VARพาเซ็ง!ปธ.พาเลซเดือดไม่ได้จุดโทษเกมพ่ายแมนยู

สตีฟ พาริช บิ๊กบอส พาเลซ เดือดดาลสุดขีดที่ทีมงาน วีเออาร์ ไม่ให้ทีมของตนได้ลูกจุดโทษในเกมที่พ่าย แมนฯ ยูไนเต็ด จากจังหวะที่ วิลฟรีด ซาฮา โดน วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เล่นงาน ขณะที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ยอมรับว่ามันควรเป็นลูกจุดโทษชัดเจน

    สตีฟ พาริช ประธาน คริสตัล พาเลซ แสดงความไม่พอใจกับการทำหน้าที่ของทีมงานวีเออาร์ เพราะมองว่าทีมของตนควรจะได้ลูกจุดโทษ ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ "ดิ อีเกิ้ลส์" แพ้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2 คารัง เซลเฮิร์สท์ พาร์ค เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

    ในช่วงปลายครึ่งแรก วิลฟรีด ซาฮา ดาวเตะเจ้าถิ่นได้กระชากเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนที่เขาจะล้มลงไปกองกับพื้นจากจังหวะที่ปะทะกับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ซึ่งกรรมการ เกรแฮม สกอตต์ ไม่เป่าให้มันเป็นการทำฟาวล์ ขณะที่ทีมงาน วีเออาร์ มองเห็นจังหวะนี้ แต่ตัดสินใจว่ามันไม่ใช่จังหวะที่ชัดเจนมากพอจะเป็นการฟาวล์ได้เช่นกัน

    นี่ถือเป็นจังหวะเปลี่ยนเกมก็ว่าได้ เพราะในเวลาต่อมา แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ประตูขึ้นนำจาก มาร์คัส แรชฟอร์ด ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งแรก ก่อนที่ทีมเยือนจะได้ประตูตอกย้ำชัยชนะจาก อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ในนาทีที่ 78 ทำให้ พาเลซ แพ้เป็นเกมที่ 6 ติดต่อกัน

    "วีเออาร์ มันพังรึไงกัน ? นี่ผมถามแบบจริงจังเลยนะ พวกเขาดูชอต ซาโก้ (สื่อถึงนัดก่อนที่ พาเลซ แพ้ วิลล่า หลังจาก มามาดู ซาโก้ โดนริบประตูเพราะ วีเออาร์ มองว่าเขาทำแฮนด์บอล ทั้งที่บอลมันไปโดนตรงหัวไหล่) อยู่หลายนาทีก่อนที่จะตัดสินว่าเขาทำแฮนด์บอล แต่กลับไม่คิดที่จะพิจารณาจังหวะนี้แม้แต่นิดเดียวได้ยังไงกัน! จังหวะนี้เป็นลูกจุดโทษแบบชัดเจน ขนาดแฟน แมนฯ ยู ที่มีตาข้างเดียวยังรู้ดีเลยว่ามันเป็นจุดโทษชัดๆ" พาริช กล่าวผ่าน ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดฮิต

    ด้าน ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตยอดกองหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตอนนี้เป็นกูรูให้ บีที สปอร์ต สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีก็ยอมรับว่ามันควรเป็นลูกจุดโทษจริงๆ "ผมคิดว่ามันควรเป็นลูกจุดโทษ วิลฟรีด เป็นคนที่อันตรายมากๆ ในพื้นที่นั้น เขาเป็นหนึ่งในคนที่โดนทำฟาวล์มากที่สุดเป็นลำดับต้นๆ ในลีก แน่นอนว่าเท้าของเขา (ลินเดอเลิฟ) โดนบอล มันไปโดนบอลนิดๆ และ วีเออาร์ อาจจะมองตรงจุดนั้น แต่ถ้าผมเป็นนักเตะ พาเลซ แล้วล่ะก็ ผมก็คงตั้งคำถามว่าทำไมทีมของผมถึงไม่ได้ลูกจุดโทษ ? ผมมองว่ามันเป็นลูกจุดโทษ ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ"

ก็องเต้เดี้ยง! เชลซีเร่งเครื่องวาง “วิลเลี่ยน” ตัวจริงบุกยิงพาเลซ

แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ เชลซี ต้องเร่งทำแต้มเพื่อยึดตำแหน่ง "ท็อปโฟร์" ความพร้อมจะไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บแนวรุกไว้ใจ วิลเลี่ยน บัญชาทัพลุย ทางด้าน คริสตัล พาเลซ ของกุนซือ รอย ฮ็อดจ์สัน ผลงานอยู่ในช่วงขาลงพ่ายมา 3 เกมติดมี วิลฟรีด ซาฮา เป็นตัวทีเด็ดเช่นเคย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันอังคารที่ 7 ก.ค. นี้
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2563
คริสตัล พาเลซ (14) – เชลซี (4)
ถ่ายทอดสด : ทรู พรีเมียร์ ฟุตบอล HD (00.00 น.)
สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือคริสตัล พาเลซ พาทีมแพ้เลสเตอร์ 0-3 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้ 3 นัดติด

    ความพร้อมเกมนี้ ลุงรอย ยังไม่มี มาร์ติน เคลลี่, เจมส์ ทอมกิ้นส์ และ เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ที่เดี้ยงยาวทั้งหมด 

    แต่แกนหลักรายอื่นๆ อย่าง แกรี่ เคฮิลล์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, วิลฟรีด ซาฮา, จอร์แดน อายิว และ คริสติย็อง เบนเตเก้ ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม
 
    แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือเชลซีพาทีมชนะวัตฟอร์ด 3-0 ในเกมล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 4 ในรอบ 5 เกม

    สภาพทีมเกมนี้แลมพ์สต้องขาด เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เจ็บแฮมสตริงในเกมเปิดบ้านอัด วัตฟอร์ด ทำให้นัดนี้ไม่มีชื่ออยู่ในทีม ส่วนทาง มาเตโอ โควาซิช ที่เจ็บเอ็นร้อยหวาย เช่นเดียวกับ จอร์จินโญ่ ที่สภาพร่างกายไม่เต็มร้อย

    แต่แกนหลักรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, รอสส์ บาร์คลี่ย์, เมสัน เมาน์ท, วิลเลี่ยน และ คริสเตียน พูลิซิช ยังพร้อมช่วยทีมทั้งหมด    

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม         

    คริสตัล พาเลซ (4-5-1) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, แกรี่ เคฮิลล์, มามาดู ซาโก้, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – จอร์แดน อายิว, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีกู กูยาเต้, วิลฟรีด ซาฮา – คริสติย็อง เบนเตเก้  

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – รอสส์ บาร์คลี่ย์, รูเบน ลอฟตัส-ชีค, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์,คริสเตียน พูลิซิช 

ผู้ตัดสิน : เดวิด คูท

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

วัน/เดือน/ปี รายการ ผลการแข่งขัน

09/11/19    พรีเมียร์ลีก    เชลซี 2 – 0 คริสตัล พาเลซ   
30/12/18    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 0 – 1 เชลซี   
04/11/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี 3 – 1 คริสตัล พาเลซ   
11/03/18    พรีเมียร์ลีก    เชลซี 2 – 1 คริสตัล พาเลซ   
14/10/17    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 2 – 1 เชลซี

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

คริสตัล พาเลซ

04/06/20 แพ้ เลสเตอร์ 0-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
30/06/20 แพ้ เบิร์นลี่ย์ 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
25/06/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 0-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/03/20 ชนะ วัตฟอร์ด 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

เชลซี

04/06/20 ชนะ วัตฟอร์ด 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
02/07/20 แพ้ เวสต์แฮม 2-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
28/06/20 ชนะ เลสเตอร์ 1-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
26/06/20 ชนะ แมนฯ ซิตี้ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 ชนะ แอสตัน วิลล่า 2-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

จิ้งจอกไม่ง่าย! เลสเตอร์ต้องเน้นส่ง “วาร์ดี้” นำทัพฟัดเอฟเวอร์ตัน

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอกสยาม ผลงานช่วงรีสตาร์ตไม่ดีนักแม้ยังรั้งอันดับ 3 แต่โดน เชลซี จี้มาเหลือแต้มเดียวความพร้อมรอเช็คฟิค เจมส์ แมดดิสัน แดนหน้าไว้ใจ เจมี่ วาร์ดี้ บัญชาทัพ ส่วนทาง เอฟเวอร์ตัน ของ คาร์โล อันเชลอตติ ฟอร์มช่วงหลังแข็งแกร่งแถมมีทีเด็ดยามเฝ้ารังมี ริชาร์ลิซอน ลงบู๊ ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 1 ก.ค. นี้
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2563
 เอฟเวอร์ตัน (12) – เลสเตอร์ (3)
ถ่ายทอดสด TPF HD 3  เวลา : 00.00 น.
สนาม : กูดิสัน พาร์ค

     คาร์โล อันเชลอตติ พาทีม ทอฟฟี่สีน้ำเงิน เล่นช่วงรีสตาร์ตได้แข็งแกร่งพวกเขาเปิดบ้านเสมอกับ ลิเวอร์พูล 0-0 ก่อนจะบุกไปเอาชนะ นอริช ซิตี้ ได้ 1-0 อยู่อันดับ 12 มี 41 แต้มสบายๆ

    เอฟเวอร์ตัน ยังมีปัญหานักเตะบาดเจ็บเยอะแยะไปหมด ฌิบริล ซิดิเบ้ (เท้า), ธีโอ วัลค็อตต์ (ท้อง) และ ฌอง-ฟิลิปป์ บาแม็ง (เอ็นร้อยหวาย) เหล่านี้ลงเล่นไม่ได้ทั้งหมด

    นอกจากนี้ยังต้องทดสอบความฟิตของ เยร์รี่ มีน่า (ต้นขา) และ ฟาเบียน เดลฟ์ (กล้ามเนื้อขา) อีกด้วย

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือ จิ้งจอกสยาม พาทีมเล่นช่วงรีสตาร์ตไม่ดีนักในพรีเมียร์ลีกพวกเขาเสมอ วัตฟอร์ด 1-1 (เยือน) และ เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 (เหย้า) แถมแมตช์ล่าสุดยังแพ้ เชลซี 0-1 ตกรอบ 8 ทีมเอฟเอ คัพ อีก

    นัดนี้ต้องทดสอบความฟิตของ เจมส์ แมดดิสัน ตัวรุกคนสำคัญก่อน เพราะมีอาการเดี้ยงที่สะโพก

    ส่วนนักเตะที่ลงเล่นไม่ได้แน่นอนก็คือ ริคาร์โด้ เปเรยร่า ที่มีอาการบาดเจ็บหัวเข่า

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    เอฟเวอร์ตัน (4-4-2) : จอร์แดน พิคฟอร์ด – เชมัส โคลแมน, ไมเคิ่ล คีน, เมสัน โฮลเกต, ลูก้าส์ ดีญ – อเล็กซ์ อิโวบี้, ทอม เดวิส, อันเดร โกเมส, แบร์นาร์ด – โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน, ริชาร์ลิซอน

    เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – อาโยเซ่ เปเรซ, ยูริ ตีเลอมันส์, เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้

ผู้ตัดสิน : เดวิด คูต

ผลการพบกันที่ผ่านมา 

วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน

19/12/19    ลีก คัพ    เอฟเวอร์ตัน    2 – 2 เลสเตอร์ ซิตี้   
01/12/19    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ ซิตี้    2 – 1เอฟเวอร์ตัน
01/01/19    พรีเมียร์ลีก    เอฟเวอร์ตัน    0 – 1เลสเตอร์ ซิตี้   
06/10/18    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ ซิตี้    1 – 2เอฟเวอร์ตัน
01/02/18    พรีเมียร์ลีก    เอฟเวอร์ตัน    2 – 1เลสเตอร์ ซิตี้
29/10/17    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ ซิตี้    2 – 0เอฟเวอร์ตัน
09/04/17    พรีเมียร์ลีก    เอฟเวอร์ตัน    4 – 2เลสเตอร์ ซิตี้

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

เอฟเวอร์ตัน

25/06/20    ชนะ นอริช ซิตี้ 1-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20    เสมอ ลิเวอร์พูล 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
08/03/20    แพ้ เชลซี 0-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
01/03/20    เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
23/02/20    แพ้ อาร์เซน่อล 2-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เลสเตอร์ ซิตี้

28/06/20    แพ้ เชลซี 0-1 (เหย้า) เอฟเอ คัพ
24/06/20    เสมอ ไบรท์ตัน 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
20/06/20    เสมอ วัตฟอร์ด 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
10/03/20    ชนะ แอสตัน วิลล่า 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
05/03/20    แพ้ นอริช ซิตี้ 0-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

เชลซีเป่าปากบุกเชือดพาเลซ แซงเลสเตอร์ขึ้นที่3ชั่วคราว

"สิงห์บลูส์" ไม่พลาดสามแต้มสำคัญหลังบุกไปอัด คริสตัล พาเลซ หวุดหวิด 3-2 ส่งผลให้ เชลซี มีเพิ่มเป็น 60 คะแนนแซง เลสเตอร์ ขึ้นอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ดิ อีเกิ้ลส์" ฟอร์มแย่ไม่หายแพ้เป็นที่ 4 ติดต่อกัน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 34 เจ้าบ้าน "ดิ อีเกิ้ลส์" ทีมอันดับ 14 แพ้มา 3 เกมติดแล้ว นัดล่าสุดบุกไปแพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-3 นัดนี้รับการมาเยือนของ เชลซี อันดับ 4 ที่ต้องการแต้มเพื่อรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์ ซึ่งฟอร์มล่าสุดของ "สิงห์บลูส์" นั้นไล่ต้อนเอาชนะ วัตฟอร์ด 3-0

    รอย ฮ็อดจ์สัน ส่งสามแนวรุกทั้ง จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้ และวิลฟรีด ซาฮา เป็นทีเด็ด ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซีเกมนี้ไร้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่บาดเจ็บ ส่งไอ้หนู บิลลี่ กิลมอร์ ลงทำหน้าที่แทน ส่วนแนวรุกเป็น วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช 

        เริ่มเกมมาไม่ถึงสองนาที  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ออกบอลพลาดเตะบอลไปเข้าทาง เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ฉวยโอกาสยิงไกลกว่า 40 หลาแต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    แต่กลายเป็น เชลซี ที่บุกมานำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ รีซ เจมส์ เปิดขึ้นหน้าไปที่ว่างให้ วิลเลี่ยน วิ่งฉีกหนี แกรี่ เคฮิลล์ ก่อนอดีตแนวรับสิงห์บลูส์จะโชคร้ายบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนล้มลงไปทำให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าไปในกรอบแล้วหักมาง่ายๆให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยิงเข้าไป

    นาทีที่ 8 รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือเจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวโดยด่วนส่ง มามาดู ซาโก้ ลงไปเล่นแทน แกรี่ เคฮิลล์ ที่บาดเจ็บ

    นาที 27 สิงห์บลูส์ พังสกอร์หนีห่างเป็น 2-0 บอลจาก วิลเลี่ยน เล่นชิ่งกับ เมสัน เมาน์ท ก่อนที่ วิลเลี่ยน จะจ่ายออกซ้ายมาให้ คริสเตียน พูลิซิช กระชากหนี โจเอล วอร์ด ก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งแรงเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    ทีมเยือนยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 32 ลูกทีมของ แลมพาร์ด เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม จากจังหวะที่ คริสเตียน พูลิซิช ตะลุยบอลเข้ามาในกรอบแล้วจ่ายออกซ้ายให้ วิลเลี่ยน ซัดไปติดเซฟของ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    นาที 34 คริสตัล พาเลซ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จนได้ พาทริค ฟาน อานโฮลท์ จ่ายไปติดแข้งสิงห์บลูส์ ก่อนบอลมาเข้าทาง วิลฟรีด ซาฮา กลางสนามก่อนตั้งป้อมซัดไกลกว่า 30 หลาบอลพุ่งติดไซด์ก้อยหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เข้าไปชนิดงามหยด

    จบครึ่งแรก คริสตัล พาเลซ ตามหลัง เชลซี 1-2

    ครึ่งหลัง นาที 48 บิลลี่ กิลมอร์ แย่งบอลจากกลางสนามได้ก่อนบอลไปถึง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลองสับไกยิงด้วยขวานอกกรอบแต่ยิงบดและเบาออกหลังไป

    ทีมเยือนโอกาสจะแจ้งไม่มีเท่าไหร่นัก นาที 54 รีซ เจมส์ ครอสไปในกรอบให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 65 แลมพาร์ด เปลี่ยน2คนรวดส่ง รูเบน ลอฟตัส-ชีค และแทมมี่ อบราฮัม ลงมาแทน รอสส์ บาร์คลี่ย์ และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    นาที 71 สกอร์ของเชลซีทะยานนำห่าง 3-1 รูเบน ลอฟตัส-ชีค จ่ายบอลทะลุแผงหลังให้ แทมมี่ อบราฮัม ซัดด้วยขวาเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    ทว่าอีกนาทีถัดมา เจ้าบ้านมาพังประตูไล่มาเป็น 2-3 จากจังหวะขึ้นเกมเร็วทางด้านซ้าย เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ เปิดเข้าไปให้ ฟาน อานโฮลท์ หลุดเข้าไปปาดบอลให้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ยิงโล่งๆเข้าไปอย่างง่ายดาย

    ท้ายเกม นาที 86 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สี่หลัง เมสัน เมาน์ท ซัดไกลสุดสวยแต่บอลยังโดน บิเซนเต้ กวาอิต้า ปัดออกไปได้

    จบเกม คริสตัล พาเลซ พ่ายให้ เชลซี 2-3 ส่งผลให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" แพ้เป็นเกมที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่ "สิงห์บลูส์" คว้าสามแต้มแซงเลสเตอร์ ซิตี้รั้งอันดับ 3 ชั่วคราวก่อน โดยมี 60 คะแนน และเหลือการแข่งขันอีก 4 นัดที่เหลือ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม         

        คริสตัล พาเลซ (4-3-3) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, แกรี่ เคฮิลล์, สกอตต์ แดนน์, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีกู กูยาเต้ – จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้, วิลฟรีด ซาฮา   

    ผู้จัดการทีม : รอย ฮ็อดจ์สัน

        เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – รอสส์ บาร์คลี่ย์, บิลลี่ กิลมอร์, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช 

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : เดวิด คูท

 

เดอ บรอยน์-ราฮีมซัด! แมนซิตี้บุกทุบสาลิกา ลิ่วชนปืนตัดเชือกเอฟเอ คัพ

แชมป์เก่า "เรือใบสีฟ้า" เจองานไม่ยากหลังบุกไปคว้าชัยเหนือเจ้าถิ่น นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบกับ อาร์เซน่อล ที่เวมบลี่ย์ช่วงกลางเดือนหน้า ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    ศึกลูกหนังน็อคเอาท์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ปราบ เวสต์บรอมวิช จากรอบที่แล้วมา พบกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เบียดเอาชนะ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ จากรอบ 16 ทีมสุดท้าย

    เกมนี้ สตีฟ บรู๊ซ นายใหญ่ของสาลิกาดงส่ง แอนดี้ แคร์โรลล์ เป็นหน้าเป้า โดยมี ฌอน ลองสตาฟฟ์ และอัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง คอยปั้นเกมรุกสนับสนุน ส่วนทางด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามแนวรุกส่ง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที "เรือใบสีฟ้า" ได้ทักทายก่อนหลัง ริยาด มาห์เรซ เปิดเตะมุมเข้ามาในกรอบ นิโกลัส โอตาเมนดี้ เทกตัวขึ้นโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกของสาลิกาต้องถึง นาที 14 จากจังหวะที่ คาร์ล ดาร์โลว์ นายด่านเจ้าถิ่นเปิดบอลยาวมาให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ เก็บบอลได้นอกกรอบก่อนจะพลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เคลาดิโอ บราโว่

    อีก 3 นาทีต่อมา แชมป์เก่า แมนฯซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้ากรอบ บอลไปโดนเท้า กาเบรียล เชซุส จังหวะสุดท้ายถากเสาสองออกไป

    นาที 23 ทีมเยือนชวดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยกบอลแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ อีก 3 นาทีต่อมา สเตอร์ลิง ได้โอกาสซัดด้วยซ้ายเสาแรกอีกแต่บอลยังโดนนายด่านเจ้าถิ่นปฎิเสธทุบบอลออกไป ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าพักคูลลิ่งเบรค

    นาที 36 "สาลิกาดง" มาพลาดเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ไคล์ วอร์คเกอร์ ครอสไปหน้าปากประตู ฟาเบียน ชาร์ ไม่เล่นบอลเจตนาพลัก กาเบรียล เชซุส จนผู้ตัดสินเห็นแล้วเป่าให้จุดโทษฝั่งเรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะซัดเข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่ 100 ในชีวิตการค้าแข้ง ช่วยให้ แชมป์เก่าบุกมานำ 1-0

     จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น นาที 53 "เรือใบสีฟ้า" ได้เสียวได้ลุ้นอีก จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งแรงเฉียดคานไปนิดเดียว

    นาที 66 "สาลิกาดง" พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาหน้ากรอบ 6 หลาให้ ดไวท์ เกย์ล ซัดโล่งๆเหินคานออกไป

    กระนั้น นาที 68 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 บอลขึ้นจากแดนหลังก่อนมาถึง ฟิล โฟเด้น กระชากขึ้นมาแล้วจ่ายต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบแล้วยิงด้วยขวาหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบมุมเข้าไป

    ลูกทีมของ เป๊ป เล่นกันแบบสบาย ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด นาที 76 เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายบอลให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว
   
    ช่วงท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ ฟอร์มเฉียบบุกไปทุบเจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ พบกับ อาร์เซน่อล ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    นิวคาสเซิ่ล (5-4-1) : คาร์ล ดาร์โลว์ – ฮาเวียร์ มานกีโย่, ฟาเบียน ชาร์, จามาล ลาสเซลเลส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – มิเกล อัลมิรอน, อิซัค เฮย์เด้น, ฌอน ลองสตาฟฟ์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – แอนดี้ แคร์โรลล์

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรู๊ซ   

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

 

แมนซิตี้เน้น! “สเตอร์ลิง” กระชากซัด,นิวคาสเซิ่ลมี “แคร์โรลล์” โป้งสู้ ศึกเอฟเอคัพ

"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คาดว่าจัดทีมค่อนข้างเน้นโดย ราฮีม สเตอร์ลิง พร้อมลงล่าตาข่ายเกมบุกถิ่น "สาลิกาดง" นิวคาสเซิ่ล ที่ลุ้น แอนดี้ แคร์โรลส์ ดาวยิงร่างยักษ์ขุดสกอร์ ในศึกฟุตบอล เอฟเอ คัพ (รอบก่อนรองชนะเลิศ) วันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2 (เวลา : 00.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล เอฟเอ คัพ (รอบก่อนรองชนะเลิศ)
วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2563
นิวคาสเซิ่ล   –   แมนฯ ซิตี้
ถ่ายทอดสด : beIN SPORTS 2 (เวลา : 00.30 น.)

สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    สตีฟ บรูซ กุนซือนิวคาสเซิ่ล พาทีมเสมอแอสตัน วิลล่า 1-1 ในเกมล่าสุด ทำให้ยังไม่แพ้ใครตั้งแต่รีสตาร์ต

    ความพร้อมเกมนี้บรูซยังไม่มีทั้ง เคียแรน คล้าร์ก, ฟลอริย็อง เลอเฌิน และ เยโทร วิลเลมส์ ที่เดี้ยงยาวอยู่ก่อน

    ส่วน 2 พี่น้องลองสตาฟฟ์ ทั้ง ฌอน และ แม็ทธิว, แม็ตต์ ริทชี่ และ ไอแซค เฮย์เด้น ที่ไม่สมบูรณ์ ก็ยังต้องรอทดสอบความฟิต

    การจัดทัพก็คาดว่าบรูซน่าจะมีการปรับพอสมควรเพื่อเปิดโอกาสให้แข้งสำรองบางรายได้สลับมาลงสนามบ้าง เช่น คาร์ล ดาร์โลว์, เดอันเดร เยดลิน, ฟาเบียน แชร์, เอมิล คราฟธ์ – วาเลนติโน่ ลาซาโร่, นาบิล เบนทาเล็บ และ แอนดี้ แคร์โรลล์ เป็นต้น

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนฯ ซิตี้ พาทีมแพ้เชลซี 1-2 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้นัดแรกในรอบ 3 เกม พร้อมเสียแชมป์ลีกให้ลิเวอร์พูลในที่สุด

    สภาพทีมล่าสุด เป๊ปจะไม่มี แฟร์นันดินโญ่ ที่ติดโทษแบน 2 นัด หลังโดนไล่ออกในเกมล่าสุด รวมไปถึง เซร์คิโอ อเกวโร่ ”กุน” ที่เจ็บเข่า ส่วน ชูเอา กานเซโล่ และ ฟิล โฟเด้น ที่ไม่สมบูรณ์ ต้องรอทดสอบความฟิต

    การจัดทัพก็เชื่อว่าเป๊ปน่าจะยังเน้นเหมือนเดิมเพื่อมุ่งมั่นป้องกันแชมป์รายการนี้ให้ได้ โดยถือว่าเป็นการปลอบใจหลังจากเสียแชมป์ลีกให้หงส์แดงไปแล้ว 

รายชื่อนักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    นิวคาสเซิ่ล (4-4-1-1) : คาร์ล ดาร์โลว์ – เดอันเดร เยดลิน, ฟาเบียน แชร์, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, เอมิล คราฟธ์ – วาเลนติโน่ ลาซาโร่, นาบิล เบนทาเล็บ, จอนโจ เชลวี่ย์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – มิเกล อัลมิรอน – แอนดี้ แคร์โรลล์

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, แบร์นาร์โด้ ซิลวา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

เลสเตอร์ไล่ไม่ทัน! บุกแพ้เอฟเวอร์ตันทำโควตาชปล.เริ่มสั่นคลอน

"จิ้งจอก" เลสเตอร์ ยังคงไม่ชนะใครในลีกตั้งแต่รีสตาร์ทลีกอีกรอบ หลังบุกแพ้ "ทอฟฟี่" เอฟเวอร์ตัน 1-2 ทำให้ตอนนี้ยังรั้งที่ 3 แต่ว่าอาจถูก เชลซี ที่มีคิวเตะวันเดียวกันแซงหน้าขึ้นไป แถมนำหน้า แมนยู อันดับ 5 เพียงแต่สามแต้มเท่านั้น ในการแข่งขันศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สนาม : กูดิสัน พาร์ค

     ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา "จิ้งจอก"  เลสเตอร์ ฟอร์มนับตั้งแต่กลับมาเตะลีกกันหลังหยุดหนีโควิด ยังไม่พบชัยชนะสักเกม แถมล่าสุดเพิ่งกระเด็นตกรอบเอฟเอคัพไปอีก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่ทีมเยือนต้องการจุดเปลี่ยนนำทีมสู่ชัยชนะอีกหนหวังรักษาอันดับสามซิวตั๋วลุย ชปล.อีกครั้ง ขนผู้เล่นเต็มพิกัดมี "เจมี่ วาร์ดี้" เป็นหัวหอกทีเด็ดบุกบ้าน "ทอฟฟี่" เอฟเวอร์ตัน ที่แมตช์ล่าสุดในลีกคว้าสามคะแนนได้สำเร็จ คาร์โล อันเชลอตติ กุนซือจอมแท็กติกวางแผนใช้ "ริชาร์ลิซอน" เป็นอาวุธร้ายรับมือคู่แข่ง

     ทอฟฟี่ออกนำนาทีที่ 10 เมสัน โฮลเกต ดันขึ้นสูงหยอดบอลจากกลางสนามออกข้างให้ ลูก้าส์ ดีญ โหม่งบอลชงต่อจังหวะเดียวให้ แอนโทนี่ กอร์ดอน วิ่งหนีตัวประกบมาตวัดบอลตามน้ำจากเส้นกรอบเขตโทษด้านซ้ายเข้าเขตโทษ ริชาร์ลิซอน ปรี่มาหวดบอลทีเดียวผ่านตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล นายด่านทีมเยือนตุงตาข่าย

     เอฟเวอร์ตันหนีห่างนาทีที่ 16 กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน โยนลูกฟรีคิกกลางสนามระยะเกือบ 27 หลา บอลโด่งเข้ากลางเขตโทษ ไมเคิ่ล คีน กระโดดเบียดแย่งกับ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ มิดฟิลด์จิ้งจอกแต่บอลมาถูกแขนทั้งคู่ กรรมการขอดูวีเออาร์แล้วเป่าให้จุดโทษแก่เจ้าบ้านเพราะบอลมาโดนแขนผู้เล่นเลสเตอร์ก่อน กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน ทำหน้าที่ยิงเข้าไปแบบสบาย

     เจ้าถิ่นยังเดินหน้านาทีที่ 34 ลูก้าส์ ดีญ เปิดลุกเตะมุมทางขวา บอลโด่งโค้งมาที่เขตโทษฝั่งซ้ายเกือบถึงเส้นหลังที่เสาสอง ไมเคิ่ล คีน ตั้งศีรษะกะโหม่งชงย้อนมากลางเขตโทษ แต่โดนผิดเหลี่ยมบอลออกหลังไปไกล

     จิ้งจอกชวดตีคืนนาทีที่ 37 มาร์ค อัลไบร์ทตัน เปิดลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลลอยมาในเขตโทษแนวรับเจ้าบ้านเคลียร์สกัดมาหน้ากรอบเขตโทษ ยูริ ตีเลอมันส์ วางเท้าหวดไกลบอลถูกหลังผู้เล่นเอฟเวอร์ตัน กระดอนมาหา เบน ชิลเวลล์ โขกต่อให้ จอนนี่ อีแวนส์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปแปบอลโล่งคนเดียว ทว่า จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวารทอฟฟี่ออกมาแหย่เท้าบล็อคเอาไว้ได้ จบ 45 นาทีแรก เจ้าบ้านนำอยู่ 2-0

     เจ้าถิ่นทักทายนาทีที่ 49 ลูก้าส์ ดีญ ลองส่องไกลจากสนามกลางสนามทางด้านซ้ายระยะเกือบ 30 หลา บอลพุ่งไปแฉลบตัว เจมส์ จัสติน เกือบเปลี่ยนทางเสียบเสาแรก แต่ยังดีที่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล เหยียดสุดตัวใช้มือปัดออกหลังได้หวุดหวิด

     จิ้งจอกไล่มานาทีที่ 51 ยูริ ตีเลอมันส์ ทิ้งบอลจากริมสนามฝั่งซ้ายระยะประมาณ 20 หลา บอลมาตกในเขตโทษ เจมี่ วาร์ดี้ สปีดมาตัดหน้า เมสัน โฮลเกต แล้วยื่นเท้าสะกิดบอลต่อให้ เคเลชี อิเฮียนาโช่ พักอกจะเข้าไปซัดสกอร์บอลกระฉอกเข้าทาง เมสัน โฮลเกต ใช้เท้าเตะตั้งใจสกัดแต่ดันไปชนตัวหัวหอกสำรองทีมเยือนกระเด้งซุกก้นตาข่ายแทน

     เลสเตอร์เกือบมีโชคนาทีที่ 62 มาร์ค อัลไบร์ทตัน รับบอลบริเวณด้านขวาจากหน้ากรอบเขตโทษ เจ้าตัวปาดบอลมาหน้าปากประตู บอลเลยมาถึง จอร์แดน พิคฟอร์ด ดูเหมือนไม่มีอะไร ทว่านายด่านทอฟฟี่จับบอลพลาดมาถูกเท้า ไมเคิ่ล คีน ที่วิ่งเข้ามาหวังช่วยสกัด บอลกลิ้งเกือบข้ามเส้นแต่กองหลังเอฟเวอร์ตันเคลียร์ได้ทันเวลา จบเกม เอฟเวอร์ตัน ชนะ เลสเตอร์ 2-1 ทำให้ทีมเยือน อาจถูก เชลซี ที่มีคิวเตะวันเดียวกันแซงหน้าขึ้นไป แถมนำหน้า แมนยู อันดับ 5 เพียงแต่สามแต้มเท่านั้น

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เอฟเวอร์ตัน (4-4-2):จอร์แดน พิคฟอร์ด,เชมัส โคลแมน,ไมเคิ่ล คีน,เมสัน โฮลเกต,ลูก้าส์ ดีญ,อเล็กซ์ อิโวบี้ (เยอร์รี่ มินา น.68),อันเดร โกเมส,กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน,แอนโทนี่ กอร์ดอน (แบร์นาร์ด น.79),โดมินิก คัลเวิร์ท-เลวิน,ริชาร์ลิซอน (ทอม เดวิส น.57)

เลสเตอร์ (4-1-4-1):แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล,เจมส์ จัสติน,จอนนี่ อีแวนส์,คักลาร์ โซยุนชู,เบน ชิลเวลล์,วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้,มาร์ค อัลไบร์ทตัน (เดมาไร เกรย์ น.81),ยูริ ตีเลอมันส์ (อาโยเซ่ เปเรซ น.81),เดนนิส ปราต (เจมส์ แมดดิสัน น.46),ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เคเลชี อิเฮียนาโช่ น.46),เจมี่ วาร์ดี้

เมอร์ซี่ย์ไซด์แบบจืดๆ ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน

  เกมเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์จบลงไปแบบจืดๆ ด้วยสกอร์ 0-0 โดยงานนี้ ลิเวอร์พูล อาจจะพอใจกับ 1 คะแนนที่ได้ในกูดิสัน พาร์ค เพราะพวกเขาทำผลงานไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก ในขณะ เอฟเวอร์ตัน คงรู้สึกเสียดายที่พลาด 3 แต้ม หลังสร้างโอกาสชัดเจนมากกว่า "หงส์แดง"
 

    แมตช์นี้ทีมเยือนยังมีปัญหานักเตะตัวหลักยังไม่ฟิตเต็มร้อยโดยเฉพาะ โมฮาเหม็ด ซาลาห์  ที่ต้องนั่งเป็นตัวสำรองเพราะร่างกายยังไม่พร้อม ขณะเดียว "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมทั้งเกมรับที่เหนียวแน่น และเกมรุกที่หวือหวา จนทำให้ทีมเกือบได้ประตู 2-3 ครั้ง

    สำหรับผลการแข่งขันที่จบลงแบบไร้สกอร์ น่าจะเป็นเรื่องที่ "เดอะ เร้ดส์" พึงพอใจ เหมือนที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ให้สัมภาษณ์หลังเกมว่าพวกเขาโชคดีมากๆ ที่บุกมาเก็บแต้มได้ในแมตช์นี้ สำหรับตอนนี้สิ่งที่ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องทำต่อไป ก็คือการเตรียมทีมให้ดีที่สุดในแมตช์รับมือ คริสตัล พาเลซ กลางสัปดาห์นี้
 

1. เรดาร์อาร์โนลด์ยังมีปัญหา
    เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ อยู่ในช่วงฟอร์มฝืดจริงๆ เพราะนักเตะมีปัญหาเรื่องการเปิดบอลตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดสถานการณ์ล็อกดาวน์ จนกระทั่งพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท ก็ดูเหมือนว่านักเตะยังไม่สามารถเรียกผลงาน ฟูลแบ็กจอมแอสซิสต์ กลับมาได้ในแมตช์บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน แบบไร้สกอร์

    ย้อนไปดูผลงานของ "เจ้าหนูเทรนต์" เมื่อฤดูกาลก่อนเขาทำ 16 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 40 นัดในทุกรายการ ขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ทำไปแล้ว 14 แอสซิสต์ จากการลงสนามในทุกรายการ 41 นัด โดยเมื่อดูจากสถิติยังคงยอดเยี่ยม กระนั้นในช่วง 2-3 เกม (รวมทั้งแมตช์แพ้ วัตฟอร์ด)  อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ไม่สามารถเปิดบอลที่แสนแม่นยำและเด็ดขาดได้เลย

    สำหรับในแมตช์บุกเสมอ เอฟเวอร์ตัน เป็นอีกเกมที่เรดาร์ที่ติดเท้าขวาของ ฟูลแบ็กดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ยังไม่สามารถควำเป้าหมายได้ถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะจังหวะการเปิดบอลทางริมเส้นด้านข้าง, การเปิดลูกเตะมุม และการปั่นฟรีคิก ไม่มีจังหวะไหนที่น่าหวาดเสียวเลย

    ตอนนี้หลายๆ คนเริ่มมีคำถามแล้วว่า ดาวเตะวัย 21 ปี อาจจะอยู่ในช่วงฟอร์มฝืด เพราะกรำศึกมานาน หรืออาจเป็นเพราะพักยาวไปหน่อยจากช่วงล็อกดาวน์ทำให้ฟอร์มการเปิดบอลยังไม่แม่นยำ แต่ไม่ว่าจะเหตุผลอะไรก็ตามหาก "เทรนต์" ยังทำผลงานไม่เก่งเหมือนเดิม มีสิทธิ์ที่เขาจะโดน เนโก วิลเลี่ยมส์ แบ็กขวาชาวเวลส์ วัย 19 ปี แย่งตำแหน่งเอาได้ง่ายๆ

2. ลอฟเรน สร้างความบันเทิง
    สาวก "เดอะ ค็อป" คงใจหายจนหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มเมื่อเห็นชื่อ เดยัน ลอฟเรน กำลังจะลงสนามแทน โฌเอล มาติป ที่มีปัญหาบาดเจ็บในช่วงครึ่งหลัง เพราะรู้ซึ้งถึงกิตติศัพท์ที่สุดแสนน่าหวาดหวั่นในยามที่อยู่เป็นเซนเตอร์แบ็กให้กับทัพ "หงส์แดง"

    ดาวเตะชาวโครเอเชีย มักจะสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเพื่อนร่วมทีมเป็นประจำ เพราะเขามักจะสกัดบอลแบบโฉ่งฉ่าง และมักจะหลุดตำแหน่งเป็นประจำ จนทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ซึ่งเรื่องแบบนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" เห็นกันจนชินตา

    ไม่ใช่เป็นการกล่าวโทษกันเกินไปแต่ในช่วงที่ มาติป จับคู่กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ นั้น เกมรับของ ลิเวอร์พูล ค่อนข้างแน่นอน และจัดการแนวรุกของ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" จนอยู่หมัด แถมในช่วงที่ทีมได้ลูกเตะมุม 2 เซนเตอร์แบ็กยังขึ้นไปกดดันแนวรับเจ้าบ้านอยู่บ่อยๆ   

    จนกระทั่ง มาติป ดันมีปัญหาบาดเจ็บในช่วงนาทีที่ 73 และ คล็อปป์ จำเป็นต้องส่ง ลอฟเรน มาช่วยงาน ฟาน ไดค์ เท่านั้นแหละ เอฟเวอร์ตัน ก็จัดการโจมตีทางแข้งโครแอตทันที และพวกเขาก็เกือบทำสำเร็จ จากจังหวะที่ ลอฟเรน วิ่งเบียดกับ ริชาร์ลิซอน แล้วก็ลื่นล้ม จากนั้นพยายามวิ่งไปกดดันก็โดนหลอกจนหัวทิ่ม ก่อนหัวหอกเจ้าบ้านจะซัดมุมแคบไปติดเซฟ อลีสซง

    แม้อาจจะมีบางคนช่วยแก้ตัวให้ ลอฟเรน ว่าเพิ่งจะได้ลงสนาม สภาพร่างกายและการอ่านเกมอาจจะยังไม่แน่นอน แต่กระนั้นด้วยประสบการณ์ขนาดนี้นักเตะควรจะทำผลงานให้ดีกว่า

3. มินามิโนะ ยังต้องพยายามหาจังหวะของตัวเองต่อไป
    การที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังไม่ฟิตเต็มร้อย ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่ง ทาคุมิ มินามิโนะ ลงเป็นตัวจริง และนี่คือโอกาสทองของเขาในการที่จะเฉิดฉายกับการลงสนามเป็น 11 คนแรกของต้นสังกัดในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตาม จอมทัพทีมชาติญี่ปุ่น ยังไม่สามารถทำผลงานได้อย่างที่เคยทำเอาไว้กับ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก แม้ว่าในช่วงต้นเกม มินามิโนะ จะโชว์ความหวือหวาได้ในระดับนึง และมีโอกาสสับเต็มข้อบริเวณกรอบเขตโทษ แต่น่าเสียดายที่บอลเหินข้ามคาน

    หลังจากนั้นเจ้าตัวก็แทบไม่มีโอกาสในการสร้างสรรค์เกมให้กับทีมเลย สุดท้ายก็ต้องโดนเปลี่ยนตัวออก โดย นายใญ่ชาวเยอรมัน เลือกที่จะใช้งาน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ในช่วงครึ่งหลัง ซึ่งก็ลงมาสร้างความแตกต่างในเกมบุกให้กับ "เดอะ เร้ดส์" ได้พอสมควร

    กระนั้น หากมองตามความเป็นจริงดูเหมือนว่า คล็อปป์ ยังไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ เพลย์เมกเกอร์เลือดซามูไร ได้เลย และงานนี้คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยว่าช่วง 8 เกมทีเหลืออยู่ในซีซั่นนี้ มินามิโนะ จะพัฒนาผลงานของเขาได้หรือไม่ ต้องรอติดตามดูกันต่อไป
 

4. ฟาน ไดค์ ใช้ฝีเท้าตอกหน้า ริชาร์ลิซอน 
    ก่อนเกมนี้ ริชาร์ลิซอน โชว์สกิลฝีปากด้วยการปรามาส เฟอร์จิน ฟาน ไดค์ เจ้าของตำแหน่งอันดับ 2 บัลลงดอร์ ปีล่าสุด ว่าฝีเท้าไม่ได้เก่งฉกาจเหมือนกับที่หลายๆ คนต่างสรรเสริญเยินยอ พูดง่ายๆ ว่า ปราการหลังชาวดัตช์ ก็แค่แนวรับดาดๆ ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเลย

    ยิ่งไปกว่านั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน วัย 23 ปี ยังคุยโวคำรบสองว่าเคยเลี้ยงบอลผ่าน ฟาน ไดค์ มาแล้ว และยังเชิดชู ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส  และ เซร์คิโอ รามอส เป็นกองหลังที่เหนือกว่า เซนเตอร์แบ็กทีมชาติฮอลแลนด์ มากมายหลายขุม


 

    สิ่งที่ ริชาร์ลิซอน พูดเพื่อหวังจะโยนแรงกดดันใส่ ฟาน ไดค์ แต่ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นแรงบวกให้กับ แข้งเลือดดัตช์ เมื่อเขาทำผลงานได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม และไม่เอาคำพูดไร้สาระมารบกวนจิตใจ โดยงานนี้ ดาวเตะแซมบ้า ไม่สามารถสร้างความอันตรายได้เลยในกรอบเขตโทษ

    แน่นอนว่า สาวก "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" คาดหวังที่จะเห็นสตาร์ประจำทีมทำผลงานได้เก่งอย่างที่พูดเอาไว้เมื่อลงสนาม แต่สุดท้ายก็ท่าดีที่เหลว ฉะนั้นหากเป็นไปได้ในครั้งต่อไปบรรดาแฟนคลับเอฟเวอร์ คงอยากเห็น ริชาร์ลิซอน โชว์ฝีเท้ามากกว่าที่จะมาโชว์ฝีปากอย่างที่ผ่านมา
 

5. ฟอร์มยังติดๆ ขัดๆ 
    ต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ยังอยู่ในฟอร์มที่ไม่คงที่เพราะพวกเขาพักเครื่องไปนานถึง 3 เดือนจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยแมตช์เยือน เอฟเวอร์ตัน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทีมขาดการต่อบอลที่ไหลลื่น และไร้ความเฉียบคมในแดนหน้า

    หนึ่งในเหตุผลที่ "หงส์แดง" ฟอร์มที่ฮอตอาจจะเป็นเพราะพวกเขาขาดแข้งเกมรุกชั้นยอดอย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และแบ็กซ้ายฝีเท้าฉกาจ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าฟอร์มฝืดก็คือ เจมส์ มิลเนอร์ กับ โฌเอล มาติป ที่ลงตัวจริงในเกมนี้ดันมาเจออาการบาดเจ็บเล่นงานเข้าไปอีก

    อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่บวกการได้เห็น นาบี เกอิต้า ลงสนามเป็น 11 แข้งตัวจริงในแมตช์นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะนักเตะทำผลงานได้โดดเด่นมากๆ และประสานงานกับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ฟาบินโญ่ ได้เป็นอย่างดี น่าเสียดายที่เจ้าตัวต้องโดนเปลี่ยนตัวออก เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟิตเต็มร้อย

     หลังจบเกมนี้ คล็อปป์ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสภาพความฟิต เพราะหลังจากนี้อีกไม่กี่วันก็ต้องรับมือ คริสตัล พาเลซ ที่แอนฟิลด์ และหากฟอร์มยังไม่เข้ารูปเข้ารอย กอปรกับนักเตะตัวหลักยังฟิตไม่เต็มร้อย งานนี้มีหวังได้เจองานหนักจากทัพ "ดิ อีเกิ้ลส์" แหงๆ

ไม่เสริมเจอปัญหาแน่!คาร์ร่าชี้ตำแหน่งที่ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องช็อป

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล เจ๊ากับ เอฟเวอร์ตัน แบบไร้สกอร์ เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตกองหลังคนดังของ "หงส์แดง" ก็บอกทันทีว่า ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเสริมทัพในแดนหน้า เพราะพอคนใดคนหนึ่งหายไปแล้วเกมรุกของทีมก็ดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่ได้ลงเล่นเพราะมีปัญหาด้านความฟิต ชี้ ถ้าเกิด ลิเวอร์พูล ไม่เสริมทัพในแดนหน้าแล้วล่ะก็ พวกเขาก็อาจจะเจอปัญหาในซีซั่นต่อไปได้เลย
    เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตยอดกองหลังของ ลิเวอร์พูล แสดงความเชื่อว่า "หงส์แดง" จำเป็นต้องเสริมทัพในตำแหน่งแนวรุกให้ได้ หลังจากที่ล่าสุดเกมรุกของพวกเขาทำผลงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรจากการที่ขาด โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จนส่งผลให้ทำได้เพียงออกไปเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 0-0 ที่สนาม กูดิสัน พาร์ค ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน ที่ผ่านมา

    ปัจจุบัน 3 แนวรุกตัวจริงของ ลิเวอร์พูล ได้แก่ ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ซึ่งทั้งหมดก็ประสานงานกันได้อย่างลงตัวจนได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแนวรุกที่ดีที่สุดของทวีปยุโรปในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็มีการมองกันว่าตัวเลือกสำรองในแนวรุกของ ลิเวอร์พูล ยังไม่ดีเท่าไหร่ อย่างเช่น ทาคูมิ มินามิโนะ, ดิว็อค โอริกี้ และ เคอร์ติส โจนส์ เป็นต้น

    ทั้งนี้ ในเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซาลาห์ มีชื่อเป็นแค่ตัวสำรองเท่านั้น หลังจากที่มีปัญหาด้านสภาพความฟิตนิดหน่อย โดยที่ มินามิโนะ ได้เป็นตัวจริงแทนเขา และสุดท้ายดาวเตะชาวอียิปต์ก็ไม่โดนเปลี่ยนลงไปเล่นในสนามเลยด้วย ก่อนที่ ลิเวอร์พูล จะได้เพียง 1 คะแนนกลับบ้าน

    คาร์ราเกอร์ ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นกูรูให้ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดี เผยว่า "ฟังนะ แนวรุกตัวจริง 3 คนที่เรารู้จักในตอนนี้น่ะเป็นแนวรุกที่เก่งพอๆ กับพวกยอดแนวรุกในทีมระดับทวีปยุโรป แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่คนใดคนหนึ่งหายไปน่ะ ผลงานโดยรวม (ของอีก 2 คน) ก็จะดร็อปลงเยอะมาก จริงอยู่ว่า 3 คนนี้แทบจะลงเล่นด้วยกันเกือบทุกนัด แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนใพดคนหนึ่งหายไปผลงานของพวกเขาก็จะดร็อปลงอย่างชัดเจน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมคิดว่าพวกเขายังจำเป็นต้องเสริมทัพเพื่อทำให้แผนแนวรุก 3 คนมันแข็งแกร่งขึ้น"

    "ผมไม่บอกหรอกว่า ลิเวอร์พูล โชคดี (ที่ 3 แนวรุกแทบจะได้ลงเล่นร่วมกันอยู่ตลอด) พวกเขาแข็งแกร่งกันมากๆ จนทำให้ไม่ได้อดลงเล่นร่วมกันมากเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเกิด ลิเวอร์พูล เสียใครคนใดคนหนึ่งไปเป็นเวลานานแล้วน่ะ ฤดูกาลหน้าพวกเขาก็อาจจะเจอปัญหานิดหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงตำแหน่งปีก"

“ซาลาห์” พร้อมลุย!คาดการณ์ 11 ตัวจริง ลิเวอร์พูล เกมเยือน เอฟเวอร์ตัน

 "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมรีสตาร์ทซีซั่นในคืนวันนี้ โดยมีคิวบุกไปทำศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้แมตช์กับ เอฟเวอร์ตัน ที่สังเวียนแข้ง กูดิสัน พาร์ค ดูแล้วมีแนวโน้มสูงที่กุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะยัดผู้เล่นแกนหลักลงเป็นตัวจริงทั้งหมด ซึ่งก็รวมถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวยิงตัวเก่ง ที่ล่าสุดกลับมาลงซ้อมได้เรียบร้อย และนี่คือ 11 ผู้เล่น "หงส์แดง" ที่คาดว่าน่าจะได้ลงเล่นตั้งแต่วินาทีแรกในระบบ 4-3-3

 – ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์
      พลาดลงเล่นไป 2-3 เกมก่อนพักเบรกหนี "โควิด-19" เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บที่สะโพก แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว และไม่น่าจะมีปัญหาในการสตาร์ทเป็นตัวจริง

 – แบ็กขวา : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์
      เป็นตัวเลือกเบอร์หนึ่งในตำแหน่งแบ็กขวาอย่างไม่ต้องสงสัย

 – เซนเตอร์แบ็ก : โจ โกเมซ
      ถึงแม้ โฌแอล มาติป และ เดยัน ลอฟเรน ต่างอยู่ในสภาพที่พร้อม แต่ โกเมซ น่าจะได้รับโอกาสเป็นตัวจริงในเกมนี้

 – เซนเตอร์แบ็ก : เฟอร์จิล ฟาน ไดค์
      หากไม่เจ็บหรือมีปัญหาอะไร ยังไง ฟาน ไดค์ คือชื่อแรกๆ ที่จะถูกลิสต์อยู่ในทีมตัวจริง

 – แบ็กซ้าย : แอนดี้ โรเบิร์ตสัน
      แม้ก่อนหน้านี้ดูเหมือนไม่ฟิต แต่จากสถานการณ์ล่าสุดดูเหมือน "ร็อบโบ้" ไม่น่าจะมีปัญหาสำหรับการลงเล่นเป็น 11 คนแรก

 – มิดฟิลด์ตัวรับ : ฟาบินโญ่
      เป็นอีกคนที่ไม่ค่อยฟิตก่อนพักเบรกหนี "โควิด-19" แต่ตอนนี้เจ้าตัวกลับมาฟิตเต็มสูบแล้ว และน่าจะยืนหนึ่งในตำแหน่งกองกลางตัวรับ

 – มิดฟิลด์ตัวฝั่งขวา : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
      กัปตัน "เฮนโด้" ไม่มีปัญหาเรื่องความฟิต และพร้อมนำลูกทีมคว้าชัยในเกมนี้ 

 
 – มิดฟิลด์ตัวฝั่งซ้าย : นาบี เกอิต้า
      แม้แดนกลาง ลิเวอร์พูล มีตัวเลือกมากมาย แต่มีโอกาสทีเดียวที่ เกอิต้า จะเบียด จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เป็นตัวจริง หลังทำผลงานโดดเด่นในเกมอุ่นเครื่อง

 – ปีกขวา : โมฮาเหม็ด ซาลาห์
      ถึงแม้ไม่ได้ลงเล่นเกมอุ่นเกือกกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน เพราะมีปัญหาเรื่องความฟิต แต่ล่าสุด "บังโม" กลับมาซ้อมได้เรียบร้อย และไม่น่าจะมีปัญหากับการสตาร์ทเป็นตัวจริง ถึงแม้ ดีว็อค โอริกี้ ชอบยิงประตูใส่ เอฟเวอร์ตัน ก็ตาม

 – ปีกซ้าย : ซาดิโอ มาเน่
      ฟอร์มกำลังดี แถมฟิตสมบูรณ์ ยังไงในทีมตัวจริงต้องมีที่ว่างให้กับ สตาร์ทีมชาติเซเนกัลวัย 28 ปี

 – กองหน้า : โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่
      ถือเป็นหัวใจสำคัญในแดนหน้า ดังนั้น ฟีร์มีโน่ จะได้ลงประสานงานกับ มาเน่ และ ซาลาห์ แน่นอน