แมนยูอย่าช้า!จีนาสชี้ใครเหมาะยืนเซนเตอร์คู่แม็กไกวร์

ท่ามกลางกระแสข่าวการเสริมทัพในแดนหลังของ แมนฯ ยูไนเต็ด เจอร์เมน จีนาส อดีตมิดฟิลด์ชาวอังกฤษ ก็แสดงความเห็นว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น เหมาะกับการเป็นคู่หูของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ แถมยังเป็นดีลที่คุ้มค่าสุดๆ จากการที่ตอนนี้ แฟร์ต็องเก้น เป็นนักเตะไร้สังกัด
    เจอร์เมน จีนาส อดีตกองกลางชาวอังกฤษ แสดงความเชื่อว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น กองหลังไร้สังกัด จะเป็นคู่หูที่ดีของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    แฟร์ต็องเก้น เพิ่งหมดสัญญากับ สเปอร์ส จนทำให้ตอนนี้เจ้าตัวกลายเป็นนักเตะไร้สังกัด โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแข้งวัย 33 ปีจะไปเล่นให้ทีมไหนต่อ ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีข่าวว่ากำลังมองหาเซนเตอร์แบ็กสักคนเพื่อมาเป็นคู่หูของ แม็กไกวร์ หลังจากที่ทั้ง แม็กไกวร์ และ ลินเดอเลิฟ 2 เซนเตอร์แบ็กตัวหลักของ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่างก็เป็นคนที่มีสไตล์การเล่นแบบเดียวกัน จนทำให้มีจังหวะผิดพลาดในบางครั้ง

    จีนาส เผยว่า "ผมตามชมเขาอยู่เสมอ แต่ขอโทษทีนะที่ผมต้องขอบอกอีกครั้งว่า ยาน แฟร์ต็องเก้น ที่เป็นนักเตะไร้สังกัดน่ะเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟของฟรีที่ดีที่สุดในตอนนี้เลย ถ้าคุณทำให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟฝั่งขวาได้ และหาเซนเตอร์ฮาล์ฟที่เล่นกับบอลได้จริงๆ ไปยืนเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟฝั่งซ้ายได้แล้วล่ะก็ มันก็จะมีผลกับทีม แม้ว่ามันจะมีผลนิดหน่อยแต่มันก็อาจจะเปลี่ยนหลายอย่างให้พวกเขาได้เลย แถมตอนนี้เขาก็เป็นนักเตะไร้สังกัดอีก"

    "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้ดีว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ พวกเขาจะมีแผนที่เหมาะกับทีม แต่ในด้านเกมรับแล้วพวกเขายังอยู่ห่างจากคำว่าทำได้ดีไปเยอะเลย ผมรู้ดีว่าเขา (แฟร์ต็องเก้น) เก่งแค่ไหน ผมงงสุดๆ ในทุกครั้งที่เขาทำได้เพียงนั่งดูเกมอยู่บนอัฒจันทร์ เพราะผมรู้ดีว่าเขาเป็นนักเตะที่เก่งแค่ไหน ผมเคยเล่นร่วมกับเขามาแล้ว ผมเคยเห็นเขาเล่นด้วยตาตัวเอง และตอนนี้เขาก็เป็นนักเตะแบบไร้ค่าตัวอีก มันเป็นดีลที่สมเหตุสมผลสุดๆ"

เรียกแขก! “เปเรยร่า” ลั่นเกลียด2สตาร์ลิเวอร์พูลโคตรยโส

อันเดรียส เปเรยร่า มิดฟิลด์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หาเหาใส่หัวแท้ๆ หลังแสดงความเห็นจัดหนักจัดเต็มใส่ เจมส์ มิลเนอร์ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ สองแข้ง ลิเวอร์พูล โดยงานนี้เจ้าตัวถึงขนาดตราหน้าว่าเป็นแข้งยโสและทะนังตัวจนน่าหมั่นไส้

    อันเดรียส เปเรยร่า กองกลางชาวบราซิเลียนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดใจตนไม่ชอบนักเตะอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ และ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ สองสตาร์ดัง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เนื่องจากมองว่าเป็นนักเตะที่หยิ่งยโสโอหังมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    ก่อนหน้านี้มีกรณีเดือดระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่ มิลเนอร์ พูดจาเหน็บแนม "ปีศาจแดง"  ในระหว่างพิธีฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ เมื่อ เปเรยร่า แสดงความเห็นผ่าน Desimpedidos รายการฟุตบอลทางเว็บไซต์ยูทูบ (YouTube) ที่ใช้ภาษาโปรตุกีส ที่จงใจโจมตี 2 แข้ง "หงส์แดง"

        จากบทสนทนาระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการดังกล่าว ดาวเตะเลือดแซมบ้า ได้พูดถึง ฟาน ไดค์ กับ มิลเนอร์ โดยใช้ภาษาโปรตุกีสว่า "Marrento" ซึ่งแปลเป็นภาษอังกฤษประมาณว่า "หยิ่งยโส" หรือ "ทะนงตัว" เลยทีเดียว "ผมไม่ชอบคนแบบนั้น, มิลเนอร์ นั่นแหละ และขอบอกจากใจกับคุณเลยว่า ผมไม่ชอบอีกคนด้วยที่เล่นกองหลัง ชื่อ ฟาน ไดค์ เขามันพวกยโส แนวทางการเล่นของเขามันช่างทะนงตัวเหลือเกิน"

    ขณะเดียวกับ เปเรยร่า ยอมรับว่าตนชื่นชอบ ดาวิด ลุยซ์ กองหลังอาร์เซน่อล และ วิลเลี่ยน มิดฟิลด์ เชลซี สองนักเตะเพื่อนร่วมชาติ "ดาวิด ลุยซ์ กับ วิลเลี่ยน เป็นคนดีมากๆ" นอกจากนี้เจ้าตัวยังเชิดชู ติอาโก้ ซิลวา, มาร์กินญอส และ เซร์คิโอ รามอส ในฐานะนักเตะชั้นยอดด้วย

เปิดตัวเลขแมนยูต้องจ่ายสปอร์ติ้ง ค่าบรูโน่พาไปชปล. ทะลุร้อยล้าน!

หลังจาก แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก แล้วนั้น ล่าสุด เร็คคอร์ด สื่อของโปรตุเกสก็อกบว่า "ปีศาจแดง" ต้องจ่ายเงินให้ สปอร์ติ้ง อีก 2.7 ล้านปอนด์ ตามสัญญาที่ทำกัน และถ้า 2 ซีซั่นต่อจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ครบทั้ง 2 ฤดูกาลอีก ทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ต้องควักเพิ่ม 1.8 ล้านปอนด์
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะต้องเสียเงินให้ สปอร์ติ้ง ลิสบอน เพิ่ม 2.7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 108 ล้านบาท) ตามเงื่อนไขที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส กองกลางคนดังช่วยให้ทีมได้สิทธิ์เล่นศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 2020-21 ตามรายงานของ เร็คคอร์ด สื่อของประเทศโปรตุเกส

    "ปีศาจแดง" คว้าตัว แฟร์นันด์ส มาจาก สปอร์ติ้ง เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมาโดยที่จ่ายค่าตัวทันที 47 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,880 ล้านบาท) ขณะที่ในสัญญาของทั้ง 2 ทีมมีอ็อปชั่นหลายอย่างที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะจ่ายเงินเพิ่มให้กับ สปอร์ติ้ง ถ้าหากดาวเตะชาวโปรตุกีสทำผลงานได้ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนดเอาไว้ด้วย

    ทั้งนี้ เร็คคอร์ด เผยว่าหนึ่งในเงื่อนไขระหว่าง 2 ทีมคือ แมนฯ ยูไนเต็ด จะต้องจ่ายเพิ่ม 2.7 ล้านปอนด์ ถ้าเกิด แฟร์นันด์ส ทำให้ทีมได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้า ซึ่งตอนนั้นมันดูเป็นไปได้ยากพอตัว

    อย่างไรก็ตาม ถ้าหากนับตั้งแต่ที่ แฟร์นันด์ส ได้ประเดิมสนามกับทีมในลีก ในเกมที่เจ๊ากับ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 0-0 แล้วนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่แพ้ใครในลีกเลย แบ่งเป็นชนะ 9 เกม และเสมอ 5 นัด โดยแข้งวัย 25 ปี ทำได้ถึง 8 ประตู กับอีก 7 แอสซิสต์ ในการลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก 14 หนด้วย จนทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้อันดับ 3 ลีก และต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2.7 ล้านปอนด์ ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้

    เร็คคอร์ด เสริมว่ามันมีเงื่อนไขอีกว่าถ้าหากในอีก 2 ฤดูกาลต่อจากนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้สิทธิ์เล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ทั้ง 2 ซีซั่นแล้วล่ะก็ พวกเขาก็ต้องจ่ายเพิ่ม 1.8 ล้านปอนด์ (ประมาณ 72 ล้านบาท) หรือถ้าได้เล่นแค่ซีซั่นใดซีซั่นหนึ่ง ทีมดังของถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ก็ต้องควักเงิน 900,000 ปอนด์ (ประมาณ 36 ล้านบาท) โดยเป็นที่เชื่อว่าค่าเงื่อนไขเพิ่มเติ่มในดีล แฟร์นันด์ส ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำเอาไว้กับ สปอร์ติ้ง มีมูลค่ารวมทั้งหมด 21 ล้านปอนด์ (ประมาณ 840 ล้านบาท)

ของดีทั้งนั้น!11แข้งฝีเท้าไม่ธรรมดาจาก3สโมสรตกชั้น

 ศึกลูกหนัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 ปิดฉากลงไปอย่างเป็นทางการเรียบร้อย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งสามสโมสรที่ต้องตกชั้นลงไปโลดแล่นในเวที แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลหน้านั้น ประกอบไปด้วย นอริช ซิตี้, บอร์นมัธ และ วัตฟอร์ด ทว่าสโมสรเหล่านี้มีนักเตะฝีเท้าดีในสังกัดหลายราย และคู่ควรที่จะได้รับความสนใจจากบรรดาสโมสรที่ใหญ่กว่า ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ หากบางคนได้อยู่โชว์เพลงแข้งในเวที พรีเมียร์ลีก ต่อในฤดูกาลหน้า หรือไม่ก็ย้ายไปค้าแข้งในลีกระดับสูงที่อื่น และนี่คือ 11 แข้งที่น่าสนใจจากสามสโมสรตกชั้น ซึ่งคัดสรรโดยสื่อชื่อดังของอังกฤษอย่าง The Sun
 – เบน ฟอสเตอร์ (วัตฟอร์ด)

     นายทวารวัย 37 ปี มีประสบการณ์เพียบในลีกสูงสุดอังกฤษ โดยลงเฝ้าเสาไปทั้งสิ้น 364 นัด เก็บคลีนชีตได้ 88 ครั้ง ดังนั้น ฟอสเตอร์ ถือเป็นผู้รักษาประตูที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ก็มีกระแสข่าวว่า ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อยากได้เจ้าตัวไปสร้างความกดดันให้กับนายประตูมือหนึ่้งอย่าง อูโก้ โยริส แต่ข่าวการย้ายทีมก็เงียบไป หลัง ฟอสเตอร์ ตกลงขยายสัญญากับ "แตนอาละวาด" เมื่อเดือนก่อน

 – แม็กซ์ แอรอนส์ (นอริช ซิตี้)

  ฤดูกาลที่ผ่านมา แอรอนส์ ลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก ให้ นอริช ไปถึง 36 นัด และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ จนมีข่าวว่า สเปอร์ส (อีกแล้ว) อยากได้ตัวไปร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ และด้วยการที่ตอนนี้ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" ตกชั้นเรียบร้อย จึงน่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับ "ไก่เดือยทอง" ในการเร่งปิดดีลกระชากตัว แบ็กขวาวัย 20 ปี ไปร่วมก๊วน

 – นาธาน อาเก้ (บอร์นมัธ)

  อาเก้ ถือเป็นกองหลังฝีเท้าดีที่ใครๆ ก็ทราบกันดี โดยเมื่อเร็วๆ นี้มีรายงานว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่อปิดดีลได้แล้ว แต่สุดท้ายข่าวก็เงียบๆ ไป ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมถึงต้นสังกัดเก่าอย่าง เชลซี ก็มีข่าวอยากได้ตัว ปราการหลังทีมชาติฮอลแลนด์วัย 25 ปี เช่นกัน ซึ่งถึงแม้ บอร์นมัธ เคยตั้งค่าหัว อาเก้ ไว้สูงถึง 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,200 ล้านบาท) แต่ด้วยสถานะของสโมสรตอนนี้ที่ตกชั้นเรียบร้อย พวกเขาจึงน่าจะยอมขายในราคาที่ถูกกว่าที่ตั้งเอาไว้ครึ่งหนึ่ง

 – เบน ก็อดฟรีย์ (นอริช ซิตี้)

 

  เป็นอีกหนึ่งแข้งที่น่าสนใจจากค่าย "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" ซึ่งเราอาจจะได้เห็นเขาออกไปค้าแข้งในลีกต่างแดนก็เป็นได้ เพราะช่วงที่ผ่านมามีข่าวว่า สองสโมสรดังในศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน อย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ แอร์เบ ไลป์ซิก กำลังให้ความสนใจอยู่ ขณะที่ ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็เล็งๆ ปราการหลังวัย 22 ปี รายนี้เช่นกัน

 – ดีเอโก้ ริโก้ (บอร์นมัธ)

  แม้ทัพ "เดอะ เชอร์รี่ส์" จะกระเด็นตกชั้น แต่ แบ็กซ้ายชาวสแปนิชวัย 27 ปี ซึ่งย้ายมาจาก เลกาเนส เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2018 ถือเป็นนักเตะอีกคนในสังกัดที่ทำผลงานได้น่าจับตา โดยเฉพาะการเติมเกมรุก ซึ่งประสบการณ์ในเกม พรีเมียร์ลีก 39 นัดนั้น เจ้าตัวจัดไป 4 แอสซิสต์ ถือว่าไม่เลวเลย 

 – เคราร์ด เดวโลเฟว (วัตฟอร์ด)

  เรื่องฝีเท้าของ อดีตเด็กปั้น บาร์เซโลน่า คนนี้ ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว แต่น่าเสียดายที่ปัญหาบาดเจ็บอย่างรุนแรงตรงหัวเข่า ทำให้เจ้าตัวต้องพักแข้งยาวมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ทว่าผลงานของ เดวโลเฟว ก่อนเดี้ยงนั้น ถือว่าไม่ใช่เล่นๆ เลย เพราะเจ้าตัวกดไป 4 ประตู กับ 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกมลีก 28 นัด ดังนั้นเมื่อกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง เดวโลเฟว จึงถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่บรรดาสโมสรใน พรีเมียร์ลีก ควรจับตามอง

 – อับดูลาย ดูคูเร่ (วัตฟอร์ด)

  มิดฟิลด์เฟร้นช์แมนวัย 27 ปี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดระยะเวลา 4 ฤดูกาลที่อยู่รับใช้ทัพ "แตนอาละวาด" โดยลงเล่นไปทั้งสิ้น 141 นัด ทำได้ 17 ประตู แต่เราคงจะไม่ได้เห็นเขาอยู่เล่นในระดับ แชมเปี้ยนชิพ ค่อนข้างแน่ เพราะเจ้าตัวแย้มเอาไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วว่า ตั้งเป้าที่จะย้ายทีมหลังจบซีซั่น และมีความฝันที่จะเล่นให้กับยักษ์ใหญ่ในศึก ลีก เอิง อย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 – ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (นอริช ซิตี้)

  แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้เห็น แคนท์เวลล์ อยู่กับ นอริช ต่อ เพราะฤดูกาลที่ผ่านมา มิดฟิลด์เลือดผู้ดีวัย 22 ปี ทำผลงานได้เข้าตาเหลือเกิน โดยลงเล่นเกมลีกไปทั้งสิ้น 37 นัด ทำได้ 6 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ จนมีข่าวเกี่ยวโยงกับบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ อย่างเช่น ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ บาเยิร์น มิวนิค เป็นต้น

 – โจชัว คิง (บอร์นมัธ)

  หัวหอกทีมชาตินอร์เวย์วัย 28 ปี มีผลงานทำ 48 ประตู กับ 14 แอสซิสต์ จากการลงเล่นเกม พรีเมียร์ลีก 161 นัด ให้ทัพ "เดอะ เชอร์รี่ส์" ดังนั้น คิง จึงถือเป็นกองหน้าที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับเหล่าสโมสรในศึก พรีเมียร์ลีก และไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ต้นสังกัดเก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยมีข่าวอยากได้เจ้าตัวกลับสู่ถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

 – ตีมู ปุ๊กกี้ (นอริช ซิตี้)

  เป็นอีกหนึ่งของดีจากถิ่น แคร์โรว์ โร้ด แม้ 13 เกมหลังสุดในศึก พรีเมียร์ลีก เจ้าตัวผลิตสกอร์ไม่ได้เลยก็ตาม แต่ผลงานโดยรวมตลอดทั้้งซีซั่น กระทุ้งไป 11 ประตู จากการลงเล่น 36 นัด ซึ่งถือว่าไม่เลว และนั่นทำให้ กองหน้าทีมชาติฟินแลนด์วัย 30 ปี มีข่าวเกี่ยวโยงกับ เบซิคตัส สโมสรยักษ์ใหญ่ลีกตุรกี

 – ทรอย ดีนี่ย์ (วัตฟอร์ด)

  แม้อายุปาเข้าไป 32 ปีแล้ว แต่ ดีนี่ย์ ถือเป็นของดีที่น่าสนใจไม่น้อย หลังจากที่กดไป 10 ประตู จาก 27 เกมในศึก พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด โดยปัจจุบันเหลือสัญญากับ "แตนอาละวาด" อีกแค่ปีเดียว ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าตัวจะเลือกอำลาทีมช่วงซัมเมอร์นี้ ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่เจ้าตัวเปรยๆ เอาไว้เรียบร้อย หลังจบเกมปิดซีซั่นที่ วัตฟอร์ด บุกพ่าย อาร์เซน่อล 2-3 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผี, สิงห์, สุนัขจิ้งจอก ! สิ่งที่ 3 ทีมต้องทำในเกมสุดท้ายเพื่อยึดท็อปโฟร์

ความเข้มข้นของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังไม่จบแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะผงาดคว้าแชมป์ไปเรียบร้อยแล้ว และมีการมอบโทรฟี่แชมป์อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพราะการลุ้นอันดับท็อปโฟร์เพื่อโควตายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องวัดกันในเกมสุดท้ายของฤดูกาล 2019/2020

    สำหรับตอนนี้ 3 ทีมที่ลุ้นโควตาสำคัญได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยในแมตช์สุดท้ายมีความหมายอย่างมาก เพราะหากทีมใดทีมหนึ่งพลาดพลั้ง นั่นหมายความว่าโอกาสที่พวกเขาจะได้ลงไปโชว์เพลงแข้งในเกมถ้วยใบโตยุโรป ต้องรอไปอีก 1 ซีซั่นเลยทีเดียว

    ในเวลานี้ "หงส์แดง" กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จองโควตาไปแล้ว 2 ที่นั่น ฉะนั้นเหลืออีกแค่ 2 ที่นั่น แน่นอนว่าจะต้องมี 1 ทีมที่ต้องอกหัก ซึ่งจะต้องหล่นไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก แทน โดยในเกมนัดรองสุดท้ายต้องยอมรับว่าทั้ง 3 ทีมทำแต้มหลุดมือกันหมด   

    ทัพ "ปีศาจแดง" ทำได้เพียงแค่เสมอกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ที่สนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่ง 1 คะแนนในเกมนี้คุ้มค่าอย่างมากกับทีมของกุนซือเดวิด มอยส์ เพราะเป็นการันตีว่า "เดอะ แฮมเมอร์ส" อยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ในขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขยับขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ทำให้ต้องมาลุ้นเหนื่อยในเกมสุดท้าย

    ขณะที่ เชลซี ของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด บุกไปโดน "เดอะ เร้ดส์" สอยมันสกอร์ 3-5 พร้อมกับชมการฉลองแชมป์อย่างมีความสุขของทัพ "หงส์แดง" ที่สนามแอนฟิลด์ แต่ที่น่าเจ็บปวดก็คือการแพ้ในแมตช์นี้ทำให้ "สิงห์บลูส์" ต้องหล่นมาอยู่ในอันดับ 4

 

    สำหรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ดูเหมือนสถานการณ์จะค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะเกมล่าสุดพวกเขาแพ้ต่อ "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 0-3 ทำให้สถานการณ์ค่อนข้างเป็นรองทั้ง 2 สโมสร เพราะ "สุนัขจิ้งจอก" หลุดมาอยูที่ 5 และที่สำคัญเกมสุดท้ายพวกเขาต้องรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด ซะด้วย

    ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งที่ทั้ง 3 สโมสรจำเป็นต้องทำในเกมสุดท้าย เพื่อที่จะคว้าอันดับไปเล่นฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปคืออะไร ? ต้องมาพิจารณาดูกัน……

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS เลสเตอร์ ซิตี้ (เยือน)

    สำหรับตอนนี้ต้องบอกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่อนข้างถือไฟ่เหนือกว่าอีก 2 ทีมเพราะพวกเขาอยู่อันดับ 3 โดยมี 63 คะแนนเท่ากับ เชลซี แต่ผลต่างประตูได้เสียเหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" โดยในแมตช์สุดท้าย "ผีแดง" ต้องเดินทางไปเยือน เลสเตอร์ ซิตี้

    ในแมตช์นี้เป็นเกมที่จะพิสูจน์ฝีมือของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในการวางหมากเพื่อรับมือกับ "เดอะ ฟ็อกซ์" โดยในเวลานี้ "ปีศาจแดง" มีคะแนนเหนือทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส เพียงแค่ 1 แต้มเท่านั้น กระนั้นหากพวกเขาบุกไปแบ่งแต้มที่สนามคิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ก็เพียงพอที่จะรั้งอันดับท็อปโฟร์เพื่อไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020/2021

    อย่างไรก็ตามหากเกิดฟ้าถล่มดินทลาย เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย โดน เลสเตอร์ สอย งานนี้พวกเขาก็อาจจะยังมีลุ้นคว้าโควตาลุยเกม "บิ๊กเอียร์" แต่มีข้อแม้ว่าต้องลุ้นให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ชนะ เชลซี ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เพราะแต้มก็ยังคงเท่าเดิม แต่ "เร้ด เดวิลส์" ได้เปรียบเรื่องผลต่างประตูได้เสีย
 
เชลซี VS วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ (เหย้า)

 

    สถานการณ์ของทัพ "สิงโตน้ำเงินคราม" ดูเหมือนจะดี เพราะพวกเขารั้งอันดับ 4 มีแต้มเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ 1 คะแนน แต่หากมององค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญมากๆ นั่นก็คือประตูได้เสีย ทีมของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด เป็นรองทั้งสองทีม เพราะพวกเขา +13 ขณะที่ "ผีแดง" กับ "เดอะ ฟ็อกซ์" +28 เท่ากัน

    หลังจากที่โดน "เดอะ เร้ดส์" ถลุงยับไม่นับญาติงานนี้ "แลมพ์ส" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระตุ้นลูกทีมในการเล่นเกมสุดท้ายของซีซั่นที่บ้านตัวเอง เพราะการรับมือ วูล์ฟส์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจาก "หมาป่า" ยังคั่วอันดับไปเล่นยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฉะนั้นพวกเขาต้องพยายามชนะเจ้าบ้านเพื่อยึดอันดับ 6 ให้มั่น

 

    ในกรณีที่ เชลซี ทำได้เพียงแค่เสมอ วูล์ฟส์ ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขายึดท็อปโฟร์ หาก เลสเตอร์ ไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่หากเกิดกรณีที่พวกเขาแพ้ผู้มาเยือน แต่ก็อาจจะได้ไปลุย แชมเปี้ยนส์ ลีก ในกรณีที่ "ปีศาจแดง" ชนะ "เดอะ ฟ็อกซ์"
   
เลสเตอร์ ซิตี้ VS แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เหย้า)

 

    แมตช์นี้ "เดอะ ฟ็อกซ์" เปิดรังรับมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมสุดท้าย ซึ่งเป้าหมายเดียวที่พวกเขาคิดในเวลานี้ก็คือการต้องคว้าชัยชนะให้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องไปสนใจเกมระหว่าง เชลซี พบ วูล์ฟส์ เพราะพวกเขาจะซิวโควตาแชมเปี้ยนส์ ลีก ทันที

    แน่นอนว่า 3 คะแนนจะเป็นการการันตีท็อปโฟร์ให้กับ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ แต่หากในกรณีที่ทำได้เพียงแค่เสมอทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์โซลชา ก็อาจจะเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาได้โอกาสกลับไปลุยฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรปเช่นเดียวกัน

 

    หาก เลสเตอร์ ได้ 1 คะแนนจาก แมนฯ ยูฯ และ เชลซี โดน วูล์ฟส์ บุกมาสอยถึง "เดอะ บริดจ์" นั่นจะทำให้ เลสเตอร์ ยึดอันดับ 4 ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่เหนือกว่า "สิงโตน้ำเงินคราม" เพราะทั้งสองทีมยิงประตูได้เท่ากันที่จำนวน 67 ลูก แต่ "เดอะ ฟ็อกซ์" เสียประตูน้อยกว่า ซึ่งนั่นทำให้พวกเขาได้เปรียบตรงจุดนี้

    ฉะนั้นในเกมสุดท้ายของซีซั่น สาวก "เร้ด อาร์มี่", "สิงห์บลูส์" และ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยังคงได้มีเรื่องให้ลุ้นหัวใจระส่ำ ส่วนผลจะออกมาเป็นยังไง เดี๋ยวก็ได้รู้กันในสุดสัปดาห์นี้

แลมพาร์ดติงซุ้มม้านั่งลิเวอร์พูลฉลองหนักเกิน

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ เชลซี ติงแข้งและสตาฟฟ์ในซุ้มม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล หลังจากเขามองว่าคนกลุ่มนั้นฉลองกันแบบเลยเถิดเกินไป ขณะที่หลังจบเกมไปแล้วนั้น แลมพาร์ด ก็ร่วมแสดงความยินดีกับนักเตะบางคนของ "หงส์แดง" ด้วย
    แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ตำหนินักเตะและสตาฟฟ์บางคนในซุ้มม้านั่งสำรองของ ลิเวอร์พูล ที่ฉลองกันแบบเลยเถิดเกินไปในสายตาของเขา ระหว่างเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ "สิงโตน้ำเงินคราม" ออกไปแพ้ "หงส์แดง" 3-5 เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

    นี่เป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล ได้รับถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก อย่างเป็นทางการ หลังจากที่การันตีแชมป์ได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับ "หงส์แดง" มีท่าทีร่าเริงกันสุดๆ ตั้งแต่ในระหว่างการแข่งขันแล้ว อย่างไรก็ตาม ในช่วงหนึ่งของการแข่งขัน แลมพาร์ด ก็แสดงท่าทีหงุดหงิดจน เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ต้องพูดเกลี้ยกล่อมให้เขาใจเย็นเหมือนกัน โดยตอนแรกไม่มีใครรู้ว่า แลมพาร์ด โมโหเรื่งอะไร

    อดีตยอดกองกลางชาวอังกฤษเผยว่า "ผมไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้นกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เขาทำทีมของเขาขึ้นมาและมันก็เป็นทีมที่ยอดเยี่ยม แต่กับบางคนในซุ้มม้านั่งสำรองน่ะผมคงต้องบอกเลยว่ามันมีเส้นกั้นบางๆ (ระหว่างความเหมาะสมและความไม่เหมาะสม) ในตอนที่คุณได้แชมป์ลีก ฤดูกาลนี้พวกเขาได้แชมป์ลีก และก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ สมควรได้เป็นแชมป์ แต่คุณไม่ควรจะทำตัวโอหังเกินไปเหมือนกัน ในเกมการแข่งขันน่ะคุณสามารถมีอารมณ์ร่วมได้อยู่แล้ว"

    ทั้งนี้ หลังจบเกมไปแล้วนั้น แลมพาร์ด ยังไปแสดงความยินดีกับ ซาดิโอ มาเน่ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล และนักเตะบางส่วนของเจ้าถิ่นสำหรับแชมป์ลีกที่ทีมของ คล็อปป์ คว้ามาครองได้เช่นกัน

คีนชี้โซลชา-แลมพาร์ดใครผลงานดีกว่ากัน

หลังจากที่ทั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด และ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ เชลซี ต่างก็พาทีมไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้าได้ทั้งคู่ รอย คีน ก็แสดงความเห็นว่าโดยรวมแล้ว แลมพาร์ด ทำผลงานได้ดีกว่า พร้อมบอกว่าถ้า แลมพาร์ด พาทีมได้แชมป์ เอฟเอ คัพ อีก มันก็จะเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สุดๆ
    รอย คีน ตำนานกองกลางของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่าในฤดูกาลนี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม เชลซี ถือว่าทำผลงานได้ดีกว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ "ปีศาจแดง"

    แลมพาร์ด กับ โซลชา ต่างก็เคยเล่นฟุตบอลอยู่ในยุคเดียวกัน ทำให้การที่ตอนนี้ทั้งคู่เป็นกุนซือให้ทีมที่พวกเขาเคยเล่นให้มันได้รับความสนใจมากพอตัว และสุดท้ายทั้ง 2 คนก็พาทีมจบซีซั่น 2019-20 ได้อย่างน่าประทับใจ หลังจากที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้อันดับ 3 ของตารางคะแนน ส่วน เชลซี จบด้วยการเป็นที่ 4 จนทำให้ทีมของทั้งคู่ได้ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    หลังจากโดนถามถึงผลงานของ แลมพาร์ด ในตอนที่ทำหน้าที่กูรูให้ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีแล้วนั้น คีน ก็ตอบว่า "ผมต้องบอกว่า แฟร้งค์ อาจจะทำได้ดีกว่า (เมื่อเทียบกับ โซลชา) จริงอยู่ที่ผมคาดเอาไว้อยู่แล้วว่าพวกเขา (เชลซี) จะมีลุ้นกับการทำอันดับแบบนี้ได้ แต่แนวทางการเล่นที่พวกเขาทำได้, แนวทางการปฏิบัติของ แฟร้งค์ มันถือว่าดีมากๆ"

    "เขาไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่มันกลายเป็นเรื่องไร้สาระเลย เขาทำการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้ง เขาเอาดาวรุ่งหลายคนมาเล่นให้ทีมชุดใหญ่ นักเตะเหล่านั้นเป็นนักเตะที่ดีและมีฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่พวกเขาก็แค่ต้องการโอกาส และสุดท้ายพวกเขาก็คว้าโอกาสที่ว่าเอาไว้ได้ พวกเขาจบฤดูกาลด้วยการติดอยู่ในท็อปโฟร์ได้ และถ้าพวกเขาได้แชมป์ เอฟเอ คัพ มันก็จะถือว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เลย"

อานิสงส์แชมป์! ลิเวอร์พูลมูลค่าทีมพุ่งตามแมนยูแค่47ล้านป.

ลิเวอร์พูล ขยับขึ้นมารั้งอันดับ 4 สโมสรมูลค่าสูงสุดในโลก หลังทำผลงานได้อย่างสุดยอดในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังรั้งอันดับ 3 แต่ตอนนี้มีมูลค่าทีมมากกว่า "หงส์แดง" แค่ 47 ล้านปอนด์เท่านั้น ส่วนอันดับ 1 ยังเป็นของ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด

               ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/2020 ผลงานดีเยี่ยมจนทำให้มูลค่าทีมพุ่งสูงถึง 1,143 ล้านปอนด์ (ราว 43,434 ล้านบาท) รั้งอันดับ 4 ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังเหนือกว่าอยู่ในอันดับ 3 แต่มูลค่าทีมลดลงมาอยู่ที่ 1,190 ล้านปอนด์ (ราว  45,220 ล้านบาท)  จากการจัดอันดับของ แบรนด์ ไฟแนนซ์  รีวิว (Brand Finance Review)

               ความสำเร็จของ "หงส์แดง" ในช่วงที่ผ่านมาทำให้มูลค่าทีมของพวกเขาเพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซนต์หรือประมาณ 64.3 ล้านปอนด์ (ราว 2,443.3 ล้านบาท) สวนทางกับ "ปีศาจแดง" แม้ว่าพวกเขาจะมีอันดับเหนือกว่าคู่อริตลอดกาลก็ตาม แต่มูลค่าทีมในปัจจุบันลดลง 10.7 เปอร์เซนต์ หรือประมาณ  143 ล้านปอนด์ (ราว 5,434 ล้านบาท)

               เหตุผลที่สำหรับที่ทำให้ "ปีศาจแดง" มีมูลค่าทีมลดลง มาจากหนี้สินของพวกเขาที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหายจากเดิม 127.4 ล้านปอนด์ (ราว 4,841.2 ล้านบาท) เป็น 429.1 ล้านปอนด์ (ราว 16,305.8 ล้านบาท) เนื่องจากกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่สำคัญในเวลานี้ ลิเวอร์พูล ตามหลัง แมนฯ ยูไนเต็ด แค่ 47 ล้านปอนด์ (ราว 1,786 ล้านบาท) เท่านั้น

               ขณะที่ เรอัล มาดริด แชมป์ ลา ลีกา ซีซั่นนี้ ยังคงรั้งอันดับ 1 โดยมีมูลค่าทีมสูงถึง 1,286 ล้านปอนด์ (ราว 48,868 ล้านบาท)  ด้าน "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า รั้งอันดับ 2 ด้วยมูลค่าทีม 1,280 ล้านปอนด์ (ราว 48,640 ล้านบาท) ในส่วนของ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่บุนเดสลีกา รั้งอันดับ 6 มูลค่าทีมอยู่ที่ 957 ล้านปอนด์ (ราว 36,366 ล้านบาท)

    10 อันดับแรก สโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

1.  เรอัล มาดริด (สเปน) มูลค่า 1,286 ล้านปอนด์ (ราว 48,868 ล้านบาท)  ลดลง 13.8 เปอร์เซ็นต์ /  205 ล้านปอนด์ (ราว 7,790 ล้านบาท)
2.  บาร์เซโลน่า (สเปน) มูลค่า 1,280 ล้านปอนด์ (ราว 48,640 ล้านบาท)  เพิ่มขึ้น 1.4 เปอร์เซ็นต์ / 18.1 ล้านปอนด์ (ราว  687.8 ล้านบาท)
3.  แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) มูลค่า 1,190 ล้านปอนด์ (ราว  45,220 ล้านบาท)  ลดลง 10.7 เปอร์เซ็นต์ / 143 ล้านปอนด์  (ราว 5,434 ล้านบาท)
4.  ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) มูลค่า 1,143 ล้านปอนด์ (ราว 43,434 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์ / 64.3 ล้านปอนด์  (ราว 2,443.3 ล้านบาท)
5.   แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อังกฤษ) มูลค่า 1,018 ล้านปอนด์  (ราว 41,078 ล้านบาท) ลดลง 10.4 เปอร์เซ็นต์ / 118 ล้านปอนด์ (ราว 4,484 ล้านบาท)
6.  บาเยิร์น มิวนิก (เยอรมนี) มูลค่า 957 ล้านปอนด์  (ราว 36,366 ล้านบาท) ลดลง 19.6 เปอร์เซ็นต์ / 233 ล้านปอนด์ (ราว 8,854 ล้านบาท)
7.   ปารีส แซงต์-แชร์แมง (ฝรั่งเศส) มูลค่า 876 ล้านปอนด์ (ราว  33,288 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 5.8 เปอร์เซ็นต์ / 48 ล้านปอนด์ (ราว 1,824 ล้านบาท)
8.  เชลซี (อังกฤษ) มูลค่า 859 ล้านปอนด์ (ราว 32,642 ล้านบาท) ลดลง 1.9 เปอร์เซ็นต์ / 17 ล้านปอนด์ (ราว 646 ล้านบาท)
9.  ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (อังกฤษ) มูลค่า 710 ล้านปอนด์ (ราว 26,980 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 3.3 เปอร์เซ็นต์ / 23.5 ล้านปอนด์ (ราว 893 ล้านบาท)
10.   อาร์เซน่อล (อังกฤษ) มูลค่า 651 ล้านปอนด์ (ราว 24,738 ล้านบาท) ลดลง 18.18 เปอร์เซ็นต์ / 150 ล้านปอนด์ (ราว 5,700 ล้านบาท)

 

เผื่อแห้วซานโช่!แมนยูถกบาเยิร์นหวังยืมโกมันใช้งาน

ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชื่อก้อง ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังคุยกับ บาเยิร์น ถึงการขอดึง คิงส์เล่ย์ โกมัน มาใช้งาน โดยอาจจะเป็นในสัญญายืมตัว และว่ากันว่า โกมัน สนใจที่จะมาเล่นกับ "ปีศาจแดง" ด้วย

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังเจรจากับ บาเยิร์น มิวนิค ถึงความเป็นไปได้ที่จะคว้าตัว คิงส์เล่ย์ โกมัน ปีกชาวฝรั่งเศสมาร่วมทัพ โดยอาจจะเป็นในรูปแบบยืมตัว ตามรายงานของ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชั้นนำ

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวมาโดยตลอดว่ากำหนดให้ตำแหน่งปีกเป็นหนึ่งในตำแหน่งหลักที่ต้องทำการเสริมทัพหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่ง เจดอน ซานโช่ ดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ก็เป็นเป้าหมายเบอร์ 1 สำหรับเรื่องนั้น

    อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะได้ ซานโช่ มาร่วมทัพก็ถือว่ายากพอตัว เพราะเขาเป็นกำลังหลักของ ดอร์ทมุนด์ แถม "เสือเหลือง" ยังต้องการเงินอย่างน้อย 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าตัวของเขาด้วย ทำให้ที่ผ่านมามีรายงานว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มองหาทางเลือกสำรองเอาไว้เหมือนกัน อย่างเช่น อิสไมล่า ซาร์ ดาวเตะ วัตฟอร์ด เป็นต้น

    ดิ แอธลติก เสริมว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ตามดูฟอร์มของ โกมัน มาพักหนึ่งแล้ว และมองว่าเขาจะเข้ากับสไตล์การเล่นของทีมได้อย่างสมบูรณ์แบบจากการที่เจ้าตัวขึ้นเกมได้รวดเร็ว และว่ากันว่าแข้งวัย 24 ปี สนใจที่จะย้ายมาเล่นกับทีมของกุนซือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เหมือนกัน

    ทั้งนี้ มีการคาดกันด้วยว่าในฤดูกาลหน้า โกมัน จะได้ลงเล่นกับ บาเยิร์น น้อยลง หลังจากที่ทีมของกุนซือ ฮันซี่ ฟลิค คว้าตัว ลีรอย ซาเน่ ปีกชาวเยอรมันมาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้เป็นที่เรียบร้อย

เชลซีพร้อมให้ค่าเหนื่อยก้อนโตล่อเฮนเดอร์สัน

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษ ตีข่าว เชลซี ยินดีที่จะประเคนค่าเหนื่อยให้ ดีน เฮนเดอร์สัน นายทวาร แมนฯ ยูไนเต็ด มากถึง 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งจะทำให้เขาเป็นคนที่ได้ค่าเหนื่อยเยอะที่สุดของทีมทันที
    เชลซี ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมให้ค่าเหนื่อย ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตู แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สัปดาห์ละ 170,000 ปอนด์ (ประมาณ 6.8 ล้านบาท) เพื่อโน้มน้าวให้เขาย้ายมาอยู่กับทีม ตามรายงานของ เดอะ มิร์เรอร์ สื่อชื่อดังของเมืองผู้ดี

    "สิงโตน้ำเงินคราม" ตกเป็นข่าวกับนายทวารหลายคนตลอดช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายด่านชาวสแปนิชทำผลงานได้น่าผิดหวังจนลือกันว่า แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษตัดสินใจแล้วว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนตำแหน่งคนเฝ้าเสา ซึ่ง เฮนเดอร์สัน เป็นหนึ่งในคนที่มีข่าวกับ เชลซี มากที่สุด หลังจากเขาทำผลงานได้โดดเด่นกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ในตอนไปเล่นให้ทีมดังกล่าวด้วยสัญญายืมตัว แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าจะได้เป็นมือ 1 ของ "ปีศาจแดง" ในซีซั่นหน้ารึเปล่า จนทำให้อนาคตของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

    ถึงแม้ว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด อยากให้ เฮนเดอร์สัน ต่อสัญญากับทีม หลังจากข้อตกลงฉบับปัจจุบันจะหมดลงในอีกราว 2 ปี แต่ว่ากันว่านายด่านวัย 23 ปีจะไม่ยอมเซ็นสัญญาฉบับใหม่นอกจาก โซลชา รับปากว่าเขาจะได้เป็นมือ 1 ของทีมในซีซั่นหน้า ซึ่งจนถึงตอนนี้นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ก็ยังไม่ได้ให้สัญญาในเรื่องนั้น เพราะเขายังมองว่า ดาบิด เด เคอา ควรได้เป็นตัวจริงต่อไป

    ถ้าหาก เชลซี ยอมทุ่มค่าเหนื่อยให้ เฮนเดอร์สัน 170,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์จริงๆ มันก็จะทำให้เขากลายเป็นคนที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดของทีมทันที เพราะเชื่อกันว่าคนที่ฟันค่าเหนื่อยเยอะที่สุดของ เชลซี ในตอนนี้คือ เกปา กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ได้เงินคนละ 150,000 ปอนด์ (ประมาณ 6 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ โดย เดอะ มิร์เรอร์ เสริมว่าค่าตัว 55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) อาจจะเพียงพอต่อการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยอมปล่อย เฮนเดอร์สัน ด้วย