ผี, สิงห์, สุนัขจิ้งจอก ! สิ่งที่ 3 ทีมต้องทำในเกมสุดท้ายเพื่อยึดท็อปโฟร์

ความเข้มข้นของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังไม่จบแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะผงาดคว้าแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว และมีการมอบโทรฟี่แชมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะการลุ้นอันดับท็อปโฟร์เพื่อโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องวัดกันในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019/2020

    สำหรับตอนนี้ 3 ทีมที่ลุ้นโควตาสำคัญได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยในแมตช์สุดท้ายมีความหมายอย่างมาก เพราะหากทีมใดทีมหนึ่งพลาดพลั้ง นั่นหมายความว่าโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงไปโชว์เพลงแข้งในเกมถ้วยใบโตยุโรป ต้องรอไปอีก 1 ซีซั่นเลยทีเดียว

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จองโควตาไปแล้ว 2 ที่นั่น ฉะนั้นเหลืออีกแค่ 2 ที่นั่น แน่นอนว่าจะต้องมี 1 ทีมที่ต้องอกหัก ซึ่งจะต้องหล่นไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน โดยในเกมนัดรองสุดท้ายต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมทำแต้มหลุดมือกันหมด   

    ทัพ "ปีศาจแดง" ทำได้เพียงแค่เสมอกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่ง 1 คะแนนในเกมนี้คุ้มค่าอย่างมากกับทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ เพราะเป็นการันตีว่า "เดอะ แฮมเมอร์ส" อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทำให้ต้องมาลุ้นเหนื่อยในเกมสุดท้าย

    ขณะที่ เชลซี ของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด บุกไปโดน "เดอะ เร้ดส์" สอยมันสกอร์ 3-5 พร้อมกับชมการฉลองแชมป์อย่างมีความสุขของทัพ "หงส์แดง" ที่สนามแอนฟิลด์ แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือการแพ้ในแมตช์นี้ทำให้ "สิงห์บลูส์" ต้องหล่นมาอยู่ในอันดับ 4

 

    สำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเกมล่าสุดพวกเขาแพ้ต่อ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-3 ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างเป็นรองทั้ง 2 สโมสร เพราะ "สุนัขจิ้งจอก" หลุดมาอยูที่ 5 และที่สำคัญเกมสุดท้ายพวกเขาต้องรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด ซะด้วย

    ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งที่ทั้ง 3 สโมสรจำเป็นต้องทำในเกมสุดท้าย เพื่อที่จะคว้าอันดับไปเล่นฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปคืออะไร ? ต้องมาพิจารณาดูกัน……

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)

    สำหรับตอนนี้ต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างถือไฟ่เหนือกว่าอีก 2 ทีมเพราะพวกเขาอยู่อันดับ 3 โดยมี 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" โดยในแมตช์สุดท้าย "ผีแดง" ต้องเดินทางไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้

    ในแมตช์นี้เป็นเกมที่จะพิสูจน์ฝีมือของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการวางหมากเพื่อรับมือกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" โดยในเวลานี้ "ปีศาจแดง" มีคะแนนเหนือทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น กระนั้นหากพวกเขาบุกไปแบ่งแต้มที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็เพียงพอที่จะรั้งอันดับท็อปโฟร์เพื่อไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    อย่างไรก็ตามหากเกิดฟ้าถล่มดินทลาย เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย โดน เลสเตอร์ สอย งานนี้พวกเขาก็อาจจะยังมีลุ้นคว้าโควตาลุยเกม "บิ๊กเอียร์" แต่มีข้อแม้ว่าต้องลุ้นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแต้มก็ยังคงเท่าเดิม แต่ "เร้ด เดวิลส์" ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตูได้เสีย
 
เชลซี VS วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ (เหย้า)

 

    สถานการณ์ของทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูเหมือนจะดี เพราะพวกเขารั้งอันดับ 4 มีแต้มเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1 คะแนน แต่หากมององค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญมากๆ นั่นก็คือประตูได้เสีย ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นรองทั้งสองทีม เพราะพวกเขา +13 ขณะที่ "ผีแดง" กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" +28 เท่ากัน

    หลังจากที่โดน "เดอะ เร้ดส์" ถลุงยับไม่นับญาติงานนี้ "แลมพ์ส" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นลูกทีมในการเล่นเกมสุดท้ายของซีซั่นที่บ้านตัวเอง เพราะการรับมือ วูล์ฟส์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจาก "หมาป่า" ยังคั่วอันดับไปเล่นยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฉะนั้นพวกเขาต้องพยายามชนะเจ้าบ้านเพื่อยึดอันดับ 6 ให้มั่น

 

    ในกรณีที่ เชลซี ทำได้เพียงแค่เสมอ วูล์ฟส์ ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขายึดท็อปโฟร์ หาก เลสเตอร์ ไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่หากเกิดกรณีที่พวกเขาแพ้ผู้มาเยือน แต่ก็อาจจะได้ไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในกรณีที่ "ปีศาจแดง" ชนะ "เดอะ ฟ็อกซ์"
   
เลสเตอร์ ซิตี้ VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

 

    แมตช์นี้ "เดอะ ฟ็อกซ์" เปิดรังรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายเดียวที่พวกเขาคิดในเวลานี้ก็คือการต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสนใจเกมระหว่าง เชลซี พบ วูล์ฟส์ เพราะพวกเขาจะซิวโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที

    แน่นอนว่า 3 คะแนนจะเป็นการการันตีท็อปโฟร์ให้กับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ แต่หากในกรณีที่ทำได้เพียงแค่เสมอทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์โซลชา ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้โอกาสกลับไปลุยฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปเช่นเดียวกัน

 

    หาก เลสเตอร์ ได้ 1 คะแนนจาก แมนฯ ยูฯ และ เชลซี โดน วูล์ฟส์ บุกมาสอยถึง "เดอะ บริดจ์" นั่นจะทำให้ เลสเตอร์ ยึดอันดับ 4 ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะทั้งสองทีมยิงประตูได้เท่ากันที่จำนวน 67 ลูก แต่ "เดอะ ฟ็อกซ์" เสียประตูน้อยกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาได้เปรียบตรงจุดนี้

    ฉะนั้นในเกมสุดท้ายของซีซั่น สาวก "เร้ด อาร์มี่", "สิงห์บลูส์" และ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังคงได้มีเรื่องให้ลุ้นหัวใจระส่ำ ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไง เดี๋ยวก็ได้รู้กันในสุดสัปดาห์นี้

บทสรุปพรีเมียร์ลีกฤดูกาล2019/2020

    "ฟ้าถล่ม ดินทลาย สงคราม เชื้อโรคระบาด" ก็หยุดไม่อยู่ ! ลิเวอร์พูล ปลดแอก 30 ปีแห่งการรอคอยได้สำเร็จ หลังจากที่พวกเขาผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สมัยแรก และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีสมัยที่ 19 พร้อมกับทำคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 18 แต้ม

    "หงส์แดง" ปลดปล่อยความเจ็บช้ำหลังพลาดแชมป์ลีกซีซั่นที่แล้ว ให้กับ แมนฯ ซิตี้ เพียงแต้มเดียว ด้วยการระเบิดฟอร์มชนิดที่โลกทั้งใบต้องตกตะลึงเมื่อเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่นจนกระทั่งมีแต้มทิ้งขาด "เรือใบสีฟ้า" ด้วยคะแนนแบบไม่เห็นฝุ่น

    ความสำเร็จที่เหล่าพลพรรค์ "เดอะ ค็อป" เฝ้ารอมานานถึง 3 ทศวรรษได้สร้างสถิติที่น่าสนใจทั้งการได้แชมป์ลีกเร็วที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ ตั้งแต่นัดที่ 31 ของฤดูกาล ทั้งๆ ที่ยังเหลือโปรแกรมอีก 7 นัด และยังเป็นการทุบสถิติของคู่รักคู่แค้นตลอดกาลอย่าง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เคยทำได้เมื่อปี 2000/2001 ในตอนที่เหลืออีก 5 เกม

    นอกจากนี้ชัยชนะในเกมบุกสอย "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทำให้ "เดอะ เร้ดส์" เก็บเพิ่มเป็น 99 คะแนน ทำให้พวกเขาทำลายสถิติ 97 คะแนนในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาสอยคะแนนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

 


 

    ที่สำคัญ เจอร์เก้น คล็อปป์ สร้างทีมที่สุดแข็งแกร่งด้วยการเก็บชัยชนะ 32 เสมอ 3  แพ้ 3 แมตช์ ทำให้ "หงส์แดง" ทำสถิติเก็บชัยชนะในลีกมากที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (ชนะ 32 เกมในฤดูกาล 2017/2018 และ 2018/2019)

    สำหรับโควตาสโมสรที่ได้ไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2020/2021 เป็นของ แมนฯ ซิตี้ รองแชมป์ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องลุ้นจนนัดสุดท้ายด้วยการบุกชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ยึดอันดับ 3 ได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 4 เป็นของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี โดยท็อปโฟร์ของลีกอังกฤษ ได้เข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มทันที

    ในขณะนี้  เลสเตอร์ ต้องอกหักในช่วงโค้งสุดท้ายหล่นไปอยู่อันดับ 5  ส่งผลให้ต้องหล่นไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก สำหรับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต้องลุ้นหนักในเกมสุดท้ายทำได้เพียงเสมอ คริสตัล พาเลซ แต่โชคดีที่ วูล์ฟแฮมป์ตัน แพ้ เชลซี ส่งผลให้ "ไก่เดือยทอง" มีแต้มเท่ากับ วูล์ฟส์ 59 คะแนน แต่ผลต่างประตูได้เสียดีกว่า แซงรั้งอันดับ 6 เข้าไปเล่นถ้วยใบเล็กยุโรปในรอบคัดเลือกรอบสอง

 

 
     ส่วนของสามสโมสรที่ต้องบ๊ายบายพรีเมียร์ลีกได้แก่ "แตนอาละวาด" วัตฟอร์ด, "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ และ บอร์นมัธ ซึ่งถือเป็นการตกชั้นครั้งแรกในพรีเมียร์ลีกด้วย หลังจากที่อยู่โลดแล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมานานถึง 5 ฤดูกาล
 
    ด้านสโมสรที่เลื่อนชั้นในซีซั่นหน้า ก็ต้องขอต้อนรับ ลีดส์ ยูไนเต็ด กลับสู่พรีเมียร์ลีก ในฐานะแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ตามด้วย เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน อันดับ 2 ซึ่งทั้งสองทีมได้เลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ ส่วนทีมสุดท้ายที่จะได้ตั๋วไปเล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต้องไปลุ้นเพลย์ออฟได้แก่ เบรนท์ฟอร์ด, ฟูแล่ม, คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ สวอนซี ซิตี้

 


 

    ขณะที่ดาวซัลโวสูงสุดในฤดูกาลนี้เป็นการครองตำแหน่งได้แก่ เจมี่ วาร์ดี้ หัวหอกจอมเก๋าจากเลสเตอร์ ที่ซัดไป 23 ประตู และทำให้เป็นนักเตะที่อายุมากที่สุดที่ได้ครอบครองรองเท้าทองคำ (Golden Boot ) ในวัย 33 ปี แซงหน้า ดีดิเยร์ ดร็อกบา ตำนานกองหน้า เชลซี ที่ครองรางวัลนี้ในซีซั่น 2009/2010 ด้วยวัย 32 ปี

    ส่วนท็อปแอสซิสต์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้เป็นของ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์แมนฯ ซิตี้ ที่ผ่านบอลให้เพื่อนไป 20 ครั้ง ซึ่งเป็นสถิติเทียบเท่ากับ เธียร์รี่ อองรี ตำนานกองหน้าชาวฝรั่งเศสตอนที่เล่นให้กับ อาร์เซน่อล ในซีซั่น 2002/2003 โดยอันดับสองเป็นของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จาก ลิเวอร์พูล  ทำไป 13 ครั้ง และอันดับ 3 เป็นของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้าย "หงส์แดง" ทำไป 12  ครั้ง

 


 

    ด้าน เอแดร์ซอน  ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนของ แมนฯ ซิตี้ คว้าผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม หลังเก็บคลีนชีพในลีกซีซั่นนี้ไป 16 เกม ส่วนอันดับ 2 เป็นของ นิค โป๊ป  นายด่านของทีม เบิร์นลี่ย์ ที่เก็บคลีนชีตได้ 15 เกม ส่วน อลีสซง เบ็คเกอร์ เจ้าของตำแหน่งเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ทำได้ 13 เกม หล่นไปอยู่อันดับ 3 ร่วมกับ ดาบิด เด เคอา (แมนยู), ดีน เฮนเดอร์สัน (เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด), รุย ปาทริซิโอ(วูล์ฟส์)  และ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (เลสเตอร์)


 

        ขณะที่รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำฤดูกาลนี้ ต้องเลื่อนการประกาศผลออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมลิเวอร์พูล ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำซีซั่นของสมาคมนักข่าว (เอฟดับเบิ้ลยูเอ) และรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของอังกฤษ ประจำปี 2019 ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ)

 


 

     *หมายเหตุ :  อาร์เซน่อล ยังมีลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก หาก "เดอะ กันเนอร์ส" คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ขณะที่ วูล์ฟส์ ต้องลุ้นให้ เชลซี ชนะ อาร์เซน่อล ในศึกเอฟเอ คัพ เพื่อตั๋ว ยูโรปา ลีก แต่ทัพ "หมาป่า" ยังมีลุ้นโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก หากพวกเขาได้แชมป์ยูโรปา ลีก ในซีซั่นนี้

เมาท์นำร่อง-ชิรูด์ปิดกล่อง! เชลซีเปิดรังทุบวูล์ฟส์2-0 คว้าอันดับ4ตีตั๋วไป ชปล.

เมสัน เมาท์ และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ทำคนละประตู ช่วยให้ เชลซี เปิดรังเอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 เก็บสามแต้มส่งท้าย พร้อมคว้าอันดับ 4 ของตาราง พร้อมคว้าสิทธิ์ ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า ชปล. ฝั่ง "หมาป่า" หล่นไปรั้งอันดับ 7 ของตาราง

ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ (นัดสุดท้าย)
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563
เชลซี 2-0 วูล์ฟแฮมป์ตัน

    เริ่มเกมมาเพียง 5 นาที ราอูล ฮิเมเนซ จ่ายบอลทะลุช่องให้ แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ ได้หลุดขึ้นไปทางด้านขวา ก่อนเปิดเข้ามาในหน้าปากประตู แต่ไปติด
 คูร์ท ซูม่า ออกหลังไป

    หลังจากนั้นทั้งสองทีมพยายามต่อบอลเพื่อหวังทำประตู แต่ยังไม่มีทีมใดมีโอกาสจบสกอร์แบบจะๆได้ เกมผ่านไปแล้ว 25 นาที เชลซี ยังเสมอกับ
 วูล์ฟแฮมป์ตัน อยู่ 0-0

    นาทีที่ 38 คริสเตียน พูลิซิช ได้บอลก่อนไหลให้ มาร์กอส อลอนโซ่ ได้หลุดทางด้านซ้าย ก่อนตัดสินใจยิงจากหน้าเขตโทษ บอลไปติดบล็อคของ
 วิลลี่ โบลี่ หลุดออกข้างไป

    หลังจากนั้นอีกหนึ่งนาที เมสัน เมาท์ ได้จังหวะเปิดบอลจากด้านขวา บอลเข้าไปในเขตโทษ ก่อนเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้จังหวะโหม่งบอลหลุดข้าม
 คานไป

    นาทีที่ 43 จอนนี่ กาสโตร ได้บอลหลุดขึ้นมาทางด้านซ้าย ก่อนเปิดบอลเข้ามาหน้าปากประตู บอลโค้งเกือบจะเข้าเสาสอง แต่เป็น วิลลี่ กาบาเยโร่
 ปัดบอลออกมาชนกองหลังเชลซี ก่อนบอลจะหลุดออกหลังไปได้

    นาทีที่ 45+2 เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า โดนทำฟาวล์หน้าเขตโทษ ก่อนเป็น เมสัน เมาท์ รับหน้าที่ยิงบอลพุ่งเสียบเสาทางด้านขวาของ รุย ปาตริซิโอ
 เข้าไปอย่างสวยงามช่วยให้ เชลซี ออกนำ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-0

    นาทีที่ 45+4 เมสัน เมาท์ จ่ายบอลทะลุช่องให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ แตะบอลหนึ่งจังหวะหลบ รุย ปาตริซิโอ ก่อนตามไปยิงส่งบอลเข้าประตูไป ช่วยให้
 เชลซี นำห่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

    หมดเวลาการแข่งขันครึ่งแรก เชลซี นำห่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

    เริ่มครึ่งหลังมาเป็นทางฝั่งทีมเยือน ได้จังหวะบุกมากกว่า แต่ยังไม่สามารถ ทำประตูตีไข่แตกได้ เกมผ่านไปแล้ว 55 นาที สกอร์ยังคงเดิมที่ เชลซี
 นำ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0

    หลังจากนั้นอีก 2 นาที รูเบน เนเวส วางบอลให้  ดีเอโก้ โชต้า บังบอลก่อนเลี้ยงหลบกองหลังเจ้าถิ่น พอถึงแถวๆหน้าเขตโทษ แล้วตัดสินใจยิง
 บอลพุ่งไปตรงตัวของ วิลลี่ กาบาเยโร่ รับเข้าซองเอาไว้ได้

    หลังจากนั้นไม่มีทีมใดทำประตูเพิ่มเติมได้ หมดเวลาการแข่งขัน เชลซี เอาชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0  เก็บสามแต้มส่งท้าย พร้อมคว้าอันดับ 4 ของตาราง พร้อมคว้าสิทธิ์ ไปเล่นฟุตบอลยูฟ่า ชปล. ฝั่ง "หมาป่า" หล่นไปรั้งอันดับ 7 ของตาราง ต้องลุ้นไปเล่นฟุตบอลยูโรปาลีก แทน
   
     รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

    เชลซี (3-4-2-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์,คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส
 อลอนโซ่ – เมสัน เมาท์, คริสเตียน พูลิซิช – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    วูล์ฟแฮมป์ตัน (3-4-2-1) : รุย ปาตริซิโอ – วิลลี่ โบลี่, คอเนอร์ เคาดี้, โรแม็ง แซสส์ – แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, รูเบน เนเวส, เลอันเดร์ เดนดองเกอร์ ,
จอนนี่ กาสโตร -เปโดร เนโต้, ดีเอโก้ โชต้า – ราอูล ฮิเมเนซ

7 แข้งเตรียมตบเท้าตาม อเล็กซิส ซานเชซ อำลา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโม่เกือกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง และแน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการถ่ายเลือดใหม่ เพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในพรีเมียร์ลีก และโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" ฉะนั้นการขายและการเสริมทัพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชาย นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างความแข็งแกร่งในเชิงลึกให้กับขุมกำลังของทีม และต้องการที่จะนำทีมกลับมาอยู่ในระดับท็อปของวงการฟุตบอลสโมสรยุโรป ดังนั้น "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องพร้อมในทุกๆ ตำแหน่ง

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเงินในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อหากผู้เล่นคุณภาพดีมาร่วมทีม และการทำแบบนั้นหมายความว่านักเตะบางคนที่อยู่ในทีมจำเป็นต้องถูกขายทิ้งไป อย่างในกรณีของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ทำผลงานได้ดีในการเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ มิลาน และมีแววจะได้ย้ายไปอยู่กับทัพ "งูใหญ่" ถาวร

    นอกจาก หัวหอกทีมชาติชิลี ที่เตรียมเก็บข้าวของออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้ว ยังมีแข้ง "ผีแดง" อีกอย่างน้อย 7 รายที่พร้อมออกไปหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง

คริส สมอลลิ่ง

กรณีของ คริส สมอลลิ่ง ก็เหมือนกับ ซานเชซ เพราะนักเตะถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวที่ประเทศอิตาลี และเขาก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการคุมแนวรับให้กับ "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า ทำให้ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะเลือกอยู่หม่ำพิซซ่าที่ดินแดนรองเท้าบูทแบบถาวร

    ผลงานของ สมอลลิ่ง ต้องบอกว่าดีเกินคาด เพราะช่วยทำให้เกมรับของ "จัลโล่รอสซี่" เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และด้วยเหตุนี้ทำให้ โรม่า แสดงความต้องการที่จะเก็บเขาเอาไว้กับทีมแบบถาวร อย่างไรก็ตามการจะได้ เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ รายนี้มาร่วมทัพคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

    เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังที่จะได้ค่าตัวของนักเตะให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสโมสรไม่ต้องการ สมอลลิ่ง อีกแล้ว เนื่องจากตอนนี้คู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอด ขณะเดียวกัน อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ก็มีอนาคตกับทีม

    ฉะนั้นคงยากที่จะเห็น สมอลลิ่ง กลับมาทวงตำแหน่งคืนได้ และการย้ายทีมแบบถาวรน่าจะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสโมสรกับนักเตะ

อันเดรียส เปเรยร่า

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ อันเดรียส เปเรยร่า แทบจะหมดอนาคตใน "โรงละครแห่งความฝัน" หลังจากการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับทัพ "ปีศาจแดง" นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    แฟร์นันด์ส สร้างผลงานดีมีคุณภาพกับทัพ "เร้ด เดวิลส์" เพราะการมาของเขาช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าหนึ่งในการที่ทีมติดอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาจากความสุดยอดของดาวเตะเลือดฝอยทอง

    ที่สำคัญ แฟร์นันด์ส ยังเล่นเข้าขากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งหายเจ็บกลับมาช่วยทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนถือเป็นผู้เล่นแห่งอนาคตในการปั้นเกมบุกให้กับ "ปีศาจแดง" ฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากที่ เปเรยร่า จะสอดแทรกระหว่างสองคนนี้

    ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโอกาสลงสนาม นั่นทำให้ เปเรยร่า จำเป็นต้องที่จะต้องมองหาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องกับสโมสรอื่นดีกว่าที่จะถูกจับดองในซุ้มม้านั่งสำรอง

มาร์กอส โรโฮ

ซานเชซ กับ สมอลลิ่ง ไม่ใช่สองนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว โดย มาร์กอส โรโฮ กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกส่งไปเล่นกับ เอสตูเดียนเตส สโมสรในลีกบ้านเกิด และดูเหมือนนักเตะจะอยู่โยงกับที่นั่นซะด้วย

    หากมองจากความเป็นจริง กองหลังเลือดฟ้าขาว แทบไม่เหลืออนาคตใน "เธียเตอร์ ออฟ ดรีม" แล้ว เพราะนักเตะไม่ได้มีชื่ออยู่ในแผนการทำทีมของ โซลชา ที่สำคัญกรณีของเขาก็เหมือนกับ สมอลลิ่ง เพราะที่ว่างในแผงหลังของ "ผีแดง" ไม่มีให้เขาอีกต่อไป

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรโฮ ไม่ใช่นักเตะแห่งอนาคตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะทีมไม่สนใจที่จะขยายสัญญากับเขา ฉะนั้นนี่คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า "เร้ด เดวิลส์" ไม่ต้องการให้เขาอยู่กับสโมสรอีกต่อไป

ดีโอโก้ ดาโลต์

 สำหรับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ถือเป็นนักเตะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ชื่นชอบมากๆ และเป็นคนที่ดึงนักเตะมาเสริมแกร่ง อย่างไรก็ตามเจ้าตัวแทบไม่ค่อยได้ลงสนามเพราะดันมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บบ่อยๆ ทำให้เขาต้องพลาดโอกาสในการพัฒนาฝีเท้า

    ที่สำคัญในยุค "น้าลูกอม" กุมบังเหียน ดาโลต์ แทบไม่ได้โผล่ลงสนามด้วยซ้ำ เพราะกุนซือเบบี้เฟซ ชื่นชอบ  ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ กองหลังดาวรุ่ง และมักจะให้โอกาสได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงท้ายซีซั่น ทำให้ ดาโลต์ ได้แต่มองตาปริบๆ

    ที่สำคัญยังมีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องว่า โซลชา ตั้งเป้าที่จะเสริมทัพในตำแหน่งฟลูแบ็กซะด้วย นั่นยิ่งเป็นเรื่องยากลำบากที่ ดาโลต์ จะสอดแทรกเข้ามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของนักเตะก็คือการออกไปหาโอกาสใหม่กับทีมอื่น ขณะเดียวกันการขายเขาออกไปยังช่วยให้ทีมมีเงินทุนในการซื้อแข้งใหม่ด้วย

ฟิล โจนส์

สำหรับฟิล โจนส์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่รับใช้สโมสรมายาวนานที่สุดในชุดปัจจุบัน แต่ด้วยผลงานของเขาในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเวลาของเขากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้จะถึงวันหมดอายุซะแล้ว เพราะผลงานในช่วงที่ผ่านมา ไม่ถูกจริตสาวก "เร้ด อาร์มี่" และ โซลชา ด้วย

    กองหลังชาวอังกฤษ แทบไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลนี้ และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าหากอยากจะมีอนาคตในการเล่นฟุตบอล คงจำเป็นต้องออกไปหาโอกาสกับทีมอื่นๆ เพราะตอนนี้นักเตะแทบจะโดนเมินจาก โซลชา ที่สำคัญหากสโมสรซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่เข้ามาร่วมทีม งานนี้ โจนส์ รู้ทันทีว่าคงไม่มีที่ว่างสำหรับเขาอีกแล้ว

    หากในกรณีที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาย โจนส์ ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามี อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ที่สามารถทำหน้าที่กองหลังแทน โจนส์ ได้สบายๆ ฉะนั้นสถานการณ์ของเขาในเวลานี้ก็คือการอำลาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังอยู่กับทีมมานาน 9 ปี     

เซร์คิโอ โรเมโร่

ทุกๆ สายตากำลังจับจ้องตำแหน่งผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะสถานการณ์ของ ดาบิด เด เคอา ในเวลานี้ไม่ค่อยโสภาสถาพร เนื่องจากความผิดพลาดของเขาทำให้มือ 1 ที่เคยครอบครองเอาไว้เป็นการถาวร เริ่มค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ

    ในช่วงซัมเมอร์นี้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลฟอร์มหนึบ กลับมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นเขาคือผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการแย่งเบอร์ 1 จาก เด เคอา ส่วน เซร์คิโอ โรเมโร่ ที่มักจะโดนมองข้ามเป็นประจำ คงถึงเวลาที่จะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ของตัวเองได้แล้ว

    โรเมโร่ ถูกยกย่องว่าเป็นยางอะไหล่ชั้นดี และมักจะได้ลงเล่นตัวจริงในเกมฟุตบอลถ้วย แต่แมตช์ล่าสุด โซลชา เลือกดร็อปเขาและให้โอกาส เด เคอา ทำหน้าที่สำคัญ ซึ่ง โกลชาวสแปนิช ก็ดันเล่นผิดพลาดส่งผลให้ทีมต้องร่วงตกรอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ

    แม้ว่ามีหลายเสียงเรียกร้องให้โอกาสโรเมโร่ ได้ลงเล่นตัวจริง แต่สุดท้าย "น้าลูกอม" ยังเชื่อใจ เด เคอา เหมือนเดิม ขณะเดียวกันการที่ เฮนเดอร์สัน กลับมาสู่ต้นสังกัดแม่แล้ว งานนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะเห็น โรเมโร่ ได้ผุดได้เกิด ฉะนั้นคงถึงเวลาแล้วที่เขาต้องอำลาทีม

เจสซี่ ลินการ์ด

แม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด จะยิงประตูในเกมสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ก็ตาม และหลายคนมองว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขาได้อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป แต่มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่าสโมสรอาจจะต้องขายเขา เพื่อระดมทุนในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้

    "ปีศาจแดง" จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูงในการเสริมทัพ เพราะนักเตะที่พวกเขาเล็งเอาไว้อย่าง เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า มีค่าตัวไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

    ฉะนั้นทีมจำเป็นต้องขายนักเตะออกไป ที่สำคัญหากสโมสรได้ผู้เล่นทั้งสองคนมาร่วมทีมจริงๆ แน่นอนว่าโอกาสของ ลินการ์ด ที่จะได้ลงสนามยิ่งแทบไม่มี ด้วยเหตุนี้การย้ายทีมน่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย ที่สำคัญด้วยสถานการณ์ทั้งในและนอกสนามของเขาไม่ค่อยดีนัก การเปลี่ยนบรรยากาศชีวิตอาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

 

อาร์เซน่อล อาจหลอน สเปอร์ส เจองานหนักโปรแกรมแน่น

"ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจต้องเผชิญกับโปรแกรมที่อัดแน่นจนแทบไม่ได้พัก หาก "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล คู่อริร่วมกรุงลอนดอน ประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 2019/2020

ทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า ซึ่งจบฤดูกาลในอันดับ 8 หมดสิทธิ์ได้ตั๋วไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป เตรียมปะทะกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ติดท็อปโฟร์คว้าโควตาไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สนามเวมบลีย์ ในการชิงชัยฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคมนี้

นอกจากจะเป็นการชิงโทรฟี่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตำแหน่งแชมป์ยังมีความสำเร็จกับ อาร์เซน่อล มากๆ เพราะมันหมายถึงโอกาสในการเข้าไปเล่นศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ในฤดูกาล 2020/2021 โดยงานนี้ "เดอะ กันเนอร์ส" เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำความสุขมาสู่แฟนบอลให้ได้

สำหรับโควตาไปเล่นในฟุตบอลถ้วยใบเล็กยุโรปนั้น สโมสรจากอังกฤษมีลุ้นได้โควตา 3 ทีมโดยที่ได้ตั๋วแน่นอนแล้วก็คือ สเปอร์ส กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" เลสเตอร์ ซิตี้ ส่วนโควตาอีก 1 ทีมอาจจะเป็นของ อาร์เซน่อล หรือ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ซึ่งจบอันดับ 7 ในตารางลีก ขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันเอฟเอ คัพ

ในกรณีที่ เชลซี ปราบ อาร์เซน่อล คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จ พวกเขาจะได้สิทธิ์ไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม ยูโรปา ลีก แต่ด้วยการทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด ได้โควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้ว ทำให้สิทธิ์ดังกล่าว จะตกไปอยู่กับทีมอันดับ 6 นั่นก็คือ "ไก่เดือยทอง" ซึ่งแต่เดิมต้องไปเล่นรอบคัดเลือกรอบ 2 จะได้สิทธิ์ไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มตาม เลสเตอร์ ทันที ขณะที่ วูล์ฟส์ จะได้สิทธิ์ไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสอง

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของ สเปอร์ส จะเปลี่ยนไปทันทีหาก อาร์เซน่อล คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เพราะสิทธิ์เข้ารอบแบ่งกลุ่มจะเป็นของ "ไอ้ปืนใหญ่" และทำให้ทีมของกุนซือโช่เซ่ มูรินโญ่ ต้องเจอกับโปรแกรมแน่นเอี๊ยด เนื่องจากต้องลงสนามถึง 3 เกม กว่าจะได้ตั๋วไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ยูโรปา ลีก แถมยังเขี่ย วูล์ฟส์ หลุดวงโคจรไปด้วย (ยังไม่นับผลการแข่งขัน ยูโรปา ลีก ในฤดูกาลนี้)

นั่นหมายความว่า สเปอร์ส จะต้องลงแข่งแบบถี่ยิบตั้งแต่รอบคัดเลือกรอบ 2 ในวันที่ 17 กันยายน ซึ่งลงเล่น 5 วันหลังจากที่ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/2021 เปิดฉาก หากผ่านไปได้ก็ต้องเข้าไปเล่นในรอบ 3 อีก 7 ถัดมา และหากเข้ารอบได้อีกก็จะต้องไปเพลย์ออฟ ในวันที่ 1 ตุลาคม

เชลซีขอจบท็อปทรี! “ชิรูด์” พร้อมล่ารับวูล์ฟส์ที่ฟอร์มกำลังคึกนัดปิดฤดูกาล

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เน้นคว้าชัยเพื่อจบอันดับที่ 3 ของตารางคะแนนให้ได้โดย โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ พร้อมลงตัวจริงปิดสกอร์ เกมรับ "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ฟอร์มการเล่นกำลังแจ่ม  ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : True Premier HD 2  (เวลา : 22.00 น.)

ปรีวิว ฟุตบอล พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ (นัดสุดท้าย)
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563
เชลซี (4)   –   วูล์ฟแฮมป์ตัน (6)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 2  (เวลา : 22.00 น.)

สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี พาทีมแพ้ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ 3-5 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม

    ความพร้อมเกมนี้ แลมพ์สไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ในรายของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ยังไม่หายเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าก็ชวดเหมือนเดิม 

    ส่วนตัวทีเด็ดอย่าง คริสเตียน พูลิซิช ที่เป็นแค่สำรองในเกมล่าสุด ก็มีลุ้นกลับมาออกสตาร์ตตามปกติ

    นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ กุนซือวูล์ฟแฮมป์ตัน พาทีมชนะคริสตัล พาเลซ 2-0 ในเกมล่าสุด ทำให้ไม่แพ้มา 3 เกมแล้ว   
 
    ความพร้อมเกมนี้ นูโน่ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม ก็น่าจะยึดทีมจากเกมล่าสุดเป็นหลักต่อไปเหมือนเดิม

    นำโดยบรรดาขาประจำ ไม่ว่าจะเป็น วิลลี่ โบลี่, คอเนอร์ เคาดี้, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่ และ ราอูล ฮิเมเนซ 

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    เชลซี (3-4-2-1) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, คูร์ท ซูม่า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์ – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช, มาร์กอส อลอนโซ่ – วิลเลี่ยน, คริสเตียน พูลิซิช – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    วูล์ฟแฮมป์ตัน (3-4-2-1) : รุย ปาตริซิโอ – วิลลี่ โบลี่, คอเนอร์ เคาดี้, โรแม็ง แซสส์ – แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้, รูเบน เนเวส, ชูเอา มูตินโญ่, จอนนี่ กาสโตร – อดาม่า ตราโอเร่, ดีเอโก้ โชต้า – ราอูล ฮิเมเนซ   
    ผู้จัดการทีม : นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้     

    ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอ็ตต์เวลล์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
14/09/19    พรีเมียร์ลีก  วูล์ฟแฮมป์ตัน2 – 5เชลซี
10/03/19    พรีเมียร์ลีก  เชลซี1 – 1วูล์ฟแฮมป์ตัน
06/12/18    พรีเมียร์ลีก  วูล์ฟแฮมป์ตัน2 – 1เชลซี
19/02/17    เอฟเอ คัพ  วูล์ฟแฮมป์ตัน0 – 2เชลซี
26/09/12    ลีก คัพ  เชลซี6 – 0วูล์ฟแฮมป์ตัน

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เชลซี
22/07/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-5 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
19/07/20 ชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 (สนามกลาง) เอฟเอ คัพ
14/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
11/07/20 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 3-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

วูล์ฟแฮมป์ตัน
20/07/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
15/07/20 เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
12/07/20 ชนะ เอฟเวอร์ตัน 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
08/07/20 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
04/07/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-2 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

เชลซี-เลสเตอร์อ่วม! วิเคราะห์4ทีมพรีเมียร์ลุ้นพื้นที่ชปล.หลังแมนซิตี้พ้นโทษแบน

ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดำเนินมาถึงช่วงโค้งสุดท้าย และแม้จะแชมป์จะได้บทสรุปไปเป็นที่เรียบร้อย แต่การแย่งลุ้นจบอันดับท็อปโฟร์ยังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นกับสองโควต้าสุดท้ายที่เหลือ
   
หลังจากที่ แมนฯ ซิตี้ ติดโทษแบนห้ามลงเล่นในเกมยุโรปถึง 2 ฤดูกาล หลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตัดสิทธิ์ดังกล่าวโทษฐานทำความผิดอย่างรุนแรงต่อกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” ในตอนแรกนั้น ทำให้หลายทีมมีความหวังที่จะได้รับส้มหล่นคว้าโควตาไปเล่นถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า หากพวกเขาจบอันดับที่ 5 ซึ่งเดิมทีเป็นโควต้าลุยยูโรปาลีก

    อย่างไรก็ตามเมื่อมีผลคำตัดสินออกมาแล้วจะทำให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติ และเวลานี้ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ และ แมนฯ ซิตี้ รองจ่าฝูง คว้าสองโควต้าลุยชปล.ไปเป็นที่เรียบร้อย และจะเหลืออีกสองโควต้าคืออันดับ 3 และ อันดับ 4 ที่กำลังขับเคี่ยวลุ้นแย่งกันอย่างสนุกทั้ง เชลซี, เลสเตอร์ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด และ วูล์ฟสแฮมป์ตัน ตามลำดับ ซึ่งแน่นอนว่าหลังจากนี้ไปจะต้องเน้นกันเต็มที่สุดๆ และใครที่มีโอกาสคว้าตั๋วสองใบสุดท้ายมากที่สุดไปดูบทวิเคราะห์กันเลย  

– เชลซี (อันดับ 3, แข่ง 35 เกม, 60 แต้ม)
     ความหวังของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่จะพา เชลซี คว้าตั๋วไปลุยถ้วย "บิ๊กเอียร์" ของยุโรปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของเจ้าตัวในการเข้ามาคุมทีมเป็นปีแรกด้วยขุมกำลังที่จำกัด หลังถูกแบนห้ามลงทะเบียนนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้ต้องใช้ผู้เล่นดาวรุ่งที่มีอยู่เป็นแกนหลักแทน

    กระนั้นก็ดีผลงานของทัพ "สิงห์บลูส์" ทำได้ดีเกินคาดจนเวลานี้พวกเขาขึ้นมารั้งที่ 3 ของตาราง และเกมคืนนี้พวกเขาก็จำเป็นที่ต้องเก็บชัยเหนือ นอริช ที่กระเด็นตกชั้นไปแล้วให้ได้ เพราะจะทำแต้มฉีกหนี เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่มี 59 แต้มเท่ากัน เป็น 4 คะแนน ซึ่งถือเป็นงานง่ายที่สุดใน 3 เกมสุดท้ายที่เหลือ

    หลังจากนั้นอีกสองเกมสุดท้ายทัพ "สิงห์บลูส์" ต้องเจองานสุดหินเมื่อต้องบุกเยือน ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ซึ่งแม้ว่า "หงส์แดง" จะการันตีแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่าลืมว่านี่คือเกมสุดท้ายที่จะได้เล่นในถิ่นแอนฟิลด์ และที่สำคัญจะได้ชูถ้วยแชมป์ในเกมนี้ จึงทำให้ เจอร์เก้น คล็อปป์ น่าจะจัดชุดใหญ่ลงเล่นกันครบครันเพื่อจะได้ฉลองชัยชนะอย่างสวยงาม เท่านั้นไม่พอเกมสุดท้าย เชลซี ต้องเปิดบ้านพบ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตมีลุ้นเบียดแย่งโควต้าชปล.อยู่ด้วย หลังตอนนี้รั้งอันดับ 6 ของตาราง

โปรแกรมหนักที่เหลือ : ลิเวอร์พูล (เยือน), วูล์ฟแฮมป์ตัน (เหย้า)

– เลสเตอร์ ซิตี้ (อันดับ 4, แข่ง 35 เกม, 59 แต้ม)    
    ขุนพล "จิ้งจอก" ผลงานย่ำแย่ต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีก กลับมารีสตาร์ตอีกครั้งพวกเขาเก็บชัยได้เพียงนัดเดียวเท่านั้นจาก 6 เกมหลังสุด และร่วงลงมารั้งที่ 4 ของตารางเรียบร้อยและมีแต้มเท่ากับ แมนฯ ยูไนเต็ด อันดับ 5 ที่ 59 แต้ม โดยเกมล่าสุดพลาดท่าบุกแพ้ บอร์นมัธ ถึง 1-4 ทำให้ตอนนี้ความมั่นใจของพวกเขาดูย่ำแย่ลงไปอีก

    สำหรับเกมที่เหลือต่อจากนี้ต้องเรียกได้ว่าหนักเอาการเลยทีเดียวเริ่มตั้งแต่เจอ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 7 ที่กำลังอยู่ในช่วงมั่นใจสุดๆด้วยการเก็บชัยมา 2 นัดรวดด้วยการเอาชนะ วูล์ฟสแฮมป์ตัน และ เชลซี มีลุ้นคว้าตั๋วไปลุยยูโรปาลีกแบบเต็มตัว ซึ่งจะเป็นงานหนักของ เลสเตอร์ อย่างแน่นอน ส่วนเกมต่อมาทีมของ เบรนแดน รอดเจอร์ส มีคิวบุกเยือน สเปอร์ส ทีมอันดับ 8 ของตาราง และปิดท้ายด้วยเปิดบ้านพบ แมนฯ ยูไนเต็ด 

    หากดูจากโปรแกรมที่เหลือของ เลสเตอร์ แล้วต้องบอกว่าลำบากเหลือเกินกับฟอร์มการเล่นในตอนนี้ และมีโอกาสสูงที่อาจจะต้องหล่นมาอยู่ในพื้นที่ยูโรปาลีกหรือเลวร้ายที่สุดคือหลุดพื้นที่ลุยฟุตบอลยุโรปเลยไปเลยหากยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้
   
โปรแกรมหนักที่เหลือ : เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด (เหย้า), สเปอร์ส (เยือน), แมนฯ ยูไนเต็ด (เหย้า)

– แมนฯ ยูไนเต็ด (อันดับ 5, แข่ง 35 เกม, 59 แต้ม)
        การที่ลีกต้องหยุดชะงักไปราว 3 เดือนจากไวรัสโควิด-19 แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่น่าจะรู้สึกผิดหวังมากที่สุดแล้ว เพราะว่าพวกเขากำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมไร้พ่ายมา 5 เกมหลังสุดในลีก แบ่งเป็นชนะ 3 เกม รวมไปถึงฟอร์มของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่กำลังเข้าฝักทำไปแล้ว 2 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 5 เกม

    กระนั้นก็ดีผลงานของ "ปีศาจแดง" ก็ยังรักษาฟอร์มเก่งได้ต่อเนื่องด้วยการเก็บชัยมา 4 เกมรวด ก่อนจะมาสะดุดเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-2 ในเกมล่าสุดแบบน่าเจ็บใจ พลาดโอกาสทองในการแซง เชลซี ขึ้นมายึดที่ 3 ซึ่งน่าจะทำให้ "ปีศาจแดง" โอกาสสดใสพอสมควรในการจบท็อปโฟร์ เนื่องจากเกมที่เหลือต่อจากนี้ทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องเรียกว่าเจองานเบากว่าใครเพื่อนในบรรดาทีมลุ้นพื้นที่ยุโรปแล้ว

     โปรแกรมนัดต่อไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีคิวบุกเยือน คริสตัล พาเลซ ทีมอันดับ 14 ที่แพ้มา 5 นัดรวดและอยู่รอดปลอดภัยแน่นอนแล้ว ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดเกมนี้พวกเขาน่าจะผ่านไปได้ไม่ยาก ก่อนมีคิวเปิดบ้านพบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 16 ที่กำลังดิ้นรนหนีตกชั้น และปิดท้ายด้วยการบุกเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งน่าจะเป็นเกมหนักที่สุดแล้ว
       
โปรแกรมหนักที่เหลือ : เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)    

– วูล์ฟแฮมป์ตัน (อันดับ 6, แข่ง 35 เกม 55 แต้ม)
       ทีมของกุนซือ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต เป็นอีกหนึ่งแคนดิเดตสำคัญที่มีลุ้นสอดแทรกมาคว้าตั๋วลุยชปล.ซีซั่นหน้า หลังจากฤดูกาลนี้พวกเขาได้ตั๋วไปลุยศึกยูโรปาลีกได้สำเร็จ

    แม้ทีม "หมาป่า" จะมีโปรแกรมหนักเพิ่มขึ้นจากการต้องลุยฟุตบอลยุโรป แต่ผลงานในลีกของพวกเขานั้นก็ไม่ได้ดร็อปลงไปแถมเอาชนะทีมยักษ์ใหญ่มาแล้วหลายทีมในซีซั่นนี้ ทั้ง แมนฯ ซิตี้ 2 นัด และ สเปอร์ส ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่สร้างความกังวลให้กับทีมเหล่านี้ได้พอสมควร

    เมื่อดูจากโปรแกรมที่เหลือของ วูล์ฟส์ นั้นต้องบอกว่าพวกเขายังพอมีลุ้นในการขึ้นไปจบท็อปโฟร์ โดยเกมต่อไปมีคิวบุกเยือน เบิร์นลีย์ ทีมอันดับ 10 ของตาราง ที่ฟอร์มยอดเยี่ยมไม่แพ้ใครมา 5 นัดรวด มีลุ้นคว้าตั๋วลุยยูโรปาลีกเช่นกัน ก่อนจะเปิดรังพบ คริสตัล พาเลซ และปิดท้ายด้วยการเยือน เชลซี แต่ถึงกระนั้นหากสุดท้ายแล้วพวกเขาต้องไม่สามารถจบท็อปโฟร์ได้ก็ต้องลุ้นคว้าแชมป์ยูโรปาในฤดูกาลนี้เพื่อจะได้สิทธิ์ไปลุยถ้วยบิ๊กเอียร์ในซีซั่นหน้าแทน 

แมนยูไนเต็ด ไล่ล่าแชมป์ลีกซีซั่น 2020/2021

 

ตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" คงอยู่ในช่วงหน้าชื่นตาบานหลังผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังดีวันดีคืน โดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถนำทีมกลับมาเล่นได้อย่างดุดัน และแข็งแกร่ง พร้อมกับทำสถิติสุดยอดสะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็นมานานถึง 17 แมตช์แล้ว

     แน่นอนว่าเป้าหมายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้คือการทำอันดับให้สูงที่สุด เพื่อคว้าโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และการลุ้นคว้าแชมป์ในซีซั่น 2019/2020 หลังจากที่พวกเขายังอยู่ในเส้นทางความสำเร็จในทั้งศึกเอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

     สำหรับในเวลานี้สิ่งที่ โซลชา จำเป็นต้องคิดอย่างหนักก็คือการเสริมทัพ เพื่อหวังที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับทีมในการก้าวขึ้นมาทัดเทียม ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลหน้า โดยเป้าหมายหลักในตอนนี้ของ "น้าลูกอม" ก็คือ เจดอน ซานโช่ ปีกฟอร์มกระฉูดจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

     นอกจากนี้ส่วนของเกมรับพวกเขาอยากได้ คาลิดู คูลิบาลี่ มายืนคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ พร้อมกันนี้ยังต้องการหน้าเป้าที่มีประสบการณ์ และฝีเกือกคมอย่าง  ราอูล ฮิเมเนซ มาเสริมทัพ  ในส่วนของเกมรุก  "ผีแดง"  อาจจะมีการปรับบ้างนิดหน่อย  โดยทั้ง อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด คงต้องหลีกทางให้ ฮิมิเนซ ลงไปไล่ล่าตาข่ายก่อน

เกมรับแข็งแกร่งขึ้น
     ดาบิด เด เคอา อาจจะมีบางช่วงที่ฟอร์มหลุดไปบ้าง แต่เขายังคงเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 สำหรับ โซลชา เสมอ แม้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลอนาคตไกลจะทำผลงานได้ดีในการยืมตัวกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่คงยากที่จะเบียดยึดตัวจริงหากกลับมาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

     ขณะที่ในตำแหน่งฟลูแบ็กมีความเป็นไปได้สูงที่ "น้าลูกอม" จะใช้งาน อารอน วาน-บิสซาก้า ทางฝั่งขวา และ ลุค ชอว์ ทางฝั่งซ้าย เพราะทั้งสองคนกำลังทำผลงานได้อย่างสะเด็ดสะเด่าในช่วงที่ผ่านมา ช่วยทำให้เกมบุกของ "ปีศาจแดง" มีมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

     ส่วน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเพิ่งอายุเพียง 19 ปี แม้ว่าจะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่ได้รับโอกาสขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ก็ตาม แต่คาดว่านักเตะจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกสักพัก เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริง เช่นเดียวกับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกหน่อยหลังหายจากอาการบาดเจ็บ สำหรับ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ ยังต้องรอโอกาสของตัวเองต่อไป

     ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กนั้น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนเป็นเสาหลักในเกมรับโดยคู่หูของเขามีการผลัดเปลี่ยนกันระหว่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ เอริก ไบยี่ แต่หากเกิดกรณีที่ โซลชา ตัดสินใจทุ่มเงินกระชากตัว คาลิดู คูลิบาลี่  กองหลังจอมแกร่งจาก นาโปลี มาร่วมทีมได้ แน่นอนว่า เขาจะเป็นคู่เกมรับที่สุดเพอร์เฟกต์สำหรับ แม็กไกวร์ อย่างแท้จริง

     ในส่วนของ ฟิล โจนส์ กับ คริส สมอลลิ่ง คงจะต้องออกไปหาโอกาสในการลงสนามกับสโมสรใหม่ โดยในรายของ สมอลลิ่ง มีแววสูงมากที่จะย้ายไปเล่นแบบถาวรกับ โรม่า ขณะที่ โจนส์ อาจจะต้องไปเล่นกับทีมระดับกลางตาราง สำหรับ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ต้องรอคอยโอกาสของเขา แต่นักเตะยังมีอนาคตในยุค "น้าลูกอม" แน่นอน

แผงมิดฟิลด์สุดยอดเกินจะบรรยาย
     สำหรับตอนนี้ ปอล ป็อกบา กลับมาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่เกมพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท โดยนักเตะมีสภาพร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ ที่สำคัญยังเล่นบอลแบบไม่เห็นแก่ตัว โดยเจ้าตัวจับคู่เล่นได้เข้าขากับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งสถิติของทั้งสองคนยอดเยี่ยมมากๆ

     นอกจากนี้พวกเขายังมีอิสระในการเล่นมากยิ่งขึ้น เมื่อได้ เนมานย่า มาติช คอยจัดการเก็บกวาดในแดนกลาง ในเวลานี้ต้องยอมรับว่า มาติช ทำผลงานได้อย่างคงเส้นคงวา และโดดเด่นมากๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจมอบสัญญา 3 ปีให้กับเจ้าตัว

     ด้วยผลงานชิ้นโบว์แดงส่งผลให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ จำเป็นต้องนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างไรก็ตาม ดาวเตะเลือดวิสกี้ ก็ยังมีโอกาสหากเขาสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และสู้อย่างเต็มที่เพื่อแย่งตำแหน่งกับ แข้งเลือดเซิร์บ ด้าน เฟร็ด ยังคงมีอนาคตกับทีมเพราะผลงานของเขากำลังดีวันดีคืนและมีส่วนช่วยทีมเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ยังคงเป็นรอง มาติช

     ในขณะที่ เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรส เปเรยร่า และ ฆวน มาต้า อาจจะไม่มีตำแหน่งให้ยืนในโรงละครแห่งความฝัน สำหรับ เจมส์ การ์เนอร์ ดาวรุ่งพุ่งแรงอีกคน น่าจะเป็นผู้เล่นที่ โซลชา พร้อมที่จะให้โอกาสลงสนามมากขึ้น และคงได้รับการเจียระไนฝีเท้าจาก "น้าลูกอม" ต่อไป

แนวรุกเร็วแรงทะลุนรก
     สำหรับตอนนี้เป้าหมายแรกในการเสริมทัพของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือ เจดอน ซานโช่ และพวกเขามีโอกาสอย่างยิ่งที่จะได้นักเตะมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ สำหรับ เมสัน กรีนวู้ด ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นตัวเลือกหลักสำหรับ โซลชา หลังจากที่นักเตะระเบิดฟอร์มสุดยอดด้วยการตะบันไป 4 ประตูจาก 3 เกมหลังสุด และซัดไปแล้ว 18 ประตูจากการเล่นทุกรายการในซีซั่นนี้

     แน่นอนว่าผลงานของ กรีดวู้ด ร้อนแรงเหลือเกิน โดยนักเตะมีพรสวรรค์เต็มเปี่ยม เต็มไปด้วยความรวดเร็ว และยังยิงได้คมทั้งสองเท้า จนตอนนี้กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของสาวก "เร้ด อาร์มี่" แต่เมื่อเทียบกับประสบการณ์แล้ว ซานโช่ มีความโชกโชนมากกว่า ฉะนั้นหาก แมนฯ ยูฯ ได้ ดาวเตะเลือดผู้ดี มาร่วมทีม เขาคงเป็นตัวเลือกแรกในเกมรุกของทีม

     ส่วนแข้งสำคัญของทีมในเวลานี้อย่าง แฟร์นันด์ส ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะคีย์แมนที่ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไร้พ่ายมานานถึง 17 แมตช์ ฉะนั้นในฤดูกาลหน้า สตาร์ลูกหนังชาวโปรตุกีส ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในเกมรุกของทีม ในขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในซีซั่นนี้ โดยความเร็ว, ทักษะ และการจบสกอร์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่ "ผีแดง" ขาดไม่ได้จริงๆ

     อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ โซลชา ต้องการก็คือหน้าเป้าที่มีการจบสกอร์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และชื่อนักเตะที่เขาอยากได้มาร่วมทีมก็คือ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าตัวเก่งจาก "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ที่โชวฟอร์มได้อย่างร้อนแรงโดยซัดประตูให้กับต้นสังกัดไปแล้ว 24 ลูกจากทุกรายการในฤดูกาลนี้

     ฉะนั้นหาก ฮิมิเนซ ย้ายมาสวมเครื่องแบบ "ปีศาจแดง" จริงๆ มาร์กซิยาล คงต้องยอมหลบทาง โดยเขายังเป็นนักเตะสำคัญของ โซลชา แต่คงต้องเป็นยางอะไหล่ไปก่อน ที่สำคัญหากทีมมีเกมรุกที่ดุดันแบบนี้อนาคตของ แดเนี่ยล เจมส์ น่าจะต้องโดนส่งไปพัฒนาฝีเท้ากับทีมอื่นด้วยสัญญายืมตัว

      ด้าน โอเดียน อิกาโล่ ซึ่งทำผลงานได้ดีในช่วงที่ย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรอันเป็นที่รักของเขา คงจะต้องกลับไปที่ เซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ต้นสังกัดแม่ในศึกไชนีส ซูเปอร์ลีก ในฤดูกาลหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ ดาวเตะไนจีเรีย โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ เขาก็มีโอกาสได้เซ็นสัญญาถาวรเช่นกัน

 

นูโน่คว้ากุนซือยอดเยี่ยมพรีเมียร์ฯเดือนมิ.ย.

น้าโอเล่วืด! นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต ซิวรางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา หลังทำผลงานเยี่ยมพา วูล์ฟส์ ไม่แพ้ทีมไหนเลย

     นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต ผู้จัดการทีม วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ผงาดคว้ารางวัลกุนซือยอดเยี่ยมของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำเดือนมิถุนายนไปครอง จากการประกาศผลเมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

    กุนซือชาวโปรตุกีส พา "หมาป่า" ลงเตะ 5 นัด ชนะ 4 เสมอ 1 ส่งผลให้เอาชนะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงเตะ 5 นัด ชนะ 3 เสมอ 2), สตีฟ บรูซ (นิวคาสเซิ่ล ลงเตะ 3 นัด ชนะ 2 เสมอ 1)  และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี ลงเตะ 3 นัด ชนะ 3)

    ทั้งนี้ นูโน่ ได้รางวัลดังกล่าวเป็นครั้งที่สองในอาชีพ หลังเคยได้หนแรกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2018

    รายชื่อกุนซือยอดเยี่ยม พรีเมียร์ลีก ประจำเดือนฤดูกาล 2019/20

    สิงหาคม: เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)
    กันยายน: เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)
    ตุลาคม: แฟร้งค์ แลมพาร์ด (เชลซี)
    พฤศจิกายน: เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)
    ธันวาคม: เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)
    มกราคม: เจอร์เก้น คล็อปป์ (ลิเวอร์พูล)
    กุมภาพันธ์: ฌอน ไดช์ (เบิร์นลี่ย์)
    มิถุนายน: นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต (วูล์ฟส์)

บรูโน่แรงไม่หยุด-กรีนวู้ดฉุดไม่อยู่! 5 ประเด็นฮอตหลังแมนยูยำบอร์นมัธ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เดินหน้าเก็บชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันในลีกหลังเปิดรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด ถล่มบอร์นมัธ 5-2 โดยเกมนี้เป็นอีกครั้งที่แนวรุกของ "ปีศาจแดง" โชว์ฟอร์มจัดจ้านจนทำลายกำแพงเกมรับของบอร์นมัธย่อยยับ ทว่าเกมรับของพวกเขาเสียถึง 2 ประตูซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญ เรามาผ่าประเด็นน่าสนใจเกมนี้กัน

1.บรูโน่หยุดไม่อยู่

        คงไม่ผิดหากจะบอกว่าการเซ็นสัญญา บรูโน่ แฟร์นันด์ส ถือเป็นการซื้อขายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในฤดูกาลนี้ เขาถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของ “ปีศาจแดง” และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในเกมกับ บอร์นมัธ

        มิดฟิลด์ขาวโปรตุเกสมีอิทธิพลมากกับเกมรุกของแมนฯ ยูไนเต็ด ตลอดทั้ง 90 นาที เราได้เห็นเขาสร้างสรรค์เกมแบบเพลินตาในแผงกองกลางซึ่งการกลับมาของ ปอล ป็อกบา ก็ช่วยสนับสนุนการเล่นของ บรูโน่ อีกด้วย ทัศนคติของเขาบวกกับคุณภาพการเล่นช่วยให้ทีมกลับมาได้อย่างรวดเร็วหลังจากตกเป็นฝ่ายตามหลังตั้งแต่ต้นเกม

        เขาจ่ายคีย์พาสถึง 5 ครั้งและทำ 2 แอสซิสต์ในครึ่งเวลาแรกก่อนจะยิงฟรีคิกสุดสวยในครึ่งเวลาหลังทำให้ตอนนี้เขามีส่วนร่วมกับประตูถึง 13 ประตูในทุกรายการนับตั้งแต่ย้ายเข้ามาสวมเสื้อ “ผีแดง” (ยิง 7 ประตู และ 6 แอสซิสต์)

2.กรีนวู้ดฮอตจริง

        เป็นฤดูกาลแห่งการแจ้งเกิดของ เมสัน กรีนวู้ด จริงๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเจ้าหนูวัย 18 ปีทำผลงานสุดยอดด้วยการยิง 1 จ่าย 1 ในเเกมพบ ไบรท์ตัน และสัปดาห์นี้เขาก็มาแผลงฤทธิ์อย่างต่อเนื่องกับเกม บอร์นมัธ แม้ว่าช่วงก่อนตีเสมอเจ้าตัวจะมีบทบาทน้อยแต่สิ่งที่เขาต้องการคือโอกาสในการง้างเท้ายิงเท่านั้น

        เจ้าตัวโยกมาอยู่ทางซ้ายและรับบอลจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส ก่อนยิงประตูอย่างแรงทำให้นายด่านบอร์นมัธเซฟไม่อยู่ สัปดาห์ที่แล้วเขาก็โยกมาอยู่ทางซ้ายและครอสบอลให้ บรูโน่ ทำประตู นี่คือสิ่งที่ กรีนวู้ด พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าตำแหน่งของเขายืดหยุ่นได้ในแนวรุก เจ้าตัวมักจะสลับฝั่งกับ แรชฟอร์ด อยู่บ่อยครั้งเพื่อเพิ่มความหลากหลายในเกมรุก

        ส่วนประตูสองถือว่าสำคัญมากเพราะเป็นดึงโมเมนตัมให้กลับมาอยู่ทางฝั่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่ง กรีนวู้ด ก็ยิงประตูด้วยเท้าขวาอย่างสุดสวย กลายเป็นประตูที่ 15 ของเขาในฤดูกาลนี้รวมทุกรายการทั้งที่เพิ่งจะอายุ 18 ปีเท่านั้น คงต้องบอกว่าเจ้าหนูคนนี้เป็นแข้งดาวรุ่งท่ีมีอนาคตไกลแน่นอน

3.ต้องติวเกมรับด่วน

        ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทุ่มเงิน 80 ล้านปอนด์เพื่อนำเข้า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำให้แนวรับของ “ปีศาจแดง” ปรับปรุงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด นอกจากจะเป็นเรื่องเกมรับแล้วยังมีเรื่องความเป็นผู้นำจนได้ปลอกแขนกัปตันทีมอีกด้วย อย่างไรก็ตามตัว แม็กไกวร์ เองยังมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่เรื่อยๆ อย่างในนัดรีสตาร์ทเจ้าตัวมีส่วนผิดพลาดในการประกบ เบิร์กไวจ์น จนทำให้ทีมเสียประตู

        แม้ 3 เกมก่อนหน้านี้จะกลับมาคุมแนวรับได้ดีแต่เกมกับ บอร์นมัธ แม็กไกวร์ กลับมาเสียท่าอีกครั้งหลังโดน จูเนียร์ สตานิสลาฟ แตะบอลลอดขาเข้าไปทำประตูอย่างง่ายดาย หลังจากนั้นเขาก็ดูจะเสียความมั่นใจเนื่องจากจ่ายบอลผิดพลาดง่าย ยังเสียบอลในพื้นที่อันตรายอีกหลายครั้ง

        นอกจาก แม็กไกวร์ แล้ว ประตูนี้ ดาบิด เด เคอา ก็โดนวิจารณ์จาก ริโอ เฟอร์ดินาน ว่าปิดเสาแรกไม่ดี กลายเป็นความผิดพลาดของ เด เคอา นับครั้งไม่ถ้วนแล้วในฤดูกาลนี้ ด้าน เอริก ไบยี่ ที่ลงมาในครึ่งหลังก็ทำเสียจุดโทษแบบง่ายดายจากการแฮนด์บอลในจังหวะที่ไม่ได้โดนกดดันจากคู่แข่งเลย นี่เป็นสิ่งที่ทีมสต๊าฟฟ์โซลชาต้องติวเข้มให้มากขึ้น ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในเกมรับง่ายเพราะการเสียประตูในช่วงต้นเกมครึ่งแรกและครึ่งหลังไม่เป็นอันดีสักเท่าไหร่

4.สามประสานโหดจัด

 

        โซลชา ค้นพบสามประสานแนวรุกที่ลงตัวเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมทีมถล่มประตูถึง 11 ลูกใน 3 เกมหลังสุด โดยเกมนี้กองหน้าทั้งสามคนต่างมีชื่อทำสกอร์หมด ในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ก่อนหน้านี้ฟอร์มการถล่มตาข่ายของเขายังไม่เข้าฝักสักเท่าไหร่ตั้งแต่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาได้โอกาสจาก บรูโน่ ให้ยิงจุดโทษเพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาซึ่งเจ้าตัวก็สังหารประตูไม่พลาด

        ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่แม้เกมนี้จะมีบทบาทน้อยอีกเช่นเคยแต่เจ้าตัวใช้โอกาสยิงเข้ากรอบ 1 ครั้งเปลี่ยนเป็นประตูที่สุดสวยจากการปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยม ด้านเจ้าหนู กรีนวู้ด  ทำผลงานดีต่อเนื่องด้วยการเหมาสองประตูสุดสวยในเกมนี้

        สามประสานของ “ปีศาจแดง” มีสถิติยอดเยี่ยมากในฤดูกาลนี้ โดย เมสัน กรีนวู้ด ลงเล่น 41 นัด ซัด 15 ประตูและทำ 3 แอสซิสต์, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงเล่น 39 นัดซัด 20 ประตู และทำ 6 แอสซิสต์ และมาร์คัส แรชฟอร์ด ลงเล่น 36 นัด ซัด 20 ประต และทำ 7 แอสซิสต์

5.ผ่านอีกทดสอบลุ้น ชปล.

 

        ชัยชนะเหนือ บอร์นมัธ ทำให้ แมนฯ​ยูไนเต็ด ไร้พ่ายเป็นนัดที่ 16  ติดต่อกันแล้ว แม้ว่าเกมนี้อาจจะเสียประตูแต่ถือว่าเป็นการเสียประตูในโอลด์ แทรฟฟอร์ด นับตั้งแต่พ่ายแพ้แก่ เบิร์นลีย์ คาบ้านเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเลยทีเดียว

        น่าเสียดายที่ เลสเตอร์ ซิตี้ และเชลซี ต่างไม่พลาดเก็บชัยชนะทำให้ “ผีแดง” ยังรั้งอันดับ 5 ของตารางต่อไป แต่สิ่งที่ยังพอเป็นข่าวดีได้อยู่คือผู้ตามอย่าง วูล์ฟส์แฮมป์ตัน สะดุดพ่ายให้กับ อาร์เซน่อล ทำให้ “หมาป่า” ตาม แมนฯ ยูไนเต็ด 3 แต้มแล้ว

        สำหรับ 5 นัดสุดท้าย “ปีศาจแดงจะต้องเจอกับ แอสตัน วิลล่า, เซาธ์แฮมป์ตัน, คริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม และเลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งแม้ว่าดูเหมือนเป็นโปรแกรมที่ไม่หนักมากแต่ โซลชา ย้ำเตือนผู้เล่นว่าฤดูกาลนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด พลาดท่าเสมอ วิลล่า และ เซาธ์แฮมป์ตัน รวมถึงพ่ายแพ้ให้กับ พาเลซ และเวสต์แฮม มาแล้ว ดังนั้นจึงเป็นเกมที่ประมาทไม่ได้ มารอดูกันว่า โซลชา จะนำลูกทีมคว้าชัยได้หมดและคว้าตั๋ว ชปล. หรือไม่