เมสซี่เผย3ความปราชัยที่ทำให้อยากลาบาร์เซโลน่า

ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอก บาร์เซโลน่า เปิดอก หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คิดอยากจะบอกลาทีมก็คือการที่ทีมแพ้แบบสุดช็อกจนต้องตกรอบ แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ซีซั่นติดต่อกัน ระบุ ตนรับได้ถ้าทีมจะแพ้ แต่มันต้องแพ้แบบสูสี ไม่ใช่แบบที่เกิดขึ้นใน 3 ฤดูกาลหลังสุด
 
ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้ากัปตันทีม บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก ลา ลีกา สเปน เปิดเผยว่าการออกไปแพ้ อาแอส โรม่า 0-3 ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ นัดสอง ฤดูกาล 2017-18, เกมพ่าย ลิเวอร์พูล 0-4 ในรอบรองชนะเลิศ นัดสอง ของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2018-19 และเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศของซีซั่น 2019-20 ที่แพ้ บาเยิร์น มิวนิค 2-8 คือ 3 เกมที่มีส่วนทำให้ตนคิดที่จะย้ายออกจากทีม

ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมาเรื่องราวของ เมสซี่ กลายเป็นข่าวใหญ่ในโลกลูกหนังหลังจากที่เขายื่นเรื่องขอย้ายออกจากทีมแบบไร้ค่าตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเจ้าตัวตั้งใจใช้เงื่อนไขที่จะสามารถบอกลาทีมได้ในทุกซัมเมอร์ แต่สุดท้ายก็ไม่สมหวังเพราะบอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า อ้างว่าเงื่อนไขดังกล่าวมันหมดอายุลงในวันที่ 10 มิถุนายนของทุกปี และบอกว่าแข้งวัย 33 ปีจะย้ายทีมได้ก็ต่อเมื่อมีคนยอมจ่ายเท่าค่าฉีกสัญญาที่ 700 ล้านยูโร (ประมาณ 25,900 ล้านบาท) แม้ว่าฝั่งของ เมสซี่ พยายามที่จะแย้งว่าซีซั่นนี้มันควรจะมีการยืดระยะเวลาของเงื่อนไขเป็นกรณีพิเศษจากการที่ฤดูกาลมันเพิ่งจบลงเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่สุดท้ายดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ก็ยอมแพ้และจะอยู่กับทีมให้ครบสัญญาที่จะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ลือกันว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ เมสซี่ อยากบอกลา บาร์เซโลน่า อย่างเช่นการไม่พอใจแนวทางการบริหารทีมของ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานคนปัจจุบัน และการโมโหที่บอร์ดบริหารไม่มีโปรเจกต์พัฒนาทีมแบบจริงจัง เป็นต้น ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวก็บอกเองว่าการแพ้แบบสุดช็อกจนต้องตกรอบ แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 ซีซั่นติดต่อกันคือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อยากย้ายออกจากทีม โดยในตอนเจอกับ โรม่า และ ลิเวอร์พูล นั้น บาร์เซโลน่า ชนะในนัดแรกมาก่อนจนทำให้ตอนแรกดูมีโอกาสดีที่จะผ่านเข้ารอบไปได้ แต่สุดท้ายก็ต้องตกรอบจากการแพ้แบบขาดลอยในนัดสอง ส่วนเกมกับ บาเยิร์น ในซีซั่นนี้ แม้ว่าหลายคนจะมองว่ามันเป็นงานยากของ บาร์เซโลน่า แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะแพ้ย่อยยับขนาดนั้น

เมสซี่ ให้สัมภาษณ์กับ โกล สื่อวงการฟุตบอลรายหนึ่งว่า "ผมมองไปข้างหน้า และอยาเล่นในระดับสูงสุด, อยากได้แชมป์, อยากเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเกมระดับนั้นคุณมีโอกาสที่จะทั้งชนะหรือแพ้ได้เป็นธรรมดา เพราะมันเป็นเกมที่ยากมากๆ แต่คุณจำเป็นต้องต่อกรในระดับที่ดีให้ได้"

"อย่างน้อยคุณก็ต้องควรที่จะดวลกับคู่แข่งแบบสูสี ไม่ใช่ว่าแพ้ย่อยยับแบบในเกมที่โรม, ลิเวอร์พูล และ ลิสบอน เกมเหล่านั้นมันทำให้ผมคิดเกี่ยวกับการตัดสินใจนั้น (หมายถึงการอยากย้ายทีม) ที่ผมอยากจะทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ"

ใกล้ขึ้นยานแม่!บาร์เซโลน่าโอเคเงื่อนไขส่วนตัวกับไวจ์นัลดุมแล้ว

สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของแคว้นกาตาลุนย่า ระบุ บาร์เซโลน่า ตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ได้เป็นที่เรียบร้อย ขณะที่ ลิเวอร์พูล อยากได้เงิน 25 ล้านยูโรเพื่อเป็นค่าตัวของเขา

บาร์เซโลน่า ยอดสโมสรแห่งศึก ลา ลีกา สเปน บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลาง ลิเวอร์พูล ได้แล้ว ตามรายงานของ สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของแคว้นกาตาลุนย่า

เดิมทีอนาคตของ ไวจ์นัลดุม ก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอยู่แล้ว หลังจากที่เขาเหลือสัญญากับทีมจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า โดยที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการเจรจาเรื่องต่อสัญญากันเลย และนับตั้งแต่ที่ โรนัลด์ คูมัน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทรนเนอร์คนใหม่ของ บาร์เซโลน่า ข่าวการย้ายทีมของ ไวจ์นัลดุม ก็รุนแรงขึ้นไปอีก เนื่องจากกุนซือชาวดัตช์ชื่นชอบฝีเท้าของแข้งวัย 29 ปี เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จากการที่ร่วมงานกันในทีมชาติฮอลแลนด์ก่อนหน้านี้ และอยากได้เขาไปเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำหรับการสร้างขุมกำลัง บาร์เซโลน่า ชุดใหม่

ทั้งนี้ สื่อเจ้าเดิมเสริมว่า ลิเวอร์พูล จะยอมปล่อย ไวจ์นัลดุม ถ้าหากได้ค่าตัวราว 25 ล้านยูโร (ประมาณ 925 ล้านบาท) ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 ทีมกำลังเจรจาถึงดีลนี้กันอยู่ โดยที่ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็อยากจะปิดดีลกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค ให้ได้เป็นอันดับแรกก่อนที่จะตกลงขาย ไวจ์นัลดุม เช่นกัน

 

ไวจ์นัลดุม-ติอาโก้!ตำนานชี้ลิเวอร์พูลควรใช้ใคร

สตีฟ นิโคล อดีตยอดแบ็กขวาของ ลิเวอร์พูล ระบุ ถ้าให้เลือกว่า ลิเวอร์พูล ควรจะมีใครอยู่ในทีมระหว่าง จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม หรอ ติอาโก้ อัลกันตาร่า แล้วนั้น ตนก็ขอเลือก ไวจ์นัลดุม เพราะดาวเตะชาวดัตช์เป็นส่วนหนึ่งในแผงกลางของ "หงส์แดง" ที่ทำผลงานได้โดดเด่นตลอดช่วงที่ผ่านมาอยู่แล้ว

สตีฟ นิโคล ตำนานแบ็กขวาของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเชื่อว่าการให้ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม อยู่กับทีมต่อไปมันจะเป็นผลดีกับ "หงส์แดง" มากกว่าการเอา ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพ

ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตกเป็นข่าวกับ ติอาโก้ อย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา ในทางกลับกัน ไวจ์นัลดุม มีข่าวเรื่องลา แอนฟิลด์ อย่างต่อเนื่อง หลังจากเขากำลังจะหมดสัญญากับทีมในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า และตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีการต่อสัญญากันเลย ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า บาร์เซโลน่า อยากได้ตัวเขาไปร่วมทัพ

นิโคล กล่าวระหว่างทำหน้าที่กูรูให้ อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลกว่า "ถ้าเกิด ไวจ์นัลดุม ไม่ได้กระสันที่จะย้ายทีมแล้วล่ะก็ ส่วนตัวแล้วผมก็ขอเลือกเก็บ ไวจ์นัลดุม เอาไว้ต่อไปดีกว่า ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณจะเปลี่ยนไปทำไมกัน เพราะเห็นได้ชัดว่าขุมกำลังตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมากอยู่แล้ว ตอนนี้แดนกลางของพวกเขามีความแข็งแกร่งทั้งในด้านพละกำลัง, การเอาบอลกลับมาครอง, การคอยผ่านบอลให้ 3 แนวรุก แผงกลางของพวกเขาเป็นหนึ่งในแผงกลางที่ดีที่สุดของทวีปยุโรปเลย บางครั้งผมก็คิดว่าการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำได้ดีอยู่แล้วน่ะมันดูอันตรายนิดหน่อย"

 

แอสซิสต์, วางบอล, คุมจังหวะเกม ! เหตุผลที่ คล็อปป์ อยากได้ ติอาโก้ ร่วมทัพ

ลิเวอร์พูล ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ในการคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเสริมทัพให้ได้ โดยเหตุผลเพราะนักเตะมีคุณสมบัติทุกอย่างครบถ้วนตามที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการ และหากได้มาร่วมทีมจะเป็นการยกระดับแดนกลาง "หงส์แดง" ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
    ติอาโก้ สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซให้กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาลล่าสุด ด้วยการนำทีมผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ โดยฟอร์มการเล่นของเขาถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างน่าเหลือเชื่อ

    จอมทัพชาวสแปนิช เต็มไปด้วยพรสวรรค์ชั้นยอดไม่ใช่แค่การแอสซิสต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการผ่านบอลที่เฉียบคม, แย่งบอลคืนกลับมาเร็ว และวิ่งเพรสซิ่งคู่แข่งจนเสียกระบวน โดยคุณสมบัติเหล่านี้เหมาะเจาะลงตัวกับสไตล์การเล่นของ คล็อปป์

การผ่านบอลที่แม่นยำ

    หนึ่งในสิ่งที่ ติอาโก้ สามารถทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องลืมตานั่นก็คือการผ่านบอลที่แม่นยำ สไตล์การเล่นของเขาคล้ายๆ กับ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดย ดาวเตะชาวสแปนิช มีสายตาที่เฉียบคมในการมองหาพื้นที่ว่างในสนามซึ่งนักเตะคนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้

    ยิ่งไปกว่านั้น ติอาโก้ ยังมีความว่องไวในการเปิดบอลชนิดที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว โดยนักเตะมักจะผ่านบอลสวยให้กับแนวรุกของ บาเยิร์น มิวนิค ได้บ่อยๆ ตลอดช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ติอาโก้ มีสายตาที่แม่นยำในการหาช่องว่าง และมักจะผ่านบอลด้วยการประณีตให้กับ แซร์จ นาบรี้ หรือ อัลฟอนโซ่ เดวีส์  เป็นต้น

    ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็มีนักเตะที่มีแนวทางการเล่นที่คล้ายๆ กับ "เสือใต้" บริเวณพื้นที่ริมเส้น อย่างเช่น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทุกๆ คนคงเห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดในการเล่นเกมบุกของคล็อปป์ ฉะนั้นหาก ติอาโก้ มาอยู่ร่วมทีมเขาคงจะได้ผ่านบอลเจ๋งๆ ให้กับผู้เล่นเหล่านี้

    ยกตัวอย่างแมตช์ที่พบกับ บาร์เซโลน่า นั้น ติอาโก้ จะคอยทำหน้าที่คุมจังหวะการเล่นในช่วง 45 นาทีแรก แมตช์นั้นเขามีโอกาสผ่านบอลไม่น้อยกว่า 37 ครั้งในช่วงครึ่งแรก และมักจะประสบความสำเร็จในทุกๆ ครั้ง ขณะที่ในครึ่งหลังเจ้าตัวก็ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นได้เหมือนเดิม ทำให้แดนกลางของ "เจ้าบุญทุ่ม" ไม่สามารถรับมือได้

    เบ็ดเสร็จแล้วในเกมถล่ม บาร์ซ่า นั้น ติอาโก้ ผ่านบอลไปทั้งหมด 74 ครั้งซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนที่อยู่ในสนาม โดยมีเพียงแค่ เคราร์ด ปิเก้ ที่ทำได้ใกล้เคียงอยู่ที่ 61 ครั้งแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการผ่านบอลสั้นๆ, รีบเร่ง และบางครั้งก็สะเปะสะปะเนื่องจากโดนนักเตะบาเยิร์น วิ่งกดดันเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การผ่านบอลทั้งหมด 74 ครั้งของ อดีตสตาร์บาร์เซโลน่า มีเพียงแค่สามครั้งเท่านั้นที่ผิดพลาด ส่วนอีก 71 ครั้งต้องบอกว่าเข้าเป้าทั้งหมด ฉะนั้นหาก "หงส์แดง" ได้ ติอาโก้ มาร่วมทีม โอกาสที่แนวรุกของพวกเขา โดยเฉพาะ 3 ประสาน "หิน เหล็ก ไฟ" อย่าง โม ซาลาห์, มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ คงจะได้ยิงประตูสนุกเท้าแน่นอน
 
พรสวรรค์เต็มเปี่ยมช่วยสร้างสรรค์เกม

    สิ่งที่ทำให้ ติอาโก้ เป็นนักเตะที่มีความพิเศษ และบรรดาผู้จัดการทีมทุกคนมักจะพูดคุยถึงนั่นก็คือพรสวรรค์ในการเล่น และการสร้างสรรค์เกมของเขา ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับทีม ซึ่งสิ่งนี้สามารถพลิกสถานการณ์ให้ทีมคว้าชัยชนะได้

    จริงๆ แล้วพ่อแม่ของ ติอาโก้ เป็นชาวบราซิเลียนแท้ๆ โดยบิดาบังเกิดเกล้าของเขาก็คือ มาซินโญ่ หนึ่งในขุนพลนักเตะแซมบ้าชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเป็นนักเตะจอมสร้างสรรค์เกมตามสายเลือดของบรรพบุรุษ โดยสิ่งนี้เจ้าตัวได้แสดงให้เห็นแล้วในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

      จอมทัพหมายเลข 6 "เสือใต้" มีการเล่นที่ไหลลื่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ และยังสามารถจ่ายบอลหลายแบบ ไม่ว่าจะในเรื่องระยะความเร็ว และความสูงของการผ่านบอล นอกจากนี้นักเตะยังคอยทำหน้าที่เก็บบอล และครองบอลบริเวณครึ่งสนามฝั่งบาร์ซ่า ที่สำคัญ ติอาโก้ ยังสามารถดักจังหวะการเล่นของ อีวาน ราคิติช ได้จนอยู่หมัด

     สำหรับการคุมจังหวะ และการวางบอลที่แม่นยำ เป็นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ยังขาดหายไปพอสมควร ฉะนั้นหาก ติอาโก้ ย้ายมาสวมชุด "เดอะ เร้ดส์" จะเป็นการเติมเต็มจุดนี้ได้อย่างลงตัว และจะทำให้เกมรุกของ "หงส์แดง" น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังช่วยคุมจังหวะเกม ทำให้ทีมเล่นได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม และไม่รนรานด้วย

วิ่งไม่รู้จักเหนื่อย ทำงานหนักเพื่อปั้นเกมให้ทีม

    จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สังเกตและเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้วว่าทำไมผู้จัดการทีมทุกคนถึงอยากได้เขามาอยู่ในทีม เพราะนักเตะเป็นผู้เล่นประเภทที่สามารถวิ่งได้ทั่วสนาม และคอยหาพื้นที่ว่างเพื่อที่จะสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมในการทำประตู

    สำหรับ คล็อปป์ ด้วยสไตล์การทำทีมของเขา แน่นอนว่าพรสวรรค์ของ ติอาโก้ เป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ เพราะรูปแบบการเล่นและความสามารถของ ดาวเตะทีมชาติสเปน ถือว่าเป็นการเติมเต็มที่สุดเพอร์เฟกต์หากเจ้าตัวย้ายมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์

    นอกจากนี้ ติอาโก้ ยังมักจะวิ่งขึ้นไปคอยกดดันแนวรับของทีมคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ ประทับใจมากๆ เนื่องจากการเล่นแบบเพรสซิ่งเป็นสไตล์ที่กุนซือชาวเยอรมัน นำมาใช้กับ "หงส์แดง" โดยเฉพาะเวลาที่ทีมเสียบอล จะต้องรีบแย่งบอลคืนกลับมาให้เร็วที่สุดซึ่งการเล่นแบบนี้จะเป็นการทำลายสภาพร่างกายและจิตใจของคู่แข่งได้เป็นอย่างดี

    ดังนั้นสไตล์การเล่นและทัศนคติของ ติอาโก้ เหมาะเจาะลงตัวที่จะมาประจำในแดนกลางของทีม ที่สำคัญเขาจะมาช่วยแบ่งเบาภาระให้กับ ฟาบิโญ่ และเอาเข้าจริงๆ หากดาวเตะชาวบราซิเลียน ได้เล่นเคียงข้างกับ สตาร์เลือดกระทิงดุ วัย 29 ปี อาจจะทำให้เขาแสดงศักยภาพได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ปรับตัวได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง

    ข้อดีของ ติอาโก้ ก็คือเขาสามารถเล่นในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงมิดฟิลด์ไม่ว่าจะเป็น มิดฟิลด์ตัวกลาง, มิดฟิลด์ตัวรับ หรือจะสวมบทมิดฟิลด์ตัวรุกก็ได้ โดยสิ่งนี้ เป็นจุดที่ คล็อปป์ ชื่นชอบมากๆ เพราะจะทำให้ทีมมีการเล่นที่หลากหลาย โดยสามารถปรับนักเตะให้เล่นในตำแหน่งไหนก็ได้เพื่อให้เหมาะกับการเจอคู่แข่งในแต่ละเกม

    อย่างลืมว่าในฤดูกาล 2020/2021 สถานการณ์ในแดนกลางของ "หงส์แดง" ยังไม่แน่นอน เพราะกรณีของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ก็มีแววว่าจะย้ายไปเล่นกับ บาร์เซโลน่า ขณะที่ ฟาบินโญ่ กับ นาบี เกอิต้า บางครั้งก็ฟอร์มหลุด ส่วน อดัม ลัลลาน่า ก็โบกมือลาทีมไปแล้ว สำหรับ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็เจ็บบ่อย ด้าน เจมส์ มิลเนอร์ ก็อายุอานามมากขึ้นทุกวัน ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมจะต้องกรำศึกหนักจนบางครั้งร่างกายอ่อนล้า

    ฉะนั้นการได้ ติอาโก้ มาเสริมทัพ จะช่วยทำให้ทีมมีสมดุลมากขึ้น เพราะหาก "เดอะ เร้ดส์" ขาดผู้เล่นในแดนกลางบริเวณไหนก็ตาม คล็อปป์ ก็สามารถจับเขายืนแทน และก็ทำผลงานได้ดีไม่มีที่ติ ซึ่งนักเตะก็แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดกับการเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค

    ที่สำคัญประสบการณ์ของเจ้าตัวต้องบอกเลยว่าล้ำค่าสุดๆ เพราะ ติอาโก้ ผ่านการฝึกปรือฝีเท้าทั้งกับ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค พร้อมทั้งประสบความสำเร็จมากมายกับทั้งสองสโมสร ฉะนั้นนักเตะย่อมมีหัวใจแห่งผู้ชนะ และประสบการณ์ที่รู้ว่าจะต้องทำยังไงเพื่อให้ทีมบรรลุเป้าหมายสู่การได้โทรฟี่แชมป์มาครอบครอง
 
    แน่นอนว่าความเก๋าผสมพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว จะช่วยยกระดับแดนกลางของ "หงส์แดง" มากยิ่งขึ้น ส่วนผลพลอยได้อีกเรื่องที่ตามมาก็คือการที่บรรดานักเตะดาวรุ่งจะได้ศึกษาและเรียนรู้แนวทางการเล่นของเขา เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาต่อยอดสำหรับโอกาสในการก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคต

อ้าว!ติอาโก้แย้มพร้อมอยู่บาเยิร์นต่อ

ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น แย้มว่าไม่มีปัญหาที่จะอยู่กับทีมต่อไป พร้อมบอกว่าต้องรอดูกันว่าหลังจบเกมกับ ยูเครน ไปแล้วมันจะมีความคืบหน้ายังไง
   ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ บุนเดสลีกา เยอรมัน บอกเป็นนัยว่าตนพร้อมที่จะอยู่กับทีมต่อไป ด้วยการบอกว่า "เสือใต้" เป็นเหมือนบ้านของตน

    ติอาโก้ ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนักตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่เขาต้องการหาประสบการณ์ใหม่ๆ ภายหลังอยู่กับทีมมาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งหลายคนของ บาเยิร์น อย่างเช่น ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ของทีม และ คาร์ล-ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ ประธานคนดัง ก็ยอมรับมาโดยตลอดว่าคงต้องเสียดาวเตะทีมชาติสเปนแน่นอน

    สำหรับทีมที่ถูกมองว่าเป็นเต็ง 1 ที่จะได้เขาไปร่วมทัพนั้น ได้แก่ ลิเวอร์พูล และที่ผ่านมามีข่าวว่า "หงส์แดง" ตกลงเรื่องเงื่อนไขส่วนตัวกับแข้งวัย 29 ปีได้แล้ว เหลือเพียงเคลียร์เรื่องค่าตัวกับ บาเยิร์น ให้ได้เท่านั้น แต่จนถึงตอนนี้มันก็ยังหาข้อสรุปเรื่องนั้นไม่ได้เลย

    ทั้งนี้ หลังจบเกม ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก เอ กลุ่ม 4 นัดที่ สเปน บุกไปเสมอกับ เยอรมนี 1-1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมานั้น ติอาโก้ ก็โดนถามถึงเรื่องอนาคตของตัวเอง ซึ่งเจ้าตัวตอบว่า "ตอนนี้ผมคิดถึงเฉพาะเกมกับ ยูเครน (วันที่ 6 กันยายนนี้) เท่านั้น หลังจากนั้นเราจะมาดูกันว่ามันจะเป็นยังไง

     "บาเยิร์น เป็นบ้านของผม และผมก็มีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่น"

ทำใจ!ฟลิครับ “ติอาโก้” ตัดสินใจชัดเจนอำลาบาเยิร์น

ฮันซี่ ฟลิค กุนซือบาเยิร์น มิวนิค ทำใจแล้วว่าเกมนัดชิง แชมเปี้ยนส์ ลีก คงจะเป็นการสวมชุด "เสือใต้" ครั้งสุดท้ายของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ตัวเก่ง เนื่องจากนักเตะตัดสินใจแน่นอนว่าต้องการย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่

ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์มือทอง "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ออกโรงยอมรับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางเชิงสูงชาวสแปนิช ได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะย้ายทีม โดยคาดว่าจุดหมายปลายทางน่าจะไปเล่นให้กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์นี้

มิดฟิลด์เลือดกระทิงดุ ซึ่งเป็นผู้เล่นกำลังสำคัญที่นำทัพบาเยิร์น ผงาดคว้าทริปเบิ้ลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการอำลาถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า หลังจบฤดูกาลล่าสุด โดยในช่วงที่ผ่านมามีหลายสโมสรที่แสดงความต้องการอยากได้นักเตะไปเสริมทัพมากมาย

สำหรับทีมที่มีภาษีมากที่สุดในเวลานี้ก็คือ ลิเวอร์พูล ที่มีข่าวเกี่ยวพันกับ ติอาโก้ มาตลอด โดยถึงขนาดมีรายงานว่านักเตะได้ทำการตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับ "เดอะ เร้ดส์" ได้แล้ว แต่ติดอยู่อย่างเดียวก็คือยังไม่สามารถหาข้อสรุปเรื่องค่าตัวกับ บาเยิร์น ซึ่งต้องการเงินจำนวน  27 ล้านปอนด์ (ราว1,026 ล้านบาท)

ด้าน ฟลิค ยอมรับว่า ติอาโก้ คงจะสวมชุด "เสือใต้" เป็นครั้งสุดท้ายในเกมนัดชิง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพราะนักเตะตัดสินใจที่จะย้ายทีมแน่นอนแล้ว "ผมยอมรับว่าเขาคงจะอำลาเราแน่นอน ผมคิดว่าตอนนี้เขาได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว"

 

 

รูนี่ย์ฟันธงแชมป์พรีเมียร์ฯหากแมนซิตี้ได้เมสซี่-ลิเวอร์พูลคว้าติอาโก้

เวย์น รูนี่ย์ ฟันธง แชมป์ พรีเมียร์ลีก ซีซั่นหน้าจะตกเป็นของทีมไหนระหว่าง แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ เชลซี พร้อมพูดถึง ลิโอเนล เมสซี่ ที่กำลังมีโอกาสมาค้าแข้งแดนผู้ดี

    เวย์น รูนี่ย์ กองหน้าคนดังของ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ เชื่อว่า ลิเวอร์พูล มีโอกาสคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020/21 มากสุดหากดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางสแปนิช มาจาก บาเยิร์น มิวนิค ได้สำเร็จ โดยมองว่าจะเป็นการเซ็นสัญญาที่ดียิ่งกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปดึง ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้า บาร์เซโลน่า มาเข้าถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม เสียอีก

        อดีตดาวยิง แมนฯ ยูไนเต็ด แสดงความเห็นผ่าน ทอล์คสปอร์ต เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังโดนถามทีมไหนจะคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ว่า "ผมคิดว่า คงเป็น แมนฯ ซิตี้ ไม่ก็ ลิเวอร์พูล แม้ เชลซี กำลังเซ็นสัญญากับนักเตะดีๆ หลายราย และ แมนฯ ยูไนเต็ด มีนักเตะศักยภาพสูงหลายรายก็ตาม"

        "ผมคิดว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังตามหลังพวกเขา ส่วน เชลซี กับนักเตะใหม่คงจะต้องใช้เวลาอีกปีเพื่อทำให้ทุกคนเข้าขากัน ดังนั้นผมจึงคิดว่า จะเป็นการแย่งแชมป์ระหว่า แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล และหาก ลิเวอร์พูล ได้ ติอาโก้ มาจาก บาเยิร์น มิวนิค ผมก็เชื่อว่า พวกเขาจะได้แชมป์ มันจะเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีกว่า เมสซี่ มา แมนฯ ซิตี้ เสียอีก" รูนี่ย์ กล่าว

        พร้อมกันนี้ รูนี่ย์ ยังพูดถึง เมสซี่ ว่า "ผมรู้ว่าเขาเริ่มอายุมากแล้ว แต่เขาเป็นนักเตะที่มีทุกอย่าง เขาสามารถสร้างสรรค์โอกาส, ทำประตู, กำหนดเกม และเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมสุดตลอดกาล เขาเป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่ผมต้องนั่งชมการเล่น เขาและ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สร้างมาตรฐานที่ผมไม่คิดว่า เราจะได้เห็นกันอีกแล้ว แต่สำหรับผม เมสซี่ มีระดับที่แตกต่างอยู่บ้าง"

เวมบลีย์พี่ปืนถนัด! 7 ประเด็นเด็ดหลังอาร์เซน่อลดวลเป้าชนะลิเวอร์พูลเกมชิงโล่

อาร์เซน่อล คว้าโล่คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ได้เป็นสมัยที่ 16 ในประวัติศาสตร์สโมสรและสูงสุดเป็นอันดับสองในเกาะอังกฤษหลังเอาชนะในการดวลฎีกากับ ลิเวอร์พูล นี่ถือเป็นแชมป์ที่สองของ อาร์เตต้า หลังเพิ่งจะซิวถ้วยเอฟเอ คัพไปเมื่อ 28 วันที่แล้ว เรียกได้ว่าเอาฤกษ์เอาชัยก่อนเปิดฤดูกาล ขณะที่ "หงส์แดง" คงต้องรวบรวมสมาธิกลับมาให้ได้และมุ่งเป้าหมายไปที่การป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก เกมเมื่อคืนนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้างไปวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสนใจกัน
1.มิสเตอร์เวมบลีย์เอาอีกแล้ว

    ประตูสุดสวยของ โอบาเมยอง ในเกมนี้ทำให้เขากลายเป็นนักเตะอาร์เซน่อลที่ยิงประตูในสนาม เวมบลีย์ สเตเดี้ยม มากที่สุดเท่ากับ อเล็กซิส ซานเชซ (5 ประตู) โดยหัวหอกทีมชาติกาบองเพิ่งเหมสองประตูทั้งในรอบรองฯและรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ฤดูกาลที่ผ่านมา นั่นหมายความว่า 5 ประตูที่เขายิงได้มาในช่วง 42 วันหลังสุดนี้เอง

    ปกติแล้ว โอบาเมยอง มักจะไม่ถูกกับการเจอ ลิเวอร์พูล เท่าไหร่นักเนื่องจาก 5 นัดที่ผ่านมาไม่มีชื่อเขาบนสกอร์บอร์ดทั้งการยิงและแอสซิสต์เลย รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 266 นาที จนกระทั่งเกมนี้เจ้าตัวปลดล็อกยิงประตูแรกใส่ลูกทีม เจอร์เก้น คล็อปป์ หลังเกม อาร์เตต้า ออกมาคอนเฟิร์มว่าใกล้ที่จะต่อสัญญาแล้ว ถือเป็นข่าวดีของสาวก “เดอะ กันเนอร์ส” จริงๆ

2.มินามิโนะเริ่มมา

    ในที่สุด ทาคูมิ มินามิโนะ ก็ยิงประตูแรกในการเล่นลีกฟุตบอลอังกฤษเสียทีหลังซัดประตูตีเสมอในเกมนี้ ดาวเตะชาวญี่ปุ่นลงเล่นให้กับสโมสรมาทั้งหมด 15 นัดนับตั้งแต่เซ็นสัญญาร่วมทัพ “หงส์แดง” เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา และเมื่อไม่กี่วันก่อนเจ้าตัวออกมายอมรับว่าแม้ทีมจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จแต่ไม่ค่อนประทับใจฟอร์มตัวเองเท่าไหร่นัก

    ประตูนี้ก็น่าจะทำให้ มินามิโนะ มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากตอนดวลจุดโทษ เจ้าตัวซัดตรงกลางประตูด้วยความเยือกเย็นจริงๆ เดอะ ค็อป คงหวังว่าจะได้เห็นอะไรมากขึ้นจากกองกลางชาวญี่ปุ่นในฤดูกาลที่จะถึงนี้

3.มาร์ติเนซจะเป็นมือหนึ่ง?

    ข่าวลือการย้ายทีมของ มาร์ติเนซ เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทีมอย่าง ลีดส์ ยูไนเต็ด และ แอสตัน วิลล่า กำลังให้ความสนใจหลังจากนายด่านรายนี้ออกมาเคลียร์ชัดเจนว่าหากเขาไม่ได้เป็นมือหนึ่งที่ “ปืนใหญ่” จะเดินออกจากสโมสรแน่นอน

    นายทวารวัย 27 ปีก้าวขึ้นมาเป็นมือหนึ่งตั้งแต่ แบร์นด์ เลโน่ ได้รับบาดเจ็บยาวพร้อมกับทำผลงานน่าประทับใจจนช่วยพาให้ทีมคว้าแชมป์เอฟเอ คัพฤดูกาลที่แล้ว และเมื่อ เลโน่ กลับมาฟิตอีกครั้งเลยกลายเป็นคำถามว่า อาร์เตต้า จะเลือกใครเป็นมือหนึ่งในฤดูกาลที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม มาร์ติเนซ ได้รับโอกาสลงสนามในเกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ และยังมีโชว์เซฟลูกยากๆถึง 3 ครั้งอีกด้วย ยิ่งทำให้กุนซือกดดันหนักทีเดียวในการเลือกนายด่าน ต้องรอดูกันว่าฤดูกาลนี้เขาจะได้สวมเสื้ออาร์เซน่อลต่อหรือไม่?

4.กลางสร้างสรรค์เกมไม่มี

    ลิเวอร์พูลออกสตาร์ทเกมนี้ด้วยกองกลางสามคน จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่ และเจมส์ มิลเนอร์ โดยในรายของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน พลาดลงสนามเนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ ขณะที่ เคอร์ติส โจนส์ และ นาบี เกอิต้า เป็นตัวสำรอง ผลที่เกิดขึ้นคือแดนกลางของลิเวอร์พูลเล่นไม่ออก

    มิดฟิลด์ทั้งสามคนนี้แทบจะไม่ได้มีส่วนสนับสนุนเกมรุกเลยทำให้สามประสานในแดนหน้ายิ่งเล่นยากมากขึ้น การขาด เฮนเดอร์สัน และ เกอิต้า เลยทำให้ไม่มีคนพาบอลขึ้นไปแดนหน้า คล็อปป์คงมองเห็นปัญหาแล้วว่าการสร้างสรรค์จากแดนกลางไม่ค่อยมี ไม่แปลกใจที่ ลิเวอร์พูล จะมีข่าวกับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ของบาเยิร์น มิวนิค รอดูกันว่าหงส์แดงจะมีมิดฟิลด์คนใหม่เข้ามาในทีมห่อนเปิดฤดูกาลหรือไม่

5.บทเรียนเนโก

    การขาด เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ในนัดนี้เนื่องจากอาการบาดเจ็บ ส่งผลเสียหายต่อลิเวอร์พูลเป็นอย่างมาก แผนการสร้างเกมรุกของ คล็อปป์ มักจะมาจากริมเส้นเป็นส่วนใหญ่ซึ่งแบ็กทั้งสองข้างจะต้องเติมขึ้นมีส่วนร่วมตลอด แต่เกมนี้มีค่อนข้างน้อยทีเดียว นักเตะดาวรุ่งอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ ที่ออกสตาร์ทตัวจริงในเกมลีก 3 จาก 5 นัดหลังสุด ยังคงต้องพัฒนาอีกมาก

    เจ้าตัวดูจะเสียความมั่นใจตั้งแต่โดน โอบาเมยอง โยกหลอกและยิงประตูขึ้นนำ เขาเป็นนักเตะที่เสียการครอบครองบอลมากที่สุดในสนาม (3 ครั้ง) เขาเป็นผู้เล่นที่มีเปอร์เซ็นต์จ่ายบอลแม่นยำน้อยที่สุดในทีม (62.5%) คล็อปป์ จึงเลือกเปลี่ยนตัวเขาออกและนำ ทาคูมิ มินามิโนะ ลงสนามแทนหลังผ่านไปหนึ่งชั่วโมงและใช้ โจ โกเมซ​เล่นแบ็กขวาแทน อย่างไรก็ตามเจ้าหนูคนนี้เพิ่งจะอายุ 19 ปีเท่านั้น ยังมีเวลาพัฒนาอยู่มาก หลังจากนี้ก็ต้องเก็บนัดนี้เป็นบทเรียนและพัฒนาตัวเองต่อไป

6.เจอเซียนดวลจุดโทษ

    เกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ 3 จาก 4 ครั้งหลังสุดต้องตัดสินกันด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งเกมนี้ก็มีดราม่าเล็กๆเมื่อ ริอาน บรูว์สเตอร์ ดาวรุ่งฟอร์มแรงที่ในช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมายิงถึง 3 ประตูใน 2 เกม โดย เจอร์เก้น คล็อปป์ ส่งเขาลงสนามในนาทีสุดท้ายเพื่อหวังจะให้ทีมใช้ความคมของเจ้าหนูในการดวลจุดโทษ ทว่าเจ้าตัวดันเป็นคนเดียวที่พลาดจุดโทษทำให้ ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด เป็นอีกคนที่ได้รับบทเรียนจากเกมนี้

    ในขณะเดียวกัน อาร์เซน่อล ถือเป็นเซียนเรื่องการดวลจุดโทษเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านพวกเขาชนะ 8 จากการดวลจุดโทษ 10 ครั้งหลังสุดและเกมนี้ก็เป็นอีกครั้งที่พวกเขาทำได้แถมยิงทั้ง 5 คนไม่พลาดเลยด้วย

7.สนามนี้ของปืน

    ช่วงหลังมานี้ ลิเวอร์พูล ไม่ค่อยได้สัมผัสกับชัยชนะที่สนามเวมบลีย์ สเตเดี้ยมเท่าไหร่นัก หลังจากชนะแค่เกมเดียวจาก 8 นัดหลังสุด (ถ้าไม่นับเกมลีก) หมายความว่านับตั้งแต่ “เดอะ เร้ดส์” เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน ในเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศปี 2012 พวกเขาก็ยังไม่ชนะที่ เวมบลีย์ อีกเลย

    ในทางกลับกันหากจะเรียกสนามนี้ว่าเป็นรังเหย้าที่สองของ อาร์เซน่อล ก็คงไม่ผิดเนื่องจากพวกเขาชนะ 14 จาก 15 นัดหลังสุดที่นี่ โดยครั้งสุดท้ายที่ “ปืนใหญ่” พ่ายแพ้ที่เวมบลีย์ต้องย้อนกลับไปเมื่อปี 2011 ในเกมคาร์ลิ่ง คัพนัดชิงชนะเลิศกับ เบอร์มิ่งแฮม

เมสซี่ กำลังจะหมดลุ้น! 3 แข้งทีมใหญ่ที่เข้าใกล้ วัน แมน คลับ มากที่สุด

เดิมทีหลายคนคิดว่า ลิโอเนล เมสซี่ คงจะอยู่กับ บาร์เซโลน่า ไปตลอดอาชีพการค้าแข้ง หลังจากที่เขาเป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดจนดูแล้วไม่มีวี่แววเลยว่า บาร์เซโลน่า จะยอมขายเขา แถมหลายปีก่อน เมสซี่ ก็ดูมีความสุขสุดๆ จนน่าจะเข้าก๊วน "วัน แมน คลับ" หรือนักเตะที่อยู่กับทีมเดียวตลอดอาชีพการเล่นได้ไม่ยาก
    ที่จริงปัจจุบัน เมสซี่ ก็เป็นนักเตะที่อยู่กับทีมเดิมนานที่สุด ถ้าหากนับเฉพาะ 5 ลีกใหญ่ของทวีปยุโรป (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลา ลีกา สเปน, บุนเดสลีกา เยอรมัน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีก เอิง ฝรั่งเศส) หลังจากเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า มาตั้งแต่ปี 2004 หรือก็คือยู่กับ บาร์เซโลน่า แค่ทีมเดียวมา 16 ปีเข้าไปแล้ว โดย "วัน แมน คลับ" จะไม่นับรวมคนที่เคยโดนปล่อยไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมอื่น ซึ่ง เมสซี่ ก็ไม่เคยไปเล่นให้ทีมไหนในสัญญาเช่าด้วย

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ เมสซี่ กำลังจะอดได้เป็น "วัน แมน คลับ" แล้ว หลังจากที่เจ้าตัวยื่นเรื่องขอย้ายทีมกับต้นสังกัดในช่วงซัมเมอร์นี้ แน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องที่น่าใจสำหรับเจ้าตัวเท่าไหร่ถ้าหากพิจารณาถึงเรื่องที่ว่าการย้ายไปเล่นที่อื่นน่าจะทำให้เขามีความสุข แต่สำหรับแฟนบอลบางส่วนแล้วมันคงน่าเสียดายไม่น้อยที่จะอดเห็น เมสซี่ ได้เป็นคนที่อยู่กับทีมเดียวไปตลอดอาชีพการเล่นซึ่งเป็นประโยคที่ฟังดูเท่พอตัว

    ถ้าว่ากันตามตรงแล้วพักหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีนักเตะระดับโลกที่อยู่กับทีมเดียวไปตลอดอาชีพการเล่นมากเท่าไหร่นัก อย่างคนล่าสุดใน 5 ลีกใหญ่ที่ทำอย่างนั้นได้ก็คือ โรแม็ง ด็องเซ่ ที่แขวนสตั๊ดกับ แร็งส์ ไปเมื่อปี 2018 หรือถ้าจะดูเฉพาะกรณีของนักเตะระดับโลกก็ต้องย้อนไปในปี 2017 ที่ ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพกับ อาแอส โรม่า

    ทั้งนี้ วันนี้เราจะมาดูกันว่าถ้าไม่นับ เมสซี่ แล้วนั้น นักเตะ 3 คนไหนในทีมใหญ่ของทวีปยุโรปที่ยังค้าแข้งอยู่ และเข้าใกล้กับการเป็น "วัน แมน คลับ" มากที่สุด โดยการเข้าใกล้กับการเป็น "วัน แมน คลับ" มากที่สุดนั้น จะวัดจากเรื่องที่ว่านักเตะคนนั้นๆ อยู่กับทีมมานานกี่ปีถ้านับตั้งแต่วันที่ประเดิมสนามให้กับทีมชุดใหญ่ของต้นสังกัด

    – มาร์เซล ชเมลเซอร์ : โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังจากอยู่ในอะคาเดมี่ของ ฟอร์ทูน่า มั๊กเดอบวร์ก และ เอฟเซ มั๊กเดอบวร์ก ระหว่างปี 1997-2001 และ 2001-2005 ตามลำดับแล้วนั้น ชเมลเซอร์ ก็มาเข้าอะคาเดมี่ของ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2005 และได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟเบ-โพคาล นัดที่ ดอร์ทมุนด์ เจอกับ ร็อต-ไวส์ เอสเซ่น เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปี 2008

    แม้ว่าหลังจากนั้นจะยังต้องลงเล่นให้กับทีมสำรองของ ดอร์ทมุนด์ อยู่บ้าง แต่เขาก็ยังโดนเรียกใช้งานในเกมระดับทีมชุดใหญ่อยู่เรื่อยๆ และอยู่กับทีมมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องดังกล่าวทำให้แบ็กซ้ายวัย 32 ปี ได้สัมผัสแชมป์หลายรายการร่วมกับทีม ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีก 2 สมัย, แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล 2 ครั้ง และแชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 3 หน

    จนถึงตอนนี้ ชเมลเซอร์ ลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ดอร์ทมุนด์ ไปแล้วถึง 367 นัดในทุกรายการ พร้อมกับทำได้ 7 ประตู กับอีก 34 แอสซิสต์ โดยแข้งวัย 32 ปี ยังเหลือสัญญากับทีมถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า แต่ก็ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหลังจากนี้เจ้าตัวจะได้ต่อสัญญาแล้วอยู่กับทีมไปจนแขวนสตั๊ดหรือไม่ เพราะพักหลังเขาก็ได้ลงเล่นน้อยลง อย่างซีซั่นก่อนก็ได้ลงเล่นไปเพียง 8 นัดในทุกรายการเท่านั้น

    – โธมัส มุลเลอร์ : บาเยิร์น มิวนิค, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังบอกลา ทีเอสเฟา ปาห์ล มาเข้าอะคาเดมี่ของ บาเยิร์น ในปี 2000 แล้วนั้น มุลเลอร์ ก็มีพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมจนทำให้เขาได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ของ "เสือใต้" เป็นครั้งแรก ในเกมลีกนัดที่เจอกับ ฮัมบูร์ก เอสเฟา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ปี 2008 โดยวันนั้นเขาถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทน มิโรสลาฟ โคลเซ่

    ในฤดูกาล 2008-09 มุลเลอร์ ยังได้ลงเล่นอีก 4 นัดในทุกรายการ โดยเขาทำประตูในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง ที่ชนะ สปอร์ติ้ง ลิสบอน 7-1 ได้ด้วย และหลังจากนั้นเป็นต้นมา มุลเลอร์ ก็เป็นกำลังสำคัญของยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียแทบจะตลอด

    ที่จริงก่อนหน้านี้ มุลเลอร์ สุ่มเสี่ยงที่จะหมดโอกาสเป็น "วัน แมน คลับ" เหมือนกัน หลังจากเขาเคยตกเป็นข่าวย้ายทีอย่างหนาหูในช่วงที่ นิโก้ โควัช เป็นกุนซือ บาเยิร์น เพราะตอนนั้น โควัช มองว่า มุลเลอร์ ไม่น่าจะมีประโยชน์กับทีมมากเหมือนสมัยก่อนแล้วและไม่ค่อยใช้งานเขามากเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สุดท้าย โควัช ก็คิดผิด เพราะนอกจากเขาจะโดนปลดออกจากตำแหน่งโทษฐานที่พาทีมทำผลงานได้แย่แล้วนั้น ดาวเตะวัย 30 ปี ยังโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นสุดๆ จนมีส่วนช่วยให้ บาเยิร์น ได้ทั้งแชมป์ลีก, เดเอฟเบ-โพคาล และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2019-20 ด้วย

    ทั้งนี้ มุลเลอร์ เพิ่งต่อสัญญากับทีมไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา และถ้าไม่เกิดเรื่องแบบตอนที่มี โควัช เป็นกุนซือแล้วล่ะก็ เขาก็น่าจะได้เข้าแก๊ง "วัน แมน คลับ" ได้แบบสบายๆ รวมถึงน่าจะได้แชมป์เพิ่มอีกหลายรายการ โดยปัจจุบันแชมป์ที่เขาได้ร่วมกับทีมมีอย่างเช่นแชมป์ บุนเดสลีกา 9 สมัย, เดเอฟเบ-โพคาล 6 ครั้ง และ แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน

    – เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ : บาร์เซโลน่า, อยู่กับทีมมา 12 ปี
    หลังจากฝึกปรือฝีเท้าอยู่ใน ลา มาเซีย อะคาเดมี่อันเลื่องชื่อของ บาร์เซโลน่า อยู่พักหนึ่ง บุสเก็ตส์ ก็ได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่ในเกมแบบเป็นทางครั้งครั้งแรกในเกมลีกที่เจอกับ ราซิ่ง ซานตานเดร์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน ปี 2008 ซึ่งสุดท้ายแล้วในฤดูกาล 2008-09 หนุ่มน้อย บุสเก็ตส์ ในตอนนั้นก็ได้ลงเล่นในลีกไป 24 เกม

    ความโดดเด่นของ บุสเก็ตส์ ทำให้เขาเป็นกำลังหลักของ บาร์เซโลน่า มาโดยตลอด หนึ่งในตัวอย่างที่สื่อถึงเรื่องนั้นได้อย่างชัดเจนก็คือจนถึงตอนนี้มันมีเพียง 2 ฤดูกาลที่เขาได้ลงเล่นในลีกไม่ถึง 30 นัด ประกอบด้วยซีซั่นแรกตามที่บอกไปในเบื้องต้น และฤดูกาล 2010-11 ที่ได้ลงสนามไป 28 เกม โดยฤดูกาลก่อนเขาก็ยังได้ลงเล่นในลีกถึง 33 เกมด้วยกัน

    ที่จริงก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่า บุสเก็ตส์ จะเป็นหนึ่งในแข้งรุ่นเก๋าของ บาร์เซโลน่า ที่โดน โรนัลด์ คูมัน เทรนเนอร์คนใหม่ปล่อยออกจากทีม แต่ไม่นานมานี้มีข่าวลือว่า คูมัน พร้อมที่จะเก็บเขาเอาไว้ใช้งานต่อ เพียงแต่อาจจะให้เขาได้ลงเล่นน้อยลง ทำให้แข้งวัย 32 ปี ยังพอมีหวังที่จะได้เข้าก๊วน "วัน แมน คลับ" โดยสัญญาของเขากับทีมก็ยังมีผลจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023 ด้วย

ปูด!ลิเวอร์พูลใกล้ซิว “ติอาโก้” ร่วมทัพอีกไม่กี่สัปดาห์

ลิเวอร์พูล พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าตัวตามที่ บาเยิร์น มิวนิค ต้องการเพื่อที่จะดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์เชิงสูงมาปั้นเกมแดนกลางให้กับทัพ "หงส์แดง" โดยงานนี้คาดว่านักเตะจะสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญากับทีมในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้
    ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาลล่าสุด เตรียมที่จะเปิดฉากการเจรจาขั้นสุดท้ายกับ บาเยิร์น มิวนิค เรื่องการดึงตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางมากประสบการณ์ชาวสแปนิช โดยคาดว่า "หงส์แดง" ใกล้จะนำนักเตะมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ ในเร็วๆ นี้

    ดาวเตะวัย 29 ปี ซึ่งเหลือสัญญากับ "เสือใต้" เพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น แสดงความต้องการที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่หลังจากประสบความสำเร็จกับต้นสังกัดตลอดช่วง 7 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะซีซั่น 2019/2020 เขามีส่วนช่วย บาเยิร์น ผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์ (บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก)

    ขณะที่ฝ่าย บาเยิร์น ยอมรับสภาพว่าต้องเสีย ติอาโก้ ออกจากถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า แน่นอนแล้ว แต่กระนั้นพวกเขาก็อยากจะได้ค่าตัวที่สูงสุดในการปล่อยนักเตะออกไป ซึ่งสื่อหลายสำนักในอังกฤษ รายงานไปในทิศทางเดียวกันว่าจุดหมายปลายทางของ ติอาโก้ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะไปร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" 

    ทั้งนี้สื่อในเมืองผู้ดียังได้ระบุเพิ่มว่า บาเยิร์น มิวนิค พร้อมที่จะยอมรับข้อเสนอจำนวน 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,026 ล้านบาท) เพื่อปล่อยตัว ติอาโก้ ออกไป และทางฝั่ง "เดอะ เร้ดส์" ก็ยินดีที่จะจ่ายเงินในจำนวนดังกล่าว พร้อมทั้งจะมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้