อินเตอร์กลุ้ม!ลืออเล็กซิสเดี้ยงหนัก

เอดีเอ็น เรดิโอ สื่อของชิลี ระบุ อเล็กซิส ซานเชซ เจ็บด้านกล้ามเนื้อจากเกมเจ๊า โคลอมเบีย โดยอาการมันร้ายแรงจนอาจจะถึงขั้นทำให้เขาอดช่วยบ้านเกิดในช่วงกลางเดือนหน้าด้วย

อเล็กซิส ซานเชซ ดาวเตะ อินเตอร์ มิลาน ยอดสโมสรแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ตามรายงานของ เอดีเอ็น เรดิโอ สื่อในประเทศชิลี

ดาวเตะวัย 31 ปีเพิ่งได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกม ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนอเมริกาใต้ ทั้ง 2 นัดของ ชิลี ประกอบด้วยเกมกับ อุรุกวัย และ โคลอมเบีย แถมเขายังทำประตูในทั้ง 2 เกมดังกล่าวได้ด้วย แต่สุดท้ายเกมก็จบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 และ 2-2 ตามลำดับ

ทั้งนี้ เอดีเอ็น เรดิโอ เผยว่าอาการเดี้ยงของ อเล็กซิส เกิดขึ้นในเกมกับ โคลอมเบีย พร้อมบอกว่าในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดนั้น อดีตแข้ง บาร์เซโลน่า, อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะต้องพักนานจนถึงขั้นอดลงเล่นโปรแกรมเกมทีมชาติในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนนี้ของ ชิลี ด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่าเขาจะอดลงเล่นให้ อินเตอร์ หลายนัดเช่นกัน อย่างเช่นเกมลีกนัดดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองมิลานกับ เอซี มิลาน วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ และเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ เป็นต้น

เชลซีรุกเต็มสูบ! “แวร์เนอร์-ฮาแวร์ทซ์” ผนึกล่า,เซบีย่าลุ้น “เดอ ยอง” โป้งสู้ศึก ชปล.

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เตรียมจัดแผงแนวรุกเต็มอัตราโดย ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ยังคงพร้อมลงผนึกคมแข้งล่าตาข่ายเกมรับ เซบีย่า ที่มี ลุค เดอ ยอง ลงขุดสกอร์สู้ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี) วันอังคารที่ 20 ต.ค. ศกนี้  (เวลา : 02.00 น.)

ปรีวิวฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 
(รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี)
วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 (เวลา : 02.00 น.)
เชลซี (อังกฤษ)    –    เซบีย่า (สเปน)


สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

     เชลซีเพิ่งเปิดบ้านเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้ 4 นัดที่ผ่านมา สิงห์บลูส์คว้าชัยได้เพียงแค่เกมเดียว

     ความพร้อมของเจ้าบ้าน แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือชาวอังกฤษ จะยังไม่สามารถใช้งาน เอดูอาร์ เมนดี้ ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณต้นขาระหว่างไปเข้าแคมป์ฝึกซ้อมกับทีมชาติเซเนกัล ทำให้นายใหญ่วัย 42 ปี คงจะต้องใช้งาน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่เพิ่งโชว์เหวอในเกมสัปดาห์ที่ผ่านมาเฝ้าเสาต่อไป เช่นเดียวกันกับ บิลลี่ กิลมอร์ ห้องเครื่องอนาคตไกล ที่กำลังพักรักษาตัวจากโรคเดี้ยงบริเวณหัวเข่า 

     ถึงแม้ว่าอดีตผู้จัดการทีม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ได้รับข่าวดีคือ ฮาคิม ซิเย็ค และ คริสเตียน พูลิซิช สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมแล้วทำให้แลมพาร์ดจะมีตัวเลือกในแนวรุกเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คาดว่า ซิเย็คคงจะต้องนั่งรอโอกาสอยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองไปก่อน ส่วน พูลิซิชที่ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงในเกมกับนักบุญแดนใต้ และ เมสัน เมาน์ท จะได้ลงสนามเป็นตัวจริงต่อไปในเกมนี้ ขณะที่ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ จะได้พักเพื่อเก็บความสดเอาไว้เจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์หน้า ทำให้ มาเตโอ โควาซิช จะได้บัญชาแดนกลาง 

     ในเกมรับ ติอาโก้ ซิลวา จะกลับมาคุมแผงหลังโดยจับคู่กับ คูร์ท ซูม่า หลังจากที่ อดีตเซนเตอร์แบ็ก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้พักในเกมที่แล้ว เช่นเดียวกันกับ รีซ เจมส์ ที่จะได้กลับมาประจำการในตำแหน่งแบ็กขวา เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า

     ทั้งนี้ในตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นโอกาสของ ติโม แวร์เนอร์ ที่เพิ่งประเดิมประตูแรกในสีเสื้อสิงห์บลูส์ในเกมก่อนหน้านี้จะได้ค้ำแดนหน้าต่อไป 

     เซบีย่าบุกไปพ่ายให้กับกรานาด้า 0-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ทำให้ทีมเยือนไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว 

     จูเลน โลเปเตกี ผู้จัดการทีมชาวสเปน จะยังไม่มี ชูลส์ กูนเด้ ที่มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวกในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้นายใหญ่ฝีมือดี เตรียมส่ง คาริม เรกิก ประเดิมสนามในเกมนี้ โดยจะคุมแดนหลังคู่กับ ดีเอโก้ คาร์ลอส ถึงแม้ว่า เซร์จี้ โกเมซ เพิ่งได้รับโอกาสลงสนามในเกมกับกรานาด้าก็ตาม ขณะที่แบ็กซ้าย-ขวาอย่าง มาร์กอส อากุนญ่า และ เฆซุส นาบาส ตามลำดับ ขณะที่ โจน จอร์ดาน ก็จะลงเล่นได้ตามปกติ เพราะใบแดงที่โดนในเกมลีกไม่มีผลกับรายการนี้

     ส่วนในแดนหน้า ลุค เดอ ยอง และ ลูคัส โอคัมโปส จะได้กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้งหลังจากที่ได้พักในเกมลีกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 


รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม 

     เชลซี (4-2-3-1) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – มาเตโอ โควาซิช, จอร์จินโญ่ – เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์ 
     ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด 

     เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, คาริม เรกิก, ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช, แฟร์นานโด, โจน จอร์ดาน – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง, ซูโซ่
     ผู้จัดกาารทีม : จูเลน โลเปเตกี

ไร้เงาแม็กไกวร์-คาวานี่!แมนยูเดินทางสู่ปารีสเตรียมบู๊ชปล.

"ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด เดินทางไปประเทศฝรั่งเศสแล้ว เพื่อเตรียมตัวทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่ม กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในวันอังคารนี้ โดย แฮร์รี แม็กไกวร์ และ เอดินสัน คาวานี ไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย
   
ขุนพล "ปีศาจแดง" แมนฯยูไนเต็ด ทีมดัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บินลัดฟ้าสู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เรียบร้อย เพื่อเตรียมตัวทำศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่ม กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในวันอังคารนี้ โดยไม่มีดาวเตะอดีตต้นสังกัดเดิมอย่าง เอดินสัน คาวานี ดาวเตะอุรุกวัยที่เพิ่งย้ายข้ามฟากมาพรีเมียร์ลีก รวมถึง แฮร์รี แม็กไกวร์ กัปตันทีม ร่วมเดินทางไปด้วย

ในส่วนของ แฮร์รี แม็กไกวร์ คาดว่ามีปัญหาบาดเจ็บจากเกมชนะ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่วน เอดินสัน คาวานี เพิ่งซ้อมกับทีมได้ไม่นาน นอกจากนี้ แมนฯยูฯ ยังไม่มี เมสัน กรีนวู้ด ขณะที่ ฟากุนโด้ เปเยสตรี มีชื่อเดินทางไปปารีสกับทีมด้วย
   
สำหรับเกมคู่นี้จะลงเล่นคืนวันอังคารนี้ ที่ สนามปาร์ค เดอ แปร็ง ต่อไป

ลิเวอร์พูลเก่งกับดัตช์-มาดริดยับ3นัด! เปิดสถิติน่ารู้ศึก ชปล. คืนวันพุธ

ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คืนวันพุธที่ผ่านมา มีการลงแข่งขันหลายสนามทีเดียว ไฮไลท์สำคัญคงอยู่ที่เกมระหว่าง อาแจ็กซ์ พบ ลิเวอร์พุล ที่สุดท้าย "หงส์แดง" บุกคว้าสามแต้มได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันอีกหนึ่งทีมจากอังกฤษอย่าง "เรือใบสีฟ้า" ก็เก็บชัยชนะได้เช่นกัน แต่ผลการแข่งขันที่ช็อกที่สุดคงเป็นเกมปราชัยคาบ้านของ เรอัล มาดริด เรามาเก็บตกสถิติน่าสนใจแต่ละคู่ที่ลงสนามในคืนวันพุธนี้กัน
เรอัล มาดริด 2-3 ชัคตาร์ โดเนตส์ค

1 – ชัคตาร์ เป็นทีมจากยูเครนทีมแรกที่เอาชนะ เรอัล มาดริด ใน ชปล. นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 1999 ที่ ไดนาโม เคียฟ เอาชนะไปได้ 2-0

3 – ราฟาเอล วาราน เป็นนักเตะเรอัล มาดริด คนที่สามที่ยิงเข้าประตูตัวเอง 2 ลูกใน ชปล. ต่อจาก อิบัน เอลเกร่า และ เซร์คิโอ รามอส

3 – เรอัล มาดริด พ่ายแพ้ในฟุตบอลยุโรป 3 นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986

3 – เรอัล มาดริด เสียประตูถึง 3 ลูกในครึ่งแรกในศึก ชปล. เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2005 ในเกมพบ โอลิมปิก ลียง และยังเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในบ้านในรายการนี้นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2000 ในเกมพบ บาเยิร์น มิวนิค

15 – วินิซิอุส จูเนียร์ ใช้เวลาเพียง 15 วินาทีลงสนามมาก็ยิงประตูได้เลย โดยนับตั้งแต่เว็บไซต์ optajoe เก็บสถิติมาตั้งแต่ฤดูกาล 2006-07 นี่เป็นประตูที่ยิงไวที่สุดในฐานะตัวสำรอง

35 – ลูก้า โมดริช เป็นนักเตะวัยตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเพียงคนที่ 4 ที่ยิงประตูให้กับ เรอัล มาดริด ในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, เฟเรนซ์ ปุสกัส และปาโก้ เกนโต้

แมนฯ ซิตี้ 3-1 ปอร์โต้

5 – เปเป้ กองหลังตัวเก๋าของ ปอร์โต้ ทำเสียจุดโทษถึง 5 ครั้งใน ชปล. มากกว่านักเตะทุกคนตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04

6 – ฟิล โฟเด้น มีส่วนร่วมกับประตูถึง 6 ลูกจาก 7 เกมหลังสุดของเขาใน ชปล. (3 ประตูกับ 3 แอสซิสต์) ทั้งที่ลงสนามในฐานะตัวสำรองถึง 4 เกมด้วยกัน

6 – นับตั้งแต่เริ่มฤดูกาล 2019-20 แมนฯ ซิตี้ ยิงประตูจากลูกฟรีคิกถึง 6 ลูก (ดาบิด ซิลบา 2, มาห์เรซ 2, เดอ บรอยน์ 2 และ กุนโดกัน 1)

20 – ราฮีม สเตอร์ลิง เรียกจุดโทษถึง 20 ครั้งให้กับ แมนฯ ซิตี้ นับตั้งแต่ เป๊ป เข้ามาคุมทีมเดือนสิงหาคมปี 2016

76 – นี่เป็นชัยชนะนัดที่ 76 ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ใน ชปล. นับตั้งแต่คุมทีมในฐานะกุนซือเต็มตัวเกมแรกเมื่อเดือนกันยายนปี 2008

231 – เซร์คิโอ อเกวโร่ ยิงประตูแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคมที่เขายิงในเกมพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือเมื่อ 231 วันที่แล้ว ซึ่งช่วงระยะห่างนี้เองเป็นระยะที่ยาวที่สุดในอาชีพการค้าแข้งของเขากับสโมสรและทีมชาติ

บาเยิร์น มิวนิค 4-0 แอตเลติโก มาดริด

20 – นี่เป็นครั้งที่ 20 ที่ บาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค ยิงประตูตั้งแต่ 4 ลูกขึ้นไป ถือว่ามากกว่าทุกทีมในยุโรปนับตั้งแต่เขาเข้ามาคุมทีมเดือนพฤศจิกายนปี 2019

อาแจ็กซ์ 0-1 ลิเวอร์พูล

1 – อาแจ็กซ์ ชนะเพียงแค่ครั้งเดียวจาก 7 ครั้งที่เจอกับทีมจากอังกฤษในฟุตบอลยุโรป (เสมอ 2 แพ้ 4)

2 – ลิเวอร์พูล เพิ่งจะเก็บคลีนชีทได้เป็นครั้งที่ 2 ใน ชปล. นับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลที่แล้ว โดยอีกหนึ่งเกมเกิดขึ้นในแมตช์พบ ซัลซ์บวร์ก

5 – เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนตัว โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พร้อมกันสามคนในเกมเดียวเป็นครั้งที่ 5

7 – ลิเวอร์พูล ไร้พ่ายในการเยือนทีมจากดัตช์ 7 ครั้งหลังสุด ยังเก็บคลีนชีทถึง 5 นัด (ชนะ 4 เสมอ 3)

34 – เจมส์ มิลเนอร์ ในวัย 34 ปี 291 วัน กลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลที่อายุมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ที่ลงเล่นในฟุตบอลยุโรป ต่อจาก แกรี่ แม็คอัลลิสเตอร์ (37 ปี 84 วัน), เอียน คัลลาแกน (35 ปี 353 วัน)

5 – ในทางกลับกัน เคอร์ติส โจนส์ กลายเป็นนักเตะเอ๊าฟิลด์ของลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 5 ที่ออกสตาร์ทตัวจริงใน ชปล. (19 วัน 265 วัน)

2010 – นิโกลัส ตายาฟิโก้ เป็นผู้เล่นอาแจ็กซ์คนแรกที่ยิงประตูตัวเองใน ชปล. นับตั้งแต่ เวอร์นอน อนิต้า เคยยิงประตูตัวเองในเกมพบ เรอัล มาดริด เมื่อเดือนกันยายนปี 2010

คล็อปป์เป่าปาก! อาแจ็กซ์ยิงตัวเอง-ลิเวอร์พูลบุกเฉือนหวิว เปิดหัวชปล.

"หงส์แดง" ฟอร์มเหนียวแน่นทั้งที่มีปัญหาแนวรับ แต่ยังบุกไปคว้าชัยเหนือ อาแจ็กซ์ หวุดหวิด 1-0 จากการทำเข้าประตูตัวเองของ นิโกลัส ตายาฟิโก้ ส่งผลให้ ลิเวอร์พูล ประเดิมสามแต้มแรก ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

สนาม :  โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า

    เอริค เทน ฮาก เกมนี้ไม่มีปัญหาเท่าไหร่จัดตัวเก่งทั้ง ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส และดูซาน ทาดิช ส่วนทางฝั่ง "หงส์แดง" มาในสภาพทีมไม่สมบูรณ์หลังแนวรับมีปัญหาลงไม่ได้ทั้ง เฟอร์กิล ฟานไดค์ และโฌแอล มาติป ทำให้ ฟาบินโญ่ ต้องยืนเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โจ โกเมซ แทนส่วนแนวรุกยังเป็น 3 ประสานทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่

    ครึ่งแรกเริ่มมาได้แค่ 9 นาที เจ้าบ้าน อาแจ็กซ์ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง โมฮัมเหม็ด คูดาส เล่นต่อไม่ไหวทำให้ต้องส่ง ควินซี่ โพรเมส ลงมาเล่นแทน

    นาที 15 อาเดรียน นายด่านของ "หงส์แดง" เกือบทำพลาดหลังออกบอลด้วยเท้าหน้าประตูตัวเองไปติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่น แต่ดีที่บอลกระเด้งไปตรงกรอบ

    ก่อนเจ้าถิ่นจะได้เตะมุมในนาทีถัดมา บอลต่อเนื่องจาก ดูซาน ทาดิช เปิดยาวไปเสาไกลให้ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เซ็นเตอร์แบ็กเทกตัวขึ้นโขกแต่บอลยังไปตรงตัว อาเดรียน

    "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง นาที 19 เจมส์ มิลเนอร์ ซัดนอกกรอบแต่บอลก็ไม่ได้ลุ้น อีกนาทีถัดมา เคอร์ติส โจนส์ ยิงด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลก็เบาไปเข้ามือ โอนาน่า อีก

    นาที 32 อาแจ็กซ์ พลาดโอกาสลุ้นขึ้นนำ หลัง ดาวิด เนเรส  เปิดบอลให้  ควินซี่ โพรเมส หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยิงติดเซฟของ อาเดรียน

    นาที 35 ประตูแรกของเกมเป็นทางฝั่ง ลิเวอร์พูล ที่บุกมานำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มิลเนอร์ ทุ่มบอลเข้ามาให้ ซาดิโอ มาเน่ พลิกบอลหลบเข้าปในกรอบก่อนหวดด้วยขวา บอลพุ่งไปโดนขา นิโกลัส ตายาฟิโก้ กลายเป็นเปลี่ยนทางเสียบเสาสองเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 40 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน สปีดพาบอลจากแดนตัวเองขึ้นมาถึงหน้ากรอบก่อนไหลออกขวาให้ ซาลาห์ เลี้ยงตัดเข้าซ้ายข้างถนัดแต่จังหวะสุดท้ายดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 44 "หงส์แดง" เกือบพลาดเสียประตู หลัง ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน กำลังจะเข้าประตูไปแล้ว แต่ ฟาบินโญ่ ยังวิ่งตามไปสกัดบอลบนเส้นอย่างหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา โรเบิร์ตสัน กระชากบอลก่อนเปิดไปให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โขกแต่บอลยังไปติดเซฟของ อ็องเดร โอนาน่า

    จบครึ่งแรก อาแจ็กซ์ ตามหลัง ลิเวอร์พูล 0-1

    ครึ่งหลังกลับมาบู๊กันแค่ นาที 46 เจ้าบ้านเกือบได้ลูกตีเสมอหลัง ดาวี่ คลาสเซ่น ซัดบอลนอกกรอบผ่านมือ อาเดรียน ไปแล้วแต่ยังไปแม่นเสาอย่างน่าเสียดาย

     เกมแลกกันสนุก นาที 57 ทัพหงส์ได้ลุ้นจากลูกเตะมุม แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดมาเข้าหัว ฟาบินโญ่ โหม่งเน้นๆแต่บอลไปติดผู้เล่นเจ้าถิ่นออกหลังหวุดหวิด

    อีกนาทีถัดมา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่วันนี้โดดเด่นสุดๆ ครอสบอลไปหน้ากรอบให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไป

    ทว่าหงส์บุกเพลินๆ เกือบโดน อาแจ็กซ์ ตีเสมอ นาที 58 บอลสวนกลับของ นูส์แซร์ มาซราอูย แบ็กขวาครอสมาให้ ควินซี่ โพรเมส ยิงเน้นๆแต่ยังไปติดเซฟของ อาเดรียน ปัดออกหลัง

    นาที 60 เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนรวดเดียว 3 คน ถอดสามแนวรุกทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ ซาดิโอ มาเน่ ออกแล้วส่ง เซอร์ดาน ชากิรี่, ทาคูมิ มินามิโนะ และดีโอโก้ โชต้า ลงไปเล่นแทน

    อีก 10 นาทีถัดมา ทาคูมิ มินามิโนะ เกือบใส่สกอร์ที่สองให้ลิเวอร์พูล หลังรับลูกจาก ชากิรี่ ก่อนตั้งป้อมตะบันไกลเต็มแรงบอลพุ่งจน อ็องเดร โอนาน่า ต้องปัดออกไป

    ช่วงเวลาที่เหลือ เจ้าถิ่นไม่สามารถทวงประตูคืนได้ จบเกม อาแจ็กซ์ พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-1

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         อาแจ็กซ์ (4-3-3) : อ็องเดร โอนาน่า – นูส์แซร์ มาซราอูย, แปร์ ชูร์ส์,  ลิซานโดร มาร์ติเนซ, นิโกลัส ตายาฟิโก้ –  ไรอัน กราเวนเบิร์ค, ดาเล่ย์ บลินด์, ดาวี่ คลาสเซ่น – ดาวิด เนเรส, โมฮัมเหม็ด คูดาส (ควินซี่ โพรเมส น.9), ดูซาน ทาดิช

         ผู้จัดการทีม : เอริค เทน ฮาก

         ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่, โจ โกเมซ, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – เคอร์ติส โจนส์, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เจมส์ มิลเนอร์ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
       ผู้จัดการทีม :  เจอร์เก้น คล็อปป์

         ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

มีทั้งดีและแย่!แมนยูสร้าง2สถิติหลังบุกทุบเปแอสเช

การบุกไปชนะ ปารีสฯ 2-1 ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถเก็บชัยชนะในเกมเยือนได้ 10 นัดติดต่อกันเป็นหนแรกในประวัติศาสตร์ของทีม แต่พวกเขาก็ทาบสถิติการทำเข้าประตูตัวเองเยอะที่สุดในศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เหมือนกัน
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สร้างประวัติศาสตร์ชนะเกมเยือน 10 นัดติดต่อกันในทุกรายการได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีมหากไม่รับรวมเกมอุ่นเครื่อง หลังล่าสุดพวกเขาบุกไปทุบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา

    สำหรับสถิติในครั้งนี้ของ แมนฯ ยูไนเต็ด เริ่มต้นจากเกม เอฟเอ คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศของฤดูกาลก่อนที่พวกเขาบุกไปเฉือน นอริช ซิตี้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ โดยชัยชนะที่เด่นๆ หลังจากนั้นมีอย่างเช่นเกมลีกที่บุกไปชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่วนเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบรองชนะเลิศที่แพ้ เซบีย่า 1-2 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามันเตะที่สนามเป็นกลางจนทำให้ไม่ถือว่าสถิติของพวกเขาถูกหยุดเอาไว้ในตอนนั้น

    อย่างไรก็ตาม การที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โหม่งเข้าประตูตัวเองในเกมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาก็ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ทาบสถิติการเป็นทีมที่ทำเข้าประตูตัวเองเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก เท่ากับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เหมือนกัน ด้วยจำนวน 9 ครั้ง ซึ่งคนล่าสุดก่อนหน้านี้ของพวกเขาที่ทำเข้าประตูตัวเองในเกมชิงถ้วย "บิ๊กเอียร์" ได้แก่ ลุค ชอว์ โดยมันเกิดขึ้นในรอบก่อนรองชนะเลิศ นัดแรก ที่ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แพ้ บาร์เซโลน่า 0-1 เมื่อช่วงเดือนเมษายน ปี 2019

แรชฟอร์ดซัดชัย! แมนยูบุกเชือดปารีสหวิว-บรูโน่กดโทษ เตลลิสประเดิม

"ผีแดง" งัดฟอร์มเฉียบหลังบุกไปเอาชนะเจ้าถิ่น ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หวุดหวิด 2-1 เกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงจุดโทษขึ้นนำทว่า อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มาโขกเข้าประตูตัวเอง ก่อนที่ช่วงท้ายเกม มาร์คัส แรชฟอร์ด จะเป็นฮีโร่ยิงประตูชัยให้ แมนฯยูไนเต็ด บุกมาคว้าสามแต้ม ประเดิมนัดแรก ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : ปาร์ก เดส์ แพร็งซ์

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขัน นัดแรกของกลุ่ม เอช ระหว่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เปิดรังพบ แมนฯยูไนเต็ด

    โธมัส ทูเคิ่ล ส่งสามแนวรุกอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ และ เนย์มาร์ ล่าตาข่าย ขณะที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บอสใหญ่ "ผีแดง" ใช้ระบบ 3-4-1-2 อเล็กซ์ เตลลิส ประเดิมนัดแรกด้วยการยืนวิงซ้าย โดยใช้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ปั้นเกมให้มาร์คัส แรชฟอร์ด และ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
   
    เริ่มเกมมา นาที 12 เจ้าบ้าน เปแอสเช เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะที่ อังเคล ดิ มาเรีย ลากตัดจากขวาเข้ากลางมาปั่นด้วยซ้าย แต่บอลยังไม่ผ่านมือ ดาบิด เด เคอา ที่พุ่งปัดออกไปได้

    ไม่ถึงนาทีถัดมา "ผีแดง" เกือบเสียท่าอีกหลังบอลครอสมาในกรอบ 6 หลา เลย์วิน คูร์ซาว่า พุ่งเข้าชาร์จแต่บอลยังไปติดตัว เด เคอา ก่อนพุ่งตะครุบไว้ได้ทัน

    ทว่าโอกาสลุ้นครั้งแรกของ "ผีแดง" นาที 20 มาได้ลูกที่จุดโทษทันที หลัง ลุค ชอว์ แทงบอลให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พลิกบอลแต่โดน อับดู ดิยัลโล่ พุ่งมาอัดจนล้ม เชิ้ตดำชาวสเปนเป่าเป็นจุดโทษทันที ทว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงไม่ดีไปติดเซฟของ เกย์ลอร์ นาวาส กระนั้นไลน์แมนและ VAR ให้สัญญาณว่า นาวาส ออกมาจากเส้นก่อนทำให้ต้องยิงใหม่ และคราวนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงไม่พลาดซัดไปทางขวามือตัวเองเข้าไปให้ "ปีศาจแดง" บุกนำ 1-0 ในนาที 23

    นาที 32 เจ้าบ้านกดดันอย่างหนัก บอลขึ้นทาง เนย์มาร์ ครอสเข้าไปในกรอบ 6 หลาอย่างน่ากลัว บอลตกพื้นจะถึง เอ็มบั๊ปเป้ แต่ยังดีที่ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ พุ่งมาสกัดได้ทันหวุดหวิด

    นาที 39 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สองนำห่าง อเล็กซ์ เตลลิส ไหลเข้ากลางให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ซัดด้วยขวานอกกรอบ ทว่า เกย์ลอร์ นาวาส  นายด่านปารีสฯยังไวพุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    และจากลูกคอนเนอร์ในจังหวะต่อมา อเล็กซ์ เตลลิส เปิดบอลโค้งเข้าไปเสาแรกให้ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ สะบัดโขกเต็มแรงบอลไปชน อับดู ดิยัลโล่ ก่อนบอลเปลี่ยนทางถากเสาแรกไปแบบได้เสียว

    จบครึ่งแรก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตามหลัง แมนฯยูไนเต็ด 0-1
   
    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัว นาที 46 "ผีแดง" พลาดโอกาสได้ลุ้นเม็ดที่สองอย่างน่าเสียดาย หลัง มาร์คัส แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปดวลกับแนวรรับเจ้าถิ่นแต่จังหวะจ่ายบอลขึ้นหน้าทำได้ไม่ดีพอ

    นาที 48 เปแอสเช ได้สวนขึ้นมาและเกือบได้ลุ้นตีเสมอ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กระชากจากซ้ายหนีทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และวาน บิสซาก้า ก่อนจะตะบันด้วยขวาเต็มแรง บอลพุ่งจน เด เคอา ต้องพุ่งชกออกไป

    นาที 55 เปแอสเช มาไล่ตีเสมอ 1-1 จนได้ จากจังหวะลูกเตะมุมฝั่งซ้าย เนย์มาร์ เปิดไปเสาแรก ทว่า  อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล พยายามโขกสกัดแต่กลายเป็นเช็ดบอลเข้าประตูตัวเองไป

    นาที 67 "ผีแดง" ปรับหมากส่ง ปอล ป็อกบา ลงไปเล่นแทน อเล็กซ์ เตลลิส

    อีกสองนาทีต่อมา แรชฟอร์ด เกือบส่องให้ทีมขึ้นนำอีกครั้ง หลังอัดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังไปติดเซฟของ นาวาส

    นาที 80  แรชฟอร์ด มีโอกาสอีกครั้ง คราวนี้กดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ เกย์ลอร์ นาวาส

     อีก 3 นาทีถัดมา "เปแอสเช" ได้สวนกลับ เนย์มาร์ ลองกดด้วยขวานอกกรอบเต็มแรงบอลพุ่งจน ดาบิด เด เคอา ต้องทุบออกไป

    นาที 87 "ผีแดง" มาเฮกันลั่นหลังแซงขึ้นนำ 2-1 อีกครั้ง จากจังหวะที่ ปอล ป็อกบา ไหลบอลออกขวาให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด พลิกตัวหนี ดานิโล่ ก่อนตะบันด้วยขวาหนีมือ นาวาส ส่งบอลเสียบเสาไกลอย่างเฉียบขาด

    จบเกม  ปารีส แซงต์-แชร์กแมง แพ้คาบ้านให้ แมนฯยูไนเต็ด 1-2 ส่งให้ "ผีแดง" คว้าสามแต้มแรกประเดิมสนามนัดแรกสำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

         ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (4-3-3) : เกย์ลอร์ นาวาส – อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่, อับดู ดิยัลโล่, เพรสแนล คิมเพมเบ้, เลย์วิน คูร์ซาว่า  – อันเดร์ เอร์เรร่า, อิดริสซ่า กาน่า เกย, ดานิโล่ เปเรยร่า – อังเคล ดิ มาเรีย, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, เนย์มาร์

         ผู้จัดการทีม : โธมัส ทูเคิ่ล

         แมนฯยูไนเต็ด (3-4-1-2) : ดาบิด เด เคอา – อั๊กเซล ตวนเซเบ้, วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, ลุค ชอว์ – อารอน วาน-บิสซาก้า, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด, อเล็กซ์ เตลลิส – บรูโน่ แฟร์นันด์ส – มาร์คัส แรชฟอร์ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

         ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

         ผู้ตัดสิน : อันโตนิโอ มาเตว ลาโอซ (สเปน)

ธุรกิจพัง!อดีตแข้งลิเวอร์พูลขายเหรียญแชมป์ชปล.

หลังจากมีปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงตลอดช่วงที่ผ่านมาทำให้ สตีฟ ฟินแน่น จำเป็นต้องขายของต่างๆ จากสมัยที่ยังค้าแข้งอยู่ อย่างเช่นเหรียญแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่น 2004-05 โดยเขาเปิดให้ประมูลในราคา 12,000-15,000 ปอนด์

สตีฟ ฟินแน่น อดีตแบ็กขวาชาวไอริช กำลังเร่ขายบรรดาเหรียญแชมป์และชุดแข่งของตัวเอง อย่างเช่นเหรียญแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2004-05 ที่คว้ามาครองได้ตอนอยู่กับ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ฟินแน่น แขวนสตั๊ดไปเมื่อปี 2010 และที่ผ่านมาเขาก็เจอปัญหาทางการเงินเยอะมาก โดยก่อนหน้านี้ เดอะ ไทม์ส สื่อชื่อดังระบุว่าธุรกิจด้านพัฒนาที่ดินของเขาพังทลาย แถมเขายังผิดใจกับคนในครอบครัวเรื่องหนี้จำนวนเกิน 4.03 ล้านปอนด์ (ประมาณ 161.2 ล้านบาท) อีก

สำหรับการขายบรรดาสมบัติของ ฟินแน่น นั้น เป็นการทำในรูปแบบเปิดให้คนมาประมูลสู้ราคากัน โดยเขาขายในเว็บไซต์ชื่อ Graham Budd Auctions ซึ่งเหรียญแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเขาเปิดให้ประมูลอยู่ที่ราคา 12,000-15,000 ปอนด์ (ประมาณ 480,000-600,000 บาท) ส่วนเสื้อที่อดีตแข้งวัย 44 ปีใส่ในนัดชิงดำของปีนั้นเปิดขายที่ราคา 2,000-2,500 ปอนด์ (ประมาณ 80,000-100,000 บาท)

ระดับโลกทั้งนั้น! “เดอะ ซัน”จัดทีม11แข้งฟรีเอเยนต์ซัมเมอร์ปีหน้า

อย่างที่รู้ๆ กันว่า ฤดูกาลนี้มีนักเตะชื่อดังหลายคนกำลังอยู่ในสัญญาปีสุดท้ายกับต้นสังกัด ดังนั้นเท่ากับว่า ช่วงซัมเมอร์ปีหน้าเราอาจจะได้เห็นการโยกย้ายทีมแบบไร้ค่าตัวที่น่าสนใจหลายดีล ซึ่งมันอาจจะเกิดขึ้นกับนักเตะระดับโลกอย่าง ลิโอเนล เมสซี่, ปอล ป็อกบา รวมถึง เซร์คิโอ รามอส ด้วย และล่าสุดทาง เดอะ ซัน สื่อดังของอังกฤษ ก็ได้มีการจัดทีม 11 แข้งดังที่กำลังจะหมดสัญญากับต้นสังกัดหลังจบฤดูกาลนี้
– ผู้รักษาประตู : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า (เอซี มิลาน)

        เชื่อเหลือเกินว่า นี่คือนายทวารที่หลายสโมสรกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด ซึ่งมันก็อาจจะถึงเวลาแล้วเช่นกัน ที่เจ้าตัวอาจจะเลือกออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ หลังอยู่เฝ้าเสาให้ "ปีศาจแดง-ดำ" มาตั้งแต่ปี 2015

– แบ็กซ้าย : เอริค การ์เซีย (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

         แน่นอนว่า ตำแหน่งถนัดของเขาคือปราการหลังตัวกลาง แต่กับทีมชุดนี้ การ์เซีย จำเป็นต้องถูกจับไปอยู่แบ็กขวา ซึ่งก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า บาร์เซโลน่า หวังกระชากเจ้าตัวออกจากถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ กระนั้น บาร์ซ่า ก็คงจะหวังซิว ปราการหลังเลือดกระทิงดุวัย 19 ปี กลับรัง คัมป์ นู แบบฟรีๆ ในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า

– เซนเตอร์แบ็ก : เซร์คิโอ รามอส (เรอัล มาดริด)

        รามอส อยู่โยงรับใช้ทัพ "ราชันชุดขาว" มาตั้งแต่ปี 2005 แถมประสบความสำเร็จคว้าแชมป์อย่างมากมาย จนกลายเป็นตำนานของสโมสรเรียบร้อย แต่ด้วยสัญญาที่เหลืออีกแค่ปีเดียว บางทีนี่อาจจะเป็นสัญญาฉบับสุดท้ายของ ยอดปราการหลังวัย 34 ปี ในถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว ก็เป็นได้

– เซนเตอร์แบ็ก : เยโรม บัวเต็ง (บาเยิร์น มิวนิค)

        ปราการหลังดีกรีแชมป์โลกวัย 32 ปี น่าจะเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าสนใจในตลาดฟรีเอเจนต์ช่วงหน้าร้อนปีหน้า หลังประสบความสำเร็จจนอิ่ม นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทัพ "เสือใต้" เมื่อปี 2011 กระนั้นเมื่อเร็วๆ นี้เจ้าตัวเปรยๆ ว่า ไม่ปิดโอกาสเรื่องเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ บาเยิร์น เช่นกัน

– แบ็กซ้าย : ดาวิด อลาบา (บาเยิร์น มิวนิค)

        เป็นอีกหนึ่งแข้งดังจากค่าย "เสือใต้" ซึ่งมีข่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องย้ายทีมมาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว และด้วยการที่ อลาบา ไม่มีท่าทีที่จะเซ็นสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัด เชื่อเหลือเกินว่า เขาจะเป็นอีกหนึ่งแข้งฟรีสุดฮอตในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า เพราะกำลังถูกหลายสโมสรระดับท็อปจับตามองอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ยูเวนตุส, บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด

– มิดฟิลด์ : ปอล ป็อกบา (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

        มีข่าวเกี่ยวโยงกับ เรอัล มาดริด และ ยูเวนตุส เป็นระยะๆ แต่สุดท้าย ป็อกบา ก็ไม่ได้ย้ายไปไหน ซึ่งถึงแม้เจ้าตัวมีออปชั่นขยายสัญญาค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ออกไปอีก 12 เดือนหลังจบซีซั่นนี้ แต่มันก็มีความเป็นไปได้ที่ สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศสวัย 27 ปี อาจจะเลือกมองหาความท้าทายครั้งใหม่อีกรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหาก "ปีศาจแดง" ยังคงไร้ความสำเร็จในฤดูกาลนี้

– มิดฟิลด์ : จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม (ลิเวอร์พูล)

        เป็นหนึ่งในแข้งกำลังสำคัญแดนกลางของ "หงส์แดง" มาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสองซีซั่นหลังสุด ที่ช่วยทีมสอยแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ต่อด้วย พรีเมียร์ลีก แต่การย้ายเข้ามาของ ติอาโก้ อัลกันตาน่า ทำให้ ไวจ์นัลดุม อาจจะพิจารณาถึงเรื่องอนาคตของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่เหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียว และแน่นอนว่า ไวจ์นัลดุม คือนักเตะที่กุนซือ โรนัลด์ คูมัน อยากดึงไปร่วมงานด้วยที่ บาร์เซโลน่า

– มิดฟิลด์ : เมซุต โอซิล (อาร์เซน่อล)

        โอซิล ดูเหมือนหมดอนาคตที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มาตั้งนานแล้ว และก็เชื่อกันว่า ตอนนี้ "ไอ้ปืนใหญ่" กำลังหาทางเขี่ยเจ้าตัวออกจากทีมอยู่ เพราะนอกจากไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือ มิเกล อาร์เตต้า แล้ว ยังดูดเงินจากสโมสรสัปดาห์ละ 350,000 ปอนด์ (ประมาณ 14.35 ล้านบาท) อีกด้วย บางที โอซิล อาจจะกลายเป็นแข้งฟรีเอเจนต์โดยที่ไม่ต้องรอจนถึงซัมเมอร์ปีหน้าก็ได้

–  ปีกขวา : ลิโอเนล เมสซี่ (บาร์เซโลน่า)

        ทุกคนทราบดีว่า เมสซี่ เกือบจะชิ่ง บาร์ซ่า ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์นี้แล้ว แต่สุดท้ายเจ้าตัวจำยอมเลือกอยู่ช่วยทีมต่อ เพราะไม่อยากหักดิบกับต้นสังกัดที่ตัวเองรัก แต่นั่นก็คงเป็นแค่การขยายเวลาย้ายทีมออกไปเท่านั้น เพราะเมื่อสัญญากับ บาร์เซโลน่า หมดอายุลงในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า เมสซี่ ก็คงเลือกที่จะไป และแน่นอนว่า สโมสรเงินถุงเงินถังอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมเปิดศึกชิงตัวด้วยข้อเสนอเงินค่าจ้างสุดงาม

– ปีกซ้าย : เมมฟิส เดอปาย (โอลิมปิก ลียง)

        เจ้าตัวผิดหวังอย่างมากที่อดย้ายไป บาร์เซโลน่า ในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่มันก็ยังคงมีโอกาสดีอยู่ เพราะปัจจุบันเหลือสัญญากับ ลียง อีกแค่ปีเดียว แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว ลียง คงอยากจะทำเงินเข้าสโมสรมากกว่าเสียไปแบบฟรีๆ ด้วยการชิงขายเจ้าตัวให้ บาร์ซ่า ในช่วงตลาดนักเตะรอบสองเดือนมกราคมนี้เลย เพราะใจของ เดอปาย ลอยไปที่ คัมป์ นู ตั้งนานแล้ว

– กองหน้าตัวเป้า : เซร์คิโอ อเกวโร่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

        นี่คือดาวยิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก หลังกระทุ้งประตูให้ แมนฯ ซิตี้ ไปแล้วถึง 254 ลูก นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อ 9 ปีก่อน และถ้าหากไม่มีการต่อสัญญาเกิดขึ้นภายในฤดูกาลนี้ แน่นอนว่า "เอล กุน" จะเป็นอีกหนึ่งแข้งฟรีเอเจนต์ที่เนื้อหอมมากๆ ในช่วงหน้าร้อนปีหน้า

    *ทีมฟรีเอเจนต์ชุดสอง* : แจ็ค บัตแลนด์ (สโต๊ค ซิตี้), วิลลี่ โบลี่ (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส), จอนนี่ อีแวนส์ (เลสเตอร์ ซิตี้), ชโคดราน มุสตาฟี่ (อาร์เซน่อล), มิชาอิล อันโตนิโอ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), ลูก้า โมดริช (เรอัล มาดริด), ยูเลียน ดรักซ์เลอร์ (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง), แดนนี่ โรส (ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), อังเคล ดิ มาเรีย (ปารีส แซงต์-แชร์กแมง), อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค (นาโปลี), ดีเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด)

 

แลมพ์สไม่ปลื้ม! เชลซีเหงาเปิดรังเจ๊าเซบีย่าไร้สกอร์ประเดิม ชปล.

แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" ยังต้องเรียกความมั่นใจคืนสู่ทีมหลังเปิดบ้านเจ๊า เซบีย่า 0-0 เก็บได้เพียง 1 คะแนนประเดิมถ้วยยุโรปทำให้ 5 เกมที่ผ่านมาคว้าชัยได้เพียง 1 นัด ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" เพิ่งเปิดบ้านเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมทำให้ 4 นัดที่ผ่านมา สิงห์บลูส์คว้าชัยได้เพียงแค่เกมเดียว

    ทางด้าน จูเลน โลเปเตกี พึ่งพาเซบีย่าบุกไปพ่ายให้กับกรานาด้า 0-1 ในเกมลีกนัดที่ผ่านมา ทำให้ทีมเยือนไม่ชนะใครมา 2 นัดติดต่อกันแล้ว
   
    5 นาทีผ่านเป็น เชลซี ทักทายก่อนจากบอลทางขวาของ  รีซ เจมส์ สอดขึ้นมาครอสเข้าในเกือบเข้าทาง ไค ฮาแวร์ทซ์ แต่ยังไปติดบล็อคแนวรับ เซบีย่า ทิ้งตัวสกัดเอาไว้ได้นิดเดียว

    นาทีที่ 14 เจ้าถิ่น มาเสียใบเหลืองแบบไม่น่าเสียเป็น จอร์จินโญ่ จ่ายบอลไม่ดีโดน ลูคัส โอคัมโปส ดักบอลได้เกือบโดนสวนกลับต้องยอมตัดเกมโดนใบเหลืองไป

    4 นาทีต่อมา เซบีย่า เกือบทะยานขึ้นนำเป็นฟรีคิกของ ซูโซ่ วางลึกไปเสาไกลเข้าหัว เนมานย่า กูเดลจ์ โขกบอลแฉลบ คูร์ท ซูม่า เปลี่ยนทางเกือบเข้าประตูติดมือ เอดูอาร์ เมนดี้ ควักออกมาได้ทัน

    30 นาทีผ่าน เจ้าถิ่น ได้เสียวอีกครั้ง เมสัน เมาน์ท แทงช่องสุดงามให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะหลบ ยัสซีน บูนู แต่บอลแรงหลุดออกหลังไปและมีธงล้ำหน้าขึ้นมาก่อนแล้วด้วย

    นาทีต่อมาจากบอลทางขวาของ รีซ เจมส์ ตั้งป้อมครอสเข้าในไปติด เซร์จี้ โกเมซ เลยมาถึง ติโม แวร์เนอร์ แต่งหาช่องซัดด้วยขวาบอลไปแฉลบย้อยเข้ามือ ยัสซีน บูนู รับไว้ไม่พลาด

    ท้ายครึ่งแรก ทีมเยือน มาเสียวส่งท้ายจากความสามารถเฉพาะตัวของ มาร์กอส อากุนญ่า หมุนเอาชนะ คริสเตียน พูลิซิช ตักไปเสาไกลให้ ซูโซ่ ขึ้นเอาชนะ เบน ชิลเวลล์ โขกบอลหลุดออกไปได้ลุ้น

    ช่วงทดเจ็บ "สิงโตน้ำเงินคราม" หวิดงานเข้า คูร์ท ซูม่า สกัดบอลผิดเหลี่ยมมาเข้าทาง ลูคัส โอคัมโปส ในกรอบเขตโทษแต่งเข้าขวาปั่นโค้งไปเข้ามือ เอดูอาร์ เมนดี้ ล้มตัวรับไว้ได้

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 0  เซบีย่า 0

    ครึ่งหลังเริ่มได้เพียง 2 นาที เชลซี โหมบุกทันทีมาได้ลุ้นจากลูกเตะมุมทางซ้ายของ เบน ชิลเวลล์ โยนมาเข้าหัว คูร์ท ซูม่า โขกคนเดียวโล่งๆไปตรงตัว ยัสซีน บูนู อย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 55 ติโม แวร์เนอร์ ถอยมาเก็บบอลหน้าหัวกะโหลกก่อนปั่นด้วยขวาบอลโค้งข้ามผู้เล่น เซบีย่า แต่ยังไม่ดีพอผ่านมือ ยัสซีน บูนู ล้มตัวตะปปไว้ไม่พลาด

    3 นาทีต่อมา "สิงโตน้ำเงินคราม"  เร่งเครื่องต่อ ไค ฮาแวร์ทซ์ ป้ายบอลออกขวาให้   รีซ เจมส์ สอดมาตักลึกมาให้ เบน ชิลเวลล์ ขึ้นเอาชนะแนวรับ เซบีย่า แต่ก็ยังโขกไปตรงตัว ยัสซีน บูนู

    นาทีที่ 68 เซบีย่า แลกหมัดบ้างจากลูกเตะมุมทางซ้ายของ อิวาน ราคิติช วางบอลเข้าเขตโทษย้อนให้ โจน จอร์ดาน ตวัดตามน้ำด้วยขวาตูมเดียวเฉี่ยวคานออกไปเหมือนเดิม

    หลังจากนั้นรูปเกมค่อนข้างอึดอัด ไม่กล้าเปิดแลกด้วยกันทั้งคู่ เซบีย่า มาได้ลุ้นในช่วงทดเจ็บจากบอลทางฝั่งซ้ายโยนลึกเข้ากรอบเขตโทษเลยไปถึง เอดูอาร์ เมนดี้

    จบเกม เชลซี 0  เซบีย่า 0 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ยังเร่งไม่ขึ้นเก็บ 1 คะแนนประเดิมถ้วย ชปล. แถมคว้าชัยได้เพียง 1 เกมในรอบ 5 นัดที่ลงสนามรวมทุกรายการ

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – เอ็นโกโล่ ก็องเต้, จอร์จินโญ่ – เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    เซบีย่า (4-3-3) : ยัสซีน บูนู – เฆซุส นาบาส, เซร์จี้ โกเมซ, ดีเอโก้ คาร์ลอส, มาร์กอส อากุนญ่า – อิวาน ราคิติช, แฟร์นานโด, เนมานย่า กูเดลจ์ – ลูคัส โอคัมโปส, ลุค เดอ ยอง, ซูโซ่

ผู้จัดกาารทีม : จูเลน โลเปเตกี

ผู้ตัดสิน : เดวิด แมสซา