สิงห์กู้ศรัทธา! “ชิรูด์” โขกชัยพาเชลซีเบียดนอริชยึดที่3แน่น

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ "สิงห์บลูส์" พาทีมกลับสู่เส้นทางอีกครั้งหลังเปิดรังเฉือน นอริช ที่ตกชั้นไปแล้ว 1-0 จากประตูชัยช่วงทดเจ็บครึ่งแรกของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนยึดอันดับ 3 ของตารางนำ แมนยู, เลสเตอร์ 4 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด พาสิงโตน้ำเงินครามแพ้ยับ 0-3 ต่อเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่บรามอลล์ เลน นัดล่าสุด ทำให้สถานการณ์การลุ้นท็อปโฟร์ระหว่างพวกเขากับเลสเตอร์ และแมนฯ ยูไนเต็ด เปิดกว้างทันที

    ส่วนทาง ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ พาทีม ”นกขมิ้น” นอริช ซิตี้ ตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย หลังจากแพ้เวสต์แฮม ยับเยิน 0-4 เกมก่อน และจากคะแนนที่มีโอกาสที่พวกเขาจะเป็นบ๊วยในฤดูกาลนี้มีถึง 99 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

    3 นาทีผ่าน "สิงห์บลูส์" ทักทายก่อนเป็นจังหวะเติมของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า สอดขึ้นมาโยนเข้าเขตโทษให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค โขกบอลเปลี่ยนทางแต่โดนหนาไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 20 เจ้าถิ่น โหมบุกหนักได้ลุ้นอีกครั้งจากลูกตักเข้าเขตโทษของ จอร์จินโญ่ บอลไปโดนหัว เบน ก็อดฟรี่ย์ เลยมาเข้าทาง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตวัดเร็วด้วยซ้ายแต่เบาเข้ามือ ทิม ครูล

    7 นาทีต่อมาคราวนี้เป็นบอลริมเส้นฝั่งซ้ายของ มาร์กอส อลอนโซ่ เติมขึ้นมาสุดเส้นก่อนตวัดหักข้อให้ คริสเตียน พูลิซิช ตั้งป้อมยิงในเขตโทษหลุดกรอบออกไปอีก

    "สิงห์บลูส์" ดูมีปัญหาในการจบสกอร์นาทีที่ 29 เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จ่ายเข้าในให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ สอดมารอรับบอลแบบไร้ตัวประกบแต่จังหวะยิงไม่ดีเหินข้ามคานเหลือเชื่อ

    ก่อนหมดเวลา 10 นาที เชลซี ได้เสียวจากลูกเตะมุมของ วิลเลี่ยน ปั่นมาเสาแรกให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า โขกเปลี่ยนทางไปเสาไกลแต่บอลลึกออกหลัง รูเบน ลอฟตัส-ชีค ตามชาร์จไม่ทัน

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น พลาดโอกาสทองจากลูกวางยาวของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ บอลมาตกใส่ คริสเตียน พูลิซิช หมุนตัวอัดด้วยซ้ายไปติดปลายมือ ทิม ครูล ชนคานหลุดออกหลังไป

    แต่แล้วช่วงทดเจ็บ เชลซี ทะยานออกนำจนได้เป็น คริสเตียน พูลิซิช แต่งหาจังหวะก่อนปั่นเข้าเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เบียดเอาชนะ ทิมม์ โคลเซ่ ทิ้งตัวโขกผ่านมือ ทิม ครูล ตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 1 นอริช 0

    ครึ่งหลังผ่านมา 10 นาทียังคงเป็น เจ้าถิ่น เร่งเครื่องไม่หยุดเกือบบวกสกอร์เพิ่มจากลูกขยันของ วิลเลี่ยน ตามไปฉกบอลก่อนลองซัดด้วยขวาไปแฉลบแนวรับ นอริช ข้ามคานออกหลังไป

    นาทีที่ 65 เป็นจังหวะเติมอีกครั้งของ มาร์กอส อลอนโซ่ ครอสเรียดเข้าในเลยมาถึง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า วิ่งเข้าอัดด้วยซ้ายแบบไม่จับบอลหลุดข้ามคานออกไปนิดเดียว

    ก่อนหมดเวลา 15 นาที "สิงห์บลูส์" หวิดปิดกล่องคราวนี้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ถอยลงมาตักคืนให้ คริสเตียน พูลิซิช หลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายติดปลายมือ ทิม ครูล ควักทิ้งออกมาได้

    2 นาทีถัดมา มาร์กอส อลอนโซ่ ขอบ้างเติมขึ้นมาโขกบอลเน้นๆที่เสาไกลแต่ต้องชม ทิม ครูล ที่เหนียวหนึบเหลือเกินในเกมนี้โชว์ ซุปเปอร์เซฟ อีกครั้ง
   
    ก็ยังปิดเกมไม่สำเร็จ 5 นาทีสุดท้าย วิลเลี่ยน ถอยมาเก็บบอลทางขวาก่อนป้ายเร็วให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โฉบมาทิ่มเปลี่ยนทางบอลหลุดกรอบออกหลังเหมือนเดิม

    จังหวะลุ้นส่งท้ายของ เชลซี ได้จากฟรีคิกหน้าหัวกะโหลกของ วิลเลี่ยน ปั่นโค้งด้วยขวาเล็งเสาแรกไปติดเซฟ ทิม ครูล เช่นเคย

    จบเกม เชลซี 1 นอริช 0 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนยึดอันดับ 3 ของตารางนำ แมนยู, เลสเตอร์ 4 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัด

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ (รีซ เจมส์ น.80) – รูเบน ลอฟตัส-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.67), จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.86), คริสเตียน พูลิซิช (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.81)

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    นอริช (4-2-3-1) : ทิม ครูล – แม็กซ์ อารอนส์, เบน ก็อดฟรี่ย์, ทิมม์ โคลเซ่, จามาล ลูอิส – อเล็กซานเดอร์ เท็ตเตย์ (มาร์โค ชตีเปอร์มันน์ น.79) – โอเนล เอร์นานเดซ (ตีมู ปุ๊กกี้ น.79) – เคนนี่ แม็คลีน, ลูคัส รุปป์, ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (เอมิเลียโน่ บวนเดีย น.71) – โจซิป เดอร์มิค (อดัม ไอดาห์ น.79)

ผู้จัดการทีม : ดาเนี่ยล ฟาร์เค่

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

แมนยูร่วง – เซ่น “ไบยี่”!เชลซีโชว์แจ่มไล่อัดซิวชัยลิ่วชิงดำอาร์เซน่อลศึกเอฟเอคัพ

"ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องกระเด็นตกรอบเสียแล้วหลังโดน "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ระเบิดฟอร์มแกร่งไล่อัดพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-3 โดยเกมนี้ เอริก ไบยี่ กองหลังผีแดงส่อเจ็บหนักจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ทั้งนี้ เชลซี จะผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ) วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ (รอบรองชนะเลิศ)
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด 1   –   3 เชลซี

สนาม : เวมบลีย์ (สนามกลาง)

     นัดนี้เป็นการพบกันครั้งที่ 4 ของฤดูกาลนี้ของทุกรายการ และ 3 นัดที่ผ่านมาเป็นฝั่งแมนยูที่คว้าชัยไปได้ทั้งหมด
   
     เริ่มเกมเป็นทางแมนยูได้เขี่ยลูกเริ่มเล่นก่อน ผ่านมาถึงนาทีที่ 5 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เปิดยาวให้ แดเนียล เจมส์ กวดยาวหวังเล่นบอลแต่อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าบอลแรงเลยไปเข้ามือ วิลลี่ กายาเยโร่ นายด่านตัวสำรองเชลซีรับไว้และเล่นต่อไปไร้ปัญหา

    ทั้งสองทีมยังต่อบอลสู้กันที่แดนกลาง นาทีที่ 10 เชลซี ได้โอกาสจบสกอร์เป็น รีซ เจมส์ ที่ตะบันไกลระยะประมาณเกือบ 30 หลาทางฝั่งขวาบอลพุ่งส่ายตรงกรอบแต่ไม่ห่างตัว เด เคอา ที่เกร็งมือทุบบอลออกไปได้

   

 นาทีที่ 15 สิงโตน้ำเงินครามเกือบได้เฮก่อนเมื่อ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า เติมเกมขึ้นมาทางฝั่งขวาก่อนจะเปิดโด่งโค้งไปเข้าหัว มาร์กอส อลอนโซ่ ที่ได้โขกเน้นๆ แต่บอลหลุดออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 22 ยังคงเป็นเชลซีที่ครองเกมได้มากกว่า เอริก ไบยี่ พยายามโหม่งเคลียร์แต่บอลดันไปเข้าทาง เมสัน เมาน์ท ที่ไม่รอช้าหวดด้วยเท้าขวาทันทีแต่ยังดีมี แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีและบล็อกบอลไว้ได้

    10 นาทีต่อมา ทัพอสูรแดงได้ลุ้นจากจังหวะฟรีคิกระยะประมาณ 24 หลาหน้ากรอบเขตโทษ จากการที่ เฟร็ด โดน มาเตโอ โควาซิช สอยด้านหลัง และเป็น บรูโน่ รับหน้าที่สังหารวิ่งเข้ามาซัดเข้ากรอบแต่ไปตรงตัว กาบาเยโร่ กระโดดปัดออกไปไม่ยากนัก

  

นาทีถัดมาเชลซีได้ลุ้นอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท ได้ซัดหน้ากรอบเขตโทษแมนยูแต่ทิศทางไม่ค่อยดีบอลไหลไปเข้ามือ เด เคอา รับไว้สบาย

    นาทีที่ 37 แมนยูได้ลูกฟรีคิกระยะเกือบ 35 หลา จากจังหวะที่ บรูโน่ โดน มาเตโอ โควาซิช เข้าตัดฟาวล์ และเป็น แรชฟอร์ด รับหน้าที่ยิงไกลแต่ดันไปติดบล็อกแข้งสิงห์เต็มๆ ไม่ได้ลุ้นอะไรเลย

    เปลี่ยนมาเป็นโอกาสของเชลซีบ้าง นาทีที่ 39  เมสัน เมาน์ท ใช้ความสามารถเฉพาะตัวกระชากพาบอลไปสุดริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดยัดโด่งมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า ได้โขกเต็มๆ แต่ทิศทางยังคงไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกไปอย่างสุดเสียว

  

 นาทีที่ 42 เกมต้องหยุดฉะงักไปพักใหญ่เหตุเพราะ แม็กไกวร์ ที่กำลังเบียดแย้งโหม่งกับ ชิรูด์ แต่ดันถูก ไบยี่ ถอยหลังเข้ามาโขกเต็มๆ ที่หางคิ้วด้านขวา ส่งผลให้ แม็กไกวร์ บาดเจ็บมีแผลแตกทำเอาแพทย์สนามต้องลงมาประถมพยาบาลและสามารถเล่นต่อไปได้

    ในขณะที่ ไบยี่ ก็มีแผลแตกตรงกลางศรีษะเช่นกันและดูเหมือนอาการจะหนักกว่าทีมแพทย์ต้องใช้อุปกรณ์บล็อกที่คอ และ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ตัดสินใจเปลี่ยน อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ลงมาเล่นแทนทันที

   

 เกมกลับมาเล่นกันต่อ นาทีที่ 45+ 7 มาร์กซิยาล ที่พยายามยื่นเท้าเข้าไปแย้งในจังหวะเคลียร์บอลของ คูร์ท ซูม่า ทำให้ มาร์กซิยาล ถูกหวดเต็มๆ ที่ข้อเท้าจนลงไปกองกับพื้นจนเพื่อนร่วมทีมต้องเตะบอลทิ้งและแพทย์สนามลงไปดูอาการอีกครั้งแต่ไม่เป็นอะไรมาก

   เชลซี ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 45+11 จากจังหวะทำเกมรุกขึ้นมาทางฝั่งขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ทำชิ่งกับ วิลเลี่ยน ก่อนจะจ่ายบอลกลับให้ อัซปิลิกวยต้า อีกครั้งได้หลุดไปเกือบสุุดเส้นหลังแล้วเปิดบอลเลียดยัดไปที่เสาแรกและเป็น โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่ใช้สัญชาตญาณจอมล่าตาข่ายวิ่งเข้ามาดีดบอลด้วยข้างเท้าซ้ายระยะไม่ถึง 5 หลาผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พยายามป้องกันแต่ด้วยระยะที่ใกล้เกินไปทำให้รับไม่อยู่บอลหลุดไหลเข้าประตูไป

    จบครึ่งแรก เชลซี ออกนำแมนยูไปก่อน 1-0

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังนาทีที่ 46 เชลซี ออกนำห่าง 2-0 จากจังหวะจ่ายบอลพลาดของ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ แล้วโดน เมสัน เมาน์ท ตัดบอลไว้ได้ก่อนกระชากลากจี้แล้วซัดไกลเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตรงกรอบทำท่าจะไม่มีอะไรแต่ ดาบิด เด เคอา ล้มตัวรับรอดแขนเข้าไปซะอย่างนั้น

    นาทีที่ 50 เชลซี บุกขึ้นมาทางฝั่งขวาที่ เมสัน เมาน์ท แล้วเปิดบอลยัดไปในเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ที่วิ่งโฉบเข้ามาเก็บบอลแต่เจ้าตัวดันจับบอลยาวไหลออกหลังไป

    2 นาทีถัดมา แมนยูได้ลุ้นทวงประตูคืน แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปยิงทางฝั่งซ้าย แต่ด้วยมุมที่มีน้อยและ กาบาเยโร่ ยืนปิดมุมดีทำให้ แรชฟอร์ด ซัดหลุดออกเสาไกลไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 56 โซลชา เสริมเกมรุกโดยเปลี่ยน ปอล ป็อกบา ลงมาแทน เฟร็ด และ เมสัน กรีนวูด ลงมาแทน แดเนียล เจมส์

    นาทีถัดมา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เติมเกมขึ้นมาแล้วได้ตั้งป้อมยืนโขกเน้นๆ แต่บังคับทิศทางไม่ดีไปตรงตัว กาบาเยโร่ ที่ยืนอยู่กลางประตูรับไว้อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 58 เชลซี เกือบได้ประตูที่สาม รีซ เจมส์ หักข้อเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนไปให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ได้ตวัดยิงไปแฉลบ เนมานย่า มาติช บอลเปลี่ยนทางทำท่าจะพุ่งเข้าเสาไกลแต่ เด เคอา ทะยานตัวปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    นาทีที่ 63 แมนยูได้ลูกฟรีคิกตรงมุมกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาจากจังหวะที่ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เข้าไปโขกหัวของ เมสัน กรีนวูด และเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ก็ไม่ได้ลุ้นอะไรแข้งสิงห์ช่วยกันโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 65 แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้โอกาสโขกเต็มๆ ในเขตโทษเชลซีอีกครั้งแต่ก็ยังคงบังคับทิศทางไม่ดีส่งผลให้บอลหลุดออกหลังไปอีกตามเคย

    นาทีที่ 71 มีใบเหลืองแรกของเกมเกิดขึ้นและเป็น ปอล ป็อกบา ที่เข้าไปย้ำใส่ มาเตโอ โควาซิช ทำให้ ไมค์ ดีน ท่านเปาเกมนี้ไม่รอช้าเปาฟาวล์ให้เชลซีและคาดโทษ ป็อกบา ทันที

    ดูเหมือนว่าเกมแมนยูจะไม่มีอะไรดีขึ้น นาทีที่ 74 เชลซีนำห่าง 3-0 จากจังหวะจ่ายบอลของ เมสัน เมาน์ท ทางฝั่งขวาให้ อลอนโซ่ หลุดขึ้นไปเปิดยัดแรงเข้าไปในกรอบเขตโทษผีแดงและเป็น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่พยายามยื่นเท้าเข้ามาตัดบอลแต่โดนผิดเหลี่ยมกลายเป็นเข้าประตูตัวเองไป หมดปัญญาที่ เด เคอา พยายามป้องกันแล้วแต่ไม่ทัน

    นาทีที่ 78 แมนยูมีโอกาสลุ้นจากลูกเตะมุม บรูโน่ เปิดไปเข้าหัว เนมานย่า มาติช ที่ได้โขกกดลงพื้นจ่อๆ แต่จังหวะไม่เป็นใจบอลกระดอนลอยข้ามคานไปอย่างเหลือเชื่อ

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 85 แมนยูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-3 เมื่อได้ลูกจุดโทษจากจังหวะ จ่ายบอลของ บรูโน่ ให้ มาร์กซิยาล และถูก คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หวดเข้าที่ด้านหลัง และเป็น บรูโน่ เจ้าประจำรับหน้าที่สังหารกับท่าจิงโจ้กระโดดยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกม เชลซี อัด แมนยู 3-1 ส่งผลให้ทัพสิงโตน้ำเงินครามผ่านเข้าไปชิงดำกับ อาร์เซน่อล ต่อไป ส่วนแมนยูต้องอกหักร่วงตกรอบ

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – เอริก ไบยี่  (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล น.45+2), แฮร์รี่ แม็กไกวร์, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ – เนมานย่า มาติช, แบรนดอน วิลเลี่ยมส์, เฟร็ด (ปอล ป็อกบา น.56), อารอน วาน-บิสซาก้า (ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ น.79) – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด (โอเดียน อิกาโล่ น.79), แดเนียล เจมส์ (เมสัน กรีนวูด น.56)
     ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (3-4-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.86), มาร์กอส อลอนโซ่ – เมสัน เมาน์ท (เปรโด 90+1), วิลเลี่ยน (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.80) – โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.80)
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด  

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

สิงห์กำลังคึก! เชลซีปรับทัพยกพลฟัดเลสเตอร์รอบ 8 ทีมเอฟเอคัพ

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ "สิงห์บลูส์" อยู่ในช่วงกำลังมั่นใจหลังคว้าชัยมา 2 นัดติดในเกมลีกความพร้อมเตรียมปรับทีมบางตำแหน่งแต่ยังมี วิลเลี่ยน ลงบัญชาทัพ ส่วนทาง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่ "สุนัขจิ้งจอก" ตั้งแต่รีสตาร์ตยังไร้ชัยแดนหน้าวาง เจมี่ วาร์ดี้ ลงเป็นตัวความหวัง ในศึกฟุตบอล ฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ คืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. นี้
ปรีวิวฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศ
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2563
เลสเตอร์ – เชลซี
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2 (เวลา : 22.00 น.)

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือเลสเตอร์ พาทีมเสมอไบรท์ตัน 0-0 ในเกมล่าสุด ทำให้ไม่ชนะมา 2 เกมแล้วตั้งแต่รีสตาร์ต

    ความพร้อมเกมนี้ ”บีร็อด” ยังไม่มีทั้ง ริคาร์โด้ เปเรยร่า และ แดเนียล อามาร์ตีย์ ที่บาดเจ็บเหมือนเดิม นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม

    ส่วนการจัดทัพก็น่าจะเน้นเหมือนเดิม แต่อาจมีสลับแข้งสำรองบางรายอย่าง ยูริ ตีเลอมันส์, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และ อาโยเซ่ เปเรซ สลับมาออกสตาร์ตบ้าง

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซี พาทีมชนะแมนฯ ซิตี้ 2-1 ในเกมล่าสุด เป็นการคว้าชัย 2 นัดติด

    ความพร้อมเกมนี้ ”แลมพ์ส” จะไม่มี ฟิคาโย่ โทโมรี่ และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย 2 ดาวรุ่งที่มีอาการบาดเจ็บ

    นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่คาดว่าน่าจะมีการปรับบ้าง อาจเปิดโอกาสให้แข้งสำรองบางรายอย่าง มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่, แทมมี่ อบราฮัม และ เปโดร โรดริเกซ ได้สลับมาลงสนามบ้าง

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม 
   
    เลสเตอร์ (4-1-4-1) : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – อาโยเซ่ เปเรซ, ยูริ ตีเลอมันส์, เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้ 

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, แทมมี่ อบราฮัม, เปโดร โรดริเกซ   

ผลการพบกันที่ผ่านมา 

วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
01/02/20    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ ซิตี้    2-2เชลซี
18/08/19    พรีเมียร์ลีก    เชลซี    1-1เลสเตอร์ ซิตี้   
12/05/19    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ ซิตี้    0-0เชลซี   
22/12/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี    0-1เลสเตอร์ ซิตี้
18/03/18    เอฟเอ คัพ    เลสเตอร์ ซิตี้     1-1 เชลซี
(ต่อเวลา เชลซี ชนะ 2-1)
13/01/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี    0-0เลสเตอร์ ซิตี้   
09/09/17    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ ซิตี้    1-2เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เลสเตอร์ ซิตี้

24/06/20    เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
20/06/20    เสมอ วัตฟอร์ด 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
10/03/20    ชนะ แอสตัน วิลล่า 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
04/03/20    ชนะ เบอร์มิงแฮม 1-0 (เหย้า) เอฟเอ คัพ
29/02/20    แพ้ นอริช 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เชลซี

25/06/20    ชนะ แมนฯ ซิตี้ 1-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20    ชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
08/03/20    ชนะ เอฟเวอร์ตัน 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/03/20    ชนะ ลิเวอร์พูล 2-0 (เหย้า) เอฟเอ คัพ
29/02/20    เสมอ บอร์นมัธ 2-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เชลซีเป่าปากบุกเชือดพาเลซ แซงเลสเตอร์ขึ้นที่3ชั่วคราว

"สิงห์บลูส์" ไม่พลาดสามแต้มสำคัญหลังบุกไปอัด คริสตัล พาเลซ หวุดหวิด 3-2 ส่งผลให้ เชลซี มีเพิ่มเป็น 60 คะแนนแซง เลสเตอร์ ขึ้นอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ดิ อีเกิ้ลส์" ฟอร์มแย่ไม่หายแพ้เป็นที่ 4 ติดต่อกัน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 34 เจ้าบ้าน "ดิ อีเกิ้ลส์" ทีมอันดับ 14 แพ้มา 3 เกมติดแล้ว นัดล่าสุดบุกไปแพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-3 นัดนี้รับการมาเยือนของ เชลซี อันดับ 4 ที่ต้องการแต้มเพื่อรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์ ซึ่งฟอร์มล่าสุดของ "สิงห์บลูส์" นั้นไล่ต้อนเอาชนะ วัตฟอร์ด 3-0

    รอย ฮ็อดจ์สัน ส่งสามแนวรุกทั้ง จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้ และวิลฟรีด ซาฮา เป็นทีเด็ด ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซีเกมนี้ไร้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่บาดเจ็บ ส่งไอ้หนู บิลลี่ กิลมอร์ ลงทำหน้าที่แทน ส่วนแนวรุกเป็น วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช 

        เริ่มเกมมาไม่ถึงสองนาที  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ออกบอลพลาดเตะบอลไปเข้าทาง เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ฉวยโอกาสยิงไกลกว่า 40 หลาแต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    แต่กลายเป็น เชลซี ที่บุกมานำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ รีซ เจมส์ เปิดขึ้นหน้าไปที่ว่างให้ วิลเลี่ยน วิ่งฉีกหนี แกรี่ เคฮิลล์ ก่อนอดีตแนวรับสิงห์บลูส์จะโชคร้ายบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนล้มลงไปทำให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าไปในกรอบแล้วหักมาง่ายๆให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยิงเข้าไป

    นาทีที่ 8 รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือเจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวโดยด่วนส่ง มามาดู ซาโก้ ลงไปเล่นแทน แกรี่ เคฮิลล์ ที่บาดเจ็บ

    นาที 27 สิงห์บลูส์ พังสกอร์หนีห่างเป็น 2-0 บอลจาก วิลเลี่ยน เล่นชิ่งกับ เมสัน เมาน์ท ก่อนที่ วิลเลี่ยน จะจ่ายออกซ้ายมาให้ คริสเตียน พูลิซิช กระชากหนี โจเอล วอร์ด ก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งแรงเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    ทีมเยือนยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 32 ลูกทีมของ แลมพาร์ด เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม จากจังหวะที่ คริสเตียน พูลิซิช ตะลุยบอลเข้ามาในกรอบแล้วจ่ายออกซ้ายให้ วิลเลี่ยน ซัดไปติดเซฟของ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    นาที 34 คริสตัล พาเลซ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จนได้ พาทริค ฟาน อานโฮลท์ จ่ายไปติดแข้งสิงห์บลูส์ ก่อนบอลมาเข้าทาง วิลฟรีด ซาฮา กลางสนามก่อนตั้งป้อมซัดไกลกว่า 30 หลาบอลพุ่งติดไซด์ก้อยหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เข้าไปชนิดงามหยด

    จบครึ่งแรก คริสตัล พาเลซ ตามหลัง เชลซี 1-2

    ครึ่งหลัง นาที 48 บิลลี่ กิลมอร์ แย่งบอลจากกลางสนามได้ก่อนบอลไปถึง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลองสับไกยิงด้วยขวานอกกรอบแต่ยิงบดและเบาออกหลังไป

    ทีมเยือนโอกาสจะแจ้งไม่มีเท่าไหร่นัก นาที 54 รีซ เจมส์ ครอสไปในกรอบให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 65 แลมพาร์ด เปลี่ยน2คนรวดส่ง รูเบน ลอฟตัส-ชีค และแทมมี่ อบราฮัม ลงมาแทน รอสส์ บาร์คลี่ย์ และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    นาที 71 สกอร์ของเชลซีทะยานนำห่าง 3-1 รูเบน ลอฟตัส-ชีค จ่ายบอลทะลุแผงหลังให้ แทมมี่ อบราฮัม ซัดด้วยขวาเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    ทว่าอีกนาทีถัดมา เจ้าบ้านมาพังประตูไล่มาเป็น 2-3 จากจังหวะขึ้นเกมเร็วทางด้านซ้าย เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ เปิดเข้าไปให้ ฟาน อานโฮลท์ หลุดเข้าไปปาดบอลให้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ยิงโล่งๆเข้าไปอย่างง่ายดาย

    ท้ายเกม นาที 86 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สี่หลัง เมสัน เมาน์ท ซัดไกลสุดสวยแต่บอลยังโดน บิเซนเต้ กวาอิต้า ปัดออกไปได้

    จบเกม คริสตัล พาเลซ พ่ายให้ เชลซี 2-3 ส่งผลให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" แพ้เป็นเกมที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่ "สิงห์บลูส์" คว้าสามแต้มแซงเลสเตอร์ ซิตี้รั้งอันดับ 3 ชั่วคราวก่อน โดยมี 60 คะแนน และเหลือการแข่งขันอีก 4 นัดที่เหลือ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม         

        คริสตัล พาเลซ (4-3-3) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, แกรี่ เคฮิลล์, สกอตต์ แดนน์, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีกู กูยาเต้ – จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้, วิลฟรีด ซาฮา   

    ผู้จัดการทีม : รอย ฮ็อดจ์สัน

        เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – รอสส์ บาร์คลี่ย์, บิลลี่ กิลมอร์, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช 

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : เดวิด คูท

 

ผียิ้มหวาน! ยาโมเลนโก้ซัดชัย-เวสต์แฮมฮึดหนีตายแซงดับเชลซี

อังเดร ยาโมเลนโก้ กลายเป็นฮีโร่ซูเปอร์ซับให้ "ขุนค้อน" หลังซัดประตูชัยในนาทีที่ 89 พาทีมแซงเอาชนะ เชลซี 3-2 คว้าสามแต้มล้ำค่าหนีโซนตกชั้นขึ้นมาอยู่อันดับ 16 มี 33 คะแนน ส่วน "สิงห์บลูส์" ชวดโอกาสแซง เลสเตอร์ ขึ้นอันดับ 3 แม้จะรั้งอันดับ 4 แต่โดน "ปีศาจแดง" ไล่จี้มาเหลือแค่สองคะแนน ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 32 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม : ลอนดอน สเตเดี้ยม

    "สิงห์บลูส์" เชลซี ลงเล่นเกมที่ 32 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งหากแมตช์นี้ทำศึก "ลอนดอนดาร์บี้" บุกไปเยือน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด หากลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด คว้าสามแต้มได้จะแซง เลสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทันที หลังทัพ "จิ้งจอก" ที่แข่งไปก่อนหน้านี้บุกไปพ่าย เอฟเวอร์ตัน 1-2

    เกมนี้เจ้าบ้าน "ขุนค้อน" วาง มิคาอิล อันโตนิโอ เป็นหน้าเป้ามี มานูเอล ลันซินี่ และ ปาโบล ฟอร์นัลส์ ปั้นเกม ส่วนทีมเยือน เชลซี ที่ใช้ผู้สนับสนุนคาดหน้าอกเสื้อใหม่ วางสามประสานแนวรุกเป็น วิลเลี่ยน, แทมมี่ อบราฮัม และคริสเตียน พูลิซิช

    เปิดฉากมาได้แค่ 5 นาทีแรก "สิงห์บลูส์" ทักทายก่อนเลยหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายให้ มาร์กอส อลอนโซ่ อัดด้วยซ้ายแต่บอลยังไม่ผ่านมือ ลูคัส ฟาเบียนสกี้

    ยังเป็นทีมเยือนที่ครองบอลได้เหนือกว่า นาทีที่ 10 ได้โอกาสลุ้นขึ้นนำอีกหลัง วิลเลี่ยน กระชากบอลหนี โทมัส ซูเช็ก ปั่นด้วยขวาไปเข้าตัว ฟาเบียนสกี้

    "ขุนค้อน" ตอบโต้บ้าง นาที 13 แนวรับเชลซีออกบอลพลาดก่อนบอลจะมาถึง เดแคลน ไรซ์ จ่ายต่อให้ มิคาอิล อันโตนิโอ กระชากบอลแหวกเบียดกับ รือดิเกอร์ เข้าไปซัดหลุดกรอบอย่างน่าเสียดาย

    นาที 19 เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แทงบอลต่อให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตะบันด้วยขวาเต็มแรงนอกกรอบ แต่บอลยังพุ่งไปตรงตัว ฟาเบียนสกี้ อีกนาทีถัดมา คริสเตียน พูลิซิช ลองยิงด้วยขวาบ้างแต่บอลกดไม่ลงเหินคานออกไป

    นาที 34 จาร์ร็อด โบเว่น เปิดเตะมุมไปเสาแรกโดน มาเตโอ โควาซิช สกัดไม่ดีกลายเป็นชงไปเสาไกลบอลตกพื้นก่อนที่ โทมัส ซูเช็ก จะส่งบอลข้ามตัว มิคาอิล อันโตนิโอ เข้าประตูไป ทว่าผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจาก VAR ก่อนเป่าไม่ให้ "ขุนค้อน" ได้ประตูเนื่องจาก มิคาอิล อันโตนิโอ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าก่อน

    จากนั้น นาที 41 กลายเป็นเจ้าถิ่นต้องมาเสียจุดโทษ หลัง อิสซ่า ดิย็อป ไปขวางการเล่นของ คริสเตียน พูลิซิช ล้มลงในเขตโทษ มาร์ติน แอตกินสัน ชี้เป็นจุดโทษทันที และเป็น วิลเลี่ยน ที่ยิงเข้าไปไม่พลาด ให้ เชลซี บุกมานำ เวสต์แฮม 1-0

    ทว่า "ขุนค้อน" ไม่ยอมง่ายๆ ช่วงทดเจ็บ นาที 45+2 มาได้ประตูตีเสมอ 1-1 สำเร็จ จากจังหวะเตะมุมทางฝั่งขวา จาร์ร็อด โบเว่น เปิดมาเสาไกลให้ โทมัส ซูเซ็ค ขึ้นเบียด เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า ก่อนเทกตัวโขกบอลข้ามเส้นซุกตาข่ายไป

    จบครึ่งแรก เวสต์แฮม เสมอกับ เชลซี 1-1

    กลับมาบู๊กันต่อในครึ่งหลัง แค่นาทีที่ 51 เวสต์แฮม มาแซงขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ต่อบอลขึ้นเกมมาอย่างสวย เดแคลน ไรซ์ จ่ายเข้าไปในกรอบให้  มิคาอิล อันโตนิโอ พลิกบอลจะยิงแต่โดน อันโตนิโอ รือดิเกอร์ เหนี่ยวล้มลงผู้ตัดสินไม่ว่าอะไร บอลได้เปรียบไปถึง จาร์ร็อด โบเว่น ปาดเลียดมาให้ อันโตนิโอ ที่วิ่งมายิงด้วยขวาส่งบอลเข้าก้นตาข่าย

    นาที 58 "ขุนค้อน" ได้ลุ้นเม็ดที่สาม จากจังหวะสวนกลับเร็ว จาร์ร็อด โบเว่น แทงบอลขึ้นหน้าให้ มานูเอล ลันซินี่ เลี้ยงเข้ากรอบก่อนจะปั่นด้วยขวาเหินคานไปแบบได้เสียว

    ลูกทีมของ แลมพาร์ด โหมบุกอย่างหนัก นาที 56 ได้ลุ้นจากฟรีคิกทางด้านขวา เมสัน เมาน์ท ที่เพิ่งลงมาเปิดเข้าไปในกรอบให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตัวสำรองเช่นกันโขกแต่บอลลอยโด่งไปเข้ามือ ฟาเบียนสกี้

    กระนั้น นาที 72 เชลซี มาตามตีเสมอ 2-2 ได้สำเร็จ จากจังหวะฟรีคิกกว่า 25 หลาหน้ากรอบ วิลเลี่ยน วิ่งมาปั่นข้ามกำแพง บอลโค้งเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    อีกสองนาทีถัดมา คริสเตียน พูลิซิช เกือบพาสิงห์แซงขึ้นนำหลังรับลูกของ มาร์กอส อลอนโซ่ ก่อนจะซัดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเลียดถากเสาแรกอย่างน่าเสียดาย

    นาที 80 เจ้าบ้านตอบโต้มาอีกที คราวนี้เกือบได้ลุ้นอีกหลัง แจ็ค วิลเชียร์ แทงบอลลอดขาไปแฉลบรือดิเกอร์ก่อนมาเข้าทาง มิคาอิล อันโตนิโอ หลุดเข้าไปซัดติดตัว ฟาเบียนสกี้ ก่อนบอลจังหวะสุดท้ายจะมาชนตัว อันโตนิโอ ออกหลังไปเอง

    เกมทำท่าจะจบด้วยการแบ่งแต้ม แต่จังหวะสวนกลับของเจ้าถิ่น  มิคาอิล อันโตนิโอ ออกบอลให้ อังเดร ยาโมเลนโก้ หลุดเดี่ยวเข้าไปก่อนจะกระชากหนี อันโตนิโอ รือดิเกอร์ ซัดผ่านมือเกป้าเสียบมุมอย่างเฉียบขาดให้ทีมแซงขึ้นนำ 3-2

    จบเกม เวสต์แฮม งัดฟอร์ดเด็ดเอาชนะ เชลซี 3-2 เก็บสามแต้มสำคัญ เพิ่มโอกาสรอดตายมากขึ้น ส่วน เชลซี ชวดขึ้นที่ 3 ยังรั้งอันดับ 4 มี 54 คะแนนตามหลัง เลสเตอร์ หนึ่งแต้ม และมากกว่าอันดับ 5 แมนฯยูฯ 2 คะแนนเท่านั้น

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

     เวสต์แฮม (4-2-3-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – ไรอัน เฟรเดอริกส์, อิสซ่า ดิย็อป, แองเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์ – โทมัส ซูเซ็ค, เดแคลน ไรซ์ – จาร์ร็อด โบเว่น, มานูเอล ลันซินี่, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ

        เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันเดรียส คริสเตียนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, มาร์กอส อลอนโซ่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – วิลเลี่ยน, แทมมี่ อบราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช

    ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

บาร์คลี่ย์ตะบันชัย! เชลซีบุกอัดเลสเตอร์หวิว ทะยานตัดเชือกเอฟเอคัพ

รอสส์ บาร์คลี่ย์ กลายเป็นซูเปอร์ซับของ "สิงห์บลูส์" หลังลงมาต้นครึ่งหลังซัดประตูชัยพา เชลซี บุกไปเฉือนเอาชนะเจ้าถิ่น เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศที่เวมบลี่ย์ ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่รอบที่แล้วเบียดเอาชนะ เบอร์มิงแฮม 1-0 เข้ามาพบกับ เชลซี ซึ่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไล่ตบเอาชนะ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกมา 2-0

    ครึ่งแรก นาที 14 เจ้าบ้านเกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน บอลจาก เบน ชิลเวลล์ เปิดเตะมุมเข้าไปหน้ากรอบให้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ โขกเน้นๆแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่

    อีก 6 นาทีถัดมา นายด่านสิงห์บลูส์ต้องออกแรงเซฟอีก เมื่อ ยูริ ตีเลมันส์ อัดด้วยซ้ายนอกกรอบไปติดมือ กาบาเยโร่ ปัดออกหลังอีกที

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง โอกาสดีที่สุดของทีมเยือนเมื่อ เมสัน เม้าน์ท จ่ายบอลให้ คริสเตียน พูริซิช ตะบันด้วยขวาแต่บอลยังโดน คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    ท้ายครึ่งแรก นาที 45 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ แทงบอลให้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่อดีตหัวหอกสิงโตคำรามดันยิงเหินออกหลังไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งแรก ยังเสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปลี่ยนรวดเดียว 3 คนถอดเอา รีซ เจมส์, บิลลี่ กิลมอร์ และเมสัน เม้าน์ท ออกแล้วส่ง เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, มาเตโอ โควาซิช และรอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงเล่นแทน

    นาที 63 กลายเป็น "สิงห์บลูส์" ทะยานขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ วิลเลี่ยน ครอสด้วยเท้าขวาไปเสาแรกให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัวสำรองสอดมายิงไม่ถึง 6 หลาเข้าไป

    ทีมเยือนโหมบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 66 บาร์คลี่ย์ รับบอลจาก พูลิซิช ก่อนจะซัดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ ชไมเคิ่ล

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปรับทัพส่ง เดเมราย เกรย์ ลงมาแทนที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขณะที่ "สิงห์บลูส์" ของแลมพาร์ดถอดเอา วิลเลี่ยน ออกแล้วส่ง เปโดร ลงเล่นแทน เช่นเดียวกับ คริสเตียน พูลิซิช ออกแล้วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค เล่นแทน

    นาที 85 มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดเซ็ตพีซมาในกรอบ 6 หลาให้ ซากลาร์ โซยุนชู โขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 89 ทีมเยือนพลาดได้เม็ดที่สองนำห่าง หลัง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัดบอลได้ก่อนโต้กลับเร็วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ก่อนที่ ลอตตัส-ชีค จะจ่ายคืนให้ บาร์คลี่ย์ ตะบันไกลเต็มแรงแต่บอลไปตรงตัว คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟออกหลังหวุดหวิด

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ แพ้คาบ้านให้ เชลซี 0-1 ทำให้ "สิงห์บลูส์" ตีตั๋วเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
       
    เลสเตอร์ : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, ซากลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – อโยเซ่ เปเรซ (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.57), ยูริ ตีเลมันส์, เดนนิส ปราต (ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ น.57) , ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เดเมราย เกรย์ น.76) – เจมี่ วาร์ดี้

    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์ (เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า น.46), อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คัวร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน – บิลลี่ กิลมอร์ (มาเตโอ โควาซิช น.46), เอ็นโกโล่ ก็องเต้เมสัน เมาท์ (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.46) – วิลเลี่ยน (เปโดร น.78), แทมมี่ อับราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.72)    

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

แนวรุกบุกมันส์! จัด 11 ตัวจริงเชลซีฤดูกาลหน้าหลังจ่อได้แวร์เนอร์

ปฏิบัติการปาดหน้า "หงส์แดง" คว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ของ "สิงห์บลูส์" ใกล้จะเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยหลัง เชลซี บรรลุข้อตกลงในการฉีกสัญญาด้วยมูลค่า 60 ล้านยูโร ฤดูกาลนี้ศูนย์หน้าไลป์ซิกวัย 24 ปีถล่มตาข่ายไปแล้วถึง 31 ประตูในทุกรายการ นี่ถือเป็นการเสริมทัพของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่น่ากลัวเลยทีเดียว และในเมื่อพวกเขากำลังจะมีกองหน้าคนใหม่ เราจึงลองมาจัดแผนเชลซีในฤดูกาล 2020/21 กันว่าจะโหดถึงพริกถึงขิงมากแค่ไหน
ผู้รักษาประตู

    แม้จะมีข่าวลือว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ไม่ปลื้มกับฟอร์มของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า หลังทำผลงานได้ไม่ดีนักจนถูกดร็อปเป็นตัวสำรองอยู่พักหนึ่ง แต่ช่วงก่อนหยุดการแข่งขันเจ้าตัวก็เรียกความมั่นใจกลับมาและโชว์ฟอร์มดีต่อเนื่องทำให้ได้รับความไว้วางใจจาก แลมพาร์ด อีกครั้ง เชื่อว่าเขาจะได้ไปต่อกัมทีมนี้ในฤดูกาลหน้าแน่นอน

แนวรับ

    ฤดูกาลนี้เชลซีสลับใช้แผนการเล่นระหว่างเซนเตอร์ 3 คนและ 4 คนอยู่บ่อยครั้ง หากแฟร้งค์ แลมพาร์ด ต้องการเลือกใช้ปราการหลัง 4 คน ตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กที่คาดว่าจะเป็นตัวจริงแน่นอนคือ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ และคู่หูของเขาก็ต้องเลือกระหว่าง คูร์ท ซูม่า และฟิคาโย่ โทโมรี่

    ส่วนกัปตันทีม เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จะกลับมาประจำการทางตำแหน่งแบ็กแต่อาจต้องโยกมาเล่นทางแบ็กซ้ายเนื่องจาก รีซ เจมส์ กำลังทำผลงานได้ดี

    หาก แลมพาร์ด จะปรับมาเล่นเซนเตอร์แบ็ก 3 คน เขาน่าจะเลือกใช้ อัซปิลิกวยต้า เล่นพร้อมกับ รือดิเกอร์ และที่ว่างอีกหนึ่งที่คงต้องต่อสู้กันระหว่าง ซูม่า, โทโมริ และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ส่วนในตำแหน่งวิงแบ็ก ถ้าเป็นฝั่งซ้ายจะตกเป็น มาร์กอส อลอนโซ่ ซึ่งช่วงก่อนล็อกดาวน์ก็ยึดตัวจริงต่อเนื่อง ขณะที่วิงแบ็กฝั่งขวา รีซ เจมส์ จะรับหน้าที่นี้

มิดฟิลด์

    ฤดูกาลนี้เชลซีประสบปัญหาผู้เล่นในแดนกลางบาดเจ็บบ่อยครั้ง แต่ถ้ามิดฟิลด์ทุกคนฟิตเต็มร้อยและพร้อมใช้งานเชื่อว่าในระบบมิดฟิลด์สามคนจะตกเป็นของ จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และมาเตโอ โควาซิช   

    อย่างไรก็ตามมีข่าวลือหนาหูว่า จอร์จินโญ่ อาจจะกลับไปเล่นที่อิตาลีอีกครั้งเพื่อร่วมงานกับเจ้านายคู่บุญอย่าง เมาริซิโอ ซาร์รี่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง เชลซี อาจจะมีการเสริมแดนกลาง

    หรืออีกอ็อพชั่นหนึ่งคือปรับมาใช้ เมสัน เมานท์ ลงเล่นกองกลางตัวรุกในระบบ 4-2-3-1 และมี ก็องเต้ และมาเตโอ โควาซิช ยืนเป็นมิดฟิลด์ หรือใช้บริการของ ซีเย็ค และเมสัน เมาทน์ ลงเล่นพร้อมกันในตำแหน่งตัวรุกในระบบ 3-4-2-1 โดยมี รอส บาร์คลีย์ และรูเบน ลอฟตัส-ชีค เป็นแบ็กอัพในม้านั่งสำรอง

แนวรุก

    ข่าวหลายสำนักรายงานตรงกันว่า เชลซี กำลังจะได้ตัวกองหน้าไลป์ซิกอย่าง ติโม แวร์เนอร์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องมายึดตัวจริงในตำแหน่งกองหน้า พร้อมกับมี แทมมี่ อบราฮัม เป็นแบ็กอัพในม้านั่งสำรอง

    ส่วนแนวรุกริมเส้นเนื่องจาก เปโดร โรดริเกซ และวิลเลี่ยน เตรียมออกจากสโมสรหลังหมดสัญญาหลังจบฤดูกาลนี้ ตำแหน่งปีกขวาจะว่างลง ดังนั้น ฮาคิม ซีเย็ค ดาวเตะจากอาแจ็กซ์ที่เซ็นสัญญากับเชลซีเจะเข้ามายึดตัวจริง

    ขณะที่ริมเส้นฝั่งซ้ายคาดว่าจะเป็น คริสเตียน พูลิซิช โดยมี คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย เป็นแบ็กคัพที่คอยเสียบได้ตลอดเมื่อผู้เล่นตัวจริงบาดเจ็บหรือฟอร์มแย่

ผังการเล่นระบบ 4-3-3

ผังการเล่นระบบ 4-2-3-1

ผังการเล่นระบบ 3-4-2-1

ส่องโฉมใหม่อาร์เซน่อลหากได้วิลเลี่ยนแต่เสียโอบาเมยอง



คาดการณ์ 11 ตัวจริง อาร์เซน่อล ในซีซั่นหน้า หลังมีโอกาสได้ วิลเลี่ยน และ โธมัส ปาร์เตย์ เข้ามาเสริมทัพ

อาร์เซน่อล กลายเป็นหนึ่งในทีมเต็งที่จะได้ วิลเลี่ยน ปีกบราซิเลียน ที่กำลังจะหมดสัญญากับ เชลซี ไปเสริมทัพในฤดูกาลหน้า หลังมีข่าวว่าเอเยนต์เสนอนักเตะไปให้ "ปืนใหญ่" ที่มีโอกาสจะเสีย ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมยอง กองหน้าทีมชาติกาบอง ออกจากถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

 นอกจาก วิลเลี่ยน แล้วนั้น อาร์เซน่อล ยังมีข่าวกับ โธมัส ปาร์เตย์ กองกลางตัวรับ แอตเลติโก มาดริด โดยพ่อของนักเตะก็ร่วมยืนยันว่า ลูกชายของตัวเองได้เปิดฉากเจรจากับ "ปืนใหญ่" แล้วด้วย

ส่วนในแนวรับ อาร์เซน่อล สนใจ อักเซล ดิซาซี่ กองหลัง แร็งส์ โดยหากได้มาร่วมทีมก็มีโอกาสมาจับคู่กับ วิลเลี่ยม ซาลิบา ปราการหลังชาวฝรั่งเศส ที่จะกลับมาจากการไปเล่นให้ แซงต์-เอเตียน แบบยืมตัว

คาดการณ์ 11 ตัวจริง อาร์เซน่อล ฤดูกาล 2020/21

ผู้รักษาประตู: แบรนด์ เลโน่

กองหลัง: เอคตอร์ เบเยริน, อักเซล ดิซาซี่, วิลเลี่ยม ซาลิบา, คีแรน เทียร์นี่ย์

กองกลาง: โธมัส ปาร์เตย์, กรานิต ชาคา, นิโกล่าส์ เปเป้, เมซุต โอซิล, วิลเลี่ยน

กองหน้า: อเล็กซ็องดร์ ลากาแซตต์

ใช้งานได้ทันที! 6 ข้อดีที่ลิเวอร์พูลควรซิว”วิลเลี่ยน” ร่วมทัพ



"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่อยู่ดีๆ ก็มาแรงในการแย่งชิงตัว วิลเลี่ยน ปีกจอมพลิ้วชาวบราซิเลียน ที่กำลังจะหมดสัญญากับ เชลซี หลังจบฤดูกาลนี้ เพราะเมื่อวันพฤหัสบดีที่่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า ลิเวอร์พูล กำลังเจรจาอยู่กับ วิลเลี่ยน แถมมีการยื่นข้อเสนอสุดงามให้ตัวนักเตะพิจารณาแล้วด้วย และนี่คือ 6 เหตุผลที่ชี้ว่า ดาวเตะวัย 31 ปี น่าจะเป็นการเสริมทัพที่ดีสำหรับทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์

 – ของฟรีไงล่ะ
ของฟรีแถมดี ใครบ้างจะไม่ชอบ เพราะด้วยคุณภาพฝีเท้าระดับ วิลเลี่ยน แล้ว ถ้ามีโอกาสเซ็นฟรี ก็ควรจะคว้าตัวมาร่วมก๊วนให้ได้ ถือเป็นดีลที่น่าจะลองเสี่ยง ซึ่งถ้าหากช้าก็อาจจะถูกสโมสรอื่นตัดหน้าได้ เพราะทั้ง บาร์เซโลน่า, อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่างกำลังจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

– ใช้งานได้ทันที
 อยู่กับ เชลซี มานานถึง 7 ฤดูกาล ลงฟาดแข้งในเกม พรีเมียร์ลีก มาแล้ว 226 เกม (329 นัด รวมทุกรายการ) ดังนั้น วิลเลี่ยน จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เสียเวลาในลีกแห่งนี้ และสามารถถูก เจอร์เก้น คล็อปป์ เรียกใช้งานได้ทันที หากได้ย้ายมาสวมยูนิฟอร์ม "หงส์แดง" จริง

 – เข้ากับเพื่อนร่วมทีมได้ไม่ยาก
 นอกจากไม่ต้องปรับตัวกับเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีแล้ว ในทัพ "หงส์แดง" ชุดนี้ยังอุดมไปด้วยแข้งแซมบ้าอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ด้วย ซึ่งจุดนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ วิลเลี่ยน คงจะมีความสุขกับการค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ และที่สำคัญคือ ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยพูดแล้วว่า อยากอยู่โลดแล่นในเวที พรีเมียร์ลีก ต่อไป ต่อให้ต้องย้ายออกจาก เชลซี ก็ตาม

 – ประสบการณ์โชกโชน
ด้วยวัย 31 ปี วิลเลี่ยน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยค้าแข้งกับ โครินเธียนส์, ชัคตาร์ โดเน็ตสค์ และ อันจิ มาคัชคาล่า ถือเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์มากมายในการเล่นฟุตบอลทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ โดยเฉพาะกับ เชลซี นั้น เขาได้แชมป์มาเพียบ ทั้ง พรีเมียร์ลีก 2 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ลีก คัพ 1 สมัย และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก 1 สมัย ส่วนกับทีมชาติบราซิล เขาก็มีสถิติลงเล่นไปแล้ว 70 นัด (9 ประตู) แถมเป็นหนึ่งในขุนพล "เซเลเซา" ชุดคว้าแชมป์ โกปา อเมริกา เมื่อปีก่อน ร่วมกับ อลีสซง และ ฟีร์มีโน่ ด้วย ดังนั้น วิลเลี่ยน จึงเก๋าเกมแน่นอน สำหรับการแข่งขันระดับสูง 

– เพิ่มมิติเกมรุก
เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่น่าจะถูกใจ คล็อปป์ เพราะ วิลเลี่ยน สามารถเติมเต็มได้หลายจุดในแนวรุก เนื่องจากเจ้าตัวเล่นได้ทั้งปีกและมิดฟิลด์ตัวรุก แถมมีความสามารถรอบตัวทั้งทักษะ, ชั้นเชิง, การทำประตู และสร้างโอกาสให้เพื่อนจบสกอร์ นอกจากนี้เจ้าตัวยังเป็นนักเตะที่ยิงฟรีคิกได้ดีด้วย ดังนั้น วิลเลี่ยน จึงถือเป็นดีลที่น่าลองไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่ เซอร์ดาน ชากิรี่ กับ อดัม ลัลลานา เตรียมอำลาถิ่น แอนฟิลด์

 – โคตรฟิต
ตลอด 7 ฤดูกาลกับ เชลซี นั้น วิลเลี่ยน มีประวัติเดี้ยงน้อยมาก เพระในแต่ละฤดูกาล เจ้าตัวมีสถิติลงเล่นแทบจะเต็มซีซั่น โดยไล่ตั้งแต่ฤดูกาล 2013/14 เจ้าตัวลงเล่น 42 นัด, 2014/15 : ลงเล่น 49 นัด, 2015/16 : ลงเล่น 49 นัด, 2016/17 : ลงเล่น 41 นัด, 2017/18 : ลงเล่น 55 นัด, 2018/19 : ลงเล่น 56 นัด และฤดูกาลปัจจุบันลงเล่นไปแล้ว 37 นัด ซึ่งจากตัวเลขเหล่านี้ วิลเลี่ยน ถือเป็นนักเตะที่ฟิตมากๆ คนหนึ่ง