ราชบุรี กับความเป็นไปได้ในถ้วยเอเชีย

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล คงไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่า ราชบุรี จะติด 1 ใน 4 ของตารางคะแนน

เพราะสถานะ “ราชันมังกร” เป็นเพียงสโมสรระดับกลางกึ่งบน ห่างไกลคำว่า “แชมป์ลีก” เป้าหมายหลักถูกเบนเข็มไปหา “ฟุตบอลถ้วย” ซึ่งทำได้ดีสุดแค่ “พระรอง” อยู่ร่ำไป
จนช่วงเปิดฤดูกาล 4 นัดแรก ราชบุรี กลายเป็นทีมที่หักปากกากูรูอย่างเต็มปัง หลังออกสตาร์ทด้วยผลงานชนะรวด 4 นัด ดีสุดในรอบ 8 ปีสโมสร มีแต้มเทียบเท่า ทรู แบงค็อกฯ จ่าฝูงของตาราง เป็นรองเพียงลูกได้เสีย

แม้จากนั้นไม่นานไวรัสโควิดจะพรากฟุตบอลไทยให้แช่แข็งไปหลายเดือน แต่อีกมุมกลับกลายเป็น “ผลดี” สำหรับ ราชบุรี

เพราะทำให้ไทยลีกไม่สามารถแข่งขัน-จบฤดูกาล ตรงตามปฏิทินลูกหนังที่วางไว้ และในช่วงปลายปี สมาคมฟุตบอลไทยฯ ต้องส่งรายชื่อ 4 ทีม ไปเล่นในศึก AFC champions league 2021 ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่สโมสรจากไทยได้โควตา 2+2  ทำให้สมาคมตัดสินใจใช้วิธีส่งชื่อ 4 ทีมไปเล่นถ้วยเอเชีย โดยวัดผลงานหลังจบ 15 นัดแรก

นั่นหมายถึงโปรแกรมหา 4 สโมสรไปโลดแล่นใน AFC champions league ถูกลดไปกว่าครึ่ง และ ราชบุรี ที่นั่งรองจ่าฝูงขณะนี้ ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ

ทว่าภารกิจที่เหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายของ ราชันมังกร คือ หลังไทยลีกกลับมาแข่งขัน เขาจะรักษา “มาตรฐาน” ทีมเหมือน 4 นัดแรกได้แค่ไหน

เพราะเอาเข้าจริงหากเทียบเคียงทรัพยากรนักเตะ 4 อันดับแรกเวลานี้ ราชบุรี ล้วนเป็นรองทีมอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรู แบงค็อก ที่แข้งระดับทีมชาติคุณภาพคับแก้ววิ่งชนกันเต็มทีม การท่าเรือ หรือ บีจี ปทุมฯ ที่ช้อปแหลกไม่สนโควิด ผู้เล่นเกรดเอ-บี มีให้เลือกใช้แบบที่ส่งแข่ง 2 ทีมได้สบาย

ยังไม่นับรวมยักษ์ที่รอวัน “ตื่น” อย่างแชมป์เก่า สิงห์ เชียงรายฯ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีก

ทำให้เป็นงานหินพอควรสำหรับ ราชบุรี ในการรักษาสถานะอันดับ 1 ใน 4 ไปจนถึงอีก 11 นัดที่เหลือ

อย่างไรก็ดีในมุมผู้เขียน ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่ทีมเมืองโอ่ง จะสร้างประวัติศาสตร์ ในการไปเล่นบนถนนสายเอเชีย

จุดแข็งที่ ราชันมังกร มีเหนือกว่าทุกทีมในไทยลีก ในช่วง 4 นัดแรกคือ “ระบบทีม” ที่ค่อนข้างปึก ผู้เล่นเก่า-ใหม่ ต่างเข้าใจแท็คติกของ “โค้ชเจี๊ยบ” สมชาย ไม้วิลัย ไม่ว่าจะถูกจับสลับเปลี่ยนเล่นในแบบแผนไหน

มีกองหลังปึก กองกลางที่สร้างสรรค์เกมได้หลากหลายรูปแบบ กองหน้าที่มีความเร็ว และความคม การเข้าทำน้อยจังหวะ แต่เฉียบขาดและรู้ใจกันเป็นอย่างดี

ทีมเวิร์ค ราชบุรี กลายเป็นจุดแข็งกลบเรื่องศักยภาพนักเตะที่ด้อยกว่าบรรดา “บิ๊กทีม” ด้วยกัน

อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากคือ ราชบุรี เป็นสโมสร ที่ใช้โควตาแข้งต่างชาติได้ “คุ้มค่า” ที่สุดในไทยลีกจาก 4 นัดแรกที่แข่งขันกันไป

โย ซัง-แฮ เข้ามาเติมเต็มในแผงหลังจับคู่กับ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ได้อย่างลงตัว
ลอสเซมี คาราบูเอ กองกลางที่บู๊ไม่มีถอย เปลี่ยนบอลตรงกลางเป็นเกมรุกได้เนียนตา และเติมขึ้นไปทำประตูได้
สตีเฟ่น ล็องจิล หมอนี่ไม่ได้มีแค่ความเร็วเป็นทีเด็ด แต่ยังมีลูกครอสที่แม่นยำสร้างอันตรายได้ตลอด
ยานนิก โบลี คือเครื่องจักรสังหารผู้ทำประตูได้ทุกรูปแบบในกรอบเขตโทษ

4 คนนี้คือแกนหลักในบรรดาตัวจริงโควตาต่างชาติที่ถูกส่งลงสนาม

ขณะที่ม้านั่งสำรองพวกเขามีโควตาอาเวียนชั้นดีอย่าง ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่พร้อมลงมาเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ ยังไม่นับรวมถึง ลุค วู๊ดแลนด์ และแข้งใหม่อย่าง จัสติน มิเกล บาส ที่เป็นอีกตัวเลือก

สิ่งที่พอหยิบมาตอบแทนข้อเขียนข้างบนได้ คงเป็นผลงาน 4 นัดแรกที่ทีมชนะรวด และถลุงคู่แข่งไปถึง 9 ประตู โดยทั้งหมดเกิดจากการมีส่วนร่วมของนักเตะต่างชาติทั้งสิ้น ขาดไปเพียงประตูเดียวที่เกิดจากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง

ชนะ ตราด เอฟซี 2-0
สตีเฟ่น ล็องจิล ครอสให้ ยานนิก โบลี โขก
ฆาเบียร์ ปาตินโญ เรียกจุดโทษ ฟิลิป โรเลอร์ ยิง

ชนะ สุโขทัย เอฟซี 2-1
จักรพันธ์ พรใส แอสซิสต์ให้ ยานนิก โบลี หลุดไปยิง
ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด (ทำเข้าประตูตัวเอง)

ชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-3
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ชิ่งต่อให้ ยานนิก โบลี ยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ลอสเซมี คาราบูเอ เติมขึ้นมาซัด
เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม ผ่านให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่แปะต่อให้ ฟิลิป โรเลอร์ หลุดไปยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ยิงเหน่ง ๆ

ชนะ นครราชสีมา 1-0
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ โหม่ง

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าผู้เล่นต่างชาติ ราชบุรี เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับทีม โดยมีผู้เล่นไทยอย่าง จักรพันธ์ พรใส, จิตปัญญา ทิสุด หรือ ฟิลิป โรเลอร์ ร่วมกันสร้างสรรค์เกมให้ไหลลื่น

มันคือ “ความลงตัว” ของแข้งต่างชาติ ที่เหนือกว่าสโมสรอื่น ณ เวลานี้

อย่างที่บอกไป จนกว่าจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง หากแข้งหลักที่ว่ามาไม่เจอตลกร้ายปัจจัยภายนอก หรืออาการบาดเจ็บเล่นงาน และรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ดัง 4 เกมแรก ถนนสู่ AFC champions league สำหรับ ราชบุรี

ก็มีความเป็นไปได้      

ชีวิตหลงทางผิด..พ่อป่วยหนัก เป็นตัวแถมที่ใครไม่เอา

ในบรรดานักฟุตบอลดาวรุ่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ "โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ จัดเป็นมิดฟิลด์ดาวรุ่งระดับแถวหน้าที่น่าจับตามองในฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นและลูกยิงไกลที่เรียกกันว่า "ลูกไฟ" ติดตาแฟนบอลในหลาย ๆ ประตู
    เส้นทางฟุตบอลของ "เจ้าโก้" เริ่มขึ้นตั้งแต่ตอนอายุ 5 ขวบ คุณพ่อจะเป็นคนคิดตำราขึ้นมาสอนลูกชายทั้ง 3 คน ซึ่งประกอบด้วยคนโต ปกเกล้า คนกลาง บารมี และคนเล็ก คือตัวของ สรรเสริญ และทุกคนก็เล่นในตำแหน่งกองกลางด้วยกันทั้งหมด

    จนเมื่ออายุ 12-13 ปี มีโอกาสโชว์ฟอร์มเข้าตาโค้ชทีมเยาวชนจากนิวซีแลนด์ และถูกทาบทามไปเรียนและเล่นที่นั่น ด้วยสัญญา 3 ปี โดยการชักชวนของ วินสตัน ลูเฟอร์ อดีตดาวเตะทีมเบรเมน ในบุนเดสลีกา ของเยอรมัน โดยไปกัน 2 คนพี่น้อง บารมี และ สรรเสริญ

    แม้สัญญาจะเซ็นกัน 3 ปี แต่ 2 คนพี่น้องตระกูล ลิ้มวัฒนะ ได้อยู่ 4 ปีที่นิวซีแลนด์ โดยปีสุดท้ายมีโอกาสได้เล่นในลีกสูงสุดของนิวซีแลนด์ แต่เล่นไปแค่ 3 แมตช์ ดันเจ็บยาว ประกอบกับคุณย่าแท้ ๆ เสียชีวิต จึงตัดสินใจเดินทางกลับไทย ทิ้งการเล่นฟุตบอล และการเรียนที่ยังไม่จบในระดับม.ปลายไปด้วย

    เมื่อกลับมา "เจ้าโก้" มีอายุ 17 ปี ได้เล่นให้กับ ศรีราชาบ้านบึง รุ่นเดียวกับ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ในดิวิชั่น 1 ก่อนจะย้ายไปพร้อมกับพี่ชาย บารมี ไปที่บุรีรัมย์

    จากบุรีรัมย์เล่นไปเกือบ 2 ปี เจ้าตัวย้ายออกมาอยู่กับแบงค็อก ยูไนเต็ด แต่ถูกยืมไปเล่นพิจิตร เอฟซี กลับมาเล่นแบงค็อก อีก 1 ปี ก็ถูกปล่อยยืมไป อุบล ยูเอ็มที 1 ปี และยืมไปสุโขทัย เอฟซี อีก 1 ปี กลายเป็นนักเตะจอมพเนจร เมื่อหมดสัญญากับแบงค็อก จึงย้ายมาอยู่กับการท่าเรือ เอฟซี

    การย้ายมาท่าเรือครั้งนี้ มีข่าวว่า เจ้าตัวถูกแถมมากับดีลการซื้อ สุมัญญา มาอยู่ท่าเรือ ทั้งที่เจ้าตัวเคยโด่งดังกับการเล่นให้ทีมเยาวชนไทย 17 ปี, 19 ปี, 21 ปี และ 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย


    สิ่งที่ทำให้ "เจ้าโก้" สรรเสริญ ไปไม่ไกลเท่าที่หลาย ๆ คนคาดหวัง เจ้าตัวเปิดใจว่า มาจากการใช้ชีวิตกินเที่ยวกลางคืน เหมือนคนเก็บกด เพราะตอนย่างวัยรุ่นอยู่ที่นิวซีแลนด์ไม่มีเงินใช้จ่าย ไม่ได้เที่ยว เมื่อกลับมาอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้อยู่ทีมใหญ่อย่างบุรีรัมย์ และแบงค็อก ได้เงินเดือนสูง ทำให้เจ้าตัวเที่ยวสะบัด

    "ผมเที่ยวกลางคืนทุกครั้งที่ว่าง ใช้ชีวิตแบบเสเพลสุด ๆ บางทีก็มีอาการแฮ้งค์ตอนมาซ้อม มีผลต่อสภาพร่างกายชัดเจน ผมซ้อมหนักแบบคนอื่นไม่ไหว ทำให้ถูกปล่อยยืมเป็นว่าเล่น กลายเป็นทีมต้นสังกัดไม่ต้องการ แต่ตอนนั้นก็ยังติดเที่ยวไม่ได้คิดอะไร"

    จุดเปลี่ยนที่ทำให้เจ้าตัวคิดได้ คือ เมื่อมาอยู่ท่าเรือ แบบแถมมาในแพ็คเกจของ สุมัญญา นั่นคือสิ่งที่ทำให้ กองกลางดาวรุ่งรายนี้คิดได้

    "ผมมานั่งคิดว่า ทำไมผมเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอา เหมือนเขาไล่ผมไปอยู่ทีมโน้นทีมนี้ ผมก็อยากเล่นให้กับทีมตัวเองบ้าง อย่างท่าเรือแม้จะได้ข่าวว่าแถมมา แต่ผมต้องขอบคุณ มาดามแป้ง คุณนวลพรรณ ล่ำซำ ที่ให้โอกาสผมอีกครั้ง"

    "อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเลิกเสเพล คือ คุณพ่อผมป่วยหนัก เป็นมะเร็ง ทำให้ผมอยากทำอะไรเพื่อให้พ่อที่คอยปลุกปั้นผมมาจนถึงทุกวันนี้ได้ชื่นใจบ้าง และสองอย่างนี้คือ เหตุผลที่ทำให้ผมเปลี่ยนตัวเอง เลิกเที่ยว และหันมาฟิตซ้อมดูแลร่างกายตัวเองเต็มที่ จากปีที่แล้วน้ำหนักผม 78 ก.ก. ตอนนี้เหลือ 69 ก.ก.แล้ว เหมือนผมกลับมาเริ่มที่ศูนย์ใหม่ และเริ่มนับหนึ่งใหม่ ตอนนี้ผมอายุ 23 ปีแล้ว ผมยังเชื่อว่าผมจะกลับมาได้ ผมอยากจะโชว์ฟอร์มเป็น "นิวโก้" เพื่อยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของการท่าเรือ และอยากติดทีมชาติชุดใหญ่กับเขาสักครั้งหนึ่ง"

 

เมืองทองฯ เปิดตัว “พิชา-ภูมินทร์-ฉัตรมงคล” ร่วมทัพ

"กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เสริมทัพผู้เล่นดาวรุ่งอนาคตไกล ทำการเปิดตัว พิชา อุทรา, ภูมินทร์ แก้วตา แนวรุกวัย 24 ปี จาก สมุทรปาการ ซิตี้ และ ฉัตรมงคล ทองคีรี มิดฟิลด์วัย 23 ปี จาก การท่าเรือ เอฟซี มาร่วมทีมอย่างเป็นทางการ ทางด้านบอร์ดบริหารมั่นใจจะเข้ามายกระดับทีมให้แข็งแกร่งขึ้น พร้อมไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2563 ภายในห้องสื่อมวลชน สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม ได้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้เล่นใหม่ของสโมสร "กิเลนผยอง" เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาล 2020 เซ็นสัญญาคว้าตัว พิชา อุทรา ปีกวัย 24 ปี, ภูมินทร์ แก้วตา แนวรุกวัย 24 ปี จากสโมสร สมุทรปาการ ซิตี้ และ ฉัตรมงคล ทองคีรี มิดฟิลด์วัย 23 ปี จากสโมสร การท่าเรือ เอฟซี โดยภายในงานมีทางคุณ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานสโมสรฯ, รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผอ.สโมสรฯ, อเล็กซานเดร กาม่า หัวหน้าผู้ฝึกสอน พร้อม 3 ผู้เล่นใหม่ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก

ทางด้าน รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผอ.สโมสรฯ กล่าวว่า "สวัสดีสื่อมวลชนและแฟนบอลทุกท่าน ถือเป็นอีกวันสำคัญของสโมสร กับการเดินหน้าเสริมทัพผู้เล่นคุณภาพมาสู่ทีม เพื่อพร้อมกลับมาสู่การแข่งขันอีกครั้ง ขอต้อนรับ ฉัตรมงคล ทองคีรี สู่สโมสรอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่าเขาเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่เราจับตามองมายาวนาน ถือเป็นผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่งและศักยภาพสูง รวมถึงเป็นผู้เล่นที่โค้ชกาม่าชื่นชอบ คุ้นเคยกับสไตล์การเล่น เชื่อว่าจะเข้ามาเติมเต็มขุมกำลังแดนกลางได้อย่างแน่นอน"

"พร้อมกันนี้เราขอต้อนรับ พิชา อุทรา และ ภูมินทร์ แก้วตา สู่บ้านหลังนี้อีกครั้ง สำหรับน้องทั้ง 2 คนถือเป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่สโมสรฯ ที่สามารถพาทีมคว้าแชมป์ระดับเยาวชนมาเกือบทุกรายการ ที่ผ่านมาเขาได้มีโอกาสพัฒนาฝีเท้ากับทีมต่างๆ อย่างที่ทราบว่าทีม เอสซีจี เมืองทองฯ เป็นทีมใหญ่ที่ลุ้นแชมป์ ทำให้โอกาสลงเล่นของผู้เล่นอาจมีจำกัดบ้าง แน่นอนว่าการกลับมาในครั้งนี้จะช่วยยกระดับทีม และเป็นส่วนหนึ่งกับการไล่ล่าความสำเร็จมาสู่ทีม"

ขณะที่ ฉัตรมงคล ทองคีรี กองกลางตัวใหม่เปิดใจว่า "ก่อนอื่นต้องขอบคุณทาง การท่าเรือ ที่มอบโอกาสเพื่อพิสูจน์ตัวเองที่นี่ และขอบคุณผู้บริหาร เอสซีจี เมืองทองฯ ที่เชื่อมั่นในตัวผม ถึงแม้จะอยู่ในสัญญายืมตัว 1 ปี แต่ก็จะมุ่งมั่นเต็มร้อย และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อสโมสรใหญ่แห่งนี้"

ส่วนทาง ภูมินทร์ แก้วตา แนวรุกคนใหม่เปิดใจว่า "ส่วนตัวรู้สึกดีใจอย่างมากที่กลับมาบ้านเก่าแห่งนี้ แน่นอนว่า เอสซีจี เมืองทองฯ เป็นสโมสรที่ปลุกปั้นผมมาตั้งแต่เด็ก จนได้พัฒนาฝีเท้าถึงปัจจุบัน ส่วนการกลับมาครั้งนี้ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อเป้าหมายพาทีม เอสซีจี เมืองทองฯ ประสบความสำเร็จให้ได้"

ปิดท้ายที่ พิชา อุทรา ปีกซ้ายคนใหม่เปิดใจว่า "สิ่งแรกต้องขอขอบคุณผู้บริหารสโมสร เอสซีจี เมืองทองฯ ที่ดึงตัวกลับมาสู่ทีมอีกครั้ง ผมมีความประทับใจที่ยอดเยี่ยมกับทีม ตั้งแต่ฝึกฟุตบอลมาตั้งแต่ระดับเยาวชน ส่วนเป้าหมายก็อยากดึงศักยภาพ และความสามารถของตัวเองให้มากที่สุด เพื่อตอบแทนสโมสรแห่งนี้"

ติสต์ตัวพ่อ ทิ้งเงินปีละ 3.4 ล้าน เลิกเล่นบอลไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ

เรื่องราวของ นักเตะหนุ่มติสต์ที่ถือเอาความสุขของตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับทีมใหญ่การท่าเรือ เอฟซี ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 1 ปี มีค่าเซ็น 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีกเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ไปแบบไม่แยแส โดยเลือกแขวนสตั๊ดในปี 2017

    เรื่องนี้ "เจ้าเบียร์" ปิยะชาติ ศรีมะเรือง อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ ในวัย 31 ปี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนตัดสินใจมาอยู่การท่าเรือในช่วงครึ่งเลคหลังของหลายปีก่อน และได้เป็นตัวจริงมาตลอด แม้กระทั่งในปีถัดมาช่วยปรีซีซั่นและต้นฤดูกาลก็ยังได้เล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    "ผมรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ผมจะฟอร์มดีกับสุโขทัยก่อนมาท่าเรือ แต่ผมรู้ตัวเองว่าตอนเล่นอยู่ท่าเรือผมพร้อมสุดแล้วทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ แต่ดันมาเจ็บสะโพกช่วงต้นฤดูกาลต้องพักไป 3 เดือน พอกลับมาก็ซุ่มฟิตตัวเองเต็มที่ แต่โอกาสได้ลงมันน้อยลงไปเรื่อยๆ พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ผลที่ได้รับมันไม่โอเคสำหรับผมเลย นักฟุตบอลทุกคนรู้ตัวเองดีว่า สภาพเกมแบบไหน เขาควรจะได้รับโอกาส แต่ผมกลับได้โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับความมั่นใจของผม"

    "เจ้าเบียร์" ทนกับสภาพที่ไม่มีความสุขในการไม่ได้ลงเล่น 7-8 เดือน แม้ช่วง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาคุมทัพ 10-11 แมตช์และตนเองได้โอกาสลงตัวจริงตลอด ไม่ได้ลงแค่ 2 แมตช์เพราะเจ็บ แต่นอกนั้นมีโอกาสลงทั้งฤดูกาลในฐานะตัวจริงแค่ 3 แมตช์เท่านั้น ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

    "สัญญาผม 2 ปีครึ่ง ผมทนจนจบปีครึ่ง สุดท้ายเข้าไปบอก "คุณแป้ง"ประธานสโมสรว่า ผมไม่มีความสุขในการเล่นฟุตบอลแล้ว ผมขอยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 1 ปี ทั้งที่ถ้าผมทนอยู่ต่อ ผมจะได้ค่าเซ็นทุกปี ๆ ละ 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีก 2 แสนกว่าบาท ตกแล้วก็เกือบ 3.5 ล้าน เงินมันก็สำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือความสุขของผม "คุณแป้ง" ตอนแรกก็ไม่ยอมหากผมจะเลิกเล่น แต่ยินดียกเลิกสัญญาถ้าผมไม่เลิกเล่นบอล จะย้ายไปทีมไหนก็ได้ แต่ผมบอกว่า ผมไม่อยากให้สโมสรมาแบกภาระเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ถ้าผมอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข ผมอาจจะเข็นตัวเองมาซ้อมมาแข่งได้ แต่มันไม่ดีกับสโมสรแน่ สุดท้าย "คุณแป้ง" ก็ยอมยกเลิกสัญญาให้"

    การยกเลิกสัญญาในวัยเพียงแค่ 28 ปี ทำให้เงินที่จะได้ปีละ 3.4 ล้านบาท และเงินในอนาคตอีกหลายล้านบาทหากยังเล่นฟุตบอลอยู่ของ "เจ้าเบียร์" หายวับไปกับตา แต่เจ้าตัวยังพอมีเงินเก็บจากการเล่นบอล และนำมาใช้จ่ายในช่วงที่เลิกเล่นบอลไปแล้ว

    "ผมไม่มีแพลนจะทำอะไรเลยอยู่ในหัว 1 ปีเต็ม ๆ ผมออกท่องเที่ยวตามแต่ใจอยากจะไป ส่วนใหญ่เที่ยวต่างจังหวัด บางทีตื่นมาแบกกระเป๋าไปสนามบิน ไม่รู้จะไปไหน ไปคิดเอาที่สนามบินก็มี แต่ถึงผมจะเที่ยวก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร เพราะรู้ว่ามีแต่เงินออก ไม่มีเงินเข้ามาเลย"

 

    เมื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไป 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง เจ้าตัวก็นำเอาความชอบในการกินกาแฟของตัวเองมาค้นหาว่า ตัวเองอยากทำร้านกาแฟหรือไม่ ชอบกาแฟ หรือชอบบรรยากาศของร้านกาแฟ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นพนักงานร้านกาแฟ

    "ผมคิดอยู่พักใหญ่ อย่างว่าเราก็เคยเป็นนักบอลที่คนรู้จัก วันดีคืนดีจะไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ มันยังติดอีโก้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร ร้านกาแฟแบรนด์ดังไม่รับ ไปอีกร้านที่ซอยอารีย์ พี่เขาจำชื่อได้ว่าเป็นนักฟุตบอล แต่เห็นความตั้งใจเรา เขาถามเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกเท่าไหร่ก็ได้ ผมอยากมาค้นหาตัวเองด้วยการลองทำงานที่ร้านกาแฟ ทำอยู่ 7-8 เดือน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าอยากทำร้านกาแฟแล้ว เลยลาออกมาเพื่อไปศึกษาอย่างจริงจัง"

    หลังจากออกแสวงหาเมล็ดพันธุ์กาแฟ และท่องไทยไปชิมกาแฟ สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า "SOUL COFFEE" ซึ่งแปลว่า จิตวิญญาณมันตรงกับชีวิตของตัวเอง โดยลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องชงกาแฟก็ล้านกว่าบาทแล้ว

 

    "ร้านนี้อยู่ซอยท่าเรือแดง ตรงท่าเตียน ปากซอยเป็นธ.กรุงไทย ผมเริ่มเปิดเดือนมี.ค.ก็ทำท่าจะดี วันหนึ่งขายได้ 8,000 – 10,000 บาท แต่เปิดได้แป๊บเดียว โควิดมา ต้องปิดยาวเพิ่งจะเปิดอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ผมขายคนเดียวเลยไม่มีลูกน้องแล้ว เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ร้านของผมไม่เน้นคำว่า specialist ผมอยากให้คนมากินแล้วมีความสุข ไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยเมนูพิเศษอะไร ทุกวันนี้แม้ต้องแบกค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้ามา แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร้าน"

    เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนเลิกเล่นฟุตบอลในวัยแค่ 28 ปี ช่วงนั้นยังมีหลายทีมในไทยลีกสนใจติดต่อมา ซึ่งตนก็ขอบคุณทุกทีมที่เห็นคุณค่า แต่ช่วงนั้นก็ชั่งใจอยู่เหมือนกัน สุดท้ายตัดสินใจเลิกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากไปลุ้นว่า ชีวิตจะไม่มีความสุขอีกหรือเปล่า ถ้าหากตัวเองต้องไปตกที่นั่งเดียวกันกับตอนอยู่ท่าเรือ คือไม่ได้เล่น แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าชีวิตลงตัวแม้ว่าจะขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการเล่นฟุตบอลไปเกือบสิบล้านบาทหากยังเล่นอยู่ถึงตอนนี้ก็ตามที

เปิดใจ…ทำไม “เต๋าดิญโญ่” ฟอร์มไม่เปรี้ยงต่อเนื่อง

 

จากเด็กอีสาน บ้านเกิดที่ อุบลราชธานี เข้ามาสู่เมืองกรุงตอนอายุ 11 ปี กับร.ร.เพ็ญสมิธ ก่อนจะมีโอกาสได้เข้ามาอยู่กับบางกอกกล๊าส เอฟซี ได้ขึ้นชั้นเล่นชุดใหญ่ตอน 16 ปี แต่ได้เล่นแมตช์จริง ตอนอายุ 17 ปี 4 เดือน พบกับการท่าเรือ
    "เต๋าดิญโญ่" ธนาสิทธิ์ ศิริผลา มีโอกาสยึดตัวจริงถาวร เมื่อครั้ง ริคาร์โด โรดิเกวซ มาคุมทัพบีจี แต่เมื่อเปลี่ยนโค้ช โอกาสลงก็น้อยลงไป จนเมื่อริคาร์โด้ ย้ายไปสุพรรณบุรี ก็ดึงนักเตะคู่ใจอย่าง "เจ้าเต๋า" ไปเล่นด้วย โชคร้ายเล่นไปแค่นัดเดียว ริคาร์โด ก็ลาออก ทำให้เส้นทางลูกหนังในสุพรรณฯ ของปีกจอมกระชากรายนี้ได้ลงบ้าง ไม่ลงบ้าง จนครบสัญญา 4 ปี

    จากนั้นเจ้าตัวก็ย้ายมาอยู่การท่าเรือ จนมาถึงตอนนี้ "เต๋าดิญโญ่" ในวัย 25 ปี ถูกมองว่า เป็นนักเตะที่มีความกล้าเล่นในจังหวะกระชากลากเลื้อย แต่เจ้าตัวมักจะยึดตัวจริงได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยในทุกทีมที่ลงเล่น เรียกว่าหวือหวาเป็นพัก ๆ 

    "เจ้าเต๋า" ออกมาเปิดใจว่า ตำแหน่งของตนนั้น เดี๋ยวนี้แทบทุกทีมจะเน้นผู้เล่นต่างชาติ สิ่งที่แตกต่างก็คือ ถ้าตัวต่างชาติเล่นไม่ดี เสียบอล ไม่เป็นไร ถือว่ากล้าเล่นกล้าทำ แต่ถ้าเป็นนักบอลไทยโดนด่า ตัวต่างชาติถ้าไม่เจ็บหรือเล่นห่วยจริง ๆ ก็ไม่ค่อยถูกเปลี่ยนเหมือนตัวรุกคนไทย

    "ถ้าผมมีโอกาสเท่ากันกับตัวต่างชาติ ผมได้เล่นบ่อย ๆ ฟอร์มการเล่นมันก็จะดีตาม ผมมั่นใจในศักยภาพของผม แต่ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นักบอลก็ไม่ได้เล่นดีทุกเกม มันเป็นไปไม่ได้ แม้กระทั่งทีมชาติชุดใหญ่ยังมีฟอร์มตก ยิ่งตำแหน่งปีกอย่างผม มันประคองเกมไม่ได้ มันต้องเลี้ยง ต้องเสี่ยงเพื่อความสำเร็จ โอกาสมันก็ต้องมีพลาดกันได้บ้าง"

    ปีกจอมเลื้อยยังกล่าวว่า ตนยังพร้อมสู้เพื่อยึดตัวจริงให้ได้ลงสม่ำเสมอมากกว่านี้ เพราะฟุตบอลมันต้องการการเล่นที่ต่อเนื่อง

    "ผมไม่เคยงอแง จริงจังกับการฝึกซ้อม ไม่เคยกินเที่ยว มุ่งมั่นที่จะสู้เพื่อทีม และผมหวังว่า ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทของผม จะได้รับโอกาสให้ลงเล่นสม่ำเสมอมากกว่านี้ อย่างในยู 23 ปีชิงแชมป์เอเชีย ที่ผมเล่นได้ดี เพราะผมได้ลงเล่นต่อเนื่องกับสุพรรณฯในตอนนั้น มาครั้งนี้ผมก็พร้อมสู้เพื่อสร้างโอกาสให้ตัวเอง"

 

ชีวิตหลังดราม่า…”โชคทวี” วันนี้เป็นไง

หลังจากที่ได้แยกทางกับสโมสรการท่าเรือเอฟซี ในฐานะเฮ้ดโค้ช ของ "โค้ชโชค" โชคทวี พรหมรัตน์ ซึ่งเป็นการแยกทางแบบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เมื่อโชคทวี ได้ออกมาพูดเกี่ยวกับการถูกแทรกแซงเรื่องการจัดตัวในการลงเล่น จนเกิดเป็นข่าวดังในช่วงเวลานั้น
    ชีวิตหลังเกิดเหตุการณ์ดราม่าของ โชคทวี เจ้าตัวเล่าว่า ก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่พูดจาไม่ค่อยเหมาะสมออกไป แต่ตนเพียงแค่โฟกัสในเรื่องของการทำงานเท่านั้นจริง ๆ ไม่มีเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องเลย ยอมรับว่าการให้สัมภาษณ์ออกไปก็มีผลกระทบต่อภาพในการทำทีมของตัวเองพอสมควร อาจถูกมองว่าเราเป็นคนดุดันและก้าวร้าวหรือเปล่า  แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นบทเรียน แต่แค่อยากให้รู้ว่าตนเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานเท่านั้น

    "ตอนนี้ผมมีงานเปิดสอนฟุตบอลขั้นพื้นฐานที่ โรงเรียนโชคทวี ซอคเกอร์ ซึ่งมี 2 สาขา ที่สนามซอคเกอร์โปร ติวานนท์ และ บางแค ตอนนี้ก็ได้กลับมาเปิดหลังโควิดแล้ว โดยที่นี่ผมจะสอนแค่พื้นฐานให้แน่นเพียงอย่างเดียว ไม่ส่งแข่งขัน"

    นอกจากนั้นเจ้าตัวยังไปลงทุนทางการเกษตร บนที่ดิน 30 ไร่ที่บ้านเกิด จ.พังงา โดยปลูกพืชผสม ทั้งยางนา, ไผ่, มังคุด และล่าสุดลงทุเรียนพันธุ์ มูซานคิง ไป 200 ต้น แต่คงต้องรอผลผลิตอีกหลายปี ส่วนงานทำทีมก็ยังพร้อมเปิดรับข้อเสนอจากทุกทีม

 

ฮือฮา! มาดามแป้งเปิดตัวคู่แฝดอักษรศรี “ทิตาธร-ทิตาวีร์” สมาชิกใหม่ท่าเรือ

สุดฮือฮา! "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ประธานสโมสร การท่าเรือ สร้างความฮือฮาให้วงการ เมื่อเปิดตัวคู่แฝด อักษรศรี เป็นสมาชิกใหม่ "สิงห์เจ้าท่า" ในการลุยไทยลีก
 
หลังมีข่าวใหญ่ก่อนหน้านี้ว่า โปลิศ เทโร ตัดสินใจขายคู่แฝด "โชแปง-ปาแปง" ทิตาธร และ ทิตาวีร์ อักษรศรี แนวรับตัวหลักของทีมในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะ ก่อนเกมที่ 5 ของไทยลีก โดยมีสโมสรใหญ่ๆ มีชื่อพัวพันกองหลังคู่แฝดรายนี้ไม่ต่ำกว่า 4-5 สโมสร

   ล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ 14 มิ.ย.  เฟซบุ๊ค "มาดามแป้ง" ได้โพสรูปนักเตะทั้ง 2 คน ยืนคู่กับประธานสโมสร การท่าเรือ เอฟซี นวลพรรณ ล่ำซำ ยุติข่าวลือที่จะย้ายไปอยู่กับสโมสรอื่นๆ ในไทยลีก โดยเฉพาะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เป็นข่าวมาตลอด ถือเป็นการขยับตัวที่สร้างความฮือฮาให้วงการลูกหนังไทยอีกครั้งของยอดทีมจากย่านคลองเตย หลังเพิ่งเปิดตัว อดิศร พรหมรักษ์ ปราการหลังทีมชาติไทยไปเมื่อเดือนที่แล้ว
   
   สำหรับรายละเอียดการเซ็นสัญญาของคู่แฝดอนาคตไกล จะมีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการอีกครั้งจากสโมสร "สิงห์เจ้าท่า" ในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

 

ท็อป10ไทยมา3! ‘ชนาธิป’ ยืนหนึ่งผู้ติดตาม IG เยอะสุดในอาเซี่ยน

แฟนเพจ ฟุตบอลอาเซียน Asean Football เปิดเผยความนิยมในตัวนักฟุตบอลชื่อดังในอาเซียน ที่ผู้ติดตามในสื่อโซเชียลมีเดีย อย่าง "อินสตาแกรม" มากที่สุด 10 อันดับ ในย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ผลปรากฎว่า "เมสซี่เจ" ชนาธิป สรงกระสินธุ์ สตาร์ดาวเตะทีมชาติไทย ของคอนซาโดเล่ ซัปเปาโร เป็นนักเตะที่ได้รับความสนใจจากแฟนกีฬามากที่สุดเป็นอันดับ 1 โดยมีผู้ติดตาม อินสตาแกรมส่วนมากถึง 2 ล้านคน

    ขณะที่อันดับ 2 เป็น เฟอร์บรี เฮอร์ยาดี้ นักเตะดีกรีทีมชาติอินโดนีเซีย ที่มีผู้ติดตามอินสตาแกรมอยู่ที่ 1.9 ล้านคน  อันดับ 3 อียี่ มัวลาน่า นักเตะทีมชาติอินโดนีเซีย ที่มีผู้ติดตาม 1.5 ล้านคน

    ขณะที่อันดับ 4 เป็น "ชาริล ชัปปุย" ดาวเตะทีมชาติไทยของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ เอฟซี มีผู้ติดตาม 1.4 ล้านคน อันดับ 5  คิม เจ. คูเนียวาน นักเตะทีมชาติอินโดนีเซีย มีผู้ติดตาม 1.3 คน

    อันดับ 6 "ตังค์" สารัช อยู่เย็น มิดฟิลด์คนใหม่แห่งทัพ "เดอะแรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด มีผู้ติดตาม 1.2 ล้านคน 

    อันดับ 7 สเตฟาโน่ ลิลิปาลี่ (อินโดนีเซีย) 1 ล้านคน อันดับ 8 อิฟฟาน บาชดิม (อินโดนีเซีย) 1 ล้านคน  อันดับ 9 อิวาน ดิมาซ ( อินโดนีเซีย) 1 ล้านคน และ อันดับ 10 โด่ ดุย แมนห์ (เวียดนาม) 9.4 แสนคน

4 นักเตะไทยในเจลีก อยู่ห่างกันแค่ไหน

แน่นอนว่าปีนี้กระแสเจลีกในบ้านเรากำลังคึกคักได้ที่เลยทีเดียว เพราะมีนักเตะไทยร่วมลีกสูงสุดในประเทศญี่ปุ่น กัน 4 คน ประกอบไปด้วย ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน, ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์
        โดยมูลค่าในตัวนักเตะเหล่านี้ เพิ่มสูงขึ้นในหลายช่องทาง เห็นได้จากยอดตัวเลขผู้ชมที่เพิ่มขึ้น ยอดขายของที่ระลึก รวมไปถึงจากการที่สโมสรและสื่อต่างเผยแพร่สกู๊ปข่าวฟุตบอลและไลฟ์สไตล์ในหลายแง่มุม ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย พร้อมกับแนะนำแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจของเมืองที่นักเตะสังกัดอยู่ ลองไปดูกันว่าแต่ละเมืองหรือจังหวัดนั้นมีอะไรน่าสนใจและอยู่ห่างไกลกันแค่ไหน

แผนที่ของแต่ละสโมสรในญี่ปุ่น

       สโมสร โยโกฮามา เอฟ มารินอส  ที่มีนักเตะของไทยอย่าง ธีราทร บุญมาทัน สังกัดอยู่นั้น ตั้งอยู่ที่เมืองโยโกฮาม่า จังหวัดคานากาว่า

        สโมสรนี้อยู่บริเวณอ่าวโตเกียวทางใต้ บนเกาะหลักฮอนชู ที่นี่เป็นเมืองท่าที่ใหญ่สุดในญี่ปุ่น และยังเป็นศูนย์กลางพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่สำคัญของโตเกียว นอกจากจะโด่งดังเรื่องทีมฟุตบอลแล้ว จุดเด่นของโยโกฮาม่าอยู่ที่ทะเลและท่าเรือ รวมถึงวิวทิวทัศน์ที่มีกลิ่นอายของต่างประเทศ  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองนี้จะมีชื่อเรียกว่า "มารินอส" หรือ "เซเลอร์" ในภาษาสเปน ซึ่งหมายถึง กะลาสี หรือ ทหารเรือ

      โดยโยโกฮาม่า นั้นอยู่ห่างจากซัปโปโร จ.ฮอกไกโด  534 ไมล์ หรือ 857.78 กม. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 34 นาที และอยู่ห่างจากเมืองชิมิสึ จ.ชิสุโอกะ 86.81 ไมล์ หรือ 139.71 กม. ซึ่งสามารถขับรถใช้เวลาชั่วโมงครึ่งด้วยเส้นทางด่วน Tomei Expressway ที่เป็นทางด่วนระดับชาติบนเกาะฮอนชูประเทศญี่ปุ่น

     สโมสรคอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่มี 2 นักเตะชาวไทยอยู่ในทีมอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นั้น ตั้งอยู่บนเกาะฮอกไกโดที่อยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น

      ที่นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันหลากหลาย ทั้งอาหารอร่อย เช่น อาหารทะเลสด ๆ , ราเม็ง, เจงกิสข่าน(เนื้อแกะย่าง) และมีผู้คนมาท่องเที่ยวมากถึง 14 ล้านคนต่อปี 

         ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ตึกอิฐแดงที่ทำการรัฐบาลเก่า โรงเบียร์ซัปโปโร  หอนาฬิกาประจำเมือง หรือสิ่งก่อสร้างทันสมัยยุคปัจจุบัน เช่น ซัปโปโรโดม เป็นสเตเดี้ยมที่เป็นฐานที่ตั้งหลักของ 2 ทีมจากสโมสรฟุตบอลอาชีพคอนซาโดเล่ ซัปโปโร และสโมสรเบสบอลอาชีพ ‘ฮอกไกโด นิปปอนแฮม ไฟเตอส์’ ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีการย้ายสนามฟุตบอล ‘Hovering System’ มาใช้เป็นที่แรกของโลก

         โดย ซัปโปโร เป็นหนึ่งในเมืองใหม่ ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศญี่ปุ่น  อยู่ห่างจากเมืองชิมิสึ จ.ชิสุโอกะ  565.61 ไมล์ หรือ 910.26 กม. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 40 นาที

       ชิมิสุ เอส พัลส์ สโมสรดังแห่งจังหวัดชิสุโอกะ

         ก่อนหน้านี้  ชิมิสุ เอส พัลส์ สโมสรดังแห่งจังหวัดชิสุโอกะ ได้ประกาศคว้าตัวกองหน้าทีมชาติไทยอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา มาร่วมทัพอย่างเป็นทางการ ลุยศึกเจลีก ฤดูกาล 2020 แม้จะไม่ใช่สโมสรเก่าแก่เพราะก่อตั้งมาเพียง 29 ปี แต่ก็เป็นทีมฟุตบอลที่สร้างสีสันให้กับวงการลูกหนังแดนอาทิตย์อุทัยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคู่ดาร์บี้แมตช์ระหว่างสโมสรจูบิโล่ อิวาตะ ประจำเมืองชิสุโอกะ

          นอกจากเรื่องฟุตบอลแล้ว เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ และยังเป็นจังหวัดที่เรียกได้ว่าดินแดนแห่งชาเขียว เพราะ 40% ของชาในญี่ปุ่นถูกปลูกที่นี่นั่นเอง โดยจังหวัดชิสุโอกะ นั้นตั้งอยู่ริมฝั่งทิศใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิค ในภูมิภาคชุบุ บนเกาะใหญ่ที่สุดอย่างฮอนชู เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างโตเกียว เพราะนั่งรถไฟแค่ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น เช่นเดียวกับโยโกฮาม่า

“เต๋า-สมชาย”อดีตแข้งนักเรียนไทย-ดาวเตะเทพศิรินทร์

เหตุการณ์วันนั้น ต่างจากวันนี้ และเรารู้ดีว่าต้องทำใจ ต่างคนต่างพูดไม่ออก ได้แต่มองตาเท่านั้น รักที่ให้กันเหมือนโดนกั้นขวางทางไป

นี่คือเนื้อเพลงในยุค 90 ที่ทุกท่านรู้จักกันเป็นอย่างดี แน่นอนผู้ที่สร้างสรรค์บทเพลงนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาก็คือ "เต๋า" สมชาย เข็มกลัด เจ้าของอัลบั้ม "เต๋าหัวโจก" และ "สมชายจดปลายเท้า" ผู้สร้างแฟชั่นผ้าคาดหน้าผากและเสื้อลายสกอตมาพร้อมกับเสียงเพลง จนครอบครองใจวัยรุ่นยุค 90 ไปโดยปริยาย

ปัจจุบันพี่เต๋าในวัย 46 ปี มีผลงานการแสดงที่ออกมาให้ท่านผู้ชมได้ติดตามกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งบทบาทการเป็นพระเอก การเป็นจอมบู๊ สามารถทำได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่ถ้าบอกว่าภาพยนตร์เรื่องแรกที่ทำให้ผมชื่นชอบพี่เต๋าก็คือ "มือปืน โลก/พระ/จัน" ที่รับบท คิด ไซเลนเซอร์ (สมคิด ไทรงาม) ออกฉายเมื่อปี พ.ศ.2544 นั่นเอง

แม้หลายคนคงจะรู้แล้วว่า ก่อนพี่เต๋าจะก้าวเข้าสู่วงการจอแก้วในละครโทรทัศน์เรื่อง "นางฟ้าสีรุ้ง" ทางช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ. 2533 ในฐานะตัวประกอบ กระทั่งไต่เต้าเป็นนักร้องสังกัดค่ายอาร์เอส ในปี พ.ศ.2536 ทว่าก็มีเด็กรุ่นใหม่ที่ยังไม่รู้ว่า จุดเริ่มต้นในชีวิตของพี่เต๋าจริงๆคือการเล่น "ฟุตบอล"

ชีวิตของพี่เต๋า ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เกิดในครอบครัวฐานะยากจนย่านคลองเตย โดยมีผู้เป็นย่าเลี้ยงดูมาตลอด ก่อนจะเข้าเรียนระดับประถมศึกษาที่ รร.ท่าเรือวิทยา ทว่าความสามารถบนฟลอหญ้าของพี่เต๋าในการเล่นฟุตบอล ถือว่าจัดจ้านในสมัยนั้นจริงๆ

พี่เต๋าสามารถสอบติด รร.เทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันขาสั้นชื่อดังแห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยเลขประจำตัว (ท.ศ.24435) และเข้าสู่การเป็นนักฟุตบอลรั้ว "ลูกแม่รำเพย" ทันที ก่อนจะพาโรงเรียนแห่งนี้สร้างชื่อเสียงอย่างมากมายในวงการลูกหนังสีกากี

ไล่ตั้งแต่ พ.ศ.2529 พาเทพศิรินทร์คว้าแชมป์ 14 ปี กทม. พร้อมก้าวขึ้นไปติดทีมชาติไทย รุ่น 14 ปี ไปทำการแข่งขันที่ประเทศฮ่องกง พร้อมกับคว้าแชมป์กลับมา, พ.ศ.2530 คว้าอันดับ 3 รายการกรมพลศึกษา ถ้วย ก รุ่น 16 ปี, จบอันดับที่ 3 ศึก "โค้กคัพ" ครั้งที่ 5 ของประเทศไทย, คว้าแชมป์ "โค้กคัพ" รอบคัดเลือก โซนกรุงเทพมหานคร ก่อนจะคว้าแชมป์เป็นสองสมัยติดต่อกันในปีต่อ

จากนั้น พ.ศ.2531 จบรองชนะเลิศศึก "โค้กคัพ" ครั้งที่ 6 ของประเทศไทย, พ.ศ.2532 ชนะเลิศรุ่น 16 ปี ก กรมพลศึกษา และเป็นรองแชมป์ศึก "โค้กคัพ" รอบคัดเลือก โซนกรุงเทพมหานคร

และพี่เต๋าในวัยย่าง 16 ปี ก็ไม่พลาดที่ได้ลงไปเล่นในศึกลูกหนังขาสั้นที่ใครๆก็อยากมีส่วนร่วมสักครั้งในชีวิตนั่นคือรายการ "จตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 15" ปี พ.ศ.2532 แม้จะไม่สามารถพาทีมก้าวไปเป็นแชมป์ได้ แต่ถือว่าพี่เต๋าทุ่มเท ทั้งแรงใจและแรงกาย ลุยเต็มที่ในตำแหน่งแนวรับจอมโหด ถึงขั้นต้องเข้าเฝือกแขนซ้ายกันเลยทีเดียว

แต่ด้วยเหตุผลที่พี่เต๋าไม่เลือกเส้นทางอาชีพลูกหนัง พี่เต๋าเคยให้สัมภาษณ์มานานแล้วว่า "เดิมทีที่ตัดสินใจติดทีมชาติ เหตุผลคืออยากนั่งเครื่องบินเท่านั้น ซึ่งหากพูดตามตรง เขาอยากเล่นฟุตบอลให้กับ รร.เทพศิรินทร์ มากกว่าทีมชาติเลยด้วยซ้ำ"

แม้เรื่องราวผ่านไป 30 กว่าปี แต่ปัจจุบันพี่เต๋าก็ยังคงเล่นฟุตบอลอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาว่าง ยามไม่มีถ่ายละคร หรือทัวร์คอนเสิร์ต ถึงจะไม่ได้สานฝันเส้นทางลูกหนังช่วงอดีตกาลก็ตาม โดย ณ ตอนนี้พี่เต๋าเล่นอยู่กับทีมสิงห์ ออลสตาร์ และเข้าแข่งขันแมตช์กระชับมิตร รวมถึงฟุตบอลการกุศลอยู่ตลอดในช่วงปัจจุบัน

"อยากเป็นแค่เนี้ยะอ่ะเป็นแค่บอดี้การ์ด เหนื่อยเท่าไรยังทนได้ ทุ่มเทอย่างเงี้ยะเธอก็คงเห็นใจ อาจรักเราสักวัน"