เลวาน40ประตู! 5 ประเด็นหลังบาเยิร์นไม่พลาดบุกทุบอูนิโอนรั้งจ่าฝูง

บาเยิร์น มิวนิค คัมแบ็กกลับมาลงแข่งขันบุนเดสลีกาอย่างสวยงามหลังบุกคว้าชัยเหนือน้องใหม่อย่าง อูนิโอน เบอร์ลิน 2-0 ทว่าแม้สกอร์อาจจะดูดีแต่ถือเป็นเกมที่อึดอัดทีเดียว มีเรื่องราวน่าสนใจเกมนี้มากมาย ดังนั้นเรามาดูประเด็นแต่ละข้อกันเลย
1.รูปเกมสุดอึดอัด

    หลังจาก ดอร์ทมุนด์ โชว์ฟอร์มสุดหรูถล่ม ชาลเก้ 4-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา หลายคนก็คงจับจ้องมาที่จ่าฝูงอย่าง “เสือใต้” ในเกมวันอาทิตย์ แม้ชื่อชั้นอาจจะต่างกันมากแต่ไม่ใช่เกมที่ง่ายเลย หากใครยังจำได้เมื่อเดือนตุลาคม บาเยิร์น ทำได้แค่เฉือนชนะ อูนิโอน 2-1 ถือเป็นเกมที่ยากพอสมควร และการมาเยือนถิ่นนี้เจ้าบ้านมีสถิติคว้าชัยในถิ่นตัวเอง 5 จาก 8 นัดหลังสุดด้วย

    เราจะเห็นว่าบาเยิร์นเป็นฝ่ายครองบอลเป็นส่วนใหญ่ มีอยู่หลายจังหวะที่ “เสือใต้” ขึ้นเกมมาได้สวย ทว่ามักจะเสียท่าในจังหวะสุดท้ายทุกทีโดยเฉพาะ แซร์ช นาบรี้ ที่ทะลวงแนวรับคู่แข่งอยู่หลายครั้งแต่จบสกอร์ไม่ได้ ยังดีที่แนวรับอูนิโอนดันมาพลาดเสียจุดโทษก่อนครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังพี่เสือก็ได้ประตูจากลูกเตะมุม

    สรุปแล้วเกมนี้ บาเยิร์น เจาะตาข่ายด้วยลูก “โอเพ่น เพลย์” ไม่ได้แต่ยังพอทีเด็ดที่ลูก “เซ็ตพีซ” แม้จะเป็นเกมที่ไม่ได้เล่นดีมากแต่ยังได้สามแต้มก็ถือว่าน่าพอใจเแล้ว

2.เลวานสุดยอด

    โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กลับมาลงสนามอีกครั้งหลังบาดเจ็บหัวเข่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเขาบวกสกอร์เพิ่มให้กับตัวเองจากจุดโทษในนาทีที่ 40 ทำให้ฤดูกาลนี้เขายิงไปทั้งหมด 26 ประตูแล้ว ยังคงนำเป็นดาวซัลโวของลีก และนี่เป็นประตูที่ 40 ของเขาหากนับรวมทุกรายการ นั่นทำให้เลวานดอฟสกี้สอยตาข่ายแตะหลัก 40 ประตูได้ 5 ฤดูกาลติดต่อกัน

    ฤดูกาล 2015/16 ยิง 42 ประตู

    ฤดูกาล 2016/17 ยิง 43 ประตู

    ฤดูกาล 2017/18 ยิง 41 ประตู

    ฤดูกาล 2018/19 ยิง 40 ประตู

    ฤดูกาล 2019/20 ยิง 40 ประตู

3.ฉลองสัญญาถาวร

    ฮันซี่ ฟลิค กุนซือบาเยิร์นทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมานับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนได้เซ็นสัญญาถาวรเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาและเขาก็ประเดิมด้วยชัยชนะเมื่อคืนนี้ฉลองสัญญาใหม่ของเขา พร้อมกับพาทีมคว้าชัย 11 จาก 12 นัดหลังสุดในลีก นอกจากนี้เขายังถือเป็นกุนซือที่พาทีมยิงประตูถึง 50 ลูกได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของบุนเดสลีกาหลังคุมทีมมาแค่ 16 นัดเท่านั้น มีค่าเฉลี่ยยิงประตู 3.1 ลูกต่อเกม

4.เดวิสพัฒนาก้าวกระโดด

    แบ็กซ้าย บาเยิร์น มิวนิค สร้างชื่อเป็นอย่างมากในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะในเกมกับ เชลซี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่เขาโชว์ฟอร์มสุดยอดจนช่วยให้ทีมบุกถล่ม 3-0 ความกดดันคงมีมหาศาลกับแข้งวัยแค่ 19 ปีที่เล่นให้กับทีมใหญ่แถมนัดนี้เพิ่งจะเป็นประสบการณ์ในบุนเดสลีกานัดที่ 27 ของเขาเท่านั้นเองแต่เขารับมือกับมันได้เป็นอย่างดี

    มี 2-3 จังหวะที่ผู้เล่นอูนิโอนพยายามแตะบอลหนี เดวิส แต่เขาใช้ความเร็วแซงคู่แข่งแบบไม่เหลือซาก จากสถิติในเกมนี้ครึ่งแรกเขาเป็นผู้เล่นที่มีวิ่งเร็วที่สุดในสนามด้วยความเร็ว 33.83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนครึ่งหลังเขาเพิ่มสปีดเป็น 34.98 กม./ชม. และจบแมตช์นี้ด้วยการวิ่งสปริ้นถึง 36 ครั้ง เขาใช้ความเร็วนี้ในการช่วยเกมรุกและเกมรับได้อย่างสุดยอด นั่นโชว์ให้เห็นถึงความฟิตของเขาแม้จะหยุดการแข่งขันมานาน ต้องรอดูกันว่าเจ้าหนูคนนี้จะทำให้เราเซอร์ไพรส์ได้อีกไหมในฤดูกาลนี

5.ตัดทีมลุ้นแชมป์อีกหนึ่ง?

    บุนเดสลีกาฤดูกาลนี้เป็นปีที่ลุ้นแชมป์กันสนุกไม่แพ้กัลโช่ เซเรีย อา เพราะคะแนนจ่าฝูงไม่ได้ห่างจากผู้ตามมากมาย แถมไม่ได้ลุ้นแชมป์แค่สองทีมเสียด้วย การคว้าชัยเมื่อคืนที่ผ่านมาทำให้ บาเยิร์น มิวนิค ทิ้งห่างดอร์ทมุนด์ ไปเป็น 4 แต้มเช่นเดิม ส่วนทีมอันดับสามอย่างกลัดบัคก็ประมาทไม่ได้เพราะเริ่มกลับมาเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้งหลังบุกชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ 3-1 ทำให้มีแต้มห่างจ่าฝูง 6 แต้ม

    ทว่าสัปดาห์กลุ่มหัวตารางมีหนึ่งทีมที่สะดุดนั่นคือ ไลป์ซิก ที่ทำได้แค่เสมอกับ ไฟร์บวกร์ก 1-1 นั่นทำให้ตอนนี้ ไลป์ซิก ตกลงมาอยู่ที่ 4 และมีแต้มห่างจ่าฝูงเป็น 7 แต้มแล้ว แม้จะเหลืออีก 8 นัดแต่ดูสถานการณ์คงตาม บาเยิร์น ที่ฟอร์มแรงค่อนข้างลำบาก ตอนนี้พวกเขาคงได้แค่ประคองตัวเพื่อให้จบท็อปโฟร์คว้าโควต้า ชปล.

เห็นด้วยไหม! เปรียบเทียบสโมสรใน บุนเดสลีกา กับทีม พรีเมียร์ลีก

ในที่สุดฟุตบอลก็กลับมาลงแข่งกันอีกครั้ง หลังจากที่ต้องหยุดพักเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดย บุนเดสลีกา เยอรมนี หนึ่งในห้าลีกยักษ์ใหญ่ในยุโรป จะมีการประเดิมการแข่งขันในสุดสัปดาห์นี้

    เพื่อเป็นการต้อนรับความมันของเกมลูกหนังที่ห่างหายไปนานเกือบ 3 เดือน เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับความตื่นเต้นครั้งนี้ด้วยการเปรียบเทียบ 18 สโมสรในลีกสูงสุดเมืองเบียร์ว่าควรเป็นทีมไหนในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    งานนี้ต้องบอกว่าเป็นแค่การเปรียบเทียบเอาแบบสนุกๆ อาจจะถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ก็คิดซะว่าเป็นสีสันเพื่อต้อนรับการกลับมาของฟุตบอล กีฬาที่มีผู้คนชื่นชอบ และเฝ้าติดตามมากที่สุดในโลก !!

บาเยิร์น มิวนิค
อันดับในลีก : 1
เทรนเนอร์ : ฮันซี่ ฟลิค 
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

      เนื่องจาก "เสือใต้" เป็นยักษ์ใหญ่ในประเทศเยอรมนี และแน่นอนว่ามีทั้งคนรักและคนเกลียดทั่วบ้านทั่วเมือง

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : บาเยิร์น คว้าแชมป์ลีก 7 สมัยติดต่อกัน และคว้าแชมป์ลีกรวมแล้วถึง 29 สมัย พูดแบบชาวบ้านก็ประมาณยังไม่ทันลงแข่งก็แทบจะคว้าแชมป์แบบแบเบอร์
 
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
อันดับในลีก : 2
เทรนเนอร์ : ลูเซียน ฟาฟร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : ลิเวอร์พูล

 

     เพราะพวกเขามี เจอร์เก้น คล็อปป์ กุมบังเหียน ซึ่งก็เคยคุม "เสือเหลือง" แถมใช้ "ยู วิลล์ เนเวอร์ วอล์ก อะโลน" (You Will Never Walk Alone) เป็นเพลงประจำสโมสรเหมือนกันอีก อะไรมันจะเหมาะเจาะลงตัวขนาดนี้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : "เยลโล่ วอลล์" หรือ "กำแพงเหลือง" เปรียบได้กับสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก มันสามารถทำให้คู่แข่งถึงกับขาสั่น และต้องเสียสมาธิเมื่อเผชิญหน้ากับเหล่ากองเชียร์จำนวนมหาศาล คล้ายกับสนามแอนฟิลด์ไหมละ

แอร์เบ ไลป์ซิก
อันดับในลีก : 3
เทรนเนอร์ :   ยูเลียน นาเกิลส์มันน์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

 

 

     ง่ายๆ สั้นๆ เลยก็คือรวยนั่นแหละ แต่ "เรือใบสีฟ้า" ยังมีแฟนบอลทีมอื่นๆ ชื่นชอบ ส่วน ไลป์ซิก ไม่ใช่แบบนั่นนะซิ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พวกเขาพยายามสร้างทีมในสไตล์แบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เน้นกองหลัง 3 ตัว, มีนักเตะที่เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ ส่วนคนอื่นๆ เติมเกมบุกแบบบ้าคลั่ง
 
โบรุสเซีย มึนเช่น กลัดบัค
อันดับในลีก : 4
เทรนเนอร์ :  มาร์โค โรส
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : อาร์เซน่อล

 

 

     ก็ต้องบอกว่านี่คือทีมใหญ่ ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงยุค 70 แต่ปัจจุบันไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่เหมือนกับในอดีตได้เลย

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : นี่คือสโมสรที่ทำให้ทุกๆ คนต้องอมยิ้ม ยกตัวอย่างผับในสกอตแลนด์เรียกชื่อพวกเขาว่า "ทีมเยอรมัน" หลังจากปฏิเสธที่จะพยายามสะกดชื่อสโมสรแห่งนี้

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น
อันดับในลีก :  5
เทรนเนอร์ :  ปีเตอร์ บอสซ์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เชลซี

 

 

     การที่ทัพ "ห้างขายยา" ถูกเปรียบเทียบกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะพวกเขามีนักเตะดาวรุ่งพรสวรรค์สูงมากมาย แถมยังนำทีมลุ้นทำอันดับท็อปโฟร์ และมีโอกาสได้ไปเล่นในฟุตบอลถ้วยยุโรปฤดูกาลหน้าด้วย

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สโมสรที่เคยสร้างแรงสั่นสะเทือนในศึกบุนเดสลีกา ก่อนจะเงียบหายไป แต่สำหรับฤดูกาลนี้พวกเขากำลังทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว
 
ชาลเก้ 04
อันดับในลีก : 6
เทรนเนอร์ :  เดวิด วากเนอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : สเปอร์ส

    นี่ก็คืออีก 1 สโมสรใหญ่ มีสนามที่น่าเกรงขาม แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักในช่วงที่ผ่านมา

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : "ราชันสีน้ำเงิน" พยายามที่จะกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังเมืองเบียร์ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังทำไม่สำเร็จ เนื่องจากฟอร์มของพวกเขายังขาดความคงเส้นคงวา แต่เรื่องความพยายามมีเต็มเปี่ยม
 
โวล์ฟสบวร์ก 
อันดับในลีก :  7
เทรนเนอร์ :  โอลิเวอร์ กลาสเนอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์

     เอาแบบง่ายๆเลยก็เพราะชื่อดันคล้ายๆ กัน แถมทั้งสองทีมยังทำผลงานได้ดี และยังไปได้สวยในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลนี้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : โฟล์คสวาเก้น ค่ายรถยนต์ชั้นนำ ซึ่งผลิตรถน่าสนใจมากมาย ให้การสนับสนุนสโมสรแห่งนี้ และพร้อมทุ่มเงินเพื่อสร้าง โวล์ฟสบวร์ก ให้เป็นสโมสรชั้นนำในลีกเมืองเบียร์

ไฟร์บวร์ก
อันดับในลีก : 8
เทรนเนอร์ :  คริสเตียน ชไตรช์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เบิร์นลี่ย์

     นี่เป็นอีกหนึ่งซีซั่นที่ท้าทายหลังจากที่พวกเขาสร้างทีมด้วยสปิริต และพยายามผลักดันให้ทีมพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สนามของพวกเขาเป็นแบบดั่งเดิม อาจจะไม่ได้ดูใหญ่โต แต่ยังคงมีมนต์ขลัง คงน่าเสียดายหากพวกเขาย้ายไปเล่นสนามอื่นในฤดูกาลหน้า
 
ฮอฟเฟ่นไฮม์ 
อันดับในลีก :  9
เทรนเนอร์ :  อัลเฟรด ชรอยเดอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เลสเตอร์ ซิตี้

 

    พยายามที่จะท้าทายอันดับท็อปโฟร์ และพร้อมลงทุนเมื่อจำเป็นต้องทำ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : เป็นทีมที่มีอนาคต ค่อยๆ สร้างทีมจากระดับรากหญ้า ในปี 2000 จนกระทั่งได้ตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

โคโลญจน์ 
อันดับในลีก : 10
เทรนเนอร์ :  มาร์คุส กิสโดล
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

     สนามที่โดดเด่น แฟนบอลบ้าคลั่ง เป็นทีมที่เวลาเล่นดีก็ดีใจหายซะด้วย

     เหตุผลที่ควรสนับสนุน : มาสค็อต หรือตัวนำโชคของพวกเขาเป็นแพะที่ชื่อว่า "เฮนเนส" โดย ลูคัส โพดอลสกี้ อดีตกองหน้าของพวกเขารักเมืองนี้มากๆ ถึงขนาดลงทุนเปิดร้านเคบับที่นี่
 
ยูเนียน เบอร์ลิน 
อันดับในลีก :  11
เทรนเนอร์ :  อูร์ส ฟิชเชอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด

     ได้เลื่อนชั้นเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และยังทำผลงานได้เซอร์ไพรส์สุดๆ ในบุนเดสลีกา

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พยายามที่จะพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่อง โดยสนามเหย้าของพวกเขาในปัจจุบันมีการสร้างใหม่เพื่อแฟนบอล

ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต
อันดับในลีก :  12
เทรนเนอร์ :  อาดี้ ฮึทเทอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เอฟเวอร์ตัน

     นี่คงจะเป็นอันดับที่สูงที่สุดในตารางลีกของพวกเขา แต่บ่อยครั้งที่สโมสรแห่งนี้มักจะคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยมากกว่าแชมป์ลีก

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน :  เป็นสโมสรที่มีตำนานมากมาย และพยายามที่จะกลับคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ
 
แฮร์ธ่า เบอร์ลิน
อันดับในลีก :  13
เทรนเนอร์ :  บรูโน่ ลับบาเดีย
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 

 

     สโมสรจากเมืองหลวง ลงเล่นในสนามโอลิมปิก สเตเดี้ยม แต่บ่อยครั้งที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : พวกเขาสร้างสีสันให้วงการลูกหนังเสมอ เจอร์เก้น คลินส์มันน์ ทำเรื่องสุดช็อกกับสโมสรเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ด้วยการประกาศลาออกจากตำแหน่งผ่านเว็บไซต์เฟซบุ๊ค

เอาก์สบวร์ก 
อันดับในลีก : 14
เทรนเนอร์ :    ไฮโค แฮร์ริช
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : ไบรท์ตัน หรือ วัตฟอร์ด

     สโมสรที่มุ่งมั่นจะอยู่รอดในลีกสูงสุด แต่ก็ยังต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : แม้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ร่มเงา บาเยิร์น (อยู่ในแคว้นบาวาเรีย)แต่พวกเขาก็ยังทำผลงานได้น่าสนใจในบุนเดสลีกา แถมยังโดดเด่นในการตกแต่งแสงไฟให้สนามเหย้าดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
 
ไมนซ์ 05
อันดับในลีก : 15
เทรนเนอร์ : อาชิม ไบเออร์ลอร์เซอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : คริสตัล พาเลซ

     ก็ประมาณว่าเป็นทีมรองบ่อน แต่ก็สามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องสู้กับทีมใหญ่

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : นี่คือสโมสรที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยค้าแข้ง และพัฒนาฝีมือการกุมบังเหียน โดยกุนซือจอมฉีกยิ้มเคยนำทีมขึ้นไปเล่นในลีกสูงสุด และทำผลงานได้ดีเยี่ยม

ฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ
อันดับในลีก :  16
เทรนเนอร์ :  อูเว่ รอสเลอร์
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : เซาธ์แฮมป์ตัน

     เป็นสโมสรที่เคยประสบความสำเร็จในยุค 70 โดยคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศมาแล้ว

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : หนึ่งในสโมสรเก่าแก่ของประเทศเยอรมนี แถมเมืองนี้ยังเคยมีซีรี่ส์ยอดฮิตทางจอแก้ว Auf Wiedersehen Pet และเป็นบ้านเกิดของ Kraftwerk วงแนวอิเล็กทรอนิค มิวสิค ในยุค 80 ซึ่งมีเพลงสุดฮิตอย่างเพลง The Model

แวร์เดอร์ เบรเมน
อันดับในลีก :  17
เทรนเนอร์ :  โฟลเรียน โคห์เฟลด์ท
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : แอสตัน วิลล่า

    เคยเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ ได้แชมป์มากมายในอดีต ด้วยขนาดทีมและสถานะของพวกเขา นี่คือสโมสรที่ไม่ควรจะต้องมาดิ้นรนหนีการตกชั้น

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : เบรเมน กำลังต้องพยายามอย่างหนักเพื่ออยู่รอดในบุนเดสลีกา พวกเขาเคยทำผลงานเป็นทีมระดับหัวแถว แต่ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยสู้ดีนะ

พาเดอร์บอร์น
อันดับในลีก :  18
เทรนเนอร์ :  สเตฟเฟ่น เบาม์การ์ท
เปรียบเทียบกับสโมสรในพรีเมียร์ลีก : นอริช หรือ บอร์นมัธ

    นี่คือทีมที่มีส่วนผสมของทั้งสองสโมสร โดยพวกเขาต้องพยายามดิ้นรนหนีการตกชั้นให้ได้

    เหตุผลที่ควรสนับสนุน : สโมสรที่ต้องการให้ทุกๆ คนช่วยสนับสนุน พวกเขาเพิ่งเลื่อนชั้นเมื่อปีที่ผ่านมาแถมมาในฐานะรองแชมป์ซะด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องเจอกับของจริง กระนั้นนี่คือทีมระดับรากหญ้าที่ไต่เต้าจากลีกล่างจนขึ้นมาลืมตาอ้าปากจนได้

เสือใต้ออกโรง! 5 ประเด็นฮอตก่อนจ่าฝูงบาเยิร์นบุกฟัดอูนิโอน

หลังทีมลุ้นแชมป์บุนเดสลีกาอย่าง ดอร์ทมุนด์, ไลป์ซิก และกลัดบัค ลงสนามกันไปแล้ว มาถึงคิวของจ่าฝูงอย่าง "เสือใต้" คัมแบ็กกลับมาลงสนามกันบ้างโดยคืนนี้พวกเขาจะต้องบุกไปเยือนทีม อูนิโอน เบอร์ลิน ซึ่งมีผลงานในบ้านไม่ธรรมดาทีเดียว บาเยิร์น มิวนิค จะทำแต้มหนีห่างผู้ตามได้หรือไม่ต้องติดตาม แต่ก่อนแมตช์จะเริ่มเรามาดูประเด็นร้อนที่น่าสนใจกันเลย

1.แข้งบาดเจ็บเตรียมคัมแบ็ก

 

        สิ่งเดียวที่เป็นข้อดีของการหยุดการแข่งขันคือบาเยิร์นจะได้นักเตะที่บาดเจ็บก่อนหน้านี้กลับมาฟิตอีกครั้ง พวกเขามีนักเตะบาดเจ็บอยู่บางส่วนเมื่อเดือนที่แล้ว แต่นักเตะสำคัญบางคนพ้อมสำหรับเกมคืนนี้

        ตอนแรก “เสือใต้” คงปวดหัวทีเดียวหลัง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวซัลโวของทีมมีปัญหาบาดเจ็บที่หัวเข่าข้างซ้ายในนัดที่บุกไปถล่ม เชลซี 3-0 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เขาต้องพักนาน 4 สัปดาห์ ขณะที่ เปริซิช ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสัญญายืมตัวจาก อินเตอร์ มิลาน พักแข้งมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน ก.พ. เพราะเจ็บข้อเท้า อย่างไรก็ตามทั้งสองมีโอกาสจะลงเล่นในคืนนี้

    อย่างไรก็ตามยังมีนักเตะที่ยังกลับมาไม่ได้เช่น นิคลาส ซือเล่ และลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ ที่ต้องเรียกความฟิตหลังจากบาดเจ็บ ขณะที่ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ และฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ยังคงบาดเจ็บอยู่

2.เสือใต้รักษาฟอร์ม?

 

        ก่อนเบรคการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค  ถือว่าฟอร์มฮอตมากทีเดียวเนื่องจากพวกเขาชนะ 10 ขาก 11 หลังสุดในบุนเดสลีกา พูดง่ายๆว่า “เสือใต้” ยังไม่แพ้ใครเลยมาตั้งแต่เปิดปี 2020 ขณะที่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกก็ทำผลงานสวยหรูด้วยการบุกยำ เชลซี 3-0 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดแรก

        แต่อย่างที่เรารู้กันว่าบุนเดสฯหยุดการแข่งขันมานาน จึงเป็นคำถามว่าพวกเขาจะรักษาฟอร์มต่อเนื่องได้หรือไม่ซึ่งมันรวมถึงสภาพความฟิตของนักเตะหลังจากไม่ได้ลงแข่งขันอย่างสม่ำเสมอด้วย หากวันนี้เขาคว้าชันชนะได้จะถือเป็นการเรียกขวัญกำลังใจกลับมาและมันจะเป็นประโยชน์กับ 8 ในนัดที่เหลือของฤดูกาล

3.นัดแรกเฉือนหืด

 

        คืนนี้จะเป็นการเจอกันเพียงครั้งที่สองในลีกของทั้งสองทีมเนื่องจากอูนิโอน เบอร์ลินเลื่อนชั้นมาลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก สำหรับนัดแรกที่เจอกันที่ อลิอันซ์ อารีน่า เมื่อเดือนตุลาคมปรากฎว่า บาเยิร์น เฉือนชนะ 2-1

        โดยประตูแรก เบนฌาแม็ง ปาวาร์ ซัดวอลเลย์สุดสวยให้ทีมขึ้นนำก่อน เลวานดอฟสกี้ จะกดประตูที่สอง พร้อมทำสถิติเป็นผู้เล่นบุนเดสลีกาคนแรกที่ยิงประตูได้ทุกนัดใน 9 เกมแรกของฤดูกาล

        ความจริงทีมเยือนเกือบตีไข่แตกหลังได้จุดโทษแต่ เซบาสเตียน อันเดอร์สสัน ยิงจุดโทษไปติดเซฟของ มานูเอล นอยเออร์ อย่างไรก็ตามท้ายเกม อูนิโอน เบอร์ลิน มายิงอีกหนึ่งจุดโทษและคราวนี้ เซบาสเตียน โพลเตอร์ สังหารไม่พลาด แต่สุดท้ายไล่ไม่ทันทำให้พ่ายแพ้ไปและชัยชนะครั้งนั้นช่วยให้ “เสือใต้” ขยับขึ้นจ่าฝูง ซึ่งตอนนั้นกุนซือ นิโก้ โควัช ยังคุมทีมอยู่

4.บทพิสูจน์ของฟลิค

 

        คืนนี้จะเป็นนัดแรกที่ ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค คุม บาเยิร์น มิวนิค หลังเซ็นสัญญาถาวร ในตอนที่เจ้าตัวมากุนซือขัดตาทัพแทนที่ของ นิโก้ โควัช เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เขาช่วยให้ทีมทำผลงานได้ดีขึ้นผิดหูผิดตาโดยมีสถิติที่สุดยอดด้วยการคว้าชัย 18 จาก 21 เกม(เสมอ 1 แพ้ 2) แถม กระหน่ำคู่แข่งไปถึง 67 ลูก เฉลี่ยตกเกมละ 3.19 ลูกเลยทีเดียว

        แมตช์เปิดตัวของเขาคือศึก "แดร์ คลาสซิเคอร์" กับคู่ปรับตัวฉกาจอย่าง ดอร์ทมุนด์ ซึ่งสุดท้าย “เสือใต้” ถล่มเละเทะถึง 4-0 นอกจากนี้เขายังสร้างบารมีด้วยการพาทีมบุกชนะ สเปอร์ส และ เชลซี ใน ชปล. อีกด้วย ไม่แปลกใจที่บอดร์ดบริหารจะแต่งตั้งเขาคุมทัพถาวร แต่ต้องมาดูกันว่าเขาจะยืนระยะและคว้าแชมป์ในซีซั่นนี้ได้หรือไม่

5.เยือนถิ่นนี้ต้องระวัง!

 

        มาพูดถึงฝั่งน้องใหม่ อูนิโอน เบอร์ลิน กันบ้าง พวกเขาทำผลงานเซรอ์ไพรส์ในฤดูกาลนี้พอสมควร โดยอยู่ในอันดับที่ 12 ของตาราง หลังโดน แฮร์ธ่า เบอร์ลิน คว้าชัยชนะเหนือ ฮอฟเฟ่นไฮม์ เมื่อวานนี้แซงขึ้นมาที่ 11 ของตาราง พวกเขามีแต้มห่างจากโซนเพลย์ออฟตกชั้นถึง 8 แต้มกับ 9 เกมที่เหลือซึ่งหากเก็บแต้มได้เรื่อยๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับการอยู่รอดในฤดูกาลนี้

        แม้ว่า 5 นัดหลังสุดในลีกพวกเขาทำผลงานไม่คงเส้นคงวาเท่าไหร่หลังชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 2 แต่ลูกทีมของ อูร์ส ฟิชเชอร์ มีผลงานในบ้านไม่ธรรมดาทีเดียวโดยคว้าชัยในลีก 5 จาก 8 เกมหลังสุดที่เล่นในถิ่นตัวเองแถมใน 5 นัดนั้นเก็บคลีนชีททั้งหมดด้วย แสดงให้เห็นว่าคืนนี้ไม่ใช่งานง่ายของ “เสือใต้” แน่นอน มารอดูกันว่าเจ้าบ้านจะทำเซอร์ไพรส์ทีมเยือนได้หรือไม่

ซานโช่ทุบสถิติ! 5 ประเด็นร้อนหลังดอร์ทมุนด์บุกทุบโวล์ฟบวร์ก

ดอร์ทมุนด์ ไม่พลาดสามแต้มหลังบุกซิวชัยเหนือ "หมาป่าแห่งเมืองเบียร์" โวล์ฟบวร์ก 2-0 โดยคนทำประตูแรกคือ ราฟาแอล เกร์เรยโร่ ก่อนที่ อัชราฟ ฮาคิมี่ จะซัดประตูปิดกล่อง แม้สกอร์อาจจะเหมือนเป็นเกมที่ง่ายสำหรับ ดอร์ทมุนด์ แต่เจ้าบ้านก็ถือว่าทำการบ้านมาได้ดีเช่นกัน เรามาดูประเด้นที่น่าสนใจในเกมนี้กันเลย

1.ซานโช่ทำสถิติ

 

    ไม่ใช่เรื่องน่าสงสัยแต่อย่างใดเมื่อ จาดอน ซานโช่ ออกสตาร์ทเป็นตัวสำรองเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันในลีก การขาดหายไปของเขาไม่ได้เกี่ยวกับการย้ายทีมแต่อย่างใด ลูเซียง ฟาฟร์ พยายามเรียกความฟิตเขาหลังจากได้รับบาดเจ็บที่น่อง ก่อนหน้านี้เขาโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการยิง 14 ประตูและทำ 15 แอสซิสต์ซึ่งเป็นสถิติที่เจ๋งๆมาก อย่างไรก็ตาม ดอร์ทมุนด์ ไม่ห่วงเท่าไหร่เมื่อเขาไม่ได้ลงเล่นเพราะว่า ธอร์กกาน อาซาร์ ยังทำหน้าที่ดาวเด่นให้กับทีมซึ่งเกมนี้ก็จ่ายอีกหนึ่งประตูรวมเป็น 12 แอสซิสต์ในลีกแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ซานโช่ ลงมาในช่วง 25 นาทีสุดท้ายของเกม แต่เจ้าตัวก็ยังสามารถจ่ายให้เพื่อนร่วมทีมยิงประตูทำให้เพิ่มเป็น 16 แอสซิสต์ กลายเป็นนักเตะดอร์ทมุนด์ที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล

2.เกร์เรยโร่ก้าวขึ้นไปอีกระดับ

 

    ราฟาแอล เกร์เรยโร่ กับระบบ 3-4-3 ของ กุนซือ ลูเซียง ฟาฟร์  ถือเป็นอะไรที่กลมกล่อมมาก เขากำลังสนุกกับการป้องกันเกมรับและการเติมเกมรุก วิงแบ็กวัย 26 ปีเคยเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานในเกมพ่าย ฮอฟเฟ่นไฮม์ 2-1 เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตั้งแต่นั้นมาเขาลงเล่นทุกนัดในลีกให้กับดอร์ทมุนด์พร้อมกับทำ 6 ประตูและ 2 แอสซิสต์ซึ่งรวมถึงสองประตูจากเกมที่แล้ว และหนึ่งประตูในเกมนี้ด้วย

3.ฮาคิมี่ก็ใช่ย่อย

 

    พูดถึง ราฟาแอล เกร์เรยโร่ ทางวิงแบ็กฝั่งซ้ายแล้วก็ต้องขอชมวิงแบ็กทางฝั่งขวาที่เกมนี้ก็เล่นได้ดีเช่นเดียวกัน สตาร์โมร็อกโก จบสกอร์ลูกจ่ายของ ซานโช่ ในครึ่งหลังเป็นการปิดเกมที่ช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ การันตีสามแต้ม เขาได้รับ แมน ออฟ เดอะ แมตช์ จากเว็บไซต์ whoscored หลังใช้โอกาสยิง 1 ครั้งเป็นประตู, จ่ายคีย์พาสมากที่สุดในทีม 2 ครั้ง และเป็นนักเตะที่สัมผัสมบอลมากที่สุดในทีม 115 ครั้ง ฤดูกาลนี้เขาทำไปแล้วทั้งหมด 3 ประตูกับ 10 แอสซิสต์แล้ว

4.แท็คติกหมาป่าเอาไม่อยู่

 

    ก่อนเกมนี้ โวล์ฟสบวร์ก กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีหลังไม่แพ้ใครมา 7 นัดติดต่อกัน แต่นัดนี้ถือเป็นความท้าทายมากๆของพวกเขา โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือของทีมหมาป่าเมืองเบียร์ มีแผนที่จะจัดการ เออร์ลิง ฮาแลนด์ ซึ่งก็ได้ผลพอสมควร จอห์น บรู๊คส์ ทำหน้าที่ของเขาได้ดีแต่อาวุธของ “เสือเหลือง” ไม่ได้มีแค่นี้

    ไม่มีใครสร้างปัญหา โวล์ฟสบวร์ก ไปได้มากกว่า ยูเลี่ยน บรันด์ท แล้ว การขาดหายไปของกัปตัน มาร์โก รอยส์ ไม่ได้ทำให้ทีมต่ำลงกว่ามาตรฐานแต่อย่างใด หลังจากอดีตดาวเตะเลเวอร์คูเซ่น โชว์ฟอร์มน่าประทับใจ

    บรันด์ท ได้รับอิสระในการเคลื่อนที่จากกุนซือและการเคลื่อนที่ของเขาก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมยิงประตูแรกโดยเขาลากกองหลังให้เปิดช่องและจ่ายให้ ฮาคิมี่ ก่อนบอลจะถึง เกร์เรยโร่ ทำประตู ความสามารถของ บรันด์ท ช่วยทีมได้มากเชื่อว่าเมื่อมาริโอ เกิทเซ่ ออกจากทีมไป เบอร์ 10 จะตกเป็นของเขาแน่นอน

5.พร้อมสำหรับ “แดร์ คลาสสิกเคอร์”

 

    ชัยชนะเหนือ โวล์ฟสบวร์ก ทำให้ทีมไล่จี้ บาเยิร์น มิวนิค เหลือแค่แต้มเดียว แต่ทว่า “เสือใต้” ก็ไม่พลาดเปปิดรังถล่ม แฟร้งค์เฟิร์ต ขาดลอยถึง 5-2 ทำให้สัปดาห์นี้จ่าฝูงและรองจ่าฝูงยังคงห่าง 4 แต้มเท่าเดิม ทว่าอังคารนี้จะมีบิ๊กแมตช์สำคัญที่อาจหมายถึงการตัดสินแชมป์เลยก็ว่าได้

    ดอร์ทมุนด์ เตรียมเปิดรังรับการมาเยือนของ จ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิค หาก “เสือเหลือง” คว้าสามแต้มได้การลุ้นแชมป์จะสนุกขึ้นเท่าตัว แต่ถ้าพวกเขาดันพลาดท่าแพ้ บาเยิร์น ขึ้นมาจะทำให้กลายเป็นแต้มห่าง 7 แต้มทันที ถือเป็นเกมสำคัญอย่างมากสำหรับทั้งสองทีม มาดูกันว่าการดวลกันรอบสองของกุนซือ ลูเซียง ฟาฟร์ และฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค จะเป็นอย่างไร

เจ็บสุดต้อง “มาเคด้า”! 10 แข้งดังอดได้เหรียญรางวัลทั้งที่อยู่ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก

บรรดานักเตะที่ค้าแข้งกับสโมสรใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ต่างก็มีความใฝ่ฝันที่จะได้สัมผัสกับตำแหน่งแชมป์สักครั้ง และมันคงจะมีความหมายมากยิ่งขึ้นไปอีก หากได้เหรียญรางวัลการันตีความสำเร็จไปประดับตู้โชว์ที่บ้าน ทว่าช่วงที่ผ่านมาก็มีนักเตะหลายคนเช่นกัน ที่อยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์ แต่กลับไม่ได้เหรียญรางวัลคล้องคอเหมือนกับเพื่อนๆ ซึ่งมันเป็นอะไรที่น่าเจ็บปวดอยู่เหมือนกัน และนี่คือ 10 แข้งดังที่ผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว โดยทั้งนี้ทาง พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เริ่มต้น (1992/93) มาจนถึงฤดูกาล 2012/13 กำหนดให้นักเตะทีมแชมป์ต้องลงเล่นอย่างน้อย 10 เกม ถึงจะได้เหรียญรางวัล ก่อนปรับลดลงมาเหลืออย่างน้อย 5 เกม จนถึงปัจจุบัน  

 

 10. อันเดร ครามาริช (เลสเตอร์ ซิตี้)

    เลสเตอร์ ซื้อ ครามาริช มาจาก ริเยก้า เมื่อเดือนมกราคมปี 2015 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร ณ เวลานั้นที่ 9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 360 ล้านบาท) แต่หัวหอกชาวโครแอตไม่สามารถแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงจาก เจมี่ วาร์ดี้ ได้ และในฤดูกาล 2015/16 ครามาริช ได้ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก แค่ 2 นัดเท่านั้น ก่อนถูกปล่อยตัวให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ยืมใช้งานช่วงครึ่งซีซั่นหลัง ซึ่งแน่นอนว่า เขาอดได้เหรียญรางวัลในฤดูกาลดังกล่าว ที่ เลสเตอร์ ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองได้แบบช็อกวงการลูกหนัง

 

 

 9. สก็อตต์ พาร์เกอร์ (เชลซี)

    พาร์เกอร์ วนเวียนอยู่ในเมืองหลวงเกือบทั้งชีวิต โดยเล่นให้กับห้าสโมสรดังในกรุงลอนดอนอย่าง ชาร์ลตัน แอธเลติก, เชลซี, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ ฟูแล่ม โดยฤดูกาล 2004/05 เขาอยู่ในทัพ "สิงห์บลูส์" ชุดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ด้วย แต่ก็ได้แค่ชูถ้วย ไม่ได้เหรียญ หลังได้ลงเล่นแค่ 4 นัด เพราะกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ นิยมใช้งาน โคล้ด มาเกเลเล่ คู่กับ ติอาโก้ เมนเดส ในแดนกลางมากกว่า 

 

 

 8. กาเบรียล โอแบร์กต็อง (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

     ปีกร่างบางชาวฝรั่งเศส ถูกซื้อมาจาก ลอริยองต์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2009 แต่ไปไม่รอดกับระยะเวลา 2 ปีในรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยฤดูกาล 2010/11 ถึงแม้ "ปีศาจแดง" ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองเป็นสมัยที่ 12 (หากเป็นลีกสูงสุดถือเป็นสมัยที่ 19) แต่ โอแบร์กต็อง ไม่ผ่านเกณฑ์การได้เหรียญ เพราะลงเล่นแค่ 7 นัดในลีก

 

 

 7. คาร์ลตัน โคล (เชลซี)

     หัวหอกที่เคยพุ่งขึ้นมาได้อย่างน่าจับตามองของ เชลซี โดยฤดูกาล 2005/06 "สิงห์บลูส์" ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครองเป็นสมัยที่สอง แต่ โคล อดได้เหรียญรางวัลไปโชว์ที่บ้านอย่างน่าเจ็บใจ เพราะฤดูกาลดังกล่าวลงเล่นเกมลีก 9 นัด ซึ่งอีกแค่เกมเดียวก็ผ่านเกณฑ์แล้ว

 

 

 6. คาร์โล คูดิชินี่ (เชลซี)

     อยู่รับใช้ เชลซี นานถึง 9 ปี (2000-2009) แถมบางคนยกให้เป็นตำนานคนหนึ่งของสโมสรด้วย จากการที่เคยถูกโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสโมสรในฤดูกาล 2001/02 แต่การมาของ ปีเตอร์ เช็ก (ปี 2004) ทำให้เขาต้องหลุดไปเป็นโกลสำรอง และในช่วงนั้น "สิงห์บลูส์" ก็ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่พอดี ซึ่งแน่นอน คูดิชินี่ เป็นแค่ตัวประกอบและไม่ได้เหรียญรางวัลในฤดูกาล 2004/05 และ 2005/06 ที่ เชลซี ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก

 

 

 5. โชเซ่ โบซิงวา (เชลซี)

    ถือเป็นอีกหนึ่งแข้งผู้โชคร้ายจากค่าย "สิงห์บลูส์" เพราะ โบซิงวา ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 4 ปีที่อยู่กับ เชลซี แต่ดันมาเจ็บหนักในฤดูกาล 2009/10 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ เชลซี ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก พอดี และด้วยการที่ซีซั่นดังกล่าวเขาลงเล่นเกมลีกแค่ 8 นัด ทำให้เขาอดได้เหรียญรางวัลไปแบบน่าเจ็บช้ำ

 

 

    4. เบน ฟอสเตอร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

  ฟอสเตอร์ ย้ายมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟอร์ด เมื่อปี 2005 ซึ่งหลังจากที่ออกไปเล่นให้ วัตฟอร์ด แบบสัญญายืมตัว 2 ปี เขาก็กลับมาร่วมก๊วน "ปีศาจแดง" อีกครั้ง แต่ก็เป็นได้แค่นายประตูอะไหล่สำรองให้กับ เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ และก็แน่นอนว่า เขาไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะได้เหรียญรางวัลในฤดูกาล 2007/08 (เล่น 1 เกม) และ 2008/09 (เล่น 2 เกม) ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก มาครอง

 

 

    3. นาธาน อาเก้ (เชลซี)

  อาเก้ เป็นเด็กปั้นของ เชลซี และก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในปี 2012 แต่ไม่สามารถยกระดับขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมได้ ซึ่งฤดูกาล 2016/17 เขาถูกกุนซือ อันโตนิโอ คอนเต้ ดึงกลับมาจากสัญญายืมตัวที่ บอร์นมัธ กลางซีซั่น หลังจากที่ทำผลงานได้ดี โดยตอนแรกเป็นที่คาดหมายกันว่า คอนเต้ น่าจะใช้งาน อาเก้ เป็นหนึ่งในแผนการเล่นกองหลังสามตัว ทว่าสุดท้าย อาเก้ ได้รับโอกาสโชว์ฝีเท้าหลังจากที่ เชลซี การันตีตำแหน่งแชมป์ พรีเมียร์ลีก แล้วเท่านั้น จึงอดได้เหรียญรางวัลไปคล้องคอ เพราะลงเล่นแค่ 2 เกม

 

 

    2. เฟเดริโก้ มาเคด้า (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

  เมื่อวันที่ 5 เมษายน ปี 2009 มาเคด้า กลายเป็นหัวหอกดาวรุ่งที่บรรดาสาวก "ปีศาจแดง" ต่างพูดถึง หลังเจ้าตัวซัดประตูชัยสุดสวยช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วย แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกเชือด แอสตัน วิลล่า 3-2 แบบสุดมันส์ในเกมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และหลังจากนั้น 6 วัน มาเคด้า ก็แผลงฤทธิ์อีก ทำประตูชัยให้ทีมบุกไปเชือด ซันเดอร์แลนด์ 2-1 ซึ่งแน่นอนว่า สองเกมนี้มีความหมายอย่างมากในการช่วย "ปีศาจแดง" ผงาดคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2008/09 แต่สุดท้าย มาเคด้า ไม่ได้เหรียญรางวัล เพราะลงเล่นไปแค่ 4 เกมเท่านั้น และหลังจากนั้นชื่อของเขาก็ค่อยๆ จางหายไปจากความทรงจำ

 

 

 1. โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (เชลซี)


    สมัยอยู่กับ เชลซี นั้น ในฤดูกาล 2014/15 ซาลาห์ ได้รับโอกาสลงเล่นเกมลีก 3 นัด ก่อนถูกปล่อยตัวให้ ฟิออเรนติน่า ยืมใช้งานในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง และด้วยการที่ลงเล่นแค่ 3 เกม ทำให้ดาวเตะชาวอียิปต์อดได้เหรียญรางวัล ทั้งที่ฤดูกาลนั้น เชลซี ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ซาลาห์ จะได้เหรียญรางวัลแชมป์ พรีเมียร์ลีก กลับไปโชว์ที่บ้านในเร็วๆ นี้ 

ไม่ใช่แค่บ็อบบี้! รวมสตาร์ดังที่เคยค้าแข้งกับฮอฟเฟนไฮม์

แม้ทีมอย่าง ฮอฟเฟนไฮม์ อาจไม่ใช่สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน แต่ต้องยอมรับว่ามีแข้งดาวดาวดังหลายคนที่เคยผ่านการฝึกปรือฝีมือก่อนแยกย้ายออกไปเดินทางตามความฝัน และนี่คือ เหล่านักเตะที่คุณอาจไม่รู้ว่าเคยลงเล่นในถิ่น เวียร์โซล ไรน์ เน็คคาร์ อารีน่า
1.ดาวิด อลาบา

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2011
สโมสรปัจจุบัน : บาเยิร์น มิวนิค
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 0 (บาเยิร์น มิวนิค)

    หลังย้ายร่วมทัพ "เสือใต้" ด้วยวัยเพียง 15 ปี ดาวเตะพรสวรรค์ชาวออสเตรียใช้เวลาไม่กี่ปีทำสถิติมากมายโดยเป็นนักเตะ บาเยิร์น มิวนิค ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงประเดิมสนามให้กับทีมในวัย 17 ปี 232 วัน ต่อมาในช่วงเดือน มกราคม ปี 2011 สโมสรตัดสินใจส่งเพชรเม็ดงามออกไปเก็บเลเวลกับ ฮอฟเฟนไฮม์

    หลังจากอำลา อัลลิอันซ์ อารีน่า ได้ไม่นาน อลาบา พัฒนาอย่างรวดเร็วจนถูกเรียกกลับต้นสังกัดในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2010/11 ในยุคของ ยุปป์ ไฮน์เคส โดยมีสถิติลงเล่นให้ ฮอฟเฟนไฮม์ 17 นัดซัดไป 2 ประตู

     หลังจากคัมแบ๊ก "เสือใต้" เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งปีพิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับก่อนพาทีมกวาดแชมป์มากมายมาประดับตู้โชว์ นอกจากนั้นเขายังซิวรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีออสเตรีย 6 ครั้งโดยสมัยแแรกในปี 2011 ด้วยวัยเพียง 19 ขวบเท่านั้น

2.เดมบา บา

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2007-2011
สโมสรปัจจุบัน : อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 11.7  ล้านปอนด์ *ราว 445 ล้านบาท (เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว)

    ดาวยิงชาวเซเนกัลวัย 34 ปี มีสถิติการทำประตูค่อนข้างดีกับทุกสโมรสรที่ลงเล่น เดมบา บา เคยค้าแข้งในถิ่น เวียร์โซล ไรน์ เน็คคาร์ อารีน่า ช่วงปี 2007-2011 โดยลงเล่นไปทั้งหมด 103 นัดซัดไป 40 ประตูก่อนโยกมาสร้างชื่อในเกาะอังกฤษกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ นิวคาสเซิ่ล

    หลังจากถล่มประตูมากมายให้ "สาลิกาดง" เป็นเชลซีที่จ่ายเงินราว 8 ล้านปอนด์ ดึงเข้าสู่ถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ จนเป็นที่มาของจังหวะสำคัญที่แฟนบอล ลิเวอร์พูล ไม่มีวันลืมหลังฉกบอลจาก สตีเว่น เจอร์ราร์ด เข้าไปซัดดับฝันเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ในฤดูกาล 2013/14 

    โดยปัจจุบัน เดมบา บา หวนค้าแข้งในลีก ตุรกี กับทีม อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ หลังเคยคว้าแชมป์กับ เบซิคตัส เมื่อปี 2016/17

3.ไรอัน บาเบล

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2011-2012
สโมสรปัจจุบัน : กาลาตาซาราย (อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ยืมตัว)
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 11.5  ล้านปอนด์ *ราว 437 ล้านบาท (ลิเวอร์พูล)

    หลังจากต่อสู้แย่งตำแหน่งตัวจริงในถิ่น แอนฟิลด์ อยู่นานจนสุดท้ายยอมถอดใจย้ายซบ ฮอฟเฟนไฮม์ ในปี 2011 โดยคาดหวังให้เป็นตัวแทนของ เดมบา บา แต่ดูเหมือนความล้มเหลวจากเกาะอังกฤษจะตามหลอกหลอนหลังซัดแค่ 1 ประตูจาก 16 เกมในซีซั่นเปิดตัวกับ ฮอฟเฟนไฮม์ จนในปี 2012 หวนซบทีมที่เขาแจ้งเกิดอย่าง อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม

    จุดเปลี่ยนของ ปีกชาวดัตช์ มาเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2017-18 ด้วยวัย 33 ปีเจ้าตัวโชว์ฟอร์มร้อนแรงกับ เบซิคตัส จนไปเข้าตา โรนัลด์ คูมัน เรียกติด ทีมชาติฮอลแลนด์ ฝ่าเสียงวิจารณ์สื่อมวลชนในประเทศที่กังขาว่า – เอามาทำไม?

     ปัจจุบัน ไรอัน บาเบล กลับไปเล่นให้ อาแจ็กซ์ เป็นครั้งที่ 3 ด้วยสัญญายืมตัวจาก กาลาตาซาราย

4.โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2011-2015
สโมสรปัจจุบัน : ลิเวอร์พูล
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 29 ล้านปอนด์ *ราว 1100 ล้านบาท (ลิเวอร์พูล)
   
    ดาวยิงชาวบราซิลเลียนเติบโตในเมืองชายฝั่งติดทะเลก่อนเริ่มเดินตามความฝันเมื่อวัย 14 ปี กับสโมสรท้องถิ่นของประเทศอย่าง คลับ เด เรกาตัส จากนั้นในปี 2009 เริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่กับ ฟิกูเรนเซ่ ในลีกซีเรีย บีจนมีส่วนสำคัญพาทีมเลื่อนชั้นทำให้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ยอมจ่ายเงินดึงไปร่วมทีมในปี 2010

    เฟอร์มิโน่ ทำประตูแรกให้กับต้นสังกัด ในวันที่ 16 เมษายน 2011 ช่วยทีมเอาชนะ ไอน์ทรัคซ์ แฟร้งค์เฟิร์ต ก่อนอยู่รับใช้สโมสรถึงปี 2015 ลงสนามรวมทุกรายการในเยอรมัน 153 เกมซัดไป 38 ประตูจนสุดท้ายเป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยอมทุ่มเงิน 29 ล้านปอนด์ ที่ในสมัยนั้นถือว่าราคาค่อนข้างสูงคว้าตัวมาเสริมแกร่งให้ ลิเวอร์พูล

    แต่หลังจากร่วมงานกับ "บ๊อบบี้" ได้เพียง 3 เดือน ร็อดเจอร์ส ก็ถูกปลดจากตำแหน่งเปิดทางให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับตำแหน่งพร้อมคู่มือการใช้งานช่วยให้ แข้งแซมบ้ารายนี้ พัฒนาการเล่นกลายเป็นหนึ่งในดาวเตะระดับโลกพา "หงส์แดง" กวาดแชมป์มากมายในปีที่ผ่านมา

5.กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2010-2012
สโมสรปัจจุบัน : เอฟเวอร์ตัน
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 45 ล้านปอนด์ *ราว 1700 ล้านบาท (เอฟเวอร์ตัน)

    จอมทัพชาว ไอซ์แลนด์ ขยับจากทีมเยาวชนของ เร้ดดิ้ง ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2008 ก่อนใช้เวลาอีกเพียง 2 ปีคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรจน ฮอฟเฟนไฮม์ จัดการดึงร่วมทัพในปี 2010 โดยมีสถิติลงเล่น 36 นัดซัดไป 9 ประตู เคยซิวรางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมเช่นกันจากนั้นโยกมาอยู่กับ สวอนซี และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

    หลังจากโชว์ฟอร์มร้อนแรงกับ "หงส์ขาว" ในช่วงฤดูกาล 2014/17 โดยลงสนามไปถึง 106 นัดซัลโวไป 27 ประตู โรนัลด์ คูมัน นายใหญ่ เอฟเวอร์ตัน ในตอนนั้นยอมทุ่มเงินถึง 45 ล้านปอนด์คว้า ซิกูร์ดส์สัน มาบัญชาทัพในถิ่น กูดิสัน พาร์ค 

    ปัจจุบัน เจ้าตัว ยังรักษามาตราฐานการเล่นอย่างสม่ำเสมอแม้ "ท๊อฟฟี่สีน้ำเงิน" เปลี่ยนแปลงกุนซือหลายครั้งก็ยังเอาตัวรอดได้ดีหลังเป็นตัวหลักในยุคของ คาร์โล อันเชลอตติ

6.โชลินตอน

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2015-2019
สโมสรปัจจุบัน : นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 40 ล้านปอนด์ *ราว 1560 ล้านบาท (นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด)

    กองหน้าร่างใหญ่ชาวบราซิเลียนพัฒนาชื่อเสียงตัวเองอย่างก้าวกะโดดหลังเริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับ สปอร์ต คลับ เรซิเฟ่ ในลีกบ้านเกิดก่อนมาขึ้นชุดใหญ่ในปี 2014 หลังจากนั้นปีเดียวเป็น ฮอฟเฟนไฮม์ คว้าตัวมาร่วมทัพโดยมีสถิติลงเล่นกับทีมรวมทุกรายการ 33 นัดยิงไป 11 ประตู

    หลังจากค้าแข้งในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ได้เพียง 1 ปีสโมสรตัดสินใจปล่อยเขาให้ ราปิด เวียนนา ทีมดังในลีก ออสเตรีย ยืมตัวในช่วงฤดูกาล 2016-18 เขาลงสนามไป 60 นัดทำได้ 15 ประตูจนสุดท้ายในปี 2018/19 ฮอฟเฟนไฮม์ ดึงตัวกลับมาช่วยต้นสังกัด

    หวนคัมแบ๊กได้ไม่นานการผจญภัยครั้งใหม่ของ โชลินตอน เริ่มต้นอีกครั้งหลัง สตีฟ บรูซ ผู้จัดการทีมคนใหม่ นิวคาสเซิ่ล ยอมทุบสถิติสโมสรจ่ายเงิน 40 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,560 ล้านบาท) ดึงเข้ามาเสริมแกร่งโดยเซ็นสัญญาร่วมงานกันยาว 6 ปี

7.แซร์จ นาบรี้

ฮอฟเฟนไฮม์ : 2017-2018
สโมสรปัจจุบัน : บาเยิร์น มิวนิค
สถิติย้ายทีมค่าตัว : 8  ล้านปอนด์ *ราว 304 ล้านบาท (บาเยิร์น มิวนิค)

    ปีกลูกครึ่งชาว เยอรมัน เริ่มต้นอาชีพฟุตบอลให้กับอคาเดมี่ของ สตุ๊ดการ์ด ในปี 2006 หลังจากนั้นใช้เวลา 5 ปีฝึกทักษะก่อนย้ายมาอังกฤษร่วมทัพ อาร์เซน่อล ด้วยวัยเพียง 16 ปีในยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ เขาได้รับโอกาสขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่แต่ไม่สามารถพพิสูจน์ตัวเองได้จนปืนใหญ่ตัดสินใจขายในปี 2016

    และเป็น เวเดอร์ เบรเมน ทีมดังจากเยอรมันที่กลายเป็นบันไดสู่ความสำเร็จหลังเจ้าตัวพาทีมชาติเยอรมันคว้าเหรียญเงิน โอลิมปิก พร้อมพ่วงตำแหน่งดาวซัลโว นาบรี้ โชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมกับ "นกนางนวล" โดยลงสนาม 27 เกมยิงไป 11 ประตู จน บาเยิร์น มิวนิค ยอมจ่ายค่าฉีกสัญญาราว 8 ล้านปอนด์ดึงไปเสริมทัพในปี 2017

    หลังย้ายร่วมทีมแชมป์ บุนเดสลีก้า ได้ประมาณ 1 เดือน "เสือใต้" ตัดสินใจส่งเขาไปเก็บเลเวลกับ ฮอฟเฟนไฮม์ แม้จะเป็นช่วงสั้นๆแต่เค้าไม่ทำให้แฟนบอลในถิ่น เวียร์โซล ไรน์ เน็คคาร์ อารีน่า ผิดหวังโดยลงเล่นไป 22 นัดซัลโวไป 10 ประตูพา ฮอฟเฟนไฮม์ จบอันดับ 4 คว้าตั๋วลุยฟุตบอลยุโรปสำเร็จ