แอสซิสต์, วางบอล, คุมจังหวะเกม ! เหตุผลที่ คล็อปป์ อยากได้ ติอาโก้ ร่วมทัพ

ลิเวอร์พูล ยังคงพยายามอย่างเต็มที่ในการคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเสริมทัพให้ได้ โดยเหตุผลเพราะนักเตะมีคุณสมบัติทุกอย่างครบถ้วนตามที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการ และหากได้มาร่วมทีมจะเป็นการยกระดับแดนกลาง "หงส์แดง" ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
    ติอาโก้ สร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซให้กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ในฤดูกาลล่าสุด ด้วยการนำทีมผงาดคว้าทริปเบิลแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ โดยฟอร์มการเล่นของเขาถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างน่าเหลือเชื่อ

    จอมทัพชาวสแปนิช เต็มไปด้วยพรสวรรค์ชั้นยอดไม่ใช่แค่การแอสซิสต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการผ่านบอลที่เฉียบคม, แย่งบอลคืนกลับมาเร็ว และวิ่งเพรสซิ่งคู่แข่งจนเสียกระบวน โดยคุณสมบัติเหล่านี้เหมาะเจาะลงตัวกับสไตล์การเล่นของ คล็อปป์

การผ่านบอลที่แม่นยำ

    หนึ่งในสิ่งที่ ติอาโก้ สามารถทำได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องลืมตานั่นก็คือการผ่านบอลที่แม่นยำ สไตล์การเล่นของเขาคล้ายๆ กับ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดย ดาวเตะชาวสแปนิช มีสายตาที่เฉียบคมในการมองหาพื้นที่ว่างในสนามซึ่งนักเตะคนอื่นๆ ไม่สามารถทำได้

    ยิ่งไปกว่านั้น ติอาโก้ ยังมีความว่องไวในการเปิดบอลชนิดที่คู่แข่งยังไม่ทันตั้งตัว โดยนักเตะมักจะผ่านบอลสวยให้กับแนวรุกของ บาเยิร์น มิวนิค ได้บ่อยๆ ตลอดช่วงฤดูกาลที่ผ่านมา ติอาโก้ มีสายตาที่แม่นยำในการหาช่องว่าง และมักจะผ่านบอลด้วยการประณีตให้กับ แซร์จ นาบรี้ หรือ อัลฟอนโซ่ เดวีส์  เป็นต้น

    ขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็มีนักเตะที่มีแนวทางการเล่นที่คล้ายๆ กับ "เสือใต้" บริเวณพื้นที่ริมเส้น อย่างเช่น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทุกๆ คนคงเห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวคิดในการเล่นเกมบุกของคล็อปป์ ฉะนั้นหาก ติอาโก้ มาอยู่ร่วมทีมเขาคงจะได้ผ่านบอลเจ๋งๆ ให้กับผู้เล่นเหล่านี้

    ยกตัวอย่างแมตช์ที่พบกับ บาร์เซโลน่า นั้น ติอาโก้ จะคอยทำหน้าที่คุมจังหวะการเล่นในช่วง 45 นาทีแรก แมตช์นั้นเขามีโอกาสผ่านบอลไม่น้อยกว่า 37 ครั้งในช่วงครึ่งแรก และมักจะประสบความสำเร็จในทุกๆ ครั้ง ขณะที่ในครึ่งหลังเจ้าตัวก็ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นได้เหมือนเดิม ทำให้แดนกลางของ "เจ้าบุญทุ่ม" ไม่สามารถรับมือได้

    เบ็ดเสร็จแล้วในเกมถล่ม บาร์ซ่า นั้น ติอาโก้ ผ่านบอลไปทั้งหมด 74 ครั้งซึ่งมากกว่านักเตะทุกคนที่อยู่ในสนาม โดยมีเพียงแค่ เคราร์ด ปิเก้ ที่ทำได้ใกล้เคียงอยู่ที่ 61 ครั้งแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการผ่านบอลสั้นๆ, รีบเร่ง และบางครั้งก็สะเปะสะปะเนื่องจากโดนนักเตะบาเยิร์น วิ่งกดดันเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

    ขณะที่การผ่านบอลทั้งหมด 74 ครั้งของ อดีตสตาร์บาร์เซโลน่า มีเพียงแค่สามครั้งเท่านั้นที่ผิดพลาด ส่วนอีก 71 ครั้งต้องบอกว่าเข้าเป้าทั้งหมด ฉะนั้นหาก "หงส์แดง" ได้ ติอาโก้ มาร่วมทีม โอกาสที่แนวรุกของพวกเขา โดยเฉพาะ 3 ประสาน "หิน เหล็ก ไฟ" อย่าง โม ซาลาห์, มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ คงจะได้ยิงประตูสนุกเท้าแน่นอน
 
พรสวรรค์เต็มเปี่ยมช่วยสร้างสรรค์เกม

    สิ่งที่ทำให้ ติอาโก้ เป็นนักเตะที่มีความพิเศษ และบรรดาผู้จัดการทีมทุกคนมักจะพูดคุยถึงนั่นก็คือพรสวรรค์ในการเล่น และการสร้างสรรค์เกมของเขา ที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับทีม ซึ่งสิ่งนี้สามารถพลิกสถานการณ์ให้ทีมคว้าชัยชนะได้

    จริงๆ แล้วพ่อแม่ของ ติอาโก้ เป็นชาวบราซิเลียนแท้ๆ โดยบิดาบังเกิดเกล้าของเขาก็คือ มาซินโญ่ หนึ่งในขุนพลนักเตะแซมบ้าชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะเป็นนักเตะจอมสร้างสรรค์เกมตามสายเลือดของบรรพบุรุษ โดยสิ่งนี้เจ้าตัวได้แสดงให้เห็นแล้วในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส

      จอมทัพหมายเลข 6 "เสือใต้" มีการเล่นที่ไหลลื่นและเต็มไปด้วยความมั่นใจ และยังสามารถจ่ายบอลหลายแบบ ไม่ว่าจะในเรื่องระยะความเร็ว และความสูงของการผ่านบอล นอกจากนี้นักเตะยังคอยทำหน้าที่เก็บบอล และครองบอลบริเวณครึ่งสนามฝั่งบาร์ซ่า ที่สำคัญ ติอาโก้ ยังสามารถดักจังหวะการเล่นของ อีวาน ราคิติช ได้จนอยู่หมัด

     สำหรับการคุมจังหวะ และการวางบอลที่แม่นยำ เป็นสิ่งที่ ลิเวอร์พูล ยังขาดหายไปพอสมควร ฉะนั้นหาก ติอาโก้ ย้ายมาสวมชุด "เดอะ เร้ดส์" จะเป็นการเติมเต็มจุดนี้ได้อย่างลงตัว และจะทำให้เกมรุกของ "หงส์แดง" น่ากลัวมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ก็ยังช่วยคุมจังหวะเกม ทำให้ทีมเล่นได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม และไม่รนรานด้วย

วิ่งไม่รู้จักเหนื่อย ทำงานหนักเพื่อปั้นเกมให้ทีม

    จุดนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สังเกตและเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้วว่าทำไมผู้จัดการทีมทุกคนถึงอยากได้เขามาอยู่ในทีม เพราะนักเตะเป็นผู้เล่นประเภทที่สามารถวิ่งได้ทั่วสนาม และคอยหาพื้นที่ว่างเพื่อที่จะสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมในการทำประตู

    สำหรับ คล็อปป์ ด้วยสไตล์การทำทีมของเขา แน่นอนว่าพรสวรรค์ของ ติอาโก้ เป็นอะไรที่น่าประทับใจมากๆ เพราะรูปแบบการเล่นและความสามารถของ ดาวเตะทีมชาติสเปน ถือว่าเป็นการเติมเต็มที่สุดเพอร์เฟกต์หากเจ้าตัวย้ายมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์

    นอกจากนี้ ติอาโก้ ยังมักจะวิ่งขึ้นไปคอยกดดันแนวรับของทีมคู่แข่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ คล็อปป์ ประทับใจมากๆ เนื่องจากการเล่นแบบเพรสซิ่งเป็นสไตล์ที่กุนซือชาวเยอรมัน นำมาใช้กับ "หงส์แดง" โดยเฉพาะเวลาที่ทีมเสียบอล จะต้องรีบแย่งบอลคืนกลับมาให้เร็วที่สุดซึ่งการเล่นแบบนี้จะเป็นการทำลายสภาพร่างกายและจิตใจของคู่แข่งได้เป็นอย่างดี

    ดังนั้นสไตล์การเล่นและทัศนคติของ ติอาโก้ เหมาะเจาะลงตัวที่จะมาประจำในแดนกลางของทีม ที่สำคัญเขาจะมาช่วยแบ่งเบาภาระให้กับ ฟาบิโญ่ และเอาเข้าจริงๆ หากดาวเตะชาวบราซิเลียน ได้เล่นเคียงข้างกับ สตาร์เลือดกระทิงดุ วัย 29 ปี อาจจะทำให้เขาแสดงศักยภาพได้มากยิ่งขึ้นด้วย

ปรับตัวได้ทุกตำแหน่งในแดนกลาง

    ข้อดีของ ติอาโก้ ก็คือเขาสามารถเล่นในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงมิดฟิลด์ไม่ว่าจะเป็น มิดฟิลด์ตัวกลาง, มิดฟิลด์ตัวรับ หรือจะสวมบทมิดฟิลด์ตัวรุกก็ได้ โดยสิ่งนี้ เป็นจุดที่ คล็อปป์ ชื่นชอบมากๆ เพราะจะทำให้ทีมมีการเล่นที่หลากหลาย โดยสามารถปรับนักเตะให้เล่นในตำแหน่งไหนก็ได้เพื่อให้เหมาะกับการเจอคู่แข่งในแต่ละเกม

    อย่างลืมว่าในฤดูกาล 2020/2021 สถานการณ์ในแดนกลางของ "หงส์แดง" ยังไม่แน่นอน เพราะกรณีของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ก็มีแววว่าจะย้ายไปเล่นกับ บาร์เซโลน่า ขณะที่ ฟาบินโญ่ กับ นาบี เกอิต้า บางครั้งก็ฟอร์มหลุด ส่วน อดัม ลัลลาน่า ก็โบกมือลาทีมไปแล้ว สำหรับ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็เจ็บบ่อย ด้าน เจมส์ มิลเนอร์ ก็อายุอานามมากขึ้นทุกวัน ส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีมจะต้องกรำศึกหนักจนบางครั้งร่างกายอ่อนล้า

    ฉะนั้นการได้ ติอาโก้ มาเสริมทัพ จะช่วยทำให้ทีมมีสมดุลมากขึ้น เพราะหาก "เดอะ เร้ดส์" ขาดผู้เล่นในแดนกลางบริเวณไหนก็ตาม คล็อปป์ ก็สามารถจับเขายืนแทน และก็ทำผลงานได้ดีไม่มีที่ติ ซึ่งนักเตะก็แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดกับการเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค

    ที่สำคัญประสบการณ์ของเจ้าตัวต้องบอกเลยว่าล้ำค่าสุดๆ เพราะ ติอาโก้ ผ่านการฝึกปรือฝีเท้าทั้งกับ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค พร้อมทั้งประสบความสำเร็จมากมายกับทั้งสองสโมสร ฉะนั้นนักเตะย่อมมีหัวใจแห่งผู้ชนะ และประสบการณ์ที่รู้ว่าจะต้องทำยังไงเพื่อให้ทีมบรรลุเป้าหมายสู่การได้โทรฟี่แชมป์มาครอบครอง
 
    แน่นอนว่าความเก๋าผสมพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัว จะช่วยยกระดับแดนกลางของ "หงส์แดง" มากยิ่งขึ้น ส่วนผลพลอยได้อีกเรื่องที่ตามมาก็คือการที่บรรดานักเตะดาวรุ่งจะได้ศึกษาและเรียนรู้แนวทางการเล่นของเขา เพื่อที่จะได้นำไปพัฒนาต่อยอดสำหรับโอกาสในการก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ในอนาคต

ลินเดอเลิฟปะทะบรูโน่! เช็กโปรแกรมแข้งแมนยูติดทีมชาติบู๊เนชั่นส์ ลีก

ก่อนพรีเมียร์ลีกจะกลับมาฟาดแข้งกันในสัปดาห์หน้า สัปดาห์นี้มีโปรแกรมฟุตบอลที่น่าสนใจทีเดียวเมื่อ ยูฟ่า เนชั่นส ลีก กลับมาอีกครั้ง โดยในการแข่งขันสองนัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 3-8 กันยายน นี้ เหล่าแข้ง "ปีศาจแดง" ถูกเรียกติดทีมชาติทั้งหมด 9 รายด้วยกัน หากแฟนผีอยากชมฟอร์มของพวกเขา มาเช็กโปรแกรมการแข่งขันกัน
ลินเดอเลิฟปะทะบรูโน่! เช็กโปรแกรมแข้งแมนยูติดทีมชาติบู๊เนชั่นส์ ลีก
    สัปดาห์ที่แล้ว แกเร็ธ เซาธ์เกต ประกาศรายชื่อขุนพลทีมชาติอังกฤษซึ่งมี เมสัน กรีนวู้ด ติดทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในอาชีพการค้าแข้ง โดยดาวยิงวัย 18 ปีทำผลงานน่าประทับใจด้วยการซัดทั้งหมด 17 ประตูในฤดูกาล 2019/20 และเขามีโอกาสที่จะได้ลงสัมผัสเกมทีมชาติเป็นครั้งแรกในนัดเจอ ไอซ์แลนด์ หรือ เดนมาร์ก

    ขณะที่ ดีน เฮนเดอร์สัน นายด่าน “ปีศาจแดง” ที่เพิ่งต่อสัญญากับทีมไปจนถึงปี 2025 ก็มีรายชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันและหากเทียบฟอร์มในปัจจุบันกับนายด่านอีกสองคนอย่าง จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน) และ นิค โป๊ป (เบิร์นลี่ย์) แล้ว เฮนเดอร์สัน ถือว่ามีลุ้นประเดิมลงเฝ้าเสาให้กับ “สิงโตคำราม”

    ในรายของ มาร์คัส แรชฟอร์ด จำเป็นต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ ด้าน แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โดนตัดชื่อออกจากทีมชาติอังกฤษเหตุเพราะคดีฉาวที่กรีซ

    สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ มีรายชื่อติดทัพ สกอตแลนด์ เตรียมพร้อมพบกับทีมชาติ อิสราเอล และ เช็ก

    ไรอัน กิ๊กซ์ เรียกสองดาวรุ่งของ “ผีแดง” แดเนี่ยล เจมส์ และ ดีแลน เลวิตต์ มาเป็นส่วนหนึ่งใน 26 ขุนพลที่จะเจอกับทีมชาติฟินแลนด์ และ บัลแกเรีย

    นอกจากนี้เราจะได้เห็นแข้งแมนฯ ยูไนเต็ด มาปะทะกันในโปรแกรมทีมชาติสุดสัปดาห์นี้ด้วย เมื่อฝรั่งเศสต้องบุกเยือนสวีเดน ณ สนาม “เฟรนด์ส อารีน่า” ที่ สต็อกโฮล์ม โดยเจ้าของแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 เลือก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มาติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปีเลยทีเดียว ขณะที่ สวีเดน มี วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ คอยบัญชาการเกมรับเช่นเดิม 

 
    หลังจากทัพ "ไวกิ้ง" มีคิวดวลกับ ฝรั่งเศสแล้ว พวกเขาต้องปะทะกับ โปรตุเกส แชมป์เนชั่น ลีก ปี 2019  ซึ่งมีแข้ง “ปีศาจแดง” อย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ติดทัพ “ฝอยทอง” ภายใต้การคุมทีมของ แฟร์นานโด ซานโตส

    ด้าน สเปน ที่มี ดาบิด เด เคอา มีโปรแกรมทำศึกบิ๊กแมตช์กับทัพ “อินทรีเหล็ก” เยอรมัน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการเจอ ยูเครน สัปดาห์หน้า

    สุดท้ายว่าที่นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค หลังจากตรวจร่างกายกับทีมเป็นที่เรียบร้อยก็กลับไปเข้าแคมป์ทีมชาติฮอลแลนด์ก่อนมีคิวพบกับ โปแลนด์ และ อิตาลี

รวมโปรแกรมแข้งแมนยูในยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2020

    เยอรมัน พบ สเปน (ดาบิด เด เคอา) เวลา 01.45 น.

    ฟินแลนด์ พบ เวลส์ (แดเนี่ยล เจมส์ / ดีแลน เลวิตต์) เวลา 01.45 น.

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2020

    สกอตแลนด์ (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์) พบ อิสราเอล เวลา 01.45 น.

    ฮอลแลนด์ (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค) พบ โปแลนด์ เวลา 01.45 น.

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2020

    ไอซ์แลนด์ พบ อังกฤษ (ดีน เฮนเดอร์สัน / เมสัน กรีนวู้ด) เวลา 23.00 น.

    โปรตุเกส (บรูโน่ แฟร์นันด์ส) พบ โครเอเชีย เวลา 01.45 น.

    สวีเดน (วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ) พบ ฝรั่งเศส (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล) เวลา 01.45 น.

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2020

    เวลส์ (แดเนี่ยล เจมส์ / ดีแลน เลวิตต์) พบ บัลแกเรีย เวลา 20.00 น.

    สเปน (ดาบิด เด เคอา) พบ ยูเครน เวลา 01.45 น.

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2020

    เช็ก พบ สกอตแลนด์ (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์) เวลา 01.45 น.

    ฮอลแลนด์ (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค) พบ อิตาลี เวลา 01.45 น.

 วันอังคารที่ 8 กันยายน 2020

    เดนมาร์ก พบ อังกฤษ (ดีน เฮนเดอร์สัน / เมสัน กรีนวู้ด) เวลา 01.45 น.

    ฝรั่งเศส (อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล) พบ โครเอเชีย เวลา 01.45 น.

    สวีเดน (วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ) พบ โปรตุเกส (บรูโน่ แฟร์นันด์ส) เวลา 01.45 น.

เจ๋งไหม..แข้งนอกใหม่แกะกล่องเขย่าไทยลีก

ศึกฟุตบอลไทยลีก1 ฤดูกาล 2020-2021 จะกลับมารีสตาร์ทกันอีกครั้งหลังจากก่อนหน้านี้ฟาดแข้งกันไปแล้ว 4 เกม แต่เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ทำให้ลีกต้องถูกระงับการแข่งขันชั่วคราวแบบยาวๆ 5 เดือน นวัตกรรมตะบันแข้งที่ฝ่ายจัดการแข่งขันพยายามค้นคิดหากรรมวิธีมากมายเพื่อให้ฟุตบอลออกมาในสิ่งที่ฝ่ายจัดต้องการให้เป็นจึงเกิดขึ้นโดยเรื่องสำคัญที่น่าสนใจคือเรื่องของตลาดซื้อ-ขาย รอบพิเศษ ที่เปิดให้โอนย้ายกันระหว่างวันที่ 25 ส.ค.-7 ก.ย.63 ตลาดรอบนี้ทุกทีมมีสิทธิ์ที่จะเทผู้เล่นออกแบบยกกระบิดึงผู้เล่นเข้าแบบไม่อั้นขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเงินของแต่ละทีม

การย้ายเข้าออกของผู้เล่นส่วนใหญ่รอบนี้จะเป็นการย้ายผู้เล่นในลีก มากกว่าที่จะอิมพอร์ตเข้ามา ซึ่งมาถึงวันนี้มีผู้เล่นที่มาจากลีกนอกประเทศเพียง 7 ราย ประกอบไปด้วย บุรีรัมย์ 4 ราย ,บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 1 ราย ,ราชบุรี เอฟซี 1 ราย และ เชียงราย ยูไนเต็ด 1 ราย  ผู้เล่น 6 ใน 7 ราย เป็นสิ่งที่แฟนบอล,สโมสรผู้ว่าจ้างคาดหวังอยากเห็นความแปลกใหม่สร้างความสำเร็จเพราะตลาดรอบนี้เหมือนเป็นตลาดที่เปิดมาช่วยเยียวยาหลายๆด้านทั้งเรื่องของสภาวะทางการเงินทีมกลางๆไปจนถึงเล็กๆ  รวมไปถึงทีมใหญ่ๆที่ผลงานยังไม่เข้าเป้า ตลาดรอบพิเศษที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นเส้นบางๆแห่งความหวัง

หากไม่นับรายของ “จาจ้า”แจ็คสัน โคเอญโญ่ ที่เชียงรายคว้าตัวมาร่วมทีม เพราะเคยโลดแล่นลีกไทยมาแล้ว ทั้งการเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด,เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด  ไทยลีก ซีซั่นนี้จะมีแข้งนอกหน้าใหม่เข้ามาสู่ทีมถึง 6 คน นี่คือการแกะกล่องความสามารถบนลีกไทยของแข้งหน้าใหม่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่เรื่องราวในสนามแข่งขันในวันที่ 12 ก.ย.63 เป็นต้นไปจะเป็นตัวชี้วัด แต่ก่อนจะแกะกล่องแฟนบอลไทยไปทำความรู้จักกับบรรดาแข้งหน้าใหม่ของ 3 สโมสรกันว่ามีอะไรโดดเด่นถึงกล้าทุ่มมาในช่วงของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและวิกฤตโรค พอหอมปากหอมคอ

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เลือกเปลี่ยนถ่ายตัวผู้เล่นต่างชาติแบบยกล็อต  ในช่วงตลาดพิเศษรอบนี้ พร้อมกับนำเข้ามาใหม่ 4 รายรวด ในทุกตำแหน่ง  เรนาโต เคลิช แข้งวัย 29 ปี จากโครเอเชีย จะก้าวมายืนปักหลักเกมรับแทน อันเดรส ตูเนซ ที่ย้ายไปอยู่บีจี ปทุม ยูไนเต็ด  ประสบการณ์ถือว่าน่าสนใจผ่านการติดทีมระดับเยาวชนของโครเอเชียมาหลายรุ่น 18,19,20,21 ปี  ย้ายมาจากสโมสร  ซิบาเรีย ในโครเอเชีย ประสบการณ์ฟุตบอลอาชีพ 299 เกม ยิงไป 9 ประตู  นอกจากตำแหน่งเซนเตอร์แบ๊คที่ถนัดแล้วยังสามารถยืดไปเล่นแบ๊คขวาเคยค้าแข้งกับสโมสรดังสโลวาน  ไลบิเลซ

ส่วนอีก 3 ราย  ประกอบไปด้วย จิดี คานยุค  แข้งอิสราเอล วัย  27 ปี  ที่จะมาบัญชาการในตำแหน่งกลางตัวรุก  อีกทั้งยังมีชื่อของ อัคบาร์  อิสมาตุลราเยฟ  ดาวเตะวัย  29 ปี ทีมชาติอุซเบกิสถาน ที่จะมาซัพพอร์ตแดนกลางแต่จะเป็นตัวปัดกวาดเกมรุกคู่แข่งพร้อมกับตำแหน่งโควตาเอเชีย  และรายสุดท้ายที่น่าสนใจคือ  มาร์โก เซโปวิซ  กองหน้า วัย 29 ปี ชาวเซอร์เบีย  ตำแหน่งที่สโมสรตามหาตั้งขาดหาย ดิโอโก  หลุยส์ ซานโต ไป จะทดแทนได้หรือไม่นับว่าน่าติดตาม แต่ดูจากชื่อชั้นที่ก้าวไปถึงทีมชุดใหญ่ เซอร์เบีย ช่วงปี 2012 รวมไปถึงผ่านการเล่นให้ทีมใหญ่ๆทั้ง เบลเกรด ,โอลิมเปียกอส,มาร์ยอกา ก็น่าจะมีดีพอตัว ประสบการณ์ฟุตบอลอาชีพตลอดชีวิต 279 เกม 102 ประตู ก็จัดว่าคมเอาเรื่องแต่ทุกอย่างหลังจากนี้คือเรื่องของการปรับตัวทั้งเรื่องเคมีกับเพื่อนร่วมทีมรวมไปถึงสภาพแวดล้อมกล่อง 4  ใบนี้ของ บุรีรัมย์ คือความหวังสูงสุดในการเป็นองค์ประกอบใหญ่ไล่ล่าแชมป์

น่านฟ้าเปิดแล้วเจอกันนั่นคือคำมั่นสัญญาของ ประธานสโมสรบีจี ปทุมยูไนเต็ด อย่าง ปวิณ   ภิรมย์ภักดี  เป็นการเอ่ยถึงขุนศึกซามูไรหน้าใหม่ที่จะสอดแทรกเข้ามาสู่ทีมในช่วงของตลาดซื้อขายพิเศษเกิดขึ้น  เพื่อเป็นการเติมเต็มขีดความสามารถของทีมในการสร้างโอกาสลุ้นแชมป์ฤดูกาล 2020-2021  ชื่อของ มิตซุรุ มารุโอกะ ก้องอยู่ในหูแฟนบอลชาวไทยในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา  แน่นอนว่าโปไฟล์แบบไหน?ที่ทีมใหญ่อย่างบีจีต้องการสอยเข้ามาสู่ทีม มารุโอกะ มีชื่อจากการไปร่วมทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุน  แม้ว่าจะเป็นทีมสำรองและมีโอกาสในชุดใหญ่น้อยแต่ตัวเลขอายุ 24 ปี นี่คือความท้าทายใหม่ๆของแข้งดังจากญี่ปุ่น  ประสบการณ์ในเส้นทางฟุตบอลอาชีพทั้ง เซนเรโซ โอซากา,ดอร์ทมุน,วีวาเรน นากาซากิ,ยามากูชิ น่าจะพอช่วยให้ความมั่นใจเกิดขึ้นบ้างในกลุ่มแฟนบอล กล่องใหม่ใบนี้ของบีจีรอการเปิดให้วงการฟุตบอลได้ยลซึ่งเมื่อลีกเปิดทุกอย่างคือคำตอบ

กลายเป็นทีมที่มีกลุ่มผู้เล่นอายุน้อยอยู่ในทีมค่อนข้างเยอะสำหรับ ราชบุรี เอฟซี  แม้กระทั่งดีลผู้เล่นต่างชาติโควตาอาเซียนล่าสุดในช่วงตลาดพิเศษยังเลือกแข้งวัย 20 ปี อย่าง จัสติน บาส  ดาวเตะกองหลังตัวกลาง ลูกครึ่งดัตซ์-ฟิลิปปินส์  มีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่ฟิลิปปินส์ และก่อนหน้านี้เคยรับใช้ทีมชาติชุด 15 ปี ของฮอลแลนด์  ซึ่งแข้งรายนี้เกิดที่คูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไปเติบโตในฮอลแลนด์ เริ่มต้นกับการเป็นเด็กฝึกหัดของ อัคมาร์ ก่อนที่จะขยับตัวเองสู่ทีมสำรอง สำหรับในทีมชาติฟิลิปปินส์  บาส มีชื่อลงเล่นให้กับทีมชาติในรายการฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชียในเกมที่พบกับ ซีเรีย และ กวม นี่คืออีกหนึ่งกล่องสุ่มที่กำลังจะเปิดในวงการฟุตบอลไทย

 

เด็กผีลุ้นระทึก!ไรโอล่ายันเรื่องอนาคต “ป็อกบา”

 มิโน่ ไรโอล่า ตัวแทน ปอล ป็อกบา ประกาศชัดเจนลูกค้าของเขาจะอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไปในช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งงานเป็นการจบข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับอนาคตของนักเตะกับทัพ "ปีศาจแดง" แถมยังเปรยกำลังเตรียมเจรจาเรื่องสัญญาฉบับใหม่ด้วย
    มิโน่ ไรโอล่า เอเจนต์คู่ใจ ปอล ป็อกบา กองกลางแชมป์โลก ออกโรงยืนยันนักเตะในความดูแลของเขาจะอยู่ค้าแข้งกับทัพ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อไปแน่นอน หลังจากที่มีข่าวออกมาตลอดว่า สตาร์ดังเลือดเฟร้นช์ จะย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

    มิดฟิลด์ทีมชาติฝรั่งเศส ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องอนาคตในการเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด มาตลอดช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และดูเหมือนว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ที่เขาอาจจะเลือกเก็บเสื้อผ้าออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    ในช่วงเวลานั้นมี "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด และ "ม้าลาย" ยูเวนตุส แสดงความสนใจอย่างชัดเจนว่าอยากได้ ป็อกบา ซึ่งเหลือสัญญาไม่ถึงปีกับทัพ "ปีศาจแดง" ไปร่วมทีม ก่อนที่ทุกอย่างจะต้องหยุดชะงักเนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    ล่าสุด ไรโอล่า จัดการเคลียร์ประเด็นนี้เรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าตัวได้ยืนยันผ่าน สกาย สปอร์ต อิตาเลีย สื่อดังในอิตาลี ว่า ดาวเตะวัย 27 ปี จะไม่อำลา "โรงละครแห่งความฝัน" ในช่วงซัมเมอร์นี้ และเตรียมที่จะขยายสัญญาฉบับใหม่ด้วย "ปอล ป็อกบา จะอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป"

    "ป็อกบา เป็นนักเตะสำคัญของ แมนฯ ยูไนเต็ด พวกเขามีโปรเจกต์ที่สำคัญมากๆ และมีเขารวมอยู่ด้วย 100 เปอร์เซนต์  แมนฯ ยูไนเต็ด จะไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ ในการขาย ป็อกบา ซัมเมอร์นี้ ที่สำคัญเราจะมีการพูดคุยเรื่องสัญญาใหม่ในเร็วๆ นี้ ไม่มีอะไรต้องรีบร้อน" ไรโอล่า ระบุ

ใครนะ!โดน”ดีทมาร์ ฮามันน์”ไล่ให้กลับไทยไปทำนา

อดีตนักเตะดังอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยบอกให้นักเตะไทย รายหนึ่งไปทำนาดีกว่าหากเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ !
   
นักเตะคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นั่นเอง อดีตกองกลาง ดีกรีทีมชาติ เยอรมัน ที่เคยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค , นิวคาสเซิล , ลิเวอร์พูล , โบลตัน ฯ , มิลตัน คีนส์ ดอน  ไล่ให้"เจ้าคาร์" กลับมาทำนาที่เมืองไทยมาแล้ว เมื่อตอนที่ "เจ้าคาร์" ไปร่วมซ้อมกับทีม "เรือใบสีฟ้า " แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สมัยที่ ทีม "เรือใบสีฟ้า " มีเจ้าของทีมเป็นคนไทย อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

    ห้วงเวลานั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ให้โอกาส 3 นักเตะไทยไปฝึกลูกหนังกับ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 3 คนคือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทองฯที่ ค้าแข้งอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ ในเจลีก ขณะนี้ , สุรีย์ สุขะ อดีตแข้งดัง ชลบุรีฯ ที่ตอนนี้เล่นกับ สิงห์ระฆังทอง และอีกรายก็คือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นักเตะจากเมืองดอกบัว จ.อุบลฯ ที่ตอนนั้นเล่นกับ "ฉลามชล" นั่นเอง

    ปัจจุบันในวัย 34 ปี "เจ้าคาร์" อำลา การเป็นนักเตะไปแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำไป โดยกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ทีมสุดท้ายที่ เขาเล่นคือ โปลิศ เทโรฯ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บริเวณ หมอนรองกระดูกหัวเข่าขวา อักเสบ เลยทำให้เขาไม่สามารถไปต่อในฐานะพ่อค้าแข้งได้

    ปูมหลังของ "เจ้าคาร์" เขาเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนศรีประทุมพิทยาคม บ้านเกิด แต่ สถาบันการศึกษาที่ทำให้"เจ้าคาร์"ได้เดินสู่การเป็นพ่อค้าแข้งจริงจังก็คือ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตนักเตะให้"ฉลามชล" และหลายๆทีมในเครือเมืองชล ต่อจากอสช.ศรีราชา  นั่นเอง ที่เขามาเรียนระดับม.ปลายที่นี่และก้าวเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในที่สุด ก่อนจบปริญญาตรี ม.กรุงเทพธนบุรี

    ด้านการรับใช้ชาตินั้น "เจ้าคาร์" เริ่มต้นติดธงหนแรกชุด ยช. 16 ปี ที่ มี"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ทำทีม  ตอนเรียน ม.4 นักเตะชุดนั้นมี เจษฎากรณ์ เหมแดง , ภานุวัฒน์ จินตะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ อดีตเพื่อนร่วมทีม"ฉลามชล"

    จากนั้นติดยช.19 ปี ที่มี"โค้ชหรั่ง"ชาญวิทย์ ผลชีวิน คุมทัพ ก่อนจะติดทีมชุดปรีโอลิมปิก และติดธงชุดใหญ่หนแรกในวัยแค่ 19 ปีเคยเล่นกับรุ่นพี่อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง , ธชตะวัน ศรีปาน ในศึกอช.คัพ เมื่อปี คศ. 2007 , คัดเลือกฟุตบอลโลก ก็เคยติดมาแล้ว

    "เจ้าคาร์"  เล่นซีเกมส์ 3 ครั้ง ได้แชมป์  2 สมัยที่ ฟิลิปปินส์ และไทย อีกครั้งก็คือ ที่ ลาว 

    เมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อราว 12 ปีที่แล้ว แม้จะไม่สามารถฝ่ากำแพงสู่การเป็นนักเตะอาชีพในลีกดังอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษได้แต่ก็ทั้ง 3 รายได้รับการส่งต่อโดย "เจ้ามุ้ย" กับ สุรีย์ ถูกส่งไปซ้อมกับ กลาส ฮอปเปอร์ ซูริค ทีมดังลีกสวิตเซอร์แลนด์ ส่วน "เจ้าคาร์" ได้ไปซ้อมกับ คลับ บรูซ ของเบลเยียม โดย"เจ้าคาร์" หอบเงินกลับมาราว 4 ล้านบาท ในครั้งนั้น

    "เจ้าคาร์" เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ เขาโดน ดีทมาร์ ฮามันน์ ไล่ให้กลับไทยมาทำนา ประมาณ ว่า เล่นฟุตบอลเหมือนควาย นั้นเกิดตอนที่ผมซ้อมกับ แมนฯซิตี้ มีจังหวะหนึ่งที่ผมส่งบอลผิดจังหวะไปให้ ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ แบบส่งบอลเสียเลยทำให้ นักเตะเยอรมัน รายนี้อารมณ์เสียของขึ้น 555 พี่แกเลยด่าใส่ผม แต่ผมไม่โกรธนะครับ เพราะเราส่งบอลให้เขาไม่ดีจริงๆ"

    เส้นทางลูกหนังของ"เจ้าคาร์" นั้นเขาเล่นกับ ชลบุรีฯ ตั้งแต่อายุ 15-27 ปี จากนั้น ไปอยู่กับ "กว่างโซ้ง" สิงห์เชียงรายฯ 3 ฤดูกาลครึ่ง และกลับมาอยู่กับชลบุรีฯ 6 เดือนในเลกสองฤดูกาล พ.ศ. 2560  และ โปลิศเทโรฯ ที่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียว กระทั่ง ล่าสุดอยู่กับ โปลิศ เทโรฯ แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว

    วันนี้ชีวิตของ"เจ้าคาร์ "มีความสุขดี มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 30 ไร่ ซึ่ง 25 ไร่เป็นที่นา อีก 5 ไร่ เป็นที่ติดถนน คิดมูลค่าทั้งหมดก็น่าจะตัวเลขหลายล้านบาท

    "เจ้าคาร์" ร่วมกับ พี่ชาย ประวุฒินันท์ สายแวว นักเตะรุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา ที่จบการศึกษาจากม.มหิดล และเป็นโค้ชดีกรี ซีไลน์เซนส์ เอเอฟซี โดยอะคาเดมี่ที่ใช้ชื่อเขาเอง ว่า เกียรติประวุฒิ อะคาเดมี่ ตั้งอยู่อ.เมือง จ.อุบลฯที่สนาม ทูเดย์ สเตเดี้ยม อยู่ข้างๆ แมคโคร อุบลฯ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ เบอร์ 082-2026168 หรือเฟสบุ๊ค เกียรติประวุฒิ อคาเดมี่

 

วารานแจกขนม, เชซุสโคตรเด่น ! ผ่า 5 ประเด็น แมนซิตี้ สยบ “ราชัน”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการตอกย้ำชัยชนะในแมตช์ปะทะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัด 2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ลอยลำเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-2

    สำหรับเกมนี้แฟนบอล "สำเภาทอง" ต้องขอบคุณ ราฟาแอล วาราน มากๆ ที่เล่นผิดพลาดในจังหวะสำคัญส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเสีย 2 ประตู ขณะที่ฟอร์มของ กาเบรียล เชซุส โดดเด่นเป็นสง่า และพร้อมที่จะแบกรับหน้าที่ยิงประตูแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้สบายๆ

    ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับคำว่าเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก หลังจากที่ปั้นเกมให้กับต้นสังกัดได้อย่างสุดยอดไม่มีที่ติ ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอ กุนซือชาวสแปนิช ถือเป็นยอดโค้ชที่มาพร้อมกับแท็คติกที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเพื่อให้ทีมบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นการแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ แข่งเกมเดียวจบ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้ "เรือใบสีฟ้า" มีคิวพบกับ โอลิมปิก ลียง และหากมองดูเส้นทางแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรจริงๆ !!!

 

 

1. วาราน แจกโชคสองชั้น
    การที่ เรอัล มาดริด มาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขามีแนวคิดที่จะต้องเปิดเกมรุกเพื่อทำประตูให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากได้ประตูเร็ว จะเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทันที เนื่องจากพวกเขาจะพลาดไม่ได้ไม่งั้นต้องร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    อย่างไรก็ตาม ราฟาแอล วาราน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นมากๅ ในวงการลูกหนังโลก และมีประสบการณ์สูงแถมยังผ่านความสำเร็จในการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย และแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้ว จะทำเรื่องที่ผิดพลาดราวกับเด็กประถมได้ขนาดนี้

    จังหวะที่เสียประตูแรก วาราน พยายามที่จะโชว์ความเหนือชั้นในการพยายามที่จะครองบอล แต่สุดท้ายดันทำผิดพลาดมหันต์เมื่อโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอล ก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดเป็นประตูขึ้้นตั้งแต่ 9 นาทีแรก ยังไม่หมดแค่นั้น ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ยังทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลคืนหลังเบาเกินไป ทำให้โดน เชซุส ฉกยิงขึ้นนำ 2-1

    ผลงานของ วาราน ในแมตช์นี้ทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยถึงขนาดเปรียบเทียบว่าฟอร์มแบบนี้ราวกับ "นักเตะสมัครเล่น" !!!

 
2. อาซาร์ หายไปไหนอะ-เสียดายไม่มี เบล  !!
    การกลับมาเยือนอังกฤษ เหมือนเป็นการได้กลับมาสู่ดินแดนที่คุ้นเคยของ เอแด็น อาซาร์ หลังจากที่เขาเคยโลดแล่นกับการเล่นเกมฟุตบอลในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 7 ฤดูกาล ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักเตะสามารถรับมือกับการเล่นกับ "เรือใบสีฟ้า" ได้ไม่ยากนัก

    แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า อาซาร์ ไม่มีบทบาทอะไรเลยในแมตช์นี้ โดย ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม แทบไม่มีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ขั้นเทพ เหมือนที่เขามักจะโชว์ให้เห็นตอนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "ราชันชุดขาว" เล่นไม่ออก

 

    เห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ เรอัล ขาดความสร้างสรรค์ในการเข้าทำ ขณะที่ อาซาร์ ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความาสมารถเฉพาะตัวในการทะลุทะลวงเกมรับ แมนฯ ซิตี้ เข้าไปสร้างอันตรายได้มากนัก ต่างจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีโอกาสใช้ความเร็วในการปั่นป่วนเกมรับเจ้าบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ อาซาร์ ในแมตช์นี้ ไม่เหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นเขาเล่นตอนอยู่กับ เชลซี !!

    ที่สำคัญ ซีเนดีน ซีดาน ยังทำเรื่องที่ผิดพลาดก่อนเกมแมตช์นี้ ด้วยการตัดชื่อ แกเร็ธ เบล ออกจากทีม เพราะหากมี ดาวเตะเลือดเวลส์ นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างน้อยๆ "ซิซู" ก็อาจจะใช้ความสามารถของเขาช่วยพลิกสถานการณ์ของทีมในยากคับขัน
 

3. ฟอลส์ ไนน์ ไปได้สวยกับ แมนฯ ซิตี้
    ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอสมควรที่ได้เห็น ฟิล โฟเด้น ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งฟอลส์ ไนน์ เพราะผู้เล่นที่น่าจะมีโอกาสมากกว่าอย่าง ดาบิด ซิลบา, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น แต่งานนี้ "เป๊ป" ต้องคิดมาอย่างรอบคอบแล้วจึงกล้าใช้ เจ้าหนูรายนี้ลงสนามในเกมที่มีความกดดันมากขนาดนี้

    ตอนแรกหลายคน (แม้แต่แฟนแมนฯ ซิตี้) ก็คงมองว่าระบบนี้ของ เป๊ป ค่อนข้างจะบ้าบอมากๆ แต่บทสรุปสุดท้ายมันการเป็นระบบที่สุดยอดจากมันสมองของกุนซือชาวสแปนิช  ที่สำคัญในเกมแรกที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว, เป๊ป ก็คือทำให้ทุกๆ คนต้องทึ่งมาแล้วด้วยการใช้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางถ้าเป็นตำแหน่งฟอลส์ ไนน์

    เป๊ป จับ เชซุส กับ สเตอร์ลิง ออกไปยืนเป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองข้างในช่วงแรก เพื่อต้องการกดดันกองหลังของ "โลส บลังโกส" ในพื้นที่กรอบเขตโทษ และแท็คติกนี้ก็ได้ผลเพราะนำไปสู่การได้ประตูแรกของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ้านเสียสมาธิไปหน่อยทำให้โดนตีเสมอในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาสู่เกม

    อย่างไรก็ตาม ขงเบ้งแดนกระทิงดุ รีบจัดการเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงพักครึ่ง และโยก เชซุส กลับมายืนเป็นหน้าเป้าซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเขา จากนั้นขยับ โฟเด้น ไปยืนแทนที่ ก่อนจะเปลี่ยนตัวออก และส่ง  ซิลวา ลงมาแทน ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาสู่แนวทางการเล่นที่โดดเด่นเหมือนเดิม

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอล่า มีแท็คติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแตกต่างได้ตลอดเวลา แม้อาจจะมีหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปราบ เรอัล มาดริด ก็คือการเกมรับที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ของ แชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้ ก็ตาม

   
4.  "คิง เดอ บรอยน์" จอมสร้างสรรค์เกม
    เควิน เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเวิลด์คลาสไปเรียบร้อยแล้วจากผลงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมตช์ล่าสุดที่ปะทะกับสโมสรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จอมทัพชาวเบลเยียม ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาคือผู้เล่นที่คู่แข่งต้องระวังตัวให้ดีๆ

    ในแมตช์นี้ โคตรคนจอมแอสซิสต์ เล่นงานกองหลัง "ราชันชุดขาว" จนปั่นป่วนไปหมด โดยไม่ว่าจะเป็นจังหวะการวางบอลยาว หรือการผ่านบอลสั้น เจ้าตัวทำได้ดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ติ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บอลออกจากเท้า เดอ บรอยน์ ต้องบอกว่าอันตรายทุกจังหวะ

 

    ที่สำคัญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม สามารถสร้างโอกาสให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึง 9 ครั้งในเกมกับ เรอัล มาดริด ฉะนั้นสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนบรรดาคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ว่าพวกเขาต้องจับตา เดอ บรอยน์ เอาไว้ให้ดีๆ เพราะหากปล่อยให้เขามีพื้นที่แม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์ที่จะเสียประตูได้เลยทีเดียว

    ฉะนั้นคงจะไม่เป็นการยกย่องปอปั้นจนเกินไปว่า เดอ บรอยน์ คือราชันแห่งการแอสซิสต์ ในยุคปัจจุบัน !!!

 

 

5. เส้นทางสู่แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ "เรือใบ"
    แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และตอนนี้หลายๆ คนคงยกให้พวกเขาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง หลังจากที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถปราบโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จในเกมเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับตอนนี้หากมองล่วงหน้าต้องบอกว่างานหนักของทัพ "สำเภาทอง" รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด อาจจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค หรือ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ โดยหากมองจากขุมกำลังของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากพอที่จะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

    จุดเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ก็คือเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ตลอด โดยเฉพาะการมี เดอ บรอยน์ ควรทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ ส่วน สเตอร์ลิง กับ เชซุส สามารถใช้ความเร็วในการจัดการกับแนวรับคู่แข่งจนขาดวิ่นได้สบายๆ ขณะที่ โรดรี้ เอร์นานเดซ คอยทำหน้าที่เก็บกวาดงานช่วยให้ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เล่นเกมรุกได้สบายๆ

    ขณะที่จุดที่ต้องแก้ไขก็คือเกมรับที่ยังค่อนข้างเปราะบาง และหากเจอทีมที่มีเกมรุกดุดัน มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียประตูได้เช่นกัน ฉะนั้น "เป๊ป" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติวเข้มลูกทีมห้ามทำผิดพลาดเหมือนกับ เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นในเกมนี้ เด็ดขาด ไม่งั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

ค่าเหนื่อยแพง, เข้ากับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ ! 5 เหตุผลสำคัญทำ ซานเชซ ดับกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

อเล็กซิส ซานเชซ สิ้นสุดฝันร้ายกับการเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว หลังนักเตะย้ายไปเล่นให้กับ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน แบบถาวรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เขาจะได้โอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และได้เรียกความมั่นใจในการเล่นฟุตบอลกลับมาอีกครั้ง

    หัวหอกชาวชิลี วัย 31 ปี ใช้เวลาเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมากับการเล่นแบบยืมตัวในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า และทำผลงานถูกใจกุนซืออันโตนิโอ คอนเต้ อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาสะกิดบอร์ดบริหารให้พยายามดึงตัว ซานเชซ มาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ได้

    สำหรับ คอนเต้ แล้วเขาเชื่อมั่นว่า ซานเชซ ยังเป็นนักเตะที่มีศักยภาพ และมีอนาคตกับทัพ "เนรัซซูรี่" ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาอยากจะได้ อดีตสตาร์อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า มาอยู่ในแผนการสร้างทีมเพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลหน้า

    ขณะเดียวกันหลายคนก็คงตั้งคำถามว่าทำไม ซานเชซ ถึงทำผลงานไม่ได้เมื่อสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" แล้วมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ฟอร์มของเขาสวนทางกับตอนที่เล่นให้ อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า

1. อาการบาดเจ็บ

    ซานเชซ ต้องพบกับความยากลำบากจากปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนั่นทำให้เขาไม่สามารถเรียกจังหวะการเล่นชั้นยอดเหมือนที่เคยเอาไว้กับ อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า

    ต้องยอมรับว่า ซานเชซ ประสบปัญหาบาดเจ็บบ่อยๆ จนทำให้พัฒนาการในการเล่นของเขากับทัพ "ปีศาจแดง" ไม่เข้ารูปเข้ารอย โดยนักเตะไม่ได้ลงเล่นถึง 8 เกมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี 2018 เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่เอ็นกล้อมเนื้อต้นขา

    วิบากกรรมของ สตาร์ชาวชิลี ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อเขาต้องพลาดลงเล่นอีก 8 เกมในเดือนมีนาคม-เมษายน เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าในปีถัดมา และเจ้าตัวยังมีปัญหาบาดเจ็บต้นขา และข้อเท้า หลายๆ ต่อหลายครั้ง โดยตลอดซีซั่น 2018/2019 นักเตะโดนปัญหาเหล่านี้เข้ามาแทรกตลอด ทำให้นักเตะไม่สามารถเอาชนะใจสาวก "เร้ด อาร์มี่" ได้เลย

2. แบกรับความคาดหวังสูง

     แม้ว่าในกรณีนี้จะไปโทษ ซานเชซ ซะทีเดียวก็ไม่ได้ แต่จากการที่นักเตะถูกคาดหวังเอาไว้สูงมากๆ ตอนที่ย้ายมาสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" พร้อมกับได้รับค่าเหนื่อยมหาศาล ทำให้ทุกๆ คนอยากเห็น ดาวเตะชาวชิลี ระเบิดฟอร์มเหมือนที่เขาเคยทำเอาไว้กับ อาร์เซน่อล และ บาร์ซ่า

    ย้อนไปในวันเปิดตัวที่สุดแสนเท่ของนักเตะที่นั่งเล่นเปียโนพร้อมกับสวมเสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเป็นเบอร์ที่เหล่าตำนานของสโมสรใส่ แน่นอนว่านั่นเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ซานเชซ เป็นการเซ็นสัญญาที่สำคัญมากๆ ของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร

    เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหาร "ปีศาจแดง" แสดงทัศนะเกี่ยวกับ ซานเชซ ตอนที่ได้นักเตะมาร่วมทีมว่า "มันเป็นการโพสต์ที่สุดยิ่งใหญ่สำหรับ ยูไนเต็ด ในอินสตาแกรมที่มีพูดคนกว่า 2 ล้านเข้ามากดไลค์ และแสดงความเห็น รวมทั้งยังมีการแชร์ผ่านเฟซบุ๊ค ยูไนเต็ด มากที่สุดในประวัติการณ์ นอกจากนี้ยังมีการรีทวิตโพสต์นี้มากที่สุด และ #Alexis7 ยังเป็นหัวข้อขึ้นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ทั่วโลกด้วย"

    ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ ซานเชซ ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน จนนำไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่อย่างที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา

3. เข้ากับพื่อนร่วมทีมไม่ได้

     สิ่งหนึ่งที่ ซานเชซ สามารถควบคุมได้นั่นก็คือการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เจ้าตัวก็ทำไม่สำเร็จ ส่งผลให้เขาไม่สามารถปรับตัวกับชีวิตในเมืองแมนเชสเตอร์ หรือกับเพื่อนๆ ร่วมอาชีพใน "โรงละครแห่งความฝัน"

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซานเชซ ซัดไป 4 ประตูให้กับ ชิลี และตะบันตาข่ายคู่แข่ง 2 ประตูให้กับ "ปีศาจแดง" โดยลงสนามไปทั้งหมด 27 เกมให้กับต้นสังกัดและอีก 10 แมตช์ให้กับประเทศชาติ ต้องบอกเลยว่านี่คือสถิติการยิงประตูที่ย่ำแย่สุดๆ ของ ซานเชซ เลยก็ว่าได้

     เรย์นัลโด้ รวยด้า  เทรนเนอร์ทีมชาติชิลี แสดงความเห็นเอาไว้เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ของ ซานเชซ ว่า "มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะอธิบายได้ แต่ อเล็กซิส อยู่ที่นี่ (ทีมชาติ) และแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างเต็มที่ บางทีที่ แมนเชสเตอร์ เขาไม่ได้ผูกสัมผัสกับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบจริงๆ"

    ดังนั้นการที่ ซานเชซ ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมทัพ "ผีแดง" ได้ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาพบกับความล้มเหลวที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
   
4. ความเหนื่อยล้า

    หนึ่งในเหตุผลที่อาจนำ ซานเชซ พบกับอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง นั้่นก็คือการลงสนามหลายแมตช์ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นอาการสะสมมานาน จนกระทั่งมาโป๊ะแตกเมื่อย้ายมาเล่นให้กับ "ปีศาจแดง"

    ลองย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว ซานเชซ มีส่วนกับการเล่นให้กับทีมชาติชิลี ในทุกๆ ซัมเมอร์ตั้งแต่ปี 2014 รวมทั้งการลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2 สมัย, เกมคอนเฟดเดเรชั่น คัพ และ โคปา อเมริกา 3 สมัย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเข้ามาสู่ร่างกายของนักเตะเรื่อยๆ

     แน่นอนว่ามันมีความเป็นได้สูงที่ ซานเชซ ต้องประสบกับความยากลำบากจากอาการเหนื่อยล้าในช่วงเวลาที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และทำให้เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ รวมไปถึงการที่ร่างกายกรำศึกหนักมานาน ยิ่งทำให้โอกาสได้รับบาดเจ็บสูงด้วย
 
5. ผ่านจุดพีคในการเล่นมาแล้ว ?

    บางที อเล็กซิส ซานเชซ อาจจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดในการค้าแข้ง ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาเล่นให้กับ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ตอนที่นักเตะสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญาในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 เดือนมกราคมปี 2018

    ในช่วงอาชีพของนักเตะต้องบอกว่าเขาทำผลงานได้ดีเยี่ยมมากๆ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2016/2017 ที่เล่นให้กับ อาร์เซน่อล เจ้าตัวงัดฟอร์มถล่มประตูด้วยการซัดไปถึง 30 ประตู จากการลงสนามให้กับ "ไอ้ปืนใหญ่" จำนวน 51 แมตช์จากทุกรายการ

    ขณะที่ในช่วงต้นซีซั่นถัดมา ซานเชซ เริ่มฟอร์มฝืดอย่างต่อเนื่องเมื่อยิงได้แค่ 7 ประตูกับ 3 แอสซิสต์เท่านั้น ก่อนที่เขาจะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า และเดินทางไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" ด้วยการย้ายสลับขั้วกับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ในช่วงปีใหม่

    สำหรับตอนนี้คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ กับการได้เห็น ซานเชซ ค้าแข้งให้กับ อินเตอร์ มิลาน แบบถาวร และนักเตะจะสามารถงัดฟอร์มเก่งกลับมาอยู่ในระดับที่เขาเคยทำได้ในอดีตหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าติดตามจริงๆ

มโนพัง! “ป็อกบา” เฉลยปริศนาข้อความในทวิตเตอร์แล้ว

ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์แชมป์โลกของ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เฉลยปริศนาทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องที่โพสต์เอาไว้ในทวิตเตอร์ว่าตอนนี้ได้ย้ายไปอยู่กับทีมใหม่แล้ว แต่เป็นทีมที่อยู่ในเกมออนไลน์ยอดฮิตเท่านั้น
               ปอล ป็อกบา กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับโพสต์ปริศนาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาแล้ว เมื่อเจ้าตัวประกาศเซ็นสัญญาย้ายไปเล่นให้กับทีมแวร์ด็องส์ เอฟซี ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่อยู่ในเกม "คอล ออฟ ดิวตี้ : วอร์โซน" (Call of Duty: Warzone) เกมออนไลน์ยอดฮิต 

               เมื่อประมาณ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ป็อกบา สร้างความฮือฮาด้วยการโพสต์ข้อความสั้นๆ ใน "ทวิตเตอร์" เว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดฮิต ว่า "วันพรุ่งนี้" (Tomorrow) ซึ่งทำเอาสาวก "เร้ด อาร์มี่" ทั่วโลก เนื้อเต้นสุดๆ โดยส่วนใหญ่มองว่าอาจจะเป็นการบอกเป็นนัยๆ เกี่ยวกับเรื่องการขยายสัญญาใหม่กับทัพ "ปีศาจแดง"

              สำหรับตอนนี้เรื่องทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว เมื่อ กองกลางแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ได้เฉลยเกี่ยวกับปริศนาดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าตอนนี้เขาได้ย้ายไปร่วมทีมแวร์ด็องส์ เอฟซี ซึ่งอยู่ในเกมออนไลน์ยอดฮิตที่มีจำนวนผู้เล่นมากกว่า 75 ล้านคน 

               สตาร์ดัง "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้โพสต์ภาพที่สวมชุดแข่งของแวร์ด็องส์ เอฟซี พร้อมกับข้อความผ่าน ทวิตเตอร์ ซึ่งมีผู้คนกดติดตาม 7.5 ล้านฟอลโลว์ ว่า "ได้เวลาเริ่มต้นบทบาทใหม่กับ #แวร์ด็องส์เอฟซี ทีมนี้จะเต็มไปด้วยความร้อนแรง"

 

ชวนมาอยู่ด้วยดีไหม! “ลอฟเรน” เฟซไทม์ถวิลหาซาลาห์

เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เผยคลิประหว่าง เดยัน ลอฟเรน ที่พูดคุยกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ผ่านเฟซ ไทม์ หลังจากที่ ดาวเตะชาวโครแอต เดินทางมายังดินแดนหมีขาว โดยงานนี้ทั้งคู่ยังคงผูกพัน และแสดงให้เห็นถึงความเป็นคู่ซี้ไม่เสื่อมคลาย
               เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังมากประสบการณ์ ยังคงคิดถึงเพื่อนรัก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกจอมถล่มประตู "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ด้วยการเฟซ ไทม์ ไปหา "บังโม" ในขณะที่กำลังเดินทางไปที่ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ต้นสังกัดใหม่ในประเทศรัสเซีย

              "เดอะ เร้ดส์" ตัดสินใจขาย เซนเตอร์แบ็กชาวโครเอเชีย ให้กับ เซนิต ด้วยสนนราคา 11 ล้านปอนด์ (ราว 418 ล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่นักเตะอยู่รับใช้ยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ เป็นเวลา 6 ปี และประสบความสำเร็จมากมายโดยเฉพาะการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

              แม้ว่าตอนนี้ ดาวเตะวัย 31 ปี ได้เดินทางไปอยู่ในดินแดนหมีขาวแล้ว แต่ความผูกพันระหว่างเขากับ ซาลาห์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคู่ซี้ "หงส์แดง" ยังคงไม่เสื่อมคลาย ล่าสุดทวิตเตอร์ของ เซนิต ได้โพสต์วีดิโอคลิประหว่างทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในขณะที่ ลอฟเรน กำลังนั่งอยู่ในรถ

             บทสนทนาบางส่วนของทั้งคู่ผ่านเฟซ ไทม์ โดย ลอฟเรน กล่าวกับ "บังโม" ว่า "ว้าวว…ทรงผมใหม่เท่ไม่หยอก" ขณะที่ ซาลาห์ ตอบกลับมาว่า "ขอบคุณ ทรงนี้เท่กว่าของนายอีก"

             จากนั้น ดาวเตะรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 กล่าวต่อไปว่า "ฉันมาถึงแล้ว และเพิ่งออกจากสนามบิน มีแฟนบอลมาต้อนรับฉันด้วย และฉันยังได้เห็นหมีอยู่ด้านหลังด้วย มันบ้าบอที่สุด ! ฉันก็เลยถามไปว่า -ที่นี่เป็นสวนสัตว์ หรืออะไรกันเนี่ยะ ?- พวกเขาก็ตอบว่า -ไม่มีอะไรต้องกังวล หมีพวกนี้มันเป็นมิตรกับมนุษย์-"

 

บ้านเลโก้, ห้ามท่องอวกาศ ! เปิดเงื่อนไขประหลาดในวงการลูกหนัง

วงการฟุตบอลมักจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ ที่เราไม่คาดคิดเสมอ แต่ใครจะไปคิดว่าจะเกิดขึ้นกับเงื่อนไขหรือกฎระเบียบที่แต่ละคนไม่เคยคาดคิดว่าจะมีบนโลกใบนี้ แต่ก็มีให้เห็นมาแล้ว จนงานนี้ทำเอาหลายคนต้องอ้าปากค้างว่ามันเป็นเรื่องจริงใช่ไหม !!!
    ลองนึกภาพดูใครจะไปคิดว่านักฟุตบอลต้องหลุดจากทีมชาติไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก เพื่อเพราะเงื่อนไขของโค้ชห้ามไว้ผมยาว หรือนักเตะที่ปัดเซ็นสัญญากับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรป เนื่องจากโดนสั่งห้ามทำกิจกรรมผาดโผน หรือการร้องขอต้นสังกัดให้ยอมจ่ายเงินค่าเรียนอาหารเมื่อย้ายไปร่วมทีม

    ทั้งหมดทั้งมวลนี้เคยเกิดขึ้นในวงการลูกหนังมาแล้ว ฉะนั้นในอนาคตเราๆ ท่านๆ อาจจะได้เห็นเงื่อนไขแปลกที่ทำให้ทุกคนต้องเกาหัวว่ามันมีอยู่จริงหรือนี่ !!
 
โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ : นักผจญภัยแบบเอาท์ดอร์ 

    ตอนที่กองหน้าชาวโปแลนด์ อยู่กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในปีสุดท้าย ทั้ง บาเยิร์น มิวนิค และ เรอัล มาดริด แสดงความสนใจอยากเซ็นสัญญากับนักเตะอย่างมาก โดยในเวลานั้นข้อเสนอของ "ราชันชุดขาว" ต้องบอกเลยว่าสุดมหาศาลยากที่ เลวานดอฟสกี้ จะปฏิเสธได้

    หลังจากมีการเปิดเผยข้อเสนอที่ เรอัล มาดริด ยื่นให้นักเตะระบุว่าเขาจะได้รับเงินค่าเหนื่อยจำนวน 166,000 ปอนด์ (ราว 6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ พร้อมกับเงินค่ากินเปล่าในตอนเซ็นสัญญาสูงถึง 10 ล้านปอนด์ (ราว 380 ล้านบาท)  เพื่อโน้มน้าวใจให้เขาย้ายไปเล่นกับทีม

    อย่างไรก็ตาม ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลา ลีกา ได้ร้องขอ เลวานดอฟสกี้ ห้ามทำกิจกรรมต่างๆ หากเขาเป็นนักเตะของ มาดริด อย่างเช่นห้ามขี่มอเตอร์ไซค์, ห้ามเล่นสกี, ห้ามเล่นมอเตอร์โบท, ห้ามปีนเขา เป็นต้น และสุดท้ายนักเตะเลือกเซ็นสัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค แทน

จูเซ็ปเป้  เรน่า : เจอสโมสรศรีธนญชัย

    อุทหรณ์สำหรับใครก็ตามที่จะเซ็นสัญญาเพื่อทำเรื่องใดเรื่องนี้ จงจำให้ขึ้นใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือความชัดเจนในเรื่องเงื่อนไขต่างๆ เพราะไม่อย่างนั้นจะเหมือนกรณีของ จูเซ็ปเป้ เรน่า ที่ดันกำหนดข้อตกที่ไม่ชัดเจน 100 เปอร์เซนต์ ทำให้ต้องช้ำใจจนทุกวันนี้

    ในเวลานั้น หัวหอกชาวเยอรมัน ย้ายไปเล่นกับ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ เมื่อปี 1996 โดยนักเตะตกลงกับสโมสรว่าจะต้องสร้างบ้านให้กับเขาทุกๆ ปีตามสัญญาที่ระบุเอาไว้ ซึ่งงานนี้ บีเลเฟลด์ ก็ยอมรับข้อเสนอแบบไม่อิดออด ราวกับมีแผนเจ้าเล่ห์อยู่ในใจ !!   

    เนื่องจากการที่ เรน่า ไม่ได้กำหนดขนาดของเคหสถานที่เขาต้องการให้สโมสรสร้าง ทำให้ บีเลเฟลด์ จัดส่งมอบบ้านให้กับนักเตะจริงๆ แต่เป็นบ้านที่ทำมาจากตัวต่อ "เลโก้" ตลอด 3 ปีตามสัญญาที่ระบุเอาไว้แบบไม่มีบิดพลิ้ว….ถึงว่าทำไม่ถึงยอมตกลงง่ายเหลือเกิน !!!

เฟร์นานโด เรดอนโด้ : ทรงผมสำคัญกว่าฟุตบอลโลก

    เฟร์นานโด เรดอนโด้ อดีตมิดฟิลด์เชิงสูงของ เรอัล มาดริด และ เอซี มิลาน เคยต้องตัดสินใจด้วยการปฏิเสธติดทีมชาติอาร์เจนตินา ไปเล่นฟุตบอลโลก 1998 ด้วยเหตุผลสุดแปลกประหลาดนั่นก็คือการที่เขาไม่ยอมอ่อนข้อให้กับ ดาเนียล พาสซาเรลล่า เทรนเนอร์ในเวลานั้น

    พาสซาเรลล่า ได้ชื่อว่าเป็นกุนซือจอมเฮี้ยบ ระเบียบวินัยต้องเป๊ะ ดังนั้นลูกทีมของเขาจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งทุกกระเบียดนิ้ว โดยงานนี้เจ้าตัวถึงขั้นประกาศชัดเจนว่าทัพ "ฟ้าขาว" จะไม่มีพวกนักเตะที่เป็นโฮโมเซ็กซ์ช่วล หรือพวกที่เจาะหู และไว้ผมยาว

    สำหรับ เรดอนโด้ ซึ่งในเวลานั้นฟอร์มกำลังพีคสุดๆ ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของ พาสซาเรลล่า และเลือกให้ผมยาวต่อไป "ผมอยู่ในฟอร์มที่สุดยอดมากๆ แต่ พาสซาเรลล่า มีไอเดียที่เน้นเรื่องระเบียบวินัย และอยากให้ผมตัดผม ผมมองไม่เห็นว่ามันจะต้องทำแบบนั้นเวลาที่เล่นฟุตบอลเลย ผมก็เลยปฏิเสธที่จะทำตาม"

โรล์ฟ-คริสเทิ่ล กี-เมียน  : ทุกอย่างเพื่อภรรยา

    กองกลางชาวคองโก ย้ายจาก คาร์ลสรูห์ ไปเล่นให้กับ ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต ในปี 1999 อย่างไรก็ตาม เขามีเรื่องขอร้องต้นสังกัดใหม่เพียง 1 เรื่องเท่านั้น นั่นก็คืออยากให้ แฟร้งค์เฟิร์ต ช่วยจ่ายค่าเรียนทำอาหารให้กับศรีภรรยาสุดที่รักของเขา  อย่างไรก็ตามไม่มีความชัดเจนว่าคุณนาย กี-เมียน มีความต้องการเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรในตอนนั้น
 
สเตฟาน ชวาร์ซ : ท่องอวกาศ

    ดาวเตะชาวสวีดิช ย้ายไปเล่นกับ ซันเดอร์แลนด์ ในปี 1999 แต่งานนี้ "แมวดำ" ได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญซึ่งนักเตะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือห้ามเดินทางไปนอกโลก งานนี้ สเตฟาน ชวาร์ซ ไม่มีทางเลือกจำใจต้องเซ็นสัญญาในเงื่อนไขนี้

    เรื่องของเรื่องก็คือ  ชวาร์ซ มีความฝันอยากไปท่องอวกาศ หนังที่เขาชอบคือเจมส์ บอนด์ 007 ภาค Moonraker ซึ่งมีฉากต่อสู้บนสถานีอวกาศ งานนี้ผู้บริหารซันเดอร์แลนด์ ได้ยินสิ่งที่แข้งเลือดสวีดิช พูดด้วยเหตุนี้ทำให้เขาต้องรีบจัดการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการตั้งเงื่อนไขประหลาดขึ้นมา 

     จอห์น ฟลิคกิ้ง ประธานบริหารซันเดอร์แลนด์ กล่าวในเวลานั้นว่า "หนึ่งในที่ปรึกษาของชวาร์ซ ทำงานอยู่ในธุรกิจการบิน (การเดินทางท่องอวกาศในช่วงปี 2002) และเรากังวลว่าเขาอาจจะอยากพา สเตฟาน เดินทางไปกับเขา ดังนั้นเราคิดว่านี่จะเป็นเรื่องดีที่จะผูกมัดเขาเอาไว้ไม่ให้ทำแบบนั้น"

นีล รัดด็อค : เงินขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว

    อดีตปราการหลังพันธุ์โหด เคยยอมรับว่าสามารถสวาปามสเต๊กและพายเครื่องในได้ถึง 212 ชิ้นในทุกๆ ปี และด้วยเหตุนี้ คริสตัล พาเลซ จึงได้ขอร้องปนบังคับนักเตะด้วยเงื่อนไขพิเศษตอนที่พวกเขาเซ็นสัญญามาร่วมทีมแบบไม่มีค่าตัวในปี 2000

    ไซม่อน จอร์แดน อดีตประธาน "ดิ อีเกิ้ลส์" ได้เขียนเรื่องราวดังกล่าวในหนังสืออัตชีวประวัติว่า "ตอนที่เราติดต่อกับ เวสต์แฮม ผมทราบว่าเขากำลังจะเป็นนักเตะไม่มีค่าตัว แม้ว่าเขาจะมีค่าเหนื่อยแพงก็ตาม แถมยังมีน้ำหนักตัวเยอะอีกต่างหาก แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ผู้จัดการทีมเวสต์แฮม ในเวลานั้น บอกกับผมว่า ควรใส่เงื่อนไงเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวลงไปด้วย"

    "ดังนั้นผมก็เลยตัดสินใจระบุเงื่อนไขลงโทษลดค่าจ้าง 10 เปอร์เซนต์ในสัญญาตอนที่ยื่นข้อเสนอให้กับเขา ถ้าเขามีน้ำหนักตัวเกิน 99.8 กิโลกรัม ซึ่งใหญ่พอๆ กับตู้เย็นเลยทีเดียว" จอร์แดน ระบุ

    ทั้งนี้ยังมีเรื่องเมาท์อีกว่า สาเหตุที่ รัดด็อค เปิดตัวกับ พาเลซ ช้ากว่าปกติเพราะสโมสรไม่สามารถหากางเกงฟุตบอลที่ใหญ่พอดีสำหรับเขา
 
เคซึเกะ ฮอนดะ : ขอรถหุ้มเกาะ

    ไม่นานมานี้ เคซึเกะ ฮอนดะ ดาวเตะชาวญี่ปุ่นคนดังย้ายไปอยู่กับ โบตาโฟโก้ แต่การไปใช้ชีวิตในเมืองริโอ เดอ จาเนยโร ที่มีอัตราการก่ออาชญากรรมสูงมันทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไหร่นัก

    ดังนั้นเขาเลยกำหนดเงื่อนไขไปว่าสโมสรต้องให้รถหุ้มเกราะกับเขาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในสัญญาด้วย

    ที่น่าทึ่งมากกว่านั้นคือ โบตาโฟโก้ ตกลงทำตามนั้นอีกต่างหาก