แซงปุสกัส! เบนเซมาขึ้นอันดับ 5 ดาวซัลโวตลอดกาล เรอัล มาดริด

ดาวยิงชาวฝรั่งขึ้นรั้งอันดับ 5 ดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของราชันชุดขาว หลังยิงเพิ่มสองประตูใส่ไอ้ค้างคาว

คาริม เบนเซมา กองหน้าตัวเก่งของ เรอัล มาดริด ผงาดขึ้นรั้งอันดับ 5 ในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาล เรอัล มาดริด หลังยิงเพิ่มอีกสองประตูในเกมกับ บาเลนเซีย

หัวหอกชาวฝรั่งเศสซัดคนเดียวสองประตูในเกมลีกที่ราชันชุดขาวเปิดบ้านเอาชนะ บาเลนเซีย 3-0 ซึ่งทำให้เขาทำไปแล้ว 243 ประตูรวมทุกรายการ แซงหน้า เฟเรนซ์ ปุสกัส ตำนานกองหน้าชาวฮังการี ที่ทำไว้ 242 ประตู ขึ้นรั้งอันดับ 5 ในทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของสโมสร

สำหรับสี่อันดับแรกประกอบด้วย อันดับ 1.คริสเตียโน่ โรนัลโด้ 450 ประตู, อันดับ 2.ราอูล กอนซาเลซ 323 ประตู, อันดับ 3.อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน 308 ประตู และอันดับ 4. ซานติยานา 290 ประตู

หลุยส์ ฟิโก้ เปิดใจทำไมหัก บาร์เซโลนา ซบ เรอัล มาดริด

        หลุยส์ ฟิโก้ อดีตซุปตาร์โปรตุกีส ได้ออกมาเปิดใจถึงสาเหตุที่เขาเลือกบอกลา บาร์เซโลนา แล้วย้ายไปอยู่กับอริตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด จากรายงานของ marca.com เมื่อ 5 พฤษภาคม 2563

        เมื่อปี 2000 หลุยส์ ฟิโก้ ทำเอาแฟนบอล บาร์เซโลนา ทั้งโลกถึงกับหัวร้อน เมื่อเขาตัดสินใจย้ายออกจากทีมแล้วไปอยู่กับคู่แข่งตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติโลกในตอนนั้นที่ 62 ล้านยูโร

        หลุยส์ ฟิโก้ เปิดใจถึงการย้ายทีมบรรลือโลก ว่า "มันเป็นการตัดสินใจที่ยากมากนะ เมื่อคุณต้องจากเมืองที่ให้อะไรคุณมาตลอด 5 ปี แต่ฟุตบอลมันก็แบบนี้แหละ ผมไม่คิดว่าอะไร ๆ ในตอนนั้นที่ บาร์ซ่า มันจะไปในทิศทางที่ดี เมื่อมีการเลือกตั้งประธานคนใหม่ ผมไม่ค่อยเชื่อในเขามากนัก (โจน กาสปาร์ต)"

นักเตะระดับพระเจ้าของแฟนบอล เมื่อย้ายไปอยู่ทีมคู่อริก็ต้องเจออะไรแบบนี้เป็นเรื่องปกติ

        "ขณะที่ตัวแทนของผมก็ได้ไปคุยกับทาง ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ซะแล้ว ซึ่งทุกอย่างมันโอเคจริง ๆ เขามีทิศทางในการสร้างทีมที่น่าสนใจทีเดียว และทาง บาร์เซโลนา ก็ไม่ได้ว่าอะไรซะด้วย พวกเขาบอกแค่ว่า ถ้าเงินมา นายก็ไปได้"

        "และเมื่อผมย้ายมายัง เรอัล มาดริด ก็มีเรื่องต่าง ๆ ตามมาอีกพอสมควร แต่ยังไงซะมันคือฟุตบอล และผมต้องทำงานของผม แน่นอนว่าผมมี ราอูล กอนซาเลซ และ เฟร์นานโด เอียร์โร่ ที่ช่วยดูแลผมอย่างดี"

        ทั้งนี้ หลุยส์ ฟิโก้ ลงเล่นให้ เรอัล มาดริด ยาว 5 ฤดูกาลด้วยกัน โดยลงสนามไปทั้งหมด 239 นัด ยิงไป 57 ประตู ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2005 และประกาศแขวนสตั๊ดในปี 2009

มารู้จัก.. 5 ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของ เรอัล มาดริด



เรอัล มาดริด ถือว่าเป็นยอดทีมของโลกอย่างแท้จริง เพราะว่าพวกเขาคว้าแชมป์มาแล้วแทบจะทุกรายการที่ลงแข่งขัน ซึ่งส่วนหนึ่งที่ผลงานโดดเด่นนั้นก็มาจากการที่ไม่เคยเลยที่จะขาดกองหน้าจอมถล่มประตู

นับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เรอัล มาดริด มักจะมีศูนย์หน้าระดับโลกมาเข้ามาอยู่ในทีมเพื่อช่วยไล่ล่าแชมป์เสมอ โดยในอดีตเคยมีกองหน้าชื่อดังอย่าง อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ จนมาถึงคนปัจจุบันอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และถึงแม้ว่า กัปตันทีมชาติโปรตุเกส จะอำลาทีมไปแล้ว แต่แน่นอนว่าเขาคือตำนานทีมชุดขาวอย่างแท้จริง

5 ดาวยิงตลอดกาลของ เรอัล มาดริด

5) เฟเรนซ์ ปุสกัส

 ตำนานชาวฮังกาเรียน จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในยอดศูนย์หน้าของโลกในยุคของเขา โดยเจ้าตัวลงเล่นให้ เรอัล มาดริด ระหว่างปี 1958-1966 และฝากผลงานเอาไว้ทั้งหมด 242 ประตู จากการลงสนาม 262 นัด

* ปัจจุบัน คาริม เบนเซม่า ทำประตูให้ทีมชุดขาวไปแล้วทั้งหมด 241 ประตู ขาดอีกเพียง 2 ตุงก็จะเบียดดาวยิงรุ่นเจ้าคุณทวดลงไปอยู่อันดับที่ 6 แต่ทั้งนี้ก็ต้องรอกันจนกว่าสถารการณ์ไวรัส COVID-19 ดีขึ้น

4) ซานติยาน่า

ซานตี้ หรือ คาร์ลอส อลอนโซ่ กอนซาเลซ ดาวยิงร่างเล็กย้ายจาก ราซิ่ง ซานตาเดร์ มาอยู่กับ เรอัล มาดริด เมื่อปี 1971 ก่อนจะใช้เวลาทั้งหมด 17 ฤดูกาลกับทีมราชันชุดขาว แล้วประกาศแขวนสตั๊ดไปในปี 1988 พร้อมกับทิ้งสถิติยิงประตูเอาไว้ทั้งหมด 290 ประตู จากการลงสนาม 645 นัด

3) อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

 ตำนานดาวยิงผู้วายชนม์ ย้ายข้ามน้ำข้ามทะเลจากโคลอมเบียมาอยู่กับ เรอัล มาดริด เมื่อปี 1953 และลงรับใช้สโมสรจนถึงอายุ 38 ปี ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เอสปันญ่อล ในปี 1964 พร้อมกับฝากผลงานอันยอดเยี่ยมเอาไว้ที่ 308 ประตู จากการลงสนาม 396 นัด

หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ยังคงทำงานในวงการฟุตบอลมาตลอด และยังเคยคุมเรอัล มาดริด ด้วยในฤดูกาล 1990-91 โดยในปี 2014 อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ ได้เสียชีวิตลงในวัย 88 ปี จากอาการหัวใจวาย

2) ราอูล กอนซาเลซ

ราอูล ไต่เต้าจากเด็กฝึกหัดของสโมสรขึ้นมาเป็น กองหน้าตัวหลักของทีม, กัปตันทีม, ดาวยิงประจำทีม และลูกเขยของประธานสโมสร ในตอนนั้น อย่าง ลอเรนโซ่ ซานซ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตจาก COVID-19

โดย ราอูล ลงสนามให้ เรอัล มาดริด ไปทั้งหมด 741 นัด ยิงได้ 323 ประตู ก่อนจะทิ้งตำนานหัวหอกเบอร์ 7 ไปอยู่กับ ชาลเก้ ในปี 2010 และแขวนสตั๊ดในปี 2015 กับ นิวยอร์ค คอสมอส

1) คริสเตียโน่ โรนัลโด้

CR7 เป็นผู้เล่นที่สร้างสถิติเอาไว้มากมายกับ เรอัล มาดริด โดยตลอดระยะเวลา 9 ฤดูกาลของเขาการันตีได้เลยว่ายิงได้มากกว่า 30 ประตู โดยมีเพียงแค่ปีแรกเท่านั้นที่ยิงได้รวม 33 ประตู ถัดจากนั้นอีก 8 ปีเขายิงได้ตกปีละ 50 ลูก นับยอดเยี่ยมสุด ๆ

แน่นอนว่าจึงไม่แปลกที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จะก้าวขึ้นมาเป็นดาวยิงตลอดกาลของเรอัล มาดริด หลังกระหน่ำไปถึง 450 ประตู จากการลงสนาม 438 นัด

เก็บแรงเล่นเซ็กซ์, ครัวซองต์แลกสาว กินไม่เลือก ! วิบัติอาชีพ คาสซาโน่ กับ เรอัล มาดริด

ย้อนกลับไปเมื่อ 14 ปีก่อน อันโตนิโอ คาสซาโน่ เคยมีโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตเมื่อได้ย้ายไปเล่นให้ เรอัล มาดริด แต่เขาดันกลับทิ้งโอกาสที่แสนยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นออกไป เนื่องจากพฤติกรรมที่ไร้ความเป็นมืออาชีพ จนทำให้อนาคตในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว มีแต่ล่องจุ๊น !
ในปี 2006 "คาสซ่า" ตัดสินใจย้ายจาก "หมาป่าเหลืองแดง" โรม่า มาเล่นให้ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวแค่ 5 ล้านยูโร (ราว 175 ล้านบาท)  และที่นี่ "ปีเตอร์แพน" ได้สร้างตำนานด้านมืดให้ผู้คนได้จดจำมากมาย

 

 ช่วงที่ คาสซาโน่ ใช้ชีวิตกับ เรอัล เขาเปรียบดั่งซูเปอร์สตาร์ เพราะมีทั้งชื่อเสียงเงินทอง และยังได้เล่นให้กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือบรรดาสาวๆ และความสบาย ซึ่งนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่ทำให้เขาต้องพบกับหายนะ

 เรื่องราวของ คาสซาโน่ ต้องบอกเลยว่ายิ่งกว่านิยายเพราะชีวิตที่เต็มไปด้วยความความหรูหรา นำไปสู่จุดจบของพรสวรรค์ในเกมลูกหนัง

ครัวซ็องต์เสียวสะท้าน

 ตลอดช่วงกว่า 2 ทศวรรษในวงการฟุตบอล คาสซาโน่ มีโอกาสได้เล่นฟุตบอลกับสโมสรดังๆ มากมาย แต่น่าเสียดายที่เขาดันโชว์ฟอร์มสวนทางกับพรสวรรค์ โดยเฉพาะการยิงประตู ซึ่งสาเหตุมาจากพฤติกรรมนอกสนามล้วนๆ

 ด้วยการที่มีไลฟ์สไตล์แบบเพลย์บอยทำให้ คาสซาโน่ เลือกที่จะทำตัวขี้เกียจ และไม่ยอมซ้อม โดยในช่วงระหว่างเดือนมกราคม 2006 จนถึงเดือนสิงหาคม 2007 เจ้าตัวอาศัยกินนอนที่โรงแรมมาตลอดและที่นั่นคือสวรรค์สำหรับเขาอย่างแท้จริง

 คาสซาโน่ ยอมรับว่ามักจะอ้อมแรงเวลาซ้อมเพื่อนำแรงทั้งหมดไปใช้กับสาวๆ ที่รออยู่ในโรงแรม โดยอิสตรีเหล่านี้จะมีบริการคนหนึ่งที่สนิทกันคอยจับหามาให้ และเมื่อเสร็จกามกิจเขาจะนำอาหารมาเสิร์ฟเพื่อให้ตนกลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง

 "ผมมีเพื่อนเป็นหนึ่งในบริกรที่โรงแรม" คาสซาโน่ เปิดใจผ่านหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัวว่า "งานของเขาก็คือการเอาครัวซองต์สามหรือสี่ชิ้นมาเสิร์ฟให้ผมหลังจากที่ผมเสร็จจากการมีเซ็กซ์"

  ยังมีทีเด็ดกว่านั้น ด้วยความที่สนิทกับบริกร เวลาที่เขานำครัวซองต์ คาสซาโน่ ก็แสนใจดีด้วยการมอบสาวที่เพิ่งจัดการสวาปามเรียบร้อยให้เป็นของกำนัล "เขาจะเอาครัวซองต์มาให้ผมที่บันได ผมก็จะนำสาวไปหาเขา และเราจะแลกเปลี่ยนกัน เขาพาสาวไป ส่วนผมก็ซัดครัวซองต์เพิ่มพลัง เซ็กซ์ตามด้วยอาหาร….ค่ำคืนแสนเพอร์เฟกต์ !"

  พฤติกรรมมักมากในกามของ คาสซาโน่ นั้นเจ้าตัวก็ยอมรับและระบุด้วยว่าที่เป็นแบบนี้เนื่องจากคนเองเป็นคนที่มีความต้องการทางเพศสูง แถมการไม่ได้เป็นคนหล่อแต่ดันดังเพราะอาชีพ ทำให้มีโอกาสฟาดสาวใหญ่สาวน้อยเป็นว่าเล่น ที่สำคัญยังคุยโวว่าจัดหนักมาแล้วกว่า 600 คน เลยทีเดียว
 
หม่อมถนัด…รับประทาน

 เรื่องผู้หญิงก็เป็นสิ่งที่สร้างหายนะให้กับ คาสซาโน่ แล้ว เรื่องกินก็เช่นกัน เพราะเขาไม่เคยปฏิเสธที่จะกินอาหารไร้ประโยชน์โดยเฉพาะในช่วงที่ อยู่กับ "ราชันชุดขาว" โดยอาหารโปรดของเจ้าตัวก็คือครัวซองต์ (ติดใจจริงๆ) และพวกอาหารอื่นๆ ที่ไม่มีอยู่ในเมนูโภชนาการของสโมสร

 หลังจบฤดูกาล 2006/2007 สโมสรได้จัดการดันสันดานเรื่องการกินของ คาสซ่า ด้วยการสั่งปรับเงินตามจำนวนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ขอบอกว่า "ปีเตอร์แพน" ยักไหล่ไม่ยี่หระ และยินดีให้ปรับเงินแบบสบายอุรา

 "ผมมีความสุขเมื่อผมได้กินพาสต้า, ขนมปัง, ของหวาน และแฮม ผมเสพติดอาหารพวกนี้มาจนถึงปัจจุบัน" คาสซาโน่ ยอมรับหน้าชื่นตาบาน

 ด่าหมดถ้าสดชื่น

 ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดตอนที่อยู่ในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว เกิดขึ้นในวันที่ 28 ตุลาคม 2006 โดยเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับอาหาร หรือผู้หญิง แต่คนที่เกี่ยวข้องก็คือ ฟาบิโอ คาเปลโล่ กุนซือจอมเฮี้ยบชาวอิตาเลียนนั่นเอง

 ช่วงเวลานั้น คาเปลโล่ นั่งกุมบังเหียน "ลอส บลังโกส" เรื่องราวสุดแสบของ คาสซาโน่ เกิดขึ้นเมื่อต้นสังกัดออกไปเยือน กิมนาสติก โดยนักเตะมีปากเสียงกับ กุนซือหน้าหงอ ซึ่่งแนะนำให้เขาไปอบอุ่นร่างกายที่ริมเส้น…ตลอดช่วงครึ่งหลัง

 หลังเหตุการณ์นั้น คาเปลโล่ ไม่เคยจับเขาลงสนามอีกเลย งานนี้ คาสซาโน่ ซึ่งเคยยกให้ "บิ๊กดอน" เป็นดั่งพ่อคนที่สองสมัยที่อยู่ด้วยกันกับ โรม่า จัดการตราหน้าว่าเป็น "พวกจอมปลอมยิ่งกว่าธนบัตรในเกมเศรษฐี"ซะอีก

  ขณะเดียวกันสโมสรได้สวนกลับว่า "นี่เป็นพฤติกรรมที่ไร้ระเบียบวินัย และขาดความเคารพต่อโค้ช" ด้าน คาเปลโล่ จัดการดร็อป คาสซาโน่ ทันที และจับเขาฝึกซ้อมเพียงลำพังคนเดียว หลังจากนั้นคงไม่ต้องนะว่าอนาคตของเขาจะเป็นยังไง !!

เสียดายพรสวรรค์

 จริงๆ แล้ว คาสซาโน่ คือหนึ่งในนักเตะระดับพรสวรรค์ของประเทศอิตาลี จริงๆ และเคยเป็นแข้งความหวังใหม่ของทัพ "อัซซูรี่" แต่ด้วยพฤติกรรมหัวแข็ง กร้าวร้าว อารมณ์ร้อน และยอมหักดีกว่ายอมงอ มันบดบังรัศมีในเชิงลูกหนังของเขาไปหมด

 ตอนที่อยู่ เรอัล มาดริด นี่คือโอกาสที่นักฟุตบอลทั่วโลกอยากได้ แต่ คาสซาโน่ โยนมันทิ้งลงถังขยะด้วยความขี้เกียจ และไร้ความเคารพผู้อื่น โดย ราอูล กอนซาเลซ กัปตันทีมในเวลานั้น ยอมรับว่าเสียดายอนาคตของอดีตเพื่อนร่วมทีมสุดแสบจริงๆ

 "หากเขาตั้งใจฝึกซ้อมทำงานหนักเพื่อคนอื่น, รู้สึกถ่อมตัว, ทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน และรู้ว่าเราได้อยู่กับสโมสรที่ยิ่งใหญ่"  ราอูล กล่าว

  การได้เล่นให้ เรอัล มาดริด คือความใฝ่ฝันของนักฟุตบอลทุกคน แต่น่าเสียดายที่ คาสซาโน่ เลือกที่จะใช้ช่วงเวลาเหล่านั้นไปกับความละโมบทางด้านอารมณ์ และนำไปสู่วิบัติในอาชีพ
 
 บอกตามตรงหากเขาทุ่มเทให้กับตัวเองและเรอัล มาดริด ป่านนี้ชื่อของ "คาสซ่า" คงเป็นหนึ่งในตำนานแห่งถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว ไปแล้ว