ให้พาสปอร์ตเลย!มัทเธอุสงงคนอาร์เจนไม่รัก “เมสซี่”

โลธาร์ มัทเธอุส  ตำนานทีมชาติเยอรมนี และบาเยิร์น มิวนิค งงไม่หายที่ชาวอาร์เจนไตน์ไม่ปลื้ม ลิโอเนล เมสซี่ เพียงแค่ยังไม่สามารถนำทัพ "ฟ้าขาว" ประสบความสำเร็จ ระบุหากไม่รัก สตาร์บาร์เซโลน่า ทางดินแดนไส้กรอก พร้อมอ้าแขนต้อนรับและจะมอบพาสปอร์ตให้ด้วย

    โลธาร์ มัทเธอุส ตำนานดาวเตะชาวเยอรมัน ยิงมุกเด็ดมอบพาสปอร์ตให้กับ ลิโอเนล เมสซี่ ถ้าหากชาวอาร์เจนตินารู้สึกไม่ชื่นชอบตัวเขา พร้อมระบุไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนร่วมชาติของ สตาร์ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ถึงไม่รักนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก

    เมสซี่ ผงาดคว้าแชมป์ถึง 34 รายการร่วมกับ บาร์ซ่า แต่นักเตะยังไม่สามารถสร้างความสำเร็จในเวลาระดับประเทศ โดยแพ้ในรอบชิงชนะเลิศรายการสำคัญถึง 4 ครั้ง ทำให้ อาร์เจนตินา ยังต้องรอคอยแชมป์ระดับชาติต่อไปนับตั้งแต่ที่ทำสำเร็จเมื่อปี 1993 (โกปา อเมริกา)

    ด้วยความที่ยังไม่สามารถนำแชมป์มาสู่ทัพ "ฟ้าขาว" ได้จึงทำให้โดนนำไปเปรียบเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำบ้านเกิดคว้าแชมฟุตบอลโลก 1986 แต่ในระดับสโมสรผลงานเทียบ เมสซี่ ไม่ได้เลย โดยเรื่องนี้ มัทเธอุส ยอมรับว่ายังงงไม่หายที่เห็นชาวอาร์เจนไตน์ไม่ปลื้ม ดาวเตะเจ้าของบัลลงดอร์ 6 สมัย

        "ผมแทบไม่อยากเรื่องนี้เลย ถ้าคุณไม่ชอบ เมสซี่ เขาสามารถย้ายมาที่ เยอรมนี ได้ตลอดเวลา เราพร้อมอ้าแขนต้อนรับเขา และเราจะมอบพาสปอร์ตให้กับเขาด้วย ผมไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ มันก็เหมือนกับการพูดว่า มาราโดน่า หรือ เมสซี่ ใครเก่งกว่านั้น อาร์เจนติน่า โชคดีมากๆ ที่มีนักเตะชั้นยอด 2 คน และพวกเขาทะเลาะกันว่าใครที่เหนือกว่าอีกคนทำไม ? พวกเขาทั้งคู่เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล" มัทเธอุส ระบุ

เมื่อดาวยิงลีกไทย เคลตัน ซิลวา ได้หอกมหากาฬอินเดียเป็นคู่ขา

เคลตัน ซิลวา แข้งบราซิลวัย 33 ปี ตำนานดาวยิงไทยลีกตลอดกาล ลงสนาม 240 เกม ยิง 144 ประตูจากการรับใช้ 5 สโมสรโอสถสภาฯ , บีอีซี เทโรฯ , เอสซีจี เมืองทองฯ , เชียงราย ยูไนเต็ด และ สุพรรณบุรี เอฟซี ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเบงกาลูรู สโมสรในลีกอินเดียด้วยสัญญา 1 ปี เพื่อความท้าทายใหม่ในการเล่นฟุตบอลอาชีพ โดยสโมสรแห่งใหม่นี้ทางด้านของคลีตัน ซิลวา จะได้พบกับอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง อีริค พาตาลู กองกลางตัวรับทีมชาติ ออสเตรเลีย ที่เคยร่วมงานในเมืองทอง ฤดูกาล 2014
    แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการย้ายไปร่วมทีมเบงกาลูรู คือการถูกคาดหมายในเรื่องของผลงานในการเดินหน้าจับคู่ในสนามกับกองหน้าตัวเก่งทีมชาติอินเดียวัย 35 ปี อย่าง สุนิล เชตรี  ดาวยิงที่มีสถิติการยิงประตูสูงสุดอันดับ 2 ของโลกในการลงเล่นทีมชาติยุคปัจจุบัน หลังจากลงรับใช้ชาติ 175 นัด  ยิง 72 ประตู  ตามหลังอันดับหนึ่ง คริสเตียนโน  โรนัลโด หัวหอกทีมชาติโปรตุเกสของสโมสรยูเวนตุส ที่มีสถิติลงรับใช้ชาติ 164 นัด กดไป 99 ประตู  แต่ สุนิล มีสถิติดีกว่า ลีโอเนล เมสซี่ ทีมชาติอาร์เจนติน่า ของ บาเซโลน่า ที่ลงเล่นทีมชาติไป 138 เกม ยิง 70ประตู

    สถิติที่น่าสนใจของคู่หู เคลตัน ซิลวา ที่ถือว่าเป็นตำนานของสโมสรเบงกาลูรู ยังมีเรื่องของการลงเล่นในลีกฟุตบอลอาชีพอินเดีย  7 สโมสรประกอบไปด้วย อีสเบงกอล,เดมโป,ชิรัก ยูไนเต็ด,โมฮัน บากัน,เชอร์ชิล,มุมไบ ซิตี้ ,เบงกาลูรู ลงเล่น  198 นัด ยิงไป102 ประตู  กับสโมสรเบงกาลูรู ลงเล่นในลีก 111 นัดยิงไป59 ประตู  อดีตที่ผ่านมาเคยออกไปค้าแข้งในศึกเมเจอร์ลีกสหรัฐ อเมริกา กับทีม แคนซัส ซิตี้ วิซาร์ด,สปอร์ตติ้ง ซีพี บี (โปรตุเกส)  โดย สุนิล เชตรี ที่จะจับคู่ล่าตาข่ายกับ เคลตัน ซิลวา ยอดดาวยิงจากไทยลีกในศึกอินเดีย ซูเปอร์ ลีก ปัจจุบันสวมปลอกแขนกัปตันทีมให้กับต้นสังกัด

ถ้าจะทุ่มขนาดนี้ เรียกเป็นทีมชาติยะโฮร์ ไปเลยดีกว่า

สื่อกีฬามาเลเซียหลายสำนักได้หยิบยกประเด็นของ โมฮามาดู ซูมาเลห์ กองหน้าทีมชาติมาเลเซีย ชาวแกมเบีย วัย 25 ปี ของสโมสรปาหัง เตรียมที่จะย้ายไปซบยักษ์ใหญ่ของมาเลเซียซูเปอร์ลีกอย่าง สโมสรยะโฮร์ดารุลทาซิมในฤดูกาลหน้า (2021) หลังจากที่สัญญากับปาหังใกล้จะหมดลงในสิ้นฤดูกาลนี้ แม้ว่าจะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการแต่เชื่อกันว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเดินหน้าเจรจารายละเอียดถึงการร่วมงานกันในอนาคต โดยก่อนหน้านี้เพื่อนร่วมทีมในสโมสรปาหังของ โมฮามาดู ซูมาเลห์ อย่าง แมทธิว เดวิส กองหลังลูกครึ่งมาเลเซีย-ออสเตรเลีย ได้โยกไปซบทีม “เสือใต้”ยะโฮร์ดารุลทาซิม เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
    หากสัญญาการย้ายทีมของ โมฮามาดู ซูมาเลห์  ลงตัว จะทำให้สโมสรยะโฮร์ ดารุล ทาซิม มีผู้เล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ยุคปัจจุบันภาตใต้การคุมทัพของ ตัน เชง โฮ ถึง 14 ราย ประกอบไปด้วย ฟาริซัล มาริอัส,ฮาซิค นาดซาลี(ผู้รักษาประตู),แมทธิว เดวิส,อดัมส์ นอร์ อัสลิน,คอร์บิน  ออง,เอดิล ซาฟวน,อันดิค อิสฮัค(กองหลัง),ซาฟาวี ราชิด,เอฟิค ฟัซอิล,ซยาเมอร์ คูตี้(กองกลาง),ซยาฟิต อามัด,อัคยาร์ ราชิด(กองหน้า)   นอกจากนั้นสโมสรยะโฮร์ ดารุล ทาซิม ยังมีนักเตะต่างชาติฝีเท้าดีอย่าง ดิโอโก้  หลุยส์ ซานโต แข้งบราซิลอดีตดาวซัลโวไทยลีก,กอนซาโล กาเบรียล แข้งอิรักที่เติบโตในอาร์เจนติน่า,เลอันโดร เวลัสเควซ แข้งอาร์เจนติน่า และ มูริโซโอ นาสซิเมนโต กองหลังชาวบราซิลอดีตดาวเตะสโมสรลาซิโอ ในอิตาลี

    สำหรับ โมฮามาดู ซูมาเลห์ กองหน้าทีมชาติมาเลเซีย เป็นนักเตะรายแรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติมาเลเซียในการแปลงสัญชาติ เดิมทีดาวยิงวัย 25 ปี รายนี้มีสัญชาติแกมเบีย ย้ายตามครอบครัวมาอยู่ประเทศมาเลเซียตั้งแต่อายุ 12 ปี ซึ่งปี 2018 แข้งแกมเบียแปลงสัญชาติได้กลายเป็นผู้เล่นทีมชาติมาเลเซียแบบเต็มตัว สถิติลงสนามให้ทีมชาติมาเลเซีย  19 นัด ยิง 6 ประตู นอกจากนั้นยังผ่านการเล่นให้กับสโมสรต่างๆในมาเลเซียหลายทีมประกอบไปด้วย PDRM,ปะลิศ และ ปาหัง

 

ยังมีของ? สถานีต่อไปของ “มาริโอ เกิทเซ่” จะเป็นที่ไหน

มาริโอ เกิทเซ่ กองกลางของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นฮีโร่ของชาวเยอรมันหลังซัดประตูชัยในฟุตบอลโลกปี 2014 กำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าตัวออกมายืนยันแล้วว่าตัดสินใจที่จะลา ดอร์ทมุนด์ แบบฟรีๆ หลังจบซีซั่นนี้ แต่สโมสรต่อไปของเขาก็ยังไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น
    “มันเป็นเรื่องที่โชคร้ายมากๆ พวกเรารู้ว่า มาริโอ เกิทเซ่ เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์เมื่อสมัยเป็นดาวรุ่ง ตอนนี้เขาอายุ 27 ปีแล้ว มันควรจะเป็นช่วงพีคที่สุดของอาชีพฟุตบอล”

    นี่เป็นความเห็นของ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ อดีตมิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีต่อ มาริโอ เกิทเซ่ นักเตะที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมสซี่แห่งเยอรมันหลังเคยเป็นยอดดาวรุ่งภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ณ ดอร์ทมนด์

    อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ประตูชัยที่เขายิงใส่ อาร์เจนติน่า ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมิ่อปี 2014 หรือเรียกได้ว่าเมื่อ เกิทเซ่ กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในรอบกว่า 50 ปี กราฟอาชีพของเขาก็ดิ่งลงมาอย่างน่าใจหาย

    การตัดสินใจครั้งใหญ่ในการย้ายไปร่วมทัพ บาเยิร์น มิวนิค ไม่ได้ส่งผลดีต่อเขาเนื่องจากแท็คติกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้เอื้อต่อเขามากนักและอดีตกุนซือ “เสือใต้” ไม่ได้มีความสนใจที่จะผลักดัน เกิทเซ่ ขึ้นไปอีกระดับ

    การรีเทิร์นกลับมาที่ ดอร์ทมุนด์ ก็ไม่ได้ช่วยจุดประกายฟอร์มเก่าๆของเขาให้กลับมา ฤดูกาลนี้ก็ยากที่จะเบียดตำแหน่งตัวจริงจากดาวรุ่งฟอร์มฮอตอย่าง ยูเลี่ยน บรันด์ท ขณะที่ในทีมชาติเยอรมัน เกิทเซ่ ก็ลงเล่นเพียงแค่นัดเดียวใน 3 ปีที่ผ่านมา

คำถามคืออะไรเป็นเบื้องหลังที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับมาฟอร์มพีคได้?

    ถ้าจะโทษระบบการเล่นก็คงเป็นส่วนหนึ่ง เกิทเซ่ ไม่ลงตัวกับระบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สมัยอยู่บาเยิร์น ขณะที่เขาพยายามปรับตำแหน่งจากผู้เล่นริมเส้นกลายเป็นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหรือ False9 (ฟอลส์ไนน์) แต่ก็ยังไม่เหมาะกับแผนการโจมตีที่รวดเร็วของดอร์ทมุนด์

    อาการบาดเจ็บการเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การพัฒนาของเขาไม่ก้าวหน้าไปสักที เขามักจะบาดเจ็บบริเวณสะโพกและต้นขาบ่อยครั้ง แต่ในปี 2017 ก็มีการเผยว่าเขาป่วยเป็นโรคระบบเผาผลาญบกพร่องส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดปัญหาซึ่งนี่เป็นอุปสรรคใหญ่ของเกิทเซ่เลยทีเดียว   

    “มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าโรคนี้ส่งผลกระทบกับอาชีพ แต่ความจริงคือเขาไม่เคยกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม ขณะที่สไตล์การเล่นของดอร์ทมุนด์ก็เปลี่ยนไปด้วย ลูเซียง ฟาฟร์ ต้องการนักเตะที่มีพลัง มีความดุดันและมีความเร็ว ซึ่งนั่นไม่ใช่สไตล์ของเกิทเซ่เลย”

    “อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือเขาไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสม บทบาท False9 (ฟอลส์ไนน์) เป็นเพียงแค่ไอเดียที่ โยอาคิม เลิฟ กุนซือเยอรมันพยายามใช้เฉยๆ  แต่เกิทเซ่ไม่เคยรู้สึกดีเมื่อลงเล่นในตำแหน่งนี้ เขาสามารถเล่นตำแหน่งหมายเลข 8 หรือ 10 แต่ดูเหมือนโค้ชไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไปแล้ว” เจสโค่ วอน อิชมันน์ นักข่าวสกาย สปอร์ต เยอรมัน กล่าว

แล้ว เกิทเซ่ จะให้อะไรกับสโมสรต่อไปที่จะให้โอกาสเขาอีกครั้ง?   

    เกิทเซ่ อาจจะไม่มีความเร็วและความดุดันที่เหมาะสมกับสไตล์ของดอร์ทมุนด์ แต่เขามีประโยชน์แม้ไม่ได้ครองบอลอยู่กับตัวก็ตาม ซึ่งคล้ายๆกับสไตล์การเล่นของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กับลิเวอร์พูล ที่จะคอยเชื่อมเกมและวิ่งเปิดพื้นที่ในแดนหน้า

    ข้อมูลที่เก็บจาก Statsbomb โชว์ให้เห็นว่า เกิทเซ่ เหมาะกับทีมที่จะบีบเพรสซิ่งคู่แข่งสูงเนื่องจากใช้เวลาในสนามส่วนใหญ่ไปกับการวิ่งบีบเพรสซิ่งคู่แข่ง และยังมีค่าเฉลี่ยในการแย่งบอลจากคู่แข่งมากด้วย

    นอกจากนี้ทีมต่อไปของเกิเซ่ต้องใช้จุดแข็งในเรื่องการครองบอลของเขา และนั่นหมายความว่าต้องหาตำแหน่งที่เขาสามารถพลิกบอลและสร้างสรรค์เกมได้ เราจะเห็นสถิติสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษเฉลี่ย 12.13 ต่อหนึ่งนัดซึ่งถือว่าเยอะพอๆกับ ฟีร์มีโน่

    “การช่วยเกมรับกลายเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นของเขาแล้ว แต่เขาเป็นผู้เล่นที่จำเป็นต้องมีบอลอยู่ที่เท้า ไม่ใช่ไล่บอลช่วยเกมรับ ดังนั้นปรัชญาของโค้ชที่เกิทเซ่จะร่วมงานด้วยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเขาจำเป็นต้องเชื่อใจ เกิทเซ่ และหาระบบการเล่นที่เขาได้โชว์ความสามารถ” เจสโค่ วอน อิชมันน์ นักข่าวสกาย สปอร์ต เยอรมัน กล่าว   

    แล้วสโมสรต่อไปของเขาควรจะเป็นทีมไหน? บางคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกหลังจากหมดสัญญากับดอร์ทมุนด์เมื่อจบฤดูกาลนี้

    อย่างไรก็ตามนักข่าวสกาย เจสโค่ วอน อิชมันน์ คาดว่า สโมสรต่อไปของ เกิทเซ่ คงไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ บาเยิร์น และดอร์ทมุนด์ และเขาเชื่อว่าพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่เข้มข้นเกินไปสำหรับเขา

    “เขาไม่ใช่นักเตะสำหรับทีมระดับท็อปเช่น บาร์เซโลน่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรืออื่นๆ และเขาอาจอ่อนแอเกินไปสำหรับพรีเมียร์ลีกที่ใช้แรงปะทะค่อนข้างมาก”

สำรองทีเด็ด! 5แข้งซูเปอร์ซับลงมาเป็นฮีโร่ให้ทีมในเกมสำคัญ



ย้อนดู 5 นักเตะที่ลงมาเป็นซูเปอร์ซับในเกมสำคัญในโลกลูกหนังตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเป็นส่วนสำคัญพาทีมประสบความสำเร็จ และบางรายยังถูกยกให้เป็นฮีโร่ของเหล่าแฟนบอลจนถึงปัจจุบัน แล้วแฟนๆยังจำเกมเหล่านี้กันได้รึเปล่า?

5.มาริโอ เกิทเซ่ (ทีมชาติเยอรมัน, รอบชิงฯฟุตบอลโลก 2014)

คงไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการลงมาเป็นตัวสำรองแล้วเป็นฮีโร่ซัดประตูชัยให้ทีมคว้าแชมป์โลก ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นแล้วกับ มาริโอ เกิทเซ่ ในฟุตบอลโลก 2014 ที่เยอรมัน พบ อาร์เจนติน่า

เกมดังกล่าวดาวเตะจากดอร์ทมุนด์ถูกส่งลงสนามมาแทน มิโรสลาฟ โคลเซ่ ในนาทีที่ 88 แต่ทั้งสองทีมจบ 90 ทาด้วยการเสมอ 0-0 ต้องไปตัดสินกันในช่วงต่อเวลา ก่อนที่ เกิทเซ่ จะกลายเป็นฮีโร่ซัดประตูชัยจากจังหวะการเปิดบอลของ อังเดร เชือร์เล่ ในนาทีที่ 113 พาทัพ "อินทรีเหล็ก" คว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4 ไปครอง     

4.เอแดร์ (ทีมชาติโปรตุเกส, รอบชิงฯยูโร 2016)

ในนัดชิงฯยูโร 2016 โปรตุเกส กลายเป็นม้ามืดทะลุผ่านเข้ามาพบกับ เจ้าภาพฝรั่งเศสที่ก่อนเกมถูกยกให้เป็นต่ออยู่พอสมควร แถมเกมนี้ทัพ "ฝอยทอง" ยังต้องโชคร้ายเมื่อต้องเสียแข้งคนสำคัญอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เจ็บเข่าซ้ายต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนามตั้งแต่ครึ่งแรก

แต่ถึงกระนั้นช่วงเวลา 90 นาทีทั้งสองทีมก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ต้องไปชี้ชะตากันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ และกลายเป็น เอแดร์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองแทน เรนาโต้ ซานเชส ในช่วงท้ายครึ่งหลังสวมบทฮีโร่กระชากบอลมากดด้วยขวาจากระยะกว่า 25 หลา บอลพุ่งแรงเสียบเสาแรกแบบสุดคม กลายเป็นประตูชัยพาทัพฝอยทองดับฝันตราไก่ไปแบบสุดเจ็บปวดช่วยทีมเถลิงแชมป์ยูโรได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

3.จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (ลิเวอร์พูล, รอบรองฯยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่สอง 2019)

หากจะพูดถึงเกมสุดเหลือเชื่อในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คงจะต้องมีเกมที่ ลิเวอร์พูล สามารถหักด่าน บาร์เซโลน่า ถล่มไปด้วยสกอร์ 4-0 โกงความตายกลับมาผ่านเข้ารอบชิงฯและจบด้วยการเป็นแชมป์ในฤดูกาลที่แล้วอย่างแน่นอน   

เกมดังกล่าวจุดเปลี่ยนสำคัญมาเกิดขึ้นในครึ่งหลังตั้งแต่ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ถูกส่งลงมาเล่นแทน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่บาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหว ก่อนที่มิดฟิลด์ชาวดัตช์จะลงมาซัดคนเดียวสองประตูจุดประกายความหวังของทีมกลับมาได้อีกครั้งให้ทีมตีเสมอด้วยสกอร์รวม 3-3 ก่อนที่พวกเขาจะมาได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก ดิว็อค โอริกี้ ซึ่งการลงมาของ ไวจ์นัลดุม ลงมาสร้างจุดเปลี่ยนให้กับทีมอย่างแท้จริง

2.แกเร็ธ เบล (เรอัล มาดริด, รอบชิงฯยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2018)

ย้อนไปในนัดชิงฯยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2018 ระหว่าง เรอัล มาดริด พบ ลิเวอร์พูล ปีกชาวเวลส์ถูกส่งลงสนามแทน อีสโก้ ในนาทีที่ 61 และหลังจากนั้นสามนาทีเจ้าตัวก็ทำประตูให้ทีมแซงขึ้นนำ 2-1 จากลูกจักรยานอากาศสุดสวย เท่านั้นไม่พอเจ้าตัวก็ซัดอีกหนึ่งประตูจากลูกยิงไกล แต่ ลอริส คาริอุส รับซองแตกบอลเข้าประตูไปช่วยให้ "ราชันชุดขาว" เอาชนะไป 3-1 สร้างประวัติศาสตร์ผงาดแชมป์ 3 สมัยติดต่อกัน และนับเป็นสมัยที่ 13 ของสโมสร

1.โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนฯ ยูไนเต็ด, รอบชิงฯยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 1999)

หากพูดถึงชื่อของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นซูเปอร์ซับอยู่แล้วสมัยเป็นนักเตะ และสำหรับเกมที่พีคสุดๆต้องยกให้กับเกมที่ "ปีศาจแดง" พบ บาเยิร์น มิวนิค ในปี 1999

เกมดังกล่าว แมนฯ ยูนเต็ด ถูก บาเยิร์น ขึ้นนำไปก่อน 1-0 ในครึ่งแรก ก่อนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะเทหมดน่าตักด้วยการส่ง เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ลงมากอบกู้สถานการณ์ ก่อนที่จะเป็นอดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษมาซัดประตูตีเสมอให้ทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ 90+1 และจากนั้นช่วงทดเจ็บนาทีที่ 3 "เพชฌฆาตหน้าทารก" ก็กลายเป็นฮีโร่ซัดประตูให้ แมนฯ ยูไนเต็ด พลิกกลับมาเอาชนะไปได้แบบสุดเหลือเชื่อ และเชื่อว่าแฟนปีศาจแดงไม่มีทางลืมค่ำคืนในถิ่น คัมป์ นู ได้อย่างแน่นอน

ย้อนดู6การเซ็นสัญญาล้มเหลวที่สุดของแมนยูในยุคท่านเซอร์

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือหนึ่งในอดีตกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี หลังพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กอบโกยความสำเร็จมามากมายตลอด 27 ปีในโรงละครแห่งความฝัน
    ตลอดเวลากว่า 26 ปีในการคุมทีมในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของตำนานกุนซือชาวสกอตได้เซ็นสัญญากับผู้เล่นมากมายที่เข้ามาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมจนกลายเป็นสตาร์ดังมาแล้ว

    แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องเอาชื่อมาทิ้งไว้ ทั้งที่ก่อนย้ายมาเป็นผู้เล่นที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก นี่คือ 6 การเซ็นสัญญาที่ถูกจันอันดับจาก เดอะ ซัน สื่ออังกฤษ ให้เป็นการเซ็นสัญญาที่ล้มเหลวในยุคของ เฟอร์กี้

เบเบ้
    ในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2010 แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจคว้าตัว เบเบ้ มาจาก วิตอเรีย กิมาไรช์ ด้วยค่าตัว 7.4 ล้านปอนด์ หลังจากที่แข้งเลือดฝอยทองแสดงให้เห็นแววรุ่งจนมีข่าวว่าแม้แต่ เรอัล มาดริด ยังให้ความสนใจในตัวเขาในเวลานั้น

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานระบุว่าที่จริงแล้ว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เพิ่งได้เจอ เบเบ้ ตัวเป็นๆ ในช่วง 1 วันก่อนที่จะมีการย้ายทีมเท่านั้น และไม่เคยได้ยลฟอร์มการเล่นของแข้งเลือดฝอยทองเลยแม้แต่น้อย ซึ่งสุดท้ายแข้งวัย 29 ปีก็แจ้งเกิดกับทีมไม่ได้

    ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่อยู่กับทีมปีศาจแดง เบเบ้ ลงเล่นไปทั้งหมดแค่ 7 นัดเท่านั้น ยิงได้ 2 ประตู โดยแบ่งเป็นการเล่นเป็นตัวสำรองในพรีเมียร์ลีกเพียง 2 นัด ในฤดูกาล 2010/11 หลังจากนั้นถูกปล่อยให้ เบซิคตัส, ริโอ อาฟ และปากอส ยืมตัวไปใช้งาน ก่อนขายขาดให้ เบนฟิก้า ในราคาแค่ประมาณ 2 ล้านปอนด์ ในปี 2014 โดยปัจจุบันเจ้าตัวเล่นอยู่กับ ราโย่ บาเยกาโน่

เคลแบร์สัน
    อดีตกองกลางชาวบราซิเลียน ย้ายจาก อัตเลติโก พาราเนนเซ่ ไปอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2003 ด้วยค่าตัว 6.5 ล้านปอนด์ โดยย้ายมาพร้อมๆกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หลังจากเขาเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติบราซิล ชุดที่ได้แชมป์ ฟุตบอลโลก 2002 และทำผลงานได้โดดเด่นระดับหนึ่งจนขนาด หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ เทรนเนอร์ของทัพ "เซเลเซา" ในตอนนั้นยังออกปากชมเจ้าตัว และยังตกเป็นเป้าหมายของ บาร์เซโลน่า อีกด้วย

    อย่างไรก็ตามสุดท้ายเขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับ "ปีศาจแดง" ได้ โดยได้ลงเล่นรวมทุกรายการแค่ 30 นัด ทำได้ 2 ประตู ตลอดระยะเวลา 2 ฤดูกาลที่อยู่กับทีม จนโดนขายให้ เบซิคตัส ด้วยค่าตัว 2.95 ล้านยูโร ในปี 2005 ก่อนตัดสินใจแขวนเกือกในปี 2016 โดยปัจจุบันเจ้าตัวเป็นผู้จัดการทีมให้กับชุดเยาวชนของ ฟิลาเดลเฟีย ยูเนี่ยน ในเมเจอร์ลีก สหรัฐฯ

เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้า
    นี่เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ล้มเหลว แมนฯ ยูฯ คิดว่าพวกเขาได้กองกลางที่คุ้มค่าคุ้มราคาโดยซื้อมาจาก แอฟเซ น็องต์ ด้วยค่าตัวแค่ 3.5 ล้านปอนด์ ในปี 2003 โดยหวังว่าจะมาเดินตามรอยรุ่นพี่อย่าง รอย คีน

    อย่างไรก็ตามแข้งชาวแคเมอรูนกลับแจ้งเกิดไม่ได้ ลงเล่นเกมลีกให้ "ปีศาจแดง" แค่ 20 นัดเท่านั้น จากนั้นก็กลายนักเตะจอมพเนจร โดยปัจจุบัน เฌมบ้า-เฌมบ้า ในวัย 38 ปี ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการลูกหนังโดยเล่นให้กับเอฟซี วัลลอร์เบ-บัลไลเกส ทีมระดับล่างในลีกประเทศสวิตเซอร์แลนด์

มัสซิโม ตาอิบี้
    อดีตนายทวารชาวอิตาเลียนเคยเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่น่าจับตามองหลังโชว์ฟอร์มสุดเหนียวได้กับ เวเนเซีย ก่อนจะย้ายมาเฝ้าเสาให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 1999 ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ ซึ่งในเวลานั้นถูกคาดหมายว่าจะย้ายมาเป็นตัวแทน ต่อจาก ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ที่อำลาสโมสร

    เส้นทางอาชีพในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดของ ตาอิบี้ ดูเหมือนจะมีอนาคตที่สดใสหลังจากเจ้าตัวโชว์ฟอร์มน่าประทับใจในการประเดิมสนามนัดแรกด้วยการช่วยทีมบุกเอาชนะ ลิเวอร์พูล ในเกม "แดงเดือด" พร้อมกับคว้า "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" ไปครอง อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นโชคชะตาของเขาก็ต้องเปลี่ยนไป ในเกมกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ที่รับบอลลอดขาจากลูกยิงสุดเบาของ แม็ทธิว เลอ ทิสซิเอร์ เข้าไปแบบง่ายดาย

    หลังจากนั้นชื่อของ ตาอิบี้ ก็หายไปและได้ลงเล่นให้ "ปีศาจแดง" เพียง 4 เกมเท่านั้นก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เรจจิน่า ในปี 2000 โดยปัจจุบัน ตาอิบี้ ในวัย 50 ปี ทำงานอยู่กับสโมสร เรจจิน่า

ฮวน เซบาสเตียน เวรอน
    อดีตมิดลฟิลด์ทีมชาติอาร์เจนติน่าถูกตั้งความหวังไว้สูงลิบเมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัว 36 ล้านปอนด์ จาก  ลาซิโอ ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของวงการลูกหนังเมืองผู้ดี ณ เวลานั้น

    อย่างไรก็ตามอดีตดาวเตะวัย 45 ปี ก็ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับพรีเมียร์ลีกได้ โดยตลอด 2 ปีในโรงละครแห่งความฝัน เวรอน ได้ลงเล่นไป 82 นัดทำได้ 11 ประตูรวมทุกรายการ ก่อนจะถูกขายให้กับ เชลซี ในปี 2003 ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์

นิค พาวว์
    ในวัย 18 ปี นิค พาวว์ ถือเป็นเด็กหนุ่มที่เคยได้รับการจับตามองสุดๆ โดยเป็นผลผลิตจากชุดเยาวชนของ ครูว์ อเล็กซานดร้า และเซ็นสัญญากับ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ ในปี 2012

    อย่างไรก็ตามเส้นทางในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ของเจ้าตัวดูจะยากลำบากพอสมควรทั้งที่ลงประเดิมสนามนัดแรกด้วยลูกยิงจรวดใส่ วีแกน ซึ่งกลายเป็นประตูเดียวของเจ้าตัวในสีเสื้อ "เร้ด เดวิลส์" และหลังจากนั้นดาวเตะเลือดผู้ดีก็แทบจะหายไปจากสารบบเมื่อ เฟอร์กี้ ยุติบทบาทการคุมทีม โดยถูกปล่อยยืมตัวให้กับหลายสโมสร และถูกขายขาดให้กับ วีแกน ในปี 2016 โดยปัจจุบันดาวเตะวัย 26 ปี อยู่กับ สโต๊ค ซิตี้