เอ็มบัปเป้วัดเดวิส! จับตา 5 คีย์แมนตัดสินเกมชิงดำชปล. บาเยิร์น-เปแอสเช



ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศจะปะทะแข้งกันในคืนนี้ แค่ชื่อทีมอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง และ บาเยิร์น มิวนิค ก็น่าดูเป็นอย่างยิ่งแล้ว ด้านทีมยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศสถือเป็นทีมที่ประกอบด้วยแนวรุกชั้นนำของยุโรป ขณะที่ “เสือใต้” ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในทีมที่มีขุมกำลังแข็งแกร่งที่สุด แน่นอนว่านัดนี้จะเป็นการดวลกันของแข้งฝีเท้าระดับโลกและนี่คือ 5 จุดปะทะสำคัญที่อาจเป็นตัวตัดสินเกมนี้
1.โธมัส มุลเลอร์ vs มาร์กินญอส

    นอกจาก มุลเลอร์ จะทุบสถิติแอสซิสต์สูงสุดของบุนเดสลีกาแล้ว (21 แอสซิสต์) เจ้าตัวยังต่อยอดฟอร์มเจ๋งมาใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย ภายใต้การคุมทีมของ ฮันซี่ ฟลิค เขารับบทบาทเป็นมิดฟิลด์ตัวรุกและยังเคลื่อนอย่างอิสระเพื่อสร้างสรรค์เกม

    เกมกับ บาร์เซโลน่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ถือเป็นหนึ่งในเกมที่ มุลเลอร์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดในการค้าแข้งหลังทำ 2 ประตูและสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมมากมาย เขาถือเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีความเฉลียวฉลาดที่สุดในโลกและการเคลื่อนที่ของเขาจะสร้างปัญหาให้กับแดนกลาง เปแอสเช แน่นอน

    มาร์กินญอส คงต้องเรียกฟอร์มที่ดีที่สุดของเพื่อต่อกรกับ มุลเลอร์ ให้ได้ กองกลางชาวบราซิลเลี่ยนทำผลงานได้ดีทั้งในรอบ 8 ทีม และรอบรองฯ หลังทำประตูสำคัญและช่วยเก็บบอลในแดนกลางให้ทีมครองบอลอย่างต่อเนื่อง การปะทะกับ มุลเลอร์ คืนนี้จะส่งผลกับเกมแแดนกลางเป็นอย่างมาก

2.แซร์ช นาบรี้ vs ฆวน เบร์นาต

    ก่อนหน้านี้แฟนบาเยิร์นคงกังวลว่าเมื่อหมดยุคของ อาร์เยน ร็อบเบน ไปแล้วจะมีใครมาสานต่อได้หรือไม่ แต่เชื่อว่าตอนนี้คงไม่ต้องเป็นห่วงแล้วเพราะ นาบรี้ คนนี้รับไม้ต่อเรียบร้อย สถิติการยิง 23 ประตูกับ 14 แอสซิสต์ในทุกรายการฤดูกาลนี้ถือว่าสุดยอดมากๆ

    ขณะที่ใน ชปล. ก็ทำแฮตทริกใส่ สเปอร์ส, อัด 2 ประตูใส่ เชลซี, ยิง 1 จ่าย 1 ในเกมพบ บาร์ซ่า ก่อนจะเหมา 2 ประตูในรอบรองชนะเลิศกับ ลียง พูดได้คำเดียวว่า “ไร้ที่ติ” แต่นัดชิงชนะเลิศนั้นตามตำแหน่งเขาจะต้องเจอกับ ฆวน เบร์นาต ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแบ็กซ้ายชาวสแปนิชแน่นอน หากพลาดท่าต่ออดีตตัวรุกอาร์เซน่อล ก็อาจจะมีน้ำตาตกได้เลย

3.โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ vs ติอาโก้ ซิลวา

    น่าเสียดายที่ไม่มีการแจกรางวัล บัลลงดอร์ ในปีนี้ไม่อย่างนั้น เลวานดอฟสกี้ คงคว้ามันมาง่ายๆไม่ว่าจะได้ถ้วย ยูฟ่า แชเมปี้ยนส์ ลีก หรือไม่ก็ตาม เขาซัดประตูมากถึง 55 ประตูในทุกรายการฤดูกาลนี้ ส่วนใน ชปล. ก็นำเป็นดาวซัลโวที่ 15 ประตูและเขายิงทุกนัดที่ลงเล่นมาตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม

    ด้วยมาตรฐานการเล่นสูงขนาดนี้ เลวานดอฟสกี้ อาจจะผิดหวังหากไม่มีชื่อชื่อทำประตูในนัดชิงชนะเลิศ ด้าน โธมัส ทูเคิ่ล นายใหญ่ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คงรู้ดีว่าเขาอันตรายมากแค่ไหน นี่จะเป็นบททดสอบสำคัญของแนวรับเปแอสเชแน่นอน

    ติอาโก้ ซิลวา กองหลังตัวเก๋า 36 ปีจะลงเล่นเป็นเกมสุดท้ายให้กับทีมและเขาคงอยากจะอำลาด้วยการโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมและคว้าแชมป์ แต่ก็คงต้องใช้ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานหยุดกองหน้าคนนี้ให้ได้

4.คีลิยัน เอ็มบัปเป้ vs อัลฟอนโซ่ เดวิส

    หาก เอ็มบั๊ปเป้ ท็อปฟอร์มขึ้นมาคงไม่มีอะไรหยุดเขาได้ สตาร์เปแอสเชรายนี้สามารถออกสตาร์ทตัวจริงได้ทั้งตัวรุกฝั่งซ้ายและฝั่งขวา ฉีกแนวรับเป็นชิ้นมานักต่อนัก และถ้าหากคืนนี้เขาลงเล่นเป็นฝั่งขวาแล้ว เขาจะต้องเจอกับ อัลฟอนโซ่ เดวิส ดาวรุ่งพุ่งแรงของยุคนี้

    แบ็กซ้ายวัย 19 ปีของ “เสือใต้” มีความเร็วทะลุนรกไม่แพ้ เอ็มบั๊ปเป้ และเขาใช้ข้อนี้ในการวิ่งขึ้นวิ่งลงเพื่อทำเกมรุกและป้องกันเกมรับ เราได้เห็นเขาโชว์ทักษะการเลี้ยงบอลที่สุดยอดในเกมกับ บาร์เซโลน่า มาแล้ว

    อย่างไรก็ตามการมี เอ็มบั๊ปเป้ อยู่ในสนาม เดวิส คงไม่สามารถเติมเกมรุกแบบอิสระอีกต่อไป เขาคงต้องตระหนักถึงเรื่องเกมรับเป็นอย่างแรก การดวลกันของทั้งสองคงเป็นสิ่งที่หลายจับตามองมากเพราะน่าจะเป็นคู่ต่อกรสูสีใกล้เคียงกัน

5.เนย์มาร์ vs ดาวิด อลาบา

    หลายคนวิจารณ์ เนย์มาร์ เมื่อเขาตัดสินใจเดินออกจากทัพ บาร์เซโลน่า เพื่อมา เปแอเช ในปี 2017 ซึ่งเขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในเวทียุโรปอีกเลยนับตั้งแต่ย้ายทีมมา จนกระทั่งฤดูกาลนี้มันอาจจะเป็นจริงแล้ว

    เนย์มาร์ ถือเป็นคีย์แมนคนสำคัญของ เปแอสเช และถ้าหากคืนนี้ทีมสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ขึ้นมา ก็คงมีหลายคนยกย่องเขาแน่นอน แม้ว่าตั้งแต่นัดอตาลันต้าจนถึงไลป์ซิก เขาจะมีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ แต่ เนย์มาร์ ยังช่วยแบกทีมและมีส่วนร่วมกับเกมรุกตลอด ทว่าเกมนี้เขาต้องเจอกับแนวรับที่แข็งแกร่งอย่าง ดาวิด อลาบา

    เราได้เห็น เนย์มาร์ แหวกแนวรับทั้งอตาลันต้าและไลป์ซิกมาแล้ว คืนนี้เขาจะสามารถฝ่าแนวรับ “เสือใต้” ไปได้หรือไม่ สิ่งเดียวที่กั้นขวางเขากับถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นี้คือ อลาบา นี่เอง

บาเยิร์นยิ้ม! “ปาวาร์” ลงซ้อมได้เรียบร้อย

 

"เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ได้รับข่าวดีก่อนฟาดแข้งกับ โอลิมปิก ลียง วันพุธนี้ เพราะล่าสุดกองหลังตัวเก่งอย่าง แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ คืนสนามซ้อมเรียบร้อย  
 แบ็งฌาแม็ง ปาวาร์ กองหลังเฟร้นช์แมนของ บาเยิร์น มิวนิค ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที บุนเดสลีกา เยอรมัน ลงซ้อมร่วมกับทีมแบบเบาๆ ได้เรียบร้อย เมื่อวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา

     ปรากาหลังทีมชาติฝรั่งเศสวัย 24 ปี ได้รับบาดเจ็บที่เท้าเมื่อราวสามสัปดาห์ก่อน แต่สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มลงซ้อมกับเพื่อนๆ ได้แล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม คาดว่า เจ้าตัวยังไม่น่าจะพร้อมช่วยทัพ "เสือใต้" ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ กับ โอลิมปิก ลียง วันพุธที่ 19 สิงหาคมนี้ แต่กุนซือ ฮันซี่ ฟลิค อาจจะมอง ปาวาร์ เป็นทางเลือก หากทีมทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งจะเตะในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคมนี้

     ทั้งนี้ ปาวาร์ ซึ่งเพิ่งย้ายมาจาก เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ท เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน ถือเป็นแข้งกำลังหลักของ บาเยิร์น โดยฤดูกาลนี้ลงเล่นไปแล้วรวมทุกรายการ 46 นัด ทำได้ 5 ประตู

 

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า

ดราม่าสุดๆ สำหรับเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ คู่แรกเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา หลัง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง มาได้สองประตูจาก มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง ในนาทีที่ 90 และ 90+3 พลิกเอาชนะ อตาลันต้า ได้แบบสุดระทึก 2-1 ซึ่งต้องบอกเลยว่า เกมนี้มีสถิติที่น่าสนใจเพียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ เนย์มาร์ ที่เค้นฟอร์มการลากเลื้อยอันน่าทึ่ง ถึงแม้ไร้สกอร์และยิงทิ้งยิงขว้างไปหลายครั้งก็ตาม
     149 – จำนวนวินาทีความห่างระหว่างประตูของ มาร์กินญอส และ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง
 

     1 – นี่คือหนแรกที่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เอาชนะสโมสรจากอิตาลีได้สำเร็จในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยก่อนหน้านี้ 6 ครั้งที่เจอสโมสรเลี่ยน พวกเขาเสมอ 4 แพ้ 2 และเก็บคลีนชีตไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

     25 – เปแอสเช ทะลุเข้าสู่รอบตัดเชือก แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี หรือนับตั้งแต่ฤดูกาล 1994/95 ยุคกุนซือ หลุยส์ แฟร์กน็องเดซ

     113 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ ได้สัมผัสกับบอลในเกมนี้ ซึ่งมากสุดเหนือทุกคนในสนาม รองลงมาคือ เพรสเนล คิมเพมเบ้ กองหลังเพื่อนร่วมทีม 93 ครั้ง 

     16 – จำนวนครั้งที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียว แชมเปี้ยนส์ ลีก นับตั้งแต่ที่ Opta เริ่มมีการจดบันทึกสถิติเมื่อฤดูกาล 2009/10

     11 – แน่นอนว่า สถิติเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่ง 16 ครั้งของ เนย์มาร์ เป็นสถิติสูงสุดในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ด้วย โดยทุบสถิติเดิม 11 ครั้งที่ ลิโอเนล เมสซี่ ของ บาร์เซโลน่า และ ลอเรนโซ่ อินซินเย่ ของ นาโปลี เคยทำเอาไว้ในเกมเจอกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ตามลำดับ 

     4 – ที่โหดยิ่งไปกว่านั้น… หากนับเฉพาะตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 เป็นต้นมา นักเตะที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จในเกมเดียวศึก แชมเปี้ยนส์ ลีก มากสุด 4 อันดับแรก เป็น เนย์มาร์ คนเดียวล้วนๆ!!!

      – 16 ครั้ง : เนย์มาร์ VS อตาลันต้า (2020)
       – 15 ครั้ง : เนย์มาร์ VS ยูเวนตุส (2017)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS นาโปลี (2018)
      – 13 ครั้ง : เนย์มาร์ VS เรอัล มาดริด (2018)

     9.74 – เป็นเรตติ้งของ เนย์มาร์ ในเกมนี้จากเว็บไซต์ whoscored.com ซึ่งนอกจากเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 หนแล้ว เกมนี้เจ้าตัวยังทำ 1 แอสซิสต์, สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมลุ้นทำประตูรวม 4 ครั้ง และเรียกฟาวล์ได้ถึง 9 หนด้วย

     6 – ขณะที่ เนย์มาร์ เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 16 ครั้ง… ผู้เล่น อตาลันต้า ทั้งทีมเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งสำเร็จรวมแค่ 6 หนเท่านั้น!!! โดยนักเตะของพวกเขาที่ทำได้มากที่สุดคือ มาร์เท่น เดอ รูน 3 ครั้ง

เนย์มาร์เลื้อยสยองโลก! เปิดสถิติน่าสนใจหลังเกมเปแอสเชเชือดอตาลันต้า
     1 – ถือเป็นเกมที่น่าผิดหวังสำหรับ เมาโร อีการ์ดี้ หัวหอกเลือด "ฟ้า-ขาว" ของ เปแอสเช เพราะตลอด 79 นาทีที่อยู่ในสนาม (ชูโป-โมติง ลงแทน) เจ้าตัวได้สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษคู่แข่ง 1 ครั้ง, สร้างโอกาสให้เพื่อน 1 ครั้ง, ได้ลองยิง 1 ครั้ง และตรงกรอบ 0 ครั้ง

เป้าหมายชัดเจน!เป๊ปลั่นแมนซิตี้หวังเป็นจ้าวยุโรป

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ประกาศชัด ซีซั่นนี้ "เรือใบสีฟ้า" ต้องการเป็นแชมป์ยุโรป ชี้สำคัญมากๆ ที่ทีมสามารถฝ่าด่าน เรอัล มาดริด เข้าสู่รอบก่อนรองฯ ได้สำเร็จ

          เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยืนยันว่า ทีมตนมุ่งมั่นอย่างมากที่จะคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ประจำฤดูกาลนี้ หลังเปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม พิชิต เรอัล มาดริด ยอดสโมสรจากแดนกระทิงดุ 2-1 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดย "เรือใบสีฟ้า" ตบเท้าเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยสกอร์รวมสองนัด 4-2

          เกมนี้ แมนฯ ซิตี้ ขึ้นนำก่อน 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 9 จากความขยันของ กาเบรียล เชซุส ที่เบียดแย่งบอลจาก ราฟาแอล วาราน ก่อนผ่านบอลให้ ราฮีม สเตอร์ลิง จบสกอร์ ทว่านาทีที่ 28 "ราชันชุดขาว" ตามตีเสมอได้จากการโขกของ คาริม เบนเซม่า

           อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 68 เจ้าถิ่นมาจากประตูชัย 2-1 จากการความยอดเยี่ยมของ เชซุส อีกครั้ง ที่ฉกฉวยโอกาสจากการโหม่งบอลคืนหลังไม่ดีของ วาราน ก่อนยิงเข้าไป ทำให้ แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าไปเตะเกมรอบก่อนรองฯ กับโอลิมปิก ลียง ในการแข่งขันแบบ "มินิ ทัวร์นาเมนต์" (เตะนัดเดียวจบ) ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมนี้

               "เรามาอยู่ที่นี่เพื่อคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก และนี่ถือเป็นก้าวอีกหนึ่งก้าวสำหรับเรา ถ้าเราคิดว่าเราพอแล้ว มันก็แสดงให้เห็นถึงความไม่เจ๋งจริงของเรา แต่ถ้าคุณต้องการจะเป็นแชมป์ คุณต้องล้มสโมสรใหญ่ๆ แบบนี้ให้ได้ เราเอาชนะพวกเขาได้ทั้งสองเกม ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะ ซีเนดีน ซีดาน ไม่เคยแพ้ในเกมรอบน็อกเอาต์มาก่อน" ยอดกุนซือชาวสแปนิชวัย 49 ปี เปิดใจหลังเกม

รู้จัก “มาดามแพรว” ประธานสโมสรลูกหนังคนงามแห่งร้อยเอ็ด

เปิดภาพชุดสุดแซ่บของ "มาดามแพรว" เกษตรสุข ศุขหงษ์ทอง ประธานสโมสรสาวคนใหม่ของ ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ด

สร้างความฮือฮาไม่น้อยเลยทีเดียวเมื่อสโมสร ร้อยเอ็ด พีบี ยูไนเต็ด เปิดตัวประธานสโมสรคนสวยอย่าง "มาดามแพรว" เกษตรสุข ศุขหงษ์ทอง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับแสดงความเชื่อมั่นว่า เธอจะมาช่วยฟื้นฟูทีม "กระรอกขาว" ให้กลับมาสู่เส้นทางอาชีพได้อีกครั้ง อย่างที่เคยทำประสบความสำเร็จมาแล้วที่จังหวัดนครพนม

สำหรับ "มาดามแพรว" เป็นคนร้อยเอ็ดโดยกำเนิด จากอดีตสาวแบงค์ กลายเป็นผู้นำพาบริษัทในเครือ พีบี อินฟินิตี้  จำกัด โรงงานผลิตและสกรีนเสื้อคุณภาพ ให้เติบโตและประสบความสำเร็จจนมีกว่า 10 สาขา ทั่วประเทศ ด้วยยอดขายทะลุ 100 ล้านเพียงเวลาไม่ถึง 2 ปี

ด้านประสบการณ์ในการบริหารทีมนั้น "มาดามแพรว" คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ทำทีมฟุตซอลและฟุตบอลอะคาเดมี่ร่วมกับคู่ชีวิต อาวุธ เอฟวา  ผู้จัดการสโมสรฟุตบอล ROIET PB UNITED มาเป็นเวลาหลายปี ทำให้รู้จักนักเตะและวิธีการบริหารสโมสรเป็นอย่างดี

 

วารานแจกขนม, เชซุสโคตรเด่น ! ผ่า 5 ประเด็น แมนซิตี้ สยบ “ราชัน”

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการตอกย้ำชัยชนะในแมตช์ปะทะ เรอัล มาดริด ด้วยสกอร์ 2-1 ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัด 2 รอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "เรือใบสีฟ้า" ลอยลำเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 4-2

    สำหรับเกมนี้แฟนบอล "สำเภาทอง" ต้องขอบคุณ ราฟาแอล วาราน มากๆ ที่เล่นผิดพลาดในจังหวะสำคัญส่งผลให้ "ราชันชุดขาว" ต้องเสีย 2 ประตู ขณะที่ฟอร์มของ กาเบรียล เชซุส โดดเด่นเป็นสง่า และพร้อมที่จะแบกรับหน้าที่ยิงประตูแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ได้สบายๆ

    ขณะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคู่ควรกับคำว่าเพลย์เมกเกอร์ระดับโลก หลังจากที่ปั้นเกมให้กับต้นสังกัดได้อย่างสุดยอดไม่มีที่ติ ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอ กุนซือชาวสแปนิช ถือเป็นยอดโค้ชที่มาพร้อมกับแท็คติกที่หลากหลาย และสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเล่นเพื่อให้ทีมบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

    ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งจะเป็นการแข่งแบบมินิทัวร์นาเมนต์ แข่งเกมเดียวจบ ในกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในช่วงระหว่างวันที่ 12-23 สิงหาคมนี้ "เรือใบสีฟ้า" มีคิวพบกับ โอลิมปิก ลียง และหากมองดูเส้นทางแล้ว ต้องยอมรับว่าพวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรจริงๆ !!!

 

 

1. วาราน แจกโชคสองชั้น
    การที่ เรอัล มาดริด มาเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พวกเขามีแนวคิดที่จะต้องเปิดเกมรุกเพื่อทำประตูให้ได้เร็วที่สุด เพราะหากได้ประตูเร็ว จะเป็นการโยนแรงกดดันใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทันที เนื่องจากพวกเขาจะพลาดไม่ได้ไม่งั้นต้องร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    อย่างไรก็ตาม ราฟาแอล วาราน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเซนเตอร์แบ็กที่เหนียวแน่นมากๅ ในวงการลูกหนังโลก และมีประสบการณ์สูงแถมยังผ่านความสำเร็จในการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย และแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับทีมชาติฝรั่งเศส มาแล้ว จะทำเรื่องที่ผิดพลาดราวกับเด็กประถมได้ขนาดนี้

    จังหวะที่เสียประตูแรก วาราน พยายามที่จะโชว์ความเหนือชั้นในการพยายามที่จะครองบอล แต่สุดท้ายดันทำผิดพลาดมหันต์เมื่อโดน กาเบรียล เชซุส เบียดแย่งบอล ก่อนส่งให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ซัดเป็นประตูขึ้้นตั้งแต่ 9 นาทีแรก ยังไม่หมดแค่นั้น ดาวเตะเลือดเฟร้นช์ ยังทำให้ทีมต้องตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากในครึ่งหลัง เมื่อโหม่งบอลคืนหลังเบาเกินไป ทำให้โดน เชซุส ฉกยิงขึ้นนำ 2-1

    ผลงานของ วาราน ในแมตช์นี้ทำให้โดนวิจารณ์อย่างหนัก โดยถึงขนาดเปรียบเทียบว่าฟอร์มแบบนี้ราวกับ "นักเตะสมัครเล่น" !!!

 
2. อาซาร์ หายไปไหนอะ-เสียดายไม่มี เบล  !!
    การกลับมาเยือนอังกฤษ เหมือนเป็นการได้กลับมาสู่ดินแดนที่คุ้นเคยของ เอแด็น อาซาร์ หลังจากที่เขาเคยโลดแล่นกับการเล่นเกมฟุตบอลในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี 7 ฤดูกาล ซึ่งจุดนี้น่าจะทำให้นักเตะสามารถรับมือกับการเล่นกับ "เรือใบสีฟ้า" ได้ไม่ยากนัก

    แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ กลายเป็นว่า อาซาร์ ไม่มีบทบาทอะไรเลยในแมตช์นี้ โดย ดาวเตะทีมชาติเบลเยียม แทบไม่มีโอกาสได้แสดงพรสวรรค์ขั้นเทพ เหมือนที่เขามักจะโชว์ให้เห็นตอนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และนี่จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่ทำให้ "ราชันชุดขาว" เล่นไม่ออก

 

    เห็นได้ชัดว่าเกมรุกของ เรอัล ขาดความสร้างสรรค์ในการเข้าทำ ขณะที่ อาซาร์ ก็ไม่สามารถที่จะใช้ความาสมารถเฉพาะตัวในการทะลุทะลวงเกมรับ แมนฯ ซิตี้ เข้าไปสร้างอันตรายได้มากนัก ต่างจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีโอกาสใช้ความเร็วในการปั่นป่วนเกมรับเจ้าบ้านได้อย่างต่อเนื่อง

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่าฟอร์มการเล่นของ อาซาร์ ในแมตช์นี้ ไม่เหมือนกับที่เราๆ ท่านๆ เคยเห็นเขาเล่นตอนอยู่กับ เชลซี !!

    ที่สำคัญ ซีเนดีน ซีดาน ยังทำเรื่องที่ผิดพลาดก่อนเกมแมตช์นี้ ด้วยการตัดชื่อ แกเร็ธ เบล ออกจากทีม เพราะหากมี ดาวเตะเลือดเวลส์ นั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรอง อย่างน้อยๆ "ซิซู" ก็อาจจะใช้ความสามารถของเขาช่วยพลิกสถานการณ์ของทีมในยากคับขัน
 

3. ฟอลส์ ไนน์ ไปได้สวยกับ แมนฯ ซิตี้
    ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าแปลกใจพอสมควรที่ได้เห็น ฟิล โฟเด้น ลงเล่นตัวจริงในตำแหน่งฟอลส์ ไนน์ เพราะผู้เล่นที่น่าจะมีโอกาสมากกว่าอย่าง ดาบิด ซิลบา, ริยาด มาห์เรซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มีชื่อเป็นเพียงแค่ตัวสำรองเท่านั้น แต่งานนี้ "เป๊ป" ต้องคิดมาอย่างรอบคอบแล้วจึงกล้าใช้ เจ้าหนูรายนี้ลงสนามในเกมที่มีความกดดันมากขนาดนี้

    ตอนแรกหลายคน (แม้แต่แฟนแมนฯ ซิตี้) ก็คงมองว่าระบบนี้ของ เป๊ป ค่อนข้างจะบ้าบอมากๆ แต่บทสรุปสุดท้ายมันการเป็นระบบที่สุดยอดจากมันสมองของกุนซือชาวสแปนิช  ที่สำคัญในเกมแรกที่ซานติอาโก้ เบร์นาเบว, เป๊ป ก็คือทำให้ทุกๆ คนต้องทึ่งมาแล้วด้วยการใช้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางถ้าเป็นตำแหน่งฟอลส์ ไนน์

    เป๊ป จับ เชซุส กับ สเตอร์ลิง ออกไปยืนเป็นแนวรุกทางริมเส้นทั้งสองข้างในช่วงแรก เพื่อต้องการกดดันกองหลังของ "โลส บลังโกส" ในพื้นที่กรอบเขตโทษ และแท็คติกนี้ก็ได้ผลเพราะนำไปสู่การได้ประตูแรกของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่เจ้าบ้านเสียสมาธิไปหน่อยทำให้โดนตีเสมอในเวลาต่อมา ซึ่งนั่นทำให้ เรอัล มาดริด กลับมาสู่เกม

    อย่างไรก็ตาม ขงเบ้งแดนกระทิงดุ รีบจัดการเปลี่ยนแปลงระบบในช่วงพักครึ่ง และโยก เชซุส กลับมายืนเป็นหน้าเป้าซึ่งเป็นตำแหน่งถนัดของเขา จากนั้นขยับ โฟเด้น ไปยืนแทนที่ ก่อนจะเปลี่ยนตัวออก และส่ง  ซิลวา ลงมาแทน ซึ่งเพียงเท่านั้นก็ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" กลับมาสู่แนวทางการเล่นที่โดดเด่นเหมือนเดิม

    ฉะนั้นต้องยอมรับว่า กวาร์ดิโอล่า มีแท็คติกที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความแตกต่างได้ตลอดเวลา แม้อาจจะมีหลายคนมองว่าหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้พวกเขาปราบ เรอัล มาดริด ก็คือการเกมรับที่เล่นได้อย่างย่ำแย่ของ แชมป์ ลา ลีกา ฤดูกาลนี้ ก็ตาม

   
4.  "คิง เดอ บรอยน์" จอมสร้างสรรค์เกม
    เควิน เดอ บรอยน์ ก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะเวิลด์คลาสไปเรียบร้อยแล้วจากผลงานกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแมตช์ล่าสุดที่ปะทะกับสโมสรที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จอมทัพชาวเบลเยียม ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแล้วว่าเขาคือผู้เล่นที่คู่แข่งต้องระวังตัวให้ดีๆ

    ในแมตช์นี้ โคตรคนจอมแอสซิสต์ เล่นงานกองหลัง "ราชันชุดขาว" จนปั่นป่วนไปหมด โดยไม่ว่าจะเป็นจังหวะการวางบอลยาว หรือการผ่านบอลสั้น เจ้าตัวทำได้ดีเยี่ยมอย่างไม่มีที่ติ และเมื่อไหร่ก็ตามที่บอลออกจากเท้า เดอ บรอยน์ ต้องบอกว่าอันตรายทุกจังหวะ

 

    ที่สำคัญ เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติเบลเยียม สามารถสร้างโอกาสให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ถึง 9 ครั้งในเกมกับ เรอัล มาดริด ฉะนั้นสิ่งนี้คือสัญญาณเตือนบรรดาคู่แข่งของ แมนฯ ซิตี้ ว่าพวกเขาต้องจับตา เดอ บรอยน์ เอาไว้ให้ดีๆ เพราะหากปล่อยให้เขามีพื้นที่แม้แต่นิดเดียว มีสิทธิ์ที่จะเสียประตูได้เลยทีเดียว

    ฉะนั้นคงจะไม่เป็นการยกย่องปอปั้นจนเกินไปว่า เดอ บรอยน์ คือราชันแห่งการแอสซิสต์ ในยุคปัจจุบัน !!!

 

 

5. เส้นทางสู่แชมป์แรกในประวัติศาสตร์ "เรือใบ"
    แมนฯ ซิตี้ ทะลุเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ และตอนนี้หลายๆ คนคงยกให้พวกเขาเป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์" มาครอบครอง หลังจากที่ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า สามารถปราบโคตรทีมอย่าง เรอัล มาดริด ได้สำเร็จในเกมเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา

    สำหรับตอนนี้หากมองล่วงหน้าต้องบอกว่างานหนักของทัพ "สำเภาทอง" รองแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลล่าสุด อาจจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค หรือ บาร์เซโลน่า ในรอบรองชนะเลิศ โดยหากมองจากขุมกำลังของ แมนฯ ซิตี้ ในเวลานี้ก็ต้องบอกว่าแข็งแกร่งมากพอที่จะทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร

    จุดเด่นของ แมนฯ ซิตี้ ก็คือเกมรุกที่สร้างสรรค์โอกาสในการทำประตูได้ตลอด โดยเฉพาะการมี เดอ บรอยน์ ควรทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ ส่วน สเตอร์ลิง กับ เชซุส สามารถใช้ความเร็วในการจัดการกับแนวรับคู่แข่งจนขาดวิ่นได้สบายๆ ขณะที่ โรดรี้ เอร์นานเดซ คอยทำหน้าที่เก็บกวาดงานช่วยให้ จอมทัพทีมชาติเบลเยียม เล่นเกมรุกได้สบายๆ

    ขณะที่จุดที่ต้องแก้ไขก็คือเกมรับที่ยังค่อนข้างเปราะบาง และหากเจอทีมที่มีเกมรุกดุดัน มีโอกาสที่พวกเขาจะต้องเสียประตูได้เช่นกัน ฉะนั้น "เป๊ป" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติวเข้มลูกทีมห้ามทำผิดพลาดเหมือนกับ เรอัล มาดริด แสดงให้เห็นในเกมนี้ เด็ดขาด ไม่งั้นอาจไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้

งามหยดชดช้อย! “อาซน” คว้าประตูยอดเยี่ยมพรีเมียร์ฯ

ซน ฮึง-มิน หัวหอกสเปอร์ส ยิ้มหน้าบานหลังจากคว้ารางวัลประตูยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก ประจำฤดูกาลนี้ ในแมตช์ที่เจ้าตัวโชว์ความสุดยอดโซโล่เดี่ยวกว่า 70 หลาส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายในแมตช์ปะทะเบิร์นลี่ย์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ซน ฮึง-มิน กองหน้าทีมชาติเกาหลีใต้ของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คว้ารางวัลประตูยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/2020 หลังจากที่โชว์ลีลาเลี้ยงบอลทะลุทะลวงในแมตช์ที่ช่วยทัพ "ไก่เดือยทอง" ถล่ม เบิร์นลี่ย์ ในเกมลีกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

สำหรับจังหวะดังกล่าว หัวหอกจากแดนโสมขาว ได้บอลบริเวณหน้ากรอบเขตโทษทีมตัวเอง จากนั้นก็โชว์การโซโล่เดี่ยวโดยเลี้ยงบอลผ่านผู้เล่นเบิร์นลี่ย์ จนกระทั่งหลุดเข้าไปดวลกับผู้รักษาประตูและส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างสวยสดงดงามให้ สเปอร์ส ขึ้นนำ 2-0 ก่อนเกมนี้จะจบลงด้วยสกอร์ 5-0

ลีลาการลากเลื้อยของ "อาซน" ที่ซัดไป 18 ประตูซึ่ง 11 ประตูเกิดขึ้นในเกมพรีเมียร์ลีก จากการเล่นให้กับ "ไก่เดือยทอง" จำนวน 41 แมตช์ในทุกรายการประจำซีซั่นนี้ คำนวณแล้วมีระยะทางประมาณกว่า 70 หลาโดยใช้เวลาประมาณ 11 วินาทีเท่านั้นในการโซโล่เดี่ยวเข้าไปยิงประตู

ทั้งนี้ อดีตดาวเตะ "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น สามารถเอาชนะคู่แข่งสำคัญมากมายซึ่งก็รวมทั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยิงประตูช่วยทีมชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน และ 2 ประตูของ เควิน เดอ บรอยน์ เพลย์เมกเกอร์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมปะทะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด และ นอริช ซิตี้

แมนยูเหนื่อย, อินเตอร์ไม่ง่าย! วิเคราะห์ ยูโรปา ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้าย

ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ประจำฤดูกาล 2019/2020 ใกล้จะได้บทสรุปแล้ว โดยตอนนี้เหลือเพียงแค่ 4 ทีมที่จะต้องมาขับเคี่ยวในรอบรองชนะเลิศ ที่จัดขึ้นในสนามเป็นกลาง ประเทศเยอรมนี โดย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องพบงานหนักเมื่อดวลกับ เซบีย่า ขณะที่ อินเตอร์ มิลาน ค่อนข้างเบาแรงนิดหน่อยกับการดวล ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค
– แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) VS เซบีย่า (สเปน) (วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคมนี้ ที่สนามไรน์ เอเนอร์กี้ สตาดิโอน)

    ต้องบอกเลยว่าเป็นมวยถูกคู่จริงๆ เพราะหากมองตามเนื้อผ้าทั้งสองทีมมีศักยภาพที่ค่อนข้างจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะมีดูเหนือกว่าตรงที่มีผู้เล่นฝีเท้าจัดจ้านเป็นตัวชูโรงอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, ปอล ป็อกบา และสามประสานสุดโหด มาร์คัส แรชฟอร์ด, อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ เมสัน กรีนวู้ด

    สำหรับในเวลานี้เรื่องความมั่นใจต้องยกให้กับ "ปีศาจแดง" เพราะนับตั้งแต่เกมลูกหนังกลับมารีสตาร์ท พวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรง โดยแพ้เพียงแค่ 1 เกมในแมตช์พบ เชลซี รอบรองชนะเลิศ ศึกเอฟเอ คัพ ขณะเดียวกันบรรดาลูกทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา กำลังฮึกเหิม หลังจากที่พวกเขาจบอันดับ 3 ในตารางลีก คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นหน้าได้ด้วย

    ขณะเดียวกันผลงานโดยรวมของทีมก็ค่อนข้างจะคงเส้นคงวา ทั้งเกมรับที่เหนียวแน่น เกมรุกที่ดุดัน กอปรกับการเล่นในสนามเป็นกลางที่ไร้ความกดดันจากเสียงเชียร์ของแฟนบอล ในประเทศเยอรมนี ทำให้พวกเขามีสมาธิอย่างเต็มที่ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

    ด้าน เซบีย่า ถือเป็นทีมแกร่งเช่นเดียวกันแม้ว่าผู้เล่นอาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนกับ แมนฯ ยูไนเต็ด แต่นักเตะก็เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพอย่าง ซูโซ่ ที่เคยเล่นลิเวอร์พูล, เฆซุส นาบาส, ดีเอโก้ การ์ลอส, ลูกัส โอกัมโปส ที่เพิ่งจะโหม่งประตูชัยในเกมเฉือน วูล์ฟส์ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

    อย่าลืมว่า เซบีย่า เป็นตัวพ่อในเกมถ้วยใบเล็กยุโรปโดยประสบความสำเร็จในรายการนี้ถึง 5 สมัย และยังเป็นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันในซีซั่น 2013/14, 2014/15, 2015/16 ส่วนฟอร์มการเล่นในลีกก็ถือว่าไม่ขี้เหร่เมื่อจบอันดับท็อปโฟร์ ได้ตั๋วไปลุยแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า พร้อมทั้งสะกดคำว่าแพ้ใครไม่เป็น 18 แมตช์จากการเล่นทุกรายการด้วย

    ผลงานระหว่างทั้งสองทีมต้องบอกว่า เซบีย่า ค่อนข้างจะเหนือกว่าเล็กน้อยโดยการดวลกัน 3 เกม ทีมดังจากลา ลีกา ชนะ 2 เกม และเสมอ 1 แมตช์ โดยเกมล่าสุด "ปีศาจแดง" แพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2018

    แน่นอนว่าการพบกันอีกครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด หมายมั่นปั้นมือที่จะล้างแค้นให้ได้ แต่สิ่งสำคัญที่เจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ ประสบการณ์ในเกมยูโรปา ลีก ของ เซบีย่า ไม่ธรรมดาจริงๆ 

 เฮด-ทู-เฮด : เคยพบกันมาแล้ว 3 เกม โดยเป็นเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 แมตช์ ซึ่ง เซบีย่า เหนือกว่าโดยชนะ 1 เสมอ 1 ส่วนอีกเกมเป็นแมตช์อุ่นเครื่องและ แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ 1-3

อินเตอร์ มิลาน  (อิตาลี) VS ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค (ยูเครน) (วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ที่สนามแมร์กูร์ ชปีล อารีน่า)

    อินเตอร์ มิลาน อยู่ในฟอร์มที่ฮึกเหิมมากๆ ในเกมกัลโช่ เซเรีย อา สามารถเร่งเครื่องจบในตำแหน่งรองแชมป์ได้สำเร็จ ในขณะที่ฟอร์มของนักเตะก็กำลังร้อนแรงโดยเฉพาะ โรเมลู ลูกากู ที่เพิ่งจะย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ผลงานการถล่มประตูสุดยอดเกินจะบรรยาย

    หัวหอกชาวเบลเยียม ยังสร้างสถิติสุดโหดโดยสามารถทำประตูในศึก ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ได้ติดต่อกัน 9 นัด ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของการแข่งขันรายการนี้ ในส่วนของผลงานในลีกเมืองมะกะโรนี ก็ซัดไป 23 ประตูและกลายเป็นดาวซัลโวประจำทัพ "งูใหญ่" ในซีซั่น 2019/2020

    ในส่วนของเกมรุกยังมี  เลาตาโร่ มาร์ติเนซ กองหน้าเลือดอาร์เจนไตน์, อเล็กซิส ซานเชซ หัวหอกชิลี ที่พร้อมประสานงานไล่ล่าตาข่าย รวมไปถึง แอชลี่ย์ ยัง ที่กำลังฟอร์มร้อนแรงนับตั้งแต่ย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้าน ซามีร์ ฮันดาโนวิช นายทวารจอมหนึบ ฟอร์มยังคงไว้วางใจได้เมื่อยืนอยู่หน้าปากประตู ขณะที่เกมรับยังถือว่าพอใช้ได้แม้จะไม่โดดเด่นเหนียวแน่นมากนัก แต่ก็ไม่ขี้เหร่

    สำหรับ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค แน่นอนว่าชื่อชั้นขุมกำลังของทีมเป็นรองทัพ "เนรัซซูรี่" หลายขุม ในส่วนของสตาร์ดังภายในทีมก็ไม่ค่อยมีมากนัก แต่จุดที่โดดเด่นของยอดทีมแห่งลีกยูเครนก็คือความสามารถเฉพาะตัวและการเล่นเป็นทีมเวิร์ก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญนำพวกเขาทะลุเข้ารอบตัดเชือกถ้วยใบเล็กยุโรป

    ขณะที่ผลงาน 5 แมตช์หลังสุดของทั้งสองทีมก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน โดยทัพ "งูใหญ่" นอกจากจะชนะรวดแล้วยังเสียเพียงแค่ 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งเกิดขึ้นในเกมที่เฉือน "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น 2-1 ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้ายเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
 
    ในส่วนของการพบกันเองทั้งสองทีมมีโอกาสได้ดวลกันเพียงแค่ 2 แมตช์เท่านั้น และเป็น อินเตอร์ มิลาน ที่เอาชนะไปได้ 1 เกม กับ เสมอ 1 แมตช์ ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005

 เฮด-ทู-เฮด : เคยพบกันมาแล้ว 2 เกม ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก โดย อินเตอร์ มิลาน มีสถิติเหนือกว่าเล็กน้อยด้วยการชนะ 1 เกม สกอร์ 2-0 และ เสมอ 1 แมตช์ สกอร์ 1-1

เลวานยิง2จ่าย2! บาเยิร์นย้ำชัยถล่มเชลซี ทะลุชนบาร์ซ่า8ทีมชปล.

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ งัดฟอร์ดสุดยอดหลังยิงสอง-จ่ายสอง พา "เสือใต้" ไล่ถล่ม เชลซี 4-1 สกอร์รวมสองนัดผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ด้วยประตูรวม 7-1 โดยจะเข้าไปพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ ในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ อารีน่า 

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดสอง บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเล่นในบ้านรับการมาเยือนของ เชลซี โดยเกมแรก "เสือใต้" โชว์ฟอร์มดุบุกไปถล่ม "สิงห์บลูส์" 3-0 ทำให้มีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ

     ฮันส์-ดีเตอร์ ฟลิค พาเสือใต้ไร้พ่ายตั้งแต่ขึ้นปี 2020 แมตช์ทางการล่าสุดคือ ไล่บดเอาชนะ เลเวอร์คูเซ่น 4-2 คว้าแชมป์เดเอฟเบ โพคาล เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกมนี้ไร้ปัญหาในการจัดทัพจัดชุดใหญ่ส่ง  แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์ และอิวาน เปริซิช สนับสนุน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วน แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซี แพ้เกมแรกมาขาดลอยทำให้โอกาสเข้ารอบยากเต็มที สภาพทีมก็ไม่ดีเท่าไหร่ ฟอร์มล่าสุดพ่าย อาร์เซน่อล 1-2 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แถมต้องมาปวดหัวกับอาการเจ็บของผู้เล่นอีก โดยสามแนวรุกวันนี้จัด เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

    ออกสตาร์ทมาได้แค่ 8 นาที โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ หลุดเข้าไปแตะบอลหลบ วิลลี่ กาบาเยโร่ ได้แล้ว แม้ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นล้ำหน้าไปก่อน แต่หลังจากเช็กจาก VAR แล้วไม่เป็นลูกล้ำหน้า ทำให้กลับคำตัดสินชี้เป็นจุดโทษให้ "เสือใต้" พร้อมแจกใบเหลืองให้ กาบาเยโร่ ก่อนที่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ จะซัดเข้าไปไม่พลาดให้ บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 และเป็นประตูที่ 12 นำดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สกอร์รวมนำ เชลซี ขาดลอย 4-0

    นาที 18 "เสือใต้" ได้ลุ้นอีกคราวนี้ แซร์จ นาร์บี้ ครอสมาให้ เลวานดอฟสกี้ ดีดเร็วด้วยขวาบอลพุ่งถากเสาไกลออกไปอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 24 สิงห์บลูส์ มาเล่นกันพลาดหลัง  มาเตโอ โควาซิช ทำเสียบอลกลางสนาม ก่อนบอลมาถึง เลวานดอฟสกี้ ดึงจังหวะแล้วไหลนิ่มๆให้ อิวาน เปริซิช แปด้วยขวาเสาแรกผ่านมือ วิลลี่ กาบาเยโร่ เข้าไป ให้ "เสือใต้" นำห่าง 2-0

    นาที 28 เชลซี มาชวดประตูตีไข่แตกอย่างน่าเสียดายหลัง แทมมี่ อบราฮัม จ่ายบอลต่อให้ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ปั่นบอลอย่างสุดสวยเบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ VAR ยืนยันไม่ให้ประตูเนื่องจาก แทมมี่ กลับมาจากตำแหน่งล้ำหน้า

    ท้ายครึ่งแรก นาที 44 เชลซี มาพังประตูตีไข่แตกสำเร็จ หลัง เอเมอร์สัน ครอสบอลเข้ามาในกรอบ 6 หลา มานูเอล นอยเออร์ ออกมาตะครุบบอลแต่พลาดทำหลุดมือไปเข้าทาง แทมมี่ อบราฮัม ที่ยืนโล่งๆตามซ้ำด้วยขวาเข้าไปให้ เชลซี ไล่มาเป็น 1-2

    จบครึ่งแรก บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำ เชลซี 2-1 สกอร์รวมสองนัด "เสือใต้" นำห่าง 5-1

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง นาที 49 เอเมอร์สัน จ่ายบอลขึ้นหน้าให้ เมสัน เมาน์ท กระชากขึ้นทางซ้ายเข้าไปในกรอบก่อนจะกดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ มานูเอล นอยเออร์

    นาที 63 เจ้าบ้านเปลี่ยนสองคนรวดส่ง นิคลาส ซือเล่ ลงไปเล่นแทน เยโรม บัวเต็ง ที่มีอาการเจ็บ และส่ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ลงไปเล่นแทน อิวาน เปริซิช

    อีก 4 นาทีต่อมา บาเยิร์น เกือบได้เม็ดที่สามหลัง โยชัว คิมมิช เปิดเตะมุมมาให้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า โขกบอลโดนสกัดมาเข้าทาง ดาวิด อลาบา อัดด้วยขวาแถวสองเข้าไปแต่บอลพุ่งไปเข้ามือ กาบาเยโร่

    นาที 76 "เสือใต้" มาได้ประตูที่สามนำห่าง 3-1 บอลออกซ้ายไปให้ เลวานดอฟสกี้ ก่อนที่หัวหอกชาวโปแลนด์จะเปิดมากลางประตูให้ โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตัวสำรองที่เพิ่งลงมากระโดดแปด้วยขวาเน้นๆเข้าไปให้เจ้าบ้านสกอร์รวมนำ สิงห์บลูส์ 6-1
   
    เท่านั้นไม่พอ นาที 84 มาได้ประตูที่สี่นำโด่ง 4-1 คราวนี้ อัลบาโร่ โอดริโอโซล่า ครอสจาดด้านขวามาให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกเข้าไปเป็นประตูที่สองของเจ้าตัวในเกมนี้ และประตูที่ 13 นำดาวซัลโวรายการนี้

    จบการแข่งขัน บาเยิร์น มิวนิค เปิดบ้านเอาชนะ เชลซี 4-1 รวมผลสองนัด "เสือใต้" เอาชนะขาดลอย 7-1 ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ประเทศโปรตุเกสที่จะจัดแบบ "มินิทัวร์นาเมนท์" โดยจะพบกับ บาร์เซโลน่า ในวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคมนี้

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        บาเยิร์น มิวนิค (4-2-3-1) : มานูเอล นอยเออร์ – โยชัว คิมมิช, เยโรม บัวเต็ง, ดาวิด อบาลา, อัลฟงโซ่ เดวิส – ติอาโก้ อัลกันตาร่า, เลออน โกเร็ทซ์ก้า – แซร์จ นาร์บี้, โธมัส มุลเลอร์, อิวาน เปริซิช – โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ 
   
        เชลซี (4-3-3) : วิลลี่ กาบาเยโร่ – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เอเมอร์สัน พัลไมรี่ – มาเตโอ โควาซิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, รอสส์ บาร์คลี่ย์ – เมสัน เมาน์ท, แทมมี่ อบราฮัม, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย

        ผู้ตัดสิน : คูเน็ย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

เป๊ปซึม-แมนซิตี้ฝันสลาย! พ่ายช็อกโลกส่งลียงเข้าตัดเชือกศึกชปล.

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ "เรือใบ" แมนซิตี้ ยังคงต้องผิดหวังในการพาทีมเป็นจ้าวยุโรปอีกซีซั่น หลังแพ้ช็อกโลกถูก มุสซา เด็มเบเล่ หัวหอกสำรอง ลียง ซัดสองเม็ด นำต้นสังกัดทะลุตัดเชือกเป็นหนที่สองถ้วยใบนี้กับ บาเยิร์น ต่อไป ในการแข่งขัน ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผล คืนวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา

สนาม : เอสตาดิโอ โชเซ่ อัลวาลาด (ลิสบอน, โปรตุเกส)

     ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย แบบนัดเดียวรู้ผล "เรือใบ" แมนซิตี้ ผ่านยักษ์อย่าง เรอัล มาดริด มาได้สบายแบบชนะทั้งสองนัด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ของทีม ขนผู้เล่นเต็มพิกัด แนวรุกลงครบทั้ง "เดอ บรอยน์,เชซุส,สเตอร์ลิง" แต่ยังไม่มี "อเกวโร่" ที่บาดเจ็บอยู่ ฟากคู่แข่ง โอลิมปิก ลียง ที่สร้างความประหลาดใจเขี่ย ยูเวนตุส ตกรอบไป รูดี้ การ์เซีย เทรนเนอร์จอมเก๋า กระตุ้นลูกทีมทำฟอร์มสุดยอดให้ได้อีกหน จัด "เมมฟิส เดอปาย" หัวหอกกัปตันทีมพังสกอร์สำคัญเข้าดวล บาเยิร์น ในรอบถัดไปให้จงได้

     เพียงนาทีที่ 3 อายเมริค ลาปอร์กต์ ดันขึ้นสูงมาถึงกลางสนามไหลออกริมเส้นให้ ชูเอา กานเซโล่ รับบอลแล้วแทงขึ้นหน้าไปที่ ราฮีม สเตอร์ลิง วิ่งหนีผู้เล่นลียงเข้าไปปาดบอลจากเขตโทษด้านซ้ายเข้ากลางแต่ยังมี แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังคู่แข่งสไลด์ดักไว้ได้ก่อนเพื่อนร่วมทีมเตะเคลียร์ออกหลังไป

     ถัดมานาทีที่ 10 แฟร์นานโด มาร์ซาล ปราการหลังลียงเก็บตกบอลจากลูกเตะมุมทางด้านซ้าย เจ้าตัววางเท้าซัดไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลเรียดขนานพื้นแต่ยังถูก เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบย่อตัวรับเอาไว้

     ลียงออกนำนาทีที่ 24 แฟร์นานโด มาร์ซาล โยนบอลโด่งจากแดนหลังมาให้ คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ สปีดมารับบอลก่อนโดน เอริค การ์เซีย สไลด์ดักก่อนเข้ากรอบเขตโทษทางซ้าย แต่ว่าบอลกลับกลิ้งเข้าทาง มักซ์เวล กอร์กเน่ต์ ตามมาปั่นบอลโค้งหนีตัวนายทวารแมนซิตี้เสียบทางเสาแรก กรรมการดูวีเออาร์สักพักว่ามีการล้ำหน้าหรือไม่แล้วยืนยันให้เป็นสกอร์

     เรือใบเร่งนาทีที่ 31 ชูเอา กานเซโล่ ลากบอลลุยมาทางริมสนามด้านซ้าย ก่อนเปิดเข้ามากลางเขตโทษ แอนโธนี่ โลเปส มือกาวลียง เหินตัวปัดแต่บอลไม่ขาดกระดอนมาหา อิลคาย กุนโดกัน ที่ยืนรออยู่บริเวณตรงนั้นยิงซ้ำหนึ่งครั้ง ทว่านายทวารทีมฝรั่งเศสแก้ตัวบล็อกไว้ได้

     ยักษ์ลีกผู้ดีพลาดจังหวะนาทีที่ 39 เควิน เดอ บรอยน์ สบโอกาสยิงฟรีคิกทางด้านซ้ายของกรอบเขตโทษ บอลพุ่งข้ามกำแพงฮุบลงเข้าหากรอบประตูแต่ว่า แอนโธนี่ โลเปส ยืนถูกตำแหน่งทุบทิ้งออกไปพ้นอันตรายได้เช่นเดิม

     แมนซิตี้ชวดเจ๊านาทีที่ 43 ไคล์ วอล์คเกอร์ จ่ายบอลสั้นให้ กาเบรียล เชซุส รับบอลหน้ากรอบเขตโทษส่งเข้าเขตโทษด้านขวาไปที่ ราฮีม สเตอร์ลิง จับบอลล็อกหลอกแนวรับลียงหนึ่งครั้งแล้วตบหักย้อนกลับมา โรดรี วิ่งมาบรรจงซัดแต่บอลไม่ผ่านมือนายทวารคู่แข่งเซฟแล้วตามมาตะปบบอลกระฉอกเอาไว้ได้

     ช่วงนาทีที่ 45+1 เควิน เดอ บรอยน์ โชว์การจ่ายด้วยไซต์ก้อยจากกลางสนามเอนมาทางซ้ายระยะเกือบ 30 หลา บอลลอยโด่งเลี้ยวข้ามฟากมาเลยเท้า แฟร์นานโด มาร์ซาล กองหลังลียงที่พยายามจะสกัดมาเข้าทาง ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปซัดติดตัวนายทวารสโมสรลีกเอิง ก่อนจบ 45 นาทีแรก โอลิมปิก ลียง ขึ้นนำ 1-0

     แมนซิตี้พลาดตีเสมอนาทีที่ 60 เควิน เดอ บรอยน์ ซัดฟรีคิกกลางสนามระยะ 25 หลา บอลเหินข้ามกำแพงผู้เล่นลียงแต่ยังเป็น แอนโธนี่ โลเปส พุ่งตัวทุบบอลทิ้งออกมาได้เช่นเคยอีกครั้ง

     ทีมดังลีกเอิงบุกบ้างนาทีที่ 63 แฟร์นานโด มาร์ซาล ดันขึ้นมาถึงกลางสนาม ก่อนลองส่องไกลนอกกรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นแต่ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้ เอแดร์ซอน นายทวารเรือใบสักเท่าไหร่ล้มตัวรับอยู่มือ

     เรือใบตามตีทันนาทีที่ 69 ริยาด มาห์เรซ ตวัดบอลทิ้งจากสนามทางซ้ายให้ ราฮีม สเตอร์ลิง สปีดมารับบอลในเขตโทษด้านเดียวกันปาดย้อนมากลางให้ เควิน เดอ บรอยน์ ปรี่มาเอียงตัวแปบอลเข้าซุกก้นตาข่ายสำเร็จ

     ต่อมานาทีที่ 73 กาเบรียล เชซุส ได้บอลสนามด้านซ้าย จ่ายสั้นให้ ริยาด มาห์เรซ ทำชิ่งจนดาวยิงวแซมบ้าหลุดเข้าเขตโทษด้านซ้ายตัดเข้ามายิงบอลยัดเสาแรกแต่ว่านายทวารลียงยังเหนียวพุ่งปัดบอลพ้นออกหลังไปได้

     ลียงนำอีกครั้งนาทีที่ 79 อายเมริค ลาปอร์กต์ ส่งบอลพลาดไปถูกผู้เล่นลียงดักได้กลางสนาม ก่อนเป็น อุสเซม อาอูอาร์ แทงทะลุช่องบอลผ่านตัว คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ ที่ยืนล้ำหน้าปล่อยบอลต่อให้ มุสซา เด็มเบเล่ ที่วิ่งไปสะกิดโดน อายเมริค ลาปอร์กต์ ล้มลงหลุดเดี่ยวเข้าไปยิงบอลติดเท้า เอแดร์ซอน แต่บอลแรงพอกระเด้งเข้าประตูไป เชิ้ตดำเช็ควีเออาร์จังหวะล้ำหน้า แล้วให้เป็นประตูนำของทีมลีกเอิง

     เกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 86 กาเบรียล เชซุส  ลากบอลจากนห้ากรอบเขตโทษแล้วยิงกึ่งผ่านมาที่เสาสอง ก่อนเป็น ราฮีม สเตอร์ลิง ปรี่มาคนเดียวแต่กลับซัดเหินข้ามคาน ก่อนจังหวะต่อเนื่อง ลียงได้ลูกที่สาม อุสเซม อาอูอาร์ เก็บบอลได้นอกเขตโทษ ปั่นบอลถูก เอแดร์ซอน นายด่านเรือใบปัดออกมาแต่มี มุสซา เด็มเบเล่ หัวหอกตัวสำรองหวดลูกที่สองของเจ้าตัวเกมนี้เข้าไปอีกในนาทีที่ 87 จบเกม โอลิมปิก ลียง เอาชนะ แมนซิตี้ 3-1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นหนที่สองของสโมสร รอดวล บาเยิร์น มิวนิค

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

แมนซิตี้ (4-3-3): เอแดร์ซอน,ไคล์ วอล์คเกอร์,เอริค การ์เซีย,อายเมริค ลาปอร์กต์,ชูเอา กานเซโล่,แฟร์นันดินโญ่ (ริยาด มาห์เรซ น.56),อิลคาย กุนโดกัน,โรดรี (ดาบิด ซิลบา น.84),เควิน เดอ บรอยน์,กาเบรียล เชซุส,ราฮีม สเตอร์ลิง

โอลิมปิก ลียง (3-5-2): แอนโธนี่ โลเปส,เจสัน เดนาเยอร์,มาร์เซโล่,แฟร์นานโด มาร์ซาล,เลโอ ดูบัวส์ (เคนนี่ เตเต้ น.75),มักซ็องซ์ กาเกอเร่ต์,บรูโน่ กิมาเรส (ติอาโก้ เมนเดส น.70),อุสเซม อาอูอาร์,มักซ์เวล กอร์กเน่ต์,เมมฟิส เดอปาย (มุสซา เด็มเบเล่ น.75),คาร์ล โตโก เอก็อมบี้ (เจฟฟ์ เรเน่-อเดเลด น.87)