แนวรับเปื่อยยุ่ย!ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลเกมบุกพ่ายแมนซิตี้หมดสภาพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมเปี้ยนในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซีซั่นนี้ ปราชัยแบบหมดสภาพเลยทีเดียว หลังบุกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์ซีซั่นก่อน แบบยับเยิน 0-4 เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเกมนี้ชัดเจนเลยว่า แนวรับของทีมถือเป็นจุดบอด เพราะเล่นกันหละหลวมเหลือเกิน โดยเฉพาะ โจ โกเมซ กับ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน และนี่คือผลสอบของลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ละคนที่ลงเล่นในแมตช์นี้

11 ผู้เล่นตัวจริง
       
– อลีสซง เบ็คเกอร์ : 5
   อาจไม่มีอะไรผิดพลาดน่าเกลียด แต่เกมนี้โดนทะลวงไป 4 ลูก และเกือบจะเป็น 5 ลูกด้วย หากไม่โดน VAR ยึดคืน

– เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ : 5
  ไม่มีทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ แถมเกมรับมีเล่นพลาดหลายครั้ง เหมือนสมาธิไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แถมมีทุ่มบอลให้ กาเบรียล เชซุส ง่ายๆ ในช่วงต้นครึ่งหลัง
 
– โจ โกเมซ : 4
  รับไปเต็มๆ ในเกมนี้ พลาดท่าทำฟาวล์ ราฮีม สเตอร์ลิง จนเสียจุดโทษ แถมโดน สเตอร์ลิง เล่นงานอีกทีในจังหวะเสียประตูที่สอง จนถูกเปลี่ยนตัวออกหลังจบครึ่งแรก

– เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ : 6
  แม้ไม่มีความผิดพลาดส่วนบุคคล แถมมีจังหวะช่วยเคลียร์บอลหน้าประตูหนึ่งครั้ง แต่ก็ต้องรับผิดชอบกับเกมรับอันหละหลวมในแมตช์นี้

 – แอนดี้ โรเบิร์ตสัน : 4
  เป็นอีกหนึ่งจุดบอดของทีมในเกมนี้ โดยเฉพาะจังหวะเสียประตูที่สาม ซึ่งโดน ฟิล โฟเด้น ชิ่งบอลหลุดเข้าไปยิงสบายๆ

– ฟาบินโญ่ : 7
  น่าจะเป็นคนที่เล่นดีสุดของ ลิเวอร์พูล ในเกมนี้ ทำงานหนักมากในการช่วยต้านเกมของ แมนฯ ซิตี้ ก่อนถอยลงไปยืนเซนเตอร์แบ็กช่วงครึ่งหลัง

– จอร์แดน เฮนเดอร์สัน : 6
  วิ่งช่วยทีมดี พยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง แต่สู้แดนกลางของเจ้าถิ่นไม่ไหว

 – จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม : 5.5
  เริ่มต้นเกมได้น่าพอใจ ก่อนถูกกลืนหายไปจากเกม 

– โมฮาเหม็ด ซาลาห์ : 6.5
  มีโอกาสจบสกอร์สวยๆ สองครั้งในครึ่งแรก แม้ไม่เป็นสกอร์ แต่ก็ถือว่ายิงได้ดีแล้ว (ติดเซฟ เอแดร์ซอน และอีกลูกชนเสา) ส่วนครึ่งหลังก็มีโอกาสอีกหนึ่งครั้ง โดยรวมไม่ได้เลวร้าย เมื่อมองถึงการมีส่วนร่วมกับเกมและความมุ่งมั่นของเจ้าตัว

– ซาดิโอ มาเน่ : 5
  โดยรวมถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังไม่น่อยสำหรับ มาเน่ แถมจังหวะการเล่นก็ดูไม่เป็นใจไปซะหมด

– โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ : 5
  ฟอร์มยังไม่เข้าที่ตั้งแต่รีสตาร์ท ช่วงครึ่งแรกมีโอกาสได้ตามซ้ำลูกยิงของ ซาลาห์ แต่ก็ยิงเบาเกินไป

 สำรองที่ได้ลงเล่น

– อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน (แทน โกเมซ น. 46) : 5
  ทำอะไรไม่ได้มาก แม้มีชื่อเป็นคนทำเข้าประตูตัวเอง แต่จังหวะนั้นก็ทำอะไม่ได้มากเช่นกัน

– นาบี เกอิต้า (แทน ไวจ์นัลดุม น. 62) : 6.5
  ถือว่าไม่เลว ครองบอลได้ดี ดูมีความมั่นใจในการเล่น

– ดิว็อค โอริกี้ (แทน ฟีร์มีโน่ น. 62) : 5
  มีส่วนร่วมกับเกมน้อย จับบอลนับครั้งได้

– เนโก วิลเลี่ยมส์ (แทน อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ น. 76) : 6
  ลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มเติม ซึ่งก็เล่นใช้ได้

– ทาคูมิ มินามิโนะ (แทน มาเน่ น. 85) : –
  ไม่สามารถให้คะแนนได้

เดอ บรอยน์-ราฮีมซัด! แมนซิตี้บุกทุบสาลิกา ลิ่วชนปืนตัดเชือกเอฟเอ คัพ

แชมป์เก่า "เรือใบสีฟ้า" เจองานไม่ยากหลังบุกไปคว้าชัยเหนือเจ้าถิ่น นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบกับ อาร์เซน่อล ที่เวมบลี่ย์ช่วงกลางเดือนหน้า ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    ศึกลูกหนังน็อคเอาท์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ปราบ เวสต์บรอมวิช จากรอบที่แล้วมา พบกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เบียดเอาชนะ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ จากรอบ 16 ทีมสุดท้าย

    เกมนี้ สตีฟ บรู๊ซ นายใหญ่ของสาลิกาดงส่ง แอนดี้ แคร์โรลล์ เป็นหน้าเป้า โดยมี ฌอน ลองสตาฟฟ์ และอัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง คอยปั้นเกมรุกสนับสนุน ส่วนทางด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามแนวรุกส่ง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที "เรือใบสีฟ้า" ได้ทักทายก่อนหลัง ริยาด มาห์เรซ เปิดเตะมุมเข้ามาในกรอบ นิโกลัส โอตาเมนดี้ เทกตัวขึ้นโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกของสาลิกาต้องถึง นาที 14 จากจังหวะที่ คาร์ล ดาร์โลว์ นายด่านเจ้าถิ่นเปิดบอลยาวมาให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ เก็บบอลได้นอกกรอบก่อนจะพลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เคลาดิโอ บราโว่

    อีก 3 นาทีต่อมา แชมป์เก่า แมนฯซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้ากรอบ บอลไปโดนเท้า กาเบรียล เชซุส จังหวะสุดท้ายถากเสาสองออกไป

    นาที 23 ทีมเยือนชวดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยกบอลแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ อีก 3 นาทีต่อมา สเตอร์ลิง ได้โอกาสซัดด้วยซ้ายเสาแรกอีกแต่บอลยังโดนนายด่านเจ้าถิ่นปฎิเสธทุบบอลออกไป ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าพักคูลลิ่งเบรค

    นาที 36 "สาลิกาดง" มาพลาดเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ไคล์ วอร์คเกอร์ ครอสไปหน้าปากประตู ฟาเบียน ชาร์ ไม่เล่นบอลเจตนาพลัก กาเบรียล เชซุส จนผู้ตัดสินเห็นแล้วเป่าให้จุดโทษฝั่งเรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะซัดเข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่ 100 ในชีวิตการค้าแข้ง ช่วยให้ แชมป์เก่าบุกมานำ 1-0

     จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น นาที 53 "เรือใบสีฟ้า" ได้เสียวได้ลุ้นอีก จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งแรงเฉียดคานไปนิดเดียว

    นาที 66 "สาลิกาดง" พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาหน้ากรอบ 6 หลาให้ ดไวท์ เกย์ล ซัดโล่งๆเหินคานออกไป

    กระนั้น นาที 68 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 บอลขึ้นจากแดนหลังก่อนมาถึง ฟิล โฟเด้น กระชากขึ้นมาแล้วจ่ายต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบแล้วยิงด้วยขวาหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบมุมเข้าไป

    ลูกทีมของ เป๊ป เล่นกันแบบสบาย ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด นาที 76 เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายบอลให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว
   
    ช่วงท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ ฟอร์มเฉียบบุกไปทุบเจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ พบกับ อาร์เซน่อล ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    นิวคาสเซิ่ล (5-4-1) : คาร์ล ดาร์โลว์ – ฮาเวียร์ มานกีโย่, ฟาเบียน ชาร์, จามาล ลาสเซลเลส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – มิเกล อัลมิรอน, อิซัค เฮย์เด้น, ฌอน ลองสตาฟฟ์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – แอนดี้ แคร์โรลล์

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรู๊ซ   

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

 

บาร์นส์ชี้ชัดดาวรุ่งลิเวอร์พูลพร้อมหรือยังเป็นกำลังหลักซีซั่นหน้า

จอห์น บาร์นส์ ระบุ ในความคิดของตนนั้น นักเตะดาวรุ่งหลายคนของ ลิเวอร์พูล ในชุดนี้ยังไม่พร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมในซีซั่นหน้า แม้ว่านักเตะอย่าง โจนส์ จะดูมีอนาคตสดใสก็ตาม

    จอห์น บาร์นส์ ตำนานปีกของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่า "หงส์แดง" ยังไม่มีนักเตะดาวรุ่งคนไหนที่เหมาะจะเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในฤดูกาลหน้า

    ลิเวอร์พูล มีดาวรุ่งในอะคาเดมี่ที่ได้รับการจับตามองหลายราย อย่างเช่น เคอร์ติส โจนส์ และ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ เป็นต้น โดยบางคนได้ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ในซีซั่นนี้ไปบ้างแล้วด้วย ซึ่งมันก็ทำให้บางคนมองว่าแข้งเหล่านั้นจะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้ทีมในซีซั่นหน้าได้

    บาร์นส์ กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่าตอนนี้มันมีนักเตะเยาวชนคนไหนที่พร้อมจะเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ ในตลาดการเสริมทัพหนนี้ ลิเวอร์พูล จะไม่เดินเรื่องอะไรที่มันเอิกเกริก แต่พวกเขาก็จะต้องพึ่งพานักเตะในทีมรุ่นใหญ่ที่มีอยู่ในทีมด้วย"

    "จริงอยู่ว่าที่ผ่านมาเราได้เห็นกันว่ามีนักเตะเยาวชนบางคนที่ได้ลงเล่นในเกมฟุตบอลถ้วย และมีชื่อติดทีมในบางนัด แต่มันไม่มีใครที่เข้าข่าย ราฮีม สเตอร์ลิง, คนที่เป็นแบบ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ วัยหนุ่ม หรือคนที่เป็นแบบ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในวัยเยาว์เลย"

    "ผมไม่อยากสร้างความกดดันให้พวกเขาหรอกนะ ดังนั้นในระหว่างที่ ลิเวอร์พูล จะไม่ทุ่มเงินดึงใครมาร่วมทีมให้มันเป็นข่าวใหญ่โตแล้วน่ะ คุณก็ยังมีเด็กหนุ่มอย่าง เคอร์ติส โจนส์ ที่สามารถสร้างความประทับใจในระดับทีมชุดใหญ่ได้เรื่อยๆ ให้รอใช้งานในอนาคตอยู่ แต่ผมไม่คิดว่ามันจำเป็นที่จะต้องให้เขาถึงขั้นสอดแทรกเข้ามาติดทีมได้ก่อนหน้าพวกนักเตะที่มีประสบการณ์มากกว่าเขาหรอก"

บาร์นส์เชื่อถ้าเงินถึงทั้งซาลาห์-มาเน่ก็พร้อมย้าย

จอห์น บาร์นส์ อดีตปีกระดับตำนานของ ลิเวอร์พูล ออกมาเตือนต้นสังกัดเก่าว่า อาจต้องเสีย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกไปหลังตกเป็นข่าวย้ายทีมในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุเพราะเรื่องเงินคือปัจจัยสำคัญในฟุตบอลสมัยใหม่

    ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ต้องเสียนักเตะฝีเท้าดีในสังกัดมาแล้วหลายต่อหลายคน ทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ และ ราฮีม สเตอร์ลิง ที่ย้ายออกจากทีมเงินก้อนโตในช่วงซัมเมอร์ ปี 2014 รวมถึง ฟิลิปปเป้ คูตินโญ่ เมื่อต้นปี 2018 อย่างไรก็ตาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ยังสามารถสร้างแนวรุกก้าวขึ้นมาทดแทน โดยมี โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ เป็นแกนหลัก

    ด้าน จอห์น บาร์นส์ อดีตดาวดังของ ‘หงส์แดง’ ให้ความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า สโมสรเก่าอาจต้องเสียสองดาวเตะคนสำคัญนี้ออกไป หากมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาให้ผู้เล่นพิจารณา "ในฟุตบอลสมัยใหม่ ทุก ๆ ทีมสามารถขายนักเตะกันได้ทั้งนั้นแหละ ดูอย่าง บาร์เซโลน่า ก็ยังถูกบังคับให้ขาย เนย์มาร์ ได้เลย"

    "สิ่งที่ดึงดูดนักฟุตบอลในทุกวันนี้คือ ค่าเหนื่อยที่พวกเขาได้รับ ไม่ว่าใครก็ตาม อย่าง ซาดิโอ มาเน่ หรือ โม ซาลาห์ หากใครเสนอเงินสักหนึ่งล้านปอนด์ต่อสัปดาห์ พวกเขาก็พร้อมตกลงปลงใจไปร่วมทีมโดยไม่คิดถึงศักยภาพหรือมาตรฐานได้หรอก นี่คือความจริงของฟุตบอลสมัยใหม่"

    "เรามีผู้เล่นยอดเยี่ยมมากมายที่ย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล ทั้ง เฟร์นานโด ตอร์เรส, หลุยส์ ซัวเรซ, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ยังเป็นเรื่องดีนะที่ตอนนี้ ลิเวอร์พูล แข็งแกร่งเพราะเรื่องในสนามที่ประสบความสำเร็จ แต่ผู้เล่นเข้ามาก็ต้องจากไปอยู่ดี"

    "ผมบอกเสมอกับแฟนบอลว่าให้สนับสนุนสโมสรไม่ใช่เพราะผู้เล่น นักเตะจะต้องไม่ถูกบังคับให้อยู่กับทีมต่อแบบขัดความรู้สึกของตัวเอง เพราะนั่นจะทำให้นักเตะมีอำนาจเหนือสโมสร ซึ่งเพราะเหตุนี้แหละ จะทำให้เขามีเรื่องรับผิดชอบน้อยลงกับผลงานในสนาม"

    "เรื่องดีที่ผมรับประกันได้คือสถานการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นภายใต้การทำงานของ คล็อปป์ เพราะเขาสามารถควบคุมผู้เล่นและทีมได้ นักเตะรู้ตัวดีว่าพวกเขาไม่สามารถล้ำเส้นเจ้านายคนนี้ได้หรอก"

เดอะค็อปเซ็ง!เจ้าหนู “เทรนต์” พ่ายโชต้ารอบชิงฯ “ePremier League”

สาวก "เดอะ ค็อป" คงแอบมีผิดหวังเล็กๆ เมื่อ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวา ลิเวอร์พูล พ่าย ดีโอโก้ โชต้า ดาวเตะ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ในรอบชิงดำศึก ePremier League Invitational 

    ดีโอโก้ โชต้า กองหน้าชาวโปรตุกีสของ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ผงาดคว้าแชมป์ศึกดวลเกม FIFA 20 รายการ ePremier League Invitational หลังพลิกเอาชนะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แบ็กขวาจอมแอสซิสต์ของ ลิเวอร์พูล 2-1 จากประตูชัยโกลเด้นโกล ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมา

    ก่อนหน้านี้ในรอบรองชนะเลิศ "เจ้าหนูเทรนต์" พลิกจากตามหลัง 0-2 กลับมาโค่น ราฮีม สเตอร์ลิง สตาร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แบบสุดระทึก 3-2 จากประตูชัยโกลเด้นโกล ส่วน โชต้า พิชิต ดไวท์ แม็คนีล แข้ง เบิร์นลี่ย์ ไปแบบสบายๆ ด้วยสกอร์ 4-1

    สำหรับรอบชิงฯ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ขึ้นนำก่อน 1-0 แต่ โชต้า ตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้ และสุดท้ายเป็น ดาวเตะ "หมาป่า" ที่พลิกคว้าชัย 2-1 จากประตูโกลเด้นโกล ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีหลายจังหวะที่เกือบทำประตูได้