สื่อเผยโซลชาบอกซานโช่แล้วได้ย้ายซัมเมอร์นี้หรือไม่

ดั๊กบลาเด็ต สื่อของประเทศนอร์เวย์ แฉว่าไม่นานมานี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด บอกกับ เจดอน ซานโช่ เองเลยว่าดีลมันใกล้ที่จะจบลงด้วยดีแล้ว แม้ว่ามันจะยืดเยื้อสุดๆ ก็ตาม โดยทั้งคู่ติดต่อหากันอยู่บ่อยๆ มาตลอดทั้งช่วงซัมเมอร์

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บอกกับ เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ว่า "ปีศาจแดง" ใกล้ที่จะบรรลุข้อตกลงกับ "เสือเหลือง" ได้แล้ว และการย้ายทีมจะเกิดขึ้นในตลาดการเสริมทัพรอบนี้แน่นอน ตามรายงานของ ดั๊กบลาเด็ต สื่อของประเทศนอร์เวย์

เป็นที่เชื่อกันว่า โซลชา กาหัว ซานโช่ เป็นเป้าหมายการเสริมทัพที่สำคัญที่สุดในช่วงซัมเมอร์นี้ เพราะมองว่าเกมรุกตรงริมเส้นของทีมยังไม่ดีเท่าที่ควร และดาวเตะทีมชาติอังกฤษก็ตอบโจทย์เรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี หลังจากทำไป 35 ประตูกับ 44 แอสซิสต์ จากการลงเล่นให้กับ ดอร์ทมุนด์ 100 นัดในทุกรายการ

ทั้งนี้ ลือกันว่า แมนฯ ยูไนเต็ด บรรลุเงื่อนไขส่วนตัวกับ ซานโช่ และตกลงเรื่องต่างๆ กับเอเยนต์ของแข้งชาวอังกฤษได้แล้ว แต่ปัญหาหลักในตอนนี้คือเรื่องค่าตัวเพราะ ดอร์ทมุนด์ ประกาศจุดยืนว่าจะยอมขายก็ต่อเมื่อได้ค่าตัว 120 ล้านยูโร (ประมาณ 4,440 ล้านบาท) เท่านั้น แต่ "ปีศาจแดง" ไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงินให้ถึงระดับนั้น ซึ่งที่ผ่านมาหลายคนของ ดอร์ทมุนด์ ก็มักจะให้สัมภาษณ์ในเชิงที่บอกว่าแข้งวัย 20 ปี จะอยู่กับทีมต่อไปแน่นอนด้วย

อย่างไรก็ตาม ดั๊กบลาเด็ต แฉว่าไม่นานมานี้ โซลชา บอกกับ ซานโช่ เองว่าการเจรจายังคงดำเนินการอยู่ และเขาจะได้มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด แน่นอน แต่ก็ยอมรับด้วยว่าการเจรจามันยุ่งยากพอตัว โดยสื่อเจ้าเดิมเสริมว่าทั้ง 2 คนติดต่อหากันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงซัมเมอร์นี้ด้วย

 

พูดได้น่าสนใจ! “ติอาโก้” แจงเหตุผลที่เลือกซบลิเวอร์พูล

ติอาโก้ อัลกันตาร่า ดาวเตะป้ายแดง ลิเวอร์พูล พูดแล้ว ทำไมถึงเลือกย้ายมาค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ พร้อมเผยชื่อสองคนดัง ที่มีส่วนกับการตัดสินใจครั้งนี้

ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางดาวดังคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรลูกหนังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตนเลือกย้ายมาร่วมทัพ "หงส์แดง" เพราะต้องการประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในแง่ของถ้วยรางวัล

ทั้งนี้ ลิเวอร์พูล ปิดดีลคว้าตัว ติอาโก้ มาจาก บาเยิร์น มิวนิค ด้วยค่าตัว 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 820 ล้านบาท) บวกออปชั่นอีก 5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 205 ล้านบาท) เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเซ็นสัญญาร่วมงานกัน 4 ปี

"เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อแต่ละปีผ่านพ้นไป คุณก็จะพยายามคว้าแชมป์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ และเมื่อคุณได้แชมป์ คุณก็อยากจะได้อีกเรื่อยๆ ซึ่งผมก็คิดว่า สโมสรแห่งนี้อธิบายตัวตนของผมได้เป็นอย่างดี ผมอยากจะประสบความสำเร็จให้ได้ในทุกเป้าหมายที่วางเอาไว้ อยากจะคว้าแชมป์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" ห้องเครื่องทีมชาติสเปนวัย 29 ปี กล่าว

พร้อมกันนั้น ติอาโก้ ยังเผยว่า ชาบี อลอนโซ่ และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ อดีตสองแข้งดัง ลิเวอร์พูล มีส่วนไม่น้อยกับการตัดสินใจย้ายทีมครั้งนี้ "แน่นอนเลยว่า นอกจากเรื่องฟุตบอลแล้ว เรื่องการชีวิตในเมืองก็สำคัญ ซึ่งบุคคลอย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ ชาบี อลอนโซ่ ช่วยผมเยอะมากในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ซึ่งมันเป็นอะไรที่ดีมากๆ"

 

เปิดรายละเอียดสัญญาติอาโก้-เบอร์เสื้อ-ค่าเหนื่อยระดับท็อป

เปิดรายละเอียดสัญญาของ ติอาโก้ อัลกันตาร่า หลังตกลงย้ายจาก บาเยิร์น มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เผยเซ็นยาว 4 ปี ได้เบอร์เก่าของ เดยัน ลอฟเรน และฟันค่าเหนื่อยระดับสูงสุดของสโมสร
    ลิเวอร์พูล บรรลุข้อตกลงกับ บาเยิร์น มิวนิค มหาอำนาจลูกหนังแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ในการคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางชาวสแปนิชวัย 29 ปี มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน ที่ผ่านมา

    จากข่าวที่ออกมาตอนแรกระบุว่า ค่าตัวในการย้ายทีมอยู่ที่ 27 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,080 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม พอล จอยซ์ นักข่าวสาย "หงส์แดง" จาก เดอะ ไทม์ส รายงานว่า ทั้งสองทีมตกลงค่าตัวที่ 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 800 ล้านบาท)  บวกกับโบนัสตามเงื่อนไขอีก 5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 200 ล้านบาท)

    นอกจากนั้น จอยส์ ยังเผยว่า ติอาโก้ จะเซ็นสัญญากับ "หงส์แดง" เป็นเวลา 4 ปี หรือจนถึงปี 2024 เท่ากับช่วงเวลาที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน จะหมดสัญญาทำงานในถิ่น แอนฟิลด์ พอดี และจะได้ใส่เสื้อเบอร์ 6 แทน เดยัน ลอฟเรน ปราการหลังชาวโครแอต ที่เพิ่งย้ายไปอยู่กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก สโมสรในรัสเซีย

    ขณะที่ เมลิสซ่า เรดดี้ ผู้สื่อข่าวของ อินดิเพนเดนต์ ชี้แจงว่า โบนัสแอดออน 5 ล้านปอนด์ ขึ้นอยู่กับการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงผลงานของ ลิเวอร์พูล จะไปได้ไกลแค่ไหนในฟุตบอลถ้วยยุโรป

    ด้าน เจมส์ เพียร์ซ เหยี่ยวข่าวสายตรง ลิเวอร์พูล จากหนังสือพิมพ์ ดิ แอธเลติก รายงานว่า ติอาโก้ จะได้ค่าเหนื่อยอยู่ที่ 200,000 ปอนด์ (ประมาณ 8 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ส่งผลให้จะกลายเป็นนักเตะในทีมที่รับค่าจ้างมากสุดเท่ากับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์

จบนะ!แลมพาร์ดลั่นไม่ขายก็องเต้

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ระบุ จะไม่ขาย เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในช่วงซัมเมอร์นี้แน่นอน พร้อมบอกว่าซีซั่นก่อน ก็องเต้ โดนอาการเดี้ยงเล่นงานอย่างหนักจนส่งผลเสียกับเรื่องอื่นๆ ตามไปด้วย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประกาศว่าต้องการเก็บ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสเอาไว้ใช้งานต่อไป

หลายเดือนก่อนมีกระแสข่าวลือว่า แลมพาร์ด มองว่า ก็องเต้ เป็นหนึ่งในส่วนเกินของทีม หลังจากที่มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้มีหลายทีมที่ตกเป็นข่าวกับแข้งวัย 29 ปี อย่างเช่น อินเตอร์ มิลาน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นต้น

แลมพาร์ด เผยว่า "มันเห็นได้ชัดว่าทุกทีมในโลกอยากมี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ อยู่ในทีม ผมอ่านเจอข่าวลือต่างๆ มาบ้างเหมือนกัน เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยม รวมถึงเป็นคนที่ดีมากๆ ผมไม่อยากเสียคนแบบเขาไป เขาเป็นฟันเฟืองหลักของสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ แน่นอนว่าเราสามารถพูดเกี่ยวกับบรรดานักเตะตัวรุกหลายต่อหลายคนได้ แต่คนอย่าง เอ็นโกโล่ และผลงานที่เขาทำได้ในแผงกลางก็สมควรถูกพูดถึงเหมือนกัน ฤดูกาลก่อนถือเป็นซีซั่นที่ยากลำบากสำหรับเขาเพราะเขาโดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงาน"

"เขาเข้าสู่ฤดูกาลก่อนโดยที่มีอาการบาดเจ็บติดตัว และมันก็ส่งผลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งซีซั่น เหมือนกับเป็นโดมิโน่ที่ล้มติดๆ กัน ที่เขาเจ็บอย่างต่อเนื่องแบบนั้นมันอาจจะเป็นเพราะเขาลงเล่นเยอะเป็นเวลา 4 หรือ 5 ปีก็ได้ ดังนั้นผมเลยตื่นเต้นมากๆ ที่ตอนนี้ได้เขาในสภาพฟิตเต็มถังมาอยู่กับทีม เขาดูมีสภาพร่างกายที่พร้อมสุดๆ เขาเป็นคนสำคัญสำหรับผม แน่นอนว่าผมอยากเก็บ เอ็นโกโล่ เอาไว้กับทีมต่อ"

แวร์เนอร์แจ่ม-ฮาแวร์ทซ์ยังต้องจูน! 5ข้อหลังเชลซีบุกอัดไบรท์ตัน

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมเชลซี นำทัพ "สิงห์บลูส์" ยุคใหม่ที่มาพร้อมกับนักเตะชั้นยอดอย่าง ติโม แวร์เนอร์ กับ ไค ฮาแวร์ทซ์ ลงสนามเปิดตัวในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งแรก พร้อมกับโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยให้ทีมไล่ต้อน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ถึงถิ่นเอแม็กซ์ สเตเดี้ยม เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา

แมตช์นี้ แวร์เนอร์ โชว์ให้เห็นแล้วว่าทำไม "แลมพ์ส" ถึงอยากได้เขามาร่วมทีม โดยเจ้าตัวใช้สปีดเร็วกว่านรกช่วยให้ทีมได้จุดโทษ และเป็น จอร์จินโญ่ สังหารไม่เหลือซาก แต่เจ้าบ้านมาได้ประตูตีเสมอจากการยิงไกลของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ซึ่งจังหวะนี้ส่วนหนึ่งมาจาก เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านที่กะจังหวะผิด

อย่างไรก็ตามด้วยคุณภาพของทีมทำให้ เชลซี ได้อีกสองประตูจากความยอดเยี่ยมของ รีซ เจมส์ ที่ยิงไกลสุดสวย และแอสซิสต์ให้  คูร์ท ซูม่า ซัดประตูย้ำชัยชนะ ช่วยให้ทีมเก็บ 3 คะแนนสำคัญ และทำให้พวกเขาคว้าแต้มรวม 2,000 แต้มในพรีเมียร์ลีก จากการเล่น 1,077 เกม ซึ่งเป็นทีมที่สามที่ทำได้ต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2,234 คะแนน) และ อาร์เซน่อล (2,014 คะแนน)

1.  บทบาทชอง ฮาแวร์ทซ์ ?
ก่อนหน้านี้มีคำถามเกิดขึ้นตอนที่ เชลซี ตัดสินใจเซ็นสัญญาคว้าตัว ไค ฮาแวร์ทซ์ เพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมัน มาร่วมทีม ว่าจะส่งเขาลงเล่นในตำแหน่งไหน ? เพราะแผงกลางของ "สิงโตน้ำเงินคราม" อัดแน่นไปด้วยผู้เล่นคุณภาพชั้นยอดมากมาย

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือคนหนุ่ม แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพร้อมใช้งาน ฮาแวร์ทซ์ ในตำแหน่งไหนก็ได้ในแผงกองกลาง เนื่องจากนักเตะเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถหลากหลาย และสามารถปรับตัวให้เข้ากับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับในเกมแรกของ ฮาแวร์ทซ์ ในศึกพรีเมียร์ลีก "แลมพ์ส" จับเขาลงเล่นทางฝั่งขวาโดยคอยช่วยสนับสนุนกองหน้า ขณะที่ จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ยืนเป็นตัวคุมจังหวะ นั่นทำให้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช มีอิสระในการเล่น และทำหน้าที่คอยปั้นเกมให้กับ ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์ และรูเบน ลอฟตัน-ชีค

การที่ ฮาแวร์ทซ์ ถูกจับไปยืนฝั่งขวา ขณะที่ เมาท์ ลงเล่นฝั่งซ้าย และ ลอฟตัน-ชีค เล่นอยู่ตรงกลางทำให้แนวรุกของ "สิงห์บลูส์" อันตรายมากยิ่งขึ้น แม้นักเตะจะมีจังหวะผ่านบอลสวย และการเคลื่อนไหวหาพื้นที่ได้ดี แต่นี่ยังใช่ศักยภาพที่แท้จริงของเขา กระนั้นนี่แค่ช่วงเริ่มต้นกับลูกหนังเมืองผู้ดี คาดว่าคงจะได้เห็นทีเด็ดของยอดแข้งเลือดด๊อทย์ช มากกว่านี้แน่นอน
 

2. ฤดูกาลใหม่ แต่ เกปา ยังออกทะเลเหมือนเดิม
หนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังของ เชลซี คงหนีไม่พ้น  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ที่โชว์ฟอร์มได้น่าผิดหวังจริงๆ กับแมตช์เยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีข่าวว่าสโมสรต้องการโกลคนใหม่

นายทวารเลือดกระทิงดุ ย้ายมาร่วมทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร แต่ผลงานในเกมชนะ ไบรท์ตัน ถือว่าไม่คุ้มค่าตัวจริงๆ โดยเฉพาะจังหวะที่เสียประตูจากการยิงไกลของ  เลอันโดร ทรอสซาร์ แต่ เกปา ดันพุ่งช้า ส่งผลให้บอลลอยเข้าไปเสียบมุมอย่างงดงาม

ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ โกลชาวสแปนิช ยังมีจังหวะผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ หากพูดกันแบบเป็นกลางจังหวะที่ ทรอสซาร์ ยิงไกล หากเป็นผู้รักษาประตูระดับโลก น่าจะสามารถจัดการกับลูกนี้ได้ดีกว่า อดีตนายทวาร แอธเลติก บิลเบา แน่นนอน

ฉะนั้น เกปา น่าจะเป็นปัญหาสำคัญที่ แลมพาร์ด ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุผลรองรับว่าทำไม กุนซือชาวอังกฤษ ถึงต้องการคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ ผู้รักษาประตูชาวเซเนกัลจากสโมสร แรนส์ มาร่วมทัพให้ได้ในช่วงซัมเมอร์นี้

 3.  ตัวเลือกแบ็กขวาอังกฤษเพิ่มขึ้น
อังกฤษมีผู้เล่นแบ็กขวาชั้นดีเยอะมากในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น ไคล์ วอล์คเกอร์, คีแรน ทริปเปียร์, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ อารอน วาน-บิสซาก้า แต่ตอนนี้ "ทรี ไลอ้อนส์" มีตัวเลือกชั้นดีอีกได้แก่ รีซ เจมส์ และ ทาริก แลมป์ตีย์ ที่ฟอร์มโดดเด่นเหลือเกิน

 ในรายของ แลมป์ตีย์ มีส่วนสำคัญกับฟอร์มของไบรท์ตัน ในเกมนี้ โดยอดีตเด็กปั้นเชลซี โชว์ฟอร์มได้เด็ดสะระตี่ทั้งๆ ที่อายุเพียงแค่ 19 ปีเท่านั้น โดยเขาเต็มไปด้วยความเร็ว และมีศักยภาพในการเล่นเกมรับได้แข็งแกร่ง และยังเติมเกมรุกได้ดีเยี่ยม มีทักษะดี และกล้าวิ่งทะลุทะลวง สำหรับสถิติของเขาสามารถเสียบสกัดได้ 3 ครั้ง และตัดบอลได้ 3 ครั้งมากว่าเพื่อนร่วมสังกัด ที่สำคัญนักเตะยังเป็นคนแอสซิสต์ให้ ทรอสซาร์ ยิงประตูซะด้วย

ขณะที่ เจมส์ ก็ทำผลงานได้ไม่ธรรมดากับ "สิงโตน้ำเงินคราม" ด้วยวัยแค่ 20 ปี เขากลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างเฉิดฉาย และถือเป็นฟูลแบ็กที่ครบเครื่องจริงๆ โดยหากมองอย่างเป็นการ "เจ้าหนูรีซ" มีการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่นกว่า อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และเล่นเกมบุกได้เยี่ยมกว่า วาน-บิสซาก้า ต้องยอมรับว่ามีสองสิ่งที่สมดุลมากกว่าผู้เล่นทั้งสองคน

นอกจากนี้ เจมส์ ยังมีทีเด็ดในเรื่องของการยิงประตู โดยนักเตะแสดงให้เห็นในจังหวะที่ซัดประตูให้ต้นสังกัดขึ้นนำ 2-1 จากการตะบันเต็มข้อระยะกว่า  25 หลา บอลพุ่งราวกับขี่พายุทะลุฟ้าแหวกอากาศเข้าไปซุกก้นตาข่ายชนิดที่ แม็ทธิว ไรอัน  หมดปัญญาป้องกัน แถมยังแอสซิสต์ให้ คูร์ท ซูม่า ซัดประตูตอกฝาโลงด้วย

ฉะนั้นตอนนี้ อังกฤษ มีตัวเลือกในตำแหน่งแบ็กขวาเยอะมาก และหากทีมเกิดมีปัญหานักเตะตัวหลักบาดเจ็บหรือติดโทษแบน งานนี้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ผู้จัดการทีมอังกฤษ สบายใจได้เลยเพราะเขามีตัวเลือกอีก 2 รายทั้ง แลมป์ตีย์ กับ เจมส์ เข้ามาเสียบแทนได้สบายๆ

 4. แนวรับต้องการผู้นำที่แท้จริง
    ตอนนี้ดูเหมือนว่า เชลซี จำเป็นต้องมีผู้นำในเกมรับอย่างแท้จริง แน่นอนว่าหากมองกันอย่างยุติธรรมกองหลังของ "สิงโตน้ำเงินคราม" แมตช์นี้อาจจะผ่านบททดสอบเรื่องสภาพร่างกาย และเทคนิคส่วตัว แต่สอบตกอย่างสิ้นเชิงในเรื่องของการเล่นตามแท็คติกโค้ช

แมตช์นี้ทุกๆ คนคงได้เห็นแล้วว่า อันเดรียส คริสเตนเซ่น กับ  คูร์ท ซูม่า ยังคงมีบางจังหวะที่เล่นกันแบบสับสนโดยเฉพาะเมื่อโดนไบรท์ตันเปิดเกมบุกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง แถมยังพลาดมหันต์ที่ปล่อยให้ ลูอิส ดังค์ ขึ้นไปโหม่งแบบสบายๆ ไร้ตัวประกบในระยะ 5 หลาเข้าประตู งานนี้เกมคงจะแตกต่างออกไปจากนี้

การที่ปล่อยให้ ดังค์ ได้โหม่งแบบโล่งๆ ในจังหวะฟรีคิกจึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่ว่าทำไม เชลซี จึงต้องการกองหลังที่มีความเป็นผู้นำ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ ซิลวา เซนเตอร์แบ็กที่ผ่านประสบการณ์ในเกมลูกหนังมาอย่างโชกโชน

 ฉะนั้น ซิลวา มีความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ และจะช่วยบัญชาเกมรับของทีมให้มีความนิ่ง และเล่นได้ตามแท็คติกที่โค้ชสั่ง อย่างไรก็ตามสิ่งแรกที่ เชลซี ต้องลุ้นที่สุดก็คือตอนนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังไม่สามารถลงเล่นให้ทีมได้ เพราะสภาพร่างกายยังไม่ฟิต

    อย่างไรก็ตามหาก อดีตสตาร์ เอซี มิลาน และ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง พร้อมลงสนามเมื่อไหร่ เชื่อว่าเขาจะทำหน้าที่คอยควบคุมและสั่งการเพื่อให้แผงกองหลังมีการเล่นที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และยังช่วย เกปา (หากยังไม่โดนดร็อป) ไม่ต้องเจอกับงานหนัก

 5. แวร์เนอร์ โชว์ของตั้งแต่เกมแรก
สำหรับการลงเล่นเกมแรกในพรีเมียร์ลีก เหมือนกับ  ฮาแวร์ทซ์ นั้น แวร์เนอร์ แสดงให้เห็นแล้วว่าสามารถปรับตัวกับการเล่นในลีกที่แตกต่างได้อย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าสามคะแนนในแมตช์นี้ส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเขา

ในตอนแรกที่เห็นรายชื่อแนวรุก "สิงห์บลูส์" มี รูเบน ลอฟตัน-ชีค ลงเป็น 11 ตัวจริง ทำให้หลายคนค่อนข้างแปลกใจ และรู้สึกเป็นห่วงว่า ดาวเตะดีกรีทีมชาติอังกฤษ กับ แวร์เนอร์ จะสามารถประสานงานกันได้ไหม โดยหากมองภาพรวมแล้ว ทั้งคู่ดูเหมือนจะเล่นเข้าขากัน แต่สำหรับ ลอฟตัน-ชีค ฟอร์มส่วนตัวน่าผิดหวังมากๆ เพราะเล่นแย่ และมักจะจับบอลพลาดบ่อยๆ

สวนทางกับ แวร์เนอร์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพชั้นยอดโดยเขาเต็มไปด้วยความรวดเร็วซึ่งทุกๆ สายตาคงได้เห็นแล้วจากจังหวะที่ช่วยให้ต้นสังกัดได้จุดโทษ นอกจากนี้ ดาวเตะเลือดด๊อยท์ช ยังแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการวิ่งไล่บี้คู่แข่งตลอดทั้งเกม รวมไปถึงการเคลื่อนที่หาช่องว่างอย่างชาญฉลาด และการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม

 อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเสียดายในแมตช์นี้ของ อดีตสตาร์แอร์เบ ไลป์ซิก ก็คือการที่เจ้าตัวไม่สามารถซัดประตูในเกมแรกภายใต้สีเสื้อ "สิงโตน้ำเงินคราม" ได้ แต่หากนักเตะยังคงรักษาฟอร์มแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานคงจะได้เห็นชื่อเขาบนสกอร์บอร์ดแน่นอน 
 

แมนยูช้ำแพ้คาบ้าน! ซาฮาแสบนำพาเลซบุกคว้าชัย-ฟาน เดอ เบ็คซัดเปิดซิง

"ปีศาจแดง" ทำผลงานได้น่าผิดหวังหลังประเดิมสนามซีซั่นใหม่ด้วยการพ่ายคาบ้านให้ คริสตัล พาเลซ 1-3 เกมนี้แม้ว่า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค จะซัดประเดิมเกมแรกให้ต้นสังกัดแต่ทีมต้องปราชัย วิลฟรีด ซาฮา อดีตเด็กเก่าทำแสบเหมาสองเม็ดนำ "ดิ อีเกิ้ลส์" บุกซิวสามแต้ม คว้าชัยสองเกมติด มี 6 คะแนน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    แมนฯ ยูไนเต็ด ประเดิมนัดแรกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังได้สิทธิพักไม่ต้องเล่นเกมแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยรับการมาเยือนของ คริสตัล พาเลซ ที่เกมแรกเบียดเอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-0 ก่อนที่เกมกลางสัปดาห์จะตกรอบ คาราบาว คัพ รอบแรก หลังพ่ายจุดโทษให้ บอร์นมัธ

    โดย โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ส่ง สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ยืนจับคู่ปอล ป็อกบา ขณะที่ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ห้องเครื่องตัวใหม่มีรายชื่อเป็นสำรอง เช่นเดียวกับ อารอน วาน-บิสซาก้า ขณะที่ แนวรุกวาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส  ปั้นเกมรุกร่วมกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ,แดเนียล เจมส์ และให้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เป็นหน้าเป้า 

    ขณะที่ รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือพาเลซ เปลี่ยนแปลงผู้เล่นบางตำแหน่งจากเกมที่แล้ว แต่แนวรุกยังฝากความหวังไว้ที่ วิลฟรีด ซาฮา และจอร์แดน อายิว
   
     ออกสตาร์ทเกมมาได้แค่ 6 นาทีแรก ดาบิด เด เคอา ทำเหวอหลังจ่ายบอลหน้าบ้านตัวเองพลาด ก่อนที่แนวรับจะช่วยกันแก้สกัดออกไปพ้นอันตราย

    ทว่านาทีถัดมา "ดิ อีเกิ้ลส์" มาทำช็อกจนได้ เมื่อพังประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็ว 1-0 จากจังหวะเซ็ตบอลขึ้นทางซ้าย  ไทริค มิตเชลล์ เปิดบอลขนานเส้นให้ เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ก่อนจะปาดเลียดไปเสาไกลให้ แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ เติมมาซัดด้วยขวาติดปลายมือ เด เคอา ก่อนเบียดเสาสองเข้าไป

    โอกาสแรกของ "ผีแดง" ต้องรอถึง นาที 13 หลังบรูโน่ แฟร์นันด์ส ไหลบอลให้ ทิโมธี่ โฟซู-เมนซาห์ กดด้วยขวานอกกรอบ บอลพุ่งไปติดบล็อค ชลุปป์ ออกหลัง

    เกมรับของปีศาจแดงค่อนข้างมีปัญหา ถัดมานาทีเดียว วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ เกือบทำพลาดหลังโขกคืนหลังสั้นไป วิลฟรีด ซาฮา พยายามวิ่งตามไปฉกบอลแต่ยังดีที่ไปติด เด เคอา ที่สกัดบอลออกไปได้หวุดหวิด
   
     เกมรุกเจ้าบ้านเริ่มดีขึ้น นาที 20 ปอล ป็อกบา ซัดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งไปเสาแรก แต่ยังไม่ผ่านมือ บิเซนเต้ กวาอิต้า ที่ล้มตัวรับไว้ได้

    อีก 2 นาทีต่อมา สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ปั่นด้วยขวานอกกรอบบอลไปแฉลบ ชีกู กูยาเต้ ถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว

    นาที 26 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เก็บบอลได้หน้ากรอบก่อนจะซัดด้วยซ้าย แต่บอลยังไปแฉลบ กูยาเต้ อีกครั้งก่อนพุ่งไปเข้ามือ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    นาที 40 บรูโน่ แฟร์นันด์ส เรียกฟรีคิกหน้ากรอบให้เจ้าบ้านได้ แม้ว่าจะมีการเช็ก VAR ถึงความเป็นไปได้ในการได้จุดโทษหลัง ปอล ป็อกบา โดนเบียดล้มในกรอบ ทว่า ผู้ตัดสิน มาร์ติน แอ็ตกินสัน ยืนยันเป่าให้แค่ฟรีคิก ก่อนที่ บรูโน่ จะปั่นกว่า 23 หลาไปแฉลบกำแพงออกหลัง

    ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 เจ้าบ้านเกือบมาเสียเม็ดที่สอง หลัง จอร์แดน อายิว ได้บอลทางซ้ายก่อนเลี้ยงจี้เข้าไปในกรอบเขตโทษหนี สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ก่อนจะเอี่ยวตัวซัดด้วยขวาไปติดเซฟของ ดาบิด เด เคอา ออกหลังเป็นเตะมุม

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ตามหลัง คริสตัล พาเลซ 0-1

    ครึ่งหลัง แมนฯยูไนเต็ด เปลี่ยนตัวถอดเอา แดเนี่ยล เจมส์ ออกแล้วส่ง เมสัน กรีนวู้ด ลงไปเล่นแทน

    นาที 49 จอร์แดน อายิว ได้ซัดนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ เด เคอา อีก 2 นาทีต่อมา เป็นโอกาสของ ปอล ป็อกบา บ้างแต่ยังยิงไม่ดีพอ บอลพุ่งไปเข้ามือ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    เกมรุกแลกกันสนุก นาที 54 ซาฮา เกือบได้โอกาสยิงแต่ดันไปลื่น บอลมาเข้าทาง แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์ ซัดด้วยซ้ายเต็มเน้นๆ แต่บอลพุ่งไปติดป็อกบาออกหลัง

    เกมผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เจ้าบ้านมีโอกาสลุ้นตีเสมอ บอลขึ้นทางขวา ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ เปิดไปเสาไกลให้ เมสัน กรีนวู้ด ที่ยืนโล่งโขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 67 โซลชา เปลี่ยนตัวคนที่สองส่ง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงมาเล่นแทน ปอล ป็อกบา

    นาที 70 "ปีศาจแดง" มาเสียลูกที่จุดโทษหลัง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ไปทำแฮนด์บอลในกรอบ ซึ่งผู้ตัดสินวิ่งไปเช็กจากภาพ VAR ข้างสนามแล้วยืนยันให้จุดโทษ ซึ่งแม้ว่า ดาบิด เด เคอา จะเซฟลูกยิงของ จอร์แดน อายิว ได้แล้วแต่ไม่ถึงนาที VAR จับภาพได้ว่า นายด่านของผีแดงขยับเท้าออกมานอกเส้นก่อน ทำให้ต้องยิงจุดโทษใหม่ ซึ่งคราวนี้ ทีมเยือนเปลี่ยนคนยิงเป็น วิลฟรีด ซาฮา ก่อนที่อดีตแข้งผีจะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" นำห่างเจ้าถิ่น 2-0

    กระนั้น นาที 80 "ปีศาจแดง" มาได้ประตูตีไข่แตก จากจังหวะที่ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ตามไปซ้ำด้วยขวาเข้าไป เป็นประตูแรกประเดิมสนาม ช่วยให้ แมนยู ไล่พาเลซมาเป็น 1-2

    แต่แล้ว นาที 85 วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ทำพลาดอีกหลังโดน วิลฟรีด ซาฮา กระชากบอลหนีก่อนซัดด้วยขวาบอลพุ่งเลียดเสียบเสาแรก ชนิด ดาบิด เด เคอา ได้แต่ยืนมองอย่างสุดเซ็ง พาเลซ บุกมานำ ปีศาจแดง 3-1

    จบเกม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดหัวพ่ายให้ คริสตัล พาเลซ 1-3

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ (โอเดียน อิกาโล่ น.81), วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – ปอล ป็อกบา (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค น.67), สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ – แดเนียล เจมส์ (เมสัน กรีนวู้ด น.46), บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรซฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

        ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        คริสตัล พาเลซ (4-4-2) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, ชีกู กูยาเต้, มามาดู ซาโก้, ไทริค มิตเชลล์ – แอนดรอส ทาวน์เซ่นด์, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, เจมส์ แม็คคาร์ธี่ (ลูก้า มิลิโวเยวิช น.88), เจฟฟรีย์ ชลุปป์ (เอเบเรชี่ เอเซ่ น.75) – วิลฟรีด ซาฮา, จอร์แดน อายิว (มิชี่ บาตชูอายี่ น.81)

ปลื้ม!โรเบิร์ตสันเผยไอดอลชมตนแบ็กซ้ายดีสุดในโลก

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายคนสำคัญของ ลิเวอร์พูล ระบุ ตอนที่เล่นศึกชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมานั้น ฟิลิเป้ หลุยส์ ถึงขั้นชมตนเลยว่าตนเป็นแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดของโลก และมันก็ทำให้ตนดีใจสุดๆ เพราะว่า หลุยส์ เป็นหนึ่งในขวัญใจของตน
   
แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายคนเก่งของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่า ฟิลิเป้ หลุยส์ อดีตฟูลแบ็ก แอตเลติโก มาดริด และ เชลซี เคยชมตนต่อหน้าเลยว่าตนเป็นแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดของโลก

    โรเบิร์ตสัน กับ หลุยส์ ได้ดวลกันในนัดชิงชนะเลิศของศึกชิงแชมป์สโมสรโลกเมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปีก่อน หลังจากที่ ลิเวอร์พูล กับ ฟลาเมงโก้ โคจรมาเจอกันในนัดชิงดำ ก่อนที่ "หงส์แดง" จะชนะไป 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากประตูชัยของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ในนาทีที่ 99

    แข้งชาวสกอตต์กล่าวในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า "ร็อบโบ้ : นาว ยูอาร์ กอนน่า บีลีฟ อัส" (ROBBO: NOW YOU RE GONNA BELIEVE US) ว่า "หลังจากเสียงนกหวีดจบเกมการแข่งขันดังขึ้นแล้วน่ะผมก็ตรงไปหาฟูลแบ็กคนหนึ่งของ ฟลาเมงโก้ อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะได้คุยกับเขา แต่คนที่ผมพูดถึงนี่ไม่ใช่ ราฟินญ่า หรอกนะ แน่นอนว่าเรา (โรเบิร์ตสัน หมายถึงตัวเองกับ ราฟินญ่า) ดวลกันแบบสนุกหลายครั้งในระหว่างการแข่งขัน แต่คนที่ผมอยากคุยด้วยมากๆ คือ ฟิลิเป้ หลุยส์ ฟูลแบ็กอีกคนหนึ่งต่างหาก"

    "หลุยส์ เป็นหนึ่งในนักเตะในตำแหน่งเดียวกับผมที่ผมชื่นชอบมากๆ เช่นเดียวกับนักเตะอย่าง ปาทริซ เอวร่า, แอชลี่ย์ โคล รวมถึง แจ็คกี้ แม็คนามาร่า และ ทอม บอยด์ ของ เซลติก ผมเคยตามดูเขาเล่นอยู่เป็นประจำในตอนที่เขาอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด และผมก็ชอบทุกอย่างเกี่ยวกับเขา"

    "ตอนนั้นผมตรงไปหาเขา, พูดปลอบเขาเกี่ยวกับผลการแข่งขัน และตอนที่ผมกำลังจะแสดงความยินดีกับการที่เขามีอาชีพการค้าแข้งที่ยอดเยี่ยมน่ะเขาก็พูดแทรกขึ้นมาซะก่อนว่า -นายเป็นแบ็กซ้ายที่เก่งที่สุดในโลกเลย- มันทำให้ผมดีใจมากๆ มันมีความหมายกับผมสุดๆ หลังจากนั้นผมก็ไปพูดเรื่อง เฟลิเป้ กับทาง อาลี่ (อลีสซง เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูชาวบราซิเลียนของ ลิเวอร์พูล) เพราะเขาเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาในบราซิล แล้วเขาก็เล่าให้ผมฟังว่าเขา (หลุยส์) เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากแค่ไหน"

    "การได้รับการยกย่องจากคนที่เคยทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในระดับสูงสุดมาหลายปีมันมีความหมายมากๆ คำพูดของเขามันทำให้ผมเซอร์ไพรส์สุดๆ ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยสื่อถึงบางอย่างเกี่ยวกับผม (ในสายตาของคนอื่น) ได้ ปกติแล้วคุณจะไม่ปล่อยให้ตัวเองมีความเชื่อในเรื่องอะไรก็ตาม แต่พอมันออกมาจากปากของคนอย่างเขาแล้วมันก็เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่จริงแล้ว เฟลิเป้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะพูดแบบนั้นออกมาเลยนอกจากว่าเขาจะคิดแบบนั้นจริงๆ"

แผนไหนก็โหด ! เปิด 3 ระบบ คล็อปป์ ใช้ ติอาโก้ ปั้นเกม ลิเวอร์พูล

ลิเวอร์พูล กำลังจะเซ็นสัญญากับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางชาวสแปนิชจาก "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่ทั้งสองสโมสรตกลงเรื่องค่าตัวได้แล้ว ซึ่งถือว่านี่คือจิ๊กซอว์สำคัญที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมแสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากได้มาเสริมแกร่งให้ได้
    ดาวเตะเลือดกระทิงดุ วัย 29 ปี ตกเป็นข่าวพร้อมที่จะอำลาถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า มาตลอดช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเฉพาะกับ ลิเวอร์พูล เนื่องจากต้องการออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ หลังอยู่กับ "เสือใต้" มาตั้งแต่ปี 2013 และเหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียวเท่านั้น  โดยในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ในการย้ายทีมยังไม่แน่นอน เพราะติดแค่เรื่องค่าตัวนักเตะเท่านั้น

    อย่างไรก็ตามตอนนี้ดูเหมือนเรื่องทุกอย่างจะได้บทสรุปเรียบร้อยแล้ว โดยมีรายงานจากสื่อหลายสำนึกที่ออกไปในทิศทางเดียวกันว่า "เดอะ เร้ดส์" ยินดีจ่ายค่าตัว 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท) และเงื่อนไขพิเศษอีก 7 ล้านปอนด์ (ราว 266 ล้านบาท) ให้กับ บาเยิร์น ซึ่งยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียก็พอใจกับข้อเสนอนี้

    ฉะนั้นตอนนี้ก็เหลือแค่ขั้นตอนในการตรวจร่างกาย และเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ "เดอะ เร้ดส์" เท่านั้น โดยหากนักเตะมาสวมชุด "หงส์แดง" นั่นจะทำให้ คล็อปป์ มีทางเลือกมากยิ่งขึ้นในการนำทีมเก็บชัยชนะทั้งในพรีเมียร์ลีก และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมทั้งฟุตบอลถ้วยภายในประเทศ

    ด้วยเหตุนี้ เอ็กซ์เพรส สปอร์ต สื่อดังในอังกฤษ จึงได้ลองสวมบทเป็นกุนซือเลือดด๊อยท์ช ในการจัดแผนให้กับทีมเมื่อพวกเขาได้ ติอาโก้ มาเสริมแกร่ง ซึ่งต้องยอมรับว่าแต่ละแผน คงทำให้บรรดาคู่แข่งต้องหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อมีคิวปะทะ แชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 19 สมัย ในฤดูกาล 2020/2021

แผน 1 : โรเตชั่นแผงกองกลาง

    ทันทีที่ ติอาโก้ ย้ายมาร่วมทัพอย่างเป็นทางการ คงทำให้ คล็อปป์ เปลี่ยนผู้เล่นให้เหมาะกับระบบ 4-3-3 ซึ่งระบบนี้ทำให้เขาประสบความสำเร็จมาตลอดช่วงเวลาที่ทำหน้าที่ผู้จัดการทีม อย่างไรก็ตามคาดว่า นายใหญ่ชาวเยอรมัน น่าจะเลือกใช้แผงมิดฟิลด์แบบผสมผสานเพื่อให้เข้ากับสไตล์ของ สตาร์ดังทีมชาติสเปน

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา "หงส์แดง" ใช้แผงกลางได้แก่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และ ฟาบินโญ่ ลงเล่นหลายเกม ส่วน นาบี เกอิต้า กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน คอยทำหน้าที่เป็นกำลังเสริมได้อย่างดีเยี่ยม บางครั้งก็ได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริงเช่นกัน

    ดังนั้นหาก ติอาโก้ มาร่วมทีมอย่างเป็นทางการ งานนี้ดูเหมือนว่าเขาคงจะได้ทำหน้าที่เป็นหัวใจในแดนกลางให้กับ "หงส์แดง" ซึ่งนั่นหมายความว่าหนึ่งในผู้เล่นตัวจริงที่ได้รับโอกาสลงสนามมาตลอด อาจจะต้องโดนถอดออกไปนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง

    เกอิต้า ซึ่งไม่ค่อยได้ลงเล่นมากนักเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา เพิ่งได้โอกาสลงเล่นตัวจริงในเกมเฉือน ลีดส์ ยูไนเต็ด 4-3 มีโอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจจาก คล็อปป์ ให้ลงเล่นมากยิ่งขึ้นในฤดูกาลปัจจุบัน แต่กระนั้น ฟาบินโญ่ ก็ยังคงเป็นตัวเลือกต้นๆ ของ คล็อปป์ อยู่ดี ฉะนั้นนักเตะที่จะต้องไปนั่งตบยุงในซุ้มม้านั่งสำรองก็คงเป็น ดาวเตะชาวกีนี และ ไวจ์นัลดุม ที่เหลือสัญญาในถิ่นแอนฟิลด์เพียง 1 ปีเท่านั้น และมีข่าวลือมาตลอดว่า บาร์เซโลน่า อยากได้ตัวไปร่วมทีม

    ในส่วนของ เฮนเดอร์สัน ที่ตอนนี้หายขาดจากอาการบาดเจ็บแล้ว ก็เพิ่งลงทำหน้าที่บัญชาการในแดนกลางให้กับทีมในแมตช์เปิดซีซั่นเมื่อวันเสาร์ที่แล้ว และแน่นอนว่า "กัปตันเฮนโด้" ยังคงเป็นหัวใจในแดนกลางของทีมเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ระบบ 4-3-3

แผนไหนก็โหด ! เปิด 3 ระบบ คล็อปป์ ใช้ ติอาโก้ ปั้นเกม ลิเวอร์พูล
ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่ , ติอาโก้ อัลกันตาร่า

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
แผน 2 : จับ ฟาบินโญ่ เล่นเซนเตอร์แบ็ก

    สำหรับออปชั่นที่สองที่ คล็อปป์ จะนำมาใช้ในกรณีที่ ติอาโก้ มาร่วมทีม นั่นก็คือการให้เขาทำหน้าที่บัญชาเกมแดนกลางร่วมกับ เฮนเดอร์สัน และโยก ฟาบินโญ่ ไปทำหน้าที่เป็นเซนเตอร์แบ็กคู่กับ ฟาน ไดค์ ซึ่งมิดฟิลด์ชาวบราซิเลียนก็เคยรับบทบาทนี้มาบ้างแล้วกับต้นสังกัด

    สตาร์ลูกหนังทีมชาติบราซิล เคยมีประสบการณ์ในการทำหน้าที่เป็นแบ็กขวา และปราการหลังตัวกลางมาแล้ว ที่สำคัญเขายังสามารถเล่นร่วมกับ แนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งนี่ถือเป็นออปชั่นในแนวรับให้กับทีม หลัง เดยัน ลอฟเรน แยกทางกับสโมสรเมื่อช่วงซัมเมอร์นี้ ส่วน เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กับ คี-ยาน่า ฮูแฟร์ ยังต้องเรียนรู้อีกเยอะเพื่อรอโอกาสของเขาในอนาคต

    ในส่วนของ โจ โกเมซ ที่มักจะเป็นตัวเลือกแรกของ คล็อปป์ ในการจับลงเล่นเซนเตอร์แบ็กกับ ฟาน ไดค์ แต่แน่นอนว่านักเตะอาจจะไม่สามารถลงเล่นได้ทุกเกม ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีออปชั่นเสริมในแผงแนวรับเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน

    จะว่าไปแล้วบทบาทแบบนี้ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ที่เกิดมาจากตำแหน่งกองกลาง ก็เคยต้องไปเยือนเป็นกองหลังสมัยที่เล่นให้ บาร์เซโลน่า และ ฆาบี มาร์ติเนซ ตอนอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ก็เช่นกันซึ่งทั้งสองคนทำผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบซะด้วย ส่วน ฟาบินโญ่ ก็เคยทำหน้าที่เซนเตอร์แบ็กจำเป็นในแมตช์ดวล ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน กับ บาเยิร์น เมื่อช่วงหลายซีซั่นที่ผ่านมา

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่ , เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

กองกลาง : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ติอาโก้ อัลกันตาร่า, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่
 
แผน 3 : จับ ติอาโก้ สวมบทบาทโฮลดิ้งมิดฟิลด์

    สำหรับออปชั่นนี้ต้องบอกเลยว่า คล็อปป์ คงคิดเอาไว้ในใจเช่นกัน เพราะการจับ ติอาโก้ มาสวมบทบาทโฮลดิ้ง มิดฟิลด์ เคียงข้าง เฮนเดอร์สัน ยิ่งทำให้ ลิเวอร์พูล แผงกองกลางที่แข็งแกร่งเป็นทวีคูณ ที่สำคัญการคุมจังหวะเกมของ สตาร์ลูกหนังแดนกระทิงดุ คงมีประโยชน์กับ  "เดอะ เร้ดส์" มากๆ

    ติอาโก้ แสดงศักยภาพด้านนี้ให้เห็นอย่างเด่นชัดช่วงที่เล่นให้กับ บาเยิร์น โดยเฉพาะเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาเขาสร้างผลงานที่โดดเด่นชนิด "เสือใต้" กลายเป็น "เสือติดปีก" บินฉิวคว้าแชมป์บุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงให้กับแฟนบอลแคว้นบาวาเรียได้เชยชมก่อนจากลา

     ฟอร์มของ ติอาโก้ ในเกมลีกสูงสุดเมืองเบียร์ ระบุให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านจากสถิติที่เจ้าตัวทำได้โดยเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งถึง 85.5 เปอร์เซนต์ ถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ ฉะนั้นหากนักเตะจับคู่กับ "เฮนโด้"  คงทำให้กองกลางของ "หงส์แดง" แน่นปึ้กสุดๆ

    ในขณะเดียวกับ คล็อปป์ คงจับ เกอิต้า ลงเล่นอยู่หน้า ติอาโก้ กับ เฮนเดอร์สัน โดยให้เขาทำหน้าที่เป็นมิดฟิลด์ตัวรุก คอยเป็นกำลังสนับสนุนในการป้อนบอลให้ ซาลาห์, ฟีร์มีโน่ และ มาเน่ ส่วน ทาคูมิ มินามิโนะ จะเป็นยางอะไหล่สำคัญที่ลงมาเปลี่ยนเกมในกรณีที่ เกอิต้า หรือ ฟีร์มีโน่ เกิดฟอร์มหลุด
 
ระบบ 4-2-3-1

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, ฟาบินโญ่ , เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

โฮลดิ้งมิดฟิลด์  : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ติอาโก้ อัลกันตาร่า

กองกลาง :  โมฮาเหม็ด ซาลาห์,นาบี เกอิต้า, ซาดิโอ มาเน่

กองหน้า :  โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

น้องใหม่ล่าชัย! ลีดส์จัดทัพใหญ่รับมือฟูแล่มใส่2แข้งใหม่บู๊

ศึกสองน้องใหม่ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด พร้อมเปิดศึก "เจ้าสัวน้อย" ฟูแล่ม หลังปราชัยเกมประเดิมลีกสูงสุดมาทั้งคู่ ความพร้อมเกมนี้ของทั้งคู่เป็นอย่างไร แนวโน้มทีมตัวจริงใครได้ลงสนามบ้างไปดูกัน

    ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 
    ลีดส์ ยูไนเต็ด – ฟูแล่ม
    ถ่ายทอดสด : True Premier HD1 (เวลา : 21.00 น.)

    สนาม : เอลแลนด์ โร้ด 

 

    มาร์เซโล่ บิเอลซ่า กุนซืออาร์เจนไตน์มากประสบการณ์สูงของลีดส์ ยูไนเต็ด พาทีมออกสตาร์ทพรีเมียร์ลีกซีซั่นใหม่ ด้วยการบุกไปพ่ายลิเวอร์พูลหวุดหวิด 3-4 แต่เป็นการแพ้ที่สร้างความประทับใจให้แฟนๆอย่างเต็มที่ ก่อนผิดหวังต่อเนื่อง จากการแพ้จุดโทษฮัลล์ ซิตี้ หลังเสมอ 1-1 ใน 90 นาทีตกรอบลีก คัพไปอีก  

    ความพร้อมเกมนี้ คุณลุงบิเอลซ่าต้องลุ้นความพร้อมของเลียม คูเปอร์ กองหลังกัปตันทีมที่มีอาการเจ็บน่องรบกวน ส่วนอดัม ฟอร์ชอว์ ที่เจ็บสะโพกยังต้องพักยาว

    การจัดทัพก็แน่นอนว่าต้องมีการปรับ หลังแกเปลี่ยนยกชุดทั้ง 11 ตัวเมื่อมิดวีก เพื่อเปิดโอกาสให้พวกตัวสำรองและดาวรุ่งได้ลงสนามกันอย่างเต็มที่  

    ทำให้บรรดาตัวหลัก ซึ่งสร้างความลือลั่นที่แอนฟิลด์ ไม่ว่าจะเป็นลุค อายลิ่ง กัปตันทีม, โรบิน ค็อค, คัลวิน ฟิลลิปส์, เอลแดร์ กอสต้า, มาเตอุสซ์ คลิช, แจ็ค แฮร์ริสัน และ แพทริค แบมฟอร์ด ต่างพร้อมคัมแบ็กตามปกติ 

    ฝั่ง สกอตต์ พาร์เกอร์ กุนซือฟูแล่ม พาทีมออกสตาร์ทได้อย่างน่าผิดหวังแพ้อาร์เซน่อลคารัง 0-3 แต่เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้เล็กน้อย หลังบุกไปเชือดอิปสวิช 1-0 ในเกมลีก คัพ 

    สภาพทีมเกมนี้ สกอตตี้ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม แต่ก็จะมีการปรับจากเมื่อมิดวีกแน่นอน 

    พวกแกนหลักที่ได้พัก อย่างทิม รีม, ไมเคิ่ล เฮ็คเตอร์, โจ ไบรอัน, ทอม แคร์นี่ย์ กัปตันทีม, จอช โอโนมาห์ และ อิวาน กาวาเลยโร่ ต่างพร้อมคัมแบ็ก   

    ส่วน 2 แข้งใหม่ที่ได้ประเดิมไปแล้วในเกมลีก คัพ ทั้งอัลฟงส์ อเรโอล่า ประตูทีมชาติฝรั่งเศส และ เคนนี่ เตเต้ แบ็กขวาฮอลแลนด์ น่าจะได้ยึดตัวจริงต่อเนื่อง

    รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    ลีดส์ ยูไนเต็ด (4-1-4-1) : อิลล็อง เมสลิเย่ร์ – ลุค อายลิ่ง, โรบิน ค็อค, ปาสกาล สตรุยจ์ค, สจ๊วร์ต ดัลลัส – คัลวิน ฟิลลิปส์ – เอลแดร์ กอสต้า, ปาโบล เอร์นานเดซ, มาเตอุสซ์ คลิช, แจ็ค แฮร์ริสัน – แพทริค แบมฟอร์ด 
    ผู้จัดการทีม : มาร์เซโล่ บิเอลซ่า   

    ฟูแล่ม (4-2-3-1) : อัลฟงส์ อเรโอล่า – เคนนี่ เตเต้, ทิม รีม, ไมเคิ่ล เฮ็คเตอร์, โจ ไบรอัน – แฮร์ริสัน รีด, ทอม แคร์นี่ย์ – นีสเก้นส์ เกบาโน่, จอช โอโนมาห์, อิวาน กาวาเลยโร่ – อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช  
    ผู้จัดการทีม : สกอตต์ พาร์เกอร์ 

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์ 

    ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด

    27/06/20 ลีดส์ ยูไนเต็ด 3 – 0 ฟูแล่ม (แชมเปี้ยนชิพ)
    21/12/19 ฟูแล่ม 2 – 1 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)
    04/04/18 ฟูแล่ม 2 – 0 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)
    16/08/17 ลีดส์ ยูไนเต็ด 0 – 0 ฟูแล่ม (แชมเปี้ยนชิพ)
    08/03/17 ฟูแล่ม 1 – 1 ลีดส์ ยูไนเต็ด (แชมเปี้ยนชิพ)

    ผลงาน 5 นัดหลังสุด

    ลีดส์ ยูไนเต็ด 
    17/09/20 เสมอ ฮัลล์ ซิตี้ 1-1 (เหย้า) ลีก คัพ 
    12/09/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 3-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
    01/09/20 แพ้ สโต๊ค ซิตี้ 0-3 (เยือน) กระชับมิตร 
    23/07/20 ชนะ ชาร์ลตัน 4-0 (เหย้า) แชมเปี้ยนชิพ
    19/07/20 ชนะ ดาร์บี้ 3-1 (เยือน) แชมเปี้ยนชิพ

    ฟูแล่ม 
    17/09/20 ชนะ อิปสวิช 1-0 (เยือน) ลีก คัพ  
    12/09/20 แพ้ อาร์เซน่อล 0-3 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
    29/08/20 เสมอ เอ็มเค ดอนส์ 2-2 (เหย้า) กระชับมิตร 
    05/08/20 ชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-1 (สนามกลาง) แชมเปี้ยนชิพ
    31/07/20 แพ้ คาร์ดิฟฟ์ 1-2 (เหย้า) แชมเปี้ยนชิพ

 

เพราะอะไร?ตอร์เรสเปิดใจสาเหตุที่ต้องอำลาลิเวอร์พูล

เฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตหัวหอกคนดัง เปิดอก สาเหตุที่ทำให้ตนบอกลา ลิเวอร์พูล ก็เพราะช่วงนั้นอยากได้แชมป์มากๆ และ "หงส์แดง" ก็อยู่ในสภาพที่เหมือนกับว่าต้องทำทีมหลายปีกว่าที่จะมีทีมที่แข็งแกร่งพอสำหรับการลุ้นแชมป์ พร้อมรับว่าตนพลาดเองที่ไม่สามารถระเบิดฟอร์มเก่งกับ เชลซี ได้

เฟร์นานโด ตอร์เรส อดีตกองหน้าคนดัง เปิดเผยว่าสาเหตุที่ตนย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปอยู่กับ เชลซี คู่แข่งร่วมลีกก็เพราะตอนนั้นต้องการคว้าแชมป์มาครองให้ได้มากๆ

ตอร์เรส ย้ายจาก แอตเลติโก มาดริด มาอยู่กับ ลิเวอร์พุล เมื่อปี 2007 ซึ่งเขาก็โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นจนถึงขั้นทำประตูให้ทีมไป 72 ประตูตลอดช่วง 3 ฤดูกาลแรกกับทีม ส่งผลให้เขาเป็นขวัญใจของ "เดอะ ค็อป" หลายคน อย่างไรก็ตาม ในช่วงซัมเมอร์ ปี 2010 เขาตกเป็นข่าวว่าอยากบอกลา แอนฟิลด์ สุดๆ และในช่วงเดียวกันนั้น จอร์จ ยิลเล็ตต์ กับ ทอม ฮิคส์ เจ้าของทีม ลิเวอร์พูล ก็จำเป็นต้องขายทีมเหมือนกัน หลังจากที่ตอนนั้นพวกเขามีหนี้ก้อนโต

แม้ว่าเขาจะยังอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล 2010-11 แต่สุดท้ายแล้ว ตอร์เรส ก็ย้ายไปซบ เชลซี ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2011 ซึ่งเขาก็ทำผลงานได้ไม่ดีเท่าไหร่กับที่นั่น เพราะทำได้เพียง 45 ประตูจากการลงเล่น 172 นัดในทุกรายการ แต่เขาก็ยังได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, ยูฟ่า ยูโรปา ลีก กับ เอฟเอ คัพ ร่วมกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" อย่างละ 1 สมัย ต่างกับตอนอยู่ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ได้แชมป์เลย

อดีตแข้งวัย 36 ปี ให้สัมภาษณ์กับ ทอล์คสปอร์ต สื่อรายหนึ่งว่า "ที่จริงตอนนั้นผมมีความสุขกับที่ ลิเวอร์พูล มากๆ แต่ถ้าคุณจำกันได้น่ะตอนนั้นกำลังจะมีการขายสโมสร และพวกเขาก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเขาขายนักเตะชั้นยอดทุกคน ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ย้ายออกไป, ชาบี อลอนโซ่ ก็ย้ายออกไป, ราฟาเอล เบนิเตซ ยังแยกทางกับทีมเลย แล้วพวกเขาก็เริ่มเอาบรรดานักเตะดาวรุ่งเข้ามาอยู่กับทีม นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจจะจำเป็นต้องใช้เวลาถึง 5, 6 หรือ 7 ปีเพื่อที่จะสร้างทีมที่มีศักยภาพดีพอสำหรับการเป็นแชมป์ขึ้นมาอีกครั้ง และผมก็ไม่สามารถรอนานขนาดนั้นได้ เพราะที่ผมบอกลา แอตเลติโก ซึ่งเป็นเหมือนบ้านของผมมันก็เพราะผมอยากได้แชมป์"

"น่าเศร้าที่ตอนนั้นเจ้าของทีมในช่วงนั้นของ ลิเวอร์พูล โกหกหลายต่อหลายครั้ง และสุดท้ายแล้วผมก็จำเป็นต้องหาทางออกให้กับตัวเอง นั่นก็คือการไปอยู่กับ เชลซี พวกเขาเป็นสโมสรที่ผมคิดว่าจะสามารถทำให้ผมมีโอกาสคว้าแชมป์มาครองแบบเป็นกอบเป็นกำได้"

ตอร์เรส เสริมว่ามันเป็นความผิดของตนเองที่ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับ เชลซี ได้ เพราะตนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมได้เร็วพอ แถมยังโชว์ฟอร์มได้ไม่คงเส้นคงวาอีก "มันอาจจะเป็นความผิดของผมเองที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับทีมให้เร็วกว่านี้ได้ มันอาจจะมีบางช่วงที่ผมเล่นได้ดี แต่ผมก็ไม่คงเส้นคงวามากเท่าที่ควรเหมือนกัน และการอยู่กับทีมใหญ่อย่าง เชลซี น่ะ ถ้าคุณไม่สามารถทำผลงานที่คงเส้นคงวาได้ รวมถึงไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งได้ทุกสัปดาห์แล้วล่ะก็ คนอื่นก็จะเข้ามาและแย่งตำแหน่งของคุณไป"