“น้าชัช”ตบ,”เดอะตุ๊ก” ชม…วันนี้ของเรือตรี ชายชาญ เขียวเสน

แบดบอย เมืองไทย จะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจาก "เจ้าจ็อบ" ชายชาญ เขียวเสน อดีตกองหน้าทีมชาติไทย แห่งทีม "ลูกประดู่ " ราชนาวี สโมสร นั่นเอง

    ฉายาดังกล่าวไม่ได้มาแบบข้อกล่าวหาหรือโดนยัดเยียดแต่คือตัวตนที่แท้จริงของ "ชายชาญ เขียวเสน" ที่ใครก็รู้ดีถึงกิตติศัพท์ของเขาว่า เกเร ขนาดไหน

    อดีตนักเตะ"ตะหานน้ำ" ราชนาวี ผู้นี้ ไม่มีใครเถียงความไม่ธรรมดาในฝีเท้าของเขา ขนาดกองหน้าอย่าง "เดอะตุ๊ก" ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ยังเอ่ยปากพูดถึงนักเตะรุ่นน้องรายนี้ว่า "ไอ้จ็อบ" มันนักเตะประเภท "พรสวรค์"แต่แม้จะพรสรรค์ ดีขนาดไหน แต่ก็ต้องมีด้านลบอยู่เหมือนเหรียญย่อมต้องมี 2 ด้าน เพราะความเกเรของ "เจ้าจ็อบ" ทำให้จริงแล้วเขาน่าจะไปได้ไกลกว่านี้

 

    วันนี้กลับอายุเกินหลักสี่มาแล้ว "จ็อบ" มีหน้าที่การงานที่มั่นคงทำกับการเป็นข้าราชการทหาร แห่ง กองทัพเรือ โดยเมื่อปี พ.ศ.2562 ที่ผ่านมาเจ้าตัวเพิ่งได้ครองยศเป็นนายทหารสัญญาบัตร มีดาวประดับบนบ่าหลังรับราชการมาเกือบ 30 ปี ก่อนหน้าจะเป็นเรือตรีนั้น "เจ้าจ็อบ" มียศพันจ่าเอก สังกัดกองเรือยุทธการ ตำแหน่งพันจ่าช่างกลเรือหลวงเจ้าพระยาโดยปัจจุบัน ตำแหน่งประจำกำลังพลฟริเกต 1

    "เจ้าจ็อบ"เป็นอดีตนักเตะราชนาวี ที่เดินตามรอยรุ่นพี่ที่รับราชการอยู่หลายคน ทั้ง สุรศักดิ์ ตังสุรัตน์, สุขสันต์ คุณสุทธิ์ , สมศักดิ์ อักษร , เอกรัตน์ ทรัพย์สิน , ปิยะกุล แก้วน้ำค้าง

    น่าจะเป็นการเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนายทหารเรือ ที่"เจ้าจ็อบ" มีคุณพ่อรับราชการ ทหารเรือ อย่าง เรือเอกสว่าง เขียวเสน นั่นเอง ทำให้"เจ้าจ็อบ" เลือกเดินตามรอยรับราชการเหมือนคุณพ่อ เพราะเกิดมากับสังคมทหาร

 

    หลังเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสิงห์สมุทร ที่ สัตหีบ บ้านเกิด ก็ตัดสินใจเข้าศึกษาต่อยังโรงเรียนชุมพลทหารเรือ ทร.รุ่น 35 มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535 หลังร่ำเรียนจบก็เริ่มรับราชการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2537 เป็นต้นมาโดยเริ่มจากยศจ่าตรี

    ไม่เพียงแต่เคยเล่นให้ทีมอู่ข้าวอู่น้ำที่ตัวเองรับราชการอยู่อย่าง ราชนาวีสโมสร แต่หากใครยังจำได้ คงนึกภาพที่ "เจ้าจ็อบ "ใส่เสื้อรับใช้ทีม บีอีซีเทโรศาสน มาแล้วด้วย และยังเคยเล่นให้กับ ราชประชา ในรายการควีนสคัพ เมื่อครั้งอดีตอีกต่างหาก

 

    ความเก่งอาจที่เรียกว่าเป็นนักเตะพรสวรรค์ ตัวพ่อนั้น การเคยเป็นดาวซัลโว ฟุตบอลนักเรียนกรมพลศึกษา และยังเคยผ่านสมรภูมิ ทั้งโค้กคัพ , เยาวชนแห่งชาติ , ยามาฮ่า ไทยแลนด์คัพ

    ความไม่ธรรมดาดังกล่าวทำให้ "เจ้าจ็อบ" แม้จะเล่นกับทีมไม่ได้โด่งดังอย่าง ราชนาวี แต่ก็มีโอกาสได้ติดทีมชาติ โดยเขารับใช้ชาติในฐานะนักเตะทีมชาติไทย ชุดแรกก็คือ เยาวชน 19 ปี ที่มี "น้าชัช" ชัชชัย พหลแพทย์ เป็นกุนซือพร้อมทีมงานรุ่นใหญ่ไฟกระพริบในอดีต ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป๊ะเรื่องระเบียบวินัย ทั้ง "น้าติ๊ก" สมชาติ ยิ้มศิริ ,อ.สุรินทร์ เข็มเงิน

 

    ยช. 19 ปียุคนั้นถือว่าไทยอุดมไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีหลายราย ทั้ง เทิดศักดิ์ ใจมั่น , เศกสรรค์ ปิตุรัตน์, ธงชัย อัครพงษ์ ,กัณวีร์ ทองชิว , กิตติศักดิ์ ระวังป่า , อนุรักษ์ ศรีเกิด  โดยรอบคัดเลือกศึกชิงแชมป์เอเชีย ไทยเป็นเจ้าภาพ แข่งที่ จ.สุพรรณบุรี

    ครั้งนั้น "เจ้าจ็อบ" ได้ยืนค้ำในแดนหน้ากับ "จุ่น" อนุรักษ์ ศรีเกิด ที่เคยเล่นกองหน้ามาก่อน 

 

    แม้จะแน่และเจ๋งขนาดไหน แต่หากเรื่องของ ระเบียบวินัย ไม่ได้ กุนซือ อย่าง "น้าชัช" ก็ไม่เอา และ"เจ้าจ็อบ" ก็เคยโดน "น้าชัช" ตบมาแล้วด้วย

    ความเป็นนักเตะเกเร ชอบเบี้ยวซ้อมไม่รับผิดชอบต่อตัวเองและเพื่อนๆ ทำให้เขา"เจ้าจ็อบ"ไม่ถูกเลือกไปทำศึก ชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้ายที่ เกาหลีใต้ ด้วย

    ชั่วโมงนั้นใครก็คาดกันว่า "เจ้าจ็อบ" น่าจะหมดอนาคตปิดฉากการรับใช้ชาติไปแล้วจากพฤติกรรม แบดบอย ของเขา แต่ ทีมชาติ ยังคงให้โอกาส  เพราะยังเห็นในความอัจฉริยะ และคำว่า พรสรรค์ ของนักเตะรายนี้

 

    จากนั้น ตอนเขาอายุ 22 ปีก็ได้หวนคืนทีมชาติอีกหน ด้วยการเล่นแมตซ์พิเศษกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มาทัวร์ไทย ที่สนามศุภฯ

    ก่อนที่เขาจะติดทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ไปได้แชมป์ที่ดินแดน อิเหนา ประเทศ อินโดนีเซีย ในซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่ไทยชิงกับ เจ้าภาพ อินโดฯ วันนั้น ที่สนาม เสนายัน "เจ้าจ็อบ " เป็นคนซัดให้ทีมชาติไทย นำก่อน 1-0 ก่อนจะโดนตีเสมอ แต่อย่างไร ก็ดี ไทยเราก็ชนะได้ด้วยการดวลจุดโทษ คว้าแชมป์ไปครองสำเร็จ

 

    การรับใช้ชาติของ"เจ้าจ็อบ" เขาติดชุด คิงส์คัพ 3 ครั้ง ไทเกอร์คัพ ชุดอัปยศ ที่ เวียดนาม 1 ครั้ง

    ชีวิตวันนี้ "เจ้าจ็อบ "นอกจากจะรับราชการทหารเรือแล้ว เขายังมีดีกรีโค้ชระดับมีไลเซนส์อีกด้วย

    แต่สิ่งที่พิเศษแสดงให้เห็นถึงการเกิดมาเป็นนักเตะกีฬาอย่างแท้จริงของเขาก็คือ วันนี้" เจ้าจ็อบ" เป็นนักกอล์ฟ ที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย  จัดเป็นทหารเรือ และคนที่มีอดีตเป็นนักฟุตบอลมาก่อน ที่เล่นกีฬา กอล์ฟได้ดีอีกคน อีกคน

 

เบอร์ไหนถูกใจ “รุ่งโรจน์”

นอกจากจะเป็นนักเตะที่ผ่านการค้าแข้งมาชนิดที่เรียกได้ว่าโชกโชนไม่เบา แต่หากจะถามว่าแฟนบอลยังจำกันได้หรือไม่ว่า "เจ้าโรจน์" รุ่งโรจน์ สว่างศรี เคยใช้ชุดแข่งเบอร์ไหนมาบ้าง วันนี้ทีมงานฟุตบอลสยามมีคำตอบมาฝากไปดูกันเลย

    เบอร์ 8 ธ.กรุงไทย , บางกอกกล๊าส

    สโมสรแรกในการค้าแข้งเป็นนักเตะอาชีพอย่าง ธ.กรุงไทย ที่กลายร่างมาเป็น บีจีปทุม ยูไนเต็ด ในปัจจุบันหรือ บางกอกกล๊าส เอฟซี ในวันวานนั้น รุ่งโรจน์ จะใช้เบอร์ 8 เป็นเบอร์ประจำโดยตลอด รวมถึง ตอนอยู่กับแอร์ฟอร์ซฯ หลังไปเล่นเชียงรายฯ มาก็ใช้เบอร์ ประจำตัวของเขา และทีมสุดท้ายในอาชีพ พ่อค้าแข้ง นั้น "เจ้าโรจน์" ก็ใส่เบอร์ 8 กับ อยุธยา ยูไนเต็ด

 

    เบอร์ 38 กับ "แข้งเทพ", "กว่างโซ่ง"

    ขณะที่หลังเลิกรากับ "กระต่ายแก้ว" แล้วไปเล่นกับ "แข้งเทพ" แบงค็อก ยูไนเต็ด นั้น "เจ้าโรจน์" ได้ใช้เบอร์ 38 รวมไปถึงทีมต่อจากแบงค็อกฯ อย่าง เชียงรายฯ ก็ใช้เบอร์เดียวกันนี้

 

    แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย,ยู 19 ใช้เบอร์ 7

    ส่วนเกียรติยศระดับชาติ ที่รุ่งโรจน์ ได้ แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัยติดต่อกัน  ครั้งที่ 21 , 22 ปี พ.ศ. 2544,2546 ที่ มาเลเซีย และ เวียดนาม นั้นเขาได้ใส่เบอร์ตำนานกองหลังรุ่นพี่เป็นไอดอลของเขาอย่าง "พี่ดำใหญ่" นที ทองสุกแก้ว นั่นเอง

    ส่วนตอนติด ยู 19 ก็ได้ใส่เบอร์ 7 เช่นกัน

 

    เบอร์ 5 กับทีมชาติไทยชุดใหญ่, ยู19, ยู23

    ขณะที่กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่นั้น เขาได้ใส่เบอร์ 5 รวมถึงตอนเล่น ยช. 19,23 ปีก็ได้ใส่เบอร์ 5

 

    เบอร์ 5,13 กับทีมนร.ไทย

     นร.ไทยที่ไปแข่งขัน นร.เอเซีย รุ่น 18 ปีที่ "เจ้าโรจน์" ติดทีม 2 ครั้งหนแรกที่ อินเดีย ใช้เบอร์ 5 และได้แชมป์ที่ เกาหลีใต้ นั้น เข้าใช้เบอร์ 13

 

    เบอร์ 26 กับร.ร.กีฬาสุพรรณบุรี,วัดสุทธิฯ เบอร์ 5

    สมัยเรียน ม.ต้น ที่ ร.ร.กีฬาสุพรรณบุรี นั้น รุ่งโรจน์ สว่างศรี ใช้เบอร์ 26 ส่วนกับวัดสุทธิฯ ตอน ม.ปลาย เขาใส่ เบอร์ 5

เปิดใจ…ทำไม “เต๋าดิญโญ่” ฟอร์มไม่เปรี้ยงต่อเนื่อง

 

จากเด็กอีสาน บ้านเกิดที่ อุบลราชธานี เข้ามาสู่เมืองกรุงตอนอายุ 11 ปี กับร.ร.เพ็ญสมิธ ก่อนจะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่กับบางกอกกล๊าส เอฟซี ได้ขึ้นชั้นเล่นชุดใหญ่ตอน 16 ปี แต่ได้เล่นแมตช์จริง ตอนอายุ 17 ปี 4 เดือน พบกับการท่าเรือ
    "เต๋าดิญโญ่" ธนาสิทธิ์ ศิริผลา มีโอกาสยึดตัวจริงถาวร เมื่อครั้ง ริคาร์โด โรดิเกวซ มาคุมทัพบีจี แต่เมื่อเปลี่ยนโค้ช โอกาสลงก็น้อยลงไป จนเมื่อริคาร์โด้ ย้ายไปสุพรรณบุรี ก็ดึงนักเตะคู่ใจอย่าง "เจ้าเต๋า" ไปเล่นด้วย โชคร้ายเล่นไปแค่นัดเดียว ริคาร์โด ก็ลาออก ทำให้เส้นทางลูกหนังในสุพรรณฯ ของปีกจอมกระชากรายนี้ได้ลงบ้าง ไม่ลงบ้าง จนครบสัญญา 4 ปี

    จากนั้นเจ้าตัวก็ย้ายมาอยู่การท่าเรือ จนมาถึงตอนนี้ "เต๋าดิญโญ่" ในวัย 25 ปี ถูกมองว่า เป็นนักเตะที่มีความกล้าเล่นในจังหวะกระชากลากเลื้อย แต่เจ้าตัวมักจะยึดตัวจริงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยในทุกทีมที่ลงเล่น เรียกว่าหวือหวาเป็นพัก ๆ 

    "เจ้าเต๋า" ออกมาเปิดใจว่า ตำแหน่งของตนนั้น เดี๋ยวนี้แทบทุกทีมจะเน้นผู้เล่นต่างชาติ สิ่งที่แตกต่างก็คือ ถ้าตัวต่างชาติเล่นไม่ดี เสียบอล ไม่เป็นไร ถือว่ากล้าเล่นกล้าทำ แต่ถ้าเป็นนักบอลไทยโดนด่า ตัวต่างชาติถ้าไม่เจ็บหรือเล่นห่วยจริง ๆ ก็ไม่ค่อยถูกเปลี่ยนเหมือนตัวรุกคนไทย

    "ถ้าผมมีโอกาสเท่ากันกับตัวต่างชาติ ผมได้เล่นบ่อย ๆ ฟอร์มการเล่นมันก็จะดีตาม ผมมั่นใจในศักยภาพของผม แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นักบอลก็ไม่ได้เล่นดีทุกเกม มันเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งทีมชาติชุดใหญ่ยังมีฟอร์มตก ยิ่งตำแหน่งปีกอย่างผม มันประคองเกมไม่ได้ มันต้องเลี้ยง ต้องเสี่ยงเพื่อความสำเร็จ โอกาสมันก็ต้องมีพลาดกันได้บ้าง"

    ปีกจอมเลื้อยยังกล่าวว่า ตนยังพร้อมสู้เพื่อยึดตัวจริงให้ได้ลงสม่ำเสมอมากกว่านี้ เพราะฟุตบอลมันต้องการการเล่นที่ต่อเนื่อง

    "ผมไม่เคยงอแง จริงจังกับการฝึกซ้อม ไม่เคยกินเที่ยว มุ่งมั่นที่จะสู้เพื่อทีม และผมหวังว่า ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของผม จะได้รับโอกาสให้ลงเล่นสม่ำเสมอมากกว่านี้ อย่างในยู 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย ที่ผมเล่นได้ดี เพราะผมได้ลงเล่นต่อเนื่องกับสุพรรณฯในตอนนั้น มาครั้งนี้ผมก็พร้อมสู้เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง"

 

เมื่อดาวยิงลีกไทย เคลตัน ซิลวา ได้หอกมหากาฬอินเดียเป็นคู่ขา

เคลตัน ซิลวา แข้งบราซิลวัย 33 ปี ตำนานดาวยิงไทยลีกตลอดกาล ลงสนาม 240 เกม ยิง 144 ประตูจากการรับใช้ 5 สโมสรโอสถสภาฯ , บีอีซี เทโรฯ , เอสซีจี เมืองทองฯ , เชียงราย ยูไนเต็ด และ สุพรรณบุรี เอฟซี ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมเบงกาลูรู สโมสรในลีกอินเดียด้วยสัญญา 1 ปี เพื่อความท้าทายใหม่ในการเล่นฟุตบอลอาชีพ โดยสโมสรแห่งใหม่นี้ทางด้านของคลีตัน ซิลวา จะได้พบกับอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง อีริค พาตาลู กองกลางตัวรับทีมชาติ ออสเตรเลีย ที่เคยร่วมงานในเมืองทอง ฤดูกาล 2014
    แต่สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการย้ายไปร่วมทีมเบงกาลูรู คือการถูกคาดหมายในเรื่องของผลงานในการเดินหน้าจับคู่ในสนามกับกองหน้าตัวเก่งทีมชาติอินเดียวัย 35 ปี อย่าง สุนิล เชตรี  ดาวยิงที่มีสถิติการยิงประตูสูงสุดอันดับ 2 ของโลกในการลงเล่นทีมชาติยุคปัจจุบัน หลังจากลงรับใช้ชาติ 175 นัด  ยิง 72 ประตู  ตามหลังอันดับหนึ่ง คริสเตียนโน  โรนัลโด หัวหอกทีมชาติโปรตุเกสของสโมสรยูเวนตุส ที่มีสถิติลงรับใช้ชาติ 164 นัด กดไป 99 ประตู  แต่ สุนิล มีสถิติดีกว่า ลีโอเนล เมสซี่ ทีมชาติอาร์เจนติน่า ของ บาเซโลน่า ที่ลงเล่นทีมชาติไป 138 เกม ยิง 70ประตู

    สถิติที่น่าสนใจของคู่หู เคลตัน ซิลวา ที่ถือว่าเป็นตำนานของสโมสรเบงกาลูรู ยังมีเรื่องของการลงเล่นในลีกฟุตบอลอาชีพอินเดีย  7 สโมสรประกอบไปด้วย อีสเบงกอล,เดมโป,ชิรัก ยูไนเต็ด,โมฮัน บากัน,เชอร์ชิล,มุมไบ ซิตี้ ,เบงกาลูรู ลงเล่น  198 นัด ยิงไป102 ประตู  กับสโมสรเบงกาลูรู ลงเล่นในลีก 111 นัดยิงไป59 ประตู  อดีตที่ผ่านมาเคยออกไปค้าแข้งในศึกเมเจอร์ลีกสหรัฐ อเมริกา กับทีม แคนซัส ซิตี้ วิซาร์ด,สปอร์ตติ้ง ซีพี บี (โปรตุเกส)  โดย สุนิล เชตรี ที่จะจับคู่ล่าตาข่ายกับ เคลตัน ซิลวา ยอดดาวยิงจากไทยลีกในศึกอินเดีย ซูเปอร์ ลีก ปัจจุบันสวมปลอกแขนกัปตันทีมให้กับต้นสังกัด

ชีวิตโคตรดราม่า คบแก๊งค์ขาใหญ่ หลงผิด ชีวิต(เกือบ)พัง

“เอ็ม”อนาวิน จูจีน อดีตแข้งทีมชาติไทยวัย 33 ปี ที่ปัจจุบันเดินทางไปค้าแข้งในประเทศมาเลเซีย กับสโมสรฟุตบอลเปตาลิง จายา ในศึกฟุตบอลมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก ฤดูกาล 2020 ยังต้องเผชิญกับโชคชะตาลูกหนังต่างแดนด้วยการฝึกซ้อมด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่องเพราะรัฐบาลของมาเลเซีย ยังไม่ประกาศคลายล็อค ซึ่งจะมีการประกาศเรื่องของมาตรการอีกครั้งในวันที่ 9 มิ.ย.63 หากทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดีก็จะเริ่มทำการฝึกซ้อมแบบกลุ่มกับสโมสรต้นสังกัด

    แข้งไทยที่ไปใช้ชีวิตต่างแดนเล่าย้อนความหลังก่อนเข้าสู่วงการฟุตบอลว่ากว่าจะมีวันนี้ ชีวิตเขาเจียนอยู่เจียนไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยอุปสรรคสิ่งยั่วยุมากมาย บางครั้งก็มีหลงทางหลุดไปอยู่ในโลกที่มันไม่ควรเข้าไปอยู่โชคดีที่ฟุตบอลดึงเขากลับมาสู่ชีวิตที่ดีแบบพลิกมาอีกด้าน หากไม่มีฟุตบอลชื่อ อนาวิน จูจีน  อาจจะไปโผล่ในเส้นทางที่เต็มไปด้วยอบายมุขและสิ่งผิดกฎหมายมากมายไม่น่าจะมีชีวิตที่ดีเหมือนทุกวันนี้

    อนาวิน พูดถึงความหลังว่า ผมเกิดนครสวรรค์ย้ายตามครอบครัวไปโตที่เมืองกาญจน์ จริงๆกีฬาที่ชอบคือตะกร้อเล่นมาตั้งแต่เด็กๆในโรงเรียนเทศบาลฯ 3 บ้านบ่อ ด้วยความที่เราตัวเล็กไม่ค่อยกล้าจึงเลือกกีฬาที่เน้นไม่ปะทะ แต่ความบังเอิญคือวันนั้นเขาซ้อมฟุตบอลกันแล้วตัวผู้เล่นไม่ครบครูจึงเรียกไปเล่นในตำแหน่งตัวรุกริมเส้น แล้วทำได้ดีในสายตาครู ครูจึงจับมาเป็นตัวของโรงเรียนก่อนที่จะพัฒนาเป็นตัวแทนของจังหวัดลงแข่งขันรายการกีฬาเทศบาลระดับประเทศช่วงรอบสุดท้ายจะลงแข่งขันทั้ง วิ่ง,ตะกร้อ และ ฟุตบอล  แข่งวันเดียวกันก็วิ่งรอกเล่นจนครบ

    ตอนจบ ป.6 หมายมั่นปั้นมือมากที่จะเข้าโรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี ตอนนั้นอยากเรียนที่นั่นมากๆสถานศึกษาดังมากๆนักเตะติดเยาวชนทีมชาติเพียบ เขารับเด็กเข้า ม.1 โครงการฟุตบอลจำนวน  15  คน แต่มีเด็กไปสมัคร 1,500 คน สุดท้ายไม่ติดก็กลับไปเรียนมีเมืองกาญจน์ที่โรงเรียนเทพมงคลฯ ฟุตบอลก็ยังเล่นต่อแต่อีกด้านชีวิตกำลังเจอกับเรื่องราวต่างๆมากมายเพราะเราเริ่มโตขึ้นได้เห็นได้รู้ เริ่มแอบเห็นครอบครัวไปเกี่ยวพันกับยาเสพติดแต่ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่กล้าพูดอะไร เก็บความรู้สึกไว้กับตัวเองและคิดว่าทุกคนคงมีเหตุผลเป็นของตัวเองจริงๆอยากจะบอกว่าไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ด้วยความเป็นเด็กบวกกับใจที่ยังไม่กล้าพอจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกไป

    ช่วงเวลาที่สำคัญคือรอยต่อการเป็นเด็กกับวัยรุ่นตอนนั้นไปโรงเรียนก็จะมีพวกขาใหญ่รุ่นพี่ตั้งแก็งค์กันบางคนก็โหดมากๆบางคนก็ออกแนวรีดไถ คิดว่าถ้าโดนรังแกทุกวันจะทำอย่างไรดีมันไม่ใช่แค่การต่อสู้ในแต่ละวัน แต่การสร้างการยอมรับก็เป็นเรื่องสำคัญในเวลานั้น ยอมรับว่าเมื่อย้อนกลับไปถึงตอนนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะผิดร้ายแรงมากๆ ด้วยความคิดแบบเด็กๆ ผมขโมยยาเสพติดจากที่บ้านมาขายให้กับเพื่อนๆ 3 เม็ด เจตนาไม่ได้อยากได้สตางค์แต่อยากบอกให้รู้ว่าเราก็มีประสบการณ์ที่พวกเขาจะรังแกเราไม่ได้จริงๆมันเป็นความคิดที่ผิดถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ทำ

    หลังจากนั้นมาบรรดาพวกขาใหญ่ต้อนรับเราเป็นอย่างดีเหมือนเป็นใบเบิกทางเข้าแก็งค์ผมเริ่มดื่มเหล้า,สูบบุหรี่ ,ขี่มอร์เตอร์ไซค์ซิ่ง ตั้งแต่อายุ 12 ปี แต่สองสิ่งที่ผมไม่ทิ้งเลยคือเรื่องของการเรียนและฟุตบอล ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ทุกเย็นต้องได้เล่นฟุตบอล ด้วยความเป็นเด็กเข้าเรียน ม.1 ก่อนเกณฑ์จึงพอมีเวลาให้ผมเลือกความฝันของฟุตบอลอีกครั้ง สุดท้ายตัดสินใจไปสอบโควตาฟุตบอลที่ โรงเรียนกีฬาสุพรรณบุรี เพื่อเข้าม.1 อีกรอบ ครั้งนี้หลุดเข้าไปถึงรอบ 50 คน แต่ก็ยังไม่ได้เรียนเหมือนดั่งที่ฝันไว้อีกครั้ง  ทำให้ต้องกลับมาเรียนต่อที่กาญจนบุรี แต่บนความโชคร้ายยังมีความโชคดีโรงเรียนกีฬาอ่างทองเปิดสถานศึกใหม่พวกที่คัดติดรอบ 50 คนจึงได้สิทธิ์ไปเรียนที่นั่นโดยไม่ต้องทดสอบอะไรเพิ่มเติมเพราะผ่านเกณฑ์การประเมินมาแล้วทุกขั้นตอน

    โรงเรียนกีฬาอ่างทองคือโลกอีกใบที่ทำให้ชีวิตผมชัดเจนขึ้นเรื่องราวของฟุตบอลมันบอกต่อความฝันเราได้ ก่อนไปอ่างทองผมคิดว่าความฝันตอนนั้นคือเรียนให้จบ ม.3 ที่เมืองกาญจน์แล้วสอบเข้าเทคนิคแต่งตัวเท่ห์ๆเหมือนวัยรุ่นทำกันแล้วเรียนจบก็หางานทำ ที่กีฬาอ่างทองการกินนอนทำให้ชีวิตมีระบบระเบียบมากขึ้นและที่สำคัญคือทำให้เราคิดมากขึ้นในเรื่องราวที่ผ่านมา  หลังจากเรียนไปได้สักระยะครอบครัวผมก็โดนจับแม่ผมถูกตัดสินจำคุก 4 ปี  ช่วงที่แม่อยู่ในนั้นผมมีเวลาไปหาท่านเพียงแค่ 4 ครั้ง เพราะมีปัจจัยหลายอย่างทั้งเรื่องของการเดินทางและกำลังทรัพย์มันทรมานมากนะกับช่วงเวลาที่ขมขื่น

    แต่ก็สัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ในครอบครัวอีก คอยพร่ำสอนน้องสาวตลอดเวลาให้ก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วย สมัยเรียนอ่างทอง เพื่อนๆจะเรียกผมว่า “ไอ้หลวง” เรื่องนี้ มงคล ทศไกร รู้ดี เหตุที่เรียกแบบนั้นเพราะว่าเราจะคอยห้ามคอยด่าเพื่อนๆที่จะออกนอกลู่นอกทางเพราะคิดว่าโอกาสของทุกคนมันไม่ได้มาง่ายๆบางคนพลาดครั้งเดียวอาจจะยาวตลอดชีวิต ประสบการณ์บางอย่างที่เผชิญทำให้เราอยากให้คนที่เรารักรอบๆตัวเรามีเส้นทางการเดินที่ดี

    ผมยอมรับเลยว่าที่โรงเรียนกีฬาอ่างทองทำให้โลกอีกใบมันสวยงามมากขึ้น การก้าวไปติดทีมชาตินักเรียนไทย รุ่นอายุ 18 ปี คืออีกหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตของผมทุกอย่างดีขึ้นเรื่อยๆแบบชัดเจน การติดทีมชาติเป็นเรื่องที่ดีใจมากๆ แต่สิ่งที่ดีใจสุดๆคือเรื่องของการที่แม่ของผมพ้นโทษออกมากลับมาใช้ชีวิตปกติ ผมกอดแม่ด้วยน้ำตาแห่งความคิดถึงเป็นห่วงไหลออกมาไม่หยุดพร้อมกับคิดในใจว่าต่อไปนี้จะดูแลแม่และครอบครัวให้ดีที่สุด  จากนั้นเส้นทางฟุตบอลก็พาผมเดินทางไปหลากหลายแห่งในสโมสรฟุตบอลอาชีพ ทั้ง ธ.กรุงไทย ,บางกอกกล๊าส,บุรีรัมย์,สุพรรณบุรี จนมาถึงมาเลเซีย

    มาถึงวันนี้แม้จะอายุ 33 ปี ผมก็ยังไม่หยุดฝันเรื่องของฟุตบอลหากไม่เป็นผู้เล่นก็ยังมีแผนเกี่ยวกับฟุตบอลอีกมากมายที่จะก้าวเดินตอนนี้เรียนจบวิชาโค้ชระดับ ซี ไลเซ่นส์ ก็ต้องขวนขวายต่อไปเพื่อต่อเติมความรู้ในเรื่องของฟุตบอล  เรื่องราวที่ผิดพลาดในอดีตคือบทเรียนชั้นดีในการปรับปรุงตัวเองรวมไปถึงการดูแลคนรอบข้าง หลายๆเรื่องที่ทำให้คิดได้ในช่วงเวลาที่ผ่านๆมาชีวิตเรายืนได้อย่างแข็งแรงเพราะ “ฟุตบอล”และ “โอกาส”ที่เราได้รับรวมไปถึงการแยกทางจากสิ่งต่างๆที่มันไม่ดีหัวใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

จาก7แสนเหลือ3แสน!หากยอมลดค่าเหนื่อย”คลีตัน”อาจซบทีมนี้



"ต่อพิฆาต" พีที ประจวบ เอฟซี มีลุ้นคว้า คลีตัน ซิลวา ร่วมทัพหากเจ้าตัวยอมลดค่าเหนื่อยจาก 7แสนบาท เหลือ 3แสนบาทต่อเดือน

    ตกเป็นกระแสข่าวอย่างต่อเนื่องสำหรับ "คลีตัน ซิลวา" ดาวยิงจอมเก๋าชาวบราซิล หลังแยกทางกับสุพรรณบุรี เอฟซี จนถึงเวลานี้ยังเป็นแข้งไร้สังกัด แม้จะมี 2 ทีมที่เพิ่งแยกทางกับกองหน้าต่างชาติ และให้ความสนใจในตัวเขานั่นคือ สมุทรปราการ ซิตี้ และพีที ประจวบ เอฟซี

     เรื่องดังกล่าวที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่แฟนบอล เพราะค่าเหนือยของตำนานดาวยิงสูงสุดตลอดกาลไทยลีก สูงลิ่วถึง 7 แสนบาทเลยทีเดียว จึงเป็นสาเหตุหลักที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสโมสรใดได้เลย เพราะทั้งสองสโมสรที่ให้ความสนใจพร้อมจ่ายให้เพียงแค่ 3 แสนบาทต่อเดือนเท่านั้น

    ทั้งนี้หากว่า "คลีตัน" ยอมลดเงินเดือนตามข้อตกลงของสโมสร ยอดทีมจากแดนสามอ่าวอาจมีภาษีที่ดีกว่าที่จะได้ตัวกองหน้าบราซิลรายนี้ เนื่องจาก "โค้ชวัง" ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล กุนซือแห่งทัพ "ต่อพิฆาต" ต้องการหัวหอกที่มีประสบการณ์การค้าแข้งในไทยลีกมาก่อน และไม่ต้องปรับตัวอะไรมากนั่นเอง

ชอบตั้งแต่เด็ก! บียอร์นเลือกแข้งไทยเก่งสุด

กองกลางชาวเยอรมัน เลือก ชนาธิป เป็นนักเตะไทยเก่งที่สุด เผยชื่นชอบตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
บียอร์น ลินเดมันน์ กองกลางชาวเยอรมัน เลือก ชนาธิป สรงกระสินธ์ แนวรุกคอนซาโดเล ซัปโปโร ในเจ 1 ลีก ญี่ปุ่น เป็นนักเตะไทยเก่งสุดเท่าที่เคยเห็น

ห้องเครื่องวัย 36 ปี ผ่านการเผชิญหน้ากับนักเตะไทยมากมาย เมื่อเคยค้าแข้งให้กับทั้ง อาร์มี่ ยูไนเต็ด , สุพรรณบุรี เอฟซี , นครราชสีมา เอฟซี , ราชนาวี เอฟซี และ ศรีสะเกษ เอฟซี ก่อนเลือก ชนาธิป เป็นนักเตะดีที่สุด

"เมสซี่เจ (ชนาธิป สรงกระสินธ์)" บียอร์น ตอบแบบไม่ลังเล เมื่อถูกถามว่าคือใครผู้เล่นไทยดีที่สุดในสายตาคุณ

"ผมชอบเขาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว เขาเป็นนักเตะที่มีความเข้าใจเกมสูงมาก และ ยังมีทักษะการเลี้ยงบอลที่น่าทึ่ง"

"เขามักทำอะไรที่มหัศจรรย์ และ อย่างที่เห็น เขาไม่มีปัญหาเลยกับการเล่นที่ญี่ปุ่น" บียอร์น ปิดท้ายผ่าน โกล ประเทศไทย

ปัจจุบัน บียอร์น ลินเดมันน์ แขวนสตั๊ดเป็นที่เรียบร้อย และ เริ่มต้นสู่เส้นทางโค้ชทันที

 

มีที่ไหน นายด่านดีกรีทีมชาติ เปลี่ยนชื่อหลายหนจนแฟนบอลเรียกไม่ถูก



“เจมส์” ถือเป็นนายทวารฝีมือดีอีกรายที่วงการลูกหนังไทยเราเคยมีมาทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ

หนุ่มจาก จ.สระแก้ว นั้นผ่านสมรภูมิลูกหนังในฐานะพ่อค้าแข้งมาอย่างโชกโชน

เป็นนักเตะตำแหน่งนายทวารอีกรายที่เคยได้ถ้วยแชมป์รายการหลักๆมาแล้วถึง 6 รายการด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ไทยลีก 3 สมัย ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2545  ครั้งที่  8 ปี พ.ศ. 2546  ตอนอยู่กับธ.กรุงไทย , และครั้งที่  12 ปี พ.ศ. 2551 กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แชมป์ เอฟเอคัพ ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ. 2552  ,โตโยต้า ลีกคัพ ครั้งที่ 1 ปีพ.ศ. 2553  ตอนอยู่กับ การท่าเรือฯ , แชมป์ เอฟเอคัพ ครั้งที่ 9 ปี พ.ศ. 2560 กับ สิงห์เชียงรายฯ ไม่รวมถึงได้แชมป์ลีกด. 1 ที่พา พีทีที ระยองฯ ขึ้นชั้นกลับมาสู่ไทยลีกได้

ส่วนกับทีมชาตินั้น” เจมส์” ได้แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย ครั้งที่ 21 ที่มาเลเซีย ,ครั้งที่ 22 ที่ เวียดนาม

ส่วนการค้าแข้งระดับสโมสรนั้น “เจมส์” อดีตนักเตะ ร.ร.กีฬาจ.สุพรรณบุรี รุ่นแรก เริ่มเล่นอาชีพกับ ธ.กรุงไทย ตั้งปี พ.ศ. 2541 – 2548  โดยปี พ.ศ. 2549 ไปเล่นลีก เวียดนาม กับ ทีม เตี่ยงแยง , กลับมาเล่นให้ อาร์แบค ในดิวิชั่น 1 , ต่อด้วย ไทยลีกครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2551 ได้แชมป์ไทยลีกกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค , ก่อนจะไปอยู่กับ การท่าเรือฯ , เพื่อนตำรวจ 4 ปี ,ไปพาพัทยา ยูไนเต็ด ขึ้นชั้นมาสู่ไทยลีก ปีครึ่ง เลกสอง ไปเล่น โอสถฯ , ไปเล่นสิงห์เชียงรายฯ 1 ปี , ก่อนจะไปอยู่กับ พีทีที ระยองฯ 2 ปี ตอนนี้เป็นนักเตะไร้สังกัด หลัง พีทีที ระยอง ฯ ยกเลิกสัญญาจากการเลิกทำทีมและได้จ่ายเงินค่าชดเชย มาแล้ว

เจ้าตัวที่ปัจจุบันอายุ 40 ปี ประกาศว่ายังพร้อมจะเล่นอยู่ต่อไปและหากเป็นไปได้ก็อยากจะเล่นให้ยาวนานเหมือน บุฟฟอน อดีตนายทวารทีมชาติ อิตาลี ที่ตอนนี้เล่นกับ ยูเวนตุส

นอกจากจะเป็นนายทวารฝีเท้าดีแล้ว สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษรายนี้ที่หลายคนต้องจำเขาได้ดีชนิดที่ สนง.เขต ต้องไม่อยากเจอหน้าเขาก็คือ “เจมส์” เป็นนักเตะที่ชอบเปลี่ยนชื่อ

ชื่อแรกตั้งแต่เกิดแรกเลยก็คือ ณัฐวุฒิ ก่อนจะมาเปลี่ยน เป็น ภานุวัฒน์ ตั้งอนุรัตน์ ตอนเข้าเรียน ม. 1 ที่ร.ร.กีฬาจ.สุพรรณบุรี

จากนั้นมาเปลี่ยนครั้งที่ 2 จาก ภานุวัฒน์ เป็น ภัทรกร ตอนเล่นกับ การท่าเรือฯ

เปลี่ยนครั้งที่ 3 ที่ใช้ชื่อนี้มาถึงปัจจุบัน จาก ภัทรกร มาเป็น ภัทร ผ่าน 3 พยางค์ คือ พัด- ทะ- ระ โดยครั้งนี้ “เจมส์”เปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุล เลยทีเดียว โดยเปลี่ยนนามสกุล จาก ตั้งอนุรัตน์ เป็น ปิยภัทร์กิติ

ผู้ที่เปลี่ยนชื่อให้กับเขาและคนในครอบครัวทั้งหมด รวมถึงบรรดาลูกๆ ของ”เจมส์” และภรรยา ไม่ใช่ใครเป็น คุณแม่ของเขานั่นเอง ที่มีความเชื่อส่วนบุคคลกับเรื่องของศาสตร์ของชื่อเป็นพิเศษ นั่นเอง

จากนักเตะเวิลด์คัพ! แข้งชบาแก้วหันเหขับแกร็บ-เลี้ยงกุ้งสู้ชีวิต

แข้งชบาแก้วชุดลุยฟุตบอลโลกทั้งสองสมัย ชีวิตหันเหจับงานขับแกร็บ,เลี้ยงกุ้งในช่วงเจอพิษโควิด-19 และไม่มีโปรแกรมแข่งขัน
รัตติกาล ทองสมบัติ กองกลางดีกรีทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย เผยเรื่องราวสู้ชีวิตที่ต้องทำอาชีพเสริมทั้งขับแกร็บ , เลี้ยงกุ้ง , รับจ็อบสอนฟุตบอล หลังไม่มีโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลในช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด

แข้งวัย 28 ปี ลงเล่นให้ทีมชาติไทย ในศึกซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นรายการล่าสุดก่อนจะหลุดชื่อจากชุดคัดโอลิมปิกเกมส์ 2020 ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ที่ไม่สามารถฝึกซ้อมฟุตบอลได้ตามปกติ ส่งผลให้ประสบปัญหาด้านการเงิน และต้องกัดฟันสู้ชีวิตอยู่ในเวลานี้

โดยกองกลางทัพชบาแก้วเผยเรื่องราวสู้ชีวิตกับ โกล ประเทศไทย ว่า “ตอนที่รู้ว่าไม่มีชื่อติดทีมชาติก็รู้สึกช็อกมากประกอบกับเป็นช่วงที่คุณตาเสียด้วย ตอนนั้นเลยร้องไห้อยู่เป็นเดือนเหมือนกัน”

 

“เรารู้สึกว่าการกลับมาติดทีมชาติคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ก็มีคิดว่าจะมีโอกาสกลับไปได้อีกไหม เพราะด้วยอายุเราก็ 28 ปี แล้ว ชีวิตมีแต่ฟุตบอลมาตลอด เพราะถึงช่วงหนึ่งเลยยังไม่รู้จะทำอะไร ตอนนั้นก็เลยหยุดอยู่นิ่งๆเฉยๆไปพักหนึ่ง”

“พอหลังทำใจได้ก็ไปสมัครขับแกร็บ ส่วนช่วงเย็นเมื่อต้นปีจะมีกีฬามหาวิทยาลัย เลยมีโอกาสเข้าไปช่วยอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝึกซ้อมฟุตบอล และฟิตเนสให้น้องๆที่นั่น แต่แกร็บขับได้แค่สองอาทิตย์ก็ต้องมาเจอโควิด-19 ระบาด แม่เขาก็เป็นห่วงเลยต้องเลิกขับ พอดีบ้านญาติที่สุพรรณบุรีกับนครปฐมเขาเลี้ยงกุ้งก็เลยไปช่วยเขา”

“จริงๆก็ทำไม่เป็นหรอก เพราะชีวิตอยู่กับฟุตบอลมาตลอดจะไปสมัครงาน แต่อายุก็เยอะแล้ว ยังดีที่บริษัทเมืองไทยประกันภัยของคุณแป้งเขายังคอยซัพพอร์ทให้อยู่ เขาจ่ายเงินเดือนให้ตลอดตอนมีซ้อมฟุตบอล"

 

"แต่พอไม่มีทัวร์นาเมนต์ก็จะให้เข้าไปทำงานที่บริษัท แต่ถ้าใครไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร อย่างวันที่ 5 เดี๋ยวก็จะเข้าไปทำเหมือนกัน แต่คิดว่าคงไม่พอเพราะเราต้องผ่อนบ้านผ่อนรถไปด้วย เลยต้องหาอาชีพเสริมอาจจะขายผลไม้ ส่วนเลี้ยงกุ้งก็ยังต้องทำคงต้องเดินทางไปมากรุงเทพฯกับต่างจังหวัด”

รัตติกาล กล่าวต่อถึงเรื่องรายรับในเวลานี้กับการทำอาชีพเสริมที่ค่อนข้างต่างจากตอนลงเล่นให้ทีมชาติว่า “เรื่องรายได้ก็ต่างกันเยอะถ้าเทียบกับตอนเล่นทีมชาติ หากไม่มีเล่นเกมทีมชาติให้เล่น รวมแล้วจะเหลือเงินใช้เพียง 4,000 บาท ต่อเดือน แต่ตอนนี้ยังดีที่พอมีเงินจากรายการซีเกมส์มาช่วยพอมีให้ใช้จ่ายได้บ้าง”

“นักฟุตบอลหญิงจะต่างกับนักฟุตบอลชาย ที่ต้องดูแลตัวเองไม่ได้มีการซัพพอร์ทที่เหมือนกัน หลายคนที่รู้จักต่างต้องออกกำลังกายฟื้นฟูตัวเอง สำหรับเราช่วงแรกก็ทำ แต่หลังๆก็ต้องหางานอื่นทำไปด้วยควบคู่กันทำให้มีเวลาซ้อมลดลงไป เมื่อก่อนซ้อมอย่างเดียว แต่ตอนนี้มันอย่างเดียวไม่ได้มันต้องทำงานเสริมไปด้วย"

"แต่จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกมีท้ออยู่บ้าง เพราะเรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรอีกทั้งเงินที่เคยมีมันลดลงเรื่อยๆ แต่เราไม่รบกวนพ่อแม่ เพราะเขาก็ไม่มีเหมือนกัน”

“ส่วนตัวยังอยากเล่นฟุตบอลอยู่ เพราะคิดว่าศักยภาพยังพอได้ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอีกไหม แต่ก็ยังหวังลึกๆว่าสักวันจะได้กลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง” รัตติกาล ปิดท้าย

สำหรับ รัตติกาล ทองสมบัติ ผ่านการลงเล่นให้ทีมชาติไทยในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ทั้งสองครั้งในปี 2015 และ 2019 รวมถึงเป็นกำลังสำคัญในทีมชุดสู้ศึกซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่เพิ่งผ่านมา

 

มู-เป๊ป-คล็อปป์ รวมกัน ยังไม่เท่าโค้ชระยอง เอฟซี คนนี้



ศึกไทยลีก 1 ฤดูกาล 2020 ฟาดแข้งมา 4 เกม ต้องหยุดการแข่งขันชั่วคราวเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ลุกลามสร้างปัญหาไปทั่วโลก สโมสรฟุตบอล “ม้านิลมังกร” ระยอง เอฟซี ทีมน้องใหม่ ในลีกสูงสุดของเมืองไทยที่ก้าวขึ้นมาเล่นท็อปลีกครั้งแรก ยังต้องเดินหน้าต่อสู้เต็มที่ต่อไป หลัง 4 เกมที่ผ่านมายังไม่สามารถเก็บแต้มได้พ่ายรวด 4 เกม จากผลงาน แพ้ ชลบุรี 0-2 ,แพ้ นครราชสีมา 1-2,แพ้ เมืองทอง ฯ 0-3 และ แพ้ สุพรรณบุรี 0-1

ระยอง เอฟซี เดินหน้าปรับเปลี่ยนสถานการณ์ด้วยการเดินหน้าแต่งตั้งโค้ชใหม่ชาวบราซิลอย่าง อาร์เธอร์ เบอร์นาเดส  วัย 64 ปี เข้ามาทำงานแทน “โค้ชชู”ชูศักดิ์  ศรีภูมิ เพื่อพาทีมลงแข่งขันในช่วงโปรแกรมที่เหลืออยู่ ช่วงภาวะสถานการณ์โควิด-19 อาละวาด กุนซือใหม่ชาวบราซิลต้องใช้เวลาในการจูนทีมให้ลงตัวเพื่อรอให้สถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายและกลับมาแข่งขันต่อหลังจากนี้   โดยก่อนหน้านี้กุนซือรายนี้ผ่านการทำงานการเป็นเฮดโค้ชมาแล้วถึง 30 สัญญาว่างจ้าง และ การรับงานคุมทัพ ระยอง เอฟซี เป็นสัญญาที่ 31 ในตลอดชีวิตการเป็นโค้ช 32 ปี สโมสรฟุตบอลส่วนใหญ่ในประเทศบราซิลและในเอเชียจะเป็นทีมในซาอุดิอาระเบีย,ยูเออี,เกาหลีใต้และ คูเวต

สถิติที่น่าสนใจในการคุมทีมนอกจากมีสัญญาการคุมทีมถึง 31 สัญญาแล้ว อาร์เธอร์ เบอร์นาเดส   มักจะไม่คุมทีมที่เคยผ่านการทำงานมาก่อนหน้านี้มีเพียง 3 สโมสรเท่านั้นที่ย้อนกลับไป ประกอบไปด้วย  มาริเลีย(บราซิล),อัลวัสเซิล(ยูเออี),ดูไบ ซีเอสซี(ยูเออี) นอกจากนั้นอีก 25 สัญญากุนซือรายนี้พเนจรไปทำคุมทัพในสโมสรต่างๆ ถึง 25 สโมสร โดยการเดินทางมาคุมทัพ “ม้านิลมังกร”ระยอง เอฟซี ทำให้เกิดสถิติใหม่ตลอดกาลของฟุตบอลไทยลีก อาร์เธอร์ เบอร์นาเดส   กลายเป็นกุนซือที่มีสัญญาการคุมทีมสูงสุดถึง 31 สัญญาก่อนรับงานคุมสโมสรลีกสูงสุดของเมืองไทย ซึ่งก่อนหน้านี้กุนซือต่างชาติก่อนเข้ามารับงานสูงสุดในลีกไทยที่มีสัญญาการคุมทีมมากที่สุดคือรายของ มานูเอล คาซูดา กุนซือชาวโปรตุเกส ก่อนรับงานคุมเทโรฯ ปี 2015 เคยได้รับสัญญาโค้ชอาชีพมาถึง 23 สัญญา 

ประวัติการคุมทีมของ  “อาร์เธอร์ เบอร์นาเดส”

    ระยอง เอฟซี(ไทย) 2020

    นาซิอองนาล(บราซิล) 2017-2018                364 วัน                                 

    อัล มอซเซล(ซาอุดิอาระเบีย) 2016-2017        49 วัน

    SG กามา(บราซิล)                2015-2016        78 วัน

    กังวอน เอฟซี(เกาหลีใต้)       2014-2015        269 วัน

    ยู 23 แอตเลติโก พาราเนนเซ่ (บราซิล)    2013                                     

    กอร์ แฟคคาน(ยูเออี)               2012-2013    364 วัน

    ฟอร์ตาเลซ่า(บราซิล)              2010-2011    90 วัน

    ดูคัว เด ซาเซียส(บราซิล)        2010-2011      68 วัน

    อเมริกา อาร์เจ(บราซิล)           2010-2011     116 วัน

    อัลคูเวต(คูเวต)                       2009-2010    180 วัน

    เจจู ยูไนเต็ด(เกาหลีใต้)           2008-2010    650 วัน

    ยูเวนตุด(บราซิล)                    2007-2008    364 วัน

    มาริเลีย(บราซิล)                    2006-2007    364 วัน

    เปโตร ลูอันดรา(อังโกลา)       2005-2006    364 วัน

    อัลวัสเซิล(ยูเออี)                   2003-2004    365 วัน

    ดูไบ ซีเอสซี(ยูเออี)               2002-2003     180 วัน

    โบตาโฟโก(บราซิล)              2002-2003    183 วัน 

    อัลชาบับ(ซาอุดิอาระเบีย)      2001-2002    364 วัน

    อเลียซา ลิมา(เปรู)                2000-2001    365 วัน

    ดูไบ ซีเอสซี(ยูเออี)              1999-2000     365 วัน

    อัลวาสเซิล(ยูเออี)                1996-1998     729 วัน

    อัล ริอัด(ซาอุดิอาระเบีย)       1995-1996    181 วัน

    ยู-20 ฟลาเมงโก(บราซิล)     1995                                     

    ยูนิอา มาเดียรา(โปรตุเกส)    1994-1995     212 วัน

    อีซี บาเฮีย(บราซิล)              1993-1994    180 วัน

    มาริเลีย(บราซิล)                  1992-1994    364 วัน

    ฟลูมิเนเซ่(บราซิล)               1992-1993    365 วัน

    สปอร์ต เรซิเฟ่(บราซิล)        1991-1992    364 วัน

    แอตเลติโก เอ็มจี(บราซิล)    1989-1990    364 วัน

    มาดูริอา อาเจ(บราซิล)        1988-1989     365 วัน