทย่า โรเจอร์

    เป็นคู่รักอีกคู่ที่แต่งงานกันไปเรียบร้อยสำหรับ มิก้า ชูนวลศรี แข้งลูกครึ่ง กับ ดาราสาว เทย่า โรเจอร์

    "เอ็ม" สุทธินันท์ พุกหอม / เนย ซินญอริต้า

    สุดหล่ออีกคนของวงการลูกหนังอย่าง "เอ็ม" สุทธินันท์ พุกหอม ก็มีหวานใจเป็นนักร้องอย่าง "เนย ซินญอริต้า" ที่ดีกรีเป็นหลานสาวๆแท้ "เสี่ยนพ" อรรณนพ สิงห์โตทอง ปัจจุบันยังคบหากันอยู่อย่างมั่นคง

    รชตะ ธนภรณ์มงคล / "แก้ม" กวินตรา โพธิจักร

    คู่รักนักบอล & ดารา ที่คบหากันมาตั้งแต่วัยเรียนจนปัจจุบันแต่งงานกันไปแล้วเป็นคู่รักที่ใครต่อใครต่างก็อิจฉาเพราะเหมาะสมกันอย่างยิ่งโดยทั้งคู่แต่งกันมาตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2560 

    เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ / ชะเอม เอกมิกา

    เคยมีข่าวคบหากันสำหรับ "ก้อง" เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ กับ พิธีกรสาวรายการ โตโยต้าไทยลีก ไดอารี่

จากดาว..ร่วงสู่ดิน…”หนุ่ย”ศราวุฒิ มาสุข

"หนุ่ย" ศราวุฒิ มาสุข แจ้งเกิดครั้งแรกในยุค นักเรียนไทยที่ประเทศจีน ปี 2551 เด็กจาก ร.ร.กีฬานครสวรรค์ มีความเร็ว ยิงคมจนได้รับโอกาสจาก โค้ชธร สอระภูมิ กุนซือใหญ่หนีบติดทีมไปด้วย
    ด้วยพรสวรรค์ที่มี เด็กหนุ่มจากเชียงราย ที่เต็มไปด้วยความขี้อาย แต่ใจสู้ไม่ถอย ได้โอกาส เข้าไปเรียนสถาบันใหญ่ในเมืองไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถมด้วยการเล่นในทีมจามจุรี ยูไนเต็ด,บีบีซียู จากนั้น สโมสรใหญ่อย่าง เอสซีจี เมืองทองฯ,บีจี ปทุมยูไนเต็ด,นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี พีทีที ระยอง ก่อนจะเปิดตัววันสุดท้ายกับหนองบัว พิชญ ในลีกพระรอง

 

    ทุกทีม ที่ได้รายเซ็น ศราวุฒิ ไป คงไม่ปฎิเสธเรื่องฝีเท้าไม่ได้ว่า เอกอุ เก่งกาจขนาดไหน ใครจำได้ "หนุ่ย" แจ้งเกิดในสโมสรไม่พอ ในทีมชาติชุด "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง "หนุ่ย"คืออาวุธเด็ดทางริมเส้น พาทีมคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ปี 2014 และ 2016

 
    ยังไม่หมดแค่นั้น ซีเกมส์ 2013  ที่เมียนมา ชื่อของ "ศราวุฒิ มาสุข" ขึ้นบนสกอร์บอร์ด นัดชิงชนะเลิศ ที่ไทยเฉือนชนะ อินโดนีเซีย 1-0 ซิวเหรียญทองมาครอง

    นั่นเป็นความพิเศษ ที่คนธรรมดา ไม่สามารถเอามาใส่โปรไฟล์ได้ง่ายๆ

    แต่นักเตะดีกรีแบบนี้ ทำไมถึงย้ายสโมสรบ่อย มีเรื่องทางลบ เรื่องการขาดซ้อมมาไม่ขาดสาย เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่

    ไม่เคยได้ยินจากปากของ "หนุ่ย" ศราวุฒิ มาสุข  มีแค่เรื่องเล่าปากต่อปากจากคนรอบๆ ข้าง ลงในโซเชียล  ว่าเขานอนดึก ติดพนันหนัก ครอบครัวแตกแยก เลิกกับภรรยา ที่มีลูกด้วยกัน 1 คน จนขาดซ้อมฟุตบอลเป็นประจำ จนล่าสุด หนองบัวพิชญ เอฟซี  ถึงกับต้องยกเลิกสัญญาอดีตนักเตะดีกรีทีมชาติไทย

    จากนักเตะเบอร์ต้นของเมืองไทย เงินเดือนหลายแสน เล่นลีกสูงสุดมาตลอด  แต่หลังจาก พีทีที ระยอง สโมสรล่าสุดยุบสโมสร กลับต้องมาเล่น หนองบัว พิชญ แถมลดเงินเดือนเกินครึ่ง มาเปิดตัวในวันสุดท้ายอีกด้วย

    เรื่องราวเหล่านี้ ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเจ้าตัวเอง

     จากนักเตะทีมชาติไทย วัย 29  ปี ที่มีทั้งเงินเดือนหลักแสน ครอบครัวที่อบอุ่น เกิดปัญหาครั้งใหญ่ในชีวิต เขาจะผ่านวิกฤต นี้ไปได้อย่างไร จะกลับมาเล่นฟุตบอลที่เขารักได้หรือไม่

    "ศราวุฒิ มาสุข" จะกลับมาเป็นฮีโร่ ของแฟนบอลไทยได้อีกไหม อนาคตไม่รู้จริงๆ แต่ผมอยากเห็นภาพเขาดีใจ คราอยู่สนามฟุตบอลอีกหน

 

อีกหนึ่งเสียง! ชัปปุยส์ชูมือหนุน”ธีราทร”แข้งไทยดีสุดรอบ10ปี



มิดฟิลด์ลูกครึ่งสวิส เป็นอีกหนึ่งเสียงที่มองว่า ธีราทร คือแข้งไทยดีสุดรอบ 10 ปี ด้วยเหตุผลการคว้าแชมป์

ชาริล ชัปปุยส์ กองกลางการท่าเรือ เอฟซี ชูมือหนุนอีกหนึ่งเสียง หลังมองว่า ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายแชมป์เจลีก โยโกฮามา เอฟ มารินอส เป็นผู้เล่นไทยดีที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ มิก้า ชูนวลศรี ก็มองว่า ธีราทร บุญมาทัน คือนักเตะไทยดีสุดรอบ 10 ปี และล่าสุด ชัปปุยส์ ก็เป็นอีกรายที่ชูมือหนุน โดยตอบ มาริโอ ยูรอฟสกี้ ผ่านไลฟ์ในอินสตาแกรม เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 ว่า

"เมสซี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์) เป็นคนเปิดประตูให้นักเตะไทยได้ไปเล่นต่างแดน ผมรู้สึกโชคดีที่ได้ลงเล่นร่วมกับเขาในทีมชาติ เขาดูเหมือนกับเป็นซูเปอร์สตาร์เลยล่ะ เขาเป็นคนที่ดี เป็นคนติดดิน แต่สำหรับผมแล้วนักเตะไทยที่ดีที่สุด คือต้องคว้าแชมป์ เพราะอย่างนั้นง่ายมาก ต้องเป็น ธีราทร บุญมาทัน เพราะเขาชนะมาแล้วทุกอย่าง"

"เขาเป็นคนที่มี ในสิ่งที่ผมขาดหายไป ผมเป็นคนดีเกินไป เขาก็เป็นคนดีนะ ผมไม่ได้บอกว่าเขาเป็นคนไม่ดี แต่เขาพร้อมพุ่งชนทุกอย่าง เขาไม่แคร์ซ้าย ขวา เขาเดินในทางของเขา บางครั้งเขาอาจจะทำพลาด แต่เขาก็เดินไปในทางของเขา เขามีความมั่นใจและคุณเห็นได้จากจำนวนแชมป์ที่เขาได้มาแล้ว ดังนั้นสำหรับผมแล้วเขาคือนักเตะไทยที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี" ชัปปุยส์ ทิ้งท้าย

สำหรับ ชาริล ชัปปุยส์ เคยร่วมงานกับ ธีราทร บุญมาทัน ทั้งสมัยค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เอสซีจี เมืองทองฯ รวมถึง ในทีมชาติไทยชุดใหญ่ ในยุคของ วินฟรีด เชเฟอร์ , เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ มิโลวาน ราเยวัช

สองทีมเก่า!ชัปปุยส์เผยความต่างบุรีรัมยกับเมืองทอง



กองกลางวัย 28 ปี เผยความต่าง บุรีรัมย์ และ เมืองทอง หลังมีประสบการณ์ค้าแข้งให้กับทั้งสองทีม

ชาริล ชัปปุยส์ กองกลางการท่าเรือ เอฟซี ตอบคำถาม มาริโอ ยูรอฟสกี้ ผ่านไลฟในอินสตาแกรมส่วนตัว รับเป็นเรื่องยากที่จะให้เลือกระหว่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด หรือ เอสซีจี เมืองทองฯ หลังซาบซึ่งกับสิ่งที่สโมสรทำให้ ในช่วงที่เคยค้าแข้งด้วย

ดาวเตะลูกครึ่งไทย-สวิส ย้ายมาค้าแข้งในไทยครั้งแรกกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อซีซั่น 2013 โดยอยู่กับทีม 1 ปีครึ่ง ก่อนถูก สุพรรณบุรี เอฟซี คว้าตัวไปร่วมทัพเมื่อช่วงเลกสอง ฤดูกาล 2014 ต่อด้วย เอสซีจี เมืองทองฯ และ ล่าสุดกับ การท่าเรือ เอฟซี

"ผมโชคดีนะ ตั้งแต่ผมมาอยู่ประเทศไทย ผมได้เล่นให้กับสโมสรที่ยอดเยี่ยมอย่างเช่นสุพรรณบุรีด้วย ผมซาบซึ้งกับสิ่งที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดทำให้ผม พวกเขาคว้าตัวผมมาเล่นที่ประเทศไทย พวกเขาให้โอกาสแรกในการเล่นในประเทศไทย และด้วยการที่ผมอยู่บุรีรัมย์ ทำให้ผมก้าวไปติดทีมชาติอย่างรวดเร็วในยุค วินฟรีด เชเฟอร์ และโค้ชซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง)" ชัปปุยส์ เริ่มกล่าวถึงเรื่องนี้

"แต่อย่างที่คุณ (มาริโอ ยูรอฟสกี้) บอก เมืองทองฯ เป็นอีกยอดสโมสร ตอนผมเล่นกับบุรีรัมย์ ผมรู้จักโค้ชและเพื่อนนักเตะที่อยู่กับเมืองทอง พวกเขามักพูดถึงเรื่องเมืองทองฯ ผมค่อนข้างโชคดีที่ได้ลงเล่นให้กับทั้งสองทีม ผมได้เรียนรู้ทั้งเรื่องดีและไม่ดี"

"แต่ถ้าต้องให้ผมเลือก ผมคิดว่าโอกาสในการเล่นให้เมืองทอง ผมคิดว่าที่เมืองทองมีแทบทุกอย่างพร้อม สโมสรอยู่ในกรุงเทพ มันสุดยอดมาก ทุกคนอยากอยู่ในกรุงเทพ คุณมีสนามบอลที่เต็มไปด้วยแฟนบอลที่ยอดเยี่ยม มันเหมือนกับบุรีรัมย์ แต่บุรีรัมย์อยู่ที่บุรีรัมย์ ผมคิดว่าถ้าต้องเลือก มันยากมาก ๆ แต่เมืองทองนั้นพิเศษ ถ้าพวกเขากลับมาอยู่ในจุดสูงสุดได้อีกครั้งอย่างที่พวกเขาควรจะอยู่ เพราะพวกเขาคือสโมสรที่ยอดเยี่ยม"

ชัปปุยส์ กล่าวต่อ "ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ของพวกเขาที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องยาก เพราะสิ่งที่ผมรู้สึกได้ถึงเหตุผลว่าทำไมบุรีรัมย์ถึงอยู่ในจุดนั้น เพราะคุณเนวิน (ชิดชอบ) เป็นคนตัดสินใจ ถ้าเขาสั่งให้ทุกคนไปทางซ้าย ทุกคนก็ต้องไปทางซ้าย แต่เมืองทองมีหลายคนเกี่ยวข้องมากเกินไป มันจึงเป็นเรื่องยากกว่าในการหาทางออกที่เหมาะกับทีม ผมมีความสุขนะที่ได้เห็นคุณทำงานที่อคาเดมีเมืองทองฯ มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมของสโมสร เป็นการยกระดับอย่างที่ชาญฉลาด"

"แต่สำหรับผมแล้ว มันยากมากที่จะตัดสินใจ อย่างที่ผมบอกไป ผมซาบซึ้งกับสิ่งที่บุรีรัมย์และคุณเนวินทำให้กับผม และผมก็ซาบซึ้งกับสิ่งที่เมืองทองฯทำให้ผม ให้ผมได้กลับมาลงเล่นอีกครั้ง ผมตัดสินใจไม่ได้จริง ๆ อย่างที่บอก มันเป็นเรื่องของรายละเอียดยิบย่อย"

"แต่อย่างที่ผมบอก ตอนนี้ผมได้มาอยู่กับการท่าเรือ และได้รับสิ่งที่ขาดหายไปจากเมืองทองฯ ซึ่งคือเรื่องของครอบครัว เราไม่ได้มีการกินข้าวเย็นด้วยกันตอนอยู่ที่นั่น ไม่รู้สิ ที่เมืองทองฯมันเหมือนกับว่าต่างคนต่างมาซ้อมแล้วก็กลับบ้าน แต่สิ่งที่ผมได้จากการท่าเรือ มันคือเรื่องของครอบครัวจริง ๆ ผมไม่ได้พูดเพราะตอนนี้ผมอยู่กับการท่าเรือ ผมมีความสุขกับจุดที่ผมอยู่ในตอนนี้" อดีตกองกลางเยาวชนทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ระหว่างที่ ชาริล ชัปปุยส์ อยู่กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นั้น คว้าแชมป์ไป 5 รายการ ประกอบด้วย โตโยต้า ไทยลีก 1 สมัย , ช้าง เอฟเอคัพ 1 สมัย , โตโยต้า ลีกคัพ 1 สมัย และ ถ้วยพระราชทาน ก. 2 สมัย รวมถึง ยังเป็นหนึ่งในขุนพล ชุดผ่านเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ในศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2013 ส่วนอยู่กับ เอสซีจี เมืองทองฯ คว้าแชมป์ 2 รายการ อย่าง โตโยต้า ลีกคัพ และ แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนส์คัพ อย่างละ 1 สมัย