บอกเลยผีโหดแน่! 5 เหตุผลที่ แมนยู ควรเซ็นสัญญา ฟาน เดอ เบค

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้จะได้นักเตะตัวใหม่และเป็นผู้เล่นคนแรกในการเสริมทัพของพวกเขาช่วงซัมเมอร์นี้ นั่นก็คือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค กองกลางชาวดัตช์ ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และเป็นผู้เล่นที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม "ผีแดง" อยากได้มาร่วมทีมมากๆ

     ต้องบอกเลยว่า ฟาน เดอ เบค เป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในแผงมิดฟิลด์ "เร้ด เดวิลส์" ได้อย่างลงตัว เพราะ โซลชา พยายามที่จะหาผู้เล่นที่สามารถมีอิทธิพลกับทีม, ทำงานหนัก และยังสามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง รวมทั้งช่วยเติมเกมรุกของทีมให้อันตรายมากยิ่งขึ้น 

     ความสามารถในการปรับตัวเล่นได้หลากตำแหน่งในแผงกองกลางช่วยสร้างความได้เปรียบให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด นอกจากนี้นักเตะยังมีดีในเรื่องการยิงประตู และแอสซิสต์ รวมทั้งอีกหลายๆ เรื่อง ฉะนั้นนี่เป็น 5 เหตุผลสำคัญที่ว่าทำไม "ปีศาจแดง" จึงควรเซ็นสัญญากับ ฟาน เดอ เบค มาร่วมทัพ
   
1. สามารถปรับตัวในการเล่นตำแหน่งที่แตกต่างได้เร็ว

 โดยปกติแล้ว ฟาน เดอ เบค มักจะถูกจับไปเล่นในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ และบ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ แต่เขายังสามารถปรับเปลี่ยนไปเล่นในตำแหน่งอื่นๆ บริเวณแผงมิดฟิลด์ได้ด้วยหากจำเป็นต้องถูกจับไปเล่น นอกจากนี้เขายังสามารถขยับขึ้นไปเล่นในตำแหน่งฟอลส์ไนน์ก็ได้ และยังเคยทำหน้าที่เป็นมิดฟิลด์ตัวรุกให้กับ อาแจ็กซ์ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ต้องยอมรับว่านักเตะเป็นผู้เล่นที่มีทักษะที่หลากหลาย ด้วยเหตุนี้ทำให้ ฟาน เดอ เบค สามารถที่จะปรับการเล่นของตัวเองให้เหมาะสมกับเกมที่แตกต่างกันตามที่โค้ชสั่งได้อย่างดีเยี่ยม และผลงานของเขาก็โดดเด่นไม่ว่าจะเล่นในตำแหน่งไหนก็ตามในแนวรุก

อย่างไรก็ตามนักเตะยังมีความสามารถในการเล่นเกมรับที่ดีเยี่ยมเช่นกัน, เล่นลูกกลางอากาศก็ใช้ได้ หรือจะขยับดันเกมบุกเพื่อสร้างสรรค์โอกาสให้กับทีมก็ดีไม่มีที่ติ แน่นอนว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยังขาดกองกลางที่มีคุณสมบัติชั้นยอดแบบนี้ ดังนั้นการมาของ ฟาน เดอ เบค สามารถที่จะยกระดับพลังขับเคลื่อนในแผงกองกลางของ "ผีแดง" ได้เป็นอย่างดี

2.  คู่แข่งรับมือยาก

สตาร์ลูกหนังชาวดัตช์กำลังจะเดินตามรอยเพื่อนร่วมรุ่นที่ออกไปดังกับทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปอย่าง แฟรงกี้ เดอ ยอง (บาร์เซโลน่า) และ มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์ (ยูเวนตุส) รวมไปถึง ฮาคิม ซิเย็ค ที่เพิ่งจะไปเป็นสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการกับสโมสร "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ช่วงซัมเมอร์นี้

    ก่อนหน้านี้ ฟาน เดอ เบค ต้องตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของเพื่อนๆ เหล่านี้ อย่างไรก็ตามนี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะทำให้เขาสามารถที่จะได้ชื่อว่าเป็นนักเตะชั้นยอดเหมือนกับเพื่อนๆ ที่ย้ายไปได้ดีบได้ดีกับทีมชั้นยอด ฉะนั้นนี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่เขาจะได้ทำผลงานให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

การได้ย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต้องขอบคุณความสามารถที่หลากหลายของเขาในการเล่นได้หลายตำแหน่งในเกมรุก โดยศักยภาพของเขาสามารถช่วยในเรื่องการครองบอล, ขยับขึ้นไปเล่นเกมรุก หรือยืนเป็นหน้าต่ำ แน่นอนว่านี่คือกองกลางที่แนวรับคู่แข่งยากจะคาดเดา และรับมือได้ยากลำบากจริงๆ
 
3. อยู่ในช่วงก้าวสู่จุดพีค

ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ประสบความสำเร็จกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เขาได้ครอบครองโทรฟี่แชมป์ร่วมกับทีมหลายรายการ และยังมีโอกาสได้เป็นหนึ่งในแข้งสำคัญนำสโมสรทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาล 2018/2019

    อย่างไรก็ตามฟอร์มที่ทุกๆ คนได้เห็นยังไม่ใช่ฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเขา ด้วยวัยเพียงแค่ 23 ปี นักเตะยังมีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพก้าวขึ้นไปสู่จุดพีคในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ฉะนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ประโยชน์อย่างสูงจากการที่ได้เขาไปร่วมทีมในช่วงเวลานี้

ดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ทำผลงานในเกมรุกได้อย่างโดดเด่น และยังมีไหวพริบเฉียบคมกับการเล่นบริเวณพื้นที่สุด โดยเขาสามารถขยับตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในกองกลางตัวรุกที่เก่งที่สุดในยุโรปในเร็วๆ นี้ ที่สำคัญ "ผีแดง" ในยุคเน้นผู้เล่นพลังหนุ่ม มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะรีดศักยภาพของ ฟาน เดอ เบค ออกมา

    แน่นอนว่า กองกลางวัย 23 ปี จะเป็นผู้เล่นที่สร้างเกมรุกให้กับทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ให้อันตรายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ยิ่งหากได้ประสางานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และ 3 ประสานความเร็วสูงได้แก่ อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เมสัน กรีนวู้ด บอกเลยว่ากองหลังคู่แข่งได้ขาสั่นชัวร์
 
4. ยิงประตูได้ดีเยี่ยม

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดไปในฤดูกาลล่าสุดก็คือการยิงประตูจากแผงกองกลาง แน่นอนว่าพวกเขาทำผลงานได้อย่างสยดสยองจาก 3 แนวรุกความเร็วสูง มาร์กซิยาล, แรชฟอร์ด และ กรีนวู้ด ที่ตะบันตาข่ายคู่แข่งรวมกันแล้วได้  61  ประตูตลอดการแข่งขันทุกรายการ

    สำหรับในแผงกองกลาง บรูโน่ แฟร์นันด์ส มีโอกาสได้ยิงประตูให้กับทีมพอสมควรนับตั้งแต่ที่ย้ายมาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, ปอล ป็อกบา (เจ็บหนักในซีซั่นล่าสุด), เนมานย่า มาติช และ เฟร็ด ก็มีโอกาสทำประตูบ้างประปราย

ฉะนั้นหาก "ปีศาจแดง" ได้ ฟาน เดอ เบค มาเสริมแกร่ง จะทำให้ทีมสามารถขู่คู่แข่งจากการยิงประตูบริเวณแผงกองกลางได้มากยิ่งขึ้น โดยนักเตะเป็นผู้เล่นประเภทชอบขึ้นไปช่วยเกมรุกเสมอ และพยายามไล่บี้กดดันกองหลังคู่แข่ง รวมทั้งยังวิ่งเข้าไปหาพื้นที่เพื่อทำประตู

     กองกลางชาวดัตช์ มีทั้งความคล่องแคล้วว่องไว และยังยิงประตูได้ดีซะด้วย ซึ่งนี่คือสิ่งที่จะช่วยกำจัดจุดอ่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดหายไป โดย ฟาน เดอ เบค ซัดไป 10 ประตูจากการเล่นทุกรายการในซีซั่น 2019/2020 และนักเตะน่าจะทำได้แบบเดียวกันเมื่อมาเล่นให้ "เร้ด เดวิลส์"

5. เล่นเกมใหญ่ได้ดีเสมอ

ฟาน เดอ เบค เป็นนักเตะที่มักจะทำผลงานได้ดีมากๆ เมื่อเวลาลงเล่นกับทีมใหญ่ๆ โดยเขาพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วจากการช่วย อาแจ็กซ์ ในการเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรป เมื่อซีซั่น 2018/2019 เมื่อเขาสวมบทฮีโร่ด้วยการซัดประตูในเกมพบ ยูเวนตุส และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ ฟาน เดอ เบค ยังมีส่วนในการแอสซิสต์ให้เพื่อนร่วมทีมในแมตช์ปะทะ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด โดยรวมแล้วผลงานของเขาโดดเด่นมากๆ ในการเล่นกับทีมใหญ่ ที่สำคัญนักเตะยังเปรียบเสมือนหัวใจในแดนกลาง และพร้อมที่จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนเกมรุกให้กับทีมอยู่เสมอ

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นก็คือการเล่นที่หลากหลายซึ่งกองหลังคู่แข่งยากจะคาดเดาได้ นอกจากนี้นักเตะยังเป็นพวกที่กระหายความสำเร็จอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น แมนฯ ยูไนเต็ด จะได้ประโยชน์จากจุดนี้ของ ฟาน เดอ เบค มากๆ

    ทั้งความสามารถในการขับเคลื่อนเกม, การยิงประตู และสไตล์การเล่นที่ไม่เคยยอมแพ้จนกว่าเสียงนกหวีดยาวหมดเวลาของผู้ตัดสินจะดังขึ้นมา ต้องบอกเลยนี่คือคุณสมบัติที่เข้ากับปรัชญาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างเหมาะสมลงตัวที่สุด

นาบรี้จัดเบิ้ล! บาเยิร์นมาตามนัดอัดลียงชิงชปล.ลุ้นแชมป์สมัยที่6

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้สองประตูของ แซร์ช นาบรี้ นำทีมอัด โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศส อย่างสบาย 2-0 ตีตั๋วเข้าชิงถ้วยบิ๊กเอียร์ลุ้นแชมป์สมัยที่ 6 ของสโมสร โดยจะปะทะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (สนามกลาง)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดเดียวรู้ผล คืนวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค รอบก่อนโชว์ฟอร์มโหดถล่ม บาร์เซโลน่า 8 เม็ดฉลุยเข้ารอบมา ฮันซี่ ฟลิค เทรนเนอร์แชมป์ลีกเยอรมัน จัดผู้เล่นแบบไม่มีกั๊กใส่แนวรุกทั้ง "มุลเลอร์-เลวานดอฟสกี้" ทะลวงเกมรับ โอลิมปิก ลียง สโมสรดังฝรั่งเศสที่พลิกล็อกช็อกโลกเขี่ยเต็งแชมป์อย่าง แมนซิตี้ รูดี้ การ์เซีย โค้ชคนเก่งขอสร้างผลงานโบว์แดงทะลุชิงดำให้ได้ ใส่ดาวเตะ "เมมฟิส เดอปาย" เป็นตัวเดินเกม ใครชนะจะดวล เปแอสเช นัดชิงในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมศกนี้

     ลียงทักทายนาทีที่ 4 มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์ ดักบอลได้กลางสนามแดนตนเองจ่ายเรียดพื้นขึ้นหน้าให้ เมมฟิส เดอปาย รับบอลกระชากหนีทั้ง มานูเอล นอยเออร์ นายด่านและสองแนวรับเสือใต้เข้าเขตโทษด้านขวาแต่ทว่ายิงไม่ตรงกรอบชนข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

     เสือใต้บุกนาทีที่ 11 เลออน โกเร็ทซ์ก้า แปะบอลหน้ากรอบเขตโทษทำชิ่งกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เข้าในเขตโทษก่อนเป็นมิดฟิลด์เสือใต้หลุดไปยิงคนเดียวแต่ไม่เต็มเท้าบอลกระดอนมาหากรอบประตูจะกลิ้งเข้าไปแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส นายทวารลียงตามมาปัดพ้นออกหลังทันเวลา

     ทีมดังฝรั่งเศสเกือบนำนาทีที่ 17 เลโอ ดูบัวส์ ทิ่มบอลขนานเส้นให้ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี วิ่งมารับบอลเลี้ยงมาทางกรอบเขตโทษด้านขวาแตะบอลไปติดตัว อัลฟอนโซ่ เดวิส กนะเด้งกลับมาหาศูนย์หน้าลียงแตะเข้าเหลี่ยมยิงไปถูกเสาแรกกระดอนกลับมาที่ คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี อีกครั้งแต่ซัดซ้ำอีกจังหวะบอลไม่ตรงกรอบก่อนถูกเคลียร์ออกมา

     กลายเป็นบาเยิร์นนำนาทีที่ 18 โยชัว คิมมิช หยอดบอลโด่งทิ้งมาที่ แซร์ช นาบรี้ เกี่ยวบอลลงลากจากริมสนามทางขวามาตรงเส้นหน้ากรอบเขตโทษแล้วบรรจงปั่นบอลลอยผ่านมือนายทวารลียงเข้าซุกก้นตาข่ายอย่างสวยงาม

     แชมป์บุนเดสชวดทิ้งห่างนาทีที่ 25 อิวาน เปริชิช วางบอลยาวข้ามฟากเข้ากลางเขตโทษ แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงโหม่งสกัดไม่ขาดบอลมาเข้าทาง แซร์ช นาบรี้ ที่ยืนโล่งไร้ตัวประกอบจับบอลแต่งหนึ่งครั้งแล้วหวดทันทีบอลพุ่งถูกนายด่านคู่แข่งล้มตัวทุบออกไปได้

     พี่เสือออกนำอีกนาทีที่ 33 แซร์ช นาบรี้ ฉกบอลจากความผิดพลาดของผู้เล่นลียงเลี้ยงบอลก่อนแทงต่อให้ อิวาน เปริชิช เขตโทษทางซ้ายจ่ายปาดมาหน้าปากประตู โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ สไลด์ยิงจังหวะแรกบอลยังไม่เข้าถูกนายทวารลียงหยุดไว้ได้แต่กลายเป็น แซร์ช นาบรี้ ตามมาซ้ำบอลระยะเผาขนเข้าไปเป็นลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้

     เสือใต้เล่นดุดันนาทีที่ 38 โยชัว คิมมิช ส่งบอลออกข้างไปที่ แซร์ช นาบรี้ เปิดบอลกึ่งยิงทางเขตโทษด้านขวา บอลโค้งผ่าน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ที่พยายามแหย่ขาชาร์จออกข้างเสาสองไปแบบได้ลุ้นเม็ดที่สามอย่างมาก จบ 45 นาทีแรก บาเยิร์น นำอยู่ 2-0

     ยังเป็นบาเยิร์นเกือบได้อีกนาทีที่ 51 อิวาน เปริชิช สปีดมารับบอลจากเพื่อน ก่อนกระชากหลุดมาทางเขตโทษด้านซ้าย ก่อนซัดบอลเรียดพื้นเข้ามือ แอนโธนี่ โลเปส ผู้รักษาประตูลียงล้มตัวรับอยู่มือ

     ลียงสร้างโอกาสนาทีที่ 56 เมมฟิส เดอปาย เปิดลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลโด่งมาตกบริเวณกลางเขตโทษ มาร์เซโล่ กองหลังเพื่อนร่วมทีมขึ้นมาโขกเต็มศีรษะแต่บอลไม่ห่างตัวนายทวารเสือใต้รับไว้ได้สบาย

     ต่อมานาทีที่ 58 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาถูก นิคลาส ซูเล่ ครองบอลได้ทว่าแนวรับสำรองเสือใต้ไปเตะติดตัว มุสซ่า เดมเบเล่ จ่ายสั้นให้ อูสเซ็ม อาอูอาร์ ลากบอลมาทางเขตโทษด้านซ้ายไหลบอลมาที่อีกฝั่งก่อนเป็น คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี ได้โอกาสซัดคนเดียวแต่ยังติดขา มานูเอล นอยเออร์ ที่ออกมาบล็อกทันช่วยทีมไว้

     เสือใต้ชวดได้อีกลูกนาทีที่ 80 โธมัส มุลเลอร์ เปิดบอลจากนอกกรอบเขตโทษด้านซ้าย บอลเข้ามาถูกเท้า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยื่นมาสะกิดบอลเล็กน้อยก่อนเป็น ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ สปีดมาเกี่ยวบอลแล้วจิ้มเข้าประตูไป แต่ว่ากรรมการเป่าเป็นลุกล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

     ยังไม่พอนาทีที่ 88 โยชัว คิมมิช หยอดลูกฟรีคิกเกือบถึงเส้นหลังด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กระโดดโถมตัวโหม่งเต็มแรงไร้ตัวประกบบอลเสียบเข้าประตุเข้าไปอย่างแม่นยำ จบเกม บาเยิร์น มิวนิค ถล่ม โอลิมปิก ลียง 3-0 ผ่านเข้าไปชิงดำชปล.กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล (มาติส ไรอัน แชร์กี น.73),เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.67),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาไรช์ (ติอาโก้ เมนเดส น.46),อูสเซ็ม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์เน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซ่า เดมเบเล่ น.58),คาร์ล โตโก้ เอก็อมบี (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.67)

บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1): มานูเอล นอยเออร์,โยชัว คิมมิช,เยโรม บัวเต็ง (นิคลาส ซูเล่ น.46),ดาวิด อลาบา,อัลฟอนโซ่ เดวิส,ติอาโก้ อัลกันตาร่า (โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ น.82),เลออน โกเร็ทซ์ก้า (แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ น.82),อิวาน เปริชิช (คิงสเล่ย์ โกมัน น.63),โธมัส มุลเลอร์,แซร์ช นาบรี้ (ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ น.75),โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

ฟูลแบ็กอาการหนัก, แนวรุกไม่คม ! ผ่า 5 ประเด็น แมนยู พ่าย เซบีย่า อดชิงยูโรปา ลีก

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายสู้ความช่ำชองของ เซบีย่า ไม่ได้ส่งผลให้ทีมแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในรอบรองชนะเลิศ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ "ปีศาจแดง" ต้องเจ็บช้ำกับการตกรอบตัดเชือก 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้
    "ผีแดง" มีโอกาสที่จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศ หลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส แต่น่าเสียดายที่ทีมมาโดนตีเสมอ จากซูโซ่ และถูก ลุค เดอ ยอง ซัดประตูชัยในครึ่งหลัง ส่งให้ เซบีย่า ได้เข้าชิงถ้วยใบเล็กยุโรปครั้งที่ 6

    ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องกลับไปเตรียมทีมเพื่อสู้ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า โดยมีความเป็นไปได้ที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะต้องเสริมแกร่งทั้งในเกมรับ และเกมรุก ซึ่งในแมตช์นี้ขาดความเฉียบคมไปพอสมควร

1. ยิงทิ้งยิงขว้าง


    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงแทบอยากจะเปลี่ยนตัวเองลงไปเล่นแทน เพื่อเป็นการแสดงให้บรรดาลูกทีมได้เห็นว่าการจบสกอร์ที่เด็ดขาดและเฉียบคมเป็นยังไง หลังจากที่ทัพ "ปีศาจแดง" สามารถสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากมายโดยเฉพาะในครึ่งหลัง แต่ดันไม่เด็ดขาด

    แมตช์นี้ "เร้ด เดวิลส์" สร้างโอกาสบริเวณหน้าประตูได้ถึง 20 ครั้ง แต่พวกเขาไม่สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้เลย ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการยิงประตูของเหล่ากองหน้าตัวความหวังทั้ง อองโตนี่ มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด และ เมสัน กรีนวู้ด

    โดยเฉพาะในกรณีของ มาร์กซิยาล ที่หลุดเข้าไปในเขตโทษ 2-3 ครั้งแต่ดันยิงไปติดผู้รักษาประตู และยิงแบบไม่มีลุ้น ซึ่งหาก หัวหอกชาวฝรั่งเศส เปลี่ยนจังหวะเหล่านั้นให้เป็นประตู รูปเกมคงจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ฉะนั้นนี่คือสิ่งที่นักเตะต้องกลับไปแก้ไข หากต้องการยึดตำแหน่ง "หน้าเป้า" ถาวร

    จะว่าไปแล้วโอกาสที่ แมนฯ ยูไนเต็ด สร้างขึ้นมา และยิงไม่ได้ส่วนหนึ่งก็มาจากความเหนียวหนึบของ ยาสซีน บูนู ที่สามารถป้องกันจังหวะเหล่านั้นได้หมด โดยเฉพาะในต้นครึ่งหลังเจ้าตัวเซฟเป็นพัลวัน ทำให้ทีมยังคงรักษาสกอร์เสมอ 1-1 เอาไว้ได้
 
2. มหัศจรรย์ แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับว่า บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือหัวใจของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแท้จริง เพราะเขาเป็นคนที่คอยปั้นเกมรุกให้กับทีม และยังสามารถปั่นเกมคู่แข่งได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการยิงจุดโทษของนักเตะก็สุดฉมัง จนทำให้ทีมยกให้เป็นมือ 1 ในการสังหารจุดโทษไปแล้ว

    สำหรับประตูที่ทำให้ทีมขึ้นนำมาจากจังหวะจุดโทษซึ่งเป็นครั้งที่ 22 ของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ โดยตอนนี้เขามีส่วนกับการที่ทีมได้ประตูถึง 20 ลูก โดยเป็นการตะบันเอง 12 ประตู กับอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมีแค่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่มีสถิติเหลือกว่าเขาจาก 5 ลีกชั้นนำในยุโรป

     จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส เป็นจุดศูนย์รวมในการเล่นเกมบุกของ "ปีศาจแดง" โดยมีหลายจังหวะที่ แฟร์นันด์ส ผ่านบอลสวยๆ ให้เพื่อนร่วมทีมได้ยิงประตู โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ผ่านบอลให้ เมสัน กรีนวู้ด ได้ซัดจ่อๆ แต่ไปติดเซฟของ ยาสซีน บูนู

    อีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปิดบอลสุดฉมังให้ มาร์กซิยาล ได้ซัด แต่ยังไม่ผ่านมือ บูนู อีกตามเคย ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดฝอยทอง ได้บอลจาก มาร์กซิยาล บริเวณเขตโทษ และซัดเต็มเหนี่ยว แต่น่าเสียดายที่แนวรับของ เซบีย่า วิ่งเข้ามาป้องกันได้ทัน

    ต้องยอมรับเลยว่าเกมนี้ เซบีย่า ไม่าสมารถจัดการกับ แฟร์นันด์ส ได้ เขาแสดงให้เห็นถึงพลังกำลังในการเล่น และเทคนิคชั้นยอดในการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม แต่น่าเสียดายวันนี้ไม่ใช่วันของ แมนฯ ยูฯ เพราะแนวรุกขาดความเฉียบคมอย่างน่าเหลือเชื่อ

3. ฟูลแบ็กไร้ประสิทธิภาพ

    ปกติแล้วฟูลแบ็กของแมนฯ ยูไนเต็ด จะทำผลงานได้ดีแต่ในแมตช์นี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า กับ แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ โดยพวกเขาไม่สามารถเติมเกมบุกขึ้นมาสร้างความอันตรายให้เกมรับ เซบีย่า ได้เลย แถมเกมรับยังหลวมโคกอีกต่างหาก

    ในจังหวะที่ทีมเสียประตูตีเสมอเริ่มต้นจาก ลูกัส โอกัมโปส ตัดหลังให้ เซร์คิโอ เรกีลอน ขณะที่ วาน-บิสซาก้า วิ่งตามไม่ทัน ก่อนที่จะผ่านไปให้ ซูโซ่ ซึ่งได้ยืนโล่งๆ สบายๆ เพราะ วิลเลี่ยมส์ ดันหลุดตำแหน่ง ทำให้เขาจัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย ชนิดที่ ดาบิด เด เคอา หมดปัญญาป้องกันจริงๆ

    ต้องบอกเลยว่า วาน-บิสซาก้า ค่อนข้างจะเล่นแบบตื่นๆ ไม่เหมือนกันช่วงที่ผ่านมา ที่เขาจะมีอาการนิ่งมากกว่านี้ โดยเฉพาะในจังหวะเสียประตูที่สองหากจะโทษว่าเป็นการประกบที่ผิดพลาดของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ก็ได้ แต่ แบ็กขวาดาวรุ่งเลือดผู้ดี ก็ต้องรับผิดชอบด้วย ที่ไม่วิ่งเข้ามากดดัน ลุค เดอ ยอง ทำให้เขาซัดประตูได้สบายอุรา

    สำหรับ วิลเลี่ยมส์ ต้องบอกเลยว่านี่คือแมตช์ที่จะทำให้เขาจดจำไปอีกนาน เพราะเกมนี้เจ้าตัวเล่นไม่ออก และยังเป็นบ่อน้ำมันชั้นดีให้ เซบีย่า บุกเข้าไปลุ้นทำประตู ที่สำคัญนักเตะยังเล่นออกแนวตื่นสนามทำให้งานนี้ก็เลยโดนแข้งประสบการณ์ของทีมดังจากสเปน จัดการปั่นป่วนจนเสียขบวน

    ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าทั้งประตูตีเสมอ และประตูชัยของ เซบีย่า เริ่มต้นจากบริเวณฟูลแบ็กทั้งสองฝั่ง ซึ่งงาน โซลชา คงต้องทำการบ้านอย่างหนักในการแก้ไขปัญหานี้ หากไม่อยากที่จะต้องเจ็บช้ำในการลุ้นความสำเร็จในฤดูกาล 2020/2021

4.  ลินเดอเลิฟ VS แฟร์นันด์ส

    ต้องยอมรับเลยว่านี่คือค่ำคืนที่แสนน่าผิดหวังของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยเฉพาะคู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ไม่สามารถช่วยให้ทีมรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ในแมตช์นี้ โดยเฉพาะในรายของ ลินเดอเลิฟ มีกรณีให้ต้องพูดถึงอย่างมาก

    จังหวะที่ "ปีศาจแดง" เสียประตูที่สอง หลายคนมองเห็นอย่างชัดเจนว่า ลินเดอเลิฟ ยืนผิดตำแหน่ง ทำให้ ลุค เดอ ยอง มีโอกาสซัดโล่งๆ ขณะที่ วาน-บิสซาก้า ก็ไม่ทำอะไรปล่อยให้คู่แข่งได้เล่นสบายๆ และแน่นอนว่าเมื่อเสียประตูอารมณ์ก็ถาโถมเข้าใส่นักเตะทุกคน

    ด้วยความที่ แฟร์นันด์ส พยายามชี้ให้เห็นถึงการเล่นที่ผิดพลาดจนทำให้ทีมเสียประตู แต่ด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาล ทำให้ ลินเดอเลิฟ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองผิดพลาดแถมยังจัดการด่ากลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรง จนกลายเป็นภาพที่แฟนบอลทั่วโลกได้เห็นกันไปแล้ว

    แม้ว่าหลังจบเกม โซลชา จะไม่ได้ตำหนิ ลินเดอเลิฟ ที่ทำพลาดในจังหวะนั้น แต่ก็ยอมรับว่าทีมควรมีการป้องกันจังหวะการเปิดบอลจากบริเวณด้านข้างให้ดีกว่า ซึ่งการพูดแบบนี้ดูเหมือนว่า "น้าลูกอม" จะบอกเป็นนัยๆ ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด คงต้องหาคู่หูคนใหม่มาเล่นกับ แม็กไกวร์ ซะแล้ว

5. พลาดเข้าชิง 3 รายการติดต่อกันในฤดูกาลนี้

    โซลา ต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างมาในฤดูกาลนี้เมื่อเขาค่อยๆ สร้างทีมขึ้นมาและทะลุเข้าไปลุ้นความสำเร็จถึง 3 รายการได้แก่ คาราบาว คัพ, เอฟเอ คัพ และ ยูโรปา ลีก แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันทั้ง 3 ทัวร์นาเมนต์ เพราะต้องโบกมือลารอบตัดเชือกเรียบวุธ

    สำหรับในเกม คาราบาว คัพ ต้องพ่ายให้กับ แมนฯ ซิตี้ แบบเหย้า-เยือน ในขณะที่การดวลเกมฟุตบอลถ้วยที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก็ต้องเจอทีเด็ดของ "สิงโตน้ำเงินคราม" ส่วนในการชิงชัยถ้วยใบเล็กยุโรป ต้องพ่ายให้กับเจ้าพ่อของโทรฟี่รายการนี้

    อย่างไรก็ตามในเกมยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก สิ่งหนึ่งน่าจะทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" พอจะมีรอยยิ้มอยู่บ้างก็คือสไตล์การเล่นที่สนุกเร้าใจ และสามารถไล่กดบดขยี้ เซบีย่า จนแทบอยู่หมัด แต่น่าเสียดายที่ทีมขาดความเฉียบคมทำให้พลาดโอกาสสำคัญๆ ไปหลายครั้ง ซึ่งเป็นจุดที่ต้องแก้ไขเป็นการด่วน

“ดิมาเรีย” สุดแฮปปี้เปแอสเชชิงชปล.หนแรก

อังเคล ดิ มาเรีย ปีกจอมพลิ้ว ปารีส แซงต์-แชร์กแมง รับแฮปปี้สุดๆ หลังช่วยสโมสรลิ่วเข้าสู่รอบชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรก ลั่นทุกคนในทีมพร้อมทำความฝันให้เป็นจริง

    อังเคล ดิ มาเรีย ปีกคนเก่งของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ยอมรับว่า ตนและบรรดาเพื่อนร่วมทีมต่างมีความสุขเป็นอย่างมาก ที่ช่วยสโมสรทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร หลังเอาชนะ แอร์เบ ไลป์ซิก 3-0 ในเกมรอบรองชนะเลิศ ที่สนาม เอสตาดิโอ ดา ลุซ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา

    เกมนี้ ดิ มาเรีย คว้ารางวัล "แมน ออฟ เดอะ แมตช์" หลังทำ 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ซึ่ง เปแอสเช มีคิวลงเตะเกมรอบชิงฯ วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้ โดยรอพบกับผู้ชนะของคู่ระหว่าง โอลิมปิก ลียง กับ บาเยิร์น มิวนิค ที่จะเตะกันในค่ำคืนวันนี้

       
        "เรามีความสุขมากๆ เพราะนี่คือครั้งแรกของสโมสรเลยที่เข้าชิง เราทำงานกันอย่างหนักตลอดทั้งเกม และก็เล่นกันได้ดี เราต้องการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสร เราทำได้สำเร็จในคืนนี้ ซึ่งเราก็ต้องทำให้ได้แบบนี้อีก เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง"

        "หลังจากนี้ไปจนกว่าจะถึงรอบชิงฯ เราคงนอนไม่หลับ เราแสดงให้เห็นแล้วว่า เราคู่ควรจริงๆ กับการมาถึงจุดนี้ มันไม่สำคัญหรอกว่า เราจะเจอกับ บาเยิร์น หรือ ลียง เพราะยังไงเราก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด" อดีตแข้ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เรอัล มาดริด เปิดใจหลังเกม

เอ็มบัปเป้วัดเดวิส! จับตา 5 คีย์แมนตัดสินเกมชิงดำชปล. บาเยิร์น-เปแอสเช



ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศจะปะทะแข้งกันในคืนนี้ แค่ชื่อทีมอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ บาเยิร์น มิวนิค ก็น่าดูเป็นอย่างยิ่งแล้ว ด้านทีมยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศสถือเป็นทีมที่ประกอบด้วยแนวรุกชั้นนำของยุโรป ขณะที่ “เสือใต้” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่านัดนี้จะเป็นการดวลกันของแข้งฝีเท้าระดับโลกและนี่คือ 5 จุดปะทะสำคัญที่อาจเป็นตัวตัดสินเกมนี้
1.โธมัส มุลเลอร์ vs มาร์กินญอส

    นอกจาก มุลเลอร์ จะทุบสถิติแอสซิสต์สูงสุดของบุนเดสลีกาแล้ว (21 แอสซิสต์) เจ้าตัวยังต่อยอดฟอร์มเจ๋งมาใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค เขารับบทบาทเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกและยังเคลื่อนอย่างอิสระเพื่อสร้างสรรค์เกม

    เกมกับ บาร์เซโลน่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ถือเป็นหนึ่งในเกมที่ มุลเลอร์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดในการค้าแข้งหลังทำ 2 ประตูและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากมาย เขาถือเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเฉลียวฉลาดที่สุดในโลกและการเคลื่อนที่ของเขาจะสร้างปัญหาให้กับแดนกลาง เปแอสเช แน่นอน

    มาร์กินญอส คงต้องเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดของเพื่อต่อกรกับ มุลเลอร์ ให้ได้ กองกลางชาวบราซิลเลี่ยนทำผลงานได้ดีทั้งในรอบ 8 ทีม และรอบรองฯ หลังทำประตูสำคัญและช่วยเก็บบอลในแดนกลางให้ทีมครองบอลอย่างต่อเนื่อง การปะทะกับ มุลเลอร์ คืนนี้จะส่งผลกับเกมแแดนกลางเป็นอย่างมาก

2.แซร์ช นาบรี้ vs ฆวน เบร์นาต

    ก่อนหน้านี้แฟนบาเยิร์นคงกังวลว่าเมื่อหมดยุคของ อาร์เยน ร็อบเบน ไปแล้วจะมีใครมาสานต่อได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าตอนนี้คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วเพราะ นาบรี้ คนนี้รับไม้ต่อเรียบร้อย สถิติการยิง 23 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ในทุกรายการฤดูกาลนี้ถือว่าสุดยอดมากๆ

    ขณะที่ใน ชปล. ก็ทำแฮตทริกใส่ สเปอร์ส, อัด 2 ประตูใส่ เชลซี, ยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบ บาร์ซ่า ก่อนจะเหมา 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศกับ ลียง พูดได้คำเดียวว่า “ไร้ที่ติ” แต่นัดชิงชนะเลิศนั้นตามตำแหน่งเขาจะต้องเจอกับ ฆวน เบร์นาต ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแบ็กซ้ายชาวสแปนิชแน่นอน หากพลาดท่าต่ออดีตตัวรุกอาร์เซน่อล ก็อาจจะมีน้ำตาตกได้เลย

3.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ vs ติอาโก้ ซิลวา

    น่าเสียดายที่ไม่มีการแจกรางวัล บัลลงดอร์ ในปีนี้ไม่อย่างนั้น เลวานดอฟสกี้ คงคว้ามันมาง่ายๆไม่ว่าจะได้ถ้วย ยูฟ่า แชเมปี้ยนส์ ลีก หรือไม่ก็ตาม เขาซัดประตูมากถึง 55 ประตูในทุกรายการฤดูกาลนี้ ส่วนใน ชปล. ก็นำเป็นดาวซัลโวที่ 15 ประตูและเขายิงทุกนัดที่ลงเล่นมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ด้วยมาตรฐานการเล่นสูงขนาดนี้ เลวานดอฟสกี้ อาจจะผิดหวังหากไม่มีชื่อชื่อทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ ด้าน โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คงรู้ดีว่าเขาอันตรายมากแค่ไหน นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของแนวรับเปแอสเชแน่นอน

    ติอาโก้ ซิลวา กองหลังตัวเก๋า 36 ปีจะลงเล่นเป็นเกมสุดท้ายให้กับทีมและเขาคงอยากจะอำลาด้วยการโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมและคว้าแชมป์ แต่ก็คงต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหยุดกองหน้าคนนี้ให้ได้

4.คีลิยัน เอ็มบัปเป้ vs อัลฟอนโซ่ เดวิส

    หาก เอ็มบั๊ปเป้ ท็อปฟอร์มขึ้นมาคงไม่มีอะไรหยุดเขาได้ สตาร์เปแอสเชรายนี้สามารถออกสตาร์ทตัวจริงได้ทั้งตัวรุกฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ฉีกแนวรับเป็นชิ้นมานักต่อนัก และถ้าหากคืนนี้เขาลงเล่นเป็นฝั่งขวาแล้ว เขาจะต้องเจอกับ อัลฟอนโซ่ เดวิส ดาวรุ่งพุ่งแรงของยุคนี้

    แบ็กซ้ายวัย 19 ปีของ “เสือใต้” มีความเร็วทะลุนรกไม่แพ้ เอ็มบั๊ปเป้ และเขาใช้ข้อนี้ในการวิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อทำเกมรุกและป้องกันเกมรับ เราได้เห็นเขาโชว์ทักษะการเลี้ยงบอลที่สุดยอดในเกมกับ บาร์เซโลน่า มาแล้ว

    อย่างไรก็ตามการมี เอ็มบั๊ปเป้ อยู่ในสนาม เดวิส คงไม่สามารถเติมเกมรุกแบบอิสระอีกต่อไป เขาคงต้องตระหนักถึงเรื่องเกมรับเป็นอย่างแรก การดวลกันของทั้งสองคงเป็นสิ่งที่หลายจับตามองมากเพราะน่าจะเป็นคู่ต่อกรสูสีใกล้เคียงกัน

5.เนย์มาร์ vs ดาวิด อลาบา

    หลายคนวิจารณ์ เนย์มาร์ เมื่อเขาตัดสินใจเดินออกจากทัพ บาร์เซโลน่า เพื่อมา เปแอเช ในปี 2017 ซึ่งเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปอีกเลยนับตั้งแต่ย้ายทีมมา จนกระทั่งฤดูกาลนี้มันอาจจะเป็นจริงแล้ว

    เนย์มาร์ ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญของ เปแอสเช และถ้าหากคืนนี้ทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ขึ้นมา ก็คงมีหลายคนยกย่องเขาแน่นอน แม้ว่าตั้งแต่นัดอตาลันต้าจนถึงไลป์ซิก เขาจะมีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ แต่ เนย์มาร์ ยังช่วยแบกทีมและมีส่วนร่วมกับเกมรุกตลอด ทว่าเกมนี้เขาต้องเจอกับแนวรับที่แข็งแกร่งอย่าง ดาวิด อลาบา

    เราได้เห็น เนย์มาร์ แหวกแนวรับทั้งอตาลันต้าและไลป์ซิกมาแล้ว คืนนี้เขาจะสามารถฝ่าแนวรับ “เสือใต้” ไปได้หรือไม่ สิ่งเดียวที่กั้นขวางเขากับถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นี้คือ อลาบา นี่เอง

บาเยิร์นยิ้ม! “ปาวาร์” ลงซ้อมได้เรียบร้อย

 

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้รับข่าวดีก่อนฟาดแข้งกับ โอลิมปิก ลียง วันพุธนี้ เพราะล่าสุดกองหลังตัวเก่งอย่าง แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ คืนสนามซ้อมเรียบร้อย  
 แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ กองหลังเฟร้นช์แมนของ บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ลงซ้อมร่วมกับทีมแบบเบาๆ ได้เรียบร้อย เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา

     ปรากาหลังทีมชาติฝรั่งเศสวัย 24 ปี ได้รับบาดเจ็บที่เท้าเมื่อราวสามสัปดาห์ก่อน แต่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มลงซ้อมกับเพื่อนๆ ได้แล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คาดว่า เจ้าตัวยังไม่น่าจะพร้อมช่วยทัพ "เสือใต้" ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ กับ โอลิมปิก ลียง วันพุธที่ 19 สิงหาคมนี้ แต่กุนซือ ฮันซี่ ฟลิค อาจจะมอง ปาวาร์ เป็นทางเลือก หากทีมทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะเตะในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้

     ทั้งนี้ ปาวาร์ ซึ่งเพิ่งย้ายมาจาก เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน ถือเป็นแข้งกำลังหลักของ บาเยิร์น โดยฤดูกาลนี้ลงเล่นไปแล้วรวมทุกรายการ 46 นัด ทำได้ 5 ประตู

 

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า

ดราม่าสุดๆ สำหรับเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แรกเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา หลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาได้สองประตูจาก มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง ในนาทีที่ 90 และ 90+3 พลิกเอาชนะ อตาลันต้า ได้แบบสุดระทึก 2-1 ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้มีสถิติที่น่าสนใจเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เนย์มาร์ ที่เค้นฟอร์มการลากเลื้อยอันน่าทึ่ง ถึงแม้ไร้สกอร์และยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายครั้งก็ตาม
     149 – จำนวนวินาทีความห่างระหว่างประตูของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
 

     1 – นี่คือหนแรกที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เอาชนะสโมสรจากอิตาลีได้สำเร็จในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยก่อนหน้านี้ 6 ครั้งที่เจอสโมสรเลี่ยน พวกเขาเสมอ 4 แพ้ 2 และเก็บคลีนชีตไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

     25 – เปแอสเช ทะลุเข้าสู่รอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 1994/95 ยุคกุนซือ หลุยส์ แฟร์กน็องเดซ

     113 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ ได้สัมผัสกับบอลในเกมนี้ ซึ่งมากสุดเหนือทุกคนในสนาม รองลงมาคือ เพรสเนล คิมเพมเบ้ กองหลังเพื่อนร่วมทีม 93 ครั้ง 

     16 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียว แชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ที่ Opta เริ่มมีการจดบันทึกสถิติเมื่อฤดูกาล 2009/10

     11 – แน่นอนว่า สถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 16 ครั้งของ เนย์มาร์ เป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ด้วย โดยทุบสถิติเดิม 11 ครั้งที่ ลิโอเนล เมสซี่ ของ บาร์เซโลน่า และ ลอเรนโซ่ อินซินเย่ ของ นาโปลี เคยทำเอาไว้ในเกมเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ตามลำดับ 

     4 – ที่โหดยิ่งไปกว่านั้น… หากนับเฉพาะตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นมา นักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก มากสุด 4 อันดับแรก เป็น เนย์มาร์ คนเดียวล้วนๆ!!!

      – 16 ครั้ง : เนย์มาร์ VS อตาลันต้า (2020)
       – 15 ครั้ง : เนย์มาร์ VS ยูเวนตุส (2017)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS นาโปลี (2018)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS เรอัล มาดริด (2018)

     9.74 – เป็นเรตติ้งของ เนย์มาร์ ในเกมนี้จากเว็บไซต์ whoscored.com ซึ่งนอกจากเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 หนแล้ว เกมนี้เจ้าตัวยังทำ 1 แอสซิสต์, สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมลุ้นทำประตูรวม 4 ครั้ง และเรียกฟาวล์ได้ถึง 9 หนด้วย

     6 – ขณะที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 ครั้ง… ผู้เล่น อตาลันต้า ทั้งทีมเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จรวมแค่ 6 หนเท่านั้น!!! โดยนักเตะของพวกเขาที่ทำได้มากที่สุดคือ มาร์เท่น เดอ รูน 3 ครั้ง

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า
     1 – ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับ เมาโร อีการ์ดี้ หัวหอกเลือด "ฟ้า-ขาว" ของ เปแอสเช เพราะตลอด 79 นาทีที่อยู่ในสนาม (ชูโป-โมติง ลงแทน) เจ้าตัวได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง 1 ครั้ง, สร้างโอกาสให้เพื่อน 1 ครั้ง, ได้ลองยิง 1 ครั้ง และตรงกรอบ 0 ครั้ง

เป้าหมายชัดเจน!เป๊ปลั่นแมนซิตี้หวังเป็นจ้าวยุโรป

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกาศชัด ซีซั่นนี้ "เรือใบสีฟ้า" ต้องการเป็นแชมป์ยุโรป ชี้สำคัญมากๆ ที่ทีมสามารถฝ่าด่าน เรอัล มาดริด เข้าสู่รอบก่อนรองฯ ได้สำเร็จ

          เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยืนยันว่า ทีมตนมุ่งมั่นอย่างมากที่จะคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาลนี้ หลังเปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม พิชิต เรอัล มาดริด ยอดสโมสรจากแดนกระทิงดุ 2-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดย "เรือใบสีฟ้า" ตบเท้าเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 4-2

          เกมนี้ แมนฯ ซิตี้ ขึ้นนำก่อน 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 9 จากความขยันของ กาเบรียล เชซุส ที่เบียดแย่งบอลจาก ราฟาแอล วาราน ก่อนผ่านบอลให้ ราฮีม สเตอร์ลิง จบสกอร์ ทว่านาทีที่ 28 "ราชันชุดขาว" ตามตีเสมอได้จากการโขกของ คาริม เบนเซม่า

           อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 68 เจ้าถิ่นมาจากประตูชัย 2-1 จากการความยอดเยี่ยมของ เชซุส อีกครั้ง ที่ฉกฉวยโอกาสจากการโหม่งบอลคืนหลังไม่ดีของ วาราน ก่อนยิงเข้าไป ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าไปเตะเกมรอบก่อนรองฯ กับโอลิมปิก ลียง ในการแข่งขันแบบ "มินิ ทัวร์นาเมนต์" (เตะนัดเดียวจบ) ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้

               "เรามาอยู่ที่นี่เพื่อคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และนี่ถือเป็นก้าวอีกหนึ่งก้าวสำหรับเรา ถ้าเราคิดว่าเราพอแล้ว มันก็แสดงให้เห็นถึงความไม่เจ๋งจริงของเรา แต่ถ้าคุณต้องการจะเป็นแชมป์ คุณต้องล้มสโมสรใหญ่ๆ แบบนี้ให้ได้ เราเอาชนะพวกเขาได้ทั้งสองเกม ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะ ซีเนดีน ซีดาน ไม่เคยแพ้ในเกมรอบน็อกเอาต์มาก่อน" ยอดกุนซือชาวสแปนิชวัย 49 ปี เปิดใจหลังเกม

รู้จัก “มาดามแพรว” ประธานสโมสรลูกหนังคนงามแห่งร้อยเอ็ด

เปิดภาพชุดสุดแซ่บของ "มาดามแพรว" เกษตรสุข ศุขหงษ์ทอง ประธานสโมสรสาวคนใหม่ของ ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ด

สร้างความฮือฮาไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อสโมสร ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ด เปิดตัวประธานสโมสรคนสวยอย่าง "มาดามแพรว" เกษตรสุข ศุขหงษ์ทอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่า เธอจะมาช่วยฟื้นฟูทีม "กระรอกขาว" ให้กลับมาสู่เส้นทางอาชีพได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำประสบความสำเร็จมาแล้วที่จังหวัดนครพนม

สำหรับ "มาดามแพรว" เป็นคนร้อยเอ็ดโดยกำเนิด จากอดีตสาวแบงค์ กลายเป็นผู้นำพาบริษัทในเครือ พีบี อินฟินิตี้  จำกัด โรงงานผลิตและสกรีนเสื้อคุณภาพ ให้เติบโตและประสบความสำเร็จจนมีกว่า 10 สาขา ทั่วประเทศ ด้วยยอดขายทะลุ 100 ล้านเพียงเวลาไม่ถึง 2 ปี

ด้านประสบการณ์ในการบริหารทีมนั้น "มาดามแพรว" คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ทำทีมฟุตซอลและฟุตบอลอะคาเดมี่ร่วมกับคู่ชีวิต อาวุธ เอฟวา  ผู้จัดการสโมสรฟุตบอล ROIET PB UNITED มาเป็นเวลาหลายปี ทำให้รู้จักนักเตะและวิธีการบริหารสโมสรเป็นอย่างดี

 

วารานแจกขนม, เชซุสโคตรเด่น ! ผ่า 5 ประเด็น แมนซิตี้ สยบ “ราชัน”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการตอกย้ำชัยชนะในแมตช์ปะทะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัด 2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ลอยลำเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-2

    สำหรับเกมนี้แฟนบอล "สำเภาทอง" ต้องขอบคุณ ราฟาแอล วาราน มากๆ ที่เล่นผิดพลาดในจังหวะสำคัญส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเสีย 2 ประตู ขณะที่ฟอร์มของ กาเบรียล เชซุส โดดเด่นเป็นสง่า และพร้อมที่จะแบกรับหน้าที่ยิงประตูแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้สบายๆ

    ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับคำว่าเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก หลังจากที่ปั้นเกมให้กับต้นสังกัดได้อย่างสุดยอดไม่มีที่ติ ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอ กุนซือชาวสแปนิช ถือเป็นยอดโค้ชที่มาพร้อมกับแท็คติกที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเพื่อให้ทีมบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นการแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ แข่งเกมเดียวจบ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้ "เรือใบสีฟ้า" มีคิวพบกับ โอลิมปิก ลียง และหากมองดูเส้นทางแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรจริงๆ !!!

 

 

1. วาราน แจกโชคสองชั้น
    การที่ เรอัล มาดริด มาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขามีแนวคิดที่จะต้องเปิดเกมรุกเพื่อทำประตูให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากได้ประตูเร็ว จะเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทันที เนื่องจากพวกเขาจะพลาดไม่ได้ไม่งั้นต้องร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    อย่างไรก็ตาม ราฟาแอล วาราน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นมากๅ ในวงการลูกหนังโลก และมีประสบการณ์สูงแถมยังผ่านความสำเร็จในการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย และแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้ว จะทำเรื่องที่ผิดพลาดราวกับเด็กประถมได้ขนาดนี้

    จังหวะที่เสียประตูแรก วาราน พยายามที่จะโชว์ความเหนือชั้นในการพยายามที่จะครองบอล แต่สุดท้ายดันทำผิดพลาดมหันต์เมื่อโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอล ก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดเป็นประตูขึ้้นตั้งแต่ 9 นาทีแรก ยังไม่หมดแค่นั้น ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ยังทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลคืนหลังเบาเกินไป ทำให้โดน เชซุส ฉกยิงขึ้นนำ 2-1

    ผลงานของ วาราน ในแมตช์นี้ทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยถึงขนาดเปรียบเทียบว่าฟอร์มแบบนี้ราวกับ "นักเตะสมัครเล่น" !!!

 
2. อาซาร์ หายไปไหนอะ-เสียดายไม่มี เบล  !!
    การกลับมาเยือนอังกฤษ เหมือนเป็นการได้กลับมาสู่ดินแดนที่คุ้นเคยของ เอแด็น อาซาร์ หลังจากที่เขาเคยโลดแล่นกับการเล่นเกมฟุตบอลในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 7 ฤดูกาล ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักเตะสามารถรับมือกับการเล่นกับ "เรือใบสีฟ้า" ได้ไม่ยากนัก

    แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า อาซาร์ ไม่มีบทบาทอะไรเลยในแมตช์นี้ โดย ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม แทบไม่มีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ขั้นเทพ เหมือนที่เขามักจะโชว์ให้เห็นตอนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "ราชันชุดขาว" เล่นไม่ออก

 

    เห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ เรอัล ขาดความสร้างสรรค์ในการเข้าทำ ขณะที่ อาซาร์ ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความาสมารถเฉพาะตัวในการทะลุทะลวงเกมรับ แมนฯ ซิตี้ เข้าไปสร้างอันตรายได้มากนัก ต่างจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีโอกาสใช้ความเร็วในการปั่นป่วนเกมรับเจ้าบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ อาซาร์ ในแมตช์นี้ ไม่เหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นเขาเล่นตอนอยู่กับ เชลซี !!

    ที่สำคัญ ซีเนดีน ซีดาน ยังทำเรื่องที่ผิดพลาดก่อนเกมแมตช์นี้ ด้วยการตัดชื่อ แกเร็ธ เบล ออกจากทีม เพราะหากมี ดาวเตะเลือดเวลส์ นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างน้อยๆ "ซิซู" ก็อาจจะใช้ความสามารถของเขาช่วยพลิกสถานการณ์ของทีมในยากคับขัน
 

3. ฟอลส์ ไนน์ ไปได้สวยกับ แมนฯ ซิตี้
    ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอสมควรที่ได้เห็น ฟิล โฟเด้น ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งฟอลส์ ไนน์ เพราะผู้เล่นที่น่าจะมีโอกาสมากกว่าอย่าง ดาบิด ซิลบา, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น แต่งานนี้ "เป๊ป" ต้องคิดมาอย่างรอบคอบแล้วจึงกล้าใช้ เจ้าหนูรายนี้ลงสนามในเกมที่มีความกดดันมากขนาดนี้

    ตอนแรกหลายคน (แม้แต่แฟนแมนฯ ซิตี้) ก็คงมองว่าระบบนี้ของ เป๊ป ค่อนข้างจะบ้าบอมากๆ แต่บทสรุปสุดท้ายมันการเป็นระบบที่สุดยอดจากมันสมองของกุนซือชาวสแปนิช  ที่สำคัญในเกมแรกที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว, เป๊ป ก็คือทำให้ทุกๆ คนต้องทึ่งมาแล้วด้วยการใช้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางถ้าเป็นตำแหน่งฟอลส์ ไนน์

    เป๊ป จับ เชซุส กับ สเตอร์ลิง ออกไปยืนเป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองข้างในช่วงแรก เพื่อต้องการกดดันกองหลังของ "โลส บลังโกส" ในพื้นที่กรอบเขตโทษ และแท็คติกนี้ก็ได้ผลเพราะนำไปสู่การได้ประตูแรกของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ้านเสียสมาธิไปหน่อยทำให้โดนตีเสมอในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาสู่เกม

    อย่างไรก็ตาม ขงเบ้งแดนกระทิงดุ รีบจัดการเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงพักครึ่ง และโยก เชซุส กลับมายืนเป็นหน้าเป้าซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเขา จากนั้นขยับ โฟเด้น ไปยืนแทนที่ ก่อนจะเปลี่ยนตัวออก และส่ง  ซิลวา ลงมาแทน ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาสู่แนวทางการเล่นที่โดดเด่นเหมือนเดิม

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอล่า มีแท็คติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแตกต่างได้ตลอดเวลา แม้อาจจะมีหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปราบ เรอัล มาดริด ก็คือการเกมรับที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ของ แชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้ ก็ตาม

   
4.  "คิง เดอ บรอยน์" จอมสร้างสรรค์เกม
    เควิน เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเวิลด์คลาสไปเรียบร้อยแล้วจากผลงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมตช์ล่าสุดที่ปะทะกับสโมสรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จอมทัพชาวเบลเยียม ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาคือผู้เล่นที่คู่แข่งต้องระวังตัวให้ดีๆ

    ในแมตช์นี้ โคตรคนจอมแอสซิสต์ เล่นงานกองหลัง "ราชันชุดขาว" จนปั่นป่วนไปหมด โดยไม่ว่าจะเป็นจังหวะการวางบอลยาว หรือการผ่านบอลสั้น เจ้าตัวทำได้ดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ติ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บอลออกจากเท้า เดอ บรอยน์ ต้องบอกว่าอันตรายทุกจังหวะ

 

    ที่สำคัญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม สามารถสร้างโอกาสให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึง 9 ครั้งในเกมกับ เรอัล มาดริด ฉะนั้นสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนบรรดาคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ว่าพวกเขาต้องจับตา เดอ บรอยน์ เอาไว้ให้ดีๆ เพราะหากปล่อยให้เขามีพื้นที่แม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์ที่จะเสียประตูได้เลยทีเดียว

    ฉะนั้นคงจะไม่เป็นการยกย่องปอปั้นจนเกินไปว่า เดอ บรอยน์ คือราชันแห่งการแอสซิสต์ ในยุคปัจจุบัน !!!

 

 

5. เส้นทางสู่แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ "เรือใบ"
    แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และตอนนี้หลายๆ คนคงยกให้พวกเขาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง หลังจากที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถปราบโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จในเกมเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับตอนนี้หากมองล่วงหน้าต้องบอกว่างานหนักของทัพ "สำเภาทอง" รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด อาจจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค หรือ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ โดยหากมองจากขุมกำลังของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากพอที่จะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

    จุดเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ก็คือเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ตลอด โดยเฉพาะการมี เดอ บรอยน์ ควรทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ ส่วน สเตอร์ลิง กับ เชซุส สามารถใช้ความเร็วในการจัดการกับแนวรับคู่แข่งจนขาดวิ่นได้สบายๆ ขณะที่ โรดรี้ เอร์นานเดซ คอยทำหน้าที่เก็บกวาดงานช่วยให้ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เล่นเกมรุกได้สบายๆ

    ขณะที่จุดที่ต้องแก้ไขก็คือเกมรับที่ยังค่อนข้างเปราะบาง และหากเจอทีมที่มีเกมรุกดุดัน มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียประตูได้เช่นกัน ฉะนั้น "เป๊ป" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติวเข้มลูกทีมห้ามทำผิดพลาดเหมือนกับ เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นในเกมนี้ เด็ดขาด ไม่งั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้