ซูเนสส์ชูสเตอร์ลิงเหนือกว่า1แนวรุกลิเวอร์พูล

แกรม ซูเนสส์ ระบุ ในมุมมองของตนนั้น ราฮีม สเตอร์ลิง ดาวเตะ แมนฯ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ นิดๆ พร้อมเชื่อว่า สเตอร์ลิง เป็นนักเตะที่ทุกสโมสรอยากมีอยู่ในทีม

    แกรม ซูเนสส์ ตำนานกองกลางของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเห็นว่า ราฮีม สเตอร์ลิง ปีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก่งกว่า ซาดิโอ มาเน่ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล อยู่นิดหน่อย

    สเตอร์ลิง และ มาเน่ ต่างก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมตลอดช่วงที่ผ่านมาจนเป็นกำลังสำคัญให้กับต้นสังกัดของตัวเอง โดยรายแรกเพิ่งทำแฮตทริกช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ บุกไปถล่ม ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 5-0 ในเกมลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา จนทำให้ฤดูกาลนี้เขาทำประตูในลีกไปแล้ว 17 ลูก มากกว่า มาเน่ 1 ประตู

    ซูเนสส์ กล่าวระหว่างทำหน้าที่กูรูของ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีหลังจบเกมที่ แมนฯ ซิตี้ ชนะ ไบรท์ตันฯ ว่า "สเตอร์ลิง น่ะเป็นของจริง ทุกทีมในโลกคงอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า หรือ บาเยิร์น มิวนิค สเตอร์ลิง อายุน้อยกว่านิดหน่อย ทั้งคู่มีคุณภาพในแบบที่คล้ายๆ กัน แต่ สเตอร์ลิง ก็อยู่ในระดับเดียวกับ มาเน่ ได้แล้ว (ทั้งที่อายุน้อยกว่า)

    "มาเน่ เป็นยอดนักรบ และแน่นอนว่าตอนนี้ทุกทีมอยากมีนักเตะแบบเขาอยู่ในทีมเช่นกัน มาเน่ อยู่ในระดับสูงได้ในตอนที่เขามีอายุ 28 ปี ส่วน สเตอร์ลิง ทำได้ในตอนที่มีอายุ 25 ปี และที่จริงเขายังเหลือเวลาอีก 3 ปีก่อนจะถึงช่วงพีคในอาชีพการค้าแข้งด้วยซ้ำ (อ้างอิงจากการที่หลายคนมักจะคิดว่านักฟุตบอลจะเข้าช่วงพีคในอายุ 28-29 ปี) ดังนั้นผมเลยคิดว่าเขาเหนือกว่านิดหน่อย"

แกรี่เทียบชัดๆสามแนวรุกแมนยูกับลิเวอร์พูลต่างกันยังไง

หลังจากหลายคนถึงขั้นบอกว่า 3 แนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด เก่งพอๆ กับของ ลิเวอร์พูล แล้วนั้น ล่าสุด แกรี่ เนวิลล์ ก็ออกมาเบรกว่า 3 ประสานของ "ปีศาจแดง" ยังด้อยกว่าของ "หงส์แดง" พอตัว แต่เสริมว่าพวกเขาก็มีโอกาสที่จะพัฒนาฝีเท้าจนเก่งขึ้นได้เช่นกัน

    แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่า 3 แนวรุกตัวจริงของ "ปีศาจแดง" ในตอนนี้ ยังไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับของ ลิเวอร์พูล คู่อริร่วมลีกแต่อย่างใด

    หลายเกมที่ผ่านมา โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด เลือกใช้งาน มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ เมสัน กรีนวู้ด เป็น 3 ตัวหลักในแนวรุก ซึ่งทั้งหมดต่างก็ทำผลงานได้โดดเด่น โดยเฉพาะ กรีนวู้ด ที่ทำประตูได้ 3 นัดติดต่อกันแล้ว และมันก็ทำให้บางคนถึงขั้นบอกว่าตอนนี้ 3 แนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด เก่งพอๆ กับของ ลิเวอร์พูล ที่ประกอบไปด้วย โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เลย

    เนวิลล์ คนพี่ กล่าวในรายการพ็อดแคสต์ของตัวเองว่า "โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ต่างก็เป็นพวกที่พัฒนากันจนถึงจุดสูงสุดของพวกเขาแล้ว พวกเขาต่างก็เป็นที่ยอมรับของหลายคน พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นของจริง พวกเขาเป็น 3 แนวรุกที่ดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ผมพูดแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์ลีกด้วยซ้ำ"

    "3 แนวรุกที่ ยูไนเต็ด มีในตอนนี้ยังไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ 3 แนวรุกของ ลิเวอร์พูล หรอก คุณจะคาดหวังว่าพวกเขาอยู่ในระดับเดียวกันแล้วไม่ได้ แต่แน่นอนว่าพวกเขามีพรสวรรค์และความสามารถดีพอ (ที่จะขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกันในอนาคตได้) ก่อนหน้านี้มันมีการตั้งประเด็นว่า แรชฟอร์ด ดีพอรึเปล่า, มาร์กซิยาล ดีพอรึเปล่า และสมัยก่อน กรีนวู้ด ก็ยังแจ้งเกิดไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้พวกเขากำลังพิสูจน์ว่าพวกเขามีดีพอ พวกเขากำลังแสดงให้เห็นว่าสามารถเล่นในระดับที่ได้ และพวกเขาก็จะทำได้ดีขึ้นแน่ๆ"

    "ตอนนี้ 3 แนวรุกของ ลิเวอร์พูล อยู่เหนือกว่า แต่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือว่ามีอนาคตที่น่าตื่นเต้น ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวนักเตะดาวรุ่ง และให้โอกาสพวกเขาลงเล่นในตำแหน่งที่พวกเขาอยากเล่นแล้วล่ะก็ คุณก็จะรู้สึกทึ่งกับเรื่องที่ว่านักเตะเหล่านั้นสามารถทำอะไรให้คุณได้"

บิ๊กทีมมาฟัง!คูลิบาลี่พูดเรื่องอนาคตตัวเองแล้ว

คาลิดู คูลิบาลี่ กองหลังของ นาโปลี เผยถึงกระแสย้ายทีมที่มีออกมาตามหน้าสื่ออย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าไม่เคยพูดเรื่องนี้กับสโมสรแต่อย่างใด และพร้อมที่จะแขวนสตั๊ดกับต้นสังกัดหากได้รับการต่อสัญญาออกไป
    คาลิดู คูลิบาลี่ แนวรับวัย 29 ปีตกเป็นข่าวย้ายทีมอย่างหนักกับหลายสโมสรชื่อดังทั่วยุโรป ไม่ว่าจะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สองทีมแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ที่ต้องการเสริมทัพกองหลังฝีเท้าดี รวมถึง ลิเวอร์พูล, บาร์เซโลน่า และปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ที่ให้ความสนใจเช่นเดียวกัน

    โดยทาง กาเซตโต้ เดลโล่ สปอร์ต สื่อชั้นนำจากประเทศอิตาลี รายงานว่า คูลิบาลี่ อยากที่จะจบอาชีพค้าแข้งที่ นาโปลี และล่าสุดเจ้าตัวก็ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้กับทางหนังสือพิมพ์แดนมักกะโรนีแล้วว่ายังไม่เคยเอ่ยปากย้ายทีมกับต้นสังกัดแต่อย่างใด "ผมไม่เคยพูดกับ นาโปลี เกี่ยวกับการย้ายทีมเลย หากเราหาทางออกกันได้ เราก็จะทำ แต่ผมน่ะไม่เคยพูดเรื่องที่เกี่ยวกับตลาดซื้อขายเลยนะ"

    "ผมเจอข่าวเรื่องอนาคตของตัวเองตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ เหมือนกัน แต่ตอนนี้ผมอยากคิดเกี่ยวกับการลงเล่นเท่านั้น ผมเต็มที่กับ นาโปลี 100 เปอร์เซ็นต์ และมันก็น่าหงุดหงิดมากๆ ที่ผมต้องมาตกเป็นข่าวกับทีมต่างๆ ในทวีปยุโรปทุกวัน"

    "เราจะได้เห็นสิ่งที่ท่านประธาน(ออเรลิโอ เด ลอเรนทิส) ตัดสินใจ และหากเขาประสงค์ที่จะขยายสัญญาของผมแล้วล่ะก็ มันก็จะทำให้ผมยุติอาชีพที่นี่ได้"

สื่อเผยปืนต้องขายก่อนซื้อแข้งใหม่ร่วมทีม

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังของอังกฤษรายงานว่า มิเกล อาร์เตต้า อาจจะต้องขายนักเตะในทีมก่อนที่จะคิดเรื่องเสริมทัพใหม่เข้ามา

 หลังชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล 2-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ทางนายใหญ่ชาวสเปนชี้ว่าทีมยังต้องเสริมทัพนักเตะที่มีศักยภาพเพื่อเข้ามายกระดับทีมในการกลับมาขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวอีกครั้ง

 อย่างไรก็ตามปัญหาของสโมสรก็คือเรื่องการเงินที่ในช่วงหลังไม่ได้ไปเล่นในเวทีใหญ่อย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทำให้รายได้หายไปไม่น้อยในแต่ละปี ส่งผลให้ทีมมีปัญหาในเรื่องซื้อนักเตะใหม่มาเสริมทีม

 ล่าสุดทางสื่อแดนผู้ดีเผยว่าหากทาง "ปืนใหญ่" จะเสริมนักเตะใหม่เข้ามาจะต้องปล่อยนักเตะในทีมออกไปก่อนเพื่อระดมทุนสำหรับการซื้อแข้งใหม่เข้ามา

 รายงานยังเผยว่า อาร์เซน่อล อาจจะสูญเสียได้ราว 30 ล้านปอนด์หากทีมไม่สามารถแย่งตั๋วไปลุยในยูโรปา ลีกฤดูกาลหน้าได้ ซึ่งคงส่งผลต่อเรื่องเสริมทัพแน่นอน

 

เผยท่าทีล่าสุดของลิเวอร์พูลเรื่องดีลติอาโก้

อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาชื่อก้อง ระบุ ลิเวอร์พูล ไม่ได้คิดว่าจำเป็นต้องดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาร่วมทีมเลย โดยทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะล่าตัวเขาและนักเตะชื่อดังคนอื่นๆ ถ้าหากมีกำลังหลักคนไหนบอกลา "หงส์แดง" เท่านั้น

    ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไม่ได้กำหนดให้การดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพ เป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดแต่อย่างใด ตามรายงานของ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลก

    "หงส์แดง" ตกเป็นข่าวกับ ติอาโก้ อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่อดีตดาวเตะ บาร์เซโลน่า ต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ ภายหลังเล่นในเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 2013 ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก็ชื่นชอบฝีเท้าของเขามานานแล้ว

    อย่างไรก็ตาม ล่าสุด อีเอสพีเอ็น บอกว่าตอนนี้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจำเป็นต้องดึงแข้งชื่อดังมาร่วมทีมเลย และจะยอมซื้อนักเตะชื่อก้องมาร่วมทัพก็ต่อเมื่อมีแข้งกำลังหลักคนไหนย้ายออกจากทีมเท่านั้น ซึ่งตอนนี้ คล็อปป์ และบอร์ดบริหารด้านการเสริมทัพของสโมสรที่นำโดย ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการกีฬาฝีมือดีก็มั่นใจว่าบรรดาแกนหลักในขุมกำลังชุดปัจจุบันจะยังอยู่กับทีมต่อไป นอกจากนี้ สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า คล็อปป์ ก็ยังพอใจในตัว นาบี เกอิต้า และ เคอร์ติส โจนส์ ด้วยเช่นกัน

สนับสนุนเต็มที่!ฮามันน์เชียร์ลิเวอร์พูลเดินหน้าดีลติอาโก้

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ดีทมาร์ ฮามันน์ ก็สนับสนุนดีลนี้อย่างเต็มที่ โดยบอกว่าปัจจุบันแผงกองกลางของ ลิเวอร์พูล มีเพียงพวกสายบู๊วิ่งไล่ ต่างกับ ติอาโก้ ที่เป็นจอมเทคนิค
    ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางคนดังของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สนับสนุนให้ "หงส์แดง" คว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเชื่อว่าเขาจะเป็นกำลังหลักให้ "หงส์แดง" ได้

 

    ติอาโก้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ตกเป็นข่าวกับ ลิเวอร์พูล หนักที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ว่ากันว่าดาวเตะดีกรีทีมชาติสเปนต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ และอยากย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วย ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก็ชื่นชอบฝีเท้าของเขามานานแล้ว

    ฮามันน์ เผยว่า "ในวัย 29 ปีน่ะ ตอนนี้มันถือว่าเขาไม่เข้ากับนโยบายการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล สักเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคิดว่านี่จะเป็นการเสริมทัพที่สมเหตุสมผล เพราะตอนนี้กองกลางที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีอยู่ในทีมน่ะเป็นพวกสายบูมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และ นาบี เกอิต้า เขาสามารถใช้งานนักเตะจอมเทคนิคอย่าง ติอาโก้ ได้เลย"

    "เงินจำนวนนั้น (ว่ากันว่า ติอาโก้ ถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ที่ 30 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท) จะถือเป็นดีลที่ดีมากๆ ในช่วงเวลาที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ลิเวอร์พูล อยากให้ราคามันถูกๆ อยู่แล้ว ติอาโก้ อายุ 29 ปีแล้ว และเมื่อทุกคนฟิตกันแล้วน่ะ กองกลางที่ บาเยิร์น เลือกใช้งานก็จะเป็น โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ตซ์ก้า และ โธมัส มุลเลอร์ เขาจะต้องตกเป็นตัวสำรองเป็นหลัก"

    "ติอาโก้ เคยมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับทีม ผมชอบดูการเล่นของเขา แต่ข้อเท็จจริงที่โหดร้ายก็คือ บาเยิร์น ไม่เคยไปถึงนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เลยในช่วงที่เขาอยู่กับทีม ถึงกระนั้นผมก็ยังคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ ลิเวอร์พูล ควรจะล่าตัวมาร่วมทัพให้ได้มากที่สุดอยู่"

กลับอังกฤษ!เผยทีมชปช.สนดึงเจอร์ราร์ดนั่งเก้าอี้กุนซือ

เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อของอังกฤษ ตีข่าว สตีเว่น เจอร์ราร์ด กุนซือ เรนเจอร์ส กำลังตกเป็นเป้าหมายของ สตีฟ แลนส์ดาวน์ เจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ หลังจากที่ บริสตอล เพิ่งสั่งเด้ง ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
    สตีฟ แลนส์ดาวน์ มหาเศรษฐีและเจ้าของทีม บริสตอล ซิตี้ สโมสรในระดับ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษ กำลังเล็งที่จะดึง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ผู้จัดการทีม เรนเจอร์ส สโมสรในศึก สกอตติช พรีเมียร์ชิพ มาเป็นกุนซือคนใหม่ของทีม ตามรายงานของ เดลี่ เอ็กซ์เพรส สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    แลนส์ดาวน์ เพิ่งสั่งปลด ลี จอห์นสัน พ้นจากการคุมทีมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังจากที่ทีมมีผลงานน่าผิดหวังจนถึงขั้นไม่ชนะใครมา 9 นัดติดต่อกัน โดยพอ จอห์นสัน โดนเด้งออกจากตำแหน่ง บริสตอล ก็ชนะ 2 นัดติดต่อกันทันทีเลย

    นอกจาก เจอร์ราร์ด แล้วนั้น คริส ฮิวจ์ตัน อดีตกุนซือ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน, ลี โบว์เยอร์ อดีตแข้งคนดังที่ตอนนี้คุม ชาร์ลตัน แอธเลติก อยู่ และ ไรอัน โลว์ นายใหญ่ พลีมัธ อาร์ไกล์ ก็อยู่ในลิสต์ที่ แลนส์ดาวน์ เล็งเอาไว้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม เดลี่ เอ็กซ์เพรส บอกว่าตำนานกองกลาง ลิเวอร์พูล คือคนที่ แลนส์ดาวน์ เชื่อว่าจะทำให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ พรีเมียร์ลีก ตามที่ตนวาดฝันเอาไว้ได้

    สำหรับ เจอร์ราร์ด นั้น ทำผลงานได้น่าประทับใจพอตัวนับตั้งแต่ที่เข้าคุม เรนเจอร์ส ในช่วงกลางปี 2018 แม้ว่าจะยังไม่สามารถพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้เลยก็ตาม โดยเขามีเปอร์เซ็นต์พาทีมชนะราว 60 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน อย่างไรก็ตาม มันก็จะเป็นงานยากสำหรับ บริสตอล ที่จะดึง เจอร์ราร์ด มาเป็นกุนซือคนใหม่ได้ เพราะเขาเพิ่งต่อสัญญากับ เรนเจอร์ส จนถึงปี 2024 ไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

เผยแผนเด็ด! “โป๊ป” ชี้ชัดสิ่งสำคัญทำให้ เบิร์นลี่ย์ บุกแบ่งแต้ม ลิเวอร์พูล ถึงถิ่น

หลังจบเกมที่ ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดทำได้เพียงเปิดบ้านเสมอกับ เบิร์นลีย์ ไป 1-1 เป็นการหยุดสถิติชนะรวดใน แอนฟิลด์ ลงในฤดูกาลนี้ นิค โป๊ป นายทวารทีมเยือนซึ่งโชว์ซุปเปอร์เซฟหลายครั้งได้กล่าวว่า การใช้โอกาสจากลูกเซ็ตพีซคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขากลับมาตีเสมอเจ้าบ้านได้ ตามรายงานจาก บีทีสปอร์ต

นายทวารทีมชาติอังกฤษโชว์ฟอร์มเซฟลูกสำคัญหลายครั้งทำให้ หงส์แดง ไม่สามารถทำประตูขึ้นนำได้จนกระทั่งมาโดนตีเสมอในครึ่งหลังจากประตูของ เจย์ โรดริเกวซ ซึ่งเขาได้กล่าวหลังจบเกมว่า

“ผมคิดว่าเกมนี้เราเล่นกันได้ดี เราสร้างโอกาสของเรา เราดูอันตรายในทุก ๆ ลูกเซ็ตพีซ ทุกจังหวะที่บอลเข้าไปในกรอบเขตโทษนั้นสร้างความอันตรายได้ แต่โชคไม่ดีที่มันไม่เป็นประตูเพิ่มให้เรา”

“มันยอดเยี่ยมมากที่ได้มีส่วนร่วมในเกมนี้ การมาเยือนสนามที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้คุณต้องคาดหวังว่าจะได้เจอกับความยากลำบากแน่นอน พวกเขาเป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก คุณมาที่นี่และต้องเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งผมก็โชคดีที่ได้มาที่นี่และสามารถเก็บแต้มออกไปได้” โป๊ป กล่าว

ฟานไดค์-อลีสซงพลาด! ปืนลงโทษแซงลิเวอร์พูลเข้าวิน ดับฝันทุบสถิติเรือ

ครั้งแรกในรอบ 5 ปี นับแต่ยุคเวนเกอร์! อาร์เซน่อล ทำได้สำเร็จหลังเปิดบ้านพลิกแซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ไปอย่างสนุก 2-1 ส่งผลให้ "ปืนใหญ่" ยังได้ลุ้นคว้าตั๋วไปเล่นบอลยุโรปอีก 2 เกมที่เหลือ ขณะที่ "หงส์แดง" หมดลุ้นทำทุบสถิติทำแต้มเกิน 100 ของ แมนฯซิตี้ แล้ว ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา   
สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

    "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เกมล่าสุดบุกไปพ่าย สเปอร์ส 1-2 ทำให้ไม่ชนะมา 2 เกมแล้ว เกมนี้กลับมาเฝ้ารังรับการมาเยือนของแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่าง ลิเวอร์พูล ที่เกมล่าสุดสะดุดแค่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ 1-1

    มิเกล อาร์เตต้า เกมนี้ดร็อปทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง และดานี่ เซบายอส ไว้ข้างสนาม 3 แนวรุกส่ง นิโกล่าส์ เปเป้, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ และ รีสส์ เนลสัน ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เกมนี้จัดชุดใหญ่สามประสานแนวรุกยังเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ เหมือนเดิม

    เปิดฉากครึ่งแรกมา นาที 12 "ปืนใหญ่" เกือบเสียประตูแบบไม่น่าเสีย หลัง เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เตะบอลไปติดบล็อค ฟีร์มีโน่ บอลเปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูทว่าพุ่งไปชนเสาออกหลังหวุดหวิด

    นาที 20 "หงส์แดง" มาเจาะตาข่ายชิงขึ้นนำเจ้าถิ่นก่อน 1-0 จากจังหวะตัดบอลได้กลางสนามบอลเลยมาถึง ฟีร์มีโน่ ไหลไปที่ว่างให้  แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เติมขึ้นมาปาดเลียดเข้าไปให้ ซาดิโอ มาเน่ ที่วิ่งมาไร้ตัวประสบแปด้วยขวาไม่ถึง 10 หลาเข้าไปอย่างง่ายดาย เป็นประตูที่ 17 ในลีกเท่ากับ ราอูล ฮิเมเนซ และราฮีม สเตอร์ลิง

     นาที 32 แนวรับของ ลิเวอร์พูล มาเล่นกันพลาดเอง หลัง ฟานไดค์ พยายามบังบอลก่อนโดน รีสส์ เนลสัน พยายามแซะก่อนกัปตันหงส์แดงจะจ่ายบอลคืนหลังพลาดไปเข้าเท้า อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ หลุดเข้าไปแตะหลบ อลีสซง ก่อนยิงด้วยขวาโล่งๆเข้าไปให้ทีมตีเสมอ 1-1 และเป็นโอกาสยิงหนแรกของ อาร์เซน่อล ในเกมนี้อีกด้วย

    นาที 39 ทีมเยือนมาได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาให้ ซาดิโอ มาเน่ โขกหลุดกรอบออกไป

    นาที 42 กลายเป็น อาร์เซน่อล ที่มาแซงขึ้นนำ 2-1 บ้าง จากความผิดพลาดของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ออกบอลพลาดโดน อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ฉกบอลได้ก่อนปาดเลียดมาหน้าประตูให้ รีสส์ เนลสัน จับหนึ่งจังหวะก่อนเลือกยิงด้วยขวาหนีมือ อลีสซง เสียบเสาไกลเข้าไป

    จบครึ่งแรก อาร์เซน่อล พลิกขึ้นนำ ลิเวอร์พูล 2-1
   
    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 54 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอหลัง เฟอร์กิล ฟานไดค์ เปิดบอลยาวให้ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดถึงเส้นหลังก่อนตบมากลางประตูให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงด้วยซ้ายกว่า 10 หลาแต่บอลไปโดน เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ เหินปัดปลายมือออกหลังอย่างน่าเสียดาย

    นาที 58 มิเกล อาร์เตต้า เปลี่ยนผู้เล่นสามคนรวดส่งทั้ง ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ,ดานี่ เซบายอส และโจ วิลล็อค ลงแทน รีสส์ เนลสัน, ลูคัส ตอร์เรยร่า และ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ส่วน นาที 62 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัวบ้างส่ง ทาคุมิ มินามิโนะ และนาบี เกอิต้า ลงเล่นแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และอเล็กซ์ อ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลน

    นาที 63 โอกาสแรกของ มินามิโนะ เกือบได้ลุ้นตีเสมอให้ทีมเลยหลังรับบอลจาก มาเน่ แต่จังหวะยิงด้วยซ้ายบอลหลุดกรอบถากเสาออกไปอย่างน่าเสียดาย

    ลิเวอร์พูล ยังเป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า และนาที 75 ได้ลุ้นอีกหลัง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ครอสมาเสาไกลให้ เฟอร์กิล ฟานไดค์ ขึ้นเบียดโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    คล็อปป์ แก้เกมอีกด้วยการส่งสองตัวรุกอย่าง ดิว็อค โอริกี้ และเซอร์ดาน ชากิรี่ ลงไปเล่นแทน โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และจอร์จินโย่ ไวนัลดุม ในนาที 83

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม อาร์เซน่อล พลิกแซงเอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1 ขึ้นมาอยู่อันดับ 9 ยังได้ลุ้นคว้าตั๋วยูโรปาลีกอีก 2 เกมที่เหลือต่อไป ขณะที่ "หงส์แดง" ทีมแชมป์ปีนี้แพ้เป็นเกมที่ 3 ของฤดูกาล แถมยังชวดทำแต้มเกิน 100 คะแนนของ แมนฯซิตี้ ที่เคยทำไว้อีกด้วย

       รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ร็อบ โฮลดิ้ง, ดาวิด ลุยซ์, คีแรน เทียร์นี่ย์  – เซดริก ซูอาเรซ (เอนส์ลี่ย์ เมทแลนด์-ไนล์ส น.76), กรานิต ชาคา, ลูคัส ตอร์เรยร่า (ดานี่ เซบายอส น.57), บูกาโย่ ซาก้า (เซอัด โคลาซินัช น.85) – นิโกล่าส์ เปเป้, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (โจ วิลล็อค น.58), รีสส์ เนลสัน (ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง น.58)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, ฟาบินโญ่, อเล็กซ์ อ็อซ์เลด-แชมเบอร์เลน (นาบี เกอิต้า น.62) – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ (ทาคุมิ มินามิโนะ น.61), ซาดิโอ มาเน่

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน เตรียมจัดทัพใหญ่บุก อาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธที่ 15 กรกฏาคมนี้ โดยพวกเขามุ่งมั่นที่จะเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อที่จะกรุยทางสู่การทำแต้มเกิน 100 คะแนนในฤดูกาลนี้
    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา "หงส์แดง" ทำสองแต้มหลุดมือจากการที่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ ที่แอนฟิลด์ ทำให้พวกเขาเสียสถิติชนะในบ้าน 100 เปอร์เซนต์ และยังทำให้โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์เกมลีกด้วยการเก็บคะแนนเกิน 100 แต้มอาจจะลดน้อยถอยลง เพราะเหลือเกมให้แข่งอีกแค่ 3 แมตช์เท่านั้น

    ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเก็บ 3 คะแนนในแมตช์พบ "เดอะ กันเนอร์" เพื่อเป็นการกรุยทางสู่การสร้างสถิติแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้ เพราะหากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะที่เหลืออยู่ได้ทั้งหมด จะทำให้ทีมคว้าไป 102 แต้มแซง "เรือใบสีฟ้า" ที่เคยทำได้ 100 คะแนนเมื่อซีซั่น 2017/2018

    นอกจากนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็คงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการเล่น เพราะเขายังมีลุ้นคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด เนื่องจากยิงไปแล้ว 19 ประตู ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ 4 ลูกเท่านั้น  ฉะนั้นแมตช์นี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คล็อปป์ และลูกทีมของเขาจะมาพร้อมกับความมุ่งมั่นเต็มพิกัด

1. เดินหน้าสร้างสถิติเก็บเกินร้อยแต้ม

    หลังจากที่ทำพลาดเสียสถิติชนะรวดในแอนฟิลด์ แมตช์เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังมีภารกิจในการสร้างความสะใจให้กับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ด้วยการเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    ตอนนี้ ลิเวอร์พูล มี 93 คะแนน และเหลือเกมลงแข่ง 3 แมตช์ทั้งหมด 9 คะแนน หากสามารถเก็บชัยชนะได้หมด จะทำให้พวกเขาเก็บคะแนน 102 แต้ม และจะเป็นการทำลายสถิติของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำเอาไว้ 100 คะแนน เมื่อฤดูกาล 2017/2018

    ฉะนั้นในแมตช์ต้องออกไปเยือน อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธนี้ คล็อปป์ คงหวังกระตุ้นให้ลูกทีมเดินหน้าเอา 3 คะแนนกลับบ้านให้ได้ เพราะนั่นจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำลายสถิติเก็บแต้มสูงสุด แต่หากไม่สามารถทเก็บชัยชนะได้ ทุกอย่างก็จบ

    แม้หลายคนอาจจะมองว่าการเก็บมากกว่า 100 คะแนนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็ได้ แต่สำหรับ คล็อปป์ หากทีมสามารถเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจสำหรับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า

2. ฟาน ไดค์ ใกล้ทาบสถิติ ฟาวเลอร์

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คือนักเตะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไว้วางใจมาก และเป็นผู้เล่นที่เป็นเสาหลักของทีมมาตลอดนับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับ "เดอะ เร้ดส์" เมื่อเดือนมากราคม 2018 โดยความสำเร็จที่ทีมได้มาส่วนหนึ่งมาจากการคุมเกมรับของดาวเตะเลือดดัตช์

    สำหรับตอนนี้ ฟาน ไดค์ มีโอกาสที่จะได้ใส่ชื่อตัวเองลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของสโมสรในฐานะนักเตะที่ลงเล่นครบ 38 แมตช์สองฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เคยทำเมื่อฤดูกาล 1994/1995 (เป็นซีซั่นที่มีทั้งหมด 42 เกม) และ 1995/1996

    เมื่อฤดูกาล 2018/19 ฟาน ไดค์ ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ทุกเกมในลีก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกได้ แต่ในซีซั่นนี้ ปราการเหล็กทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนามครบ 35 เกมแล้ว และหากอีก 3 แมตช์เจ้าตัวยังได้ลงเล่น นั่นหมายความว่าเขาจะมีสถิติเทียบเท่ากับ "เดอะ ก็อต" ทันที

    อย่างไรก็ตามสถิตินี้ดูเหมือนจะมีความหมายกับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" อย่างมาก เพราะการที่ ฟาน ไดค์ ได้ลงคุมเกมรับทุกแมตช์ในลีก ทำให้ ทีมสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 30 เกม เสมอ 3 และแพ้ 2 เท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่

3.  ฟีร์มีโน่ ตัวแสบของ อาร์เซน่อล

    แม้ว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อาจจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นประตูระเบิดเถิดเทิงก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ ลิเวอร์พูล มีคิวดวลกับ อาร์เซน่อล ไม่ว่าจะเป็นเกมเหย้า หรือเยือน สตาร์ลูกหนังชาวบราซิเลียน มักจะเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้ทุกครั้ง และยิงประตูใส่ "เดอะ กันเนอร์" บ่อยๆ

    ดาวเตะทีมชาติบราซิล มีสถิติที่สวยหรูในการดวลกับ อาร์เซน่อล โดยเขาจัดการซัดไปแล้ว 8 ประตู นั่นหมายความว่าเขาสามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า มากกว่าเวลาที่ลงสนามช่วย "หงส์แดง" ดวลกับสโมสรอื่นๆ ซะอีก

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล
    ที่สำคัญ "บ็อบบี้" ต้องการอย่างน้อย 2 ประตูในการสู้กับยอดทีมแห่งลอนดอนเหนือ ซึ่งจะทำให้เขาเขียนชื่อตัวเองลงในเกียรติประวัติส่วนตัวในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล ที่ยิงประตูใส่ อาร์เซน่อล ได้มากที่สุด แซงหน้า กอร์ดอน ฮ็อดจ์สัน กับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สองตำนานสโมสร ที่ซัดกันไปคนละ 9 ประตู ในแมตช์ดวลกับ "ไอ้ปืนใหญ่"

4. บังโม ลุ้นดาวซัลโว

    การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเตะทุกคน โดยเฉพาะกับทัพ "หงส์แดง" ที่รอคอยมานานถึง 3 ทศวรรษ แต่สำหรับ  โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังมีภารกิจที่จะต้องพยายามทำให้ได้นั่นก็คือการไล่ล่ารองเท้าทองคำสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

    ในเกมที่เสมอ เบิร์นลี่ย์ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ "บังโม" เพราะเขามีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายหลายครั้ง แต่ต้องผิดหวังเพราะโดนปฏิเสธจากความเหนียวหนึบของ นิค โป๊ป ทำให้สกอร์รวมในการยิงประตูในลีกของเขายังคงอยู่ที่ 19 ลูกเท่าเดิม

    สำหรับตอนนี้ "คิง ออฟ อียิปต์" ยังตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงเลือดผู้ดี "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตะบันไปแล้ว 23 ประตูถึง 4 ลูก ฉะนั้นในแมตช์ที่พบกับ อาร์เซน่อล นั้น ซาลาห์ คงต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ๆ จะยิงประตูให้ได้ เพราะหากเกมนี้พลาด อีกสองแมตช์ที่เหลือคงยากจะตาม วาร์ดี้ ทัน

    ทั้งนี้ ซาลาห์ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำ หรือ ดาวซัลโวสูงสุด ในศึกพรีเมียร์ลีก มาแล้ว 2 สมัยซ้อน โดยสมัยล่าสุดเป็นการครองรางวัลร่วมกันกับ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอก "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล และ ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวจี๊ดจากค่ายแอนฟิลด์

5. ตัวจริงชุดใหญ่จัดหนักไม่เกรงใจ

    คล็อปป์ ยังคงเดินหน้าจัดทีมชุดใหญ่ในเกมเยือน อาร์เซน่อล โดยตำแหน่งผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ในขณะที่ฟูลแบ็กแน่นอนว่าจะเป็นการกลับมาทำงานร่วมกันของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กต้องเป็น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ จับคู่กับ โจ โกเมซ

    ในส่วนของแดนกลาง กุนซือชาวเยอรมัน จะใส่ชื่อของ ฟาบินโญ่ และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ยืนเป็นเสาหลัก โดยเกมนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ นาบี เกอิต้า จะได้ลงมาโชว์ฝีท้า หลังจากผลงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้าดีเยี่ยม และทำให้ คล็อปป์ ประทับใจ

    สำหรับแนวรุกยังคงหนีไม่พ้นสามประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โดยในรายของ สตาร์เลือดแซมบ้า ค่อนข้างถูกโฉลกในการยิงประตูอาร์เซน่อล ขณะที่ ดาวเตะชาวอียิปต์ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะซัดประตูเจ้าบ้าน เพื่อหวังที่จะลุ้นดาวซัลโวสูงสุดในซีซั่นนี้
   
คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริง ลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

ผู้รักษาประตู :  อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า :  ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์