สิงห์กู้ศรัทธา! “ชิรูด์” โขกชัยพาเชลซีเบียดนอริชยึดที่3แน่น

แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือ "สิงห์บลูส์" พาทีมกลับสู่เส้นทางอีกครั้งหลังเปิดรังเฉือน นอริช ที่ตกชั้นไปแล้ว 1-0 จากประตูชัยช่วงทดเจ็บครึ่งแรกของ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนยึดอันดับ 3 ของตารางนำ แมนยู, เลสเตอร์ 4 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัด ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : สแตมฟอร์ด บริดจ์

    แฟร้งค์ แลมพาร์ด พาสิงโตน้ำเงินครามแพ้ยับ 0-3 ต่อเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่บรามอลล์ เลน นัดล่าสุด ทำให้สถานการณ์การลุ้นท็อปโฟร์ระหว่างพวกเขากับเลสเตอร์ และแมนฯ ยูไนเต็ด เปิดกว้างทันที

    ส่วนทาง ดาเนี่ยล ฟาร์เค่ พาทีม ”นกขมิ้น” นอริช ซิตี้ ตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย หลังจากแพ้เวสต์แฮม ยับเยิน 0-4 เกมก่อน และจากคะแนนที่มีโอกาสที่พวกเขาจะเป็นบ๊วยในฤดูกาลนี้มีถึง 99 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

    3 นาทีผ่าน "สิงห์บลูส์" ทักทายก่อนเป็นจังหวะเติมของ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า สอดขึ้นมาโยนเข้าเขตโทษให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค โขกบอลเปลี่ยนทางแต่โดนหนาไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 20 เจ้าถิ่น โหมบุกหนักได้ลุ้นอีกครั้งจากลูกตักเข้าเขตโทษของ จอร์จินโญ่ บอลไปโดนหัว เบน ก็อดฟรี่ย์ เลยมาเข้าทาง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ตวัดเร็วด้วยซ้ายแต่เบาเข้ามือ ทิม ครูล

    7 นาทีต่อมาคราวนี้เป็นบอลริมเส้นฝั่งซ้ายของ มาร์กอส อลอนโซ่ เติมขึ้นมาสุดเส้นก่อนตวัดหักข้อให้ คริสเตียน พูลิซิช ตั้งป้อมยิงในเขตโทษหลุดกรอบออกไปอีก

    "สิงห์บลูส์" ดูมีปัญหาในการจบสกอร์นาทีที่ 29 เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า จ่ายเข้าในให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ สอดมารอรับบอลแบบไร้ตัวประกบแต่จังหวะยิงไม่ดีเหินข้ามคานเหลือเชื่อ

    ก่อนหมดเวลา 10 นาที เชลซี ได้เสียวจากลูกเตะมุมของ วิลเลี่ยน ปั่นมาเสาแรกให้ เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า โขกเปลี่ยนทางไปเสาไกลแต่บอลลึกออกหลัง รูเบน ลอฟตัส-ชีค ตามชาร์จไม่ทัน

    2 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น พลาดโอกาสทองจากลูกวางยาวของ อันโตนิโอ รือดิเกอร์ บอลมาตกใส่ คริสเตียน พูลิซิช หมุนตัวอัดด้วยซ้ายไปติดปลายมือ ทิม ครูล ชนคานหลุดออกหลังไป

    แต่แล้วช่วงทดเจ็บ เชลซี ทะยานออกนำจนได้เป็น คริสเตียน พูลิซิช แต่งหาจังหวะก่อนปั่นเข้าเขตโทษให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เบียดเอาชนะ ทิมม์ โคลเซ่ ทิ้งตัวโขกผ่านมือ ทิม ครูล ตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก เชลซี 1 นอริช 0

    ครึ่งหลังผ่านมา 10 นาทียังคงเป็น เจ้าถิ่น เร่งเครื่องไม่หยุดเกือบบวกสกอร์เพิ่มจากลูกขยันของ วิลเลี่ยน ตามไปฉกบอลก่อนลองซัดด้วยขวาไปแฉลบแนวรับ นอริช ข้ามคานออกหลังไป

    นาทีที่ 65 เป็นจังหวะเติมอีกครั้งของ มาร์กอส อลอนโซ่ ครอสเรียดเข้าในเลยมาถึง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า วิ่งเข้าอัดด้วยซ้ายแบบไม่จับบอลหลุดข้ามคานออกไปนิดเดียว

    ก่อนหมดเวลา 15 นาที "สิงห์บลูส์" หวิดปิดกล่องคราวนี้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ถอยลงมาตักคืนให้ คริสเตียน พูลิซิช หลุดเข้าไปยิงด้วยซ้ายติดปลายมือ ทิม ครูล ควักทิ้งออกมาได้

    2 นาทีถัดมา มาร์กอส อลอนโซ่ ขอบ้างเติมขึ้นมาโขกบอลเน้นๆที่เสาไกลแต่ต้องชม ทิม ครูล ที่เหนียวหนึบเหลือเกินในเกมนี้โชว์ ซุปเปอร์เซฟ อีกครั้ง
   
    ก็ยังปิดเกมไม่สำเร็จ 5 นาทีสุดท้าย วิลเลี่ยน ถอยมาเก็บบอลทางขวาก่อนป้ายเร็วให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โฉบมาทิ่มเปลี่ยนทางบอลหลุดกรอบออกหลังเหมือนเดิม

    จังหวะลุ้นส่งท้ายของ เชลซี ได้จากฟรีคิกหน้าหัวกะโหลกของ วิลเลี่ยน ปั่นโค้งด้วยขวาเล็งเสาแรกไปติดเซฟ ทิม ครูล เช่นเคย

    จบเกม เชลซี 1 นอริช 0 ลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีเพิ่มเป็น 63 คะแนนยึดอันดับ 3 ของตารางนำ แมนยู, เลสเตอร์ 4 แต้มแต่แข่งมากกว่า 1 นัด

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนามตัวจริง

    เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คูร์ท ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ (รีซ เจมส์ น.80) – รูเบน ลอฟตัส-ชีค (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.67), จอร์จินโญ่, มาเตโอ โควาซิช – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (แทมมี่ อับราฮัม น.86), คริสเตียน พูลิซิช (คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย น.81)

ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    นอริช (4-2-3-1) : ทิม ครูล – แม็กซ์ อารอนส์, เบน ก็อดฟรี่ย์, ทิมม์ โคลเซ่, จามาล ลูอิส – อเล็กซานเดอร์ เท็ตเตย์ (มาร์โค ชตีเปอร์มันน์ น.79) – โอเนล เอร์นานเดซ (ตีมู ปุ๊กกี้ น.79) – เคนนี่ แม็คลีน, ลูคัส รุปป์, ท็อดด์ แคนท์เวลล์ (เอมิเลียโน่ บวนเดีย น.71) – โจซิป เดอร์มิค (อดัม ไอดาห์ น.79)

ผู้จัดการทีม : ดาเนี่ยล ฟาร์เค่

ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

มูรินโญ่หงุดหงิดเดินออกจากการแถลงข่าว

โชเซ่ มูรินโญ่ นายใหญ่ของ สเปอร์ส แสดงอาการหงุดหงิดพร้อมกับเดินออกจากการแถลงข่าวหลังจบเกมที่ทีมทำได้แค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

 เทรนเนอร์ชาวโปรตุกีสหัวเสียกับการที่ทีมควรจะได้จุดโทษในจังหวะที่ แฮร์รี่ เคน ไปโดน โยชัว คิง ชนจากด้านหลังในกรอบแต่ผู้ตัดสิน พอล เทียร์นี่ย์ ให้สัญญาณเล่นต่อ ในขณะที่สัญญาณจากห้องวีเออาร์ก็ไม่มีการแจ้งเตือนว่าเป็นจุดโทษ

 หลังจบเกมต้องมีการแถลง แต่ มูรินโญ่ ที่อยู่ในอารมณ์ที่ไม่ค่อยดีนักหลังจากที่นักข่าวถามว่า "สวัสดี โชเซ่, คุณได้ยินรึเปล่า?" เจ้าตัวกลับตอบออกมาว่า "ไม่" แล้วกับถอดหูฟังแล้วเดินออกไปเลย 

 สำหรับ สเปอร์ส กลายเป็นทีมแรกนับตั้งแต่ปี 2015 ที่ไม่สามารถยิงเข้ากรอบในการเจอกับ บอร์นมัธ นับตั้งแต่ มิดเดิ้ลสโบรช์ ในเกมแชมเปี้ยนชิพ

พรีเมียร์รับVARพลาดจังหวะจุดโทษใน3คู่พฤหัสฯ

พรีเมียร์ลีก สารภาพบาปการทำงานของ วีเออาร์ ที่ตัดสินจังหวะสำคัญว่าเป็นจุดโทษหรือไม่ในการแข่งขันทั้ง 3 คู่เมื่อวันพฤหัสบดีมีความผิดพลาดเกิดขึ้นทั้งหมด

 ในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด บุกชนะ แอสตัน วิลล่า 3-0 ผีแดงได้ประตูแรกจากจุดโทษแบบกังขาหลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำท่าซีดานเทิร์นก่อนเท้าย่ำใส่ขาของ เอซรี่ คอนซ่า แต่ผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์แล้วเป่าให้ผีแดงได้จุดโทษและกลายเป็นจุดเปลี่ยนของเกมทันทีเพราะช่วงแรกวิลล่าเริ่มต้นได้ค่อนข้างดี

 ตัวแทนของพรีเมียร์ลีกยอมรับกับทาง แมตช์ ออฟ เดอะ เดย์ รายการฉายไฮไลท์ชื่อดังของ บีบีซี ว่า "มันเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด มันควรต้องถูกยกเลิกโดย วีเออาร์ แต่ก็ไม่เกิดขึ้น และควรเป็นการได้ฟาวล์ของ คอนซ่า"

 นอกจากนี้ พรีเมียร์ลีก ก็ยอมรับว่าในเกมที่ เอฟเวอร์ตัน เสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 1-1 ก็มีความผิดพลาดในจังหวะจุดโทษเช่นกันหลังผู้ตัดสินเช็กวีเออาร์เหตุการณ์ที่ อันเดร โกเมส ปะทะ เจมส์ วอร์ด-เพราส์ ก่อนชี้ให้ "นักบุญ" ได้จุดโทษ โดยจากภาพช้า วอร์ด-เพราส์ เสียจังหวะเองและล้มใส่ โกเมส อย่างไรก็ดี วอร์ด-เพราส์ ที่รับหน้าที่ยิงจุดโทษกลับยิงชนคาน

 เช่นเดียวกับเกมที่ สเปอร์ส ได้เพียงเสมอ บอร์นมัธ 0-0 ก็มีจังหวะที่น่าจะได้จุดโทษหลังจาก โจชัว คิง วิ่งชนด้านหลังของ แฮร์รี่ เคน ล้มลงในเขตโทษ กรรมการฟังสัญญานวีเออาร์ ทว่าไม่มีการแจ้งเตือนว่าเป็นลูกจุดโทษ

เคน โดนชนข้างหลังแต่ไม่ได้จุดโทษ

วอร์ด-เพราส์ ล้มใส่ โกเมส แต่ได้จุดโทษ

รามอสซัดชัยจุดโทษ!เรอัล มาดริดบุกเชือดบิลเบาฉีกแต้มนำฝูง

เซร์คิโอ รามอส รับบทฮีโร่ซัดจุดโทษนำชัย พา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด บุกเฉือนหวิว แอธ.บิลเบา ถึงถิ่น 1-0 เก็บสามคะแนนสำคัญ ฉีกนำจ่าฝูงทำแต้มหนี โยนความกดดันให้ บาร์เซโลน่า ที่ลงสนามช่วงดึกไปก่อน ในเกมลา ลีกา สเปน ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 63

แอธ.บิลเบา 0-1 เรอัล มาดริด

 สนาม: เอสตาดิโอ ซาน มาเมส
   
    ฟุตบอลลา ลีกา สเปน ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม เจ้าถิ่นแอธ.บิลเบา กุนซือใหญ่ กาอิซก้า การีตาโน่ ยังคงระบบ 4-2-3-1  แผงรุก 3 คนวาง ราอูล การ์เซีย, อิเกร์ มูเนียอิน และ อินญิโก้ กอร์โดบา  เล่นอยู่ข้างหลัง อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ ที่ยืนค้ำ
เป็นหน้าเป้า

    ส่วน "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ซีเนดีน ซีดาน จะปรับทีมบางตำแหน่ง ในแนวรับ มาร์เซโล่ จะเบียด แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ลงยืนแบ็กซ้าย  แดนกลาง ลูก้า โมดริช  จะลงปั้นเกมร่วมกับ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ โดยมี มาร์โก อเซนซิโอ ยืนหน้ากับ คาริม
เบนเซม่า กับ โรดริโก

    เริ่มเกมมา4นาที ลูกทีมของ ซีดาน เดินหน้าบุกก่อน แล้วก็เกือบมีลุ้น เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้บอลทะลุเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่จับบอลจังหวะแรกไม่ดีเอง ชวดยิงทักทายก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

    ก่อน2นาทีต่อมา แอธ.บิลเบา จะสวนกลับขึ้นมาบ้าง และโอกาสได้จบจากการยิงนอกกรอบของ อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ ยังดีที่แนวรับ เรอัล มาดริด ยังช่วยกันบล็อคได้ทัน

    นาทีที่17 ราชันชุดขาว หวิดเสียประตูอีกครั้ง เมื่อ ราอูล การ์เซีย ได้โขกจ่อๆคนเดียว ยังดีที่ ติโบล กูร์กตัวส์ โชว์ซูเปอร์เซฟ ได้อย่างสุดยอด เซฟประตูช่วยทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ช่วงท้ายครึ่งแรก เรอัล มาดริด ได้ลุ้นเสียวบ้าง เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้โขกบอลหน้าประตู แต่บอลหลุดถากเสาออกหลังไป ทำให้หมดครึ่งแรก ยังเสมอกันอยู่ 0-0

    เกมเข้าสู่ครึ่งหลัง และผ่านหนึ่งชั่วโมงของเกม เอแดร์ มิลิเตา บาดเจ็บร่วงไปกองกับพื้น ทำให้ต้องหยุดปฐมพยาบาล ก่อนโชคดีที่เจ้าตัวเจ็บไม่มาก ยังเล่นต่อไหว

    นาทีที่72 แฟนๆราชันชุดขาว ได้เฮ เมื่อ มาร์เซโล่ ไปโดนฟาวส์ล้มในกรอบเขตโทษ ก่อนผู้ตัดสินจะเช็กวีเออาร์ ก่อนเป่าชี้เป็นลูกจุดโทษให้ผู้มาเยือน

    ก่อนนาทีต่อมา เซร์คิโอ รามอส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด โดยแม้ อูไน ซิมอน จะเดาทางถูก แต่ก็ปัดไม่ทัน ทำให้ เรอัล มาดริด บุกขึ้นนำ 1-0

    ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดเวลา จึงเป็น เรอัล มาดริด บุกเชือดหวิว แอธ.บิลเบา 1-0 เก็บสามคะแนนสำคัญ นำจ่าฝูงทำแต้มฉีกหนี บาร์เซโลน่า ที่ลงสนามช่วงดึกไปก่อน

11 นักเตะของทั้งสองทีม

แอธ.บิลเบา(4-2-3-1) อูไน ซิมอน-อันเดร์ กาป้า,เยเรย์ อัลวาเรซ (อูไน นูเนซ น.21),อินญิโก้ มาร์ติเนซ,ยูริ เบร์ชีเช่ – ดานี่ การ์เซีย,อูไน โลเปซ (มิเกล เวสก้า น.63) – ราอูล การ์เซีย (อาซิเออร์ วิลลาลิเบร น.78),อิเกร์ มูเนียอิน,อินญิโก้ กอร์โดบา (ออสการ์ เดมาร์กอส น.63)-อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ (โออิฮาน ซานเชต น.78)

เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบล กูร์กตัวส์-มาร์เซโล่,เอแดร์ มิลิเตา,เซร์คิโอ รามอส,ดานี่ การ์บาฆาล-ลูก้า โมดริช,เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,เฟเดรีโก้ บัลเบร์เด้ (โทนี่ โครส น.85)-โรดริโก (ลูคัส น.74) ,คาริม เบนเซม่า (ลูก้า โยวิช น.90+5),มาร์โก อเซนซิโอ (จูเนียร์ วินิซิอุส น.74)

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร

 

โชเซ มูรินโญ : VAR ทำลายความสวยงามของเกมฟุตบอล

กุนซือไก่เดือยทองมองว่า VAR คือสิ่งที่เลวร้ายต่อความสวยงามของเกมฟุตบอล หลังประตูของ แฮร์รี เคน โดนปฏิเสธ

โชเซ มูรินโญ เฮดโค้ช ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ สุดหัวเสียกับการทำหน้าที่ของ VAR หลังประตูของ แฮร์รี เคน ในเกมกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด โดนปฏิเสธ

ไก่เดือยทอง บุกพ่ายดาบคู่ 1-3 ในศึกพรีเมียร์ลีกวันที่ 3 กรกฏาคม โดยเกมนี้มีเหตุการณ์ที่มีการถกเถียงกันเกิดขึ้นคือประตูตีเสมอของ แฮร์รี เคน นาทีที่ 33 ที่ยิงเข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินเช็ค VAR แล้วมองว่ามีจังหวะแฮนด์บอลเกิดขึ้นก่อน

ซึ่งกุนซือชาวโปรตุเกสยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของ VAR และมองว่าการตัดสินควรมาจากผู้ตัดสินในสนามมากกว่า

"ผมคิดว่าผมคงไม่สามารถพูดสิ่งที่รู้สึกได้ นี่ไม่ใช่ผู้ตัดสินแล้ว ผู้ชายในสนามคือผู้ช่วยผู้ตัดสิน, ผู้ชายกับผู้หญิงที่ถือธงตอนนี้คือผู้ช่วยของผู้ช่วยผู้ตัดสิน" มูรินโญ กล่าว

"ผู้ตัดสินควรเป็นคนที่อยู่ในสนาม เรากำลังไปในทิศทางที่แย่มากสำหรับเกมที่สวยงาม"

ทั้งนี้ สเปอร์ส มี 45 คะแนน จากการลงสนาม 32 นัด หล่นไปอยู่อันดับ 9 ของตารางคะแนน

VAR เปลี่ยนชีวิต! ฟาติโดนไล่ออกหลังลงสนามแค่ 5 นาที

แนวรุกอาซูลกรานาต้องเดินออกจากสนามหลังจากที่ถูกเปลี่ยนลงมาเพียง 5 นาทีเท่านั้น จากจังหวะปะทะที่เขายกขาสูงเข้าใส่คู่แข่ง

อันซู ฟาติ กองหน้าบาร์เซโลนาต้องถูกไล่ออกจากสนาม หลังจากที่ถูกเปลี่ยนลงมาเพียง 5 นาที ในเกมที่เจ้าบุญทุ่มเอาชนะเอสปันญอลไป 1-0 ในเกมลาลีกาเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ดาวรุ่งวัย 17 ปีของทีมอาซูลกรานา ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามมาแทนที่เนลสัน เซเมโด้ ตั้งแต่นาทีที่ 46 ของการแข่งขัน เพื่อเสริมเกมรุกให้ทีมซึ่งกำลังเสมอกันอยู่ 0-0 ในเวลานั้น

อย่างไรก็ดี เพียงนาทีที่ 50 ของการแข่งขัน อันซู ฟาติ ก็ต้องเดินออกจากสนาม เมื่อเขาไปเปิดปุ่มยันเข้าใส่หน้าแข้งของ เฟร์นานโด กาเลโร ทีแรกผู้ตัดสินให้เป็นใบเหลือง ทว่าเมื่อวิ่งไปเช็คเหตุการณ์ย้อนหลังที่จอ VAR ก็เปลี่ยนใจมาให้เป็นใบแดงโดยตรงไล่ออกไป

หลังจากนั้นเพียง 3 นาที เอสปันญอลก็มาเหลือ 10 คนเช่นกัน จากจังหวะที่ โปล โลซาโน ไปเปิดปุ่มยันเสาใส่หน้าแข้งของ เคราร์ด ปิเก้ ซึ่งผู้ตัดสินก็เปลี่ยนใจจากใบเหลืองมาให้ใบแดง หลังเดินไปเช็ค VAR เหมือนจังหวะของฟาติไม่มีผิดเพี้ยน

และในที่สุด นาทีที่ 56 บาร์ซาก็มาได้ประตูขึ้นนำ จากจังหวะที่ ลิโอเนล เมสซี ได้ยิงด้วยซ้ายในเขตโทษไปติดบล็อกแนวรับทีมเยือนมาเข้าทาง หลุยส์ ซัวเรซ แปซ้ำดาบสองด้วยขวาเน้น ๆ ตุงตาข่าย ส่งให้เจ้าบ้านออกนำ 1-0 และชนะไปด้วยสกอร์นี้

จบเกม บาร์เซโลนาเก็บเพิ่มเป็น 76 คะแนน รั้งอันดับ 2 ต่อไป แต่ไล่จี้ เรอัล มาดริด จ่าฝูงเหลือแค่แต้มเดียว ส่วนเอสปันญอลจมอยู่อันดับ 20 สุดท้ายของตาราง ยังมี 24 คะแนน และกลายเป็นทีมแรกในลาลีกาฤดูกาลนี้ที่ตกชั้นอย่างเป็นทางการ

เซฟตั๋วชปล.! เลสเตอร์ขุดฟอร์มเก่งยึดที่3จัด “วาร์ดี้” ซัลโวพาเลซ

"จิ้งจอกสีน้ำเงิน" ไม่ชนะมา 3 เกมติดเลยนับจากกลับมารีสตาร์ทลีก ทำให้การลุ้นจบท็อปโฟร์เริ่มสั่นคลอน เกมนี้ต้องเน้นเพื่อคว้าชัยชนะให้ได้ ในเกมรับมือ คริสตัล พาเลซ สามแต้มจะเป็นของฝ่ายใด ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 33 คืนวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม นี้ เริ่มแข่งขันเวลา 21.00 น.

ปรีวิวพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัด 33
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563
เลสเตอร์ (3) – คริสตัล พาเลซ (12)
ถ่ายทอดสด TPF HD 3 (603) เวลา : 21.00 น.

สนาม : คิว เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือเลสเตอร์พาทีมแพ้เอฟเวอร์ตัน 1-2 ในเกมล่าสุด ทำให้ไม่ชนะมา 3 เกมแล้ว นับตั้งแต่รีสตาร์ต

    ความพร้อมเกมนี้ ”บีร็อด” ยังไม่มีทั้ง ริคาร์โด้ เปเรยร่า และ แดเนียล อามาร์ตีย์ ที่บาดเจ็บเหมือนเดิม นอกจากนั้นไม่มีปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม

    ในรายของแกนหลักอย่าง เจมส์ แมดดิสัน ที่เป็นแค่สำรองในเกมล่าสุด ก็น่าจะกลับมาออกสตาร์ตตามปกติ

    รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือคริสตัล พาเลซพาทีมแพ้เบิร์นลี่ย์ 0-1 ในเกมล่าสุด เป็นการแพ้ 2 นัดติด

    ความพร้อมเกมนี้ ลุงรอย ยังไม่มี มาร์ติน เคลลี่, เจมส์ ทอมกิ้นส์ และ เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์ ที่เดี้ยงยาวทั้งหมด ส่วน คริสติย็อง เบนเตเก้ ที่เจ็บกล้ามเนื้อ ยังต้องรอทดสอบความฟิต

    แต่แกนหลักรายอื่นๆ อย่าง สกอตต์ แดนน์, แกรี่ เคฮิลล์, แอนดรอส ทาวน์เซนด์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, วิลฟรีด ซาฮา และ จอร์แดน อายิว ยังพร้อมช่วยทีมเหมือนเดิม 

    นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม     
   
    เลสเตอร์ (4-1-4-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, คักลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, ยูริ ตีเลอมันส์, เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้ 

    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    คริสตัล พาเลซ (4-5-1) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, สกอตต์ แดนน์, แกรี่ เคฮิลล์, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – แอนดรอส ทาวน์เซนด์, ชีกู กูยาเต้, ลูก้า มิลิโวเยวิช, เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, วิลฟรีด ซาฮา – จอร์แดน อายิว 

    ผู้จัดการทีม : รอย ฮ็อดจ์สัน 

    ผู้ตัดสิน : โจนาธาน มอสส์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
03/11/19    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 0 – 2 เลสเตอร์   
24/02/19    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ 1 – 4 คริสตัล พาเลซ   
15/12/18    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 1 – 0 เลสเตอร์   
28/04/18    พรีเมียร์ลีก    คริสตัล พาเลซ 5 – 0 เลสเตอร์   
16/12/17    พรีเมียร์ลีก    เลสเตอร์ 0 – 3 คริสตัล พาเลซ

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เลสเตอร์
02/07/20 แพ้ เอฟเวอร์ตัน 1-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
28/06/20 แพ้ เชลซี 0-1 (เหย้า) เอฟเอ คัพ
24/06/20 เสมอ ไบรท์ตัน 0-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
20/06/20 เสมอ วัตฟอร์ด 1-1 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
10/03/20 ชนะ แอสตัน วิลล่า 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

คริสตัล พาเลซ
30/06/20 แพ้ เบิร์นลี่ย์ 0-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
25/06/20 แพ้ ลิเวอร์พูล 0-4 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
07/03/20 ชนะ วัตฟอร์ด 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
29/02/20 ชนะ ไบรท์ตัน 1-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

โจนส์ซัดเปิดซิง! ตัดเกรดแข้งลิเวอร์พูลนัดเชือดวิลล่า

เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20 อย่าง "หงส์แดง" เปิดบ้านเอาชนะ แอสตัน วิลล่า ได้สำเร็จ ทว่าถือเป็นเกมที่ไม่ง่ายสำหรับ ลิเวอร์พูล ตัวสำรองของพวกเขายังดูห่างชั้นกับตัวจริงอยู่มากจนกระทั่งเมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนผู้เล่นตัวหลักลงสนามรูปเกมก็ดูดีขึ้นมาชัดเจนจนทำให้ได้ประตู เกมนี้มีหลายคนที่โชว์ฟอร์มต่ำกว่ามาตรฐาน มาเช็กคะแนนแข้ง "เดอะ เร้ดส์" กัน
อลีสซง เบ็คเกอร์ 8

    ช่วงครึ่งแรกมีเซฟลูกวอลเลย์ของ ดั๊กลาส ลูอิซ ไว้ได้เยี่ยม ส่วนครึ่งหลังป้องกันลูกยิงเลียดของ เอล กาห์ซี่ ก่อนจะมาโชว์ซุปเปอร์เซฟปัดลูกยิงของ แจ็ค กรีลิช เก็บคลีนชีทนัดที่ 13 ของเจ้าตัว

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 6

    ครึ่งแรกแทบจะสร้างอันตรายให้คู่แข่งไม่ได้เลย ลูกครอสสวยๆของเขาก็น้อยมาก ครึ่งหลังเริ่มมีส่วนร่วมกับเกมมากขึ้น และเป็นคนเริ่มต้นเกมรุกจนได้ประตูปลดล็อก

โจ โกเมซ 6

    หลังจากโชว์ฟอร์มแย่เมื่อเกมที่แล้ว เกมนี้ก็ดูนิ่งขึ้น ไม่มีเคลียร์บอลโฉ่งฉ่าง ใช้ความเร็วให้เป็นประโยชน์ในการแย่งบอลคืนมา

เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค 6

    มีจังหวะจ่ายพลาดง่ายๆทั้งครึ่งแรกและครึ่งหลัง แต่ถือว่าแก้ตัวได้จากการยืนตำแหน่งดี มีบล็อคลูกยิงของ กรีลิช

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน 5

    จังหวะจับบอลแรกไม่ค่อยดี มีแท็กเกิ้ลพลาดสองสามครั้ง โดนใบเหลืองในครึ่งแรก การเปิดบอลให้กรอบเขตโทษของเขายังต่ำกว่ามาตรฐาน

นาบี เกอิต้า 7

    เป็นคนที่สร้างสรรค์เกมรุกได้ดีที่สุดในทีมเกมนี้ หลักฐานคือการแอสซิสต์ให้ มาเน่ ยิงประตู มีจังหวะเชื่อมบอลกับเพื่อนได้ดี ทว่าอาจต้องทำได้ดีกว่าหากจะยึดตัวจริงในแผงกลาง เพราะบางจังหวะยังดูช้าและมีช่วงที่หายไปพักใหญ่ๆ

ฟาบินโญ่ 7

    ยืนตำแหน่งได้ดีในการช่วยตัดเกมสวนกลับของ วิลล่า มีตัดบอลสวยๆหลายครั้ง ช่วยให้ หงส์แดง ครองบอลอยู่ตลอด ก่อนถูกเปลี่ยนตัวครึ่งหลัง

อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน 5

    ค่อนข้างน่าผิดหวังเมื่อมีบอลอยู่กับตัว จ่ายพลาดไปหลายครั้ง ครอสบอลไม่ได้อันตรายเท่าไหร่นัก โดนเปลี่ยนตัวออกครึ่งหลัง

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ 6

    หาตำแหน่งได้ดีแต่จังหวะสุดท้ายขาดๆเกินๆอยู่หลายครั้ง พยายามเรียกเอาจุดโทษแต่ผู้ตัดสินปฏิเสธ มีโอกาสยิงครั้งเดียวทั้งเกม แอสซิสต์ให้ โจนส์ ยิงประตู

ดิว็อค โอริกี้ 4

    มาพร้อมทรงผมใหม่ แต่ฟอร์มในสนามไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ เริ่มต้นเกมด้วยการเป็นกองหน้าตัวกลาง ก่อนจะโยกไปเล่นริมเส้น แต่แทบจะทำอะไรแนวรับวิลล่าไม่ได้เลย

ซาดิโอ มาเน่ 7.5

    ทำงานหนักในการพาบอลไปในพื้นที่อันตราย แต่ยังทำได้ไม่ดีพอในช่วง 70 นาที จนกระทั่งมายิงประตูปลดล็อกให้กับทีมได้สำเร็จ เป็นประตูที่ 20 ในฤดูกาลนี้และเป็นการยิงแตะหลัก 20 ประตู 3 ฤดูกาลติดต่อกัน

ผู้เล่นสำรองที่ลงสนาม

โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ 7 (ลงมาแทน ดิว็อค โอริกี้ น.60)

    ลงมาเชื่อมเกมกับเพื่อนทำให้บอลเร็วขึ้นกว่าเดิม ยังตามหาประตูในที่ แอนฟิลด์ ในฤดูกาลนี้หลังยิงติดเซฟของ เรน่า

จอร์จินโย่ ไวนัลดุม 6 (ลงมาแทน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน น.60)

    ใช้ประโยชน์จากการครองบอลได้ดีกว่า แชมเบอร์เลน แต่มีจ่ายพลาดอยู่บ้าง ไม่ได้เห็นเขาในพื้นที่สุดท้ายมากเท่าไหร่

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน 7 (ลงมาแทน ฟาบินโญ่ น.60)

    ลงมาแล้วทำให้สปีดบอลแดนกลางเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เคอร์ติส โจนส์ 7 (ลงมาแทน นาบี เกอิต้า น.85)

    ซัดประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ฉลองการต่อสัญญาใหม่

เนโก้ วิลเลี่ยมส์ – (ลงมาแทน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน น.90+4) ลงมาท้ายเกมแล้ว

เดอ บรอยน์-ราฮีมซัด! แมนซิตี้บุกทุบสาลิกา ลิ่วชนปืนตัดเชือกเอฟเอ คัพ

แชมป์เก่า "เรือใบสีฟ้า" เจองานไม่ยากหลังบุกไปคว้าชัยเหนือเจ้าถิ่น นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบตัดเชือกพบกับ อาร์เซน่อล ที่เวมบลี่ย์ช่วงกลางเดือนหน้า ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
สนาม : เซนต์ เจมส์ พาร์ค

    ศึกลูกหนังน็อคเอาท์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เอฟเอ คัพ อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันในรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ที่ปราบ เวสต์บรอมวิช จากรอบที่แล้วมา พบกับแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เบียดเอาชนะ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ จากรอบ 16 ทีมสุดท้าย

    เกมนี้ สตีฟ บรู๊ซ นายใหญ่ของสาลิกาดงส่ง แอนดี้ แคร์โรลล์ เป็นหน้าเป้า โดยมี ฌอน ลองสตาฟฟ์ และอัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง คอยปั้นเกมรุกสนับสนุน ส่วนทางด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามแนวรุกส่ง ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส และราฮีม สเตอร์ลิง

    ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 2 นาที "เรือใบสีฟ้า" ได้ทักทายก่อนหลัง ริยาด มาห์เรซ เปิดเตะมุมเข้ามาในกรอบ นิโกลัส โอตาเมนดี้ เทกตัวขึ้นโขกบอลหลุดกรอบออกไป

    โอกาสส่องเข้ากรอบหนแรกของสาลิกาต้องถึง นาที 14 จากจังหวะที่ คาร์ล ดาร์โลว์ นายด่านเจ้าถิ่นเปิดบอลยาวมาให้ แอนดี้ แคร์โรลล์ เก็บบอลได้นอกกรอบก่อนจะพลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลเบาไปเข้ามือ เคลาดิโอ บราโว่

    อีก 3 นาทีต่อมา แชมป์เก่า แมนฯซิตี้ ได้ลุ้นขึ้นนำอีกหลัง ไคล์ วอล์คเกอร์ เปิดกึ่งยิงกึ่งผ่านไปหน้ากรอบ บอลไปโดนเท้า กาเบรียล เชซุส จังหวะสุดท้ายถากเสาสองออกไป

    นาที 23 ทีมเยือนชวดได้ประตูอย่างน่าเสียดาย หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปยกบอลแต่ยังไปติดมือ คาร์ล ดาร์โลว์ อีก 3 นาทีต่อมา สเตอร์ลิง ได้โอกาสซัดด้วยซ้ายเสาแรกอีกแต่บอลยังโดนนายด่านเจ้าถิ่นปฎิเสธทุบบอลออกไป ก่อนผู้ตัดสินจะเป่าพักคูลลิ่งเบรค

    นาที 36 "สาลิกาดง" มาพลาดเสียจุดโทษ จากจังหวะที่ ไคล์ วอร์คเกอร์ ครอสไปหน้าปากประตู ฟาเบียน ชาร์ ไม่เล่นบอลเจตนาพลัก กาเบรียล เชซุส จนผู้ตัดสินเห็นแล้วเป่าให้จุดโทษฝั่งเรือใบ ก่อนที่ เควิน เดอ บรอยน์ จะซัดเข้าไปไม่เหลือ เป็นประตูที่ 100 ในชีวิตการค้าแข้ง ช่วยให้ แชมป์เก่าบุกมานำ 1-0

     จบครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1

    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น นาที 53 "เรือใบสีฟ้า" ได้เสียวได้ลุ้นอีก จากจังหวะที่ ริยาด มาห์เรซ กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งแรงเฉียดคานไปนิดเดียว

    นาที 66 "สาลิกาดง" พลาดโอกาสตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลัง อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง หลุดเข้าไปในกรอบแล้วปาดมาหน้ากรอบ 6 หลาให้ ดไวท์ เกย์ล ซัดโล่งๆเหินคานออกไป

    กระนั้น นาที 68 แมนฯซิตี้ มาได้ประตูนำห่างเป็น 2-0 บอลขึ้นจากแดนหลังก่อนมาถึง ฟิล โฟเด้น กระชากขึ้นมาแล้วจ่ายต่อให้ ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงจี้เข้าหน้ากรอบแล้วยิงด้วยขวาหนีมือ คาร์ล ดาร์โลว์ เสียบมุมเข้าไป

    ลูกทีมของ เป๊ป เล่นกันแบบสบาย ครองบอลได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด นาที 76 เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม หลัง ราฮีม สเตอร์ลิง จ่ายบอลให้ ฟิล โฟเด้น ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปแบบได้เสียว
   
    ช่วงท้ายเกมไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ ฟอร์มเฉียบบุกไปทุบเจ้าบ้าน นิวคาสเซิ่ล 2-0 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศ พบกับ อาร์เซน่อล ในช่วงวันที่ 18-19 กรกฎาคม นี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    นิวคาสเซิ่ล (5-4-1) : คาร์ล ดาร์โลว์ – ฮาเวียร์ มานกีโย่, ฟาเบียน ชาร์, จามาล ลาสเซลเลส, เฟเดริโก้ เฟร์นานเดซ, แดนนี่ โรส – มิเกล อัลมิรอน, อิซัค เฮย์เด้น, ฌอน ลองสตาฟฟ์, อัลล็อง แซงต์-มักซิแม็ง – แอนดี้ แคร์โรลล์

    ผู้จัดการทีม : สตีฟ บรู๊ซ   

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, อายเมริค ลาปอร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

 

บาร์คลี่ย์ตะบันชัย! เชลซีบุกอัดเลสเตอร์หวิว ทะยานตัดเชือกเอฟเอคัพ

รอสส์ บาร์คลี่ย์ กลายเป็นซูเปอร์ซับของ "สิงห์บลูส์" หลังลงมาต้นครึ่งหลังซัดประตูชัยพา เชลซี บุกไปเฉือนเอาชนะเจ้าถิ่น เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 ตีตั๋วผ่านเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศที่เวมบลี่ย์ ในศึก เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบก่อนรองชนะเลิศ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

    เอฟเอ คัพ อังกฤษ รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่รอบที่แล้วเบียดเอาชนะ เบอร์มิงแฮม 1-0 เข้ามาพบกับ เชลซี ซึ่งในรอบ 16 ทีมสุดท้ายไล่ตบเอาชนะ ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีกมา 2-0

    ครึ่งแรก นาที 14 เจ้าบ้านเกือบได้ประตูขึ้นนำไปก่อน บอลจาก เบน ชิลเวลล์ เปิดเตะมุมเข้าไปหน้ากรอบให้ วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ โขกเน้นๆแต่บอลก็ยังไม่ผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่

    อีก 6 นาทีถัดมา นายด่านสิงห์บลูส์ต้องออกแรงเซฟอีก เมื่อ ยูริ ตีเลมันส์ อัดด้วยซ้ายนอกกรอบไปติดมือ กาบาเยโร่ ปัดออกหลังอีกที

    เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง โอกาสดีที่สุดของทีมเยือนเมื่อ เมสัน เม้าน์ท จ่ายบอลให้ คริสเตียน พูริซิช ตะบันด้วยขวาแต่บอลยังโดน คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล พุ่งปัดออกหลังหวุดหวิด

    ท้ายครึ่งแรก นาที 45 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ แทงบอลให้ เจมี่ วาร์ดี้ หลุดเข้าไปซัดด้วยซ้ายแต่อดีตหัวหอกสิงโตคำรามดันยิงเหินออกหลังไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งแรก ยังเสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลัง แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปลี่ยนรวดเดียว 3 คนถอดเอา รีซ เจมส์, บิลลี่ กิลมอร์ และเมสัน เม้าน์ท ออกแล้วส่ง เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า, มาเตโอ โควาซิช และรอสส์ บาร์คลี่ย์ ลงเล่นแทน

    นาที 63 กลายเป็น "สิงห์บลูส์" ทะยานขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจังหวะที่ วิลเลี่ยน ครอสด้วยเท้าขวาไปเสาแรกให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัวสำรองสอดมายิงไม่ถึง 6 หลาเข้าไป

    ทีมเยือนโหมบุกอย่างต่อเนื่อง นาที 66 บาร์คลี่ย์ รับบอลจาก พูลิซิช ก่อนจะซัดด้วยซ้ายนอกกรอบแต่บอลยังไม่ผ่านมือ ชไมเคิ่ล

    เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ปรับทัพส่ง เดเมราย เกรย์ ลงมาแทนที่ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ขณะที่ "สิงห์บลูส์" ของแลมพาร์ดถอดเอา วิลเลี่ยน ออกแล้วส่ง เปโดร ลงเล่นแทน เช่นเดียวกับ คริสเตียน พูลิซิช ออกแล้วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค เล่นแทน

    นาที 85 มาร์ค อัลไบรท์ตัน เปิดเซ็ตพีซมาในกรอบ 6 หลาให้ ซากลาร์ โซยุนชู โขกหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 89 ทีมเยือนพลาดได้เม็ดที่สองนำห่าง หลัง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ตัดบอลได้ก่อนโต้กลับเร็วให้ รูเบน ลอฟตัส-ชีค ก่อนที่ ลอตตัส-ชีค จะจ่ายคืนให้ บาร์คลี่ย์ ตะบันไกลเต็มแรงแต่บอลไปตรงตัว คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล เซฟออกหลังหวุดหวิด

    จบเกม เลสเตอร์ ซิตี้ แพ้คาบ้านให้ เชลซี 0-1 ทำให้ "สิงห์บลูส์" ตีตั๋วเข้าไปเล่นในรอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
       
    เลสเตอร์ : คาสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เจมส์ จัสติน, จอนนี่ อีแวนส์, ซากลาร์ โซยุนชู, เบน ชิลเวลล์ – วิลเฟร็ด เอ็นดิดี้ – อโยเซ่ เปเรซ (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.57), ยูริ ตีเลมันส์, เดนนิส ปราต (ฮัมซ่า เชาฮ์ดรี้ น.57) , ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เดเมราย เกรย์ น.76) – เจมี่ วาร์ดี้

    ผู้จัดการทีม : เบรนแดน ร็อดเจอร์ส

    เชลซี : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์ (เซซ่าร์ อัซปิลิกวยต้า น.46), อันโตนิโอ รือดิเกอร์, คัวร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน – บิลลี่ กิลมอร์ (มาเตโอ โควาซิช น.46), เอ็นโกโล่ ก็องเต้เมสัน เมาท์ (รอสส์ บาร์คลี่ย์ น.46) – วิลเลี่ยน (เปโดร น.78), แทมมี่ อับราฮัม, คริสเตียน พูลิซิช (รูเบน ลอฟตัส-ชีค น.72)    

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน