สนับสนุนเต็มที่!ฮามันน์เชียร์ลิเวอร์พูลเดินหน้าดีลติอาโก้

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล มีข่าวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ดีทมาร์ ฮามันน์ ก็สนับสนุนดีลนี้อย่างเต็มที่ โดยบอกว่าปัจจุบันแผงกองกลางของ ลิเวอร์พูล มีเพียงพวกสายบู๊วิ่งไล่ ต่างกับ ติอาโก้ ที่เป็นจอมเทคนิค
    ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตกองกลางคนดังของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ สนับสนุนให้ "หงส์แดง" คว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพให้ได้ เพราะเชื่อว่าเขาจะเป็นกำลังหลักให้ "หงส์แดง" ได้

 

    ติอาโก้ เป็นหนึ่งในนักเตะที่ตกเป็นข่าวกับ ลิเวอร์พูล หนักที่สุดในช่วงหลายวันที่ผ่านมา หลังจากที่ว่ากันว่าดาวเตะดีกรีทีมชาติสเปนต้องการหาความท้าทายใหม่ๆ และอยากย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วย ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ก็ชื่นชอบฝีเท้าของเขามานานแล้ว

    ฮามันน์ เผยว่า "ในวัย 29 ปีน่ะ ตอนนี้มันถือว่าเขาไม่เข้ากับนโยบายการเสริมทัพของ ลิเวอร์พูล สักเท่าไหร่ แต่ผมก็ยังคิดว่านี่จะเป็นการเสริมทัพที่สมเหตุสมผล เพราะตอนนี้กองกลางที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มีอยู่ในทีมน่ะเป็นพวกสายบูมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ และ นาบี เกอิต้า เขาสามารถใช้งานนักเตะจอมเทคนิคอย่าง ติอาโก้ ได้เลย"

    "เงินจำนวนนั้น (ว่ากันว่า ติอาโก้ ถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ที่ 30 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,200 ล้านบาท) จะถือเป็นดีลที่ดีมากๆ ในช่วงเวลาที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ลิเวอร์พูล อยากให้ราคามันถูกๆ อยู่แล้ว ติอาโก้ อายุ 29 ปีแล้ว และเมื่อทุกคนฟิตกันแล้วน่ะ กองกลางที่ บาเยิร์น เลือกใช้งานก็จะเป็น โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ตซ์ก้า และ โธมัส มุลเลอร์ เขาจะต้องตกเป็นตัวสำรองเป็นหลัก"

    "ติอาโก้ เคยมีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับทีม ผมชอบดูการเล่นของเขา แต่ข้อเท็จจริงที่โหดร้ายก็คือ บาเยิร์น ไม่เคยไปถึงนัดชิงชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เลยในช่วงที่เขาอยู่กับทีม ถึงกระนั้นผมก็ยังคิดว่าเขาเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ ลิเวอร์พูล ควรจะล่าตัวมาร่วมทัพให้ได้มากที่สุดอยู่"

เปิดโผ 5 นักเตะที่มีลุ้นเบียด โรนัลโด้-เมสซี่ ซิว บัลลง ดอร์ 2020

สำหรับ บัลลง ดอร์ หรือรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำปี ของนิตยสาร ฟรองซ์ ฟุตบอล ผู้เล่นที่ผลัดกันรับรางวัลบ่อยจนเมื่อยมือคงหนีไม่พ้น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ได้รับรวมกันไปแล้วถึง 11 จาก 12 ครั้งหลังสุด หลังทั้งคู่โชว์ความเป็นสุดยอดนักเตะมาตลอดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ทว่าในช่วงหลังมาเราเคยได้เห็น ลูก้า โมดริช คว้า บัลลง ดอร์ มาแล้วเมื่อปี 2018 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่เจ้าของรางวัลนี้ไม่ใช่ โรนัลโด้ หรือ เมสซี่ ก่อนที่ปี 2019 เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค เกือบจะทำสำเร็จเหมือนกัน แต่ก็ไปแพ้ให้กับ เมสซี่ ที่คว้ารางวัลลูกบอลทองคำสมัยที่ 6 ของตัวเองไปครอง

และใน บัลลง ดอร์ 2020 แน่นอนว่าต้องมี โรนัลโด้ กับ เมสซี่ ที่มีชื่อเข้าชิงเหมือนทุก ๆ ปี แต่สำหรับ โปรแกรมบอล ฤดูกาล 2019-20 ก็ถือว่ามีนักเตะหลายคนที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงไม่แพ้ 2 ดาวเตะขาประจำ และมีโอกาสลุ้นไปเป็นเจ้าของรางวัลนี้ได้เหมือนกัน

และนี่คือ 5 นักเตะที่มีลุ้นเบียด คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ คว้ารางวัล บัลลง ดอร์ 2020

5. ชิโร่ อิมโมบิเล่ (ลาซิโอ)

อิมโมบิเล่ มีโอกาสลุ้นคว้ารางวัลดาวซัลโวของยุโรปในฤดูกาลนี้ โดยเขาทำไปแล้วถึง 29 ประตู มากกว่าทั้ง โรนัลโด้ และ เมสซี่ โดยตามหลังผู้นำอย่าง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ อยู่ 5 ลูก ข่าวดีก็คือ เซเรีย อา ยังเหลือโปรแกรมอีก 9 นัด ขณะที่ดาวเตะวัย 30 ปี ก็กำลังช่วย ลาซิโอ แย่งแชมป์กับ ยูเวนตุส

 4. ซาดิโอ มาเน่ (ลิเวอร์พูล)

มาเน่ ได้อันดับ 4 ใน บัลลง ดอร์ 2019 แน่นอนว่าฤดูกาลนี้เขามีความมุ่งมั่นยิ่งกว่าเดิมกับ 15 ประตู 9 แอสซิสต์ในลีก และช่วยให้ ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ และผลงานชิ้นเอกก็คือการพา หงส์แดง ซิวแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้สำเร็จ

3. โธมัส มุลเลอร์ (บาเยิร์น มิวนิค)

มุลเลอร์ ถือว่ามีความสำคัญต่อ บาเยิร์น สุด ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่กลับมาแข่งขันกันต่อหลังจากเบรกหนี COVID-19 และช่วยทีมคว้าแชมป์ บุนเดสลีกา สมัยที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งเขาทำลายสถิติการทำแอสซิสต์มากที่สุดภายในฤดูกาลเดียวของ เควิน เดอ บรอยน์ ลงได้ด้วยการจ่ายให้เพื่อนทำประตูได้ถึง 21 ลูกในซีซั่นนี้

2. เควิน เดอ บรอยน์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

แม้จะอกหักกับแชมป์ พรีเมียร์ลีก แต่ฤดูกาลนี้ก็ถือว่าเป็นปีที่ เควิน เดอ บรอยน์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ 10 ประตู 16 แอสซิสต์ในลีก และเขายังคงเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้ แมนซิตี้ ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์ เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากที่ป้องกันแชมป์ ลีก คัพ ไปได้แล้วก่อนหน้านี้
 
1. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ (บาเยิร์น มิวนิค)

ร้อนแรงแบบหยุดไม่อยู่จริง ๆ สำหรับการโชว์ฟอร์มของ เลวานดอฟสกี้ ในฤดูกาล 2019-20 โดยพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ตามเป้า แถมตัวเองยังนำโด่งเป็นดาวซัลโวของยุโรปอยู่ที่ 34 ประตู และครองตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ บุนเดสลีกา ไปเป็นที่เรียบร้อย เรียกได้ว่าไม่มีปีไหนที่เขาจะมีลุ้น บัลลง ดอร์ ได้เท่ากับปีนี้อีกแล้ว

แชมป์แล้วจ้า! บาเยิร์นบุกทุบเบรเมน ซิวถาดบุนเดสลีกา8สมัยติด

บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์บุนเดสลีกาเป็นสมัยที่ 8 ติดต่อกันและสมัยที่ 30 ได้เสียที หลังบุกไปเอาชนะ เบรเมน 1-0 จากประตูชัยของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำให้มีเพิ่มเป็น 76 แต้ม หนี "เสือเหลือง" ที่แข่งน้อยกว่าถึง 10 คะแนน กระนั้นการันตีแชมป์แน่นอนแล้วแม้เหลือโปรแกรมอีก 2 นัด ส่วนเบรเมนต้องดิ้นรนหนีตกชั้นต่อไปหลัง ในเกมบุนเดสลีกา นัดที่ 31 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เวเซอร์ สตาดิโอน

    ศึก บุนเดสลีกา นัดท่ 31 เมื่อวันอังคารที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน แวร์เดอร์ เบรเมน รองบ๊วยอันดับ 17 ของลีก เปิดบ้านรับการมาเยือนของจ่าฝูง บาเยิร์น มิวนิค ที่ฟอร์มสุดยอดมากชนะมา 13 เกมติดต่อกันทุกรายการ

    โดยฟอร์มล่าสุดของ "นกนางนวล" บุกไปถล่ม พาเดอร์บอร์น 5-1 ขณะที่ "เสือใต้" เฉือนเอาชนะ กลัดบัค 2-1 แมตช์นี้หาก บาเยิร์น มิวนิค คว้าชัยจะการันตีคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้ทันที

    เริ่มเกมมาได้แค่ 2 นาที "เสือใต้" ทักทายก่อนเลยหลัง โยชัว คิมมิช วางบอลมาเสาไกลให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ วอลเลย์ด้วยขวาไม่จับบอลพุ่งไปติด มิลอส เวลโควิช ออกหลังไป

    นาที 18 โอกาสได้ลุ้นของ "นกนางนวล" เกือบชิงขึ้นนำบ้างเช่นกัน หลัง มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์ ลองกดด้วยขวาหน้ากรอบบอลพุ่งถากเสาแรกออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 26 แซร์จ นาบรี้ หลุดเข้าไปปาดบอลมากลางประตู บอลย้อนหลัง โธมัส มุลเลอร์ ก่อนแต่งบอลไหลต่อให้ โยชัว คิมมิช ยิงด้วยขวาไปชนคาน กระนั้นไลน์แมนตีธงไปก่อนแล้วว่าจังหวะของ นาบรี้ นั้นล้ำหน้าไปก่อน

    นาที 33 เยโรม บัวเต็ง เซ็นเตอร์แบ็กของบาเยิร์น ลองส่องไกลดูบ้างแต่บอลแรงไม่พอพุ่งเลียดไปเข้ามือ ยิรี่ พาฟเลนก้า

    ฝนเริ่มเทลงมาอย่างหนักทำให้ทั้งสองทีมคอนโทรลบอลกันลำบาก กระนั้น นาที 43 ทีมเยือนมาปลดล็อคพังประตูขึ้นนำจนได้ 1-0 เยโรม บัวเต็ง ตักบอลข้ามหัวแนวรับเจ้าถิ่นให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พักอกก่อนหมุนตัวยิงด้วยขวาเข้าไปอย่างสวยงาม เป็นประตูที่ 31 ในลีกซีซั่นนี้

    จบครึ่งแรก เบรเมน ตามหลัง บาเยิร์น มิวนิค 0-1

    ครึ่งหลัง นาที 55 คิมมิช ตักบอลเข้าไปในกรอบให้ โธมัส มุลเลอร์ ปาดมาเสาแรกให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดยิงไขว้เข้าไป แต่ผู้ตัดสินเป่าเป็นจังหวะลำหน้าของ มุลเลอร์ ไปก่อนแล้ว

    เจ้าบ้านเกมรุกไม่ดีขึ้นเลย นาที 62 เปลี่ยนรวดเดียวสองคน ถอดเอา มิลอต ราชิชา และ เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท ออก แล้วส่ง โยชัว ซาร์เก้นท์ และฟิน บาร์เทลส์ ลงเล่นแทน

    นาที 79 บาเยิร์น มิวนิค ต้องเหลือผู้เล่นแค่ 10 คน หลัง อัลฟอนโซ่ เดวิส ไปขวาง มิลอส เวลโควิช จนโดนใบเหลืองที่สอง เป็นใบแดงถูกไล่ออกจากสนาม

    แม้ "เสือใต้" ผู้เล่นจะน้อยกว่าแต่ยังเปิดเกมรุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 81 คิงส์เล่ย์ โกมัน หลุดเข้าไปในกรอบด้านซ้าย ก่อนล็อกหลบเข้าไปตะบันด้วยซ้ายติดเซฟของ ยีรี่ พาฟเลนก้า

    นาทีสุดท้าย เบรเมน ชวดได้ประตูตีเสมอ หลัง ยูยะ โอซาโกะ โขกเช็ดเล่นทางไปเสาไกล แต่บอลยังไม่ผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ที่พุ่งปัดปลายนิ้วช่วยทีมไว้ได้อย่างหวุดหวิด

    จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกเอาชนะ เบรเมน หวุดหวิด 1-0 ส่งผลให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์บุนเดสลีกาซีซั่นนี้ทันที แม้จะเหลือโปรแกรมในลีกอีก 2 นัด แต่แต้มนำ ดอร์ทมุนด์ ขาด โดยเป็นแชมป์สมัยที่ 8 ติดต่อกัน และสมัยที่ 30 ส่วน เบรเมน แพ้ เป็นนัดที่ 18 จมรองบ๊วยต้องหนีตกชั้นต่อไป

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
 
        เบรเมน (4-1-2-3) : ยิรี่ พาฟเลนก้า – ธีโอดอร์ เกเบร เซลาสซี่, มิลอส เวลโควิช, นิคลาส มอยซานเดอร์, มาร์โค ฟรีเดิ้ล – เควิน โฟ้กท์ – มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์, ดาวี่ คลาสเซ่น – เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท, ยูยะ โอซาโกะ, มิลอต ราชิชา

        เทรนเนอร์ : โฟลเรียน โคห์เฟลด์

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส -โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

        เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

บาเยิร์นถ้าเฮแชมป์ลีกทันที! “เลวาน-มุลเลอร์” คืนทัพล่าตาข่ายถิ่นเบรเมน

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค หากคว้าชัยจะการันตีแชมป์ลีกสมัยที่ 8 ติดต่อกันทันทีโดย โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ โธมัส มุลเลอร์ จะกลับมาลงตัวจริงอีกครั้งหลังติดโทษแบนนัดที่แล้วเกมบุกถิ่น "นกนางนวล" เบรเมน ในศึกฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน วันอังคารที่ 16 มิ.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : FOX SPORTS (เวลา : 01.30 น.)
ปรีวิวฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน
วันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2563
เบรเมน   –   บาเยิร์น มิวนิค
ถ่ายทอดสด : FOX SPORTS (เวลา : 01.30 น.)

สนาม : เวเซอร์ สตาดิโอน

    ”นกนางนวล” ภายใต้การคุมทีมของเทรนเนอร์ โฟลเรียน โคห์เฟลด์ ยังรั้งรองบ๊วยของตาราง โดยสภาพทีมยังชวดใช้งานกลุ่มแข้งเจ็บอย่าง โอเมอร์ โทพรัค (น่อง), นิคลาส ฟึลครุก (เอ็นหลังหัวเข่า) และ นูริ ซาฮิน (สะโพก) ทั้งหมด

    แต่จะได้ เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท ฟิตกลับมาทำเกมรุกร่วมกับ ยูยะ โอซาโกะ และ มิลอต ราชิชา แดนกลางชุดเดิมมี ดาวี่ คลาสเซ่น คุมเกมร่วมกับ มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์ โดยมี เควิน โฟ้กท์ คุมเกมหน้าแผงหลัง

    ข้ามมาดูบาเยิร์น มิวนิค ภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค ที่เพิ่งได้รับการต่อสัญญาคุมทีมยาว ทำผลงานสุดยอดและจ่อคว้าถาดแชมป์เต็มที

     ซึ่งสภาพทีมนอกจากยังชวดใช้งาน, นิคลาส ซือเล่ (เข่า), โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ (ข้อเท้า), ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โคนขาหนีบ) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ข้อเท้า) ทั้งหมด แต่จะได้ โธมัส มุลเลอร์ กับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ พ้นโทษแบนกลับคืนทีม

    การจัดทัพ ฟลิค กลับมาส่งชุดใหญ่เต็มสูบ คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์ และ  แซร์จ นาบรี้ คอยปั้นเกม หน้าเป้าเป็น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ มิดฟิลด์คู่กลาง โยชัว คิมมิช ยืนคู่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ที่กำลังท็อปฟอร์ม

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม   
    เบรเมน (4-1-2-3) : ยิรี่ พาฟเลนก้า – ธีโอดอร์ เกเบร เซลาสซี่, มิลอส เวลโควิช, นิคลาส มอยซานเดอร์, ลุดวิก ออกุสตินสัน – เควิน โฟ้กท์ – มักซิมิเลี่ยน เอ็กเกชไตน์, ดาวี่ คลาสเซ่น – เลโอนาร์โด้ บิทเท่นคอร์ท, ยูยะ โอซาโกะ, มิลอต ราชิชา
    เทรนเนอร์ : โฟลเรียน โคห์เฟลด์

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส -โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

ประเดิมชุดใหม่! บาเยิร์นเฉือนหวิวแฟรงค์เฟิร์ต 2-1 ลิ่วชิงเดเอฟเบ

เสือใต้ประเดิมใส่ชุดแข่งใหม่เฉือนชนะอินทรีแดงดำแบบหืดจับ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศเดเอฟเบ โพคาลไปพบกับห้างขายยา

เดเอฟเบ โพคาล 2019-2020 รอบรองชนะเลิศ เป็นการพบกันระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค เปิดรังเหย้า อัลลิอันซ์ อารีนา แบบไร้คนดูตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ต้อนรับการมาเยือนของ ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต

ฮันซี ฟลิค กุนซือเจ้าบ้าน เลือกจัดทัพมาในระบบ 4-2-3-1 โดยใช้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ค้ำหน้าเป้าคอยขับเคลื่อนเกมรุกร่วมกับ คิงสลีย์ โกม็อง, โธมัส มุลเลอร์ และ อิวาน เปริซิช

ด้านทีมเยือนของ อาดี้ ฮุตเตอร์ วางห

มากมาในแผน 3-4-3 ด้วยการใช้สามประสานแนวรุกในแดนหน้าเป็น มิยาต กาซิโนวิช, อังเดร ซิลวา และ เซบาสเตียน โรเด้

เกมในช่วง 45 นาทีแรก เป็นฝั่งของบาเยิร์นซึ่งประเดิมสวมชุดแข่งใหม่ที่จะใช้ในฤดูกาลหน้าลงสนามเป็นครั้งแรก พับสนามบุกอยู่แทบจะข้างเดียว โดยมาได้ประตูขึ้นนำในนาทีที่ 14 จากจังหวะที่ มุลเลอร์ เปิดบอลหน้าเขตโทษให้ เปริซิช พุ่งโหม่งระยะเผาขนตุงตาข่าย ส่งให้เสือใต้ออกนำในครึ่งแรก 1-0

ครึ่งหลังแฟรงค์เฟิร์ตแก้เกมด้วยการเปลี่ยนตัวสำรองสองคนรวดส่ง ไดจิ คามาดะ กับ แดนนี ดา คอสต้า ลงมาแทน กาซิโนวิช และ อัลมานี ตูเร ในนาทีที่ 66

การแก้เกมของอินทรีแดงดำได้ผลทันตาเห็น เมื่อมาจัดการยิงตีเสมอในนาทีที่ 69 จากการประสานงานกันของสองตัวสำรอง โดยเป็น คามาดะ ตวัดจ่ายบอลทางกราบซ้ายเข้ากลางให้ ดา คอสต้า แปด้วยซ้ายอย่างเด็ดขาด ทำให้สกอร์ขยับมาเท่ากันที่ 1-1

เมื่อโดนตีเสมอ ทำให้แชมป์เก่าซึ่งก่อนหน้านี้เกมรุกแผ่วลงไป ต้องพยายามกลับมาเร่งครองบอลบุกอีกครั้ง จนกระทั่งนาทีที่ 74 ก็มาได้ประตูจากจังหวะที่ เลออน โกเร็ทซ์ก้า จ่ายบอลเข้าเขตโทษให้ อัลฟองโซ เดวีส์ ดีดต่อให้ โยชัว คิมมิช ที่แม้บอลจะย้อนหลังไปแต่กลายเป็นยังไปสะกิดต่อให้ เลวานดอฟสกี้ แปด้วยซ้ายไม่เหลือ ช่วยให้เจ้าบ้านนำอีกรอบ 2-1

จากนั้นไม่มีประตูเกิดขึ้นเพิ่มเติมอีก ทำให้สุดท้ายจบเกมเป็นบาเยิร์น มิวนิคเฉือนชนะหวุดหวิด 2-1 ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปพบกับไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ที่สนามโอลิมเปียสตาดิโอน ในกรุงเบอร์ลิน วันที่ 4 กรกฎาคมนี้

มุลเลอร์จ่าย2-เลวานโขกปิด! บาเยิร์นไม่มีแผ่วรัวแซงเลเวอร์ ทิ้งรองฝูง10แต้ม

แม้เกมนี้จะถูกขึ้นนำไปก่อน แต่ บาเยิร์น มิวนิค ยังโชว์สมราคาพลิกกลับมาถล่ม เลเวอร์คูเซ่น ขาดลอย 4-2 โดยเกมนี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ทำประตูที่ 44 ได้ในฤดูกาลนี้ พร้อมทำให้ทัพ "เสือใต้" มีแต้มทิ้งห่าง ดอร์ทมุนด์ รองจ่าฝูง 10 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัดจ่อแชมป์เต็มที ในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา
    การแข่งขันฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน ประจำวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563 ที่สนาม ไบ อารีน่า ระหว่าง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ทีมอันดับ 5 ของตาราง พบ บาเยิร์น มิวนิค จ่าฝูง

    เกมนี้ ทัพ ”ห้างขายยา” ของเทรนเนอร์ ปีเตอร์ บอสช์ มีข่าวร้ายเมื่อหมดสิทธิ์ใช้งาน ไค ฮาแวร์ทซ์ มิดฟิลด์ตัวเก่งที่มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อก่อนเกม ทำให้ ลูคัส อลาริโอ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงแทนแล้วดัน มุสซ่า ดิยาบี้ ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้า ประสานงานร่วมกับ นาเดียม อามิรี่ ที่จะประจำการทางฝั่งขวา

    ขณะที่ บาเยิร์น มิวนิคภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์ ดีเตอร์-ฟลิค เกมนี้ไม่มีปัญหาในการจัดทัพส่งตัวรุกลงเต็มสูบทั้ง  คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ลงล่าตาข่าย

    ครึ่งแรกเกมดำเนินมาถึง นาทีที่ 10 เลเวอร์ฯ เป็นฝ่ายพลิกได้ประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 เมื่อ ยูเลี่ยน เบาม์การ์ทลิงเกอร์ จ่ายทะลุช่องให้ ลูคัส อลาริโอ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปซัดผ่านมือ มานูเอล นอยเออร์ ตุงตาข่าย ผู้ช่วยยกธงเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อน แต่ผู้ตัดสินเช็กสัญญาณวีเออาร์กลับคำตัดสินให้เป็นประตู

เกมเปิดหน้าแลกกันสนุก นาที 15 บาเยิร์นฯ ได้โอกาสลุ้นครั้งแรกจากจังหวะเตะมุมแล้วเป็น เลออน โกเร็ทซ์ก้า ได้ขึ้นโขกแต่บอลตรงตัว ลูคัส ราเดชกี้ รับเข้าซองสบาย

    หลังจากนั้นทัพ "เสือใต้" เริ่มตั้งเกมของตัวเองได้เปิดเกมบุกเข้าใส่อยู่ฝ่ายเดียว และมาได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากจังหวะตัดเกมแดนกลางสนามของ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ก่อนจะจ่ายทะลุช่องให้ คิงส์เล่ย์ โกมัน หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านมือ ลูคัส ราเดชกี้ เป็นประตู

    นาที 39 ดาวิด อลาบา เปิดให้ โธมัส มุลเลอร์ พักอกหนึ่งจังหวะก่อนจะหวดด้วยขวาได้เขตโทษบอลหลุดเสาไกลออกไป 

    จนกระทั่ง นาที 42 บาเยิร์น ได้ประตูพลิกขึ้นนำ 2-1 จนได้ เลออน โกเร็ทซ์ก้า กระชากเข้าเขตโทษแล้วซัดเรียดด้วยซ้ายบอลเสียบมุมเสาไกลเข้าไปอย่างเหนือชั้น

    นาที 44 ทีมเยือนพลาดได้ลูกสามเมื่อ แซร์จ นาบรี้ หลุดเดี่ยวแต่ยิงไปติดเซฟของ ลูคัส ราเดชกี้ แต่ถึงกระนั้นช่วงทดเจ็บ 45+1 โจชัว คิมมิช เปิดยาวให้ นาบรี้ วิ่งมากระดกบอลข้ามตัว ราเดชกี้ เข้าประตูไป ให้ บาเยิร์น นำห่าง 3-1 ก่อนจะจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้

    ครึ่งหลังเปิดฉากมา บาเยิร์น โหมเข้าใส่ทันที และได้ทักทายก่อน นาที 50 คิงส์เล่ย์ โกมัน ไหลย้อนมาให้ โธมัส มุลเลอร์ บริเว

 หลังจากนั้น บาเยิร์น ยังเดินหน้าล่าประตูต่อเนื่อง นาที 66 โธมัส มุลเลอร์ เปิดจากกราบขวาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ขึ้นโหม่งเหน่งๆไม่เหลือให้ บาเยิร์น หนีเป็น 4-1

    อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกม นาที 89 เจ้าถิ่นมีฮึดได้ประตูไล่มาเป็น 2-4 ฟลอเรียน เวิร์ทซ์ เจ้าหนูวัย 17 ตัวสำรอง ล็อกเข้าซ้ายแล้วปั่นเสียบเสาสองเข้าไปอย่างสวยงาม

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บุกถล่ม เลเวอร์คูเซ่น 4-2 เก็บชัย 9 นัดรวดในลีก ส่วนทีม "ห้างยา" ยังรั้งที่ 5 มีลุ้นโควต้าลุยชปล.ต่อไป

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
   
เลเวอร์คูเซ่น (3-4-3) : ลูคัส ราเดชกี้ – อเล็กซานดาร์ ดราโกวิช, เอ็ดมอนด์ แทปโซบา, สเวน เบนเดอร์, ดาเนี่ยล ซิงกราเฟ่น – ชาร์ลซ์ อารานกีซ, ยูเลี่ยน เบาม์การ์ทลิงเกอร์ (เปาลินโญ่ น.62), เลออน ไบลีย์ (คาเร็ม เดเมียร์บาย น.46), คาริม เบลลาราบี้ (ฟลอเรียน เวิร์ทซ์ น.46) – นาเดียม อามิรี่ (เวนเดล น.46), ลูคัส อลาริโอ, มุสซ่า ดิยาบี้

เทรนเนอร์ : ปีเตอร์ บอสช์

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส (ลูก้าส์ แอร์กนองเดซ น.85) – โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า (ฆาบี มาร์ติเนซ น.74) – คิงส์เล่ย์ โกมัน (อิวาน เปริซิช น.67), โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้ (ติอาโก้ อัลคันทาร่า น.74) – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเตอร์-ฟลิค

 

เลวานดอฟสกี้ 44 ตุง! 6 ประเด็นหลังเกมบาเยิร์นบุกอัดเลเวอร์คูเซ่น

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ยังคงเดินหน้าคว้าชัยชนะได้อย่างเมามันส์ หลังล่าสุดบุกไปพิชิต ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 ถึงสังเวียนแข้ง ไบอารีน่า เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้ไปทุกทีแล้วกับตำแหน่งแชมป์ บุนเดสลีกา ประจำฤดูกาล 2019/20 และนี่คือ 6 ประเด็นที่น่าสนใจจากเกมนี้

 – บาเยิร์น จ่อแชมป์เต็มที
          หากไม่ดูผลการแข่งขันของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่มีคิวเตะคู่ดึกกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน เท่ากับว่า 4 เกมที่เหลือ บาเยิร์น ขอแค่ชนะอีก 2 เกมเท่านั้น ก็จะการันตีตำแหน่งแชมป์ บุนเดสลีกา ประจำฤดูกาล 2019/20 ซึ่งถือเป็นแชมป์ลีกสมัยที่ 30 ของพวกเขา และเป็นแชมป์ 8 ซีซั่นติดต่อกันด้วย และถ้าหาก "เสือเหลือง" กล้าๆ แพ้ "หญิงชรา" คาบ้าน เท่ากับว่า "เสือใต้" จะเป็นแชมป์ทันที หากคว้าชัยเกมหน้าที่มีคิวเปิดรัง อัลลิอันซ์ อารีน่า เจอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน

 – ฟลิค เจ๋งจริง
          บาเยิร์น ตัดสินใจได้ถูกต้องในการแต่งตั้ง ฮันซี่ ฟลิค คุมทัพแบบถาวร เพราะ 26 เกมรวมทุกรายการภายใต้การนำทีมของ กุนซือวัย 55 ปี นั้น บาเยิร์น ชนะถึง 23 นัด (เสมอ 1 แพ้ 2) และถ้านับเฉพาะ 20 เกมหลังสุด พวกเขาชนะถึง 19 นัด!!! (เสมอ 1) นอกจากนี้ 26 เกมที่ ฟลิค คุมทัพ บาเยิร์น ทำได้ถึง 84 ประตู (เฉลี่ยเกมละ 3.2 ประตู) เรียกได้ว่า "เสือใต้" ชั่วโมงนี้ นอกจากชนะได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ยังทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

 – บาเยิร์น สร้างสถิติสุดโหด
          ผ่านพ้นเกมลีกไปแล้ว 30 นัด ตอนนี้ บาเยิร์น กดไปแล้วถึง 90 ประตู ซึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ บุนเดสลีกา ไม่เคยมีทีมไหนทำได้ระดับนี้มาก่อน หลังผ่านพ้น 30 นัด ส่วนสถิติที่ทำประตูมากสุดภายในฤดูกาลเดียว เกิดขึ้นเมื่อซีซั่น 1971/72 ที่ บาเยิร์น ทำได้ถึง 101 ลูก ดังนั้นกับ 4 เกมที่เหลือในฤดูกาลนี้ "เสือใต้" แอบมีลุ้นเหมือนกันที่จะทุบสถิติของตัวเอง แต่ก็เหนื่อยทีเดียว เพราะต้องยิงให้ได้นัดละ 3 ลูก 

 – ซีซั่นที่ยอดเยี่ยมสุดของ เลวานดอฟสกี้
          1 ตุงที่ทำได้ในเกมนี้ ทำให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยอดดาวยิงเลือดโปลของ บาเยิร์น มิวนิค กระทุ้งไปแล้ว 30 ประตูในลีก โดยถือเป็นหนที่สามแล้ว ที่เจ้าตัวทำได้ระดับ 30 ลูก (ต่อจากซีซั่น 2015/16 และ 2016/17) ซึ่งในประวัติศาสตร์ บุนเดสลีกา มีแค่ แกร์ด มุลเลอร์ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ทำได้มากกว่า (5 ครั้ง) นอกจากนี้ เลวานดอฟสกี้ ยังกดไปแล้วรวมทุกรายการ 44 ลูก ซึ่งนั่นเท่ากับว่า นี่คือฤดูกาลที่เจ้าตัวทำประตูได้มากสุดในอาชีพการเล่นฟุตบอล ทุบสถิติเดิม 43 ลูก เมื่อซีซั่น 2016/17

 – มุลเลอร์ "คิง ออฟ แอสซิสต์"
          ภายใต้การนำทีมของ ฟลิค ทำให้ โธมัส มุลเลอร์ เล่นได้อย่างอิสระในแนวรุก และนั่นก็ช่วยให้เขาสามารถเค้นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของตัวเองออกมาได้ โดยเฉพาะการเปิดป้อนให้เพื่อนร่วมทีมจบสกอร์ และ 2 แอสซิสต์จากเกมนี้ ทำให้ มุลเลอร์ กดไปแล้ว 20 แอสซิสต์ในลีก นำโด่งที่หนึ่งในเรื่องแอสซิสต์  (เจดอน ซานโช อยู่ที่สอง 16 แอสซิสต์) นอกจากนี้ มุลเลอร์ ยังกลายเป็นนักเตะคนแรกใน 5 ลีกใหญ่ยุโรป ที่ทำอย่างน้อย 20 แอสซิสต์ในลีก นับตั้งแต่ที่ เควิน เดอ บรอยน์ (สมัยอยู่กับ เฟาเอฟแอล โวล์ฟสบวร์ก) ทำได้ 21 แอสซิสต์ในฤดูกาล 2014/15

 – เด็ก 17 ปี แย่งซีน!
          แม้เป็นชัยชนะที่สวยงามสำหรับ บาเยิร์น แต่กลับเป็นฝั่ง เลเวอร์คูเซ่น ที่มีเรื่องให้พูดถึง เพราะเจ้าหนู ฟลอเรียน เวิร์ตซ์ วัย 17 ปี ที่ลงสนามแทน คาริม เบลลาราบี้ ช่วงครึ่งหลัง ทำประตูสุดสวย ช่วย "ห้างขายยา" ไล่ บาเยิร์น ขึ้นมาเป็น 2-4  นาทีที่ 89 ทำให้ เวิร์ตซ์ กลายเป็นนักเตะอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ บุนเดสลีกา ที่ทำประตูได้ ด้วยอายุเพียง 17 ปี, 1 เดือน กับ 3 วัน โดยทุบสถิติเดิม 17 ปี, 2 เดือน กับ 21 วัน ของ นูริ ซาฮิน ที่ทำได้เมื่อปี 2005

กำลังหลักทั้งคู่!ฟลิคเซ็งเลวานฯ,มุลเลอร์วืดแมตช์หน้า

ฮันซี่ ฟลิค กุนซือ บาเยิร์น มิวนิค รับหงุดหงิดทีเดียว กับการที่จะไม่ได้ใช้งาน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ โธมัส มุลเลอร์ ในเกมหน้าที่เจอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค แต่ชี้ มุลเลอร์ สมควรได้ใบเหลืองจริงในเกมเมื่อคืนวันเสาร์

           ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์คนเก่งของ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับว่า ตนรู้สึกหัวเสียไม่น้อยกับการที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ โธมัส มุลเลอร์ สองผู้เล่นกำลังสำคัญ ต่างได้รับใบเหลืองจากเกม บุนเดสลีกา เยอรมัน นัดล่าสุดที่ "เสือใต้" บุกไปเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ติดโทษแบน พลาดช่วยทีมในเกมหน้าที่มีคิวเปิดรัง อัลลิอันซ์ อารีน่า เจอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน

           เกมนี้ เลวานดอฟสกี้ ทำได้ 1 ประตู ส่วน มุลเลอร์ กดไป 2 แอสซิสต์ แต่ทั้งสองต่างได้รับใบเหลืองเช่นกัน ซึ่ง ฟลิค ระบุว่า รู้สึกหงุดหงิดทีเดียว แต่ก็ต้องทำใจยอมรับกับการไร้สองแข้งหลักในแมตช์หน้า

              "มันน่าหงุดหงิด แต่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ และเราก็ต้องยอมรับมัน ผมได้มีการเข้าไปคุยกับผู้ตัดสิน มานูเอล กราเฟอ ซึ่งเขาก็บอกว่า เลวานดอฟสกี้ มีการไปเล่นงานใส่คู่แข่งจริงๆ และนั่นคือเหตุผลที่ได้ใบเหลือง ซึ่งผมมองไม่เห็นจังหวะนั้น ผมจึงให้ความเห็นไม่ได้ ส่วน มุลเลอร์ ถูกจดชื่อจากการเข้าไปบล็อกบอลในจังหวะที่พวกเขาได้ลูกฟรีคิก ดังนั้นใบเหลืองนี้ถือว่าโอเค เรายอมรับได้"

               "แมตช์หน้าเราจะไม่มีทั้งสอง แต่มันก็สำคัญไม่น้อยที่พวกเขาจะได้ลงเล่นแบบเต็มๆ เกม 90 นาที ในเกมกับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต (เดเอฟเบ โพคาล รอบรองชนะเลิศ) วันพุธนี้ หลังจากนั้นเราก็ค่อยมาคิดหาทางออก และเตรียมความสำหรับเกมที่จะเจอกับ กลัดบัค" กุนซือวัย 55 ปี เปิดใจหลังเกม

           ทั้งนี้ บาเยิร์น กำลังนำโด่งเป็นจ่าฝูงในตารางคะแนน บุนเดสลีกา โดยมี 70 แต้ม จากการลงแข่ง 30 นัด นำ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมอันดับสอง 7 แต้ม

โกเร็ทซ์ก้ากดชัย! บาเยิร์นหืดเฉือนกลัดบัคหวิว เฮเกมหน้าแชมป์ทันที

บาเยิร์น มิวนิค เก็บอีกสามแต้มจนได้หลังบดเอาชนะ กลัดบัค ในช่วงท้ายเกมแบบหืดจับ 2-1 จากประตูชัยของ เลออน โกเร็ทซ์ก้า ในช่วงท้ายเกม ส่งผลให้นำจ่าฝูงหนี "เสือเหลือง" 7 คะแนน มี 73 แต้ม ซึ่งหากกลางสัปดาห์บุกไปคว้าชัยเหนือ เบรเมน จะทำให้ "เสือใต้" คว้าแชมป์ลีกทันที ในเกมบุนเดสลีกา เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า

    "จ่าฝูง" บาเยิร์น มิวนิค ถูก "เสือเหลือง" ไล่จี้มาเหลือแค่ 4 แต้ม ทำให้เกมนี้เปิดบ้านรับมือ มึนเช่นกลัดบัค ต้องเน้นไว้ก่อนเพื่อทำช่องว่างให้นำห่างเป็น 7 คะแนนเหมือนเดิม

    เกมนี้ ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค จัดทัพด้วยการหมุนเวียนผู้เล่นบ้างส่งบรรดาดาวรุ่งลงสนามรุ่นพี่ที่ติดโทษแบนอย่าง โธมัส มุลเลอร์ และโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โดยแนวรุกวาง โจชัว เซิร์กซี เป็นหน้าเป้าโดยมี แซร์จ นาบรี้, มิกกาแอล กุยซ็องซ์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน

    ทางด้าน "สิงห์หนุ่ม" ไร้ อเลสซาน เพลอา ที่ติดโทษแบนทำให้แนวรุกวาง แพทริค เฮอร์มันน์, ลาร์ส ชตินเดิล และ มาร์คุส ตูราม

    ครึ่งแรก เริ่มเกมไปได้แค่ 10 นาที มึนเช่นกลัดบัค ต้องเปลี่ยนตัวก่อนอย่างรวดเร็ว หลัง มาร์คุส ตูราม แนวรุกตัวเก่งมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อจนเล่นไม่ไหวทำให้ต้องส่ง บรีล เอ็มโบโล่ ลงเล่นแทน

    นาที 12 โอกาสส่องหนแรกของ "เสือใต้" เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง อิวาน เปริซิช พักอกเข้ากลางให้ มิกกาแอล กุยซ็องซ์ วอลเลย์ด้วยซ้ายไม่จับหลุดกรอบออกไป

    อีก 4 นาทีถัดมา โยนาส โฮฟหมันน์ หลุดเข้าไปส่งบอลผ่านตัว นอยเออร์ เข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินได้สัญญาณจากห้องควบคุม VAR ก่อนปฎิเสธไม่ให้ประตูแก่ทีมเยือนทำให้สกอร์ยัง 0-0

    นาที 22 "เสือใต้" ชวดได้ประตูแบบน่าเสียดายหลัง ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ หลุดเข้าไปยิงด้วยขวาแต่บอลยังไปโดน ยาน ซอมเมอร์ เซฟออกไปอย่างเหลือเชื่อ

    นาที 25 ทีมเยือนชวดโอกาสขึ้นนำบ้าง คราวนี้ ลาร์ส ชตินเดิล ครอสมาเสาไกลให้ บรีล เอ็มโบโล่ โขกจ่อๆแต่ยังไปติดเซฟของ นอยเออร์ แม้บอลมาเข้าทาง เอ็มโบโล่ อีกทีแต่ดันยิงด้วยซ้ายเข้าข้างตาข่าย
   
    กลายเป็น "สิงห์หนุ่ม" มาพลาดเอง หลังนาทีต่อมา มัทธิอัส กินเทอร์ คืนบอลให้ ยาน ซอมเมอร์ แต่นายด่านกลัดบัคที่ประมาทจ่ายบอลพลาดเข้ากลาง กลายเป็นส่งให้ โจชัว เซิร์กซี วิ่งมาแปด้วยขวาแบบไม่จับเข้าไป ให้ "เสือใต้" ขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 26

    นาที 37 บาเยิร์น มาพลาดบ้าง หลังทีมเยือนขึ้นเกมมาทางขวา แพทริค เฮอร์มันน์ ครอสปาดมาในกรอบ 6 หลา เบนฌาแม็ง ปาวาร์ พยายามวิ่งมาเคลียร์บอลแต่กลายเป็นสกัดด้วยขวาผิดเหลี่ยมทำเข้าประตูตัวเองไป กลัดบัค ไล่ตีเสมอสำเร็จ 1-1

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 โยชัว คิมมิช เปิดฟรีคิกมาหน้ากรอบ บอลไปโดนแนวรับทีมเยือนสกัดไปเข้าหัว อิวาน เปริซิช สอดขึ้นมาโขกย้อยไปเสาไกลแต่น้ำหนักเบาไป ยาน ซอมเมอร์ ถอยไปรับไว้ได้ทัน

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ยังเสมอกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 1-1

    เริ่มครึ่งหลังมา นาที 47 กลัดบัค เกือบแซงขึ้นนำหลัง รามี เบนเซไบนี่ แบ็กซ้ายครอสแรงเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ พุ่งออกมาตัดพลาดบอลกระฉอกเกือบจะโดนซ้ำแล้วแต่มือ 1 ทีมชาติเยอรมันยังไวใช้เท้าสกัดบอลออกไป แม้บอลจะมาเข้าทาง สเตฟาน ไลเนอร์ ซัดด้วยขวาเต็มข้อบอลพุ่งแรงเฉียดคานออกไปแบบได้เสียว

    นาที 54 อีกครั้งที่ "สิงห์หนุ่ม" สวนกลับมาเร็ว บรีล เอ็มโบโล่ แทงบอลออกขวาให้ แพทริค เฮอร์มันน์ หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาเสาแรกแต่บอลยังไปตรงตัว นอยเออร์ ทุบบอลออกมาได้

    นาที 62 เจ้าบ้านเปลี่ยนรวดเดียวสองคนถอดเอา ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ และมิกกาแอล กุยซ็องซ์ ออกแล้วส่ง คิงส์ลี่ย์ โกมัน และอัลฟอนโซ่ เดวิส ลงเล่นแทน

    "เสือใต้" เปิดเกมรุกเต็มสูบ นาที 66 แซร์จ นาบรี้ ได้วอลเลย์ด้วยขวาในกรอบ บอลไปแฉลบคริสโตฟ คราเมอร์ เปลี่ยนทางเกือบเสียบเสาแรกแต่ดีที่ ยาน ซอมเมอร์ ยังไวพุ่งปัดออกหวุดหวิด

     ท้ายเกม นาที 86 เบนฌาแม็ง ปาวาร์ มาแก้ตัวได้สำเร็จหลังหลุดขึ้นมาทางขวาก่อนปาดไปเสาแรกให้ เลออน โกเร็ทซ์ก้า วิ่งมายิงเปลี่ยนทางบอลเข้าประตูไป ให้ บาเยิร์น ขึ้นนำอีกครั้ง 2-1

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม บาเยิร์น มิวนิค บดเอาชนะ มึนเช่นกลัดบัค แบบหวุดหวิด 2-1 คว้าสามแต้มสำคัญ ทำให้มีเพิ่มเป็น 73 คะแนนหนีอันดับสองอย่าง ดอร์ทมุนด์ 7 แต้มเหมือนเดิม และถ้าวันอังคารที่ 16 ที่จะถึงคว้าชัยได้จะส่งผลให้ "เสือใต้" ป้องกันแชมป์ลีกซีซั่นนี้ทันที

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-1-3) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, ลูก้าส์ แอร์กน็องเดซ (อัลฟอนโซ่ เดวิส น.62) – โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาบรี้, มิกกาแอล กุยซ็องซ์ (คิงส์ลี่ย์ โกมัน น.62), อิวาน เปริซิช (ฆาบี มาร์ติเนซ น.88) – โจชัว เซิร์กซี (ควาซี อ็อคเยเร รีดท์ น.77)

        เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเทอร์-ฟลิค

        มึนเช่นกลัดบัค (4-3-3) : ยาน ซอมเมอร์ – สเตฟาน ไลเนอร์, นิโค่ เอลเวดี้ (โทนี่ ยันท์ชเค้ น.46), มัทธิอัส กินเทอร์, รามี เบนเซไบนี่ – โฟลเรียน นอยเฮาส์, คริสโตฟ คราเมอร์, โยนาส โฮฟหมันน์ – แพทริค เฮอร์มันน์ (ออสการ์ เว้นดท์ น.70) , ลาร์ส ชตินเดิล, มาร์คุส ตูราม (บรีล เอ็มโบโล่ น.10 (ลาสซ์โล่ เบเนส น.88)

    เทรนเนอร์ : มาร์คุส โรเซ่

 

บาเยิร์นข่มมิด! “เลวานดอฟสกี้” กระสันซัด,เลเวอร์คูเซ่นมี “ฮาแวร์ทซ์” โป้งสู้ PPTV ยิงสด

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เตรียมส่ง โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ลงล่าตาข่าย เกมบุกถิ่น "ห้างขายยา" เลเวอร์คูเซ่น ที่มี ไค ฮาแวร์ทซ์ พร้อมยิงสู้ จากสถิติพบกันก่อนหน้าเป็น บาเยิร์น ที่ดีกว่าหลายขุม ในศึกฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน วันเสาร์ที่ 6 มิ.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : PPTV HD 36 และ FOX SPORTS (เวลา : 20.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน
วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2563
เลเวอร์คูเซ่น   –   บาเยิร์น มิวนิค
ถ่ายทอดสด : PPTV HD 36 และ FOX SPORTS (เวลา : 20.30 น.)

สนาม : ไบ อารีน่า

     ทัพ ”ห้างขายยา” ของเทรนเนอร์ ปีเตอร์ บอสช์ ภาพรวมผลงานดีขึ้นมีลุ้นโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเต็มตัว ซึ่งสภาพทีมยังหมดสิทธิ์ใช้งาน ลาร์ส เบนเดอร์ (กระดูกเท้า) แต่จะได้ เควิน โฟลลันด์

    การจัดทัพปรับจาก 3-4-3 มาใช้ 4-2-3-1 แผงหลังคู่เซนเตอร์แบ็กวาง เอ็ดมอนด์ แทปโซบา ยืนคู่ สเวน เบนเดอร์ แบ็กซ้ายได้ ดาเนี่ยล ซิงกราเฟ่น ฟิตกลับมาประจำการ แนวรุก คาริม เบลลาราบี้ คืนตัวจริงลงปั้นเกมร่วมกับ นาเดียม อามิรี่ และ มุสซ่า ดิยาบี้ หน้าเป้าใช้ ไค ฮาแวร์ทซ์ ประจำการต่อไป มิดฟิลด์คู่กลางยึด ชาร์ลซ์ อารานกีซ คุมเกมร่วมกับ ยูเลี่ยน เบาม์การ์ทลิงเงอร์

    ฝั่งบาเยิร์น มิวนิคภายใต้การคุมทีมของ ฮันส์ ดีเตอร์-ฟลิค ที่เพิ่งได้รับการต่อสัญญาคุมทีมยาว ทำผลงานสุดยอดและจ่อคว้าถาดแชมป์เต็มที ซึ่งสภาพทีมยังชวดใช้งาน, นิคลาส ซือเล่ (เข่า), โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ (ข้อเท้า), ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ข้อเท้า) ทั้งหมด แต่จะได้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ฟิตกลับคืนทีม ซึ่งกองกลางสเปนมีลุ้นคืนตัวจริงทันที

    ภายใต้ระบบ 4-2-3-1 เกมรุกจัดเต็มมี แซร์จ นาบรี้ ประสานงานร่วมกับ คิงส์เล่ย์ โกมัน และ โธมัส มุลเลอร์ หน้าเป้าจัด โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คอยจบสกอร์ แผงหลังคู่เซนเตอร์แบ็ก เยโรม บัวเต็ง คืนตัวจริงจับคู่กับ ดาวิด อลาบา

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม
   
    เลเวอร์คูเซ่น (4-2-3-1) : ลูคัส ราเดชกี้ – มิทเชลล์ ไวเซอร์, เอ็ดมอนด์ แทปโซบา, สเวน เบนเดอร์, ดาเนี่ยล ซิงกราเฟ่น – ชาร์ลซ์ อารานกีซ, ยูเลี่ยน เบาม์การ์ทลิงเงอร์ – คาริม เบลลาราบี้, นาเดียม อามิรี่,  มุสซ่า ดิยาบี้ – ไค ฮาแวร์ทซ์
    เทรนเนอร์ : ปีเตอร์ บอสช์

    บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) :  มานูเอล นอยเออร์ – เบนฌาแม็ง ปาวาร์,  เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อลาบา, อัลฟอนโซ่ เดวิส  -โยชัว คิมมิช, เลออน โกเร็ทซ์ก้า  (ติอาโก้ อัลกันตาร่า) –  คิงส์เล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์, แซร์จ นาบรี้  – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้
    เทรนเนอร์ : ฮันส์ ดีเตอร์-ฟลิค