เดือดแน่! ยักษ์ชนยักษ์8ทีมชปล. พร้อมเปิดเส้นทางรอบรองฯ ใครจะเจอใคร

เปิดโผจับติ้วรอบ 8 ทีมสุดท้าย แชมเปี้ยนส์ ลีก! บาร์เซโลน่า มีลุ้นชน บาเยิร์น หากผ่านคู่แข่งอย่าง นาโปลี และ เชลซี มาได้ทั้งคู่ ขณะที่ผู้ชนะคู่ เรอัล มาดริด กับ แมนฯ ซิตี้ เจอผู้ชนะคู่ โอลิมปิก ลียง กับ ยูเวนตุส

     สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ทำการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ที่เมืองนียง ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันศุกร์ที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา

    ในการเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนถึงนัดชิงชนะเลิศจะเตะแบบนัดเดียวจบที่ประเทศโปรตุเกส โดยใช้ 2 สนาม คือ เอสตาดิโอ ชูเซ่ อัลวาล้าด รังเหย้าของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน และ เอสตาดิโอ ดา ลุช รังเหย้าของ เบนฟิก้า ที่จะใช้เป็นนัดชิงชนะเลิศด้วย หลังจากศึกชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" จำเป็นต้องหยุดการแข่งขันไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพราะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ส่วนรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ยังเตะไม่จบอีก 4 คู่ (ยูเวนตุส พบ โอลิมปิก ลียง นัดแรก 0-1, แมนฯ ซิตี้ พบ เรอัล มาดริด นัดแรก 2-1, บาเยิร์น มิวนิค พบ เชลซี นัดแรก 3-0 และ บาร์เซโลน่า พบ นาโปลี นัดแรก 1-1) นั้น จะเล่นนัดสองที่สนามของทีมเจ้าบ้านตามโปรแกรมเดิมในวันที่ 7-8 ส.ค. นี้

    สรุปผลการจับสลากประกบคู่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ

    รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    คู่ 1- เรอัล มาดริด (สเปน)/แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ) พบโอลิมปิก ลียง (ฝรั่งเศส)/ ยูเวนตุส (อิตาลี)
    คู่ 2- แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) พบ แอตเลติโก มาดริด (สเปน)
    คู่ 3 – นาโปลี (อิตาลี) / บาร์เซโลน่า (สเปน) พบ เชลซี (อังกฤษ)/บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี)
    คู่ 4-  อตาลันต้า (อิตาลี) พบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (ฝรั่งเศส)

    รอบรองชนะเลิศ

    – ผู้ชนะคู่ 1 พบ ผู้ชนะคู่ 3
    – ผู้ชนะคู่ 2 พบ ผู้ชนะคู่ 4

    โปรแกรม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

    7-8 ส.ค. – รอบ 16 ทีมสุดท้ายคู่ที่ยังเตะไม่จบ
    12-15 ส.ค. – รอบ 8 ทีมสุดท้าย
    18-19 ส.ค. – รอบรองชนะเลิศ
    23 ส.ค. – รอบชิงชนะเลิศ

แมนยูไนเต็ด ไล่ล่าแชมป์ลีกซีซั่น 2020/2021

 

ตอนนี้สาวก "เร้ด อาร์มี่" คงอยู่ในช่วงหน้าชื่นตาบานหลังผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังดีวันดีคืน โดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา สามารถนำทีมกลับมาเล่นได้อย่างดุดัน และแข็งแกร่ง พร้อมกับทำสถิติสุดยอดสะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็นมานานถึง 17 แมตช์แล้ว

     แน่นอนว่าเป้าหมายของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้คือการทำอันดับให้สูงที่สุด เพื่อคว้าโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และการลุ้นคว้าแชมป์ในซีซั่น 2019/2020 หลังจากที่พวกเขายังอยู่ในเส้นทางความสำเร็จในทั้งศึกเอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

     สำหรับในเวลานี้สิ่งที่ โซลชา จำเป็นต้องคิดอย่างหนักก็คือการเสริมทัพ เพื่อหวังที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับทีมในการก้าวขึ้นมาทัดเทียม ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลหน้า โดยเป้าหมายหลักในตอนนี้ของ "น้าลูกอม" ก็คือ เจดอน ซานโช่ ปีกฟอร์มกระฉูดจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

     นอกจากนี้ส่วนของเกมรับพวกเขาอยากได้ คาลิดู คูลิบาลี่ มายืนคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ พร้อมกันนี้ยังต้องการหน้าเป้าที่มีประสบการณ์ และฝีเกือกคมอย่าง  ราอูล ฮิเมเนซ มาเสริมทัพ  ในส่วนของเกมรุก  "ผีแดง"  อาจจะมีการปรับบ้างนิดหน่อย  โดยทั้ง อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด คงต้องหลีกทางให้ ฮิมิเนซ ลงไปไล่ล่าตาข่ายก่อน

เกมรับแข็งแกร่งขึ้น
     ดาบิด เด เคอา อาจจะมีบางช่วงที่ฟอร์มหลุดไปบ้าง แต่เขายังคงเป็นผู้รักษาประตูมือ 1 สำหรับ โซลชา เสมอ แม้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลอนาคตไกลจะทำผลงานได้ดีในการยืมตัวกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่คงยากที่จะเบียดยึดตัวจริงหากกลับมาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

     ขณะที่ในตำแหน่งฟลูแบ็กมีความเป็นไปได้สูงที่ "น้าลูกอม" จะใช้งาน อารอน วาน-บิสซาก้า ทางฝั่งขวา และ ลุค ชอว์ ทางฝั่งซ้าย เพราะทั้งสองคนกำลังทำผลงานได้อย่างสะเด็ดสะเด่าในช่วงที่ผ่านมา ช่วยทำให้เกมบุกของ "ปีศาจแดง" มีมิติที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

     ส่วน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ซึ่งเพิ่งอายุเพียง 19 ปี แม้ว่าจะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่ได้รับโอกาสขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ก็ตาม แต่คาดว่านักเตะจำเป็นต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกสักพัก เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพในการก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริง เช่นเดียวกับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกหน่อยหลังหายจากอาการบาดเจ็บ สำหรับ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ ยังต้องรอโอกาสของตัวเองต่อไป

     ด้านตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กนั้น แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ยืนเป็นเสาหลักในเกมรับโดยคู่หูของเขามีการผลัดเปลี่ยนกันระหว่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ เอริก ไบยี่ แต่หากเกิดกรณีที่ โซลชา ตัดสินใจทุ่มเงินกระชากตัว คาลิดู คูลิบาลี่  กองหลังจอมแกร่งจาก นาโปลี มาร่วมทีมได้ แน่นอนว่า เขาจะเป็นคู่เกมรับที่สุดเพอร์เฟกต์สำหรับ แม็กไกวร์ อย่างแท้จริง

     ในส่วนของ ฟิล โจนส์ กับ คริส สมอลลิ่ง คงจะต้องออกไปหาโอกาสในการลงสนามกับสโมสรใหม่ โดยในรายของ สมอลลิ่ง มีแววสูงมากที่จะย้ายไปเล่นแบบถาวรกับ โรม่า ขณะที่ โจนส์ อาจจะต้องไปเล่นกับทีมระดับกลางตาราง สำหรับ อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ต้องรอคอยโอกาสของเขา แต่นักเตะยังมีอนาคตในยุค "น้าลูกอม" แน่นอน

แผงมิดฟิลด์สุดยอดเกินจะบรรยาย
     สำหรับตอนนี้ ปอล ป็อกบา กลับมาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นนับตั้งแต่ที่เกมพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท โดยนักเตะมีสภาพร่างกายที่ฟิตสมบูรณ์ ที่สำคัญยังเล่นบอลแบบไม่เห็นแก่ตัว โดยเจ้าตัวจับคู่เล่นได้เข้าขากับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซึ่งสถิติของทั้งสองคนยอดเยี่ยมมากๆ

     นอกจากนี้พวกเขายังมีอิสระในการเล่นมากยิ่งขึ้น เมื่อได้ เนมานย่า มาติช คอยจัดการเก็บกวาดในแดนกลาง ในเวลานี้ต้องยอมรับว่า มาติช ทำผลงานได้อย่างคงเส้นคงวา และโดดเด่นมากๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดสินใจมอบสัญญา 3 ปีให้กับเจ้าตัว

     ด้วยผลงานชิ้นโบว์แดงส่งผลให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ จำเป็นต้องนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างไรก็ตาม ดาวเตะเลือดวิสกี้ ก็ยังมีโอกาสหากเขาสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวเอง และสู้อย่างเต็มที่เพื่อแย่งตำแหน่งกับ แข้งเลือดเซิร์บ ด้าน เฟร็ด ยังคงมีอนาคตกับทีมเพราะผลงานของเขากำลังดีวันดีคืนและมีส่วนช่วยทีมเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ยังคงเป็นรอง มาติช

     ในขณะที่ เจสซี่ ลินการ์ด, อันเดรส เปเรยร่า และ ฆวน มาต้า อาจจะไม่มีตำแหน่งให้ยืนในโรงละครแห่งความฝัน สำหรับ เจมส์ การ์เนอร์ ดาวรุ่งพุ่งแรงอีกคน น่าจะเป็นผู้เล่นที่ โซลชา พร้อมที่จะให้โอกาสลงสนามมากขึ้น และคงได้รับการเจียระไนฝีเท้าจาก "น้าลูกอม" ต่อไป

แนวรุกเร็วแรงทะลุนรก
     สำหรับตอนนี้เป้าหมายแรกในการเสริมทัพของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือ เจดอน ซานโช่ และพวกเขามีโอกาสอย่างยิ่งที่จะได้นักเตะมาจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ สำหรับ เมสัน กรีนวู้ด ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นตัวเลือกหลักสำหรับ โซลชา หลังจากที่นักเตะระเบิดฟอร์มสุดยอดด้วยการตะบันไป 4 ประตูจาก 3 เกมหลังสุด และซัดไปแล้ว 18 ประตูจากการเล่นทุกรายการในซีซั่นนี้

     แน่นอนว่าผลงานของ กรีดวู้ด ร้อนแรงเหลือเกิน โดยนักเตะมีพรสวรรค์เต็มเปี่ยม เต็มไปด้วยความรวดเร็ว และยังยิงได้คมทั้งสองเท้า จนตอนนี้กลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของสาวก "เร้ด อาร์มี่" แต่เมื่อเทียบกับประสบการณ์แล้ว ซานโช่ มีความโชกโชนมากกว่า ฉะนั้นหาก แมนฯ ยูฯ ได้ ดาวเตะเลือดผู้ดี มาร่วมทีม เขาคงเป็นตัวเลือกแรกในเกมรุกของทีม

     ส่วนแข้งสำคัญของทีมในเวลานี้อย่าง แฟร์นันด์ส ต้องบอกเลยว่าเป็นนักเตะคีย์แมนที่ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไร้พ่ายมานานถึง 17 แมตช์ ฉะนั้นในฤดูกาลหน้า สตาร์ลูกหนังชาวโปรตุกีส ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในเกมรุกของทีม ในขณะที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในซีซั่นนี้ โดยความเร็ว, ทักษะ และการจบสกอร์ของพวกเขาเป็นสิ่งที่ "ผีแดง" ขาดไม่ได้จริงๆ

     อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ โซลชา ต้องการก็คือหน้าเป้าที่มีการจบสกอร์แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และชื่อนักเตะที่เขาอยากได้มาร่วมทีมก็คือ ราอูล ฮิเมเนซ กองหน้าตัวเก่งจาก "หมาป่า" วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ที่โชวฟอร์มได้อย่างร้อนแรงโดยซัดประตูให้กับต้นสังกัดไปแล้ว 24 ลูกจากทุกรายการในฤดูกาลนี้

     ฉะนั้นหาก ฮิมิเนซ ย้ายมาสวมเครื่องแบบ "ปีศาจแดง" จริงๆ มาร์กซิยาล คงต้องยอมหลบทาง โดยเขายังเป็นนักเตะสำคัญของ โซลชา แต่คงต้องเป็นยางอะไหล่ไปก่อน ที่สำคัญหากทีมมีเกมรุกที่ดุดันแบบนี้อนาคตของ แดเนี่ยล เจมส์ น่าจะต้องโดนส่งไปพัฒนาฝีเท้ากับทีมอื่นด้วยสัญญายืมตัว

      ด้าน โอเดียน อิกาโล่ ซึ่งทำผลงานได้ดีในช่วงที่ย้ายมาเล่นแบบยืมตัวกับ แมนฯ ยูไนเต็ด สโมสรอันเป็นที่รักของเขา คงจะต้องกลับไปที่ เซี่ยงไฮ้ กรีนแลนด์ เสิ่นหัว ต้นสังกัดแม่ในศึกไชนีส ซูเปอร์ลีก ในฤดูกาลหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากช่วงที่เหลืออยู่ของฤดูกาลนี้ ดาวเตะไนจีเรีย โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ เขาก็มีโอกาสได้เซ็นสัญญาถาวรเช่นกัน

 

สื่อเผยปืนต้องขายก่อนซื้อแข้งใหม่ร่วมทีม

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังของอังกฤษรายงานว่า มิเกล อาร์เตต้า อาจจะต้องขายนักเตะในทีมก่อนที่จะคิดเรื่องเสริมทัพใหม่เข้ามา

 หลังชัยชนะเหนือ ลิเวอร์พูล 2-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ทางนายใหญ่ชาวสเปนชี้ว่าทีมยังต้องเสริมทัพนักเตะที่มีศักยภาพเพื่อเข้ามายกระดับทีมในการกลับมาขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวอีกครั้ง

 อย่างไรก็ตามปัญหาของสโมสรก็คือเรื่องการเงินที่ในช่วงหลังไม่ได้ไปเล่นในเวทีใหญ่อย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกทำให้รายได้หายไปไม่น้อยในแต่ละปี ส่งผลให้ทีมมีปัญหาในเรื่องซื้อนักเตะใหม่มาเสริมทีม

 ล่าสุดทางสื่อแดนผู้ดีเผยว่าหากทาง "ปืนใหญ่" จะเสริมนักเตะใหม่เข้ามาจะต้องปล่อยนักเตะในทีมออกไปก่อนเพื่อระดมทุนสำหรับการซื้อแข้งใหม่เข้ามา

 รายงานยังเผยว่า อาร์เซน่อล อาจจะสูญเสียได้ราว 30 ล้านปอนด์หากทีมไม่สามารถแย่งตั๋วไปลุยในยูโรปา ลีกฤดูกาลหน้าได้ ซึ่งคงส่งผลต่อเรื่องเสริมทัพแน่นอน

 

แอต.มาดริดว่าไง?เชลซียื่นเงินพร้อมแถมเกปาแลกซื้อโอบลัค

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ตีข่าว เชลซี คิดที่จะยื่นข้อเสนอเป็นเงินจำนวนหนึ่งพร้อมกับแถม เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ให้กับ แอต. มาดริด เพื่อขอซื้อ ยาน โอบลัค มาเฝ้าเสา หลังจากที่ผ่านมา เกปา ทำผลงานได้น่าผิดหวัง
    เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอขอซื้อ ยาน โอบลัค ผู้รักษาประตู แอตเลติโก มาดริด มาร่วมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ด้วยการให้เงินจำนวนหนึ่งพร้อมกับแถม เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านของทีมให้ด้วย ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชั้นนำของเมืองผู้ดี

    "สิงโตน้ำเงินคราม" ยอมทุ่มเงิน 80 ล้านยูโร (ประมาณ 2,800 ล้านบาท) เพื่อดึง เกปา มาจาก แอธเลติก บิลเบา เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2018 จนทำให้เจ้าตัวเป็นนายทวารที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก แต่ช่วงที่ผ่านมาเขากลับทำผลงานได้น่าผิดหวังจนทำให้ตอนนี้ทีมต้องลุ้นเหนื่อยกับการที่จะจบฤดูกาลนี้ด้วยการติดอยู่ใน 4 อันดับแรกของตารางคะแนน เพื่อคว้าสิทธิ์ลุยศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    สำหรับ โอบลัค นั้น ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมือกาวที่เก่งที่สุดของโลกในยุคนี้ โดยที่ แอต. มาดริด ตั้งค่าฉีกสัญญาเอาไว้สูงถึง 120 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,800 ล้านบาท) และเขาก็ยังมีสัญญากับทีมจนถึงปี 2023 ด้วย อย่างไรก็ตาม "ตราหมี" ก็อาจจะจำเป็นต้องหาเงินมาเข้าสโมสรเพื่อชดเชยกับการที่ทีมได้รับผลกระทบด้านการเงินจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เหมือนกัน

    เป็นที่เชื่อว่า เชลซี ไม่ต้องการเสียเงินถึงหลัก 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวของ โอบลัค และพวกเขาก็หวังว่า เกปา จะช่วยลดจำนวนเงินที่พวกเขาต้องจ่ายได้เป็นจำนวนมาก โดยจนถึงตอนนี้ เชลซี ใช้เงินสำหรับการเสริมทัพเพื่อสู้ศึกในฤดูกาลหน้าไปแล้ว 83.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,348 ล้านบาท) ซึ่งแข้งที่พวกเขาได้มาร่วมทัพแน่นอนแล้วคือ ฮาคิม ซิเย็ค ปีกดีกรีทีมชาติโมร็อกโกกับ ติโม แวร์เนอร์ ดาวยิงชาวเยอรมัน

เชลซีล่าโอบลัค,แรชฟอร์ดไปลีกเอิง?อัพเดตข่าวเด่นตลาดนักเตะลีกยุโรป

 งานนี้ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะต้องหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อสองดาวยิงตัวเก่งของทีมอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ต่างมีข่าวกำลังเป็นที่หมายปองของสโมสรยักษ์ใหญ่ลีกต่างแดน ส่วน เชลซี ก็ดูจริงจังมากๆ กับการล่าตัว ยาน โอบลัค นายประตูจอมหนึบแห่ง แอตเลติโก มาดริด ขณะที่ บาร์เซโลน่า เที่ยวนี้มีข่าวมาอัพเดตเพียบเลย แต่จะมีประเด็นอะไรบ้างนั้น เชิญอ่านกันโลด 
 – เชลซี มีแผนที่จะยื่นข้อเสนอเงิน 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1,050 ล้านบาท) + เกปา อาร์ริซาบาลาก้า นายประตูชาวสแปนิช ไปให้ แอตเลติโก มาดริด เพื่อแลกกับการคว้าตัว ยาน โอบลัค ยอดผู้รักษาประตูทีมชาติสโลวีเนีย มาเฝ้าเสาในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ (Daily Mirror)

 – ขณะเดียวกัน "สิงห์บลูส์" ก็มีลุ้นมากขึ้นที่จะได้ตัว ไค ฮาแวร์ตซ์ กองกลางดาวรุ่งคนเก่งของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาร่วมก๊วน เนื่องจากการได้เล่นในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไม่ได้มีผลใดๆ ต่อการตัดสินใจของเจ้าตัว (BBC Sport)


 

 – ลิเวอร์พูล มีแผนที่จะเซ็นสัญญายืมตัว เลอันโดร กาเบรร่า กองหลังชาวอุรุกวัยของ เอสปันญ่อล มาใช้งาน 1 ซีซั่น โดยกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ชื่นชอบในฝีเท้าของ ปราการหลังวัย 29 ปี ที่เล่นได้ทั้งเซนเตอร์แบ็กและแบ็กซ้าย (Mundo Deportivo)

 – นอกจากนี้ "หงส์แดง" ยังคงมองหาช่องทางที่จะขาย เดยัน ลอฟเรน เซนเตอร์แบ็กชาวโครแอต หลังจบซีซั่นนี้ ถึงแม้มีแผนที่จะจับเจ้าตัวขยายสัญญาก็ตาม (Goal)

 – แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเปิดศึกกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการชิงตัว เฟร์ราน ตอร์เรส ปีกดาวรุ่ง บาเลนเซีย ทว่า เรอัล มาดริด, ยูเวนตุส, เอซี มิลาน, นาโปลี และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่างก็มีความสนใจในตัว ดาวเตะวัย 20 ปี เช่นกัน (Marca)


 

 – นอกจากนี้ "เรือใบสีฟ้า" กำลังพิจารณาที่จะเซ็นสัญญาคว้าตัว ยาน แฟร์ต็องเก้น กองหลังทีมชาติเบลเยียม ที่กำลังจะหมดสัญญากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาร่วมทีมแบบฟรีๆ หลังจบฤดูกาลนี้ เนื่องจากกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มอง แฟร์ต็องเก้น เป็นทางออกระยะสั้นในการแก้ปัญหาแนวรับ (Daily Telegraph)

 – แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความสนใจที่จะคว้าตัว มิเกล โอยาร์ซาบัล ปีกตัวเก่ง เรอัล โซเซียดาด โดย ดาวเตะทีมชาติสเปนวัย 23 ปี มีค่าฉีกสัญญาอยู่ที่ 70 ล้านยูโร (ประมาณ 2,450 ล้านบาท) ทว่า "ปีศาจแดง" หวังซื้อได้ในราคา 50 ล้านยูโร (ประมาณ 1,750 ล้านบาท) (Todofichajes)

 – มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าสายสปีดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นเป้าหมายเสริมทัพอันดับหนึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้ของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เนื่องจากกุนซือ โธมัส ทูเคิ่ล มอง ดาวยิงทีมชาติอังกฤษวัย 22 ปี เป็นผู้เล่นกองหน้ายุคใหม่ที่มีความสมบูรณ์แบบ (Independent)

 – อินเตอร์ มิลาน มีความสนใจที่จะคว้าตัว อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ดาวยิงเฟร้นช์แมนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทีม โดยยินดีเจรจาปิดดีลแบบจ่ายเงินพร้อมส่งนักเตะให้เป็นของแถม 1 ราย ซึ่งนั่นอาจจะเป็น มิลาน สคริเนียร์ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติสโลวาเกีย ที่มีข่าว "ปีศาจแดง" อยากได้ตัว เนื่องจาก "งูใหญ่" มอง มาร์กซิยาล มีค่าตัวราว 63 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,457 ล้านบาท) ส่วน สคริเนียร์ มีมูลค่าอยู่ที่ 58 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,262 ล้านบาท) (Calciomercato)

 – บาร์เซโลน่า ได้บรรลุข้อตกลงกับ อินเตอร์ มิลาน เรียบร้อย สำหรับการคว้าตัว เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าดาวดังชาวอาร์เจนไตน์ โดยเป็นดีลแบบจ่ายเงิน 70 ล้านยูโร (ประมาณ 2,450 ล้านบาท) + จูเนียร์ ฟีร์โป้ แบ็กซ้ายชาวสแปนิช ที่มีมูลค่า 41 ล้านยูโร (ประมาณ 1,435 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ บาร์ซ่า จำเป็นต้องขายนักเตะบางคนในทีมออกไปก่อน เพื่อทำเงินให้ได้ 70 ล้านยูโร (Cadena SER)

 – พร้อมกันนั้น บาร์เซโลน่า ก็ได้มีการเสนอขาย ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ กองกลางตัวรุกชาวบราซิเลียน ให้กับ อาร์เซน่อล และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เพื่อระดมทุนมาล่าตัว เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (Goal)

 – นอกจากนี้ บาร์เซโลน่า ยังต้องการที่จะทำเงินจากการขาย ซามูแอล อุมติตี้ เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฝรั่งเศส อีกด้วย โดยเชื่อกันว่า นาโปลี, ลาซิโอ, อาแอส โรม่า และ โตริโน่ ต่างมีความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับ ดาวเตะดีกรีแชมป์โลกวัย 26 ปี (Sport)

 – อุสมาน เดมเบเล่ ปีกจอมพลิ้ว บาร์เซโลน่า ต้องการที่จะอยู่ค้าแข้งในถิ่น คัมป์ นู ต่อไป และเตรียมที่จะปฏิเสธข้อเสนอจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Mundo Deportivo)

 – ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกกัปตันทีม อาร์เซน่อล ยังคงมีความสนใจที่จะย้ายไปร่วมทีม บาร์เซโลน่า ทว่า บาร์ซ่า มอง โอบาเมยอง เป็นแค่ทางเลือกสำรองต่อจาก เลาตาโร่ มาร์ติเนซ (Mirror)

 – วิคเตอร์ โอซิมเฮน หัวหอกเนื้อหอม ลีลล์ จ่อย้ายซบ นาโปลี เต็มที โดยคาดว่าค่าตัวน่าจะสูงถึง 81 ล้านยูโร (ประมาณ 2,835 ล้านบาท) (Sky Italia)

 – เรอัล มาดริด มีความมั่นใจว่า จะสามารถคว้าตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าซูเปอร์สตาร์ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาร่วมทีมได้ในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 ถึงแม้ เปแอสเช ต้องการที่จะจับ เอ็มบัปเป้ ขยายสัญญาที่มีอยู่ปัจจุบันถึงปี 2022 ก็ตาม (Marca)

 – เซบีย่า เตรียมซื้อขาด ซูโซ่ ปีกเลือดกระทิงดุ จาก เอซี มิลาน หลังจบฤดูกาลนี้ ที่ราคาราว 21 ล้านยูโร (ประมาณ 735 ล้านบาท) หลังจากที่ดึง ดาวเตะวัย 26 ปี มาร่วมทีมภายใต้สัญญายืมตัว 18 เดือน พ่วงออปชั่นซื้อขาด เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา (Sky Italia) 

เทียบให้เห็นชัดๆ ! แม็กไกวร์ แนวรับแกร่งกว่า ฟาน ไดค์

เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อาจจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่สำหรับตอนนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แนวรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติที่เหลือกว่าเขาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กองหลังชาวดัตช์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อาจจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่สำหรับตอนนี้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แนวรับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสถิติที่เหลือกว่าเขาในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    แม็กไกวร์ มักจะโดนวิพากษ์วิจารณ์ผลงานมาตลอดในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะการเล่นที่ผิดพลาดในหลายๆ เกม แต่ดูเหมือนว่าสถิติของเขาเมื่อนำมาเปรีบเทียบกับ ฟาน ไดค์ ซึ่งทำเล่นพลาดส่งบอลสั้นจนเป็นเหตุให้โดน อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ฉกบอลยิงประตูในเกมที่ "หงส์แดง" แพ้ อาร์เซน่อล 1-2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

   

   แน่นอนว่าความผิดพลาดดังกล่าวทำให้แฟนบอลคู่แข่ง โดยเฉพาะสาวก "เร้ด อาร์มี่" ต่างออกมาแซว ฟาน ไดค์ กันไปทั่วสื่อสังคมออนไลน์ และถึงขนาดนำไปเปรียบเทียบกับการเล่นที่ผิดพลาดของ ดาวิด ลุยซ์ แนวรับเลือดแซมบ้าจากทัพ "เดอะ กันเนอร์" เลยทีเดียว

    สอดคล้องกับสถิติจากเว็บไซต์พรีเมียร์ลีก ที่ระบุว่าความผิดพลาดของ ฟาน ไดค์ เป็นความผิดพลาดครั้งแรกของฤดูกาลนี้ที่ทำให้คู่แข่งได้ประตู และเป็นเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นจากการเล่น 88 แมตช์ในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีให้กับ ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์

   

   ขณะที่ แม็กไกวร์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นกองหลังที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลก ยังไม่เคยทำผิดพลาดจนทำให้คู่แข่งได้ประตู จากการลงสนามให้กับทัพ "ปีศาจแดง" 35 แมตช์ในฤดูกาลนี้ ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะปราการหลังทีมชาติอังกฤษ ยังมีสถิติในเกมรับอีกหลายอย่างที่เหนือกว่า ฟาน ไดค์

    อย่างเล่นสถิติในการบล็อกซึ่ง แม็กไกวร์ สามารถบล็อกได้ถึง 18 ครั้ง ส่วน เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ ทำได้เพียง 15 ครั้งเท่านั้น นอกจากนี้ อดีตสตาร์ "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถสกัดบอลจากการผ่านบอลของฝ่ายตรงข้าม หรือ อินเตอร์เซปชั่น ได้ถึง 67 ครั้ง ส่วน ฟาน ไดค์ ทำได้ 39 ครั้ง

    ยังไม่หมดแค่นั้น แม็กไกวร์ ยังสามารถเสียบสกัดคู่แข่งสำเร็จถึง 60 เปอร์เซนต์ เหนือกว่าแนวรับเจ้าของแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ส่วนการโหม่งสกัดนั้น กองหลัง "ผีแดง" ก็ยังทำผลงานได้โดดเด่นกว่า อดีตพ่อค้าแข้ง "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน

    ฉะนั้นสถิติเหล่านี้คงจะทำให้แฟนบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างมั่นใจได้ว่า แม็กไกวร์ ยังคงเป็นเซนเตอร์แบ็กที่ทำผลงานได้ดี แม้อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้างในบางเกม แต่ก็ยังดูดีมีอนาคต

เปรียบเทียบผลงาน เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ VS แฮร์รี่ แม็กไกวร์ (ก่อนเกมพบ คริสตัล พาเลซ)

สุดอัปยศ! มูรินโญ่จวกยับหลังแมนซิตี้รอดแบนเกมยุโรป

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ดูจะไม่พอใจอย่างหนักกับผลคำตัดสินของ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส ที่มีคำตัดสินยกเลิกโทษแบนเกมยุโรปของ แมนฯ ซิตี้ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยถึงขั้นออกมาตำหนิว่าเป็นคำตัดสินที่น่าอัปยศสุดๆ
    ก่อนหน้านี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สุ่มเสี่ยงที่จะชวดลงเล่นในเกมยุโรปถึง 2 ฤดูกาล หลังโดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ตัดสิทธิ์ดังกล่าวโทษฐานทำความผิดอย่างรุนแรงต่อกฎควบคุมการเงิน หรือ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” จากการปลอมแปลงรายได้ในบัญชีระหว่างปี 2012-2016 รวมถึงสั่งปรับเงินอีก 30 ล้านยูโร (ประมาณ 1050 ล้านบาท) ซึ่ง "เรือใบสีฟ้า" ก็ไม่ยอมแพ้จนยื่นอุทธรณ์กับเรื่องนี้ต่อ ศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส

    ก่อนที่การยื่นอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นจะเป็นผลทำให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะได้ไปลุยเกมยุโรปฤดูกาลหน้าตามปกติ โดยสโมสรได้รับโทษเพียงการโดนปรับเงินเหลือ10 ล้านยูโร (ประมาณ 350 ล้านบาท) เท่านั้น

    อย่างไรก็ตามหลังจากมีผลการตัดสินจากซีเอสออกนั้นก็สร้างมีหลายฝ่ายที่เห็นด้วย และหลาฝ่ายที่รู้สึกว่าคำตัดสินดังกล่าวนั้นดูไม่ยุติธรรม เช่นเดียวกับ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ สเปอร์ส ที่ล่าสุดออกมาตำหนิการตัดสินในครั้งนี้ โดยเชื่อว่า แมนซิตี้ ควรจะถูกลงโทษแบนจากเกมยุโรปตามเดิมถ้าทำผิดจริงๆ และกังวลว่ากฏ “ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์” จะใช้ไมได้อีกต่อไปเนื่องจากหลายๆสโมสรจะใช้ช่องโหว่ในการหาผลประโยชน์

    "ไม่ว่ากรณีใดมันเป็นคำตัดสินที่น่าอัปยศสุดๆ เพราะถ้า แมนซิตี้ ไม่ได้ทำผิดจริงแล้วทำไมพวกเขาถึงต้องถูกปรับเงินถึง 10 ล้านยูโร, แน่นอนถ้าคุณไม่มีความผิดคุณก็ไม่ควรที่จะถูกลงโทษ และไม่ต้องจ่ายค่าปรับ ในขณะเดียวกันถ้าคุณทำผิดก็ควรที่จะถูกแบนจากการแข่งขันสถานเดียว เพราะฉะนั้นคำตัดสินในครั้งนี้ถือเป็นความอัปยศอย่างแท้จริง "

    นอกจากนี้เมื่อถูกถามเมื่อถามเรื่องกฏไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ กับผลกระทบที่มีต่อ สเปอร์ส มูรินโญ่ กล่าวว่า "ผมรู้สึกโอเคกับการบริหารของสโมสร แต่เชื่อว่าคำตัดสินนี้กลายเป็นจุดจบของกฏแฟร์เพลย์การเงิน" มูรินโญ่ กล่าว

สื่อเบียร์ประโคม 1 เหตุผลทำเชลซีส่อชวด “ฮาแวร์ทซ์”

 สื่อเมืองเบียร์ ตีข่าว เชลซี อาจะชวดได้ตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ดาวรุ่งฟอร์มแรงจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น หลัง "สิงห์บลูส์" ส่อแววจะหลุดวงโคจรท็อปโฟร์ หลังดันออกไปโดน เชฟฯ ยูไนเต็ด เผาเครื่องยับไม่นับญาติเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
     เชลซี สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อาจจะพลาดคว้าตัว  ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาร่วมทีม หากเกิดกรณีที่ทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" พลาดคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จากการเปิดเผยของ บิลด์ สื่อดังในประเทศเยอรมนี

    ช่วงที่ผ่านมาสื่อหลายสำนักทั้งในอังกฤษ และเมืองเบียร์ รายงานข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ฮาแวร์ทซ์ กำลังจะเก็บข้าวของออกจากทัพ "ห้างขายยา" เพื่อเดินทางไปเป็นสมาชิกใหม่แห่งถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในช่วงซัมเมอร์นี้ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนสถานการณ์ต่างๆ ชักไม่แน่นอนแล้ว

    เหตุผลสำคัญก็คือ เชลซี เพิ่งจะพลาดท่าแพ้ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด 0-3 ในเกมลีกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำตอนนี้พวกเขามีโอกาสที่จะหลุดท็อปโฟร์ เนื่องจากทั้ง "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะทำคะแนนแซงหน้าทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ในขณะที่ ฮาแวร์ทซ์ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการที่จะมีโอกาสสัมผัสเกมถ้วยใบโตยุโรป ฉะนั้นหาก เชลซี ซึ่งมีข่าวว่าพร้อมทุ่ม 100 ล้านยูโร (ราว 3,500 ล้านบาท) เพื่อซื้อแข้งดาวรุ่งทีมชาติเยอรมนี  พลาดได้ตั๋วไปลุยศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก นั่นหมายความว่านักเตะคงไม่อยากย้ายไปอยู่ที่นั่น

ซิลบายิง1จ่าย1-แมนซิตี้เสียวท้ายเกมเฉือนบอร์นมัธหวิว

"เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูงคว้าชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันหลังเปิดรังไล่ทุบ บอร์นมัธ 2-1 รั้งอันดับ 2 ยาวๆต่อไป ส่วน บอร์นมัธ รั้งอันดับ 18 ต้องหนีตายกับอีก 2 เกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" การันตีอันดับ 2 และคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแน่นอนแล้ว ที่สำคัญพวกเขาพ้นมลทินชนะอุทธรณ์โทษแบนเกมยุโรปของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้เปิดรังรับมือ บอร์นมัธ ทีมอันดับ 18 ที่ต้องการแต้มเพื่อหนีตกชั้นให้ได้

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นผู้เล่นแต่ยังให้ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นฤดูกาลสุดท้ายของห้องเครื่องวัย 34 ปี โดยจะปั้นเกมอยู่หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ เอ็ดดี้ ฮาว บอสใหญ่ของบอร์นมัธฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โจชัว คิง, จูเนียร์ สตานิสลาฟ  และ โดมินิก โซลันกี้ 

    เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 3 นาที บอร์นมัธ ได้ทักทายก่อนจากลูกโขกของ แดน กอสลิ่ง แต่บอลไปเข้ามือ เอแดร์ซอน ก่อนที่นายด่านทีมชาติบราซิลจะเปิดบอลยาวอย่างแม่นให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจะแทงลอดขาเข้าไปในกรอบ 6 หลา บอลเกือบถึง ดาบิด ซิลบา ก่อนจะโดนแนวรับทีมเยือนสกัดออกไป

    ทว่าในนาทีที่ 6 ดาบิด ซิลบา มาแผลงฤทธิ์จนได้หลังเรียกฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 20 หลา ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นบอลข้ามกำแพงเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงามให้ แมนฯซิตี้ ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นประตูที่ 6 ในซีซั่นนี้ของอดีตกองกลางทีมชาติสเปน
 
    นาที 22 ทีมเยือนมีโอกาสบ้างหลัง แดน กอสลิ่ง โขกบอลเข้าไปในกรอบให้ โจชัว คิง พลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลยังหลุดกรอบออกไปไกล

    นาที 34 บอร์นมัธพลาดโอกาสไล่ตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลังได้ฟรีคิกหน้ากรอบ จูเนียร์ สตานิสลาฟ รับหน้าที่สังหารปั่นฟรีคิกข้ามกำแพงจะเข้าอยู่แล้วแต่ไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ชนเสาก่อนบอลมาโดนหัวแม้จะตามตะครุบบอลแต่ออกหลังไปก่อน

    อีก 3 นาทีถัดมา โดมินิก โซลันกี้ ได้ซัดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่จังหวะยิงไปแฉลบ โอตาเมนดี้ เหินคานออกไป

    เมื่อทำไม่ได้กลายมาโดน "เรือใบสีฟ้า" ลงโทษในนาที 39 จากจังหวะสวนขึ้นมาก ดาบิด ซิลบา แทงบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนแตะบอลหนีแนวรับสองคนแล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ บอร์นมัธ 2-0

    ครึ่งหลัง นาที 59 บอลโต้กลับของ บอร์นมัธ สวนขึ้นมาทางขวา โซลันกี้ แทงบอลให้ จูเนียร์ สตานิสลาฟ หลุดเข้าไปล็อคด้วยขวาหนีแนวรับซิตี้ก่อนปั่นด้วยซ้ายไปเสาไกลบอลไปโดน โจชัว คิง จิ้มบอลเข้าไป VAR ยืนยันว่า คิง อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าทำให้พลาดโอกาสไล่ตีไข่แตก

    นาที 73 ดาบิด ซิลบา จ่ายบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส กำลังจะยิงอยู่แล้วแต่มาโดน สตีฟ คุ๊ก เข้ามาเสียบจากด้านหลัง ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ทว่าหลังจากเช็กกับ VAR แล้วเชิ้ตดำ ลี เมสัน ปฎิเสธไม่ให้จุดโทษแก่เจ้าถิ่นหลัง ภาพฟ้องว่า สตีฟ คุ๊ก เข้าสกัดโดนบอลก่อนจะโดน กาเบรียล เชซุส เหยียบเท้าใส่ทำให้กลายเป็นผู้เล่นเกมรุกทำฟาวล์

    นาที 81 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีไข่แตกหลัง เดวิด บรู๊คส์ จ่ายบอลให้ คัลลั่ม วิลสัน ตัวสำรองซัดด้วยขวาในกรอบแต่บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 84 ลูกทีมของ เป๊ป พลาดโอกาสได้เม็ดที่สามนำห่าง คราวนี้ ฟิล โฟเด้น ได้โอกาสกดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่บอลไปตรงตัว อารอน แรมส์เดล

    นาที 88 บอร์นมัธ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จหลังบอลสวนกลับให้ คัลลั่ม วิลสัน หลุดเข้ไาปในกรอบก่อนปาดมาหน้าประตูให้ เดวิด บรู๊คส์ ยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ เอาชนะ บอร์นมัธ 2-1 คว้าสามแต้มยึดอันดับ 2ต่อไปโดยมีเพิ่มเป็น 75 คะแนน ส่วน บอร์นมัธ ต้องลุ้นหนีตกชั้นกับอีก 2 เกมสุดท้าย หลังแพ้เป็นเกมที่ 21 ในลีกรั้งอันดับ 18 มี 31 คะแนนตามโซนปลอดภัยอยู่ 3 คะแนนแต่แข่งมากกว่าหนึ่งเกม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – แฟร์นานดินโญ่, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ฟิล โฟเด้น

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า  
    
        บอร์นมัธ (4-3-2-1) : อารอน แรมส์เดล – แจ็ค สเตซี่ย์, สตีฟ คุ้ก, ลอยด์ เคลลี่, ดีเอโก้ รีโก้ – แดน กอสลิ่ง, เจฟเฟร์ซอน เลร์ม่า, ฟิลิป บิลลิ่ง – จูเนียร์ สตานิสลาฟ, โจชัว คิง – โดมินิก โซลันกี้

        ผู้จัดการทีม : เอ็ดดี้ ฮาว  
   
        ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

โรเตชั่น,แถวเกียรติยศ! เจาะ 5 ประเด็นเด่นก่อนเกม ลิเวอร์พูล เยือน แมนซิตี้

หลังจากที่สำลักความสุขกันมาเกือบทั้งสัปดาห์ ตอนนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องกลับมาสู่ความเป็นจริง เมื่อพวกเขาต้องเดินทางไปเยือน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฏาคมนี้

    "เดอะ เร้ดส์" ผงาดคว้าแชมป์ลีกอย่างเป็นทางการไปแล้ว หลัง แมนฯ ซิตี้ พ่ายให้กับ เชลซี เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ฉะนั้นการไปพบกับ "เรือใบสีฟ้า" พวกเขาค่อนข้างจะผ่อนคลายสุดๆ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเลือกในการโรเตชั่นเพื่อให้โอกาสนักเตะสำรอง และดาวรุ่งได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ อาจจะเลือกใช้งานตัวหลักในแมตช์นี้ เพราะการไปเยือนทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ใช่งานง่ายๆ ที่สำคัญ นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะตั้งเป้าที่จะเอาชนะแชมป์เก่า เพื่อเป็นการรักษาฟอร์มการเล่น และแรงกระตุ้นต่อไป รวมทั้งลุ้นเก็บแต้มให้ได้ 100 คะแนน หรือมากกว่านั้นในซีซั่นนี้

    ในขณะเดียวกัน แมนฯ ซิตี้ ก็มุ่งมั่นที่จะทำลายการฉลองแชมป์ของ "หงส์แดง" เช่นกัน และหากพวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลได้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับการลุ้นทวงความสำเร็จในซีซั่นหน้า และการบุกตะลุยเพื่อกรุยทางสู่การลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้

1. โอกาสที่จะได้โรเตชั่นนักเตะ
    แม้ว่าการพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเกมที่ยากลำบากก็ตาม แต่ด้วยการที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ไปเรียบร้อยแล้ว งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะตัดสินใจใช้ระบบโรเตชั่นในแมตช์นี้ เพื่อจะได้ให้โอกาสกับผู้เล่นสำรอง และแข้งดาวรุ่งได้สัมผัสประสบการณ์ที่พวกเขาอาจจะไม่ค่อยได้รับ

    อย่างไรก็ตาถึงแม้ คล็อปป์ จะเลือกเปลี่ยนแปลงทีมก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเขายังคงยึดปรัชญาการเล่นที่เน้นเกมบุกเป็นสำคัญ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ 3 ประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ จะลงเล่นตัวจริง

    แน่นอนว่า นายใหญ่ชาวเยอรมัน ต้องการแสดงให้เห็นว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงเป็นทีมที่เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในซีซั่นนี้ ดังนั้นทั้งเกมรุก และเกมรับยังคงต้องเป็นนักเตะตัวหลัก โดยเฉพาะแนวรับยังคงต้องพึ่ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ ต่อไป

    ส่วนบรรดานักเตะสำรองอย่าง ทาคูมิ มินามิโนะ, อดัม ลัลลาน่า, นาบี เกอิต้า, เคอร์ติส โจนส์, เนโก วิลเลี่ยมส์ และอีกหลายๆ คน มีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสลงสนาม อาจจะเป็นตัวจริง หรือตัวสำรองก็ได้ แต่แน่นอนว่า คล็อปป์ พร้อมที่จะให้ลงสนามเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์สำคัญ
   
2. มุ่งมั่นหวังเก็บแต้มต่อเนื่อง
    สิ่งหนึ่งที่ ลิเวอร์พูล ยังคงต้องการแสดงให้โลกได้เห็นก็คือ การที่พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ และการที่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องมีสถิติที่เหนือกว่าทีมของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยหนึ่งในนั้นก็คือความมุ่งมั่นที่จะเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนในซีซั่นนี้

    แมนฯ ซิตี้ เคยทำผลงานระดับมาสเตอร์พีซมาแล้วด้วยการเก็บแต้ม 100 คะแนนในฤดูกาล 2017/18 พร้อมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าทัพ "เรือใบสีฟ้า" ชุดนั้นได้รับการเชิดชูว่าแข็งแกร่งยากที่จะล้มได้ โดยในซีซั่นถัดมาก็เกือบทำได้อีกครั้ง เมื่อเก็บได้ถึง 98 แต้มเฉือน "หงส์แดง" 1 คะแนนคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

    สำหรับ ลิเวอร์พูล การที่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ และเป็นการยุติการรอคอย 30 ปีที่แสนยาวนานเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจแล้ว แต่หากจะเติมเต็มความยิ่งใหญ่พวกเขาก็คาดหวังที่จะปราบ แมนฯ ซิตี้ ถึงถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พร้อมเดินหน้ากรุยทางสู่การเก็บให้ได้ 100 คะแนน

    ฉะนั้นถึงแม้ คล็อปป์ อาจจะใช้การโรเตชั่นในแมตช์นี้ แต่เขาก็ยังคงมุ่งหวังที่จะเก็บ 3 แต้มให้ได้ เพราะการบุกชนะ แมนฯ ซิตี้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกทีมทุกคนสำหรับการลงสนามในเกมที่เหลืออยู่ในซีซั่นนี้ และอาจจะต่อเนื่องไปถึงการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้าด้วย
   
3. ซาลาห์ไล่ล่ารองเท้าทองคำ 3 สมัยซ้อน  
   โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นนักเตะชาวอียิปต์คนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในขณะเดียวกันเขายังมีลุ้นความสำเร็จส่วนตัวนั่นก็คือการคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด หรือ "รองเท้าทองคำ" หลังจากที่เขาเคยทำได้มาแล้วในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

    สตาร์ลูกหนังแดนมัมมี่ ตะบันไปแล้ว 17 ประตูในเกมลีกฤดูกาลปัจจุบัน ทำให้เขายังอยู่ในเส้นทางการคว้า "รองเท้าทองคำ" โดยตอนนี้ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิง "เดอะ ฟ็อกซ์" เลสเตอร์ ซิตี้ กับ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกอาร์เซน่อล เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น

    ฉะนั้นในเกมเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนว่า คล็อปป์ คงจะให้โอกาส "บังโม" ได้ลงสนาม เพื่อที่เขาจะได้มีลุ้นในการคว้ารางวัลทรงเกียรตินี้ และยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักเตะสำหรับการนำทัพ "เดอะ เร้ดส์" ป้องกันแชมป์ลีกในฤดูกาลหน้า

     ทั้งนี้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซาลาห์ ได้ครองรางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีกร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โอบาเมยอง หลังจากที่ทั้งสามคนซัดกันไปคนละ 22 ประตู

4. หวังทำลายงานฉลองแชมป์ให้กร่อย
    ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพิสูจน์ว่าทำไมพวกเขาถึงเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เช่นเดียวกัน "เรือใบสีฟ้า" ก็ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงมีสมาธิในการที่จะทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ในฤดูกาลหน้าเช่นกัน

    การที่จะทำแบบนั้นได้พวกเขาต้องสร้างความมั่นใจซะก่อน และไม่มีวิธีไหนที่จะทำได้ดีเท่ากับการเอาชนะทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ฉะนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ให้ได้  เพื่อหวังทำให้งานฉลองแชมป์ของพวกเขากร่อยไปบ้าง

    ที่สำคัญการเอาชนะแชมป์ลีกได้ยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการลุ้นความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย เพราะนี่คือโทรฟี่สำคัญของฤดูกาลนี้สำหรับพวกเขา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักเตะทุกคนจะใส่ไม่ยั้งเพื่อเป็นการเรียกความฮึกเหิมก่อนที่จะเข้าสู่โหมดชิงชัยโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์"

    จริงแล้วก่อนหน้าเกมแพ้ เชลซี ต้องยอมรับว่า แมนฯ ซิตี้ เล่นได้โหดสุดๆ นับตั้งแต่มีการรีสตาร์ท และยิงกระจุยถึง 8 ประตูจาก 2 แมตช์ ฉะนั้นเชื่อว่า "เป๊ป" คงหวังให้ลูกทีมรักษาฟอร์มโหดแบบนี้ในเกมพบกับ ลิเวอร์พูล เพราะพิสูจน์ให้ "เดอะ เร้ดส์" ได้เห็นว่าฤดูกาลหน้าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะป้องกันแชมป์ได้
   
5. ตั้งแถวเกียรติยศต้อนรับ ลิเวอร์พูล
    หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่สนามเอติฮัด สเดี้ยม ก็คือการที่บรรดานักเตะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องยืนเรียงแถวเพื่อปรบมือให้เกียรติให้ต้อนรับ ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์ลีก ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติในวงการลูกหนังไปแล้วสำหรับเรื่องนี้

    ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา "หงส์แดง" พลาดแชมป์ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ในซีซั่นนี้พวกเขาจะไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์ใหม่  และแชมป์เก่าจะต้องมายืนปรบมือเป็นเกียรติให้กับพวกเขา โดยเรื่องนี้ กวาร์ดิโอล่า ยืนยันว่าลูกทีมของเขาพร้อมที่จะทำสิ่งนี้

    "พวกเราจะตั้งแถวต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแน่นอน เราจะให้การต้อนรับ ลิเวอร์พูล เมื่อพวกเขามาเยือนบ้านของเราด้วยแนวทางที่น่าเหลือเชื่อเสมอ เราจะทำแบบนั้นเพราะพวกเขาสมควรได้รับมัน" อดีตนายใหญ่ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค กล่าว

    แม้ว่าพิธีการนี้ไม่มีการบังคับว่าให้ทุกสโมสร แต่ถือเป็นการแสดงออกที่ดีเยี่ยม และเป็นการให้เกียรติกับทีมที่คว้าแชมป์