ไล่หมาก-แมนยูแพ้เละคาบ้าน! ซน-เคน ซัดเบิ้ลพาสเปอร์สบุกถล่มไม่ไว้หน้า

"ปีศาจแดง" โชว์ฟอร์มได้สุดห่วยอีกนัดหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สโมสร หลังโดน สเปอร์ส บุกมาถล่มเละแพ้คาบ้านด้วยสกอร์ 1-6 เกมนี้ "ผีแดง" ต้องเหลือแค่ 10 คนหลัง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล โดนใล่ออกตั้งแต่นาทีที่ 28 ก่อนจะโดนทัพไก่ที่ตัวมากกว่าไล่ถล่มไม่ไว้หน้า ซน ฮึง-มิน ควงแฮร์รี่ เคน เหมาคนละสองเม็ด ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ทัพปีศาจแดงของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกมนัดล่าสุด บุกไปชนะไบร์ทตันในศึก คาราบาว คัพ 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

    โดยเกมในวันนี้จะไม่มี  ฟิล โจนส์ และ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่มีอาการบาดเจ็บอยู่ ส่วนตัวหลักคนอื่นๆ ยังอยู่กันครบ นำมาโดยกัปตันทีม  แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ได้พักในเกมกับไบร์ทตัน จะได้กลับมาลงสนามอีกครั้งคู่กับ เอริก ไบยี่ ที่โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมในเกมล่าสุด

    แผงกองกลางยังคงเป็นชุดประจำนำมาโดย ปอล ป็อกบา กับ เนมานย่า มาติช คุมเกมโดยมี บรูโน่ แฟร์นันด์ส ทำเกมรุก ซึ่งดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ยังคงต้องรอโอกาสออกสตาร์ตเป็นตัวจริงต่อไป ริมเส้นเป็น เมสัน กรีนวู้ด และ มาร์คัส แรชฟอร์ด ส่วนกองหน้าตัวเป้าใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล เช่นเคย

    ทางฝั่งผู้มาเยือน สเปอร์ส ที่คุมทัพโดย โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตนายเก่าของผีแดง นัดล่าสุดลงเล่นในศึกยูโรปา ลีก รอบเพลย์ออฟ เอาชนะ มัคคาบี้ ไฮฟา ไปแบบถล่มทลาย 7-2

    ทัพไก่เดือยทองไม่มีปัญหานักเตะบาดเจ็บหรือติดโทษแบนเพิ่มเติม จะมีเพียง แกเร็ธ เบล ที่ยังต้องเรียกความฟิต กองกลางใช้  ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก, มุสซ่า ซิสโซโก้ และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ โดยแดนหน้าเป็น เอริก ลาเมล่า, แฮร์รี่ เคน  และซน ฮึง-มิน ที่ฟิตกลับมาช่วยทีมได้ทัน

    เริ่มเกมมาเพียง 30 วินาที แฟนปีศาจแดง ได้เฮกันอย่างรวดเร็ว เมื่อ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ไปโดน ดาวินซอน ซานเชซ เข้าบอลจากด้านหลังในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสิน แอนโทนี่ เทย์เลอร์ ชี้เป็นลูกจุดโทษให้กับเจ้าถิ่นทันที

    ก่อน บรูโน่ แฟร์นันด์ส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด เปิดสกอร์ให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นนำไปก่อน 1-0 ตั้งแต่เริ่มเกมเพียง 2 นาที

    แต่เพียงแค่นาทีที่ 4 เท่านั้น สเปอร์ส มาทวงประตูคืนอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อแนวรับเจ้าถิ่นเคลียร์บอลกันไม่ขาดเอง แฮร์รี่ แม็กไกวร์ โหม่งไม่พ้นเขตอันตราย ก่อนไปกั๊กจังหวะกับ ลุค ชอว์ ที่เบียดกับ เอริก ลาเมล่า ตรงกรอบ 6 หลา ก่อนบอลทะลักมาให้ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ เติมขึ้นมายิงเปรี้ยงเดียวไม่เหลือ ไก่เดือยทอง บุกไล่เจ๊า 1-1

    จากนั้นนาทีที่ 7 แฟนทีมเยือนได้เฮอย่างรวดเร็ว เมื่อ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปฟาวส์ แฮร์รี่ เคน ก่อน แฮร์รี่ เคน จากอาศัยจังหวะเล่นเร็ว จ่ายทะลุช่องให้ ซน ฮึง-มิน ใช้ความเร็ววิ่งแซงเอาชนะ เอริก ไบยี่ กับ ลุค ชอว์ ก่อนยกบอลข้ามตัว ดาบิด เด เคอา ไปอย่างเหนือชั้น ให้ สเปอร์ส แซงนำ 2-1 ทำให้เกมนี้ยิงกัน 3 ประตู ตั้งแต่ยังไม่ถึง 10 นาทีแรกของเกม
 
     นาทีที่ 19 แฟนผี มีลุ้นได้เสียว เมื่อ บรูโน่ แฟร์นันด์ส อย่างสวยให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ดึงจังหวะหลอก แซร์จ ออริเยร์ หนึ่งจังหวะก่อนยิงเต็มข้อ แต่บอลไปชนเสาเต็มๆ อย่างไรก็ตามลูกนี้ แม้จะยิงเข้าแต่ แรชฟอร์ด ก็โดนตีธงล้ำหน้าอยู่ดี

     นาทีที่ 27 ทีมเยือนทำเจ้าถิ่นเสียวไส้อีกครั้ง เมื่อ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ กึ่งยิงกึ่งผ่านมาหน้าประตู ติดเซฟ ดาบิด เด เคอา จังหวะแรก ก่อนมาเข้าทางปืนของ  เอริก ลาเมล่า กดยิงเต็มๆ ยังดีที่ เอริก ไบยี่ ตามไปบล็อกได้ทัน ทำให้บอลแฉลบออกหลังไป

     จากนั้นนาทีที่ 29 สถานการณ์ของ ปีศาจแดง ยิ่งเลวร้ายกว่าเก่า เมื่อเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล  ไปออกมือตบใส่หน้า เอริก ลาเมล่า หลังโดน เอริก ลาเมล่า ชักศอกใส่หน้า ผู้ตัดสิน  แอนโทนี่ เทย์เลอร์ ชูใบแดงให้ มาร์กซิยาล โดยตรงไล่ออกจากสนามทันทีแบบไม่ต้องเช็กวีเออาร์ ส่วน เอริก ลาเมล่า รับแค่ใบเหลือง

     ก่อนนาทีที่ 31 สเปอร์ส มาได้ประตูนำห่าง เมื่อ  เอริก ไบยี่ จ่ายบอลกน้าประตูถูก แฮร์รี่ เคน ตามมาสไลด์ ก่อนบอลจะหลุดมาถึง ซน ฮึง-มิน ปั้นคืนเพื่อนบ้าน จ่ายให้ แฮร์รี่ เคน วิ่งตามมาแปจ่อๆไม่เหลือ ทีมตราไก่ บุกนำห่าง 3-1

     นาทีที่ 37 ทีมเยือน ยังมาโหด มุสซ่า ซิสโซโก้ จ่ายบอลยาวให้ แซร์จ ออริเยร์ หลุดขึ้นมาทางฝั่งขวาของสนาม ก่อนเปิดลอดขา แฮร์รี่ แม็กไกวร์ มาที่เสาแรกให้ ซน ฮึง-มิน ตามชาร์จจ่อๆไม่เหลือ ทำให้ สเปอร์ส บุกนำห่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด 4-1 เป็นประตูที่สองในเกมนี้ของดาวยิงวัย 28 ปี พร้อมขึ้นนำดาวซัลโวร่วมกับ โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน ที่ 6 ประตูเท่ากัน
 
     ช่วงเวลาที่เหลือทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดครึ่งแรกจึงเป็น สเปอร์ส บุกนำ  แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น ด้วยสกอร์สุดเหลือเชื่อ 4-1
 
    ครึ่งหลัง "ผีแดง" เปลี่ยนรวดเดียวสองคนส่ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ และเฟร็ด ลงไปเล่นแทน บรูโน่ แฟร์นันด์ส และเนมานย่า มาติช ขณะที่ สเปอร์ส ถอดเอา เอริก ลาเมล่า ออกแล้วส่ง ลูคัส มูร่า เล่นแทน

    เกมรับเจ้าถิ่นยังไม่ดีขึ้น นาที 51 ต้องมาสังเวยประตูที่ห้า จากจังหวะที่ ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก แทงบอลยาวตัดหลังแนวรับมาถึง แซร์จ ออริเยร์ หลุดเข้าไปล่อเป้าซัดบอลผ่าน เด เคอา เสียบมุมเสาไกล ให้ "ไก่เดือยทอง" นำโด่ง 5-1

    เกมรุกของ แมนฯยูฯ ปั้นเกมกันไม่ขึ้นเลย นาที 67 โซลชา เปลี่ยนคนสุดท้าย ส่ง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ลงมาเล่นแทน เมสัน กรีนวู้ด

    นาที 72 ลูกทีมของ "มูรินโญ่" เกือบได้เม็ดที่หก คราวนี้ แฮร์รี่ เคน หลุดเข้าไปในกรอบทางด้านขวาก่อนซัดเลียดเสาแรก แต่ยังไม่พ้นมือ ดาบิด เด เคอา ที่ปัดออกหลังไปได้

    นาที 79 ปอล ป็อกบา ไปพลาดท่าทำเสียจุดโทษหลังพุ่งไปสไลด์แต่ด้วยแรงเฉื่อยทำให้ไปเสียบ เบน เดวิส ผู้ตัดสินเป่าเป็นจุดโทษทันที ก่อนที่ แฮร์รี่ เคน จะสังหารเข้าไปไม่พลาด และเป็นประตูที่สองในเกมนี้ของดาวยิงทีมชาติอังกฤษ พาสเปอร์
สนำโด่งๆถึง 6-1

    จบเกม "ปีศาจแดง" พ่ายเละคาบ้านให้กับ สเปอร์ส 1-6 ทำให้เล่นไป 3 นัดแพ้คาบ้านไป 2 เกม มี 3 คะแนน อยู่อันดับ 16 ส่วน "ไก่เดือยทอง" ขึ้นมาอยู่อันดับ 5 มี 7 คะแนน

      รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีม

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, เอริก ไบยี่, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – ปอล ป็อกบา, เนมานย่า มาติช (สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ น.46) – เมสัน กรีนวู้ด (ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค น.68), บรูโน่ แฟร์นันด์ส (เฟร็ด น.46), มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
    
        สเปอร์ส (4-3-3) : อูโก้ โยริส -แซร์จ ออริเยร์, ดาวินซอน ซานเชซ, เอริก ดายเออร์,เซร์คิโอ เรกีลอน – มุสซ่า ซิสโซโก้, ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก, ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล่ (เดเล่ อัลลี่ น.69) – เอริก ลาเมล่า (ลูคัส มูร่า น.46), แฮร์รี่ เคน ,ซน ฮึง-มิน (เบน เดวิส น.73)
 
        ผู้ตัดสิน : แอนโทนี่ เทย์เลอร์

แพ้ยับตามผี! วิลล่าโหดกระซวกลิเวอร์พูลเละ กรีลิชกด2จ่าย3-วัตกิ้นส์แฮตทริก

เหลือเชื่อ! "สิงห์ผงาด" งัดฟอร์มเด็ดเปิดบ้านไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ไม่ไว้หน้าถึง 7-2 เกมนี้ แจ็ค กรีลิช โชว์โหดกด2ประตูแถมจ่ายอีก 3 ขณะที่  โอลลี่ วัตกิ้นส์ หอกตัวใหม่ประเดิมซัดแฮตทริก ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ แม้จะซัดเบิ้ลแต่ไม่ช่วยให้ทีมพ้นความปราชัย ส่งให้ แอสตัน วิลล่า มี 9 แต้มเท่าหงส์, ปืน และจิ้งจอก ทว่าลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นรองจ่าฝูง

สนาม : วิลล่า พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายของคืนวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า ที่ชนะมา 2 นัดติดแบบไม่เสียประตู เปิดบ้านรับมือ "แชมป์เก่า" ลิเวอร์พูล ที่ชนะมา 3 เกมรวดเช่นกัน
   
    เกมนี้ ดีน สมิธ ปรับแดนกลาง ส่ง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ที่ยืมมาจาก เชลซี ลงเล่นแทน คอเนอร์ ฮูริแฮน โดยแนวรุกยังเป็น มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์ และแจ็ค กรีลิช ขณะที่ฝั่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ ปวดหัวนอกจากจะไม่มี ซาดิโอ มาเน่ ที่ติดเชื้อโค
วิด-19 แล้วล่าสุดยังเสีย อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่มาเจ็บตอนซ้อม ทำให้เกมนี้ต้องใช้ อาเดรียน ลงเฝ้าเสาแทน ส่วนแนวรุกส่ง ดีเอโก้ โชตา ประสานงานกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    เปิดฉากครึ่งแรกมาได้แค่ 4 นาที กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่ชิงขึ้นนำแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล อย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นความผิดพลาดของ อาเดรียน ที่จ่ายบอลพลาดหน้าปากประตูตัวเอง แจ็ค กรีลิช ตามไปเก็บบอลก่อนปาดเลียดมาให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ ที่
ยืนโล่งๆ ยิงด้วยซ้ายเสียบตาข่ายเข้าไป เป็นประตูแรกของเจ้าตัวนับแต่ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

    นาทีที่ 8 เจ้าบ้านเกือบได้ลุ้นเม็ดสอง และเป็น แจ็ค กรีลิช ที่จ่ายเข้ากลางให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ ซัดด้วยซ้ายบอลพุ่งถากเสาไกลแบบได้เสียว

    นาที 15 "หงส์แดง" พลาดโอกาสไล่ตีเสมอ หลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จ่ายทะลุช่องให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ หลุดเข้าไปซัดติดเซฟ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    นาที 21 อดีตนายด่านปืนใหญ่ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง ฟีร์มีโน่ โซโล่เดี่ยวเข้าไปในกรอบก่อนจะล็อคหนีแล้วซัดมุมแคบไปติดมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ

    ทีมเยือนบุกเพลินๆ กลายเป็นโดนเม็ดที่ 2 อย่างไม่น่าเชื่อ หลังอีกสองนาที วิลล่า สวนกลับขึ้นมาทางซ้าย แจ็ค กลีลิช แทงบอลให้ โอลลี่ วัตกิ้นส์ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไป ก่อนกระชากหนี โจ โกเมซ ล้มตัวซัดด้วยขวาเสียบเสาเหลี่ยมเสาไกลอย่างงด
งาม

    แชมป์เก่าอยู่ไม่ได้หลังโดนไปสองเม็ด นาที 25 แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เปิดด้วยซ้ายไปติด ไทโรน มิงส์ สกัดมาเข้าทาง ดีเอโก้ โชต้า ที่เก็บได้แถวสองวอลเลย์สวนไปตรงตัว เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ รับไว้ไม่มีพลาด

    นาที 28 ดีเอโก้ โชต้า ลากตัดจากริมเส้นทางซ้ายมากลางประตู ก่อนตัดสินใจชิพบอล กำลังจะย้อยข้ามหัว มาร์ติเนซ อยู่แล้ว แต่นายด่านวิลล่ายังเร็วพอถอยหลังปัดปลายมือข้ามคานหวุดหวิด

    เกมสวนกลับของ "สิงห์ผงาด" ยังอันตราย นาที 31 เจ้าบ้านเกือบพังประตูที่สาม บอลออกจากเท้า แจ็ค กรีลิช เข้ากลางมาให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ แตะขึ้นหน้าเข้าไปเบียดกับ ฟาน ไดค์ แต่หลักไม่ดีซัดบอลหลุดกรอบออกไป

    กระนั้น นาที 33 "หงส์แดง" มาตีไข่แตกพังประตูไล่มาเป็น 1-2 โชต้า กระชากจากซ้ายเข้ากลางก่อนจ่ายให้ นาบี เกอิต้า หมุนตัวซัดไปติดบล็อค แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ ก่อนปลิ้นมาเข้าทาง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงสวนเข้าไปไม่เหลือ

    บอลแลกกันสนุก นาที 34 แม็ตตี้ แคช วางบอลยาวให้ รอสส์ บาร์คลี่ย์ หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นมาทางขวา ก่อนจะเลือกยิงเสาแรกไปติดขา อาเดรียน ออกหลัง

    และต่อเนื่องจากจังหวะเตะมุม นาที 35 สกอร์ของเจ้าถิ่นทะยานหนี ลิเวอร์พูล 3-1 บาร์คลี่ย์ เปิดเตะมุมมากลางประตู โจ โกเมซ สกัดบอลไปเข้าทาง จอห์น แม็คกินน์ ซัดแบบไม่จับไปแฉลบขา ฟาน ไดค์ เปลี่ยนทางเสียบมุมเข้าไป

     นาที 38  เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ มาโดนใบเหลืองหลังไปเข้าเสียบใส่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ อย่างน่าเกลียด และจากฟรีคิกที่เจ้าถิ่นได้ บาร์คลี่ย์ ลุกมาเปิดฟรีคิกเข้าไป บอลเลยถึง มาห์มูด เทรเซเก้ต์ หลุดขึ้นมาทางซ้ายไม่ล้ำหน้าก่อนครอสมากลางประตูถึง 
โอลลี่ วัตกิ้นส์ โขกตุงตาข่าย เป็นแฮตทริกของอดีตแข้งเบรนฟอร์ด ช่วยให้ "สิงห์ผงาด" นำโด่ง 4-1

    ช่วงทดเจ็บครึ่งแรก นาที 45+1 "หงส์แดง" ได้ลุ้นบ้าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน หลุดไปซัดด้วยซ้ายมุมแคบ แต่ยังไม่ผ่านมือ เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ ที่เซฟไว้ได้อีก

    จบครึ่งแรก แอสตัน วิลล่า นำห่าง ลิเวอร์พูล อย่างเหลือเชื่อ 4-1

    ครึ่งหลัง  เจอร์เก้น คล็อปป์ ปรับทัพถอดเอา นาบี เกอิต้า ออกแล้วส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงไปเล่นแทน

    นาที 55 แอสตัน วิลล่า มาได้ประตูนำห่าง 5-1 จากจังหวะที่ รอสส์ บาร์คลี่ย์ เล่นชิ่งกับ กลีลิช หน้ากรอบก่อนที่บอลจะมาเข้าเท้า บาร์คลี่ย์ อีกครั้งแล้วซัดเต็มเท้าไปแฉลบ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ บอลพุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาไกลชนิดที่ อา
เดรียน หมดสิทธิ์ป้องกัน

    ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง "หงส์แดง" มาทวงประตูไล่มาเป็น 2-5 จากจังหวะที่ ฟีร์มีโน่ ได้บอลแล้วแทงให้ ซาลาห์ หลุดเข้าไปในกรอบแล้วซัดด้วยซ้ายผ่านมือ มาร์ติเนซ เสียบเสาแรกเข้าไป เป็นประตูที่สองของดาวยิงชาวอียิปต์ในเกมนี้

    ต่างฝ่ายยังเปิดเกมรุกเล่นกันสนุก นาที 66 กลายเป็น "สิงห์ผงาด" ที่มาได้ประตูที่หก คราวนี้เป็น วัตกิ้นส์ ที่จ่ายให้ แจ็ค กรีลิช ดึงหนี เทรนท์ ก่อนซัดด้วยขวาไปแฉลบ ฟาบินโญ่ พุ่งเปลี่ยนทางเสียบเสาแรก พา แอสตัน วิลล่า นำห่าง 6-2

    นาที 75 เกมรับทีมเยือนเละเทะอีก คราวนี้ จอห์น แม็คกินน์ แทงบอลให้ แจ็ค กรีลิช หลุดเข้าไปก่อนซัดผ่าน อาเดรียน เข้าไปอย่างเยือกเย็นให้ วิลล่า ทะยานนำลิ่วแบบเหลือเชื่อ 7-2

    จบเกม แอสตัน วิลล่า งัดฟอร์มสุดยอดไล่ถล่มแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล ขาดลอย 7-2 คว้าสามแต้มมีเพิ่มเป็น 9 คะแนน เท่ากับ เลสเตอร์, อาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้รั้งรองจ่าฝูง โดยตามหลังจ่าฝูง "ทอฟฟี่" ที่คว้าชัย 4 นัด รวดอยู่ 3 คะแนน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แอสตัน วิลล่า (4-3-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – แม็ตตี้ แคช, เอซรี่ คอนซ่า, ไทโรน มิงส์, แม็ตต์ ทาร์เก็ตต์ – รอสส์ บาร์คลี่ย์, ดั๊กลาส ลุยซ์, จอห์น แม็คกินน์ – มาห์มูด เทรเซเก้ต์, โอลลี่ วัตกิ้นส์, แจ็ค กรีลิช
 
        ผู้จัดการทีม : ดีน สมิธ
 
        ลิเวอร์พูล (4-3-3) :  อาเดรียน – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ดิโอโก้ โชต้า

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

เกปาแจกโชค! มาเน่เบิ้ลพาลิเวอร์พูลบุกอัดเชลซี10คน-ติอาโก้ประเดิม

ซาดิโอ มาเน่ ตะบันคนเดียวสองประตูพาแชมป์เก่า ลิเวอร์พูล บุกไปปราบเจ้าถิ่น เชลซี ที่เหลือ10คน 2-0 เกมนี้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ประเดิมนัดแรกลงสำรองในครึ่งหลังก่อนพา "หงส์แดง" คว้าชัย2นัดติด มี 6 คะแนนเต็ม ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

   บิ๊กแมตช์ที่ เดอะ บริดจ์ เจ้าถิ่น เชลซี ปรับหนึ่งตำแหน่งจากชุดล่าสุดโดยให้ มาเตโอ โควาซิช ปักหลักแดนกลางแทน รูเบน ลอฟตัส-ชีค ขณะที่ 2 แข้งใหม่ชาวเยอรมันอย่าง ติโม แวร์เนอร์ และ ไค ฮาแวร์ทซ์ พร้อมลุย ส่วน ติอาโก้ ซิลวา กับ ฮาคิม ซิเย็ค ยังไม่มีชื่อในทีม

    ด้าน ลิเวอร์พูล เปลี่ยนแนวรับหลังโดนลีดส์เจาะถึง 3 เม็ด โดยให้ ฟาบินโญ่ รับหน้าที่เซ็นเตอร์แบ็กแทน โจ โกเมซ ขณะที่แนวรุก ซาลาห์, บ๊อบบี้ และ มาเน่ ลงพร้อมกัน แถม ติอาโก้ อัลกันตาร่า แข้งใหม่มีชื่อสำรองด้วย ทว่า ดีโอโก้ โชต้า ยังไม่มีส่วนร่วม

    เริ่มเกมมา14นาที เป็นฝั่งผู้มาเยือน ลิเวอร์พูลได้เสียวก่อน เมื่อ เกปา ออกมาเล่นบอลทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษ แต่กลับกลายเป็นสปีดของ ซาลาห์ ดีกว่า จึงถึงบอลและปาดบอลเข้ากลางประตู โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เกือบจะได้ยิงโล่งๆแล้ว แต่ยังดีที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ยังตามาบล็อคช่วยเชลซี สกัดบอลออกหลังได้อย่างหวุดหวิด

    นาทีที่19 ทั้งสองทีมเปิดเกมแลกกันอย่างสนุก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พาบอลลุยเข้าไปถึงกรอบเขตโทษแล้ว ก่อนได้ง้างยิง ยังดีที่แนวรับ เชลซี ช่วยกันบล็อคได้ทัน ก่อนใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานทีมเยือน แต่ในจังหวะสุดท้ายที่บอลมาถึง ติโม แวร์เนอร์ เจ้าตัวตัดสินใจยิงช้าไปหน่อย แนวรับลิเวอร์พูล เลยลงมาทันช่วยเบรกไว้พอดี

    นาทีที่34 หงส์แดง ยังทำได้ดีกว่าในพื้นที่สุดท้าย โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เอาบอลลงได้ในกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนเปิดยัดเข้ากลางประตู แต่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เข้าชาร์จไม่ถึงบอล บอลเลยผ่านหน้าประตูไปแบบได้แค่เสียว

    อีก 4 นาทีต่อมา ไค ฮาแวร์ตซ์ หลุดขึ้นไปทางด้านขวาก่อนปาดเลียดมาให้ ติโม แวร์เนอร์ ยิงโล่งๆ หลุดกรอบออกไปอย่างน่าผิดหวัง ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าเป็นจังหวะที่ ฮาแวร์ตซ์ ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    ช่วงท้ายครึ่งแรก นาที 45 วีเออาร์ ได้ทำงานครั้งแรก จากจังหวะที่ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ไปทำฟาวส์ ซาดิโอ มาเน่ ก่อนถึงกรอบเขตโทษ ตอนแรกผู้ตัดสิน พอล เทียร์นี่ย์ ให้แค่ใบเหลือง แต่หลังจากที่เช็กที่จอวีเออาร์แล้ว พอล เทียร์นี่ย์ มองว่าคริสเตนเซ่น เป็นตัวสุดท้าย เลยเปลี่ยนใจให้ใบแดงโดยตรง ทำให้ เชลซี เหลือ10คนตั้งแต่ท้ายครึ่งแรก

     ลิเวอร์พูล แม้ได้ฟรีคิกในจังหวะต่อเนื่องนี้ แต่ก็ยิงข้ามคานออกไปเอง ทำให้ หมดครึ่งแรก เชลซี ยังเสมอ ลิเวอร์พูล อยู่ 0-0 แต่ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรองเนื่องจากตัวผู้เล่นเหลือน้อยกว่า

    กลับมาเล่นต่อในครึ่งหลัง ทั้งสองทีมมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น เชลซี ที่เหลือแค่ 10 คนส่ง ฟิคาโย่ โทโมรี่ เซ็นเตอร์แบ็กลงไปเล่นแทน ไค ฮาแวร์ตซ์ ขณะที่ "หงส์แดง" ถอดเอา จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ออกแล้วส่ง ติอาโก้ อัลคันทาร่า แข้งใหม่ป้ายแดงที่ซื้อมาจาก บาเยิร์น มิวนิค ลงสนามเป็นนัดแรก

    นาที 50 ประตูแรกของเกมกลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่บุกมาชิงขึ้นนำก่อน 1-0 จากการประสานงานของ 3 แนวรุกหงส์แดง ซาลาห์ แทงบอลทะลุให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ถึงเส้นหลังก่อนครอสมากลางประตูให้ ซาดิโอ มาเน่ โฉบมาโขกบอลหนีมือ เกปาเสียบมุมตาข่าย

    นาที 54 สกอร์ของทีมเยือนนำห่างเป็น 2-0 อย่างรวดเร็ว จากความผิดพลาดของ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่พยายามจ่ายเลียดหน้าประตูให้ จอร์จินโญ่ แต่โดน ซาดิโอ มาเน่ วิ่งมาตัดบอลได้ก่อนดาวยิงชาวเซเนกัลจะตามไปซัดโล่งๆเข้าไปไม่เหลือเป็นประตูที่สองของ มาเน่ ในเกมนี้

    นาที 68 "สิงห์บลูส์" มีโอกาสได้ส่องบ้าง เมสัน เมาท์ ได้บอลทางซ้ายก่อนจะปั่นด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งแรงก่อนหล่นบนหลังตาข่ายแบบได้เสียว

    นาที 73 เชลซี มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง ติอาโก้ วิ่งมากระแทก ติโม แวร์เนอร์ ล้มลงไปผู้ตัดสินชี้ให้จุดโทษทันที ทว่า จอร์จินโญ่ มือสังหารของเจ้าบ้านดันยิงไปติดเซฟของ อลีสซง ชวดได้ประตูตีไข่แตก ทำให้สกอร์ยังเป็นทีมเยือนบุกมานำ 2-0เหมือนเดิม ซึ่งเป็นการเซฟจุดโทษแรกของนายด่านทีมชาติบราซิลนับแต่ย้ายมาร่วมทีมลิเวอร์พูล

    นาที 82 ติอาโก้ ได้โอกาสยิงบ้างหลังกดด้วยขวานอกกรอบแต่บอลยังหลุดเสาออกไป อีกนาทีต่อมา แทมมี่ อบราฮัม ตัวสำรองของ เชลซี ที่เพิ่งลงมาได้หลุดเข้าไปซัดด้วยขวาแต่ยังไม่ผ่านมือ อลีสซง ที่โชว์ซูเปอร์เซฟอีกครั้ง

    จบเกม เชลซี พ่ายคาบ้านให้ ลิเวอร์พูล 0-2 ส่งผลให้ "หงส์แดง" คว้าชัยสองเกมติดมี 6 คะแนน

     รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

     เชลซี  (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์,  อันเดรียส คริสเตนเซ่น (ใบแดง น.45), เคิร์ต ซูม่า, มาร์กอส อลอนโซ่ – จอร์จินโญ่,  เอ็นโกโล่ ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิช – ไค ฮาแวร์ตซ์, ติโม แวร์เนอร์, เมสัน เมาท์

     สำรอง : วิลลี่ กาบาเยโร่, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ฟิคาโย่ โทโมรี่, รอสส์ บาร์คลี่ย์, แทมมี่ อับราฮัม, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

     เทรนเนอร์ : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

     ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์-เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ , ฟาบินโญ่, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน- นาบี เกอิต้า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม- โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่,ซาดิโอ มาเน่

     สำรอง : อาเดรียน, เคอร์ติส โจนส์, ดิว็อค โอริกี้, ทาคูมิ มินามิโนะ, ติอาโก้ อัลคันทาร่า, เจมส์ มิลเนอร์

     เทรนเนอร์ :  เจอร์เก้น คล็อปป์

     ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

ปีร์โล่เฮคุมนัดแรก-โด้ยิงปิด! ยูเวนตุสถล่มซามพ์โดเรียรับชัยเปิดกัลโช่

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ที่มีนายใหญ่คนใหม่อย่าง อันเดรีย ปีร์โล่ ประเดิมนัดลีกทางการสวยหรู สตาร์ดัง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซัดสกอร์เม็ดแรกซีซั่นนี้ปิดท้าย ก่อนทีมถล่ม ซามพ์โดเรีย 3-0 คว้าชัยชนะเปิดลีก ในการแข่งขันศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นักเปิดฤดูกาล 2020-21 คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา

สนาม : ยูเวนตุส สเตเดี้ยม

     ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นักเปิดฤดูกาล 2020-21 คืนวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา "ม้าลาย" ยูเวนตุส ภายใต้การคุมทีมนัดแรกของกุนซือใหม่ อันเดรีย ปีร์โล่ จัดผู้เล่นหน้าใหม่หลายรายทั้ง "คูลูเซฟสกี้-แม็คเคนนี่" แถมมีสตาร์อย่าง "คริสเตียโน่ โรนัลโด้" ลงตะบันทีมเยือน ซามพ์โดเรีย ของโค้ชคนเก๋า เคลาดิโอ รานิเอรี่ ที่ผลงานอุ่นเครื่องสองนัดหลัง เก็บชัยมาได้ วางตัวทีเด็ด "ยาคุบ ยังก์โต้" สู้แมตช์นี้ โดยก่อนเริ่มเกมมีการมอบรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของลีกอิตาลี

   เจ้าบ้านลุยอีกนาทีที่ 11 อารอน แรมซี่ย์ วิ่งบีบไล่บอลจนฉกมาได้ก่อนดีดจ่ายทะลุช่องให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลากบอลเข้าเขตโทษด้านซ้าย หลุดไปซัดเต็มเท้าแต่ว่านายทวารลาซามพ์ออกมาเร็วบล็อกออกหลังทันเวลา

     เบียงโคเนรี่กระทุ้งนำนาทีที่ 13 อารอน แรมซี่ย์ โหม่งบอลชงคืนมาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กระชากบอลหน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา แต่ถูกแนวรับทีมเยือนช่วยกันสกัดบอลกลิ้งเข้าทาง เดยัน คูลูเซฟสกี้ วางเท้าปั่นบอลโค้งในเขตโทษเลี้ยวหนีมือ เอมิล ออเดโร่ นายด่านซามพ์โดเรีย เข้าไปที่เสาด้านซ้ายอย่างสวยงาม

     ยูเว่เกือบทำได้นาทีที่ 24 อารอน แรมซี่ย์ ได้บอลบริเวณกลางสนาม ไหลออกทางซ้ายไปที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลากบอลเข้าเขตโทษแล้วซัดเต็มพิกัด บอลไปเสยเต็มคานอย่างจังกระดอนออกมา หัวหอกฝอยทองชวดทำสกอร์แรกซีซั่นนี้ไป

     ทีมเยือนได้จังหวะลุ้นนาทีที่ 45 เฟเดริโก้ โบนาซโซลี่ ถอยต่ำไปขโมยบอลจาก ดานิโล่ ตรงกลางสนามผ่านบอลออกด้านขวาไปที่ ฟาบิโอ เดเปาลี ลากบอลมาซัดนอกเขตโทษ บอลเรียดออกข้างเสาแบบพอมีเสียวเล็กน้อย จบ 45 นาทีแรก ยูเวนตุส นำ 1-0

     ม้าลายหวิดทิ้งไกลนาทีที่ 48 อารอน แรมซี่ย์ จ่ายบอลจากวงกลมกลางสนามทิ้งมาให้ จานลูก้า ฟราบอตตา แข้งดาวรุ่งของทีมสบจังหวะเข้าไปซัดติดเซฟ เอมิล ออเดโร่ มือกาวทีมเยือนทุบทิ้งออกมาได้

     เจ้าถิ่นหวังนำห่างนาทีที่ 59 จานลูก้า ฟราบอตตา หยอดบอลเขตโทษด้านซ้ายเกือบถึงดส้นหลัง ข้ามฟากมาที่ ฮวน กวาดราโด้ แปะบอลเข้ากลาง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เกี่ยวบอลแล้วม้วนตัวซัดแต่บอลเหินข้ามคานออกไปพอสมควร

     ยูเวนตุสพยายามอีกนาทีที่ 71 มัตเตีย เด ชีโย่ รับบอลโยนยาวข้ามฝั่งในเขตโทษด้านซ้าย เลี้ยงตัดเข้ากลางก่อนหวดไปแฉลบผู้เล่นทีมเยือน บอลเลี้ยววิถีเกือบเข้ากรอบออกข้างเสาด้านขวาไปเพียงนิดเดียว

     เบียงโคเนรี่พลาดอีกนาทีที่ 75 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ลองส่องฟรีคิกกลางสนามประมาณ 30 หลา บอลพุ่งข้ามกำแพงโค้งหากรอบ ทว่า เอมิล ออเดโร่ นายทวารลาซามพ์ยืนถูกที่ทุบทิ้งออกมาได้

     ม้าลายทำสำเร็จนาทีที่ 78 เวสตัน แม็คเคนนี่ กระโดดแย่งลูกเตะมุมทางขวากับ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ก่อน บาร์โตสซ์ เบเรสซินสกี้ เตะเคลียร์วืดบอลเข้าเท้า เวสตัน แม็คเคนนี่ ยิงทันทีติดมือนายทวารคู่แข่ง และเป็นกองหลังตัวเก๋าม้าลายแหย่เท้าจิ้มตุงตาข่ายระยะเผาขน

     ต่อมานาทีที่ 87 เวสตัน แม็คเคนนี่ สบจังหวะยิงคนเดียวแบบไร้ตัวประกบในเขตโทษ บอลถูก เอมิล ออเดโร่ นายด่านทีมเยือนปัดแต่บอลไม่ไปไหน เกือบจะเข้าประตู เจ้าตัวเลยใช้เท้าเขี่ยพ้นเส้นประตูออกมาได้ทันเวลา ก่อนนาทีที่ 88 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เบิกสกอร์แรกเจ้าตัวซีซั่นนี้ได้ จากการซัดในเขตโทษด้านขวาซุกก้นตาข่าย จบเกม ยูเวนตุส ถล่ม ซามพ์โดเรีย 3-0 คว้าสามแต้มประเดิมกัลโช่เปิดซีซั่น

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ยูเวนตุส (5-4-1): วอยเซียค เชสนี่,ฮวน กวาดราโด้ (โรดริโก้ เบนตันกูร์ น.78),เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่,จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (เมริห์ เดมิรัล น.83),ดานิโล่,จานลูก้า ฟราบอตตา (มัตเตีย เด ชีโย่ น.67),เดยัน คูลูเซฟสกี้ (ดั๊กลาส คอสตา น.82),อาเดรียง ราบิโอต์,เวสตัน แม็คเคนนี่,อารอน แรมซี่ย์,คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ซามพ์โดเรีย (4-5-1): เอมิล ออเดโร่,บาร์โตสซ์ เบเรสซินสกี้,โอมาร์ คอลลี่ย์,ลอเรนโซ่ โตเนลลี่ (มายะ โยชิดะ น.46),ตอมมาโซ่ ออเจลโล่,ฟาบิโอ เดเปาลี (กัลตอน รามิเรซ น.46),มอร์เท่น ทอร์สบี้ (มิคเคล ดัมสการ์ด น.71),อัลบิน เอ็คดาล,เมห์ดี้ เลริส (ฟาบิโอ กวายาเรลล่า น.46),ยาคุบ ยังก์โต้,เฟเดริโก้ โบนาซโซลี่ (วาเลรีโอ วาร์เร่ น.70)

อาจารย์สอนศิษย์ ! 5 ประเด็น สเปอร์ส เขี่ย เชลซี ร่วงคาราบาว คัพ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือมากประสบการณ์ จัดการสั่งสอน แฟร้งค์ แลมพาร์ด อดีตลูกศิษย์ แบบเบาๆ โดย "เฮียมู" นำ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ชนะจุดโทษ เชลซี 5-4 หลังเสมอกันในเวลา 90 นาที 1-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบ 4 หรือรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา
  ก่อนเกมนี้ มูรินโญ่ ออกโรงเปรยว่าอาจจะต้องปล่อยแมตช์ดังกล่าวไป เพราะกลัวสภาพร่างกายของลูกทีมจะกรอบเนื่องจากพวกเขามีโปรแกรมแน่นเอี๊ยด แต่กลายเป็นว่า สเปอร์ส เล่นได้ดีเยี่ยมสามารถต่อก่อน "สิงห์บลูส์" ที่มีขุมกำลังชั้นยอดมากมาย ได้อย่างสนุกสูสี

    แม้ว่า เชลซี จะตกรอบก็ตาม แต่อย่างน้อยๆ พวกเขาก็มีเรื่องพอยิ้มได้เพราะ ติโม แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูแรกให้กับต้นสังกัดอย่างเป็นทางการซะที หลังจากรอมานานหลายเกม ขณะที่ เอดูอาร์ด เมนดี้ ลงเฝ้าเสาเปิดตัวเกมแรก ก็โชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจพอสมควร

    ที่สำคัญในช่วงระหว่างเกมนี้มีเรื่องน่าสนใจมากๆ ทั้งการปะทะคารมระหว่าง มูรินโญ่ กับ แลมพาร์ด รวมไปถึงการวิ่งออกนอกสนามของ เอริค ดายเออร์ ในช่วงกลางครึ่งหลัง จนทำให้ นายใหญ่ชาวโปรตุกีส ต้องรีบเข้าไปตามในอุโมงค์สนามเลยทีเดียว

1. แวร์เนอร์ เริ่มส่องแสง
    การมาของ ติโม แวร์เนอร์ ทำให้สาวก "สิงโตน้ำเงินคราม" มองเห็นโอกาสที่ทีมจะผลิตสกอร์เป็นกอบเป็นกำ เพราะนักเตะรายนี้ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับ แอร์เบ ไลป์ซิก แถมในช่วงอุ่นเครื่องยังยิงประตูได้ด้วย ทำให้งานนี้บรรดาคอบอลต่างเชื่อมั่นว่าเขาจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเกมรุกของ เชลซี อย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ตามการที่ต้องมาเล่นในบรรยากาศใหม่ วัฒนธรรมฟุตบอลที่คุ้นชินทำให้ แวร์เนอร์ ไม่สามารถผลิตฟอร์มชั้นยอดออกมาได้อย่างที่หลายคนคาดหวังเอาไว้ แม้ว่าผลงานโดยรวมในเรื่องการมีส่วนร่วมกับเกมถือว่า ดาวเตะทีมชาติเยอรมนี สอบผ่าน แต่การยิงประตูซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนคาดหวัง นักเตะยังสอบตก

    กระนั้นตอนนี้ แวร์เนอร์ สามารถซัดประตูได้แล้วแม้ว่าจะเป็นการแข่งขันในเกมฟุตบอลถ้วยใบเล็กประเทศอังกฤษก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการผลิตสกอร์ในการเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการของนักเตะภายใต้ชุด "สิงห์บลูส์" ซึ่งประตูนี้คงจะทำให้เขามีความมั่นใจในการเล่นในเมืองผู้ดีมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ประตูที่ แวร์เนอร์ ทำได้น่าจะเป็นการปลดล็อกความเครียด และความกดดันของเขาออกไปซะที จากนี้ไปคาดว่าบรรดาแนวรับคู่แข่งเตรียมระวังตัวเอาไว้ให้ดีๆ เพราะ หัวหอกวัย 24 ปี จะทำให้พวกเขาต้องหวาดผวาอย่างแน่นอน

2. อาจารย์สั่งสอนศิษย์
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า โชเซ่ มูรินโญ่ กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด มีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมสมัยที่ทั้งสองคนทำงานร่วมกันในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยในยุคที่ "เฮียมู" คุม เชลซี "แลมพ์ส" ขุนพลคู่ใจในยุครุ่งเรืองของทีมที่ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่างยิ่งใหญ่

    แน่นอนว่าการได้ทำงานร่วมกับทำให้ "แลมพ์ส" ได้ศึกษาวิธีการคุมทีม และการวางแท็คติกไม่มากก็น้อยมาจาก นายใหญ่ชาวโปรตุกีส โดยในช่วงที่ผลันตัวไปทำงานโค้ช แลมพาร์ดมีผลงานที่โดดเด่นมากๆ โดยเฉพาะกับ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ จนทำให้ เชลซี ต้องตัดสินใจดึงเขามาชอบกอบกู้วิกฤติของสโมสรเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา และเขาก็มีส่วนทำให้ทีมติดท็อปโฟร์ได้สำเร็จ

    สำหรับการปะทะกันของอาจารย์กับลูกศิษย์ ดูเหมือนจะไม่น่าอภิรมณ์ตั้งแต่ก่อนการแข่งขัน เพราะพวกเขาสาดน้ำลายใส่กัน แถมในช่วงระหว่างการแข่งขัน มูรินโญ่ ยังพูดจาแขวะ แลมพาร์ด แบบเจ็บจี๊ดไปถึงทรวงในด้วยการอ้างถึงเกมที่ "สิงห์บลูส์" โดน เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน นำ 3-0 แต่เดชะบุญที่ตามตีเสมอได้ 3-3

    ในเกมนี้ แลมพาร์ด ดูเหมือนจะจัดการกำราบอาจารย์ได้เพราะพวกเขาได้ประตูขึ้นนำไปก่อน แต่ด้วยประสบการณ์และขาดการเล่นที่แน่นอน ซึ่งเทียบกับ มูรินโญ่ แล้วเขามีลูกล่อลูกชนเหนือกว่าเยอะ และสามารถวางแผนนำทีมตีเสมอในช่วงท้ายเกมได้สำเร็จ ก่อนจะไปเผด็จศึกในการดวลจุดโทษ

    เป็นอันว่าการดวลกันในฤดูกาล 2020/2021 ท่านอาจารย์ฝอยทอง กำราบลูกศิษย์ไปแบบเบาๆ สบายๆ 1 แมตช์

3.  เมนดี้  กดดัน เกปา ได้จริงเหรอ ?
    เชลซี ตัดสินใจคว้าตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ มาเฝ้าเสาเพื่อหมายจะนำมากดดัน เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ที่ทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจมากนักในฤดูกาลนี้ โดยการได้นายทวารชาวเซเนกัล ถูกส่งลงสนามในแมตช์คาราบาว คัพ ไม่ใช่เพราะ แลมพาร์ด จะใช้งานเขาในเกมฟุตบอลถ้วย แต่เป็นการให้โอกาสนักเตะได้ปรับตัวกับการเล่นในอังกฤษต่างหาก

    สำหรับผลงานโดยรวมของ เมนดี้ หากพูดกันตามเนื้อผ้าก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นไปกว่า เกปา แต่ข้อดีที่เห็นได้ชัดเจนการยืนตำแหน่งที่ถูกต้อง ไหวพริบในการเล่น และมีจังหวะการเซฟสวยๆ 2 ครั้ง ต้องถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ค่อนข้างน่าสนใจสำหรับนายทวารรายนี้

    อย่างไรก็ตามในเรื่องของการป้องกันจุดโทษดูเหมือน เมนดี้ ยังคงต้องฝึกปรือฝีมืออีกเยอะ เพราะเขาพุ่งไม่ถูกทางเลย ฉะนั้นการฝากความหวังกับเจ้าตัวในการฏีกาคงอาจจะต้องทำใจ กระนั้นนี่เป็นแค่เกมแรกของเขาเท่านั้น แม้ว่าจะไม่สวยหรูเพราะตกรอบ แต่ฟอร์มของเจ้าตัวคงทำให้ เกปา ต้องปาดเหงื่อแน่นอน

4. เสริมทัพรุ่งแต่ผลงานร่วง
    ในช่วงซัมเมอร์นี้ เชลซี คือสโมสรที่สร้างความตื่นตาตื่นใจอย่างมากในการทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเสริมทัพ โดยพวกเขาน่าจะเป็นสโมสรเดียวในพรีเมียร์ลีก ที่คว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมได้มากมาย ในขณะที่ทีมร่วมลีกไม่สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นพรสวรรค์มาเสริมทัพได้มากนัก

    ลองไล่รายชื่อนักเตะที่ เชลซี ทุ่มเงินมาร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้อย่าง  ฮาคิม ซิเย็ค,  แวร์เนอร์, เบน ชิลเวลล์, เมนดี้ และ ไค ฮาแวร์ทซ์  เป็นต้น รวมๆ แล้วเม็ดเงินที่ทุ่มลงไปในเวลานี้ทะลุไปกว่า 200 ล้านปอนด์ (ประมาณ 8,000 ล้านบาท) แล้ว

    อย่างไรก็ตามผลงานของทีมนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้ ดูเหมือนจะไม่เข้าตาแฟนบอล และบอร์ดบริหาร โดยในเกมลีกพวกเขาลงเล่นไปแล้ว 3 แมตช์ชนะ 1 เสมอ 1 แพ้ 1 มีแค่ 4 แต้ม รั้งอันดับ 9 ในตารางลีก ขณะที่ในเกมคาราบาว คัพ ลงสนามไป 2 แมตช์ถล่ม บาร์นส์ลี่ย์ รอบ 3 และตกรอบ 4 ด้วยน้ำมือของ สปอร์ส

    สำหรับตอนนี้ความกดดันกำลังถาโถมเข้าใส่ แลมพาร์ด เพราะหากเขายังไม่สามารถกระตุ้นฟอร์มการเล่นของทีมให้กลับมาโดดเด่นสมกับเงินที่ทุ่มทุนเพื่อใช้สร้างทีม งานนี้มีหวังบอร์ดบริหารอาจจะมีการปรับเปลี่ยนตัวกุนซือ อย่างลืมว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กับ  มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ยังว่างงานอยู่นะ !!!

5. ธรรมชาติเรียกร้อง !
    ประเด็นที่น่าสนใจอีกเรื่องในแมตช์นี้ก็คือ ทำไม เอริค ดายเออร์ ถึงต้องรีบวิ่งออกจากสนามในช่วงนาทีที่ 75 ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น สเปอร์ส ยังตกเป็นร่องเรื่องสกอร์ แถมการทิ้งเกมออกไปแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้พวกเขามีผู้เล่นน้อยกว่า และสุ่มเสี่ยงที่จะโดนยิงประตูเพิ่ม

    ด้วยเหตุนี้ มูรินโญ่ จึงได้รีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตาม ดายเออร์ ให้ออกไปลงสนามให้เร็วที่สุด เพราะขืนชักช้าอาจจะทำให้ทีมต้องเสียเปรียบไปมากกว่านี้ และหลังจากที่นักเตะกลับมาลงสนามได้ ทีมก็ยังไม่โดน เชลซี ยิงประตูทิ้งห่าง จากนั้นไม่นานนักพวกเขาก็ได้ประตูตีเสมอ ทำให้ต้องดวลจุดโทษตัดสิน และหนึ่งในห้าแข้งของ สเปอร์ส ที่ต้องทำหน้าที่สำคัญก็คือ ดายเออร์ และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อซัดเป็นคนแรกเข้าประตูซะด้วย

    หลังจบเกมนักเตะได้ออกมาเฉลยความจริงถึงสาเหตุที่ต้องรีบวิ่งเข้าไปในอุโมงค์เพราะว่าเกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย แต่เจ้าตัวไม่ได้บอกว่าเป็นการถ่ายหนักหรือถ่ายเบา ขณะที่ "เฮียมู" ก็ยอมรับจำเป็นต้องไปตามลูกทีมรายนี้ให้กลับมาลงสนามเร็วๆ เพราะไม่อยากให้ทีมต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นนานเกินไป

    สุดท้ายทุกอย่างจบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะ สเปอร์ส ชนะจุดโทษเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ เกมคาราบาว คัพ ส่วน ดายเออร์ ก็ไม่ต้องอับอายที่ต้องปล่อยสิ่งปฏิกูลในสนามแข่ง !!!

ลิเวอร์พูลตกรอบ!ดวลโทษพ่ายอาร์เซน่อลหลังในเวลาเจ๊าจืดศึกคาราบาวคัพ

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องน้ำตาตกในเมื่อพ่ายดวลจุดโทษให้กับ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ผู้มาเยือนไป 4-5 หลังทั้งคู่เจาะกันไม่เข้าเสมอในเวลาปรกติ 0-0 ส่งผลให้ อาร์เซน่อลผ่านเข้ารอบต่อไป และเป็นทัพหงส์แดงที่ปีกหักกางบินต่อไม่ไหวร่วงตกรอบ ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 4
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2563
ลิเวอร์พูล 0   –   0 อาร์เซน่อล
(อาร์เซน่อล ชนะจุดโทษด้วยผลสกอร์ 5-4 )

สนาม : แอนฟิลด์

    เริ่มเกมในครึ่งเวลาแรกมาถึงนาทีที่ 8 อาร์เซน่อล สร้างโอกาสได้ก่อนจากจังหวะสวนกลับไว โจ วิลล็อค ส่งบอลจากบริเวณกลางกรอบเขตโทษลิเวอร์พูลไปทางขวาให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หลุดเข้าไปดวลเดี่ยวกับ อาเดรียน นายด่านเจ้าถิ่น เอ็นเคเทียห์ พยายามแตะบอลหลอกยิงแต่ถูก อาเดรียน อ่านเกมขาดล้มตัวใช้มือตะปบบอลเอาไว้ได้

    นาทีที่ 12 เป็นฝั่งลิเวอร์พูลที่เกือบได้จบสกอร์บ้างจากจังหวะจ่ายบอลสุดสวยของ เคอร์ติส โจนส์ ทะลุช่องไปให้ ดีโอโก้ โชต้า หลุดขึ้นไปเปิดบอลทางฝั่งขวาย้อนกลับมาให้ มาร์โก กรูยิช วิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่ทิศทางไม่ดีบอลเหินออกข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    ใบเหลืองของเกมเกิดขึ้นนาทีที่ 15 เป็นของ ทาคูมิ มินามิโนะ ศูนย์หน้าหงส์แดงที่เข้าไปตัดฟาวน์หนักด้านหลังใส่ บูคาโย่ ซาก้า ทำให เควิน เฟรนด์ ผู้ตัดสินเกมนี้ไม่มีทางเลือกคาดโทษดาวยิงจากญี่ปุ่นทันที

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 26 บูคาโย่ ซาก้า แข้งความเร็วสูงของปืนใหญ่กระดกบอลหลอก เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ในจังหวะแรกทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนที่เจ้าตัวจะพยายามพลิกตัวแล้วไปเล่นต่อแต่ก็ต้องหยุดชะงักลงเพราะดูเหมือนจะถูก วิลเลี่ยมส์ ดึงแขนเอาไว้แต่ผู้ตัดสินก็ไม่ได้ว่าอะไรทำให้ ซาก้า เสียการครองบอล

    นาทีที่ 35 เคอร์ติส โจนส์ มิดฟิลด์เจ้าถิ่นได้โอกาสตั้งป้อมตะบันไกลตรงริมเส้นฝั่งขวาระยะเกือบ 25 หลาบอลพุ่งตกลงพื้นเข้ากรอบประตูแต่ไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ รับเข้าซองไว้ไม่พลาด

    นาทีที่ 38 ลิเวอร์พูล ทำเเกมบุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ เคอร์ติส โจนส์ ตรงริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเจ้าตัวกระชากหลอกก่อนที่จะตัดสินใจไขว้เปิดบอลแต่ไม่ผ่าน เซดริก โซอาเรส ที่ยืนดักทางและโหม่งเคลียร์ออกไปได้

    นาทีที่ 42 ทัพปืนใหญ่ได้ลุ้นเมื่อ บูคาโย่ ซาก้า หลุดเดี่ยวเข้าไปหวดเต็มข้อแต่ไปติดปลายมือ อาเดรียน ที่ออกมาปิดมุมดีปัดไว้ได้ แต่หลังจากนั้นก็มีเสียงสัญญาณนกหวีดจากผู้ตัดสินเหตุ ซาก้า อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้านั่นเอง

    สองนาทีต่อมาเจ้าถิ่นมาได้ลูกฟรีคิกตรงเส้นข้างของกรอบเขตโทษจากจังหวะผิดพลาดของแผงหลังอาร์เซน่อล เซดริก โซอาเรส ทุ่มคืนย้อนไปให้ ดานี่ เซบายอส แต่ถูก ดีโอโก้ โชต้า เบียดแย้งบอลไปได้ทำให้ เซยายอส ต้องตัดฟาวน์ทันที

    ต่อเนื่องจังหวะลูกฟรีคิก เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลยัดเข้าไปแต่ถูก กาเบรียล มากัลเญส แข้งทีมเยือนโหม่งเคลียร์ออกไปพ้นเขตอันตรายอีกครั้ง

    นาทีที่ 45+1 ลิเวอร์พูล ที่โหมบุกอย่างหนักน่าจะได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะเปิดบอลเกือบ 35 หลาของ เคอร์ติส โจนส์ เลยไปเสาสองให้  ดีโอโก้ โชต้า ได้ล้มตัวโหมงเต็มหัวระยะไม่ถึง 10 หลาบอลพุ่งแรงทำท่าจะเสียบเสาไกลแต่ แบร์นด์ เลโน่ โชว์เซฟพุ่งไปเอาไว้แต่บอลกลับไปเข้าทาง ทาคูมิ มินามิโนะ ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีได้กระโดแปด้วยเท้าซ้ายจ่อๆ แต่บอลเจ้ากรรมดันพุ่งไปชนคานอย่างจังกระดอนออกไปอย่างน่าเสียดาย นับว่าโชคยังเข้าข้างทัพปืนโตทำให้รอดพ้นการเสียประตูไป

    หมดครึ่งเวลาแรก ลิเวอร์พูล ยังเสมอกับ อาร์เซน่อล อยู่ที่สกอร์ 0-0

    มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง นาทีที่ 47 ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นจากลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้าย แฮร์รี่ วิลสัน เปิดด้วยเท้าซ้ายมาเข้าหัว มาร์โก กรูยิช ที่ได้ขึ้นโขกเต็มๆ แต่กดไม่ลงบอลเหินข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 51 มีใบเหลืองที่สองของเกมคราวนี้เป็นทางฝั่งอาร์เซน่อลบ้างเมื่อ กรานิต ชาคา ไปดึง มาร์โก กรูบิช กลางสนามอย่างชัดเจน เลยเป็นการบังครับให้ เควิน เฟรนด์ ท่านเปานัดนี้คาดโทษไปตามระเบียบ

    นาทีที่ 53 ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำอีกครั้งจากลูกเตะมุมทางฝั่งขวา เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลเลยไปฝั่งไกลเข้าหัว มาร์โก กรูยิช โหม่งย้อนมาให้ ฟาน ไดค์ ได้ตะวัดยิงด้วยเท้าขวาระยะประมาณ 8 หลา แต่เป็น แบร์นด์ เลโน่ ที่โชว์โคตรเซฟล้มตัวปัดไว้ด้วยปลายมืออีกครั้งทำเอา ฟาน ไดค์ ถึงกับออกอาการเสียดายแบบสุดๆ ในจังหวะนี้

    นาทีที่ 57 ยังคงเป็นเจ้าถิ่นที่ครองเกมได้มากกว่าและโหมเกมรุกขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดีโอโก้ โชต้า ที่ใช้ความเร็วกระชากพาบอลลากหาเข้ากรอบเขตโทษปืนใหญ่ก่อนจะจิ้มยิงด้วยหัวเกือกเท้าขวาบอลไปโดนหลัง ร็อบ โฮลดิ้ง ออกหลังไปเป็นลูกเตะมุม

    นาทีถัดมาทีมเยือนยังตั้งลำไม่ได้ทำให้ทัพหงส์แดงได้โอกาสอีกครั้ง เจมส์ มิลเนอร์ เปิดบอลทางฝั่งขวาเลยไปเสาไกลเข้าหัว  มาร์โก กรูยิช ที่ลอยตัวโขกเต็มๆ แต่บอลกลับไปเข้าข้างตาข่าย

    นาทีที่ 70 เป็นทางอาร์เซน่อล หวิดได้ประตูออกนำบ้างจากจังหวะเปิดบอลทางฝั่งขวาของ นิโกล่าส์ เปเป้ เลยไปเข้าหัว ร็อบ โฮลดิ้ง ที่เติมขึ้นมาลอยตัวโขกโล่งๆ แต่ไม่ผ่านมือ อาเดรียน ที่โชว์หนึบล้มตัวทุบบอลในระยะเผาขนออกไปได้อย่างฉิวเฉียด

    6 นาทีถัดมาทัพปืนโตยังสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง โจ วิลล็อค เปิดบอลไปให้ เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ วิ่งเบียดแข้งหงส์แดงแล้วได้โฉบโหม่งแต่เจ้าตัวพยายามบังคับบอลหนีมือ อาเดรียน ส่งผลให้หลุดออกเสาไกลไปอย่างเสียวไส้

    นาทีที่ 82 มิเกล อาร์เตต้า เทรนเนอร์ปืนใหญ่ตัดสินใจเปลี่ยน อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ ลงไปแทน เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ หวังเพิ่มความคมในจังหวะจบสกอร์

    นาทีที่ 84 นิโกล่าส์ เปเป้ ทำเสียวไส้เมื่อเกี่ยวบอลลงในเขตโทษหงส์แดงและได้เอี้ยวตัวยิง แต่ด้วยหลักที่ไม่ดีทำให้บอลไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็นฝั่งเจ้าถิ่นที่ได้ตอบโต้กลับคือโดย เนโก้ วิลเลี่ยมส์ ที่เติมเกมขึ้นมากดเต็มข้อแถวๆ หน้ากรอบเขตโทษบอลพุ่งส่ายแต่ดันไปตรงตัว แบร์นด์ เลโน่ ที่ยังโชว์นิ่งเกมนี้รับไว้ไม่มีพลาด

    เวลาที่เหลือต่างฝ่ายต่างเปิดเกมรุกเข้าหากันแต่ไม่มีทีมใดปิดสกอร์ได้จบเกมเสมอกันที่ผล 0-0 ทำให้ต้องหาผู้ชนะด้วยการดวลจุดโทษ

    ผลการดวลจุดโทษปรากฏว่า อาร์เซน่อล แม่นกว่าเป็นฝ่ายเอาชนะ ลิเวอร์พูล ไปด้วยผลสกอร์ 5-4 ส่งผลให้ทัพปืนโตผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ส่วนลิเวอร์พูล น้ำตาตกร่วงตกรอบไปตามระเบียบ
   
    รายชื่อนักเตะที่ยิงจุดโทษมีดังนี้

    ลิเวอร์พูล  :
    คนที่ 1. เจมส์ มิลเนอร์ (เข้า)
    คนที่ 2. จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม  (เข้า)
    คนที่ 3. ทาคูมิ มินามิโนะ  (เข้า)
    คนที่ 4. ดิว็อค โอริกี้ (ไม่เข้า)
    คนที่ 5. เคอร์ติส โจนส์ (เข้า)
    คนที่ 6. แฮร์รี่ วิลสัน (ไม่เข้า)

    อาร์เซน่อล :
    คนที่ 1. อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์  (เข้า)
    คนที่ 2. เซดริก โซอาเรส (เข้า)
    คนที่ 3. โมฮาเหม็ด เอลเนนี (ไม่เข้า)
    คนที่ 4. เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส (เข้า)
    คนที่ 5. นิโกล่าส์ เปเป้ (เข้า)
    คนที่ 6. โจ วิลล็อค (เข้า)

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อาเดรียน – เนโก้ วิลเลี่ยมส์, รีส วิลเลี่ยมส์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ (โจ โกเมซ น.61), เจมส์ มิลเนอร์ – มาร์โก กรูยิช, เคอร์ติส โจนส์, แฮร์รี่ วิลสัน – ดีโอโก้ โชต้า (จอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม น.76), ทาคูมิ มินามิโนะ, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ดิว็อค โอริกี้ น.61)
    เทรนเนอร์ : เจอร์เก้น คล็อปป์

    อาร์เซน่อล (4-2-3-1) : แบร์นด์ เลโน่,  เซดริก โซอาเรส, ร็อบ โฮลดิ้ง, กาเบรียล มากัลเญส , เซอัด โคลาซินัช – กรานิต ชาคา, โจ วิลล็อค –  บูคาโย่ ซาก้า (เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส น.86), ดานี่ เซบายอส (โมฮาเหม็ด เอลเนนี น.68), นิโกล่าส์ เปเป้ – เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (อเล็กซองดร์ ลากาแซตต์ น.82)
    เทรนเนอร์ : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : เควิน เฟรนด์

กู้วิกฤติศรัทธา! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู โชว์ฟอร์มสยบ ลูตัน ทาวน์

 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเรียกสติได้อีกครั้งหลังพวกเขาบุกชนะ ลูตัน ทาวน์ 3-0 ที่สนามเคนิลเวิร์ธ โร้ด ในศึกฟุตบอล คาราบาว คัพ รอบ 3 เมื่อวันอังคารที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นการเรียกศรัทธาคืนมาอีกครั้ง หลังเปิดฤดูกาลในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แพ้ คริสตัล พาเลซ แบบไม่รูป
    เกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา มีการปรับเปลี่ยนผู้เล่นถึง 10 คนจากชุดที่พ่าย "ดิ อีเกิ้ลส์" 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีเพียงแค่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เซนเตอร์ฮาล์ฟกัปตันทีม ที่เหลือรอดจากชุดดังกล่าว และต้องทำหน้าที่บัญชาการเกมรับให้กับทัพ "ปีศาจแดง"

    สำหรับแมตช์นี้ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะฟอร์มฝืดไปบ้างในครึ่งแรก จนกระทั่ง จอร์จ มอนเคอร์ นักเตะเจ้าบ้านทำฟาวล์ เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ จนทำให้ทีมเสียจุดโทษ และเป็น ฆวน มาต้า ที่ขันอาสาสังหารไม่เหลือซาก ส่งให้ต้นสังกัดขึ้นนำ 1-0 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเกมนี้จริงๆ

 

    ขณะที่ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูอนาคตไกล แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพร้อมสำหรับการเบียดแย่งมือ 1 กับ ดาบิด เด เคอา นายทวารชาวสแปนิช หลังจากเจ้าตัวโชว์ซูเปอร์เซฟสุดสำคัญช่วยให้ทีมไม่โดนตีเสมอ ก่อนที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด กับ เมสัน กรีนวู้ด จะลงมาช่วยกันซัดคนละประตูปิดจ็อบที่เคนิลเวิร์ธ โร้ด 
 
1. เฮนเดอร์สัน พร้อมเบียดมือ 1 เด เคอา
    ต้องบอกว่าแมตช์นี้เป็นค่ำคืนของ ดีน เฮนเดอร์สัน ผู้รักษาประตูชาวอังกฤษ เพราะเขาทำผลงานในการลงเล่นเปิดตัวให้กับ "ปีศาจแดง" ได้อย่างสุดยอด โดยเฉพาะในจังหวะการเซฟสำคัญๆ  ช่วยให้ทีมไม่เสียประตู และน่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีส่วนกับชัยชนะที่เคนิลเวิร์ธ โร้ด

    หากมองจากชื่อชั้นระหว่าง แมนฯ ยูไนเต็ด กับ ลูตัน ทาวน์ แน่นอนหลายคนคงรู้สึกว่า "ปีศาจแดง" คงไม่ต้องเจอกับงานหนักหนาสาหัสมากนัก ด้วยขุมกำลังเกมรับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง กอปรกับฟอร์มการเล่นของ เฮนเดอร์สัน ที่ยอดเยี่ยมทำให้ทีมสามารถทะลุเข้ารอบ 4 (รอบ 16 ทีมสุดท้าย) การแข่งขันถ้วยใบเล็กในอังกฤษได้สำเร็จ

    ตลอดเกม เฮนเดอร์สัน ไม่ค่อยได้ออกแรงอะไรมากนัก แต่ในช่วงนาทีที่ 82 เจ้าตัวแสดงให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ประจักษ์แก่สายตาแล้วว่าเขาพร้อมเบียดแย่งมือ 1 กับ ดาบิด เด เคอา หลังโชว์ซูเปอร์เซฟจังหวะที่ ทอม ล็อคเยอร์ โขกยัดเสาแรก แต่ "เฮนโด้" ปฎิกิริยารวดเร็ว และมือไวมากๆ สามารถล้มตัวปัดได้อย่างน่าเหลือเชื่อ


 

    แน่นอนว่าจังหวะนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหากเข้าประตูสกอร์จะเป็น 1-1 แต่เมื่อ อดีตนายด่านเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เซฟได้ ทำให้ทีมมีกำลังใจฮึกเหิม และเดินหน้ายิงอีก 2 ประตู เป็นการจบแมตช์ด้วยสกอร์สวยหรู 3-0 พร้อมกับตั๋วเข้าไปเล่นในรอบต่อไป

    ฉะนั้นในฐานะนายทวารแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการต้องเล่นอย่างมีสมาธิ และ เฮนเดอร์สัน แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีสิ่งนี้เต็มเปี่ยม และผลงานแบบนี้ทำให้เจ้าตัวพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าในการชิงโกลตัวจริงจาก เด เคอา แล้ว

2. วิลเลี่ยมส์ ผลงานดีที่ โซลชา ห้ามมองข้าม
    เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าแบ็กซ้ายเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องเสริมแกร่งมากๆ ในช่วงซัมเมอร์นี้ และนั่นทำให้พวกเขามีข่าวกับ  อเล็กซ์ เตลเลส ฟูลแบ็กจากสโมสรเอฟซี ปอร์โต้ ที่ดูแล้วว่าจะเข้ามาเติมเต็มในสิ่งที่ "ผีแดง" ขาดหายไปได้

    ลุค ชอว์ ที่ได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริงในเกมลีก แพ้ คริสตัล พาเลซ 1-3 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในเกมเยือน ลูตัน ทาวน์ ดูเหมือน โซลชา อยากลองให้ เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ได้ลับแข้ง เพื่อที่จะได้พัฒนาฝีเท้าให้มากยิ่งขึ้น และทำให้นักเตะได้สั่งสมประสบการณ์ไปในตัว

    จะว่าไปแล้ว วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้ดีพอสมควรในการเล่นให้ทีมชุดใหญ่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา ส่วนในแมตช์นี้เจ้าตัวพยายามงัดฟอร์มเก่งออกมาให้ได้เพื่อตอบแทนความไว้วางใจของ "น้าลูกอม" ซึ่งนักเตะก็ทำได้จริงๆ เพราะเขามีส่วนสำคัญทำให้ทีมได้จุดโทษ ก่อนที่ ฆวน มาต้า จะสังหารให้ "ผีแดง" ขึ้นนำ

    อย่างไรก็ตาม วิลเลี่ยมส์ ยังขาดในเรื่องของการเข้าบอล และการควบคุมตัวเอง ส่งผลให้เจ้าตัวต้องโดนใบเหลืองในช่วงต้นครึ่งหลัง แต่หากมองภาพรวมฟอร์มการเล่นในเกมนี้ ต้องบอกเลยว่า โซลชา ควรให้โอกาส แข้งดาวรุ่งเลือดเวลส์ ลงสนามมากขึ้น เพราะฟอร์มนักเตะใช้ได้ส่วนหัวใจต้องบอกเลยว่าเกินร้อย

3. มาต้า พึ่งพาในยามยากได้เสมอ
    สำหรับศึกคาราบาว คัพ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นรายการเล็กๆ แต่สำหรับนักเตะดาวรุ่ง และผู้เล่นสำรองนี่คือการแข่งขันที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด การได้โอกาสลงสนามถือเป็นสิ่งที่จะทำให้ผู้เล่นมีความเชื่อมั่น และมั่นใจมากยิ่งขึ้น

    การได้เห็นชื่อนักเตะอย่าง เจสซี่ ลินการ์ด, โอเดียน อิกาโล่, เฟร็ด และ ฆวน มาต้า ลงสนามเป็นตัวจริง ต้องบอกเลยว่า โซลา เอาจริงในเกมนี้ เพราะถึงแม้นักเตะที่กล่าวมาจะเป็นผู้เล่นสำรองก็ตาม แต่ชื่อชั้นและศักยภาพของพวกเขาเหนือกว่าเจ้าบ้านหลายขุม

    แม้ว่า ลินการ์ด กับ อิกาโล่ ดูแล้วพึ่งพาไม่ค่อยได้ โดยในรายของ ปีกชาวอังกฤษ แทบไม่มีบทบาทอะไรเลยกับการเล่นของทีม ส่วน หัวหอกเลือดไนจีเรีย ทำผลงานไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ที่สำคัญ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะเล่นได้ดีกว่านี้หากมีกองหน้าที่เคลื่อนที่หาตำแหน่งบ่อยๆ ซึ่ง อิกาโล่ ไม่มีตรงจุดนี้เลย

    ส่วน มาต้า ต้องบอกเลยว่าเป็นผู้เล่น "เร้ด เดวิลส์" ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในเกมนี้ โดยทำหน้าที่เชื่อมเกมตลอดที่อยู่ในสนามรวมทั้งผ่านบอลได้อย่างเฉียบคม และยังเป็นคนกดจุดโทษในช่วงท้ายครึ่งแรกด้วย ฉะนั้น ดาวเตะชาวสแปนิช ยังคงเป็นยางอะไหล่ชั้นดี เพราะด้วยประสบการณ์และเทคนิคของเขา น่าจะช่วยทีมได้มากกว่าผู้เล่นสำรองคนอื่นๆ ในเวลานี้

4. ฟาน เดอ เบ็ค ความหวังใหม่ที่เฝ้ารอ
    หากมีเรื่องที่น่าผิดหวังที่สุดในเวลานี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คือการที่พวกเขาเซ็นสัญญาผู้เล่นใหม่ได้แค่คนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค แต่ในขณะเดียวกัน กองกลางชาวดัตช์ ถือเป็นการเซ็นสัญญาที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพของ "ผีแดง" อย่างแท้จริง

    ฟาน เดอ เบ็ค ได้มีโอกาสลงสัมผัสเกมลูกหนังเมืองผู้ดีไปแล้วในแมตช์พ่าย คริสตัล พาเลซ แม้ว่าเขาจะลงสนามเป็นตัวสำรองก็ตาม แต่เจ้าตัวก็จัดการใส่ชื่อตัวเองในฐานะผู้ทำประตูให้กับต้นสังกัดได้สำเร็จในแมตช์ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวเกมลีกผู้ดีที่ดีเยี่ยมสำหรับเขาจริงๆ

    ดาวเตะชาวดัตช์ ย้ายจากอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม มาเล่นในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยค่าตัวเพียง 39 ล้านปอนด์ (ราว 1,482 ล้านบาท) เท่านั้น และค่อยๆ โชว์ศักยภาพให้เหล่าสาวก "เร้ด อาร์มี่" ได้เห็นแล้วว่าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวคุ้มค่ากับที่พวกเขาจ่ายออกไป

    ฟอร์มของ ฟาน เดอ เบ็ค ในเกมนี้เขาโชว์ทักษะไม่ว่าตอนที่มีบอลหรือไม่มีบอลอยู่กับตัวก็ตาม นอกจากนี้ยังมีการสัมผัสบอลที่ชาญฉลาดในการเล่นชิงจังหวะหนึ่ง-สองกับเพื่อนร่วมทีม, การวิ่งหาช่องที่ว่างเพื่อเข้าไปในพื้นที่อันตราย และการสร้างพื้นที่ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้มีโอกาสทำประตู

    ถ้าหาก ฟาน เดอ เบ็ค สามารถปรับตัวกับการเล่นฟุตบอลในอังกฤษได้ และเพื่อนร่วมทีมของเขาเรียนรู้เกี่ยวกับสไตล์การเล่นของ สตาร์ชาวดัตช์ มากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าเขาจะเป็นผู้เล่นที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขาดไม่ได้เหมือนกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส

5. เป้าหมายต่อไปเยือน ไบรท์ตัน
    ชัยชนะกับทีมสมันน้อยจากเดอะ แชมเปี้ยนชิพ อาจจะดูเหมือนไม่มีความหมายมากนักสำหรับทีมใหญ่ๆ แต่ตอนนี้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นี่คือสิ่งสำคัญในการเรียกขวัญกำลังใจให้กับนักเตะ หลังจากที่พวกเขาเปิดฤดูกาลได้น่าผิดหวังเพราะแพ้ คริสตัล พาเลซ คาถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

    แม้ "ปีศาจแดง" จะส่งนักเตะสำรองลงสนามเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม แต่แกนหลักของทีมอย่าง  ฟาน เดอ เบ็ค, เนมานย่า มาติช, อารอน วาน-บิสซาก้า และ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ได้ลงเล่นในแมตช์นี้ ฉะนั้นจะเห็นได้ชัดว่า โซลชา ต้องการนำต้นสังกัดทุบ ลูตัน เพื่อเป็นการเรียกความฮึกเหิมกลับมา

    ประตูจากจุดโทษของ มาต้า ช่วงท้ายครึ่งแรกช่วยทำให้ทีมเล่นได้สบายยิ่งขึ้นในครึ่งหลัง แม้พวกเขาจะไม่สามารถเจาะตาข่ายเพิ่มได้ จนกระทั่งต้องรอนานถึงช่วงสองนาทีสุดท้ายกว่าจะมาได้ประตูที่ 2 กับ 3 จากฝีเท้าของ มาร์คัส แรชฟอรด์ และ เมสัน กรีนวู้ด ตามลำดับ ซึ่งทั้งคู่ลงมาเล่นเป็นตัวสำรองเกมนี้

    ชัยชนะด้วยสกอร์ 3-0 พร้อมได้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึกคาราบาว คัพ ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยที่ดีมากๆ สำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในการเตรียมทีมเพื่อเดินทางไปเยือน ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน เกมลีกแมตช์ต่อไปในวันเสาร์ที่ 26 กันยายนนี้ ซึ่งแน่นอนว่านักเตะ "ผีแดง" คงเต็มไปด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ใส่อารมณ์นิดหน่อย!ชมคล็อปป์-คีนแลกความเห็นกัน

เจอร์เก้น คล็อปป์ กับ รอย คีน แลกความเห็นหลังจบเกมแบบมีอารมณ์กันนิดหน่อย หลังจากที่ คีน บอกว่าเกมที่ชนะ อาร์เซน่อล นั้น ลิเวอร์พูล มีช่วงที่เล่นเอื่อยเฉื่อย 1-2 จังหวะ แต่ คล็อปป์ มองว่าเกมนี้ลูกทีมเล่นได้สมบูรณ์แบบ

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล และ รอย คีน แลกเปลี่ยนความเห็นแบบใส่อารมณ์กันนิดหน่อยหลังจบเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ "หงส์แดง" เปิดรัง แอนฟิลด์ เอาชนะ อาร์เซน่อล 3-1 เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมา

นัดดังกล่าวทีมเยือนขึ้นนำก่อนจาก อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ ในนาทีที่ 25 แต่เจ้าถิ่นก็ตีเสมอได้อย่างรวดเร็วจาก ซาดิโอ มาเน่ ในอีก 3 นาทีให้หลัง และพอถึงนาทีที่ 34 ลิเวอร์พูล ก็แซงนำจาก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก่อนจะมาได้ประตูตอกย้ำชัยชนะจาก ดีโอโก้ โชต้า ในนาทีที่ 88

ทั้งนี้ หลังจบเกมไปแล้วนั้น คีน กล่าวระหว่างทำหน้าที่กูรูให้ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชื่อดังของเมืองผู้ดีว่านัดนี้ ลิเวอร์พูล มีจังหวะที่เล่นได้เฉื่อยชา 1-2 จังหวะ ซึ่งหลังจากนั้น สกายสปอร์ตส์ ติดต่อไปสัมภาษณ์ คล็อปป์ และพอโดนพิธีกรที่อยู่ข้างๆ คีน ถามว่าเขาชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับฟอร์มของลูกทีมแล้วนั้น คล็อปป์ ก็ตอบว่า "ผมชอบทุกอย่างเลย! จะว่าไปแล้วผมได้ยินถูกรึเปล่าว่า มิสเตอร์ คีน บอกว่าคืนนี้เราเล่นกันได้เฉื่อยชา ? ผมได้ยินเสียงพวกคุณแล้ว เขาพูดอย่างนั้นรึเปล่า ? ฟอร์มในคืนนี้เนี่ยนะเป็นฟอร์มที่เฉื่อยชา ? ผมไม่มั่นใจว่าผมได้ยินถูกรึเปล่า เขาอาจจะพูดถึงเกมอื่นก็ได้มั้ง เพราะฟอร์มแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในเกมนี้แน่ๆ ขอโทษด้วย"

 "นั่นคือสิ่งที่ช่วยบรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ได้ดี วันนี้เราเล่นกันได้สุดยอด ไม่มีการเฉื่อยชาอะไรทั้งนั้น ไม่มีเลย เราครองเกมได้ตั้งแต่นาทีแรกในการเจอกับทีมที่กำลังอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยม พวกเขา (อาร์เซน่อล) เป็นทีมที่กำลังเล่นได้ร้อนแรง 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม นั่นหมายความว่าคุณจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างมากและไม่โดนเล่นงานด้วยจังหวะสวนกลับเร็ว ผมคิดว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ของจังหวะที่บอลถูกจ่ายแบบทะลุแนวหลังน่ะเป็นจังหวะล้ำหน้า คุณก็แค่ต้องรอนิดหน่อยเพื่อให้ธงมันถูกยกขึ้นมา นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมรู้สึกไม่ดีเท่าไหร่ แต่มันเป็นจังหวะล้ำหน้าแน่นอน"

"อาลี่ (อลีสซง) ต้องเซฟแบบสวยๆ 1 ครั้ง มันมีการแทงบอลทะลุแนวรับไป 2 หน และคุณไม่สามารถเลี่ยงเรื่องนั้นได้ ในสถานการณ์แบบนี้มันมีโอกาสเสียประตูได้เป็นธรรมดา แต่นอกเหนือจากนั้นแล้วคืนนี้เราเล่นได้ยอดเยี่ยมมากๆ แน่นอนว่าถ้ามันเกิดขึ้นในเกมอื่นมันก็ไม่เป็นผลดีกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเกมในวันพฤหัสบดี, เกมในวันอาทิตย์ หรืออะไรก็ตาม แต่คืนนี้มัน (ฟอร์มของ ลิเวอร์พูล) ไม่มีเรื่องแย่ๆ ให้พูดถึงเลย"

ด้านอดีตมิดฟิลด์วัย 49 ปีชี้แจงว่า "ได้ยินฉันไหม ? ฉันคิดว่านายฟังผิดไปนะ ฉันบอกว่ามันมีช่วงที่เล่นได้เฉื่อยชา แต่ฉันคิดว่าทีมของนายเล่นได้ยอดเยี่ยมมากๆ ฉันชมทีมของนายอย่างเดียวเลย ดังนั้นฉันเลยไม่มั่นใจว่านายได้ยินฉันถูกรึเปล่า" ซึ่งพอได้ยินอย่างนั้นกุนซือวัย 53 ปีก็บอกว่า "ฉันฟังแบบชัดๆ ไม่ได้หรอก ฉันดูลำโพงอยูแล้วได้ยินคำพูดที่บอกว่าเฉื่อยชา ฉันเลยคิดว่านายหมายถึงเกมนี้ และมันไม่มีทางเป็นเกมนี้ได้ (หมายถึงเกมนี้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้เล่นได้เฉื่อยชา)"

หลังจากนั้น คีน ก็บอกว่า "ถ้าอย่างนั้นนายก็ควรจะไปฟังการวิเคราะห์แบบเต็มๆ นะ" ซึ่ง คล็อปป์ ก็ตอบว่า "ฉันจะดูมันแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์เลย" โดยหลังจากนั้น คล็อปป์ ก็ให้สัมภาษณ์ในประเด็นอื่นๆ และพอการให้สัมภาษณ์จบลง ตำนานมิดฟิลด์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็พูดว่า "เขานี่เซนซิทีฟจังนะ ว่าไหม ? ลองคิดดูสิว่าถ้าเขาแพ้มันจะเป็นยังไง"

 

 

ตัวจริงแมนยูดีไหม?6สถิติยอดเยี่ยมไบยี่เกมทุบไบรท์ตัน

เปิดสถิติที่ยอดเยี่ยมของ เอริก ไบยี่ หลังได้ลงเป็นตัวจริงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ในถ้วย คาราบาว คัพ สองนัดติด และเก็บคลีนชีตได้ทั้งสองเกม

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทะลุเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ คาราบาว คัพ ได้แบบไม่ยากลำบาก หลังบุกไปเอาชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-0 ในเกมรอบสี่ เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนักเตะที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นคือ เอริก ไบยี่ ปราการหลังชาวไอวอรี่โคสต์

ไบยี่ คุมเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการแท็กเกิ้ล, แย่งบอล รวมถึงการบล็อกลูกยิง ถือเป็นฟอร์มที่คู่ควรกับการได้สตาร์ตตัวจริงคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ในเกมลีก มากกว่า วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ช่วงหลังผลงานตกลงไป

และนี่คือ 6 สถิติที่ ไบยี่ แสดงให้เห็นถึงความยอดเยี่ยมหลังจบเกมชนะ ไบรท์ตัน

– ไบยี่ เข้าแท็กเกิ้ลได้สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์จากทั้ง 2 นัดล่าสุดที่ได้ลงเป็นตัวจริง

– จากการลงสนามตัวจริง 2 นัดล่าสุดในถ้วย คาราบาว คัพ ไบยี่ ช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เก็บคลีนชีตทั้ง 2 นัด (ชนะ ลูตัน 3-0, ชนะ ไบรท์ตัน 3-0)

– ในทีม "ปีศาจแดง" มีแค่ เฟร็ด คนเดียวที่ตัดบอลสำเร็จมากกว่า ไบยี่ (2)

– ไม่มีนักเตะในสนาม เอแม็กซ์ สเตเดี้ยม คนไหนที่เคลียร์บอลได้มากกว่า ไบยี่ (3) อีกแล้ว

– ไบยี่ เป็น 1 ใน 3 นักเตะที่บล็อกลูกยิงได้ร่วมกับ ดิโอโก้ ดาโลต์ และ เบน ไวท์

– นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด มีแค่ ฆวน มาต้า, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค และ ปอล ป็อกบา (เล่น 22 นาที) ที่ผ่านบอลเข้าเป้าแม่นยำมากกว่า ไบยี่ (90.7%)

 

อลีสซง โคตรหนึบ, หัวใจแชมเปี้ยน ! 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ไล่ทุบ อาร์เซน่อล

ลิเวอร์พูล ยังแสดงผลงานโคตรโหดทะลุโควิด หลังจากเปิดรังแอนฟิลด์ ไล่ถลุง อาร์เซน่อล 3-1 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเก็บชัยชนะ 3 เกมรวด พร้อมรักษาสถิติไม่แพ้ใครในรังตัวเองกับการเล่นเกมลีก 61 แมตช์

เกมนี้ "หงส์แดง" เกือบจะมีผู้เล่นเป็นรองตั้งแต่ช่วงสองนาทีกว่าๆ เมื่อ ซาดิโอ มาเน่ ไปชักศอกใส่คีแรน เทียร์นี่ย์ แต่เดชะบุญท่านเปาใจดีให้แค่ใบเหลือง จากนั้นเจ้าบ้านก็ครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ แต่จากความผิดพลาดของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำให้ทีมต้องเสียประตู

อย่างไรก็ตาม "เดอะ เร้ดส์" ได้แสดงให้เห็นถึงหัวใจของแชมเปี้ยนที่ไม่ยอมแพ้และจัดการยิงคืนสามประตูรวดจาก มาเน่, โรเบิร์ตสัน และ ดิโอโก้ โชต้า ทำให้พวกเขาเก็บ 3 คะแนนสำคัญไปได้สำเร็จ ขณะเดียวกันชัยชนะในเกมนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่สามารถป้องกันจังหวะสำคัญช่วยให้ทีมไม่เสียประตูได้อย่างน่าเหลือเชื่อด้วย

 

 สำหรับแมตช์นี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน คงมีการบ้านข้อใหญ่ในการติวเข้มลูกทีมโดยเฉพาะการเล่นเกมรับที่หละหลวม และการเช็คล้ำหน้าที่ผิดพลาด ซึ่งหากเจอกับทีมที่มีเกมรุกดุดัน โอกาสที่พวกเขาจะเสียประตูก็มีมากเลยทีเดียว

1.แนวรับยังหลวม-ความผิดพลาดไม่น่าเกิด

เกมนี้เอาจริงๆ แล้ว ลิเวอร์พูล สามารถครองเกมได้ตลอด และดูเหมือน อาร์เซน่อล จะไม่สามารถกดดันเกมรับของเจ้าบ้านได้เลย แต่ด้วยความผิดพลาดแบบไม่น่าเกิดขึ้นของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน นำไปสู่การเสียประตูอย่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ

ย้อนกลับไปในเกมแรกที่พบกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด สาวก "เดอะ ค็อป" มองเห็นอย่างชัดเจนว่าแนวรับของพวกเขาเล่นผิดพลาดจนเป็นเหตุให้เสียประตู และในแมตช์ล่าสุดที่รับมือ "เดอะ กันเนอร์ส" ก็เป็นอีกครั้งที่กองหลังทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากจนได้

 

จากจังหวะการเปิดบอลของ เอนส์ลี่ย์ เมตแลนด์-ไนล์ส เข้าไปในเขตโทษซึ่งดูแล้วไม่มีความอันตรายแม้แต่นิดเดียว ที่สำคัญ โรเบิร์ตสัน ก็อยู่ตรงจุดที่สามารถสกัดบอลทิ้งได้ แต่เจ้าตัวดันเตะแป้กทำให้ อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ ส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายแบบสบายอุรา

จะว่าไปแล้วการเล่นเกมรับที่ผิดพลาก็เคยเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ในแมตช์ดวลกับ อาร์เซน่อล ในศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ มาแล้ว ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าตอนนี้กองหลังของพวกเขายังไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" เคยเห็นเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา

นอกจากนี้แบ็กโฟร์ของพวกเขายังเช็คล้ำหน้าผิดพลาดถึง 3 ครั้ง ซึ่งสองในสามต้องขอบคุณ อลีสซง เบ็คเกอร์ ที่ช่วยให้ทีมไม่เสียประตู ฉะนั้นนี่เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่ คล็อปป์ ต้องกลับไปขบคิดเพื่อหาแนวทางการแก้ไข หากต้องการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ให้ได้

 
2. "หงส์แดง" หัวใจแชมเปี้ยน

ถ้าเป็นนักเตะทั่วๆ ไปหากเล่นผิดพลาดจนนทีมเสียประตูส่วนใหญ่แล้วมักจะขาดความมั่นใจ และนำไปสู่การเล่นแบบกล้าๆ กลัวๆ แต่สำหรับในกรณีนี้ไม่มีอยู่ในความคิดของ โรเบิร์ตสัน เพราะเขาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าถึงจะผิดพลาด แต่ก็สามารถแก้ตัวได้

แน่นอนว่าการตอบสนองของ โรเบิร์ตสัน ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ทั่วโลกประทับใจมากกๆ เพราะเขาพยายามที่จะทำงานหนักขึ้น เติมเกมทางฝั่งซ้ายเพื่อที่จะช่วยให้ทีมทำประตูตีเสมอให้ได้ และพร้อมที่จะวิ่งมาเล่นเกมรับเพื่อป้องกันไม่ให้ทีมเสียประตูเพิ่ม

ที่สำคัญ แบ็กซ้ายชาวสกอตติช สามารถประสานงานกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้เขายังมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ทีมได้ประตูขึ้นนำ 2-1 เมื่ออ่านจังหวะการเปิดบอลของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ได้อย่างแม่นยำ และจัดการสังหารไม่เหลือซาก

นอกจาก โรเบิร์ตสัน แล้วเพื่อนร่วมทีมทุกคนยังแสดงให้เห็นถึงหัวจิตหัวใจของนักสู้ที่ไม่แสดงความย่อท้อแม้จะตกเป็นรองก็ตาม และเพียงแค่ 10 นาทีหลังจากที่โดนนำพวกเขาสามารถรวมพลังประจัญบานซัดคืน 2 ประตูรวดในครึ่งแรก ฉะนั้นแฟนบอล "หงส์แดง" คงเห็นแล้วว่าหัวใจแชมเปี้ยนของพวกเขามันแข็งแกร่งมากแค่ไหน
 

3. ความสำคัญของ อลีสซง เบ็คเกอร์

ก่อนที่เกมนี้จะฟาดแข้ง มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่า อลีสซง เบ็คเกอร์ อาจจะไม่สามารถลงสนามได้ แต่สุดท้าย นายทวารชาวบราซิเลียน ก็ลงมาเฝ้าเสาในแมตช์สำคัญนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการได้เห็นโกลรูปหล่อเคราดก ยืนตระหง่านอยู่บริเวณเสาประตู ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลอุ่นใจมากๆ

ฟอร์มในเกมนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันแล้วว่าทำไม ลิเวอร์พูลจึงขาด อลีสซง ไม่ได้ เพราะเขาคือหนึ่งในนักเตะที่มีความสำคัญกับทีมมากๆ ในเกมนี้ (จริงแล้วต้องบอกว่าทุกเกม) เพราะหากไม่ได้ความเหนียวหนึบของเจ้าตัวแมตช์นี้ผลการแข่งขันอาจจะออกมาอีกแบบก็ได้

ในช่วงที่สกอร์นำ 2-1 แนวรับของ ลิเวอร์พูล เช็คล้ำหน้าพลาดถึง 2 ครั้ง แต่ อลีสซง แสดงให้เห็นถึงความนิ่งในยามที่ต้องดวลกันคู่แข่งแบบตัวต่อตัว โดยเฉพาะหัวหอกอย่าง ลากาแซตต์ ที่ได้ชื่อว่ามีความเฉียบคมมากๆ โดย นายด่านทีมชาติบราซิล สามารถหยุดจังหวะการยิงของ หัวหอกเลือดเฟร้นช์ ได้อย่างเหนือเชื่อทั้งสองครั้ง

แน่นอนว่าหากสองจังหวะนั้น ลากาแซตต์ สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้ อาร์เซน่อล อาจจะมีแต้มกลับบ้าน แต่การที่ ลิเวอร์พูล มี อลีสซง ยืนเป็นปราการด่านสุดท้าย ทำให้แมตช์นี้ "หงส์แดง" สามารถเก็บ 3 คะแนนที่สุดแสนสำคัญได้สำเร็จ

 

4. โชต้า ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ

สำหรับนักเตะบางคนการย้ายมาอยู่กับสโมสรใหม่บรรยากาศใหม่ๆ จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัว แถมการถูกส่งลงสนามเพียงแค่ 10 นาทีสุดท้าย แน่นอนว่านักเตะใหม่ย่อมต้องเกิดอาการประหม่า แต่สำหรับ ดิโอโก้ โชต้า เรื่องแบบนี้ไม่มีอยู่ในหัวของเขาเลย

โชต้า ได้ลงเล่นในฐานะนักเตะ "หงส์แดง" ในเกมไล่ถลุง ลินคอล์น ซิตี้ ศึกคาราบาว คัพ จากนั้นก็ได้ลงสนามในแมตช์สำคัญรับมือ อาร์เซน่อล ซึ่งเขาถูกส่งลงสนามในนาทีที่ 80 และแน่นอนว่า คล็อปป์ ย่อมต้องคาดหวังว่า ดาวเตะเลือดโปรตุกีส จะแผลงฤทธิ์ให้ชื่นใจ

 งานนี้นักเตะไม่ทำให้ผิดหวังเขาสามารถประสานงานร่วมกับ ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ได้อย่างลงตัว โดยแค่ไม่กี่นาทีก็ทำให้เกมรับของ "ไอ้ปืนใหญ่" ต้องปั่นป่วน แถมยังเกือบที่จะซัดประตูได้แต่น่าเสียดายที่ดันยิงโล่งๆ หลุดเสาไปนิดเดียว นอกจากนี้ยังมีจังหวะที่กั๊กกับ "บังโม" ทำให้พลาดโอกาสตะบันประตู

อย่างไรก็ตาม โชต้า แสดงศักยภาพให้ คล็อปป์ และแฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" ได้เห็นแล้วว่าเขาเหมาะสมที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมชุดนี้ เมื่อโชว์การพักบอลก่อนซัดด้วยขวาเรียดพื้นเบียดเสาไกลเข้าไปอย่างงดงามชนิดที่ แบร์นด์ เลโน่ หมดปัญญาป้องกัน

ฉะนั้นเห็นได้ชัดว่า อดีตดาวเตะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส สามารถเล่นในระบบกองหน้า 3 ตัวของทีมได้อย่างเข้าขา และนี่คือสิ่งที่ กุนซือชาวเยอรมัน ต้องการอย่างมาก เพราะหาก โชต้า ทำผลงานได้แบบนี้ ทีมจะมีตัวเลือกในการเล่นที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
 

5. ฟาบินโญ่-มาเน่ โดดเด่นเป็นสง่า

การขาดหายไปของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ ติอาโก้ อัลกันตาร่า แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่เสียหายสำหรับ ลิเวอร์พูล อย่างยิ่ง เพราะทำให้ทีมต้องขาดนักเตะที่จะคอยทำหน้าที่คุมจังหวะเกม และตัดเกมคู่แข่ง อย่างไรก็ตามแมตช์นี้ ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างไม่มีที่ติ

ฟาบินโญ่ ทำหน้าที่โฮลดิ้ง มิดฟิลด์ได้ดีในเกมนี้ สามารถควบคุมแดนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม จัดการกับกองกลางของ อาร์เซน่อล ได้อยู่หมัด โดยเฉพาะการตัด วิลเลี่ยน ออกจากเกมจนไม่สามารแผลงฤทธิ์ได้เลย ที่สำคัญยังมีจังหวะผ่านบอลสวยๆ ให้แนวรุกได้ตลอด นอกจากนี้เจ้าตัวยังมีศักยภาพในการยืนเป็นเซนเตอร์แบ็ก ต้องบอกว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้ครบเครื่องจริงๆ

ขณะเดียวกัน มาเน่ ก็ต้องบอกว่าเป็นผู้เล่นที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน  ความขยันทุ่มเท และวิ่งไม่มีหยุด แถมยังเล่นด้วยความดุดัน ทำให้เขาสามารถสร้างแรงกดดันใส่เกมรับ อาร์เซน่อล ได้ตลอด รวมไปถึงการอยู่ถูกที่ถูกเวลาและความว่องไวในจังหวะเก็บตัวที่ ซาลาห์ ซัดไปติด เลโน่ จนทำให้ทีมได้ประตูตีเสมออย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามมีเรื่องเดียวที่ มาเน่ อาจจะถูกตำหนินั่นก็คือจังหวะที่ชักศอกใส่ เทียร์นี่ย์ ร่วงลงนอนดิ้นอยู่กับพื้นทั้งๆ ที่เกมเริ่มได้แค่ 2 นาทีกว่าๆ แต่โชคดีที่  เคร็ก พอว์สัน กรรมการเลือกที่จะให้แค่ใบเหลืองเท่านั้น เพราะหากเป็นท่านเปาคนอื่นจังหวะนี้ ดาวเตะชาวเซเนกัล มีสิทธิ์โดนใบแดงได้เลย