โคลเผยผลเสียที่อาจตามมาหากแมนยูซิวซานโช่

แอนดี้ โคล ระบุ ถ้าหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ซื้อ เจดอน ซานโช่ มาร่วมทัพ มันก็อาจจะส่งผสเสียกับการพัฒนาฝีเท้าของ เมสัน กรีนวู้ด ได้เลย ชี้ ที่จริงตอนนี้ "ปีศาจแดง" ไม่ควรจะทำอะไรก็ตามที่จะชะลอพัฒนาการของ กรีนวู้ด

    แอนดี้ โคล อดีตยอดกองหน้าของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตือน "ปีศาจแดง" ว่าการคว้าตัว เจดอน ซานโช่ มาร่วมทัพ มันอาจจะส่งผลเสียต่อพัฒนาการของ เมสัน กรีนวู้ด กองหน้าดาวรุ่งของทีมตามไปด้วย

    แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวกับ ซานโช่ อย่างหนักในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ว่ากันว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมของพวกเขาต้องการทำให้เกมรุกตรงริมเส้นมีความอันตรายมากกว่านี้ โดยถึงแม้ว่าผู้บริหารของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะให้สัมภาษณ์อย่างต่อเนื่องว่า ซานโช่ จะอยู่ช่วยทีมต่อไปในฤดูกาล 2020-21 แต่ก็มีข่าวว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่ตัดใจจากการล่า ซานโช่ แต่อย่างใด

    ถึงกระนั้น หลายคนก็ตั้งประเด็นว่าการเอา ซานโช่ มาร่วมทัพมันเป็นภารกิจที่สำคัญมากที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในตอนนี้จริงๆ รึเปล่า หลังจาก 3 แนวรุกตัวจริงของพวกเขาอย่าง กรีนวู้ด, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด กำลังทำผลงานได้โดดเด่นพอตัว โดยเฉพาะ กรีนวู้ด ที่เพิ่งมีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น จนดูมีโอกาสที่จะพัฒนาฝีเท้าได้อีก

    โคล เผยว่า "เมสัน เป็นคนที่เก่งจนน่ากลัว เขาน่ากลัวมากๆ ถ้าเกิดเด็กคนนี้พัฒนาได้ตามศักยภาพของเขาแล้วล่ะก็ มันก็จะถือว่า ยูไนเต็ด มีนักเตะที่เก่งอยู่ในมือของพวกเขาอยู่แล้ว มันน่ากลัวมากๆ และมันอาจจะต้องใช้เวลานานอีกสักพัก (หมายถึงใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่ กรีนวู้ด จะพัฒนาตัวเองให้เก่งกว่านี้)"

    "เขาอาจจะต้องเดินหน้าเล่นให้ได้แบบนี้ต่อไป, ทำประตูต่อไปเรื่อยๆ และสร้างความกดดันในแดนหน้าให้ได้ต่อไป เมื่อเขาโตขึ้นและเรียนรู้เกมการเล่นได้มากกว่านี้แล้วน่ะ มันก็จะถือว่า ยูไนเต็ด มีนักเตะที่ทำได้ทุกอย่างอยู่ในทีม เขาสามารถเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าแบบพวกนักเตะหมายเลข 9 ได้ และสามารถโยกไปยืนเป็นตัวริมเส้นในแผนที่ใช้กองหน้า 3 คนได้ด้วย มันน่าสนใจมากๆ ที่จะได้ดูกันว่า ยูไนเต็ด คิดว่าตำแหน่งไหนที่เป็นตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขา รวมถึงเรื่องที่ว่าพวกเขามองว่าเขาเป็นนักเตะแบบไหน"

    "สำหรับผมแล้วนักเตะแบบหมายเลข 9 ที่เก่งที่สุดในโลกคือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แต่ตอนนี้มันไม่มีนักเตะแบบ เลวานดอฟสกี้ อยู่ในโลกนี้มากเท่าไหร่นัก ถ้าเกิดพวกเขาเอา เจดอน ซานโช่ มาร่วมทีมแล้วล่ะก็ มันก็ต้องระวังให้ดีด้วย เพราะคุณไม่อยากชะลอพัฒนาการของเขา (กรีนวู้ด) หรอก อย่าเข้าใจผิดนะ ยูไนเต็ด ยังจำเป็นต้องเสริมทัพให้ได้ เพราะคุณต้องพัฒนาทีมให้ดีขึ้นในทุกๆ ฤดูกาล แต่ประเด็นก็คือมันต้องหาสมดุลที่ดีให้ได้ด้วย ถ้าเกิดคุณมีนักเตะอย่าง เมสัน กรีนวู้ด อยู่ในทีมแล้วล่ะก็ คุณก็ไม่ควรทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการปิดกั้นพัฒนาการของเขา"

เซอร์ไพรส์! สเปอร์สจ่อคว้าโจ ฮาร์ท-เหลือแค่ตรวจร่างกาย

 

บีบีซี สปอร์ต สื่อดังจากอังกฤษ รายงานว่า ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว โจ ฮาร์ท อดีตนายด่านทีมชาติอังกฤษ มาร่วมทีมเรียบร้อยแล้ว โดยเหลือเพียงขั้นตอนการตรวจร่างกายเท่านั้น ก่อนจะประกาศเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว โจ ฮาร์ท ผู้รักษาประตูดีกรีทีมชาติอังกฤษมาร่วมทีมแบบไร้ค่าตัวเป็นที่เรียบร้อย โดยเหลือเพียงขั้นตอนการตรวจร่างกายเท่านั้น ตามรายงานจาก บีบีซี สปอร์ต สื่อดังจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

    ฮาร์ท วัย 33 ปี เพิ่งจะหมดสัญญากับ เบิร์นลีย์ หลังจบฤดูกาลที่ผ่านมาทำให้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะฟรีเอเจนต์ ก่อนที่ล่าสุด "ไก่เดือยทอง" จะตัดสินใจเซ็นสัญญาดึงตัวมาร่วมทีมเพื่อมาเป็นตัวสำรองของ อูโก้ โยริส นายประตูมือหนึ่ง แต่ต้องมาแย่งชิงมือสองกับ เปาโล กาซซานิก้า หลังจากทีมเพิ่งปล่อยตัว มิเชล ฟอร์ม นายด่านตัวสำรองที่หมดสัญญาออกไป

    สำหรับ ฮาร์ท จะกลายเป็นการเสริมทัพรายที่สองของ สเปอร์ส ในช่วงซัมเมอร์นี้ต่อจาก ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก กองกลางทีมชาติเดนมาร์กที่ดึงมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน

ใครนะ!โดน”ดีทมาร์ ฮามันน์”ไล่ให้กลับไทยไปทำนา

อดีตนักเตะดังอย่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ เคยบอกให้นักเตะไทย รายหนึ่งไปทำนาดีกว่าหากเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ !
   
นักเตะคนนั้นไม่ใช่ใคร เขาคือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นั่นเอง อดีตกองกลาง ดีกรีทีมชาติ เยอรมัน ที่เคยค้าแข้งกับ บาเยิร์น มิวนิค , นิวคาสเซิล , ลิเวอร์พูล , โบลตัน ฯ , มิลตัน คีนส์ ดอน  ไล่ให้"เจ้าคาร์" กลับมาทำนาที่เมืองไทยมาแล้ว เมื่อตอนที่ "เจ้าคาร์" ไปร่วมซ้อมกับทีม "เรือใบสีฟ้า " แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา สมัยที่ ทีม "เรือใบสีฟ้า " มีเจ้าของทีมเป็นคนไทย อย่าง อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่นเอง

    ห้วงเวลานั้น อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ให้โอกาส 3 นักเตะไทยไปฝึกลูกหนังกับ ทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทั้ง 3 คนคือ "เจ้ามุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา อดีตแข้ง เอสซีจี เมืองทองฯที่ ค้าแข้งอยู่กับ ชิมิสึ เอสพัลส์ ในเจลีก ขณะนี้ , สุรีย์ สุขะ อดีตแข้งดัง ชลบุรีฯ ที่ตอนนี้เล่นกับ สิงห์ระฆังทอง และอีกรายก็คือ "เจ้าคาร์" เกียรติประวุฒิ สายแวว นักเตะจากเมืองดอกบัว จ.อุบลฯ ที่ตอนนั้นเล่นกับ "ฉลามชล" นั่นเอง

    ปัจจุบันในวัย 34 ปี "เจ้าคาร์" อำลา การเป็นนักเตะไปแล้ว ตั้งแต่ตอนอายุ 32 ปีด้วยซ้ำไป โดยกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ทีมสุดท้ายที่ เขาเล่นคือ โปลิศ เทโรฯ แต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บเรื้อรัง บริเวณ หมอนรองกระดูกหัวเข่าขวา อักเสบ เลยทำให้เขาไม่สามารถไปต่อในฐานะพ่อค้าแข้งได้

    ปูมหลังของ "เจ้าคาร์" เขาเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่ โรงเรียนศรีประทุมพิทยาคม บ้านเกิด แต่ สถาบันการศึกษาที่ทำให้"เจ้าคาร์"ได้เดินสู่การเป็นพ่อค้าแข้งจริงจังก็คือ โรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.ชลบุรี ที่เป็นแหล่งผลิตนักเตะให้"ฉลามชล" และหลายๆทีมในเครือเมืองชล ต่อจากอสช.ศรีราชา  นั่นเอง ที่เขามาเรียนระดับม.ปลายที่นี่และก้าวเป็นนักเตะอาชีพเต็มตัวในที่สุด ก่อนจบปริญญาตรี ม.กรุงเทพธนบุรี

    ด้านการรับใช้ชาตินั้น "เจ้าคาร์" เริ่มต้นติดธงหนแรกชุด ยช. 16 ปี ที่ มี"โค้ชเฮง" วิทยา เลาหกุล ทำทีม  ตอนเรียน ม.4 นักเตะชุดนั้นมี เจษฎากรณ์ เหมแดง , ภานุวัฒน์ จินตะ , อาทิตย์ สุนทรพิธ อดีตเพื่อนร่วมทีม"ฉลามชล"

    จากนั้นติดยช.19 ปี ที่มี"โค้ชหรั่ง"ชาญวิทย์ ผลชีวิน คุมทัพ ก่อนจะติดทีมชุดปรีโอลิมปิก และติดธงชุดใหญ่หนแรกในวัยแค่ 19 ปีเคยเล่นกับรุ่นพี่อย่าง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง , ธชตะวัน ศรีปาน ในศึกอช.คัพ เมื่อปี คศ. 2007 , คัดเลือกฟุตบอลโลก ก็เคยติดมาแล้ว

    "เจ้าคาร์"  เล่นซีเกมส์ 3 ครั้ง ได้แชมป์  2 สมัยที่ ฟิลิปปินส์ และไทย อีกครั้งก็คือ ที่ ลาว 

    เมื่อปี ค.ศ. 2008 หรือเมื่อราว 12 ปีที่แล้ว แม้จะไม่สามารถฝ่ากำแพงสู่การเป็นนักเตะอาชีพในลีกดังอย่างพรีเมียร์ลีก อังกฤษได้แต่ก็ทั้ง 3 รายได้รับการส่งต่อโดย "เจ้ามุ้ย" กับ สุรีย์ ถูกส่งไปซ้อมกับ กลาส ฮอปเปอร์ ซูริค ทีมดังลีกสวิตเซอร์แลนด์ ส่วน "เจ้าคาร์" ได้ไปซ้อมกับ คลับ บรูซ ของเบลเยียม โดย"เจ้าคาร์" หอบเงินกลับมาราว 4 ล้านบาท ในครั้งนั้น

    "เจ้าคาร์" เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ เขาโดน ดีทมาร์ ฮามันน์ ไล่ให้กลับไทยมาทำนา ประมาณ ว่า เล่นฟุตบอลเหมือนควาย นั้นเกิดตอนที่ผมซ้อมกับ แมนฯซิตี้ มีจังหวะหนึ่งที่ผมส่งบอลผิดจังหวะไปให้ ดีทมาร์ ฮาร์มันน์ แบบส่งบอลเสียเลยทำให้ นักเตะเยอรมัน รายนี้อารมณ์เสียของขึ้น 555 พี่แกเลยด่าใส่ผม แต่ผมไม่โกรธนะครับ เพราะเราส่งบอลให้เขาไม่ดีจริงๆ"

    เส้นทางลูกหนังของ"เจ้าคาร์" นั้นเขาเล่นกับ ชลบุรีฯ ตั้งแต่อายุ 15-27 ปี จากนั้น ไปอยู่กับ "กว่างโซ้ง" สิงห์เชียงรายฯ 3 ฤดูกาลครึ่ง และกลับมาอยู่กับชลบุรีฯ 6 เดือนในเลกสองฤดูกาล พ.ศ. 2560  และ โปลิศเทโรฯ ที่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่เกมเดียว กระทั่ง ล่าสุดอยู่กับ โปลิศ เทโรฯ แต่ไม่ได้ลงเล่นแม้แต่นัดเดียว

    วันนี้ชีวิตของ"เจ้าคาร์ "มีความสุขดี มีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 30 ไร่ ซึ่ง 25 ไร่เป็นที่นา อีก 5 ไร่ เป็นที่ติดถนน คิดมูลค่าทั้งหมดก็น่าจะตัวเลขหลายล้านบาท

    "เจ้าคาร์" ร่วมกับ พี่ชาย ประวุฒินันท์ สายแวว นักเตะรุ่นเดียวกับธีรศิลป์ แดงดา ที่จบการศึกษาจากม.มหิดล และเป็นโค้ชดีกรี ซีไลน์เซนส์ เอเอฟซี โดยอะคาเดมี่ที่ใช้ชื่อเขาเอง ว่า เกียรติประวุฒิ อะคาเดมี่ ตั้งอยู่อ.เมือง จ.อุบลฯที่สนาม ทูเดย์ สเตเดี้ยม อยู่ข้างๆ แมคโคร อุบลฯ ใครสนใจติดต่อไปได้ที่ เบอร์ 082-2026168 หรือเฟสบุ๊ค เกียรติประวุฒิ อคาเดมี่

 

หงส์เล็กไป! “ชาบี” ลั่นคุมเฉพาะทีมใหญ่ในพรีเมียร์ฯ

ชาบี เอร์นานเดซ กุนซือ อัลซาดด์ เปิดใจหากมีโอกาสได้เลือกกุมบังเหียนสโมสรในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี งานนี้เจ้าตัวลั่นจะขอคุมทีมยักษ์ใหญ่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล หรือ เชลซี เป็นต้น แต่ไร้ชื่อ ลิเวอร์พูล แชมป์ลีกซีซั่นปัจจุบัน
               ชาบี เอร์นานเดซ ตำนานห้องเครื่อง "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า ซึ่งปัจจุบันกุมบังเหียน อัล ซาดด์  ทีมดังในลีกกาตาร์ เปิดเผยถึงสโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่อยากไปคุมทัพ โดยงานนี้ไม่มีแม้แต่เงาของทัพ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล อยู่ในความคิดของเจ้าตัวเลย

              อดีตแข้งดังชาวสแปนิช ที่ประสบความสำเร็จมากมายกับ บาร์ซ่า และทีมชาติสเปน ตกเป็นข่าวว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่มีโอกาสจะนั่งเก้าอี้นายใหญ่ยอดทีมแห่งถิ่นคัมป์ นู ที่ล่าสุดเพิ่งจะเจ็บช้ำระกำใจจากการแพ้ยับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค 2-8 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นปัจจุบัน

              ส่วนในกรณีที่มีการตั้งคำถามว่าหากจะมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเขาอยากที่จะคุมทัพสโมสรไหน งานนี้ ชาบี ให้ความเห็นที่น่าสนใจมากๆ ว่า "แน่นอนว่าถ้าผมต้องเลือก ผมจะเลือกทีมยักษ์ใหญ่ อย่าง ซิตี้ หรือ ยูไนเต็ด, เชลซี, อาร์เซน่อล หรือท็อตแน่ม ทั้ง (เจอร์เก้น) คล็อปป์ และ (เมาริซิโอ) โปเช็ตติโน่ และ อูไน เอเมรี่ แล้วก็อีกหลายๆคนที่เคยไปทำงานที่นั่น (ประเทศอังกฤษ) ก็สร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมเอาไว้"

              ขณะเดียวกัน ชาบี ยังได้กล่าวยกย่อง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือรุ่นพี่ที่สร้างผลงานชั้นยอดเอาไว้กับหลายๆ สโมสรที่ไปคุมทัพ โดยล่าสุดรั้งบังเหียน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ "เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นโค้ชที่เก่งที่สุดในโลก และผมแค่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น การเปรียบเทียบอาจจะทำได้สมัยเป็นนักเตะ แต่ตอนนี้เราไม่ควรเปรียบเทียบกัน"

              "ผมรักสไตล์การเล่นฟุตบอลในแบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คุณสามารถเอาชนะการเล่นฟุตบอลในแนวทางที่แตกต่าง แต่ผมชื่นชอบการเล่นของ ซิตี้ และ กวาร์ดิโอล่า มากๆ ผมเฝ้าติดตามศึกพรีเมียร์ลีก บ่อยมาก และผมก็ชอบมันจริงๆ" ตำนานทีมชาติสเปน ระบุ

 

ดีหรือด้อยกว่า? เทียบผลงาน ก็องเต้ กับ 3 มิดฟิลด์ แมนฯ ยูไนเต็ด

ทำเอาหลายคนแปลกใจพอตัวเมื่อ สกาย เบ็ท และ เบ็ท 365 ซึ่งต่างก็เป็นบริษัทรับพนันถูกกฎหมายของอังกฤษออกมาให้ราคาเหมือนกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นตัวเต็งอันดับ 1 ที่จะได้ตัว เอ็นโกโล่ ก็องเต้ มิดฟิลด์ เชลซี ไปเสริมทัพภายในช่วงซัมเมอร์นี้

   จริงอยู่ว่ามันมีข่าวมาพักหนึ่งแล้วว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี อยากผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ และคิดว่า ก็องเต้ ไม่ได้เป็นฟันเฟืองหลักของทีมแล้ว หลังจากที่พักหลังเขาโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานบ่อยพอตัว แต่การที่ ก็องเต้ ถูกมองว่ามีโอกาสย้ายไปอยู่กับ "ปีศาจแดง" ซึ่งเป็นทีมจากลีกเดียวกับ เชลซี มากที่สุด มันก็ถือว่าน่าตกใจพอตัว

 

   แน่อนนว่าถ้า ก็องเต้ ย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เขาก็จะทับตำแหน่งกับทั้ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เนมานย่า มาติช และ เฟร็ด ดังนั้นวันนี้เราจะมาลองดูกันว่าใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุดนั้น ก็องเต้ มีผลงานในแต่ละด้านเหนือหรือด้อยกว่าทั้ง 3 คนนั้น

 – เกมรับ

 

   แน่นอนว่านี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญอย่างมากของกองกลางตัวรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด อยากใช้ 2 ใน 3 ของแผงกลางเป็น บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ ปอล ป็อกบา แล้วล่ะก็ มิดฟิลด์อีก 1 รายก็จำเป็นต้องเล่นเกมรับให้โดดเด่นเป็นพิเศษ เพื่อที่ ป็อกบา จะได้ไม่ต้องมาพะวงช่วยเกมรับ และประสานงานกับ บรูโน่ ได้อย่างเต็มที่

   ทั้งนี้ ในฤดูกาลที่ผ่านมา ก็องเต้ ยังอ่านเกมได้ดีจนตัดบอลโดยที่ไม่ต้องพุ่งเสียบในลีกได้เฉลี่ยแล้ว 2 ครั้งต่อเกม ซึ่งถือว่าเหนือกว่า 3 มิดฟิลด์ตัวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมด โดยคนที่ใกล้เคียงกับเขามากที่สุดคือ เฟร็ด ที่ทำได้ 1.3 ครั้งต่อเกม ตามมาด้วย แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 1.1 ครั้งต่อเกม และ มาติช ที่จำนวน 1 ครั้งต่อนัด

 

   นอกจากนี้ ก็องเต้ ยังสามารถเคลียร์บอลพ้นพื้นที่อันตรายได้ดีกว่าอีก 3 คนด้วย เพราะทำได้เฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อนัด ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ตามมาเท่ากันที่ 1.2 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ทำได้น้อยสุดที่ 0.9 ครั้งต่อนัด

   ขณะเดียวกัน มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสของ เชลซี ยังโดนคู่แข่งเลี้ยงผ่านในลีกเพียงเฉลี่ย 0.9 ครั้งต่อนัดเท่านั้นด้วย ซึ่งตรงนี้เขาเป็นรองเพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำได้ 0.6 ครั้งต่อเกม เพียงแค่คนเดียวเท่านั้น หากเทียบเฉพาะ 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดย มาติช โดนเลี้ยงผ่านเฉลี่ย 1.1 ครั้งต่อเกม ส่วน เฟร็ด ถูกคู่แข่งกระชากผ่านไป 2.6 ครั้งต่อนัด

 

   ในส่วนความแม่นยำในการเข้าสกัดนั้น ก็องเต้ อาจจะทำได้น้อยกว่า มาติช กับ เฟร็ด เพราะเขาทำได้เฉลี่ย 2 ครั้งต่อนัด แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าด้อยกว่าอีก 2 คนมากกว่า เพราะ มาติช ทำได้ 2.2 ครั้งต่อนัด ส่วนของ เฟร็ด อยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อเกม ขณะที่ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 1.6 ครั้งต่อนัด

 – เกมรุก

 

   แน่นอนว่าเกมรุกไม่ใช่จุดเด่นของ ก็องเต้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีค่าเฉลี่ยการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญต่อเกมอยู่ที่ 1.2 ครั้งต่อนัด เท่ากับ เฟร็ด เป๊ะ ส่วน มาติช กับ แม็คโทมิเนย์ ทำได้ 0.7 ครั้งต่อเกม กับ 0.6 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ แถมเขายังทำได้ 3 ประตูด้วย แพ้เพียง แม็คโทมิเนย์ ที่ทำไป 4 ลูกแค่คนเดียว ขณะที่ มาติช กับ เฟร็ด ทำประตูในลีกไม่ได้เลยในซีซั่นล่าสุด

  ขณะที่ความแม่นยำในการผ่านบอลนั้น ก็องเต้ ถือเป็นอันดับ 3 ถ้าเทีบกับ 3 แผงกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด หลังจากมีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้า 84.9 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ 1 คือ เฟร็ด ที่ทำได้ 87 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ มาติช ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยจำนวน 87 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความ่าที่จริงแล้ว ก็องเต้ ก็ไม่ได้เป็นรองทั้ง 2 คนมากนัก

 

  ถ้าจะมีด้านไหนที่ ก็องเต้ ทำได้แย่กว่า 3 กองกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบเห็นได้ชัดก็คงจะเป็นการผ่านบอลยาวเข้าเป้า เพราะเขามีค่าเฉลี่ยด้านนี้เพียง 1.8 ครั้งต่อนัด ห่างจาก เฟร็ด ที่ทำไป 3.8 ครั้งต่อเกมแบบคนละโลก ส่วน แม็คโทมิเนย์ กับ มาติช ทำได้ 2.3 ครั้งต่อเกม กับ 2.2 ครั้งต่อนัด ตามลำดับ

3เหตุผลลิเวอร์พูลต้องดึงติอาโก้มาร่วมทีมให้ได้

ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว! เปิด 3 เหตุผลทำไม ลิเวอร์พูล ถึงควรต้องเดินหน้าคว้าตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ บาเยิร์น มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ ให้ได้
     บิลด์ สื่อชั้นนำของประเทศเยอรมัน ยืนยันว่า ลิเวอร์พูล แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ติดต่อกับ บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่ บุนเดสลีกา อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับการขอซื้อตัว ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางจอมเทคนิค มาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

    ในเวลานี้ กองกลางสแปนิช วัย 29 ปี เหลือสัญญากับ "เสือใต้" อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น และได้แจ้งความประสงค์ต่อต้นสังกัดแล้วว่า ต้องการที่จะย้ายทีม เพราะอยากเจอกับความท้าทายใหม่ๆ

    ด้าน โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ อาร์เอ็มซี สปอร์ต สื่อฝรั่งเศส รายงานว่า ติอาโก้ ตกลงสัญญา 4 ปี กับ "หงส์แดง" เป็นที่เรียบร้อย และยังมาหาบ้านในแถบเมอร์ซี่ไซด์ รวมทั้งบอกลาเพื่อนร่วมสังกัดแล้วด้วย

    ขณะที่ "เสือใต้" ตั้งค่าตัวของ ติอาโก้ ไว้ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) และนี่คือ 3 เหตุผลที่ว่า ทำไม ลิเวอร์พูล ควรจะต้องเดินหน้าคว้านักเตะรายนี้มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ ให้จงได้

    1. ต้องเสริมทัพด้วยนักเตะชั้นยอด เพราะการป้องกันแชมป์ยากยิ่งกว่าเป็นแชมป์

    ในสมัยที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ นำ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่ในเกาะอังกฤษนั้น เขาไม่เคยหยุดเสริมทัพ โดยจะต้องดึงซูเปอร์สตาร์มาร่วมทีมทุกปี แม้ก่อนหน้านั้นทีมจะคว้าแชมป์ก็ตาม

    ขณะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรก และเชื่อว่า ในฤดูกาลหน้าจะต้องเจองานหนักแน่ เพราะการป้องกันแชมป์จะยากยิ่งกว่าเป็นแชมป์เสียอีก

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" เพิ่งได้ คอสตาส ชิมิกาส แบ็กซ้ายดีกรีทีมชาติกรีซ เข้ามาเสริมทัพแค่คนเดียวเท่านั้น และยังไม่ใช่ประเภทบิ๊กเนม ดังนั้นพวกเขาควรจะดึงนักเตะมาเสริมอีก

    ติอาโก้ เป็นกองกลางที่มีเทคนิคดี และผ่านบอลได้เยี่ยม ทำให้จะเข้ามาช่วยเพิ่มมิติการเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล มากขึ้น และพร้อมหมุนเวียนสลับลงเล่นหลังทีมมีโปรแกรมหลายรายการในซีซั่นหน้า

    2. สถานการณ์ ไวจ์นัลดุม ไม่แน่นอน

    จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม กองกลางชาวดัตช์ เหลือสัญญากับ ลิเวอร์พูล อีกแค่ปีเดียวเท่านั้น และการเจรจาระหว่างนักเตะกับสโมสรก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

    ไวจ์นัลดุม กลายเป็นกำลังหลักของทีมหลังย้ายมาจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2016 ดังนั้นถ้า "หงส์แดง" เสียเขาไปก็จะทำให้ทีมอ่อนลงไปแน่นอน

    อย่างไรก็ตาม หาก ลิเวอร์พูล ดึง ติอาโก้ มาร่วมทีมไว้ก่อนก็จะช่วยทำให้แดนกลางไม่ยวบหากสุดท้ายต้องเสีย ไวจ์นัลดุม ไปจริงๆ

    3. ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

    บิลด์ สื่อเมืองเบียร์ รายงานข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังให้ความสนใจที่จะคว้าตัว ติอาโก้ ไปร่วมทัพ ขณะที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็มองๆ อยู่เหมือนกัน

    ติอาโก้ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เป็ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ "เรือใบสีฟ้า" หลังทั้งคู่เคยร่วมงานกันตั้งแต่ที่ บาร์เซโลน่า จนมาถึง บาเยิร์น ทำให้ถ้าหาก แมนฯ ซิตี้ เอาจริงก็คงคุยกันไม่ยาก  

    หากปล่อยให้ แมนฯ ซิตี้ ได้ ติอาโก้ ไป อาจส่งผลร้ายต่อการป้องกันแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ ลิเวอร์พูล เพราะขุมกำลังของ "เรือใบสีฟ้า" จะแข็งแกร่งขึ้น และซีซั่นหน้า เป็ป คงหวังกลับมาล้างแค้นเต็มที่

    ดังนั้น ลิเวอร์พูล ควรจะไปดึง ติอาโก้ มาร่วมทีมให้ได้ เพราะจะทำให้ทีมแกร่งขึ้น และตัดกำลังคู่แข่งไปด้วยในเวลาเดียวกัน เรียกว่า  ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัวเลยทีเดียว

ซึ้งนำตาคลอเบ้า! “ซิลบา” โพสต์อำลาเรือ,แฟนบอล

 

ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์ใหม่แกะกล่อง เรอัล โซเซียดาด โพสต์ข้อความสุดซึ้งเพื่อเป็นการกล่าวชื่นชม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแฟนบอล "เรือใบสีฟ้า" หลังจากที่ยุติช่วงเวลา 1 ทศวรรษกับชีวิตพ่อค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิม พร้อมระบุจะขอเป็นสาวกของทีมไปตลอด และในหัวใจจะไม่มีวันลืมสโมสรแห่งนี้เลย

             ดาบิด ซิลบา จอมทัพมากประสบการณ์ โพสต์ข้อความสุดซึ้งเพื่อเป็นการกล่าวยกย่องสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และแฟนบอลทัพ "เรือใบสีฟ้า" หลังจากที่นักเตะหมดสัญญากับต้นสังกัด และตัดสินใจยุติช่วงเวลาที่แสนยิ่งใหญ่ตลอด 10 ปีกับทีม

            ดาวเตะชาวสแปนิช ประสบความสำเร็จมากมายมหาศาลกับ แมนฯ ซิตี้ รวมไปถึงการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ 4 สมัย โดยแมตช์สุดท้ายที่ ซิลบา ลงเล่นให้กับทีมก็คือเกมที่พวกเขาแพ้ "โอแอล" โอลิมปิก ลียง 1-3 ตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สื่อดังยัน “ติอาโก้” บรรลุสัญญาหงส์4ปี ลาเพื่อนเก่า-หาบ้านใหม่แล้ว

เหยี่ยวข่าววงในเผย แผนการ ลิเวอร์พูล ดึง ติอาโก้ อัลกันตาร่า มาเข้าถิ่น แอนฟิลด์ คืบหน้าจนใกล้เป็ยจริงเต็มที่ หลังคุยสัญญาส่วนตัวเรียบร้อย ขณะที่เจ้าตัวได้บอกลาเพื่อนร่วมทีม บาเยิร์น และมองหาบ้านในเมอร์ซี่ไซด์แล้ว เหลือรอให้สองสโมสรตกลงค่าตัวกันให้ได้เท่านั้น
           โมฮาเหม็ด บูฮาฟซี่ นักข่าวของหนังสือพิมพ์ อาร์เอ็มซี สปอร์ต สื่อฝรั่งเศส รายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่า ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลาง บาเยิร์น มิวนิค ขยับเข้าใกล้ที่จะย้ายไปเล่นให้ ลิเวอร์พูล หลังนักเตะตกลงสัญญา 4 ปี กับ "หงส์แดง" เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

       นอกจากนั้น มิดฟิลด์สแปนิช วัย 29 ปี ยังมาหาบ้านในแถบเมอร์ซี่ไซด์ รวมทั้งบอกลาเพื่อนร่วมสังกัดแล้วด้วย ส่งผลให้ในเวลานี้เหลือแค่การเจรจาเรื่องค่าตัวระหว่าง "หงส์แดง" กับ "เสือใต้" ให้ลงตัวเท่านั้น หลัง บาเยิร์น ต้องการได้ในระดับ 30 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)

     ด้าน คริสเตียน ฟอล์ค นักข่าวของ บิลด์ สื่อเยอรมัน ยืนยันว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ต้องการได้ ติอาโก้ ไปร่วมทีม ส่วน ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์ "เสือใต้" ยอมรับว่า นักเตะต้องการพบกับความท้าทายใหม่ และตามเห็นของตัวเองก็เชื่อว่า จะย้ายไปเล่นใน พรีเมียร์ลีก 

     ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมร่วมวงชิงตัว ติอาโก้ แต่ บิลด์ ฟันธงว่า ดาวเตะแดนกระทิง ต้องการที่จะย้ายไปค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ เพื่อร่วมงานกับ คล็อปป์ เท่านั้น

หอกไบรท์ตันเผยเทคนิคคล็อปป์ทำคู่แข่งปั่นป่วนก่อนแข่ง

เกล็นน์ มาร์รี่ย์ หัวหอก ไบรท์ตันฯ ระบุ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำให้บรรดาแข้งของคู่แข่งปั่นป่วนได้ตั้งแต่ก่อนลงเล่น จากการที่เขาชอบยืนดูคู่แข่งอบอุ่นร่างกายจากตรงกลางสนาม โดย ดาร์เรน เบนท์ อดีตกองหน้าคนดังก็ยืนยันว่า คล็อปป์ ชอบทำแบบนั้นจริงๆ

    เกล็นน์ มาร์รี่ย์ กองหน้า ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน สโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าการที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล มักจะยืนดูคู่แข่งอบอุ่นร่างกายจากตรงกลางสนามในช่วงก่อนเริ่มการแข่งขันแต่ละนัดอยู่บ่อยๆ นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้บรรดานักเตะของทีมคู่แข่งรู้สึกปั่นป่วนพอตัว

    ในแต่ละนัดนั้นนักเตะของทั้ง 2 ทีมจะต้องอบอุ่นร่างกายกันสักพักในช่วงก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้น ซึ่งปกติแล้วกุนซือของทีมนั้นๆ ก็จะคอยดูการอบอุ่นร่างกายของลูกทีมเป็นหลักเผื่อว่าจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น อย่างเช่นการที่นักเตะได้รับบาดเจ็บในช่วงอบอุ่นร่างกาย เป็นต้น

    มาร์รี่ย์ กล่าวในรายการของ ทอล์คสปอร์ต สื่อกีฬาของอังกฤษว่า "คล็อปป์ ชอบทำเรื่องหนึ่งในช่วงก่อนลงเล่น ผมไม่รู้ว่ามีใครสังเกตเห็นถึงมันรึเปล่า เรื่องของเรื่องก็คือเขาจะเดินมาที่กลางสนาม, ยืนนิ่งตรงจุดกลางสนาม แล้วจ้องมองคู่แข่งที่อยู่อีกฝั่งแบบใจจดใจจ่อ มันทำให้คุณรู้สึกกระสับกระส่ายมากๆ"

    “Klopp does this thing before the game … he’ll walk right up to the halfway line and … just stare into the opposition half … Everyone’s like, ‘what’s he looking at? What’s going on?’ He sort of gets in your head before the game starts!” — Glenn Murray

    "เขายืนนิ่งๆ อยู่ตรงเส้นกลางสนาม แล้วดูคู่แข่งอบอุ่นร่างกาย ครั้งแรกที่คุณเจอเรื่องแบบนั้นแล้วน่ะมันก็ทำให้คุณรู้สึกปั่นป่วนมากๆ เพราะคุณจะคิดประมาณว่า -เขาทำอะไรฟะ ? เขาไม่ได้ดูทีมตัวเองอบอุ่นร่างกายด้วยซ้ำ เขามาดูเราเนี่ยนะ- เขาไม่ละสายตาเลย เขายืนดูอยู่อย่างนั้นไปจนจบ (ช่วงอบอุ่นร่างกาย)"

    ด้าน ดาร์เรน เบนท์ อดีตหัวหอกชาวอังกฤษที่เคยดวลกับ ลิเวอร์พูล ในยุคของ คล็อปป์ เผยว่าตนก็เคยรู้สึกแบบเดียวกับ มาร์รี่ย์ เหมือนกัน "มันตลกดีนะที่ เกล็นน์ พูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะตอนที่ผมอยู่กับ ดาร์บี้ น่ะ เราก็เคยเจอกับ ลิเวอร์พูล ในเกมฟุตบอลถ้วย ตอนนั้นเราอบอุ่นร่างกายกันอยู่และเขา (คล็อปป์) ก็ทำแบบเดียวกันนี้เลย เขายืนอยู่ตรงกลางสนามแล้วดูเราอบอุ่นร่างกาย มันทำให้ ไนเจล เพียร์สัน กุนซือของเราในตอนนั้นถามขึ้นมาเลยว่า -นี่เกิดอะไรขึ้นกันน่ะ ?- เขาเดินไปหา เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้วถามว่า -ทุกอย่างโอเคไหม ?- ซึ่ง คล็อปป์ ก็ตอบกลับมาว่า -โอเคดี โอเค โอเคเลย- แล้วจากนั้นก็วิ่งเหยาะๆ กลับไป"

เรียกแขก!ซิลวาโพสต์เหน็บเดอะค็อปหลังโดนเย้ยร่วงชปล.

แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ แมนฯ ซิตี้ โพสต์ข้อความเหน็บสาวก ลิเวอร์พูล หลังจากมีแฟนบอล "หงส์แดง" บางส่วนที่เยาะเย้ยกับการที่ "เรือใบสีฟ้า" ร่วงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยดาวเตะชาวโปรตุกีสบอกว่า "เดอะ ค็อป" กลุ่มนั้นควรจะไปหาอย่างอื่นทำดีกว่ามาโพสต์เยาะเย้ยนักเตะของ แมนฯ ซิตี้
    แบร์นาร์โด้ ซิลวา กองกลาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โพสต์ข้อความเชิงเหน็บแนมแฟนบอล ลิเวอร์พูล หลังจากที่ "เดอะ ค็อป" บางส่วนไปเยาะเย้ยที่ "เรือใบสีฟ้า" ตกรอบก่อนรองชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    ช่วงที่ผ่านมาแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล เริ่มเปิดศึกใส่กันบ่อยกว่าสมัยก่อน หลังจากที่ทีมรักของพวกเขาถูกมองว่าเป็น 2 ทีมที่เก่งที่สุดของเกาะอังกฤษจนกลายเป็นเหมือนคู่แข่งลุ้นแชมป์กันโดยตรง ซึ่งทันทีที่ แมนฯ ซิตี้ แพ้ โอลิมปิก ลียง 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองเชียร์ ลิเวอร์พูล บางส่วนก็โพสต์ข้อความเยาะเย้ย แมนฯ ซิตี้ กันอย่างสนุกสนาน

    ทั้งนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซิลวา เริ่มต้นด้วยการโพสต์ย้อนถึงผลงานของทีม โดยบอกว่า "ฤดูกาล 2019-20 จบลงแบบน่าผิดหวังสำหรับเรา สำหรับแฟนๆ แล้วนั้น เราเห็นใจพวกเขาที่ต้องเจอกับฤดูกาลที่น่าผิดหวังแบบนี้ สิ่งเดียวที่เราสามารถให้คำมั่นสัญญาได้ก็คือในฤดูกาล 2020-21 เราจะสู้อย่างหนักเพื่อที่จะทำผลงานให้ออกมาดีกว่านี้ และกลับไปคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ มาครองเพื่อพวกคุณให้ได้!"

    อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ข้อความดังกล่าวได้ไม่นาน ดาวเตะชาวโปรตุกีสก็โพสต์เหน็บแฟนบอล ลิเวอร์พูล ต่อทันที ด้วยการบอกว่า "และสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล ทุกคนที่ไม่มีอะไรจะทำนอกจากแวะมาที่แอคเคาท์ของนักเตะ แมนฯ ซิตี้ แล้วน่ะ ฉันก็รู้สึกเห็นใจพวกแกเหมือนกัน แต่ในเหตุผลที่แย่ๆ อ่ะนะ พวกแกนี่มันน่าสมเพชชะมัด ไปฉลองแชมป์ของพวกแกสิวะ หรือไม่ก็พยายามหาคนรัก, ไปดื่มเบียร์กับเพื่อน, อ่านหนังสือแทนสิ มีทางเลือกให้ทำตั้งหลายอย่างนะ!"

And to all Liverpool fans that have nothing else to do than to come to a Man City player account, I’m also sorry for you but for the wrong reasons… pathetic… go celebrate your titles, or try to find a partner, drink a beer with a friend, read a book… so many options!

— Bernardo Silva (@BernardoCSilva) August 16, 2020
    สำหรับ ซิลวา นั้น เคยจุดประเด็นร้อนมาแล้วในเกมลีกที่ แมนฯ ซิตี้ เปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม เอาชนะ ลิเวอร์พูล 4-0 เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะเกมนั้นทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ตั้งแถวเกียรติยศปรบมือให้ ลิเวอร์พูล เพื่อให้เกียรติที่อีกฝ่ายคว้าแชมป์ลีกมาครองได้ แต่ ซิลวา ไม่ยอมปรบมือแม้แต่นิดเดียว แถมยังเดินออกจากแถวก่อนที่นักเตะ ลิเวอร์พูล จะเดินผ่านไปครบทุกคนด้วย