จ่อลาแมนยู! โรม่าเร่งเครื่องซิวสมอลลิ่งร่วมก๊วน

คริส สมอลลิ่ง ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้ที่จะได้ลงเอยกับ อาแอส โรม่า เพราะล่าสุดมีข่าว "หมาป่าเหลือง-แดง" เตรียมยื่นข้อเสนอชิ้นใหม่ที่ "ปีศาจแดง" น่าจะพอใจ

อาแอส โรม่า สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อิตาลี พร้อมยกระดับข้อเสนอในการซื้อตัว คริส สมอลลิ่ง เซนเตอร์แบ็กร่างใหญ่เลือดผู้ดีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สื่อกีฬาชั้นนำแดนมะกะโรนี เมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา

สมอลลิ่ง ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมระหว่างเล่นให้ทีม "จัลโล่รอสซี่" แบบสัญญายืมตัวเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวต้องการที่จะอยู่เล่นในถิ่น สตาดิโอ โอลิมปิโก ต่อ แต่ ณ ขณะนั้น โรม่า ไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อขาด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด สกาย สปอร์ต อิตาเลีย ระบุว่า การเจรจาระหว่างสองสโมสรตอนนี้คืบหน้าไปมาก โดย โรม่า เตรียมเพิ่มข้อเสนอเป็น 20 ล้านยูโร (ประมาณ 740 ล้านบาท) + โบนัส ซึ่งน่าจะเป็นที่พอใจสำหรับ "ปีศาจแดง" ที่ตั้งค่าหัว ปราการหลังวัย 30 ปี ไว้ที่ 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท)
 
ทั้งนี้ โรม่า มีกำลังเงินในการเสริมทัพมากขึ้น หลังการเข้าเทคโอเวอร์สโมสรของ แดน ฟรีดกิ้น เศรษฐีพันล้านชาวอเมริกัน เมื่อเดือนก่อน รวมถึงการจะได้เงินก้อนหนึ่งจากการขาย พาทริค ชิค หัวหอกเลือดเช็ก ให้ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น

รู้จัก ฟาบิโอ ซิลวา ไอ้หนูค่าตัวแพงสุดวูล์ฟส์

ทำความรู้จักเจ้าหนู ฟาบิโอ ซิลวา หลังเพิ่งย้ายมาอยู่กับ วูล์ฟส์ ด้วยค่าตัวสถิติสโมสร

วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส คว้าตัว ฟาบิโอ ซิลวา กองหน้าดาวรุ่งชาวโปรตุเกส มาจาก เอฟซี ปอร์โต้ อย่างเป็นทางการแล้ว โดยเซ็นสัญญาถึงปี 2025 และมีค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,435 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของ "หมาป่า" เลยทีเดียว

เจ้าหนูชาวโปรตุกีสวัย 18 ปี เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ ปอร์โต้ เมื่อฤดูกาล 2019/20 และลงเล่นไป 18 นัด ทำได้ 3 ประตู แต่ทำไม วูล์ฟส์ ถึงยอมกล้าทุ่มเงินเป็นสถิติสโมสร วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น

1. ครอบครัวนักฟุตบอล
เจ้าหนูฟาบิโอ เป็นลูกชายของ ฮอร์เก้ หลุยส์ ซิลวา ซีเนียร์ ที่เล่นเป็นกองกลางตัวรับ และช่วยให้ เบาวิสต้า คว้าแชมป์ลีกโปรตุเกส ได้อย่างเหลือเชื่อแบบไม่มีใครคาดคิดเมื่อปี 2001

นอกจากนั้น ฟาบิโอ ยังมีพี่ชายวัย 21 ปีเป็นนักฟุตบอลชื่อว่า ฮอร์เก้ เหมือนคุณพ่อ โดยเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็กอยู่กับสโมสร ลาซิโอ ในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

2. จอมทำลายสถิติ
ซิลวา เข้ามาอยู่กับทีมเยาวชนของ ปอร์โต้ เมื่อปี 2010 ก่อนไปอยู่กับ เบนฟิก้า ช่วงสั้นๆ (2015-2017) แล้วกลับมาอยู่กับ ปอร์โต้ อีกรอบ

เจ้าหนูวัย 18 ปี เพิ่งขึ้นชั้นมาเล่นให้ชุดใหญ่ของ ปอร์โต้ เมื่อปีที่แล้ว และประเดิมสนามเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2019 ในเกมพบ กิล วิเซนต์ ส่งผลให้ทำสถิติเป็นนักเตะอายุน้อยสุดที่ลงสนามให้กับทีมด้วยวัย 17 ปีกับอีก 22 วัน

จากนั้นอีกแค่ 2 สัปดาห์ ฟาบิโอ ก็ทำลายสถิติของ รูเบน เนเวส ในการเป็นนักเตะ ปอร์โต้ อายุน้อยสุดที่ได้ลงสนามในเกมยุโรป นัดพบ ยัง บอยส์ ถ้วย ยูโรปา ลีก  

นอกจากนั้น ฟาบิโอ ยังทำลายสถิติของ เนเวส อีก หลังเป็นนักเตะอายุน้อยสุดที่ทำประตูให้ ปอร์โต้ ในเกมพบ โคอิมบรา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2019

3. ผลงานทำประตูยอดเยี่ยม
ฟาบิโอ ได้รับการจับตามองว่าจะเป็นหนึ่งในสุดยอดกองหน้าของยุโรป หลังลงเล่นให้ทีมรุ่นอายุต่ำกว่า 19 ปีของ ปอร์โต้ เมื่อฤดูกาล 2018/19 แล้วทำไปถึง 20 ประตูจาก 26 เกม

ไอ้หนูวัย 18 ติดทีมชาติโปรตุเกส ระดับเยาวชนมาทุกรุ่น ตั้งแต่ ยู-15 (ลงเล่น 5 ยิง 3 ประตู), ยู-16 (ลงเล่น 8 ยิง 6 ประตู), ยู-17  (ลงเล่น 19 ยิง 5 ประตู) และ ยู-19  (ลงเล่น 5 ยิง 3 ประตู)

4. หนุ่มน้อยหน้าใส
ฟาบิโอ มีคนติดตามทาง อินสตาแกรม ราว 185,000 ฟอลโลเวอร์ โดยล่าสุดเจ้าตัวก็เพิ่งโพสต์รูปย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่มีคนกดถูกใจกว่า 12,000 ราย

นอกจากนั้น ฟาบิโอ ยังโพสต์รูปนอกสนามเวลาไปเที่ยว หรือทำกิจกรรมอย่างอื่นเช่นขี่สกูตเตอร์ และออกกำลังกายเป็นต้น

5. ขวัญใจคนเล่นเกมเอฟเอ็ม
แฟนบอลที่ชื่นชอบในการเล่นเกม ฟุตบอล เมเนเจอร์ หรือเอฟเอ็ม จำนวนมากดึง ฟาบิโอ มาอยู่ในทีมจำลองของพวกเขา เนื่องจากเป็นดาวรุ่งที่มีศักยภาพ

ในเกม ฟาบิโอ จะพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นแข้งระดับโลกภายในเวลาแค่ 2-3 ฤดูกาลเท่านั้น เพราะมีพลังยอดเยี่ยมทั้งในเรื่องการเลี้ยงบอล, เทคนิค, ทำประตู และการสัมผัสบอลแรก

สถิติสโมสร!วูล์ฟส์ซิววันเดอร์คิดฝอยทองจากปอร์โต้

"หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ทุบคลังเป็นสถิติสโมสร ปิดดีลคว้าตัว ฟาบิโอ ซิลวา หัวหอกวันเดอร์คิด มาจาก ปอร์โต้ แม้นักเตะเพิ่งลงเล่นให้ต้นสังกัดเดิมไปเพียงไม่กี่นัด

วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สโมสรแกร่งแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศคว้าตัว ฟาบิโอ ซิลวา กองหน้าดาวรุ่งเลือดฝอยทอง มาจาก ปอร์โต้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในลีกโปรตุเกส อย่างเป็นทางการ เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมเซ็นสัญญาร่วมงานกันยาวถึงปี 2025

ถือเป็นดีลที่สร้างความฮือฮาไม่น้อย เพราะตามรายงานข่าวระบุว่า ค่าตัวของ เจ้าหนูชาวโปรตุกีสวัย 18 ปีรายนี้ สูงถึง 35 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,435 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของ "หมาป่า" เลยทีเดียว โดย ซิลวา เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ ปอร์โต้ เมื่อฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา และลงเล่นไปทั้งสิ้น 18 นัด ทำได้ 3 ประตู

"เราติดตามดูพัฒนาการของเขามานานแล้ว " เจฟฟ์ ฉี ประธาน วูล์ฟส์ กล่าว "ฟาบิโอ เป็นนักเตะหนุ่มที่ไม่ได้มีแค่เทคนิคอันเหลือเชื่อ แต่ยังมีเกมการเล่นที่ฉลาดด้วย ซึ่งด้วยวัยแค่นี้ มันเป็นอะไรที่สุดยอดมาก"

 "ฟาบิโอ เป็นนักเตะที่สามารถเก่งกว่านี้ได้อีก และมันคงจะเป็นอะไรที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย กับการได้เห็นเขาพัฒนาฝีเท้าภายใต้การทำทีมของ นูโน่ เขาเป็นนักเตะในประเภทที่แฟนๆ ของเราจะต้องหลงรัก การเซ็นสัญญากับ ฟาบิโอ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า เราจะลงทุนก็ต่อเมื่อ เรารู้สึกว่ามันเป็นการลงทุนที่ใช่สำหรับสโมสร"

เมสซี่ส่อไปซิตี้,แมนยูยังเน้นซานโช! อัพเดตข่าวเด่นตลาดนักเตะลีกยุโรป

การตัดสินใจที่จะแยกทางกับ บาร์เซโลน่า ของ ลิโอเนล เมสซี่ ทำเอาตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ลุกเป็นไฟเลยเลยทีเดียว และล่าสุดดูเหมือนว่า เวที พรีเมียร์ลีก น่าจะเป็นความท้าทายใหม่สำหรับเจ้าตัว ส่วน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจะยังคงมุ่งมั่นอยู่กับแข้งเป้าหมายหลัก ขณะที่ เชลซี ซึ่งเดินหน้าเสริมทัพแบบไม่เกรงใจใคร ก็จ่อที่จะได้แข้งดังเพิ่มอีกราย นอกเหนือจาก เบน ชิลเวลล์ ส่วนทางฝั่งยักษ์ใหญ่อิตาลีอย่าง ยูเวนตุส, เอซี มิลาน และ อินเตอร์ มิลาน ต่างก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเช่นกัน แต่จะเป็นเรื่องอะไรนั้น เรามาหาคำตอบกัน

    – (Official) เชลซี ปิดดีลคว้า เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายทีมชาติอังกฤษ มาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 50 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,050 ล้านบาท) โดยตัวนักเตะเซ็นสัญญายาว 5 ปี รับค่าเหนื่อยสัปดาห์ละ 190,000 ปอนด์ (ประมาณ 7.79 ล้านบาท)

    – (Official) บาร์เซโลน่า เปิดตัว ฟรานซิสโก้ ตรินเกา กองหน้าดาวรุ่งชาวโปรตุกีส อย่างเป็นทางการ หลังปิดดีลคว้าตัว ดาวเตะวัย 20 ปี มาจาก บราก้า ตั้งแต่เดือนมกราคม (ก่อนปล่อยให้นักเตะอยู่เล่นกับ บราก้า จนจบซีซั่น 2019/20) ด้วยค่าตัว 31 ล้านยูโร (ประมาณ 1,147 ล้านบาท) โดย ตรินเกา เซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ยาวถึงปี 2025

 

    – บาร์เซโลน่า พร้อมพิจารณาขาย ลิโอเนล เมสซี่ ยอดกองหน้ากัปตันทีมชาวอาร์เจนไตน์ ที่ราคา 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,200 ล้านบาท) หลังตัวนักเตะเรียกร้องขอย้ายทีม และกำลังพยายามหาทางฉีกสัญญากับต้นสังกัด เพื่อที่จะได้ย้ายสังกัดแบบไร้ค่าตัว โดยเชื่อกันตอนนี้ ดาวเตะวัย 33 ปี กำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสร ซึ่งก็รวมถึงสโมสรเงินถุงเงินถังอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (AS)

    – ล่าสุด ฮอร์เก้ คุณพ่อของ เมสซี่ ได้เดินทางถึงเมืองแมนเชสเตอร์ เรียบร้อย เพื่อเข้าเจรจากับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงความเป็นไปได้ที่ เมสซี่ จะย้ายร่วมทัพ "เรือใบสีฟ้า" ด้วยสัญญา 2 ปี (RAC1 และ TYC Sports)

 

    – ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไม่พร้อมที่จะล่าตัว เมสซี่ ในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะสู้ไม่ไหวกับค่าเหนื่อยของตัวนักเตะที่รับอยู่ปีละ 64 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,624 ล้านบาท) (L Equipe)

    – ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางตัวรุกชาวบราซิเลียนของ บาร์เซโลน่า ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล และ เชลซี ต้องการที่จะคัมแบ็กสู่เวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ มากกว่าอยู่ค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ถึงแม้ โรนัลด์ คูมัน กุนซือคนใหม่ พร้อมให้โอกาสพิสูจน์ฝีเท้าก็ตาม (Marca)

 

    – ติอาโก้ ซิลวา อดีตปราการหลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง จ่อเต็มทีกับการย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่ของ เชลซี โดยเจ้าตัวเตรียมเข้ารับการตรวจร่างกายในวันนี้ (Sky Sports)
   
    – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังคงมอง เจดอน ซานโช ปีกดาวดัง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นแข้งเป้าหมายหลักในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ ถึงแม้มีโอกาสที่จะเซ็นสัญญากับ ลิโอเนล เมสซี่ ก็ตาม (Express)

 

    – อย่างไรก็ตาม อาแอส โมนาโก ได้ปฏิเสธข้อเสนอเงิน 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท) ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยื่นเข้ามาเพื่อขอซื้อตัว เบอนัวต์ บาเดียชิล เซนเตอร์แบ็กดาวรุ่งจอมแกร่ง เรียบร้อย (RMC Sport)

    – อาร์เซน่อล มีแผนการที่จะประกาศคว้าตัว กาเบรียล มากัลเญส เซนเตอร์แบ็กชาวบราซิเลียนของ ลีลล์ อย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ โดยได้มีการเซ็นสัญญาร่วมงานกันถึงสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2025 เรียบร้อย (Fabrizio Romano)

 

    – ขณะเดียวกัน "ไอ้ปืนใหญ่" พร้อมที่จะล้มแผนล่าตัว โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางจอมแกร่ง แอตเลติโก มาดริด หลังจากที่ "ตราหมี" ยืนยันที่จะขายในราคา 45 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,845 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่ง อาร์เซน่อล ไม่พร้อมจ่าย (Express)

    – ในทางกลับกัน แอตเลติโก มาดริด หวังเพิ่้มโอกาสในการล่าตัว อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ หัวหอกเฟร้นช์แมนของ อาร์เซน่อล มาเสริมทัพ โดยได้มีการเปิดทางให้ "ไอ้ปืนใหญ่" เลือกนักเตะคนใดคนหนึ่งในทีมเป็นของแถม ระหว่าง โตมาส์ เลอมาร์, อังเคล กอร์เรอา และ บิโตโล่ (Marca)

 

    – ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ หวังสอย แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ แบ็กขวาตัวเก่ง วูล์ฟแฮป์ตัน วันเดอเรอร์ส มาร่วมก๊วน โดย "หมาป่า" ตั้งค่าหัว ดาวเตะชาวไอริชวัย 28 ปี ไว้ที่ 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 820 ล้านบาท) ขณะที่ "ไก่เดือยทอง" อยากให้ราคาถูกลงอีกหน่อย (Independent)

    – ยูเวนตุส ใกล้ที่จะได้ตัว เวสตัน แม็คเคนนี่ กองกลางดาวรุ่งชาวอเมริกันของ ชาลเก้ 04 มาร่วมทีม โดยจะเป็นในรูปแบบยืมตัวมาใช้งานก่อนที่ราคา 3 ล้านยูโร (ประมาณ 111 ล้านบาท) พ่วงออปชั่นซื้อขาด 18 ล้านยูโร (ประมาณ 666 ล้านบาท) (Fabrizio Romano)

 

    – ขณะเดียวกัน "ม้าลาย" กำลังเจรจาอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เพื่อขอซื้อตัว เลอันโดร ปาเรเดส มิดฟิลด์ชาวอาร์เจนไตน์ มาเสริมทัพ โดยเชื่อว่า อดีตแข้ง อาแอส โรม่า วัย 26 ปี เป็นนักเตะที่กุนซือ อันเดรีย ปีร์โล่ อยากได้มาเสริมแดนกลาง (Corriere dello Sport)

    – อินเตอร์ มิลาน ได้เปิดโต๊ะเจรจากับ บาร์เซโลน่า อีกครั้ง เพื่อพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่จะคว้าตัว อาร์ตูโร่ วิดาล กองกลางทีมชาติชิลี มาร่วมก๊วน (Gianluca Di Marzio)

 

    – นอกจากนี้ "งูใหญ่" พร้อมที่จะพยายามอีกรอบในการคว้าตัว ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ กองกลางเลือดน้ำหอมของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (RMC Sport)

    – เอซี มิลาน เป็นอีกหนึ่งสโมสรในเวที เซเรีย อา นอกเหนือจาก อตาลันต้า และน้องใหม่อย่าง เบเนเวนโต้ ที่กำลังให้ความสนใจคว้าตัว มาร์โก กรูยิช กองกลางเลือดเซิร์บของ ลิเวอร์พูล (Tuttomercatoweb)

 

    – มุสซ่า เดมเบเล่ หัวหอกตัวเก่ง โอลิมปิก ลียง กลายเป็นอีกหนึ่งแข้งทางเลือกที่ บาร์เซโลน่า อยากได้ตัวมาแทนที่ หลุยซ์ ซัวเรซ ดาวยิงจอมเก๋าชาวอุรุกวัย (Gianluca Di Marzio)

ทีมไหนพักน้อย ! เปิดวันพักเบรกท็อปซิกซ์พรีเมียร์ลีก ก่อนเปิดซีซั่นใหม่

 

   ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะเปิดฤดูกาล 2020/2021 ในวันที่ 12 กันยายนนี้ โดยงานนี้บรรดาทีมท็อปซิกซ์ ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี อยู่ในช่วงที่ได้พักฟื้นร่างกาย แม้ว่าจะไม่นานเหมือนกับซีซั่นก่อนๆ เนื่องจากฤดูกาลที่ผ่านมา การแข่งขันต้องยืดเยื้อเพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
    สำหรับ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ต้องบอกว่าเป็นทีมที่ได้พักผ่อนน้อยที่สุดในบรรดาท็อปซิกซ์ เพราะเกมสุดท้ายที่พวกเขาลงสนามก็คือ แมตช์ที่เฉือน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 2-1 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ส่วนทีมในท็อปซิกซ์ที่ได้พักกี่วัน และนานแค่ไหน งานนี้ เดอะ ซัน สื่อดังในอังกฤษ ได้นำข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อแสดงให้เห็นว่า 6 ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกจะมีโอกาสได้พักฟื้นร่างกายเพื่อเรียกความฟิตกลับมาให้พร้อมสำหรับลุยศึกพรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลใหม่ 
 
อาร์เซน่อล – 28 วัน

    ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า จบฤดูกาลที่แสนยากลำบากด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยเก่าแก่ที่สุดในโลก ซึ่งงานนี้ต้องขอบคุณ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือนักเตะตัวความหวังเมื่อเหมาสองประตูนำทีมปราบ เชลซี

    อาร์เซน่อล มีคิวต้องพบกับ ลิเวอร์พูล ในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ ซึ่งเป็นประเพณีที่ต้องชิงโล่การกุศลก่อนที่เกมลีกจะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ โดยแมตช์นี้จะแข่งกันที่สนามเวมบลีย์ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นั่นทำให้พวกเขามีเวลาได้พักฟื้่นร่างกายเพียงแค่ 28 วันเท่านั้น 
   
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – 34 วัน

    "ปีศาจแดง" อาจจะมีเวลาได้พักผ่อนน้อยลงกว่านี้หากพวกเขาไม่พ่ายแพ้ต่อ เซบีย่า ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แต่เมื่อทีมโบกมือลาฟุตบอลถ้วยใบเล็กยุโรป ส่งผลให้บรรดาพ่อค้าแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด ได้มีเวลาในการผ่อนคลาย และพักฟื้นร่างกายนานยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม การที่ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ทะลุไปถึงรอบตัดเชือก ทำให้โปรแกรมที่ต้องลงเล่นเปิดสนามเยือน เบิร์นลี่ย์ วันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ถูกเลื่อนไปก่อน ทำให้แมตช์แรกที่พวกเขาจะลงสนามคือเกมรับมือ คริสตัล พาเลซ ในวันที่ 19 ก.ย. นั่นหมายความว่า "เร้ด เดวิลส์" ได้พักนานถึง 34 วันเลยทีเดียว 
 
ลิเวอร์พูล – 34 วัน

    อาจจะพูดได้ว่า ลิเวอร์พูล เริ่มผ่อนคลายหลังจากที่พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ทั้งที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด ทำให้ "หงส์แดง" เล่นแบบไม่ค่อยเน้นมากนัก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดปล่อยตัวสำรองลงสนามยกชุด เพียงแต่พวกเขาสามารถสู้กับทุกๆ ทีมในเกมที่เหลืออยู่แบบไม่รู้สึกกดดันอะไรมากนัก

    ที่สำคัญทีมยังร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทำให้ ลิเวอร์พูล ไม่ต้องมีภารกิจในการลงชิงชัยถ้วยใบโตยุโรปแบบมินิทัวร์นาเมนต์ ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ฉะนั้นแมตช์สุดท้ายที่ลงแข่งก็คือเกมไล่ต้อน "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 3-1

    สำหรับเกมแรกของ "หงส์แดง" ก็คือแมตช์ปะทะ อาร์เซน่อล ที่สนามเวมบลีย์ ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ นั่นหมายความว่าพวกเขาได้พักเบรก 34 วัน 
   
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – 35 วัน

    "เรือใบสีฟ้า" มีสถานการณ์เหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาต้องมีภารกิจในการลงแข่งขันในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก แม้สุดท้ายจะไปไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อโดน โอลิมปิก ลียง หักปากกาเซียนเขี่ยร่วงตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ไปแบบช็อกโลกเลยทีเดียว

    สำหรับเกมที่แพ้ ลียง เกิดขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยโปรแกรมแรกที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะลงแข่งมีขึ้นในวันที่ 19 กันยายนนี้ ซึ่งจะต้องออกไปเยือน "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส นั่นทำให้พวกเขาได้มีเวลาพักฟื้นร่างกายถึง 35 วัน

เชลซี – 37 วัน

    เชลซี เป็นทีมที่ได้พักฟื้นร่างกายนานเป็นอันดับ 2 ในบรรดาท็อปซิกซ์ แต่สิ่งเหล่านี้มันมาพร้อมกับความเจ็บปวดของทีม เพราะพวกเขาต้องพบกับความผิดหวังทั้งในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลที่ผ่านมา

    "สิงโตน้ำเงินคราม" แพ้ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค 1-4 นัด 2 ในเกมถ้วยใบโตยุโรป รอบ 16 ทีมสุดท้าย (รวมสองนัดแพ้ยับ 1-7) ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่พวกเขาต้องเจ็บช้ำระกำใจจากการแพ้ให้กับสโมสรคู่อริร่วมกรุงลอนดอน "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ในรอบชิงชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    สำหรับฤดูกาลใหม่ ต้องบอกว่าทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด มาพร้อมขุมกำลังที่ดูสดใสซาบซ่าซึ่งมีทั้ง ติโม แวร์เนอร์ กับ ฮาคิม ซิเย็ค และพวกเขาจะลงประเดิมสนามในเกมลีกนัดแรกพบ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ในวันที่ 14 กันยายนนี้

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ – 48 วัน

    ขุนพลของ โชเซ่ มูรินโญ่ มีโอกาสได้พักเบรกในช่วงซัมเมอร์ถึง 48 วัน เนื่องจากพวกเขาไม่มีโปรแกรมในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป ฉะนั้น สเปอร์ส ได้พักมากกว่าคู่แข่งท็อปซิกซ์เกือบ 2 สัปดาห์  โดยแมตช์สุดท้ายของพวกเขาเกิดขึ้นในเกมเสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม

    โดยโปรแกรมลงสนามสำหรับฤดูกาลปัจจุบันของ "ไก่เดือยทอง" จะมีขึ้นในแมตช์เปิดบ้านรับมือ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน ที่สนามท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในวันเสาร์ที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขามีร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ชัวร์

เศร้ากลับรังผี! “สมอลลิ่ง” โพสต์อำลาโรม่าสุดซึ้ง

 ลาก่อนกรุงโรม… คริส สมอลลิ่ง ปราการหลังดาวดังชาวอังกฤษ โพสต์อำลา อาแอส โรม่า อย่างสุดซึ้ง หลังจากที่หมดสัญญายืมตัว พร้อมอวยพรให้ทีมโชคดีในการดวลกับ เซบีย่า วันพฤหัสบดีนี้
     คริส สมอลลิ่ง เซนเตอร์แบ็กร่างยักษ์เลือดผู้ดี โพสต์ข้อความขอบคุณและอำลา อาแอส โรม่า สโมสรดังแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ภายหลังจากที่หมดสัญญายืมตัว และต้องกลับไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

     สมอลลิ่ง ย้ายไปเล่นให้กับทัพ "หมาป่าแห่งกรุงโรม" แบบสัญญายืมตัวในฤดูกาลนี้ และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยลงเล่นให้ โรม่า รวมทุกรายการ 37 นัด ทำได้ 3 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ แต่ด้วยการที่สัญญายืมตัวมีอายุแค่จนจบฤดูกาลในศึก กัลโช่ เซเรีย อา เท่านั้น ทำให้เจ้าตัวจำเป็นต้องหวนกลับสู่รัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และไม่ได้ช่วย โรม่า ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่มีคิวดวลกับ เซบีย่า วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคมนี้ 

     "ผมรู้สึกเสียใจมาก ที่ผมไม่สามารถอยู่ช่วยทีมที่ผมเริ่มต้นด้วยในฤดูกาลนี้จนจบ การได้รับความรักในช่วงเวลาอันสั้นครั้งนี้ มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก และจะไม่มีวันลืมเลย ผมขอขอบคุณเพื่อนๆ นักเตะและสต๊าฟฟ์ทุกคน ขอให้โชคดีในการเจอกับ เซบีย่า ดาเย โรม่า!" ปราการหลังร่างใหญ่วัย 30 ปี โพสต์ข้อความลง ทวิตเตอร์ ส่วนตัว
 

 

“ซาลาห์” โพสต์ภาพทำสาวกเดอะค็อปตะลึง

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะคนดังลิเวอร์พูล ใช้เวลาว่างช่วงปิดซีซั่นของเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองใหม่ด้วยการหั่นผมฟูฟ่องออก ทำให้ตอนนี้เขามีลุคที่ดูใสปิ๊งราวกับหนุ่มวัยกระทง ที่สำคัญสาวก "เดอะ ค็อป" ประทับใจกับทรงผมนี้ซะด้วย

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กองหน้าสตาร์ดัง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล สร้างความฮือฮาเมื่อโชว์ภาพทรงผมใหม่ล่าสุดผ่าน ทวิตเตอร์ เว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดฮิต โดยงานนี้เหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ต่างประทับใจกับภาพลักษณ์ใหม่ที่ดูสดใสมากกว่าเดิมหลายเท่า

นับตั้งแต่ที่ "คิง ออฟ อียิปต์" ย้ายจาก "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า มาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017 เขาสามารถระเบิดฟอร์มสุดยอดออกมาจนกลายเป็นขวัญใจของเหล่าแฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" ทั่วโลก ที่สำคัญยังสร้างชื่อเป็นหนึ่งในแข้งประวัติศาสตร์ที่นำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้สำเร็จ

ซาลาห์ ค้าแข้งอยู่กับ ลิเวอร์พูล มาแล้ว 3 ฤดูกาล โดยตะบันประตูคู่แข่งไปเบาะๆ 94 ประตูกับ 41 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 152 แมตช์ให้กับต้นสังกัดในทุกรายการ โดย ดาวเตะทีมชาติอียิปต์ ซึ่งไว้ผมยาวฟูฟ่องมาตลอด ตัดสินใจเปลี่ยนลุคตัวเองใหม่ด้วยการตัดผมสั้นหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียว

งานนี้บรรดาสาวก "เดอะ ค็อป" เข้ามาแสดงความเห็นเยอะแยะมากมายเกี่ยวกับภาพลักษณ์ใหม่ที่ดูแปลกตาของสตาร์ดังจากแดนมัมมี่ โดยแฟน "หงส์แดง" รายหนึ่งระบุว่า "คุณดูดีมากๆ" ขณะที่อีกรายแสดงความเห็นว่า "นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจาก ลอฟเรน ย้ายทีม"

แมนยูลั่นอยากได้2แข้งดังต้องซื้อขาดอย่างเดียว

สื่อผู้ดี รายงาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศก้องต่อไปจะไม่ส่ง คริส สมอลลิ่ง กับ อเล็กซิส ซานเชซ ย้ายแบบยืมตัวอีกแล้ว เพราะต้องการขายขาดเนื่องจากจะนำเงินไปลงทุนกับนักเตะใหม่ ฉะนั้นหาก โรม่า กับ อินเตอร์ หรือสโมสรอื่นๆ ต้องการนักเตะไปใช้งานก็ต้องทุ่มเงินเท่านั้น

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะไม่ปล่อย คริส สมอลลิ่ง และ อเล็กซิส ซานเชซ ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวอีกต่อไป ฉะนั้นหาก โรม่า กับ อินเตอร์ มิลาน อยากได้นักเตะไปใช้งาน ต้องซื้อขาดเท่านั้น จากการเปิดเผยของ สกายสปอร์ตส์ สื่อดังในเมืองผู้ดี

    จากสัญญาฉบับเดิม สมอลลิ่ง กับ ซานเชซ ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ "หมาป่าเหลืองแดง" และ "งูใหญ่" ตามลำดับจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน แต่ด้วยการที่เกมลีกจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการแข่งขันออกไป เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกมลีกจะสิ้นสุดลงในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม

    ดังนั้นภายใต้สัญญาปัจจุบันของทั้งคู่ พวกเขาจะต้องเดินทางกลับมายังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันศึกกัลโช่ เซเรีย อา เกมสุดท้ายในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ซึ่งนั่นหมายความว่านักเตะทั้งสองคนจะพลาดช่วยต้นสังกัดชั่วคราวทำศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ไปโดยปริยาย

    นอกจากนี้ สกายสปอร์ตส์ ยังระบุว่าทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการที่จะขาย สมอลลิ่ง และ ซานเชซ แบบถาวร เพราะพวกเขาอยากได้เงินเพื่อนำไปใช้ลงทุนในการซื้อผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพ ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรกเปิดตัว

ผี, สิงห์, สุนัขจิ้งจอก ! สิ่งที่ 3 ทีมต้องทำในเกมสุดท้ายเพื่อยึดท็อปโฟร์

ความเข้มข้นของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังไม่จบแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะผงาดคว้าแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว และมีการมอบโทรฟี่แชมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะการลุ้นอันดับท็อปโฟร์เพื่อโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องวัดกันในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019/2020

    สำหรับตอนนี้ 3 ทีมที่ลุ้นโควตาสำคัญได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยในแมตช์สุดท้ายมีความหมายอย่างมาก เพราะหากทีมใดทีมหนึ่งพลาดพลั้ง นั่นหมายความว่าโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงไปโชว์เพลงแข้งในเกมถ้วยใบโตยุโรป ต้องรอไปอีก 1 ซีซั่นเลยทีเดียว

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จองโควตาไปแล้ว 2 ที่นั่น ฉะนั้นเหลืออีกแค่ 2 ที่นั่น แน่นอนว่าจะต้องมี 1 ทีมที่ต้องอกหัก ซึ่งจะต้องหล่นไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน โดยในเกมนัดรองสุดท้ายต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมทำแต้มหลุดมือกันหมด   

    ทัพ "ปีศาจแดง" ทำได้เพียงแค่เสมอกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่ง 1 คะแนนในเกมนี้คุ้มค่าอย่างมากกับทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ เพราะเป็นการันตีว่า "เดอะ แฮมเมอร์ส" อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทำให้ต้องมาลุ้นเหนื่อยในเกมสุดท้าย

    ขณะที่ เชลซี ของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด บุกไปโดน "เดอะ เร้ดส์" สอยมันสกอร์ 3-5 พร้อมกับชมการฉลองแชมป์อย่างมีความสุขของทัพ "หงส์แดง" ที่สนามแอนฟิลด์ แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือการแพ้ในแมตช์นี้ทำให้ "สิงห์บลูส์" ต้องหล่นมาอยู่ในอันดับ 4

 

    สำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเกมล่าสุดพวกเขาแพ้ต่อ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-3 ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างเป็นรองทั้ง 2 สโมสร เพราะ "สุนัขจิ้งจอก" หลุดมาอยูที่ 5 และที่สำคัญเกมสุดท้ายพวกเขาต้องรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด ซะด้วย

    ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งที่ทั้ง 3 สโมสรจำเป็นต้องทำในเกมสุดท้าย เพื่อที่จะคว้าอันดับไปเล่นฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปคืออะไร ? ต้องมาพิจารณาดูกัน……

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)

    สำหรับตอนนี้ต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างถือไฟ่เหนือกว่าอีก 2 ทีมเพราะพวกเขาอยู่อันดับ 3 โดยมี 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" โดยในแมตช์สุดท้าย "ผีแดง" ต้องเดินทางไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้

    ในแมตช์นี้เป็นเกมที่จะพิสูจน์ฝีมือของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการวางหมากเพื่อรับมือกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" โดยในเวลานี้ "ปีศาจแดง" มีคะแนนเหนือทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น กระนั้นหากพวกเขาบุกไปแบ่งแต้มที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็เพียงพอที่จะรั้งอันดับท็อปโฟร์เพื่อไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    อย่างไรก็ตามหากเกิดฟ้าถล่มดินทลาย เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย โดน เลสเตอร์ สอย งานนี้พวกเขาก็อาจจะยังมีลุ้นคว้าโควตาลุยเกม "บิ๊กเอียร์" แต่มีข้อแม้ว่าต้องลุ้นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแต้มก็ยังคงเท่าเดิม แต่ "เร้ด เดวิลส์" ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตูได้เสีย
 
เชลซี VS วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ (เหย้า)

 

    สถานการณ์ของทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูเหมือนจะดี เพราะพวกเขารั้งอันดับ 4 มีแต้มเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1 คะแนน แต่หากมององค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญมากๆ นั่นก็คือประตูได้เสีย ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นรองทั้งสองทีม เพราะพวกเขา +13 ขณะที่ "ผีแดง" กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" +28 เท่ากัน

    หลังจากที่โดน "เดอะ เร้ดส์" ถลุงยับไม่นับญาติงานนี้ "แลมพ์ส" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นลูกทีมในการเล่นเกมสุดท้ายของซีซั่นที่บ้านตัวเอง เพราะการรับมือ วูล์ฟส์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจาก "หมาป่า" ยังคั่วอันดับไปเล่นยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฉะนั้นพวกเขาต้องพยายามชนะเจ้าบ้านเพื่อยึดอันดับ 6 ให้มั่น

 

    ในกรณีที่ เชลซี ทำได้เพียงแค่เสมอ วูล์ฟส์ ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขายึดท็อปโฟร์ หาก เลสเตอร์ ไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่หากเกิดกรณีที่พวกเขาแพ้ผู้มาเยือน แต่ก็อาจจะได้ไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในกรณีที่ "ปีศาจแดง" ชนะ "เดอะ ฟ็อกซ์"
   
เลสเตอร์ ซิตี้ VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

 

    แมตช์นี้ "เดอะ ฟ็อกซ์" เปิดรังรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายเดียวที่พวกเขาคิดในเวลานี้ก็คือการต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสนใจเกมระหว่าง เชลซี พบ วูล์ฟส์ เพราะพวกเขาจะซิวโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที

    แน่นอนว่า 3 คะแนนจะเป็นการการันตีท็อปโฟร์ให้กับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ แต่หากในกรณีที่ทำได้เพียงแค่เสมอทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์โซลชา ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้โอกาสกลับไปลุยฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปเช่นเดียวกัน

 

    หาก เลสเตอร์ ได้ 1 คะแนนจาก แมนฯ ยูฯ และ เชลซี โดน วูล์ฟส์ บุกมาสอยถึง "เดอะ บริดจ์" นั่นจะทำให้ เลสเตอร์ ยึดอันดับ 4 ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะทั้งสองทีมยิงประตูได้เท่ากันที่จำนวน 67 ลูก แต่ "เดอะ ฟ็อกซ์" เสียประตูน้อยกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาได้เปรียบตรงจุดนี้

    ฉะนั้นในเกมสุดท้ายของซีซั่น สาวก "เร้ด อาร์มี่", "สิงห์บลูส์" และ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังคงได้มีเรื่องให้ลุ้นหัวใจระส่ำ ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไง เดี๋ยวก็ได้รู้กันในสุดสัปดาห์นี้

บทสรุปพรีเมียร์ลีกฤดูกาล2019/2020

    "ฟ้าถล่ม ดินทลาย สงคราม เชื้อโรคระบาด" ก็หยุดไม่อยู่ ! ลิเวอร์พูล ปลดแอก 30 ปีแห่งการรอคอยได้สำเร็จ หลังจากที่พวกเขาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยที่ 19 พร้อมกับทำคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 18 แต้ม

    "หงส์แดง" ปลดปล่อยความเจ็บช้ำหลังพลาดแชมป์ลีกซีซั่นที่แล้ว ให้กับ แมนฯ ซิตี้ เพียงแต้มเดียว ด้วยการระเบิดฟอร์มชนิดที่โลกทั้งใบต้องตกตะลึงเมื่อเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่นจนกระทั่งมีแต้มทิ้งขาด "เรือใบสีฟ้า" ด้วยคะแนนแบบไม่เห็นฝุ่น

    ความสำเร็จที่เหล่าพลพรรค์ "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอมานานถึง 3 ทศวรรษได้สร้างสถิติที่น่าสนใจทั้งการได้แชมป์ลีกเร็วที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ตั้งแต่นัดที่ 31 ของฤดูกาล ทั้งๆ ที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด และยังเป็นการทุบสถิติของคู่รักคู่แค้นตลอดกาลอย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เคยทำได้เมื่อปี 2000/2001 ในตอนที่เหลืออีก 5 เกม

    นอกจากนี้ชัยชนะในเกมบุกสอย "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทำให้ "เดอะ เร้ดส์" เก็บเพิ่มเป็น 99 คะแนน ทำให้พวกเขาทำลายสถิติ 97 คะแนนในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาสอยคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

 


 

    ที่สำคัญ เจอร์เก้น คล็อปป์ สร้างทีมที่สุดแข็งแกร่งด้วยการเก็บชัยชนะ 32 เสมอ 3  แพ้ 3 แมตช์ ทำให้ "หงส์แดง" ทำสถิติเก็บชัยชนะในลีกมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ชนะ 32 เกมในฤดูกาล 2017/2018 และ 2018/2019)

    สำหรับโควตาสโมสรที่ได้ไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2020/2021 เป็นของ แมนฯ ซิตี้ รองแชมป์ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องลุ้นจนนัดสุดท้ายด้วยการบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ยึดอันดับ 3 ได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 4 เป็นของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี โดยท็อปโฟร์ของลีกอังกฤษ ได้เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มทันที

    ในขณะนี้  เลสเตอร์ ต้องอกหักในช่วงโค้งสุดท้ายหล่นไปอยู่อันดับ 5  ส่งผลให้ต้องหล่นไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก สำหรับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องลุ้นหนักในเกมสุดท้ายทำได้เพียงเสมอ คริสตัล พาเลซ แต่โชคดีที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน แพ้ เชลซี ส่งผลให้ "ไก่เดือยทอง" มีแต้มเท่ากับ วูล์ฟส์ 59 คะแนน แต่ผลต่างประตูได้เสียดีกว่า แซงรั้งอันดับ 6 เข้าไปเล่นถ้วยใบเล็กยุโรปในรอบคัดเลือกรอบสอง

 

 
     ส่วนของสามสโมสรที่ต้องบ๊ายบายพรีเมียร์ลีกได้แก่ "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด, "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ และ บอร์นมัธ ซึ่งถือเป็นการตกชั้นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกด้วย หลังจากที่อยู่โลดแล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมานานถึง 5 ฤดูกาล
 
    ด้านสโมสรที่เลื่อนชั้นในซีซั่นหน้า ก็ต้องขอต้อนรับ ลีดส์ ยูไนเต็ด กลับสู่พรีเมียร์ลีก ในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตามด้วย เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน อันดับ 2 ซึ่งทั้งสองทีมได้เลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ ส่วนทีมสุดท้ายที่จะได้ตั๋วไปเล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต้องไปลุ้นเพลย์ออฟได้แก่ เบรนท์ฟอร์ด, ฟูแล่ม, คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ สวอนซี ซิตี้

 


 

    ขณะที่ดาวซัลโวสูงสุดในฤดูกาลนี้เป็นการครองตำแหน่งได้แก่ เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกจอมเก๋าจากเลสเตอร์ ที่ซัดไป 23 ประตู และทำให้เป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ได้ครอบครองรองเท้าทองคำ (Golden Boot ) ในวัย 33 ปี แซงหน้า ดีดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานกองหน้า เชลซี ที่ครองรางวัลนี้ในซีซั่น 2009/2010 ด้วยวัย 32 ปี

    ส่วนท็อปแอสซิสต์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เป็นของ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์แมนฯ ซิตี้ ที่ผ่านบอลให้เพื่อนไป 20 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติเทียบเท่ากับ เธียร์รี่ อองรี ตำนานกองหน้าชาวฝรั่งเศสตอนที่เล่นให้กับ อาร์เซน่อล ในซีซั่น 2002/2003 โดยอันดับสองเป็นของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จาก ลิเวอร์พูล  ทำไป 13 ครั้ง และอันดับ 3 เป็นของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้าย "หงส์แดง" ทำไป 12  ครั้ง

 


 

    ด้าน เอแดร์ซอน  ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนของ แมนฯ ซิตี้ คว้าผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม หลังเก็บคลีนชีพในลีกซีซั่นนี้ไป 16 เกม ส่วนอันดับ 2 เป็นของ นิค โป๊ป  นายด่านของทีม เบิร์นลี่ย์ ที่เก็บคลีนชีตได้ 15 เกม ส่วน อลีสซง เบ็คเกอร์ เจ้าของตำแหน่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ทำได้ 13 เกม หล่นไปอยู่อันดับ 3 ร่วมกับ ดาบิด เด เคอา (แมนยู), ดีน เฮนเดอร์สัน (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด), รุย ปาทริซิโอ(วูล์ฟส์)  และ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (เลสเตอร์)


 

        ขณะที่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำฤดูกาลนี้ ต้องเลื่อนการประกาศผลออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมลิเวอร์พูล ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำซีซั่นของสมาคมนักข่าว (เอฟดับเบิ้ลยูเอ) และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของอังกฤษ ประจำปี 2019 ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ)

 


 

     *หมายเหตุ :  อาร์เซน่อล ยังมีลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก หาก "เดอะ กันเนอร์ส" คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ขณะที่ วูล์ฟส์ ต้องลุ้นให้ เชลซี ชนะ อาร์เซน่อล ในศึกเอฟเอ คัพ เพื่อตั๋ว ยูโรปา ลีก แต่ทัพ "หมาป่า" ยังมีลุ้นโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก หากพวกเขาได้แชมป์ยูโรปา ลีก ในซีซั่นนี้