กำหนดครบทุกนัด! ฟีฟ่า เผยโปรแกรม ฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ย้ายเตะปลายปี

สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) ได้เปิดเผยโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบสุดท้าย ที่ประเทศกาตาร์ ออกมาอย่างเป็นทางการ ผ่านเว็บไซต์ทางการของ ฟีฟ่า เมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

การแข่งขันในครั้งที่จะถึงนี้จะมีการย้ายมาเตะกันในช่วงหน้าหนาว ระหว่างวันที่ 21 พฤศจิกายน – 18 ธันวาคม ปี 2022 โดยจะใช้ทั้งหมด 8 สนาม ในการแข่งขันทั้งทัวร์นาเมนต์

ส่วนสาเหตุที่มีความจำเป็นต้องย้ายมาเตะกันในช่วงหน้าหนาวก็เพราะการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) ที่ทำให้การแข่งขันระดับสโมสรของทุกทวีปต้องถูกเลื่อนออกไปทั้งหมด

โดยเกมแรกในการเปิดสนามจะแข่งขันกันที่สนาม อัล บายัต สเตเดี้ยม ความจุ 60,000 ที่นั่ง ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2020 และนัดชิงชนะเลิศ ที่สนาม ลูซิล สเตเดี้ยม ความจุ 80,000 ที่นั่ง ในวันที่ 18 ธันวาคม 2020

สำหรับ การแข่งขันตามโปรแกรมในรอบแบ่งกลุ่มจะแข่งขันวันละ 4 คู่  (เวลา 17.00 น., เวลา 20.00 น., เวลา 23.00 น. และ เวลา 02.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)  จนครบรอบแรกภายใน 12 วัน ก่อนที่จะโคจรสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่จะเตะกันวันละ 2 คู่ ยาวไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ

ให้พาสปอร์ตเลย!มัทเธอุสงงคนอาร์เจนไม่รัก “เมสซี่”

โลธาร์ มัทเธอุส  ตำนานทีมชาติเยอรมนี และบาเยิร์น มิวนิค งงไม่หายที่ชาวอาร์เจนไตน์ไม่ปลื้ม ลิโอเนล เมสซี่ เพียงแค่ยังไม่สามารถนำทัพ "ฟ้าขาว" ประสบความสำเร็จ ระบุหากไม่รัก สตาร์บาร์เซโลน่า ทางดินแดนไส้กรอก พร้อมอ้าแขนต้อนรับและจะมอบพาสปอร์ตให้ด้วย

    โลธาร์ มัทเธอุส ตำนานดาวเตะชาวเยอรมัน ยิงมุกเด็ดมอบพาสปอร์ตให้กับ ลิโอเนล เมสซี่ ถ้าหากชาวอาร์เจนตินารู้สึกไม่ชื่นชอบตัวเขา พร้อมระบุไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนร่วมชาติของ สตาร์ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ถึงไม่รักนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก

    เมสซี่ ผงาดคว้าแชมป์ถึง 34 รายการร่วมกับ บาร์ซ่า แต่นักเตะยังไม่สามารถสร้างความสำเร็จในเวลาระดับประเทศ โดยแพ้ในรอบชิงชนะเลิศรายการสำคัญถึง 4 ครั้ง ทำให้ อาร์เจนตินา ยังต้องรอคอยแชมป์ระดับชาติต่อไปนับตั้งแต่ที่ทำสำเร็จเมื่อปี 1993 (โกปา อเมริกา)

    ด้วยความที่ยังไม่สามารถนำแชมป์มาสู่ทัพ "ฟ้าขาว" ได้จึงทำให้โดนนำไปเปรียบเทียบกับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ซึ่งประสบความสำเร็จในการนำบ้านเกิดคว้าแชมฟุตบอลโลก 1986 แต่ในระดับสโมสรผลงานเทียบ เมสซี่ ไม่ได้เลย โดยเรื่องนี้ มัทเธอุส ยอมรับว่ายังงงไม่หายที่เห็นชาวอาร์เจนไตน์ไม่ปลื้ม ดาวเตะเจ้าของบัลลงดอร์ 6 สมัย

        "ผมแทบไม่อยากเรื่องนี้เลย ถ้าคุณไม่ชอบ เมสซี่ เขาสามารถย้ายมาที่ เยอรมนี ได้ตลอดเวลา เราพร้อมอ้าแขนต้อนรับเขา และเราจะมอบพาสปอร์ตให้กับเขาด้วย ผมไม่เข้าใจเรื่องนี้จริงๆ มันก็เหมือนกับการพูดว่า มาราโดน่า หรือ เมสซี่ ใครเก่งกว่านั้น อาร์เจนติน่า โชคดีมากๆ ที่มีนักเตะชั้นยอด 2 คน และพวกเขาทะเลาะกันว่าใครที่เหนือกว่าอีกคนทำไม ? พวกเขาทั้งคู่เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอล" มัทเธอุส ระบุ

ไม่ได้อวย..บิ๊กเจลีกออกมาชมแข้งไทยของจริง

Soccer Digest ออกมาตีบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับกลยุทธ์เอเชียของศึกฟุตบอลเจลีก โดยการสัมภาษณ์ เมกุมิ คายามะ ผู้บริหารบริษัท J.League Global Company ได้ออกมาพูดถึงตลาดหลักของทวีปเอเชียนอกจากประเทศของตัวเองแล้วชาติจากย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน มีกลุ่มแฟนบอลที่ชื่นชอบการแข่งขันฟุตบอลเป็นอย่างมากจึงเดินหน้าพัฒนาด้านการตลาดและช่วยยกระดับทีมในภูมิภาคนี้ ซึ่งกลยุทธ์เอเชียเดินหน้าอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2012
   ผู้บริหารเจลีกมองว่าการสร้างเจลีกให้เป็นที่รู้จักในเอเชียไม่ใช่เพียงแค่การโปรโมต แต่สิ่งสำคัญคือการช่วยกันพัฒนาวงการฟุตบอลให้ชาติต่างๆที่เป็นพันธมิตรได้รับประโยชน์จากการพัฒนา  เช่นโควตาอาเซียนที่สามารถลงสนามได้เลยซึ่งในอาเซียนมี 7 ประเทศ ประกอบไปด้วย ไทย,เวียดนาม,เมียนมา,กัมพูชา,อินโดนีเซีย,สิงคโปร์และมาเลเซีย  โดยโปรเจคนี้เริ่มต้นจริงจังในปี 2016  เพื่อเป็นการเปิดทางให้สโมสรต่างๆในเจลีกรับกลุ่มนักเตะกลุ่มนี้มากขึ้นซึ่งบรรดานักเตะเหล่านี้ก็จะพัฒนาขึ้นตามมา

   จากจุดเริ่มต้นการพัฒนาเจลีกในกลยุทธ์นี้ประสบปัญหาต่างๆพอสมควรซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ง่ายสำหรับโอกาสลงสนามแข่งขันหากว่าลีกยังใช้โควาตา 3+1 เช่นเดิม เพราะในลีกญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะมีผู้เล่นบราซิลและเกาหลีใต้ที่เป็นแกนหลักของสโมสร จากปี 2012 เป็นต้นมามีทั้งผู้เล่นเวียดนาม,อินโดนีเซีย ที่เดินทางเข้ามาแต่ไม่สามารถสร้างปรากฎการณ์ความสำเร็จระยะยาว  แต่พอถึงปี 2017 ที่  ชนาธิป สรงกระสินธ์ จากไทยเข้ามา เล่นให้กับซัปโปโร ก่อนที่จะกายเป็นผู้เล่นอาเซียนที่ติดทีมยอดเยี่ยมของลีกในปี 2018  กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงของโควตาอาเซียนที่ชัดเจนที่สุด

   ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ในเจลีก ที่พิสูจน์ตัวเองจนได้รับการยอมรับขึ้นไปติดทีมยอดเยี่ยมของลีก แต่หลังจากนั้นนักเตะไทยอย่าง  ธีรศิลป์  แดงดา,ธีรทร บุญมาทัน ก็ตามมา   ทุกอย่างแสดงออกให้เห็นว่าผู้เล่นจากไทยเป็นอันดับต้นๆของเจลีกสามารถมีส่วนร่วมสำคัญกับฟุตบอลเจลีกได้อย่างน่าชื่นชม  ในส่วนของเจลีกก็ยังคงเดินหน้าทำงานต่อไปด้วยการส่งแมวมองไปดูฟอร์มผู้เล่นในภูมิภาคอาเซียน  เหมือนตอนที่มาติดตามฟอร์มของ ชนาธิป ในช่วงไทยพบญี่ปุ่น ในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย  ซึ่งเป้าหมายนอกจากดึงนักเตะในภูมิภาคอาเซียนมาเล่นในเจลีกแล้วยังอยากเห็นชาติต่างๆในภูมิภาคนี้ไปเล่นฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ที่มีการเพิ่มทีมจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ถ้าผู้เล่นแกนหลักของทีมชาติเหล่านี้มาจากเจลีกมันคือการสร้างประโยชน์ซึ่งกันและกันในการช่วยกันพัฒนา

ลิเวอร์พูลใช้ไม้เด็ดทำนาโปลียอมปล่อย “คูลิบาลี่”

สื่ออิตาลี เผย ลิเวอร์พูล มีไม้เด็ดล้ม "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการกระชากตัว คาลิดู คูลิบาลี่ มาร่วมทัพ ด้วยการยื่นข้อเสนอด้วยจำนวนเงินก้อนโตบวกกับใส่ชื่อ เดยัน ลอฟเรน เข้าไปด้วย ซึ่งงานนี้ มีสิทธิ์ที่ นาโปลี อาจจะใจอ่อนยอมปล่อยตัวไปอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์

    ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/2020 มีโอกาสที่จะตัดหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในการคว้าตัว คาลิดู คูลิบาลี่ เซนเตอร์แบ็กจอมแกร่งจากสโมสรนาโปลี โดยหวังใช้ข้อเสนอเด็ดใส่ชื่อ เดยัน ลอฟเรน กองหลังจอมเก๋า เป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอการซื้อตัว

    ตุ๊ตโต้สปอร์ต สื่อดังในประเทศอิตาลี รายงานว่า "เดอะ เร้ดส์" มีโอกาสที่จะไม่ต้องควักกระเป๋าสูงถึง 90 ล้านปอนด์ (ราว 3,420 ล้านบาท) ในการซื้อตัว กองหลังจอมแกร่งชาวเซเนกัล มาร่วมทีม เนื่องจากพวกเขาจะใช้ ลอฟเรน วัย 30 ปี ที่ได้ลงเล่นเกมลีกเมืองผู้ดีเพียง 10 แมตช์ในซีซั่นนี้และเหลือสัญญาเพียง 1 ปี บวกกับเงินก้อนหนึ่งเพื่อให้ นาโปลี พิจารณา

    ก่อนหน้านี้ ออเรลิโอ ลอเรนติส ประธานสโมสร "อัซซูร่า" ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าพวกเขาพร้อมปฏิเสธข้อเสนอที่น้อยกว่า 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,280 ล้านบาท) ในการสู่ขอ คูลิบาลี่ อย่างไรก็ตามในส่วนของนักเตะสนใจอยากทำงานร่วมกับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ทำให้เขาต้องการโบกมือลา นาโปลี

    สำหรับ ลิเวอร์พูล มีความต้องการอยากได้ตัว คูลิบาลี่ มายืนเป็นเซนเตอร์แบ็กคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อย่างมาก และเชื่อมั่นว่า นาโปลี คงจะขายนักเตะให้กับ "เดอะ เร้ดส์" หากยื่นเงินพร้อมกับ ปราการหลังทีมชาติโครเอเชีย ชุดรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ให้กับพวกเขา

“ส.บอล” อัปเดตความคืบหน้า “ฟุตบอลโลก 2022-อาเซียนคัพ 2020”

"สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย" ออกมาอัปเดตความคืบหน้าล่าสุดของ "ทีมชาติไทย" ในศึก "ฟุตบอลโลก 2022" รอบคัดเลือก โซนเอเชีย และ "เอเอฟเอฟ อาเซียน คัพ 2020"

วันที่ 9 มิ.ย. 63 "บิ๊กโจ" พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการสมาคมกีฬาฟุตบอลฝ่ายต่างประเทศ ออกมาเปิดเผยว่า แม้ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย จะประกาศโปรแกรมแข่งขันในเดือนตุลาคม แต่ก็มีโอกาสถูกเลื่อนอีก หากสถานการณ์ "โควิด-19" หรือไวรัสโคโรนา ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร

ขณะที่ เอเอฟเอฟ อาเซียน คัพ 2020 ซึ่งเดิมทีจะมีพิธีจับสลากแบ่งกลุ่มที่ประเทศไทยในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้  ฝ่ายจัดการแข่งขันได้ยกเลิกกำหนดการดังกล่าวไปแล้ว เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดยังไม่คลี่คลาย และยังไม่มีการวางกำหนดการใหม่

ส่วนประเด็นที่ว่าจะสามารถจัดการแข่งขันตามกำหนดเดิม ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน ถึง 31 ธันวาคม โดยจะแข่งขันในระบบเหย้า-เยือน ตั้งแต่รอบแรก จนถึงรอบชิงชนะเลิศได้หรือไม่นั้น นายพาทิศ กล่าวต่อว่า ต้องรอดูบทสรุปอีกครั้ง แต่ฟุตบอลรายการนี้ มีมูลค่าทางการตลาดสูง จึงทำให้ต้องรอประเมินอีกครั้ง หากจะมีการเลื่อนการแข่งขันจริง

เชลซี-ลิเวอร์พูลฟังไว้!ฮาแวร์ทซ์เผยสเปกทีมใหม่

เชลซี, ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องฟัง ไค ฮาแวร์ทซ์ แย้มอยากย้ายไปอยู่กับสโมสรแบบไหน ขณะที่บิ๊กบริหาร เลเวอร์คูเซ่น ยันจะพยายามรั้งให้อยู่กับทีมต่อไป

    ไค ฮาแวร์ทซ์ กองกลางดาวรุ่ง ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ยอมรับว่า ต้องการย้ายไปอยู่กับทีมที่สามารถลุ้นแชมป์รายการใหญ่ได้ทันที หลังจากกลายเป็นนักเตะเนื้อหอมตกเป็นข่าวกับหลายสโมสรทั้ง เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บาเยิร์น มิวนิค และ เรอัล มาดริด  

    ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า "สิงห์บลูส์" พร้อมยื่นข้อเสนอ 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,000 ล้านบาท) ให้กับ เลเวอร์คูเซ่น เพื่อแลกกับดาวเตะวัย 20 ปี อย่างไรก็ตาม ในสายตาของบริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมาย ยังยกให้ "เสือใต้" เป็นเต็ง 1 ที่จะได้ตัวไปเสริมทัพ

    ฮาแวร์ทซ์ ให้สัมภาษณ์กับ "มาร์ก้า" สื่อกีฬาของสเปนว่า "ทีมมีความสำคัญเป็นอันดับแรกเสมอ ความสำเร็จเป็นเรื่องของส่วนรวม จากนั้นก็ค่อยเป็นรางวัลส่วนตัวที่จะมาจากเวลาคุณเล่นได้เยี่ยม ผมต้องการคว้าแชมป์รายการใหญ่ในช่วงค้าแข้งทั้ง แชมเปี้ยนส์ ลีก, ฟุตบอลโลก หรือยูโร ผมไม่คิดถึงรางวัลส่วนตัวมากนัก"

ขณะที่ รูดี้ โฟลเลอร์ ผู้อำนวยการกีฬาของ เลเวอร์คูเซ่น ยังหวังรั้ง ฮาแวร์ทซ์ ให้อยู่กับทีมต่อไป หลังเจ้าตัวยังเหลือสัญญาค้าแข้งถึงเดือนมิถุนายน ปี 2022

    "พวกเรายังไม่ยอมแพ้กับความหวังที่จะรั้งให้เขาอยู่กับพวกเราต่อไป เราจะพยายามให้ทุกอย่างกับเขาเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาทำได้โดดเด่นมากๆ ในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล" โฟลเลอร์ ทิ้งท้าย

“มาโกโตะ ฮาเซเบะ” เจ้าของสถิติแข้งเอเชียที่ยังโบยบินกับ “อินทรีแดง-ดำ”

มาโกโตะ ฮาเซเบะ คือหนึ่งในนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้คงเส้นคงวาที่สุดในบุนเดสลีกาจากการลงเล่นกว่าสิบปี เขาเคยประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมนีกับทีมโวล์ฟสบวร์ก และกำลังนั่งแท่นสถิติเป็นนักเตะเอเชียที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกาสูงสุดตลอดกาล ซึ่งตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงในเร็ววันนี้…

      อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นวัย 36 ปีเพิ่งลงเล่นในบุนเดสลีกาครบ 309 นัดในเกมที่แพ้ไมนซ์ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แซงหน้าเจ้าของสถิติเดิมอย่าง ชา บุมคุน แข้งชาวเกาหลีใต้ที่ลงเล่นไป 308 เกม

    "ผมภูมิใจมากที่ได้ลงเล่นในบุนเดสลีกามากกว่านักเตะเอเชียคนอื่นๆ แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่ทีมจะคว้าชัยชนะได้" ฮาเซเบะกล่าวหลังเกมที่เจ้าตัวสร้างสถิติใหม่แต่กลับต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ "วันนี้เราเล่นได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น เรายังเล่นขาดๆ เกินๆ ไปในทุกตำแหน่ง"

    หลังย้ายจากทีมอุราว่า เร้ด ไดม่อนส์ มาร่วมทีมโวล์ฟสบวร์กในปี 2008 ฮาเซเบะก็ได้ลงประเดิมสนามนัดแรกพบกับอาร์มิเนีย บีเลเฟลด์ ในฐานะมิดฟิลด์ หลังจากนั้นเขาก็ได้สลับตำแหน่งไปเล่นทั้งกองกลางและกองหลังตลอด 135 นัดที่ลงเล่นให้กับทีม "หมาป่าเมืองเบียร์" โดยแข้งชาวญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในห้องเครื่องของโวล์ฟสบวร์กชุดที่คว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้ในฤดูกาล 2008/09 สร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรอย่างยิ่งใหญ่

    ไม่เพียงเท่านั้น ฮาเซเบะยังมีอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงในบุนเดสลีกา เรื่องนี้เกิดขึ้นในเกมพบกับทีมฮอฟเฟนไฮม์ในฤดูกาล 2011/12 เมื่อมาร์วิน ฮิตซ์ ผู้รักษาประตูมาโดนใบแดงไล่ออกจากสนามแถมโควต้าเปลี่ยนตัวผู้เล่น 3 คนก็ถูกใช้จนหมดแล้ว ฮาเซเบะจึงต้องรับบทผู้รักษาประตูจำเป็น ทำให้เขากลายเป็นผู้รักษาประตูชาวญี่ปุ่นคนแรกในบุนเดสลีกาที่ต้องเฝ้าเสาเป็นเวลา 15 นาทีก่อนเกมจะจบลง โชคร้ายที่ทีมของเขาเป็นฝ่ายพ่ายไป 2-1 จากประตูชัยของโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน ที่ค้าแข้งอยู่กับฮอฟเฟนไฮม์ในตอนนั้น อย่างไรก็ตามเฟลิกซ์ มากัท กุนซือของโวล์ฟสบวร์กก็ออกมากล่าวยกย่องแข้งชาวญี่ปุ่นคนนี้ว่าเป็นนักเตะที่มีระเบียบวินัยสูงมากและสามารถเล่นได้ทุกตำแหน่ง

    ฮาเซเบะได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘The Order of the Soul – 56 habits to win’ ซึ่งเป็นหนังสือที่สอนเกี่ยวกับทัศนคติ การเสียสละ ความอดทน รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสามารถกลายเป็นคนสำคัญของแต่ละสโมสรที่ย้ายไปเล่นทั้งโวล์ฟสบวร์ก เนือร์นแบร์ก และไอน์ทรัค แฟรงเฟิร์ต ต้นสังกัดปัจจุบัน

    สำหรับในทีมชาติญี่ปุ่น ฮาเซเบะได้ลงสนามถึง 114 นัดโดยที่ได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมเป็นส่วนใหญ่ จนกระทั่งโบกมืออำลาทีมชาติหลังจากที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ให้กับเบลเยี่ยมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก 2018 อย่างดราม่าสุดๆ

 

    ฤดูกาลนี้ฮาเซเบะลงเล่นในบุนเดสลีกาไปแล้ว 21 นัด รวมถึงเกมยูโรปาลีกที่พลาดลงสนามไปเพียง 2 เกม อาดี้ ฮึทเทอร์ นายใหญ่แห่งทีมแฟรงค์เฟิร์ตได้พูดถึงแข้งชาวญี่ปุ่นว่า "เขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวรับที่ฉลาดที่สุดในบุนเดสลีกา เขาหัวไวมาก แม้ร่างกายอาจจะไม่สามารถวิ่งแซงนักเตะบางคนได้ แต่เขาก็อ่านเกมได้ดี รู้ว่าบอลจะมาทางไหนอย่างไร นั่นทำให้อะไรๆ ง่ายขึ้นเยอะ ผู้เล่นสไตล์นี้ยากที่จะหาใครเหมือนได้"

    และล่าสุดกุนซือใหญ่ก็แฮปปี้ที่ฮาเซเบะตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับสโมสรเพิ่มอีก 1 ปีไปเรียบร้อยแล้ว

 

    ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ที่ฮาเซเบะจะเตรียมตัวสำหรับตำแหน่งโค้ชในทีมแฟรงค์เฟิร์ต ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่ามีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเนื่องจากเขายังต้องการโฟกัสกับการเป็นนักเตะเพียงอย่างเดียวก่อน

    "สิ่งสำคัญก็คือผมยังมีความกระหายอยู่ ไม่ดีหรอกที่จะรู้สึกพอใจแล้ว เพราะมันจะเป็นการฉุดตัวเองเอาไว้ ผมคิดว่าผมยังสามารถเล่นได้ดีขึ้นกว่านี้อีกและยังช่วยทีมได้อีกมาก"

    เป็นทัศนคติของนักเตะชาวญี่ปุ่นวัย 36 ปีที่น่ายกย่องจริงๆ…

ธีราทร บุญมาทัน : นักเตะผู้คู่ควรกับคำว่า ‘สุภาพบุรุษลูกหนัง’

ในเกมการแข่งขันที่ไม่อาจคาดเดาได้ ไม่เว้นแม้แต่กับกีฬาชื่อ ‘ฟุตบอล’ สิ่งที่จะตามมานั้น นักเตะในทีมต้องรับผิดชอบร่วมกันกับทุกผลสกอร์ ซึ่งถ้าเป็นไปอย่างที่หวังเอาไว้ แน่นอนว่า ใครออกมาพูดอะไรก็คงดูดีไปหมด ในฐานะของผู้ชนะ
      แต่ถ้าต้องพบเจอกับวันที่ไม่เป็นใจ บางที อาจไม่มีนักเตะสักคนอยากพูดอะไรเลย เพราะการรีบกลับไปก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อม เพื่อให้เกมการแข่งขันในครั้งหน้าออกมาตามเป้า น่าจะดีกว่าการพูดถึงเกมซึ่งไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก

     และการออกมาพูดขอโทษก็ไม่ใช่สิ่งที่แฟนบอลเคยร้องขอ เพราะเข้าใจดีว่า พวกเขาคงตั้งใจเล่นกันเต็มที่และดีที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ในฐานะของนักเตะทีมชาติ ผู้ที่แบกความคาดหวังของแฟนฟุตบอล และชื่อเสียงของประเทศชาติไว้บนอก

     การแสดงความรับผิดชอบต่อแฟนบอลที่ตามลุ้นตามเชียร์พวกเขา ตั้งแต่ช่วงวินาทีแรกของการแข่งขันกระทั่งเกมจบลง คือสิ่งที่พวกเขา ต้องการสื่อสารให้แฟนบอลได้รับรู้ เหมือนกับ ‘อุ้ม’ ธีราทร บุญมาทัน ในเกมฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก

     ซึ่งออกไปเยือน ทีมชาติเวียดนาม ณ สนาม มีดินห์ สเตเดี้ยม เมื่อวันที่ 19 พ.ย. พ.ศ. 2562 และผลจบลงที่สกอร์ 0-0 การแข่งขันในวันนั้น เป็นเกมสำคัญที่ทีมชาติไทยต้องการผลชนะ เพื่อไต่อันดับกลับไปอยู่บนหัวตารางของกลุ่มจีให้ได้

     รูปเกม เป็นไปอย่างสูสี แข้งช้างศึกพยายามเปิดเกมรุกอย่างเต็มที่ ส่วนทีมดาวทองเน้นการตั้งรับ แล้วรอจังหวะสวนกลับ ในนาทีที่ 26 ทีมชาติไทย ได้ลูกจุดโทษ จากการที่ มานูเอล ทอมเบียร์ โดนดึงจนล้มลงไปในเขตโทษ ช่วงเปิดลูกเตะมุม

      และ ธีราทร บุญมาทัน คือผู้ที่ทำหน้าที่ยิงประตู เพื่อให้ทีมชาติไทยขึ้นนำตั้งแต่ช่วงต้นเกม และสร้างความได้เปรียบก่อน ทว่าน่าเสียดาย ‘ดัง วาน ลัม’ นายทวารทีมชาติเวียดนาม สามารถป้องกันได้แบบฉิวเฉียด ทำให้เกมกลับมา 0-0 ต่อไป

     หลังจากนั้น ทีมชาติไทย กับ ทีมชาติเวียดนาม ก็ยังคงเปิดเกมสู้กันอย่างต่อเนื่องตามสไตล์ของตัวเอง แต่เฉือนกันไม่ลง สกอร์ 0-0 ในวันนั้น ถือเป็นผลดีกับ ทีมชาติเวียดนาม ที่ยังไม่แพ้ใคร และทำให้พวกเขายังรั้งจ่าฝูงในกลุ่มจีต่อไปได้อีก

     ขณะที่ ทีมชาติไทย มีคะแนนรวมตาม ทีมชาติเวียดนาม อยู่ 3 คะแนน ซึ่งก็ทำให้ต้องทำงานหนักขึ้นอีกจากเกมที่เหลือ บรรยากาศหลังเกม จึงดูซบเซาเล็กน้อย แม้จะดูไม่เสียหาย แต่แฟนฟุตบอลส่วนใหญ่ รู้สึกเสียดายที่พลาด 3 คะแนนไป

    นักเตะทีมชาติไทยทุกคน แสดงสปิริต ด้วยการออกมาพูดขอโทษ ส่วน ธีราทร ขอแสดงความรู้สึกที่มากกว่านั้น เพื่อทีม แม้ว่าการยิงประตูในเกมเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะจะไม่ใช่หน้าที่ของเขาโดยตรง และผลที่ออกมา ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

     แต่ในฐานะพี่ใหญ่ และผู้ที่พลาดโอกาสไปหนึ่งครั้ง เขายินดีที่จะเป็นตัวแทนของรุ่นน้องที่อาจยังไม่พร้อมรับมือกับเรื่องนี้ โดยเขาโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัวกล่าวชื่นชมเพื่อนในทีมทุกคน และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด เขาขอรับไว้คนเดียว

    “ทุกคนทำเต็มที่มากๆ ผิดที่ผมเองที่ยิงไม่เข้า มาลงที่ผมคนเดียววันนี้ ขอโทษด้วยสำหรับทีมชาติไทย” เขาได้ประกาศไว้ และต่อมา นักเตะหลายคน ก็เข้ามาแสดงความรับผิดชอบร่วมกับเขาบนโลกโซเชียล พร้อมผู้คนซึ่งแห่เข้ามาให้กำลังใจ

    จนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งสปิริตและจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันที่กลับคืนมาสู่ทีมชาติไทยอย่างสวยงาม ซึ่งเริ่มต้นจาก ‘ธีราทร บุญมาทัน’ ที่ได้เปลี่ยนสีหน้าแห่งความผิดหวังของทุกคนสู่การเริ่มต้นครั้งใหม่ที่ต้องดีกว่าขึ้นเดิม

    สมกับที่เขาเคยได้รับหน้าที่กัปตันทีมชาติ และถูกยกย่อง ให้เป็น ‘สุภาพบุรุษลูกหนัง’ อีกคนหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย

ยังมีของ? สถานีต่อไปของ “มาริโอ เกิทเซ่” จะเป็นที่ไหน

มาริโอ เกิทเซ่ กองกลางของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นฮีโร่ของชาวเยอรมันหลังซัดประตูชัยในฟุตบอลโลกปี 2014 กำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเจ้าตัวออกมายืนยันแล้วว่าตัดสินใจที่จะลา ดอร์ทมุนด์ แบบฟรีๆ หลังจบซีซั่นนี้ แต่สโมสรต่อไปของเขาก็ยังไม่มีความชัดเจนเกิดขึ้น
    “มันเป็นเรื่องที่โชคร้ายมากๆ พวกเรารู้ว่า มาริโอ เกิทเซ่ เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์เมื่อสมัยเป็นดาวรุ่ง ตอนนี้เขาอายุ 27 ปีแล้ว มันควรจะเป็นช่วงพีคที่สุดของอาชีพฟุตบอล”

    นี่เป็นความเห็นของ บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ อดีตมิดฟิลด์ บาเยิร์น มิวนิค ที่มีต่อ มาริโอ เกิทเซ่ นักเตะที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมสซี่แห่งเยอรมันหลังเคยเป็นยอดดาวรุ่งภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ณ ดอร์ทมนด์

    อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ประตูชัยที่เขายิงใส่ อาร์เจนติน่า ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมิ่อปี 2014 หรือเรียกได้ว่าเมื่อ เกิทเซ่ กลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่ยิงประตูนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกในรอบกว่า 50 ปี กราฟอาชีพของเขาก็ดิ่งลงมาอย่างน่าใจหาย

    การตัดสินใจครั้งใหญ่ในการย้ายไปร่วมทัพ บาเยิร์น มิวนิค ไม่ได้ส่งผลดีต่อเขาเนื่องจากแท็คติกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้เอื้อต่อเขามากนักและอดีตกุนซือ “เสือใต้” ไม่ได้มีความสนใจที่จะผลักดัน เกิทเซ่ ขึ้นไปอีกระดับ

    การรีเทิร์นกลับมาที่ ดอร์ทมุนด์ ก็ไม่ได้ช่วยจุดประกายฟอร์มเก่าๆของเขาให้กลับมา ฤดูกาลนี้ก็ยากที่จะเบียดตำแหน่งตัวจริงจากดาวรุ่งฟอร์มฮอตอย่าง ยูเลี่ยน บรันด์ท ขณะที่ในทีมชาติเยอรมัน เกิทเซ่ ก็ลงเล่นเพียงแค่นัดเดียวใน 3 ปีที่ผ่านมา

คำถามคืออะไรเป็นเบื้องหลังที่ทำให้เขาไม่สามารถกลับมาฟอร์มพีคได้?

    ถ้าจะโทษระบบการเล่นก็คงเป็นส่วนหนึ่ง เกิทเซ่ ไม่ลงตัวกับระบบของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สมัยอยู่บาเยิร์น ขณะที่เขาพยายามปรับตำแหน่งจากผู้เล่นริมเส้นกลายเป็นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุกหรือ False9 (ฟอลส์ไนน์) แต่ก็ยังไม่เหมาะกับแผนการโจมตีที่รวดเร็วของดอร์ทมุนด์

    อาการบาดเจ็บการเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การพัฒนาของเขาไม่ก้าวหน้าไปสักที เขามักจะบาดเจ็บบริเวณสะโพกและต้นขาบ่อยครั้ง แต่ในปี 2017 ก็มีการเผยว่าเขาป่วยเป็นโรคระบบเผาผลาญบกพร่องส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนเกิดปัญหาซึ่งนี่เป็นอุปสรรคใหญ่ของเกิทเซ่เลยทีเดียว   

    “มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าโรคนี้ส่งผลกระทบกับอาชีพ แต่ความจริงคือเขาไม่เคยกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม ขณะที่สไตล์การเล่นของดอร์ทมุนด์ก็เปลี่ยนไปด้วย ลูเซียง ฟาฟร์ ต้องการนักเตะที่มีพลัง มีความดุดันและมีความเร็ว ซึ่งนั่นไม่ใช่สไตล์ของเกิทเซ่เลย”

    “อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือเขาไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสม บทบาท False9 (ฟอลส์ไนน์) เป็นเพียงแค่ไอเดียที่ โยอาคิม เลิฟ กุนซือเยอรมันพยายามใช้เฉยๆ  แต่เกิทเซ่ไม่เคยรู้สึกดีเมื่อลงเล่นในตำแหน่งนี้ เขาสามารถเล่นตำแหน่งหมายเลข 8 หรือ 10 แต่ดูเหมือนโค้ชไม่ไว้ใจเขาอีกต่อไปแล้ว” เจสโค่ วอน อิชมันน์ นักข่าวสกาย สปอร์ต เยอรมัน กล่าว

แล้ว เกิทเซ่ จะให้อะไรกับสโมสรต่อไปที่จะให้โอกาสเขาอีกครั้ง?   

    เกิทเซ่ อาจจะไม่มีความเร็วและความดุดันที่เหมาะสมกับสไตล์ของดอร์ทมุนด์ แต่เขามีประโยชน์แม้ไม่ได้ครองบอลอยู่กับตัวก็ตาม ซึ่งคล้ายๆกับสไตล์การเล่นของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ กับลิเวอร์พูล ที่จะคอยเชื่อมเกมและวิ่งเปิดพื้นที่ในแดนหน้า

    ข้อมูลที่เก็บจาก Statsbomb โชว์ให้เห็นว่า เกิทเซ่ เหมาะกับทีมที่จะบีบเพรสซิ่งคู่แข่งสูงเนื่องจากใช้เวลาในสนามส่วนใหญ่ไปกับการวิ่งบีบเพรสซิ่งคู่แข่ง และยังมีค่าเฉลี่ยในการแย่งบอลจากคู่แข่งมากด้วย

    นอกจากนี้ทีมต่อไปของเกิเซ่ต้องใช้จุดแข็งในเรื่องการครองบอลของเขา และนั่นหมายความว่าต้องหาตำแหน่งที่เขาสามารถพลิกบอลและสร้างสรรค์เกมได้ เราจะเห็นสถิติสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษเฉลี่ย 12.13 ต่อหนึ่งนัดซึ่งถือว่าเยอะพอๆกับ ฟีร์มีโน่

    “การช่วยเกมรับกลายเป็นส่วนหนึ่งในการเล่นของเขาแล้ว แต่เขาเป็นผู้เล่นที่จำเป็นต้องมีบอลอยู่ที่เท้า ไม่ใช่ไล่บอลช่วยเกมรับ ดังนั้นปรัชญาของโค้ชที่เกิทเซ่จะร่วมงานด้วยจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเขาจำเป็นต้องเชื่อใจ เกิทเซ่ และหาระบบการเล่นที่เขาได้โชว์ความสามารถ” เจสโค่ วอน อิชมันน์ นักข่าวสกาย สปอร์ต เยอรมัน กล่าว   

    แล้วสโมสรต่อไปของเขาควรจะเป็นทีมไหน? บางคนคาดการณ์ว่าเขาจะย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีกหลังจากหมดสัญญากับดอร์ทมุนด์เมื่อจบฤดูกาลนี้

    อย่างไรก็ตามนักข่าวสกาย เจสโค่ วอน อิชมันน์ คาดว่า สโมสรต่อไปของ เกิทเซ่ คงไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับ บาเยิร์น และดอร์ทมุนด์ และเขาเชื่อว่าพรีเมียร์ลีกเป็นลีกที่เข้มข้นเกินไปสำหรับเขา

    “เขาไม่ใช่นักเตะสำหรับทีมระดับท็อปเช่น บาร์เซโลน่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรืออื่นๆ และเขาอาจอ่อนแอเกินไปสำหรับพรีเมียร์ลีกที่ใช้แรงปะทะค่อนข้างมาก”

7 เหตุผลหนุน ไมเคิ่ล โอเว่น เป็นกองหน้าชาวอังกฤษที่เก่งที่สุดในยุคของเขา

ไมเคิ่ล โอเว่น ชื่อนี้แฟนบอลลิเวอร์พูลทั้งรักทั้งชัง เพราะนี่คือหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ของทัพ "หงส์แดง" และก็เป็นนักเตะที่ทำให้แฟนบอลต้องเจ็บปวดหัวใจจากการตัดสินใจทิ้งทีมแบบไม่ใยดี

    โอเว่น ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนได้ชื่อว่าเป็นหัวหอกสุดอันตรายในพรีเมียร์ลีก ในยุคของเขา โดยเจ้าตัวเป็นผู้เล่นหลักของ "เดอะ เร้ดส์" และเป็นหัวหอกคนสำคัญสำหรับทีมชาติอังกฤษ โดยเฉพาะไฮไลท์ในการทำประตูเกมพบ อาร์เจนตินา จนทำให้เขาได้รับฉายาว่า "เบบี้โกล"

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" เจ็บปวดมากๆ ก็คือการที่เขาตัดสินใจอำลาถิ่นแอนฟิลด์ เพื่อไปเล่นให้กับ เรอัล มาดริด เมื่อปี 2004 แต่ที่เจ็บช้ำระกำอุราเป็นทวีคูณก็คือการที่เขาย้ายไปเล่นกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2009 ซึ่งนั่นทำให้แฟนบอล "หงส์แดง" บางคนเลือกที่จะตัดชื่อของเขาจากการเป็นฮีโร่ของทีมไปในทันที

    ตลอดช่วงระยะเวลาที่ค้าแข้งตั้งแต่เป็นเด็กปั้นลิเวอร์พูล จนกระทั่งระหกระเหินไปจบอาชีพนักเตะกับ "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ซิตี้ โอเว่น ได้สร้างผลงานชั้นยอดเอาไว้มากมาย และทำให้เขาได้รับการเชิดชูว่าเป็นกองหน้าชาวอังกฤษที่เก่งที่สุดในยุคของเขา

 

 

 

ยิงประตูเปิดตัว

    ไมเคิ่ล โอเว่น สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการลูกหนัง เมื่อลงสนามให้กับ "หงส์แดง" ในวัยแค่ 17 ปีเท่านั้น โดยเจ้าตัวลงเล่นในฐานะตัวสำรอง และยิงประตูในเกมพบกับ วิมเบิลดัน ที่สนามเซลเฮิร์ตส์ พาร์ค เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 1997

    ประตูนั้นทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกเอาไว้ว่าเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์สโมสรที่ยิงประตูได้ ในเวลานั้น โอเว่น อายุเพียง 17 ปีกับ 143 วัน แต่สถิตินี้ถูกทำลายไปแล้วโดย  เบน วู้ดเบิร์น ไปเรียบร้อยแล้ว แต่กระนั้นประตูของ โอเว่น ก็ยังคงได้รับการจดจำมาจนถึงวันนี้

    แม้ว่าเกมนั้น ลิเวอร์พูล จะแพ้ให้กับ วิมเบิลดัน 1-2 ก็ตาม แต่มันมีสัญญาณที่น่าตื่นเต้นที่ได้เห็นนักเตะวัยละอ่อน ทำผลงานได้ทันที่ได้ลงเล่น โดยเขาแสดงให้เห็นถึงความกล้าในการสู้กับนักเตะเก๋า และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งการเป็นเครื่องจักรถล่มประตูให้กับ "หงส์แดง"
 
 

 

 

เปิดตัวทีมชาติอังกฤษ ในวัย 18 ปี

 

    โอเว่น ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตเมื่อถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ และเขาได้ลงสนามเปิดตัวให้กับทัพ "สิงโตคำราม" ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1998 ในวัยเพียงแค่ 18ปีกับ 59 วัน โดยเป็นตัวจริงในเกมปะทะ ชิลี ที่สนามเวมบลีย์

    สำหรับฤดูกาล1997/98 โอเว่น ได้รับโอกาสทองลงเล่นเป็นตัวหลักแทนที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บ และเขาฉกฉวยโอกาสได้สำเร็จ เมื่อซัดไป 18 ประตูในเกมพรีเมียร์ลีก รวมทั้งได้รับรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีจากพีเอฟเอ

    ต้องยอมรับเลยว่า โอเว่น มีปีที่สุดยอดมากๆ และนั่นเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การเป็นตัวเลือกแรกในแดนหน้าของทีม รวมไปถึงการยึดตำแหน่งตัวจริงถาวรทั้งกับ ลิเวอร์พูล และทีมชาติอังกฤ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

 

 

ประตูเวิลด์คลาสในศึกฟุตบอลโลก 1998

    ต้องยอมรับว่าศึกฟุตบอลโลก 1998 ที่ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นการแจ้งเกิดของ โอเว่น แบบเต็มตัว เพราะเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในการต้องสู้กับกองหลังเขี้ยวลากดินมากมายในการเล่นระดับชาติด้วยวัยเพียงน้อยนิด

    แมตช์ที่พบกับ อาร์เจนตินา ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย โอเว่น ทำให้แฟนบอลทั่วโลกต้องตกตะลึงกับลีลาการกระชากบอลกว่าครึ่งสนาม พร้อมกับวิ่งฉีกหนี โรแบร์โต้ อยาล่า และผู้เล่นหลายคนในทัพ "ฟ้าขาว" ก่อนจะหลุดเข้าไปในเขตโทษพร้อมกับซัดบอลผ่าน คาร์ลอส โรอา เข้าไปซุกก้นตาข่าย

    แม้สุดท้ายแล้ว อังกฤษ ต้องตกรอบเนื่องจากแพ้การดวลจุดโทษให้กับ อาร์เจนตินา ก็ตาม แต่ประตูของ โอเว่น ยังคงอยู่ในความทรงจำของคอลูกหนัง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะได้รับการโหวตคว้ารางวัลบุคคลกีฬาแห่งปี บีบีซี

    "ประตูนั้นเปลี่ยนชีวิตของผม เมื่อคุณยิงประตูแบบนั้นได้ ทั่วโลกเปลี่ยนมุมมองในตัวคุณ แม้ผมจะเชื่อมั่นในความสามารถของผมก็ตาม แต่ทุกๆ คนรู้จักผมจากช่วงเวลานั้นจริงๆ" ตำนานหัวหอกลิเวอร์พูล กล่าว

 

 

 

คว้าบัลลงดอร์ 2001

    โอเว่น เป็นนักเตะชาวอังกฤษคนแรกในรอบกว่า 20 ปีที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ ในปี 2001 โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้ก็คือการยิงประตูเป็นว่าเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล โดยครึ่งหนึ่งของประตูที่ทำได้ช่วยให้ "หงส์แดง" คว้าทริปเบิลแชมป์บอลถ้วย ได้แก่ ลีกคัพ , เอฟเอ คัพ และ ยูฟ่า คัพ

    ตอนที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ด้วยการปราบ อาร์เซน่อล นั้น โอเว่น ยอมรับว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตการค้าแข้งของเขา เพราะมันทำให้เขาได้รับอะไรมากมาย "ผมมักจะย้อนกลับไปดูเกมนั้นมากกว่าเกมอื่นๆ ด้วยซ้ำ"

    "ผมคิดว่ามันเป็นประสบการณ์ที่มีความสุขที่สุดที่ผมเคยได้รับจากการเล่นฟุตบอล" โอเว่น กล่าว นอกจากนี้เจ้าตัวยังแสดงความเห็นเกี่ยวกับการได้ "ลูกบอลทองคำ" มาเชยชมว่า "ผมภาคภูมิใจกับชัยชนะเสมอ…มันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จริงๆ"
 
 

 

 

แชมป์พรีเมียร์ลีกบาดใจ"เดอะ ค็อป"

 

    หลังจากใช้ชีวิตอยู่บนม้านั่งสำรองใน เรอัล มาดริด ตามด้วยการย้ายไปเล่นให้ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แต่เรื่องที่ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูล ช็อกที่สุดก็คือ โอเว่น เลือกที่จะเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่อริตลอดกาลของ "หงส์แดง"

    การเล่นให้ "ปีศาจแดง" แม้จะทำลายความรู้สึกของแฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" ก็ตาม แต่มันนำไปสู่ความสำเร็จที่นักฟุตบอลปรารถนานั่นก็คือการได้เหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2010/11 ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารอคอยมานาน

    ที่สำคัญ โอเว่น เป็นนักเตะที่ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ชื่นชอบมานานแล้ว โดยเรื่องนี้ "ป๋า" ได้เขียนเอาไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า  "ตอนที่ผมได้ยินว่า นิวคาสเซิ่ล พร้อมที่จะปล่อยเขาออกจากทีมน่ะ ผมก็รีบดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้เขามาที่บ้านของผม และคุยเกี่ยวกับการให้เขามาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทันที"

    "ผมรู้ดีว่านี่อาจจะฟังดูเหมือนการคุยโวของ ยูไนเต็ด สักหน่อย แต่ผมกับสตาฟฟ์เชื่อว่าเขาจะทำได้ดีขึ้น (เมื่อเทียบกับตอนเล่นให้ นิวคาสเซิ่ล) ในฐานะนักเตะเมื่อเขามาอยู่กับ ยูไนเต็ด และเขาก็มีอิทธิพลอย่างมากกับกองหน้าที่อายุน้อยอย่างเช่น เวย์น รูนี่ย์ และ แดนนี่ เวลเบ็ค ด้วย"

    "การกะจังหวะในการวิ่งทะลวงแนวรับของเขา และความเยือกเย็นในการจบสกอร์ของเขามันก็ทำให้ผมนึกถึง จิมมี่ กรีฟส์ ที่จบสกอร์ด้วยข้างเท้าได้อย่างเฉียบขาดสุดๆ ผมสบถคำหยาบเยอะมากจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทำอย่างนั้นไปกี่ครั้งในตอนที่ ลิเวอร์พูล ได้ตัวเขาไป!" พวกเขาโชคดีจริงๆ ที่ได้เขาไปร่วมทีม" เฟอร์กูสัน ระบุ
 
 

 

 

ตัวหลักทีมชาติอังกฤษ

    โอเว่นมีโอกาสได้เป็นตัวแทนทีมชาติอังกฤษ ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์สำคัญระดับชาติถึง 5 รายการได้แก่ ฟุตบอลโลก 1998, 2002 และ 2006 กับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ "ยูโร"  2000 และ 2004

    เกล็น ฮอดเดิ้ล อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ กล่าวยกย่องความสามารถของ โอเว่น ว่าน่าเหลือเชื่อสุดๆ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะประสบความสำเร็จทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติอังกฤษ "เขาเป็นเพชรฆาตหน้าทารกของจริง เขขาจบสกอร์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อทั้งๆ ที่อายุยังน้อยอยู่เลย เขามีความเยือกเย็นเวลาที่อยู่ในกรอบเขตโทษ นักเตะบางคนอาจจะรู้สึกประหม่า แต่เขานิ่งมากๆ"
 
 

 

 

ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ และ 1 ประตูแห่งความทรงจำกับสโต๊ค

 

 

    หัวหอกร่างเล็ก ได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่หัวเข่าในปี 2006 แต่เขาสามารถฟื้นร่างกาย และกลับมาติดทีมชาติอังกฤษได้สำเร็จ  โดยตอนนั้น โอเว่น ซัด 2 ประตูในเกมพบ เอสโตเนีย ศึกยูโร 2008 รอบคัดเลือก เมื่อเดือนมิถุนายน 2007

    นอกจากนี้เขายังยิงประตูในเกมพบ อิสราเอล ที่สนามนิว เวมบลีย์ ในเดือนกันยายน 2007 และกลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูให้ทีมชาติได้ทั้งสนามเวมบลีย์เดิม และใหม่ ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติที่เจ้าตัวไม่เคยลืม

    ขณะเดียวกันช่วง 1 ปีที่เล่นให้ สโต๊ค ซิตี้อาจจะไม่ได้มีความทรงจำดีๆ มากนัก แต่การค้าแขังกับทัพ "ช่างปั้นหม้อ" มีความทรงจำที่ โอเว่น ลืมไม่ลงเพราะเขาทำได้ 1 ประตูในเกมลีก และส่งให้เจ้าตัวติดทำเนียบนักเตะที่ตะบันตาข่ายในพรีเมียร์ลีกรวม 150 ประตู  ก่อนที่จะแขวนสตั๊ดเมื่อจบซีซั่น  2012/13
 
    แม้ว่าอาชีพพ่อค้าแข้งของ โอเว่น ต้องจบลงไปพร้อมกับอาการบาดเจ็บเรื้อรังก็ตาม แต่แน่นอนไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็นกองหน้าชาวอังกฤษที่เก่งที่สุดในยุคของเขาอย่างแท้จริง