5กุนซือที่น่าจะมาคุมบาร์เซโลน่าแทนเซเตียน

เปิดชื่อ 5 กุนซือที่มีโอกาสเข้าไปคุม บาร์ซ่า หาก กีเก้ เซเตียน ไม่ได้อยู่กุมบังเหียนต่อ
     กีเก้ เซเตียน เทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า กำลังเก้าอี้ร้อน และยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่ทำงานที่ถิ่น คัมป์ นู ต่อหรือไม่ในฤดูกาลหน้า หลังจากไม่สามารถพาทีมป้องกันแชมป์ ลา ลีกา สเปน โดยเสียท่าให้กับ เรอัล มาดริด คู่ปรับหมายเลขหนึ่ง

    หาก เซเตียน ไม่สามารถพา บาร์ซ่า คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ล่ะก็ คงมีโอกาสสูงที่จะกระเด็นตกเก้าอี้ และนี่คือ 5 กุนซือที่จะเข้ามารับงานต่อ พร้อมด้วยอัตราต่อรองจาก เบตแฟร์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของประเทศอังกฤษ
 
    1. ชาบี เอร์นานเดซ
    อัตราต่อรอง: 6/5 (แทง 5 จ่าย 6 ไม่รวมทุน)

    ตำนานกองกลาง บาร์ซ่า วัย 40 ปี เคยมีข่าวจะได้มาคุมทีม "เจ้าบุญทุ่ม" ตั้งแต่ก่อน เซเตียน มารับงานเมื่อปีก่อนแล้ว หลังมีความผูกพันกับสโมสรมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1991จนถึงปี 2015 แล้วย้ายมาเล่นให้ อัล-ซาดด์ ในลีกกาตาร์ จากนั้นก็ได้ทำหน้าที่คุมทีมเมื่อปี 2019

    นอกจากนั้น ชาบี ยังยอมรับว่า ในอนาคตอยากจะได้มาคุม บาร์ซ่า อีกด้วย  ขณะที่ โจเซป บาร์โตเมว ประธานสโมสร ก็เชื่อว่า อดีตกองกลางทีมชาติสเปน จะได้เข้ามาเป็นกุนซือของทีมในไม่ช้าก็เร็ว

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ ชาบี เพิ่งต่อสัญญาคุม อัล-ซาดด์ ออกไปจนถึงจบฤดูกาล 2020/21 หรือถึงเดือนมิถุนายน ปี 2021 เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมานี้เอง แต่ถ้า บาร์ซ่า กล้ายอมทุ่มจ่ายค่าฉีกสัญญาอะไรก็เกิดขึ้นได้

    2. โรนัลด์ คูมัน
    อัตราต่อรอง: 3/1 (แทง 1 จ่าย 3 ไม่รวมทุน)

    คูมัน เป็นตัวเต็งอีกคนที่มีโอกาสได้มาคุม บาร์ซ่า แม้เจ้าตัวกำลังมีความสุขกับการทำหน้าที่คุมทีมชาติฮอลแลนด์ และมีสัญญาจนถึงฟุตบอลโลก 2022 ก็ตาม

    เมื่อไม่นานมานี้ คูมัน เพิ่งโดนจับภาพได้ว่าไปอยู่ที่นครบาร์เซโลน่า เพื่อย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ ทำให้กระแสข่าวระหว่างเขากับ บาร์เซโลน่า รุนแรงขึ้นไปอีก

    คูมัน วัย 57 ปี นับเป็นกุนซืออีกคนที่มีความผูกพันกับ บาร์ซ่า เพราะเคยค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ระหว่างปี 1989-1995 รวมทั้งยังเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชระหว่างปี 1998-2000 มาแล้วอีกด้วย

    3. มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี
    อัตราต่อรอง: 20/1 (แทง 1 จ่าย 20 ไม่รวมทุน)

    อัลเลกรี กุนซือชาวอิตาเลียน วัย 52 ปี เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับ บาร์เซโลน่า หลังเจ้าตัวยังว่างงานตั้งแต่อำลา ยูเวนตุส เมื่อปี 2019

    อัลเลกรี เป็นเทรนเนอร์ที่มีประสบการณ์หลังเคยคุม เอซี มิลาน ระหว่างปี 2010-2014 โดยพา "ปีศาจแดง-ดำ" คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ฤดูกาล 2010/11 ก่อนมาคุม ยูเว่ ได้แชมป์ลีก 5 สมัย

    อัลเลกรี มีปรัชญาการคุมทีมที่เน้นการครองบอล และน่าจะเข้ากับสไตล์การเล่นของ บาร์ซ่า

    4. เป็ป กวาร์ดิโอล่า
    อัตราต่อรอง: 33/1 (แทง 1 จ่าย 33 ไม่รวมทุน)

    กวาร์ดิโอล่า วัย 49 ปี เคยคุม บาร์เซโลน่า มาแล้วระหว่างปี 2008-2012 โดยประสบความสำเร็จคว้าแชมป์มากมาย รวมทั้งแชมป์ ลา ลีกา 3 สมัย ในฤดูกาล 2008/09, 2009/10 และ 2010/11

    ในเวลานี้ เป็ป คุม แมนฯ ซิตี้ และมีสัญญาจนถึงปี 2021 รวมทั้งต้องการพา "เรือใบสีฟ้า" ผงาดคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้ตามความฝันของตัวเอง

    แม้มีโอกาสไม่มากที่ กวาร์ดิโอล่า จะหวนกลับมาคุม บาร์ซ่า ในเร็วๆ นี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันถ้าเกิดเจ้าตัวตัดสินใจอำลา แมนฯ ซิตี้ และคิดถึงบ้านเกิด

    5. โลร็องต์ บล็องก์
    อัตราต่อรอง: 50/1 (แทง 1 จ่าย 50 ไม่รวมทุน)

    บล็องก์ วัย 54 ปี  เคยมาเล่นให้ บาร์ซ่า ช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 1996-1997 และเจ้าตัวก็สนมาคุมทีม หลังยังคงว่างงานอยู่ในเวลานี้ ตั้งแต่อำลา ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อปี 2016

    อดีตปราการหลังทีมชาติฝรั่งเศส อาจเป็นตัวเลือกที่มีความเป็นไปได้น้อย แต่ถ้าพูดถึงเรื่องประสบการณ์คุมทีมก็มีไม่น้อย หลังเคยคุมทั้ง บอร์กโดซ์, ทีมชาติฝรั่งเศส และ เปแอสเช มาแล้ว

พร้อมท้าชนทีมยักษ์! 5 แคนดิเดตกุนซือนิวคาสเซิ่ลยุคใหม่



นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กำลังเข้าสู่ยุคใหม่เพราะหากไม่มีอะไรผิดพลาด กลุ่มทุนจากซาอุดิอาระเบีย จะเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรแทนที่ของ ไมค์ แอชลี่ย์ และจะทำให้ทัพ "สาลิกาดง" ขึ้นแท่นเป็นสโมสรที่มีเจ้าของรวยที่สุดในพรีเมียร์ลีก พวกเขาหวังให้นิวคาสเซิ่ลก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับท็อปของพรีเมียร์ลีก ดังนั้นหลายคนคาดว่า สตีฟ บรูซ อาจต้องแยกทางกับสโมสรหลังจบซีซั่นและคนมาแทนที่นั้นมีสิทธิ์เป็นผู้จัดการทีมระดับบิ๊กเนม เรามาดูกันว่าใครมีความเป็นไปได้ที่จะมาเป็นกุนซือให้นิวคาสเซิ่ลยุคใหม่นี้กัน

1.อาร์แซน เวนเกอร์

อดีตกุนซือ “ปืนใหญ่” ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้วว่าเขาอยากรีเทิร์นกลับมาเป็นผู้จัดการทีมอีกครั้ง ซึ่งหลายคนก็คาดการณ์ว่าสถานีต่อไปของเขาคงหนีไม่พ้นการคุมทีมชาติ ทว่าตำแหน่งกุนซือนิวคาสเซิ่ลก็เย้ายวนใจอยู่ไม่น้อย

ฟุตบอลสไตล์ เวนเกอร์ ถือว่าสนุกและน่าดึงดูดผู้ชมมากมาย ดังนั้นสำหรับ “สาลิกาดง” เองแล้วการจ้างนายใหญ่ระดับแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยอาจจะเป็นการประกาศศักดาที่ยิ่งใหญ่ของเจ้าของคนใหม่เลยก็ว่าได้

2.สตีเว่น เจอร์ราร์ด

หากกุนซือระดับบิ๊กเนมเป็นเรื่องยากเกินไปสำหรับ นิวคาสเซิ่ล ตัวเลือกอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ถือว่าน่าสนใจทีเดียว ในฐานะตำนานพรีเมียร์ลีกแล้วหาก เจอร์ราร์รด ได้กลับมาเป็นกุนซืออาจจะเป็นทางลัดที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับนิวคาสเซิ่ลก็เป็นได้

เส้นทางกุนซือของอดีตกัปตันทีมหงส์แดงอาจจะไม่ได้สวยหรูมากนัก ฤดูกาลแรกกับ เรนเจอร์ส จบด้วยการเป็นอันดับ 2 ในลีก ขณะที่ฤดูกาลนี้มีแต้มตามหลัง เซลติก ถึง 11 แต้ม ตอนนี้ เจอร์ราร์ด ถือเป็นเต็ง 5 ที่จะรับตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิ่ล

3.เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

แม้ว่าเขาจะถูกปลดออกจากตำแหน่งกุนซือสเปอร์สเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่ด้วยชื่อเสียงของเขาที่สั่งสมมาทำให้หลายทีมใหญ่พร้อมจะอ้าแขนรับโดยเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว โซลชา ได้รับการหนุนหลังจากบอร์ดแมนฯยูไนเต็ด ส่วน เรอัล มาดริด กำลังปรับปรุงทัพใหม่ภายใต้ ซีเนดีน ซีดาน ขณะที่สถานการณ์การเงินของสโมสรต่างๆกำลังเจอวิกฤตโคโรน่าเล่นงานอาจทำให้หลายทีมไม่ยอมทุ่มค่าจ้างแพงเพื่อเปลี่ยนกุนซือ

ทว่าเจ้าของคนใหม่ของนิวคาสเซิ่ลคงไม่มีปัญหาเรื่องเงินแต่อย่างใด และ โปเช็ตติโน่ ก็ถือเป็นกุนซือที่เคยพิสูจน์มาแล้วว่าปั้นทีมอย่างเซาธ์แฮมป์ตันให้แข็งแกร่งได้ ดังนั้นไม่แปลกหากนายใหญ่คนนี้จะได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองต่อในพรีเมียร์ลีก

4.มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี

ถือเป็นเต็งสองจากหลายสำนักที่จะคว้าตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิ่ล  อดีตกุนซือยูเวนตุส ไม่ได้รับงานคุมทีมมาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว และฤดูกาลนี้ก็มีข่าวอย่างหนักกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยทว่าจากผลงานช่วงหลังของ โซลชา แล้วความไปได้ที่จะลงเอยกับ “สาลิกาดง” มีมากกว่า ยิ่งมีข่าวว่าเจ้าตัวอยู่ในช่วงฝึกภาษาอังกฤษอยู่ก็ยิ่งการันตีว่าเขาจะมาพรีเมียร์ลีกแน่

หลังจากเคยพา เอซี มิลาน คว้าแชมป์เซเรีย อาเมื่อปี 2011 อัลเลกรี ก็มาสานต่อความสำเร็จที่ ยูเวนตุส ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีก 5 สมัยติดต่อกัน, โคปปา อิตาเลีย 4 อีกสมัย รวมถึงการผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกสองครั้ง แน่นอนว่าการได้นายใหญ่โปรไฟล์ขนาดนี้มาจะช่วยดึงดูดผู้เล่นบิ๊กเนมเข้ามาในทีมด้วย เขาถือเป็นกุนซือเจ้าแห่งแท็คติกคนหนึ่งของวงการลูกหนัง เชื่อว่าจะสามารถเปลี่ยนนิวคาสเซิ่ลให้แข็งแกร่งได้แน่

5.ราฟาเอล เบนิเตซ

เต็งหนึ่งในตอนนี้ตกเป็นของ ราฟาเอล เบนิเตซ ด้วยราคาแค่ 4/6 (แทง 6 จ่าย 4 ไม่รวมทุน) ราฟาเดินออกจากทัพสาลิกาไปเมื่อปี 2019 เนื่องจาก ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของทีมไม่สนับสนุนงบประมาณเสริมทัพเท่าที่ควร ทว่าด้วยชื่อชั้นความรวยของเจ้าของคนใหม่แล้วอาจทำให้เขาตัดสินใจกลับมารับงานคุมทีมที่นี่อีกครั้ง

ราฟากลายเป็นขวัญใจของสาวกทูน อาร์มี่หลังจากพาทีมขึ้นชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีก เชื่อว่าเจ้าของทีมคนใหม่จะสร้างความประทับใจแรกให้กับแฟนบอลได้แน่นอนหากจ้าง เบนิเตซ กลับมาได้สำเร็จ นอกจากนี้การที่ราฟาเป็นที่รักของแฟนบอลและชุมชนท้องถิ่นต่างๆ อาจช่วยในเรื่องภาพลักษณ์ของกลุ่มทุนซาอุฯที่กำลังโดนตั้งคำถามถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนในประเทศ ซาอุดิอาระเบีย ตอนนี้

ซาร์รี่เป็นเหตุ? “เดอ ลิกต์” กับฤดูกาลอันน่าผิดหวังที่ยูเวนตุส

มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ เซนเตอร์แบ็กวัยเพียง 19 ปีเป็นในกองหลังที่น่าจับตามองมากของยุโรป ทว่าฤดูกาลแรกของเขากับ "ม้าลาย" นั้นเต็มไปด้วยฝันร้าย อาจจะใจร้ายไปหากตัดสินทั้งที่อายุยังน้อยและอยู่ในช่วงปรับตัวแต่หากไม่รีบพัฒนาฟอร์มแล้ว จากรุ่งก็อาจจะกลายเป็นร่วงก็เป็นได้ เราลองมาย้อนดูฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ในฤดูกาลนี้และขุดคุ้ยสาเหตุ

    ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมในเกมที่ ยูเวนตุส บุกพ่ายแพ้ให้กับ โอลิมปิก ลียง 1-0 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย มาต์ไตส์ เดอ ลิกต์ ถูกพูดถึงมากมายหลังเกมในทวิตเตอร์จนติดเทรนด์มาแรง เนื่องจากฟอร์มอันย่ำแย่ของเขาในเกมนั้น

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในซีซั่นนี้ที่เขาติดเทรนด์ทวิตเตอร์ แต่ยังมีอีกหลายเกมที่เขากลายเป็นแพะให้แฟนบอลวิจารณ์ แถมบางครั้งยังโดนเอาไปเปรียบเทียบเป็น "ฟิล โจนส์แห่งเมืองดัตช์" อีกด้วย เรียกได้ว่าฤดูกาลแรกของเขากับยูเวนตุสแสนสาหัสทีเดียว

 

    แน่นอนว่าค่าตัวระดับ 75 ล้านยูโร (ประมาณ 2,550 ล้านบาท) มันก็ต้องมาพร้อมกับความคาดหวังของแฟนบอล แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรับมือกับมันไม่ได้ดีนัก ปัญหาของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนปลายเดือนสิงหาคม เมื่อ จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ปราการหลังกัปตันทีมยูเวนตุสได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าฉีกขาดจนต้องพักยาวเกือบ 6 เดือน

    ในตอนแรกยูเวนตุสคงไม่อยากให้หักโหมใช้งาน เดอ ลิกต์ มากนักเนื่องจากอายุยังน้อย ทว่าอาการบาดเจ็บของ คิเอลลินี่ ทำให้ ซาร์รี่ ต้องใช้งานเขาใน 11 ตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    เกมประเดิมสนามของกองหลังวัย 19 ปีรายนี้คือนัดที่ทีมเอาชนะ นาโปลี 4-3 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ปีที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวมีส่วนทำเสียประตูถึงสองลูกเนื่องจากการประกบตัว คอสตาส มาโนลาส และโจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ ผิดพลาด แต่ดูเหมือนแฟนบอลก็ยังพอเข้าใจได้เพราะเป็นเกมแรก

 

    ทว่าหลายอาทิตย์ผ่านไปฟอร์มของเขาก็ไม่ได้โดดเด่นสมราคา มีทำแฮนด์บอลจนทำให้ทีมเสียจุดโทษทั้งในเกมชนะอินเตอร์ มิลาน 2-1 และเกมเสมอ เลชเช่ 1-1 ถึงแม้ว่าเขาจะโหม่งประตูแรกในสีเสื้อ “ม้าลาย” เมื่อเดือนพฤศจิกายน แต่ไม่กี่เกมถัดมาเขาก็ประกบตัว เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช พลาดทำให้ทีมเสียประตูและพ่ายต่อ ลาซิโอ 3-1

    ด้วยฟอร์มการเล่นในเกมนั้นทำให้ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ตัดสินใจดร็อป เดอ ลิกต์ เป็นตัวสำรอง 5 เกมติดต่อกันจนกระทั่ง เมรีห์ เดมิราล เซนเตอร์แบ็กของทีมซึ่งเป็นคนเบียดตำแหน่ง เดอ ลิกต์ ให้หลุดเป็นสำรอง ได้รับบาดเจ็บหนักที่เข่าในช่วงกลางเดือนมกราคม ทว่าแม้เขาจะได้รับโอกาสตัวจริงอีกครั้งแต่ก็ยังโชว์ฟอร์มไม่สม่ำเสมออยู่เรื่อยๆ

 

   หากมองลงไปลึกกว่านี้ถึงเหตุผลที่เดอ ลิกต์ยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มเด่นได้ อาจจะเป็นเพราะการมาคุมทัพของ เมาริซิโอ ซาร์รี่

    ฟิลิปโป้ คอนติเซลโล่ นักข่าวจาก กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต สื่อของอิตาลี กล่าวว่า “ยูเวนตุส เสียประตูจากลูกเตะมุมเยอะมากเพราะว่าพวกเขาใช้วิธีเล่นเกมรับแบบคุมโซนแทนที่จะใช้ประกบแบบตัวต่อตัวซึ่งทำมาตลอดในยุคของ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ผู้เล่นทำผิดพลาดกันบ่อยและศูนย์กลางของปัญหาเกมรับนี้ หลายคนมักจะคิดว่าเป็น เดอ ลิกต์ ตลอด ผมไม่คิดว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเขาทั้งหมด”

 

    นอกจากเกมรับแล้ว ซาร์รี่ ยังเปลี่ยนให้ ยูเวนตุส เป็นทีมที่ผ่านบอลและครองบอลมากขึ้นอีกด้วย โดยสถิติการครองบอลต่อเกมและการส่งบอลสั่นต่อเกมมากขึ้นกว่าฤดูกาลที่แล้ว อย่างไรก็ตาม เดอ ลิกต์ กลับมีสถิติในการอยู่กับบอลน้อยกว่าตอนที่เขาอยู่อาแจ็กซ์

    หากเทียบกับฤดูกาลที่แล้วเจ้าตัวมีการส่งบอลเฉลี่ย 67.2 ครั้งต่อเกม แต่ใน เซเรีย อา ตกลงมาเหลือแค่ 53 ครั้งต่อเกม นั่นหมายความว่าเจ้าตัวถูกจำกัดในการ “Build-up” หรือสร้างเกมรุกจากแดนหลัง ทั้งที่เขาเคยเป็นถึงเพลย์เมคเกอร์ในช่วงก่อยวัย 15 ปี แน่นอนว่าเจ้าตัวก็ต้องปรับตัวกับแท็คติกนี้

    มันเลยเป็นคำถามว่า เดอ ลิกต์ เลือกทีมและลีกผิดหรือไม่?

 

    “ในฮอลแลนด์ ทุกเกมรุกจะเริ่มต้นด้วยการส่งบอลในแนวรับ 6-7 ครั้ง ก่อนดันขึ้นไปบุกในตำแหน่งที่ดี นี่เป็นเหตุผลที่ เดอ ลิกต์ สัมผัสบอลมากในอาแจ็กซ์ แต่กองหลังในอิตาลีพอแย่งบอลได้พวกเขาก็ผ่านบอลให้มิดฟิลด์เลย สรุปคือในฮอลแลนด์ กองหลังจะเป็นขั้นแรกของเกมรุก แต่ในอิตาลีกองหลังก็มีหน้าที่เล่นเกมรับเลย  ซึ่งมันมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน” ยาน-เฮอร์มัน เดอ บรูจิน หัวหน้ากองบรรณาธิการของสื่อชื่อดังในฮอลแลนด์ ELF Voetbal กล่าว

    หลังจากทำผลงานได้ต่ำกว่าที่หลายๆ คนคาดหวังทำให้มีกระแสข่าวลือกับสโมสีอื่นทั้ง เแมนฯ​ยูไนเต็ด และเรอัล มาดริด โดยสำหรับ "ผีแดง" นั้น เดอ ลิกต์ อาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของดีล ปอล ป็อกบา ขณะที่ "ราชันชุดขาว" ต้องการตัวแทนของ เซร์คิโอ รามอส อย่างไรก็ตาม โมเลนาร์ พ่อบังเกิดเกล้าของ แอนเนกี้  หวานใจแนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ ก็ออกมายืนยันว่า เดอ ลิกต์ จะขอสู้ต่อไปในเซเรีย อา

     ต้องมารอดูกันต่อไปว่าฤดูกาลที่สองของเขากับ ยูเวนตุส จะกลับมาเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอีกครั้งหรือไม่?