ลีกเอิงคลอดโปรแกรมซีซันใหม่, เริ่ม 22 ส.ค.

ลีกสูงสุดแดนน้ำหอมคลอดโปรแกรมฤดูกาลใหม่ออกมาแล้ว โดยจะเปิดฉากในสัปดาห์ที่ 22-23 สิงหาคม

ลีกเอิง ประกาศโปรแกรมแข่งในฤดูกาล 2020/21 ออกมาแล้ว โดยมีกำหนดเปิดสนามในสุดสัปดาห์ที่ 22-23 สิงหาคม

ฟุตบอลลีกฝรั่งเศสตัดสินใจตัดจบฤดูกาลไปตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส-19 และรัฐบาลไม่อนุญาตให้มีการแข่งขันกีฬาทุกชนิดไปจนถึงเดือนกันยายน

อย่างไรก็ดี ล่าสุดสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นมากแล้ว ขณะที่ลีกอื่น ๆ ก็กลับมาแข่งขันกันตามปกติ นั่นทำให้รัฐบาลฝรั่งเศสไฟเขียวให้กีฬากลับมาแข่งได้แล้ว แถมยังเปิดโอกาสให้แฟนบอลได้เข้าไปชมในสนามได้ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคมเป็นต้นไป โดยมีข้อแม้ว่าห้ามเกิน 5,000 คน

ล่าสุดลีกเอิงจึงเดินหน้าจัดการแข่งขันฤดูกาลใหม่อย่างเต็มกำลัง และคลอดโปรแกรมออกมาแล้ว ซึ่งจะเล่นกันในเดือนหน้า

โปรแกรมนัดแรกของลีกเอิง ฤดูกาล 2020/21

มาร์กเซย – แซงต์ เอเตียน

ลีลล์ – แรนส์

เปแอสเช – เม็ตซ์

โมนาโก – แร็งส์

นีซ – ล็องส์

ดิฌง – อองเชร์

มงต์เปลลิเยร์ – ลียง

บอร์กโดซ์ – น็องส์

ลอริยองต์ – สตราส์บรูก

นีมส์ – แบรส

มาสนามซ้อมแล้วด้วย!เอสเซียงเผยเกือบซบลิเวอร์พูลช่วงละอ่อน

ไมเคิ่ล เอสเซียง ระบุ สมัยอยู่กับ บาสเตีย เคยเกือบจะมาซบ ลิเวอร์พูล แล้ว โดยตอนนั้นถึงขั้นมาเจรจาการย้ายทีมถึง เมลวู้ด สนามซ้อมของ "หงส์แดง" ด้วย
    ไมเคิ่ล เอสเซียง กองกลางประสบการณ์สูงชาวกานา เปิดเผยว่าตอนช่วงแรกๆ ในอาชีพการค้าแข้งตนเคยเกือบที่จะย้ายมาเล่นให้ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    เอสเซียง เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักเตะอาชีพกับ บาสเตีย ในปี 2000 ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ โอลิมปิก ลียง ในปี 2003 แล้วจากนั้นก็มาสร้างชื่อกับ เชลซี ในปี 2005 ส่วนตอนนี้แข้งวัย 37 ปีกำลังเล่นให้กับ ซาบาอิล สโมสรในประเทศอาเซอร์ไบจาน

    เอสเซียง เผยว่า "ผมได้รับข้อเสนอเยอะมาก (ตอนอยู่ บาสเตีย) ผมเกือบจะได้ย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในตอนที่ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ยังเป็นโค้ชของที่นั่นด้วย ผมถึงขั้นไปที่ เมลวู้ด เพื่อพบกับโค้ชของพวกเขาด้วยซ้ำ เรามีการเจรจากัน แล้วจากนั้นผมก็กลับไปที่ฝรั่งเศส แต่ผมก็ยังได้รับข้อเสนอจาก เปแอสเช และ โอลิมปิก มาร์กเซย เพิ่มอีก"

    "อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นผมบอกกับ บาสเตีย ไปว่าผมไม่อยากย้ายไปไหนทั้งนั้น และตอนนั้นพวกเขาก็ไม่อยากขายผมเหมือนกัน เพราะพวกเขาอยากให้ผมอยู่กับทีมต่อไปอีก 1 ฤดูกาล ซึ่งผมก็โอเคกับเรื่องนั้น เพราะผมเองก็ไม่ได้อยากย้ายออกจากทีมอยู่แล้ว ดังนั้นผมเลยอยู่กับทีมต่ออีก 1 ฤดูกาล จนทำให้ผมได้อยู่กับทีมเป็นซีซั่นที่ 3"

    "จากนั้น ลียง ก็เข้ามาให้ความสนใจในตัวผมเช่นเดียวกับ 3 ทีมในเบื้องต้น ตอนนั้นผมคิดว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะไปเล่นที่อังกฤษ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมย้ายไปอยู่กับ ลียง แล้วจากนั้นค่อยย้ายไปอยู่กับ เชลซี ในยุคของ มูรินโญ่ ลียง เป็นทีมโปรดของผมในตอนที่ผมย้ายไปเล่นที่ฝรั่งเศสอยู่แล้ว เพราะพวกเขากวาดแชมป์ได้ในทุกรายการที่ลงเล่น ผมบอกกับเอเยนต์ของผมว่าถ้าเกิด ลียง ให้ความสนใจในตัวผมแล้วล่ะก็ ผมก็อยากจะย้ายไปอยู่กับพวกเขา"

 

ลีกเอิงตัดจบฤดูกาล, เปแอสเชซิวแชมป์



ลีกเอิงประกาศตัดจบฤดูกาลอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบตำแหน่งแชมป์ให้เปแอสเช หลังรัฐบาลสั่งห้ามจัดอีเวนต์กีฬาจนถึงเดือนกันยายน

สหพันธ์ฟุตบอลลีกฝรั่งเศส (LFP) ตัดสินใจประกาศตัดจบศึกลีกเอิงและลีกเดอซ์ ฤดูกาล 2019-2020 อย่างเป็นทางการเรียบร้อย หลังจากรัฐบาลฝรั่งเศสสั่งห้ามไม่ให้แข่งขันต่อ

รัฐบาลฝรั่งเศสเพิ่งจะมีคำสั่งล่าสุดเมื่อวันอังคาร เรื่องการห้ามจัดแข่งขันกีฬาทุกชนิดไปจนถึงเดือนกันยายน ซึ่งทำให้เป็นไฟต์บังคับที่ฟุตบอลลีกของฝรั่งเศสจะต้องปิดฉากฤดูกาลนี้ไปโดยปริยาย

ล่าสุด LFP เลือกใช้วิธีตัดสินบทสรุปต่าง ๆ ของลีกเอิง ด้วยการใช้วิธีคิดคะแนนเฉลี่ยต่อเกม นั่นคือการนำจำนวนคะแนนที่ได้มาหารกับจำนวนที่ลงเล่นไปแล้ว ทำให้ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยต่อเกมมากที่สุดจำนวน 2.52 คว้าแชมป์ไปครอง (มี 68 แต้ม จาก 27 นัด)

ส่วนทีมที่จะโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าทั้งหมด 3 ทีม นอกเหนือจากแชมป์อย่างเปแอสเชแล้ว ก็ได้แก่อีกสองทีมอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ซึ่งจบอันดับ 2 ด้วยการมีแต้มเฉลี่ยมต่อเกมที่จำนวน 2.00 (มี 56 แต้ม จาก 28 นัด) ตามด้วยอันดับ 3 แรนส์ ซึ่งแต้มเฉลี่ยมต่อเกมที่จำนวน 1.79 (มี 50 แต้ม จาก 28 นัด)

ส่วนทีมที่จะต้องตกชั้นลงไปเล่นไปลีกเดอซ์นั่นคือสองทีมอย่าง อาเมียงส์ อันดับ 19 ที่มีแต้มเฉลี่ยต่อเกม 0.82 (มี 23 แต้ม จาก 28 นัด) และ ตูลูส อันดับ 20 สุดท้ายของตาราง ที่มีแต้มเฉลี่ยต่อเกม 0.46 (มี 13 แต้ม จาก 28 เกม) ขณะที่สองทีมจะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาจากลีกเดอซ์ก็ ได้แก่ ลอริยองต์ ทีมแชมป์ รวมถึง ล็องส์ ทีมรองแชมป์

ขณะที่เกมเพลย์ออฟเลื่อนชั้น/ตกชั้นของทีมอันดับ 18 จากลีกเอิง กับทีมอันดับ 3 จากลีกเดอซ์ ในฤดูกาลนี้ก็ถูกยกเลิกไปด้วย ส่งผลให้ นีมส์ ทีมอันดับ 18 ของลีกเอิงที่มีแต้มเฉลี่ยต่อเกม 0.96 (มี 27 แต้ม จาก 28 นัด) รอดตกชั้นและยังได้เล่นในลีกเอิงต่อไปในฤดูกาลหน้า

เอ็มบั๊ปเป้ จะลบล้างคำสาป ? ย้อนดูอาถรรพ์ ลิเวอร์พูล กับแข้งชาวฝรั่งเศส

มันไม่น่าแปลกใจอะไรที่ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะตกเป็นข่าวให้ความสนใจในตัว คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ กองหน้าคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ตลอดช่วงหลายเดือนก่อน เพราะดาวเตะวัย 21 ปีมีผลงานที่สุดยอดจากการทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ และยังเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์ ฟุตบอลโลก 2018 ด้วย
    กระแสข่าวระหว่าง เอ็มบั๊ปเป้ กับ ลิเวอร์พูล รุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงที่มีการลือว่า "หงส์แดง" กำลังจะเซ็นสัญญากับ ไนกี้ เพราะมันหมายความว่า ลิเวอร์พูล จะมีงบเสริมทัพให้ใช้มากขึ้น และสุดท้าย ลิเวอร์พูล ก็จับมือกับ ไนกี้ จริงๆ และไม่นานมานี้ เดอะ ซัน สื่อของอังกฤษก็ลือว่า เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (เอฟเอสจี) กลุ่มเจ้าของทีม ลิเวอร์พูล กำหนดให้ เอ็มบั๊ปเป้ เป็นตัวแทนของ ซาดิโอ มาเน่ ถ้าหากพวกเขาต้องเสียดาวเตะชาวเซเนกัลให้กับ เรอัล มาดริด ในอนาคต

    อย่างไรก็ตาม ถ้าจะบอกว่าที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ไม่ถูกโฉลกกับดาวเตะสัญชาติฝรั่งเศสมันก็คงไม่ผิดนัก เพราะบทสรุปของนักเตะชาวฝรั่งเศสกับ ลิเวอร์พูล มักจะจบลงแบบไม่สวยอยู่เสมอ และนี่คือตัวอย่างของแข้งเหล่านั้น

    – บรูโน่ เชย์รู
    "นิว ซีดาน" คือฉายาที่ เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ตั้งให้กับ เชย์รู ในตอนที่ดึงเขามาจาก ลีลล์ ได้เมื่อปี 2002 ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่ตอนนั้น อุลลิเย่ร์ จะมีความเชื่อแบบนั้น เพราะว่า เชย์รู เล่นได้โดดเด่นกับ ลีลล์ ด้วยการทำไป 32 ประตู จากการลงเล่นในทุกรายการ 111 นัด ทั้งที่เพิ่งขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้เมื่อปี 1998 แถมเขายังเคยทำประตูใส่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ด้วย

 


 

    อย่างไรก็ตาม ค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล เสียไปให้กับ เชย์รู ก็กลายเป็นเงินที่ไม่คุ้มค่าเอาซะเลย เชย์รู ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งอันคงเส้นคงวาตามที่ถูกคาดหวังได้ จนสุดท้ายได้ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปเพียง 48 นัดในทุกรายการ พร้อมกับทำได้ 5 ประตูเท่านั้น โดยในช่วงที่มีสัญญากับ ลิเวอร์พูล เขาเคยโดนปล่อยให้ โอลิมปิก มาร์กเซย กับ บอร์กโดซ์ ยืมตัวไปใช้งานด้วย ก่อนที่จะบอกลาทีมในปี 2006 เพื่อไปอยู่กับ แรนส์

    – นิโกล่าส์ อเนลก้า
    ในฤดูกาล 2001-02 ลิเวอร์พูล ตัดสินใจยืม อเนลก้า มาจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง โดยที่ อุลลิเย่ร์ หวังว่าหัวหอกเลือดน้ำหอมจะหาฟอร์มเก่งเมื่อสมัยอยู่กับ อาร์เซน่อล เจอ และช่วยทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้

 


 

    น่าเสียดายที่เขาทำอย่างนั้นไม่สำเร็จ อเนลก้า ทำประตูในสีเสื้อ ลิเวอร์พูล ได้เพียง 5 ลูก จากการลงเล่น 22 นัดในทุกรายการ สุดท้ายแล้ว อุลลิเย่ร์ ก็ไม่ซื้อขาดเขา โดยหลังจากนั้น อเนลก้า ได้ไปเล่นให้ทีมอื่นใน พรีเมียร์ลีก อย่างเช่น แมนฯ ซิตี้ และ เชลซี พร้อมกับทำประตูได้ดีในระดับหนึ่งด้วย

    – อ็องโตนี่ เลอ ตัลเล็ก
    อีกหนึ่งแข้งชาวฝรั่งเศสที่ อุลลิเย่ร์ ดึงมาอยู่กับทีม เลอ ตัลเล็ก ได้รับการจับตามองตอนอยู่กับอะคาเดมี่ของ เลอ อาฟร์ แถมยังทำผลงานได้โดดเด่นกับทีมชาติฝรั่งเศสรุ่นเล็กทั้งชุดที่เป็นรองแชมป์ศึก ยูโร รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ในปี 2001 กับทีมชุดแชมป์ฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ในปีเดียวกันด้วย

 


 

    อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เซ็นสัญญากับ ลิเวอร์พูล ในปี 2001 แล้วนั้น เลอ ตัลเล็ก ก็แทบจะไม่มีช่วงเวลาที่น่าประทับใจในสีเสื้อของ ลิเวอร์พูล เลย โดยเขาเคยต้องตระเว้เล่นแบบยืมตัวกับ แซงต์ เอเตียน, ซันเดอร์แลนด์, โซโชซ์ และ เลอ ม็องส์ ด้วย ก่อนที่ เลอ ม็องส์ จะซื้อขาดเขาในช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2008

    – ฌิมี่ ตราโอเร่
    แม้ว่า ตราโอเร่ จะเล่นให้กับทีมชาติมาลี แต่เดิมทีเขาเกิดที่หน่วยการปกครองท้องถิ่นแซงต์-อีน-ซูร์-เซน ประเทศฝรั่งเศส โดยที่เขาย้ายจาก ลาวัล ทีมในฝรั่งเศส มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 1999

 


 

    แม้ว่าจะมีดีกรีเป็นแชมป์ แชร์ริตี้ ชิลด์ 1 สมัย, ลีก คัพ 1 ครั้ง, เอฟเอ คัพ 1 หน รวมถึงได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาล 2004-05 ร่วมกับ ลิเวอร์พุล แต่ ตราโอเร่ ก็ได้ลงเล่นในระดับเกิน 25 นัดในทุกรายการให้กับทีมเพียงแค่ 2 ซีซั่น และแน่นอน สิ่งที่ "เดอะ ค็อป" หลายคนยังจำได้ไม่ลืมก็คือ "ตราโอเร่ เทิร์น" อันเลื่องชื่อของเขา ที่เป็นการทำเข้าประตูตัวเองในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3 นัดที่ ลิเวอร์พูล เจอกับ เบิร์นลี่ย์ เมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2005 โดยมันเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนั้นด้วย ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องตกรอบอย่างรวดเร็ว

    – ฟลอร็องต์ ซินาม่า ปงโกลล์
    ปงโกลล์ ย้ายจาก เลอ อาฟร์ มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2001 หรือก็คือช่วงเดียวกัลบ เลอ ตัลเล็ก นั่นเอง โดยทั้งคู่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และเขาก็ถึงขั้นเคยได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ในปี 2001 ด้วย หลังจากในรายการนั้นเขาทำได้ 9 ประตู จนเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ และช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสชุดนั้นได้แชมป์ไปครอง

 


 

    ที่จริงในช่วงแรกๆ ปงโกลล์ ดูเหมือนจะพอมีอนาคตกับ ลิเวอร์พูล หลังจากทำประตูได้บ้าง แต่สุุดท้ายเขาก็แจ้งเกิดกับทีมไม่ได้ แถมยังเคยโดนปล่อยให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ยืมตัวไปใช้งานอีก จนสวุดท้ายก็ต้องบอกลาทีมในปี 2006 เพื่อไปอยู่กับ เรเครอาติโบ สโมสรในสเปน

    – ดาวิด เอ็นก็อก
    "พวกเขาสามารถหานักเตะอย่าง เอ็นก็อก เจอได้ เด็กคนนี้เป็นนักเตะที่มีคุณภาพสูงที่มีราคาไม่แพง" เป็นคำพูดที่ ราฟาเอล เบนิเตซ เคยใช้เพื่อชมเครือข่ายแมวมองของ ลิเวอร์พูล ในตอนที่ทีมของเขาสามารถคว้าตัว เอ็นก็อก มาจาก ปารีสฯ เมื่อปี 2008 ได้

 


 

    น่าเศร้าที่ เอ็นก็อก ไม่สามารถทำผลงานได้ตามที่ เบนิเตซ เคยพูดเอาไว้ ถึงแม้เขาจะได้ลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไปถึง 94 นัดในทุกรายการ แต่เจ้าตัวกลับทำได้เพียง 19 ประตู และสุดท้ายเขาก็ต้องบอกลา แอนฟิลด์ แล้วไปอยู่กับ โบลตัน ในปี 2011

    – โมฮาเหม็ด ซิสโซโก้
    ซิสโซโก้ ก็เหมือนกับ ตราโอเร่ แม้ว่าเขาจะเล่นเกมระดับทีมชาติให้กับทีมชาติมาลี แต่ที่จริงแล้วเขาเกิดในหน่วยการปกครองท้องถิ่นมงต์-แซงต์-อายน็อง และเขาก็เริ่มอาชีพการเล่นของตัวเองกับ ทรัวส์ ทีมในเมืองน้ำหอมด้วย

 


 

    ซิสโซโก้ ได้ย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เมื่อปี 2005 หลังจากทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่งกับ บาเลนเซีย ซึ่งในฤดูกาลแรกเขาก็ถือเป็นกำลังสำคัญของทีมคนหนึ่ง จากการได้ลงเล่นไป 46 นัดในทุกรายการ แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้ลงเล่นน้อยลง และสุดท้ายก็ย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ในปี 2008

    – มามาดู ซาโก้
    ตอนที่ ลิเวอร์พูล จ่ายเงินไป 18 ล้านปอนด์ เพื่อดึงตัวเขามาจาก ปารีสฯ ในปี 2013 ได้นั้น หลายคนมองว่ามันเป็นดีลที่คุ้มค่าสำหรับ "หงส์แดง" เพราะช่วงนั้น ซาโก้ เป็นกองหลังที่ได้รับการจับตามองมากคนหนึ่ง และ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็เคยชมเขาว่าเป็น "สัตว์ร้ายในการซ้อม" ด้วย

 


 

    อย่างไรก็ตาม ซาโก้ ก็โดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงานอยู่บ้างจนทำให้ไม่ได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง และพอ ลิเวอร์พูล เปลี่ยนกุนซือจาก ร็อดเจอร์ส มาเป็น เจอร์เก้น คล็อปป์ กองหลังชาวฝรั่งเศสก็ไปทำให้ คล็อปป์ ไม่พอใจ จนสุดท้ายไม่ได้อยู่กับทีมต่อ

    – ฌิบริล ซิสเซ่
    ผลงาน 88 ประตู จากการลงเล่น 166 นัดในทุกรายการกับ โอแซร์ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจดึงหัวหอกเลือดน้ำหอมรายนี้มาร่วมทัพในปี 2004 ซึ่งในช่วงแรกๆ เขาก็เล่นได้ดีพอตัวจนดูเหมือนจะเป็นความหวังให้กับทีมได้

 


 

    อย่างไรก็ตาม โชคชะตาช่างโหดร้าย ในเกมที่เจอกับ แบล็คเบิร์น เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ปี 2004 ซิสเซ่ ต้องขาหักจากการโดน เจย์ แม็คอีฟลี่ย์ เข้าสกัดจนต้องพักเป็นเวลานาน และแม้ว่าเขาจะกลับมาลงสนามได้ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวก็ไม่ดีเหมือนเก่า ซ้ำร้ายตอนที่เขาเล่นให้ทีมชาติฝรั่งเศสในเกมอุ่นเครื่องกับ จีน เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2006 ซิสเซ่ ก็ขาหักอีกรอบ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องบอกลาทีมในปี 2007

ตำนานทั้งนั้น! เกิดอะไรขึ้นบ้างกับ 26 แข้งแมนยูที่ “ฟาน กัล” เขี่ยพ้นทีม

"หลุยส์ ฟาน กัล" เข้ามาใช้เงินมหาศาลในการเสริมทัพเพื่อพา แมนฯ​ยูไนเต็ด ลุ้นแชมป์ แม้เขาจะช่วยให้ทีมคว้าถ้วย เอฟเอ คัพ หลังจากเข้ามาแทนที่ เดวิด มอยส์ แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขารักษาเก้าอี้กุนซือที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไว้ได้ ในทางกลับกันตลอดสองปีกับ "ปีศาจแดง" นายใหญ่ชาวฮอลแลนด์ปฏิบัติการเขี่ยผู้เล่นทิ้งสโมสรมาแล้วมากมายถึง 26 คน ดังนั้นเราดูกันว่าหลังจากพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้สวมเสื้อผีแดงแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
อังเคล ดิ มาเรีย – เคยเป็นนักเตะค่าตัวสถิติสโมสรในราคา 59.7 ล้านปอนด์จาก เรอัล มาดริด แถมปีกชาวอาร์เจนไตน์สวมเสื้อหมายเลข 7 ด้วยแต่สุดท้ายโชว์ฟอร์มไม่ออกและปรับตัวกับทีมไม่ได้จนถูกขายให้ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในราคา 44.3 ล้านปอนด์ทั้งที่เพิ่งมาแค่ซีซั่นเดียว

แดนนี่ เวลเบ็ค – เด็กปั้นจากอคาเดมี่ของผีแดงเอง เคยยิงประตูสำคัญให้แมนฯ ยูไนเต็ดอยู่บ้างแต่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บบ่อยเลยถูกขายให้คูแข่งร่วมลีกอย่าง อาร์เซน่อล ในราคา 16 ล้านปอนด์ ทว่าอดีตกองหน้าปีศาจแดงยังบาดเจ็บต่อเนื่องจึงได้ลงสนามน้อยจนเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วถูกขายให้ วัตฟอร์ด แบบฟรี

ฮาเวียร์  เอร์นานเดซ – ถือเป็นขวัญใจแฟนผีแดงคนหนึ่ง เขาถูกปล่อยยืมตัวไป เรอัล มาดริด ก่อนขายขาดให้ เลเวอร์คูเซ่น ในฤดูกาลถัดมา กระทั่งปี 2017 เขากลับมายังพรีเมียร์ลีกโดยเล่นให้กับ เวสต์แฮม และย้ายไปค้าแข้งกับเซบีย่าหนึ่งฤดูกาลเมื่อปีที่แล้วก่อนช่วงตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมาจะบินไกลไปเมเจอร์ลีกซบ แอลเอ กาแล็กซี่

จอนนี่ อีแวนส์ – อดีตกองหลังผีแดงย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 เพื่อไปอยู่กับ เวสต์บรอม เป็นเวลา 3 ซีซั่นพร้อมกับทำผลงานดีจน เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อมาในราคาเพียง 3.5 ล้านปอนด์ และกลายเป็นส่วนหนึ่งที่พา “จิ้งจอกสยาม” คว้าแชมป์

ชินจิ คากาวะ – ทำผลงานเด่นกับดอร์ทมุนด์จนได้ย้ายมาผีแดงในยุคของเซอร์ อเล็กซ์ ทว่าในยุคของนายใหญ่ฮอลแลนด์เขาไม่ได้รับโอกาสมากนักจึงโดนขายกลับไป “เสือเหลือง” ในปี 2014  แต่เจ้าตัวก็ยังเค้นฟอร์มไม่ออกจนถูกปล่อยยืมไปให้ เบซิคตัส ก่อน เรอัล ซาราโกซ่า จะสอยตัวไปเมื่อปีที่แล้ว

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ – หลังจากยิงประตูถล่มทลายพาผีแดงคว้าแชมป์ปี 2013 “อาร์วีพี” ซัลโวตาข่าย 28 ประตูช่วงสองซีซั่นถัดมากระทั่ง ฟาน กัล ขายเขาให้ เฟเนร์บาห์เช่ ก่อนย้ายกลับไปยังทีมที่ปั้นเขามาอย่าง เฟเยนูร์ด และแขวนสตั๊ดในปี 2019

นานี่ – หลังจาก ฟานกัล เข้ามารับตำแหน่ง นานี่ ก็ถูกปล่อยยืมตัวไป สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในทันทีก่อนถูกขายแบบถาวรให้กับ เฟเนร์บาห์เช่ และพเนจรไปอยู่ทั้ง บาเลนเซีย, ลาซิโอ และสปอร์ติ้ง ลิสบอน ปัจจุบันเขาค้าแข้งในเมเจอร์ลีกกับ ออร์แลนโด้ ซิตี้

อเล็กซานเดอร์ บุตต์เนอร์ – เมื่อไม่ได้รับโอกาสมากเท่าไหร่นัก บุตต์เนอร์ ก็ย้ายออกจากแมนฯ ยูไนเต็ด สวนทางกับ หลุยส์ ฟานกัล ที่เพิ่งเข้ามาคุมผีแดง โดยไปค้าแข้งกับ ดินาโม มอสโก หลังจากนั้นก็ย้ายไปทั้ง อันเดอร์เลชท์, วิเทสส์ และเพิ่งจะเก็บกระเป๋าไปอยู่กับ นิว อิงแลนด์ เรฟโวลูชั่น ในเมเจอร์ลีกเมื่อตลาดหน้าหนาวที่ผ่านมา

วิลฟรีด ซาฮา – เป็นนักเตะคนสุดท้ายที่ป๋า “เฟอร์กี้” ซื้อเข้ามาในทีม แต่การค้าแข้งที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นไปด้วยความยากลำบาก เขาจึงย้ายกลับไปอยู่กับ คริสตัล พาเลซ ​แบบถาวรเมื่อปี 2015 หลังจากก่อนหน้านี้เคยถูกปล่อยยืมตัวมาแล้ว

ราฟาเอล – หลังจากค้าแข้งมา 7 ปีกับสโมสร เขาก็ย้ายออกไปอยู่กับ โอลิมปิก ลียง ในปี 2015 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน

เบเบ้ – หนึ่งในความล้มเหลวของประวัติศาสตร์การซื้อตัวของผีแดง เบเบ้ ย้ายออกจากทีมถาวรไปอยู่กับ เบนฟิก้า ในปี 2014 และค้าแข้งกับทั้ง กอร์โดบา (ยืมตัว), ราโย บาเยกาโน่ (ยืมตัว), เออิบาร์ ก่อน  ราโย บาเยกาโน่ จะซื้อขาดในปี 2018

ไมเคิ่ล คีน – ลงเล่นในทีมชุดใหญ่แค่นัดเดียวเท่านั้นก่อนจะย้ายไป เบิร์นลีย์ และทำผลงานยอดเยี่ยมจน เอฟเวอร์ตัน สอยมาด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์

ปาทริซ เอวร่า – ตำนานของสโมสรที่ค้าแข้งมา 8 ปีก่อน ฟานกัล จะขายเขาไปอยู่ ยูเวนตุส ปี 2014 ต่อมาก็ย้ายไปลุยลีกเอิงกที่ โอลิมปิก มาร์กเซย อยู่สักพักก่อนจะกลับมาพรีเมียร์ลีกกับ เวสต์แฮม และแขวนสตั๊ดปี 2018

อันเจโล่ เอ็นริเกซ – อีกนักเตะที่สอดแทรกในทีมชุดใหญ่ไม่ได้ โดนปล่อยยืมมาทั้ง วีแกน, เรอัล ซาราโกซ่า และดินาโม ซาเกร็บ ก่อนทีมหลังสุดนี้จะซื้อขาด กระทั่งเขาย้ายกลับไปค้าแข้งที่บ้านเกิดชิลี

รีซ เจมส์ – ดาวรุ่งของทีมโดนขายให้กับ วีแกน ปี 2015 ก่อนย้ายไปอยู่กับ ซันเดอร์แลนด์ หนึ่งซ๊ซั่น ปัจจุบันเขาค้าแข้งกับ ดอนคาสเตอร์ โรเวอร์ ในลีกวัน

เนมานย่า วีดิช – อีกหนึ่งตำนานที่ค้าแข้งมา 9 ปีที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด กระทั่งปี 2014 เขาถูกขายไป อินเตอร์ มิลาน และแขวนสตั๊ดเดือนมกราคม ปี2016

ริโอ เฟอร์ดินาน – ตำนานกองหลังของทีมย้ายไปค้าแข้งกับ ควีนส์ปาร์ค หนึ่งฤดูกาลก่อนแขวนสตั๊ดเมื่อทีมตกชั้นไปเล่นแชมเปี้ยนชิพ

ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ – หลังหายจากอาการลำไส้อักเสบเรื้อรัง เฟล็ทเชอร์ ก็ย้ายไปค้าแข้งกับ เวสต์บรอม 3 ฤดูกาลก่อนรีไทร์กับทีม สโต๊ค ซิตี้

แอนเดอร์สัน – ถูกปล่อยตัวออกจากทีมปี 2015 และกลับไปยังค้าแข้งในบ้านเกิดอย่าง บราซิล ก่อนจะประกาศแขวนสตั๊ดหลังย้ายมาเล่นในลีกตุรกีกับ อดาน่า เดมิร์สปอร์

อันเดอร์ส ลินเดการ์ด – ไม่สามารถยึดมือหนึ่งในปีศาจแดงได้ทำให้ถูกขายไป เวสต์บรอม หลังจากนั้นก็ย้ายไป เปรสตัน, เบิร์นลีย์ และเฮลซิงบอร์ก

ทอม เคลฟเวอร์ลีย์ – กองกลางผีแดงโดนปล่อยไปอยู่กับ เอฟเวอร์ตัน ในปี 2015 และยังค้าแข้งกับ วัตฟอร์ด จนถึงปัจจุบัน

เฟเดริโก้ มาเคด้า – เปิดตัวสวยแต่สุดท้ายไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ จึงถูกขายให้ คาร์ดิฟฟ์ ในปี 2014 ที่ตอนนั้น โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คุมทัพอยู่ ก่อนย้ายไปอยู่ โนวาร่า ในอิตาลี และปัจจุบันค้าแข้งกับ พานาธิไนกอส

เบน อามอส – โดนปล่อยยืมมาถึง 6 สโมสรในช่วงที่ค้าแข้งกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก่อน ฟานกัล จะขายทิ้งให้ โบลตัน แต่ก็ยังโดนยืมตัวไปทั้ง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้, ชาร์ลตัน, มิลล์วอลล์ และสุดท้ายถูกขายขาดให้ ชาร์ลตัน ปี 2019

ทอม ธอร์ป – กองหลังที่เคยเป็นดาวรุ่งของผีแดง โดนขายให้ ร็อตเธอร์แฮม ยูไนเต็ด แต่ก็ถูกขายต่อให้ แอตเลติโก โกลกาตา ในลีกอินเดีย ตอนนี้เป็นนักเตะฟรีเอเจ้นท์หลังหมดสัญญาปี 2018

ดาวิเด เปตรุซซี่ – อดีตมิดฟิลด์ผีแดงถูกปล่อยตัวไปอยู่ ซีเอฟอาร์ คลูจ์ และถูกขายต่อให้ เคย์เคอร์ ริเซสปอร์ ปัจจุบันอยู่กับ อัสโคลี่ ทีมในเซเรีย บี อิตาลี

วานย่า มิลินโควิช-ซาวิช – นายด่านซึ่งเป็นน้องชายของ เซอร์เก้ มิลินโควิช-ซาวิช โดยขายให้ เลเชีย กอเดนซ์ ในลีกโปแลนด์ก่อน โตริโน่ ซื้อขาดมา ปัจจุบันโดนปล่อยยืมตัวมาอยู่ สตองดาร์ ลีแอช