มาดริดเก็บชัยเอล กลาซิโก้!บุกอัดบาร์ซ่าพังคาถิ่น3-1

"ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด บุกเก็บชัยเหนืออริตลอดกาลอย่าง "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า 3-1 คว้าสามคะแนนสำคัญจากศึก เอล กลาซิโก้ ทะยานขึ้นไปอยู่จ่าฝูงของตาราง ในเกมลา ลีกา เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 63

ฟุตบอลลา ลีกา สเปน
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
บาร์เซโลน่า 1-3 เรอัล มาดริด

สนาม : คัมป์ นู

    ศึก เอล กลาซิโก้  "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า เปิดบ้านต้อนรับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด โดยเจ้าถิ่น ไม่ชนะใครในเกมลีกมา 2 นัดติดต่อกัน ก่อนจะคืนฟอร์มเก่งด้วยการเปิดบ้านไล่ถลุงเฟเรนซ์วารอส 5-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม

    ความพร้อม อาซูลกราน่า ในเกมนี้ โรนัลด์ คูมัน ได้ จอร์ดี้ อัลบา ที่สลัดอาการบาดเจ็บกลับมาช่วยทีมได้ทัน ตำแหน่งศูนย์หน้าตัวเป้าเป็นหน้าที่ของ ลิโอเนล เมสซี่

    ส่วน เรอัล มาดริดแพ้มา 2 เกมรวด เพราะหลังพ่ายให้กับ กาดิซ นัดล่าสุด ยังไปแพ้ให้กับ ชัคตาร์ โดเนตส์ค 2-3 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม อีกต่างหาก ทำให้เกมนี้ยังเป็นสำคัญต่ออนาคต ซีเนดีน ซีดาน ไม่น้อย โดยผู้จัดการทีมชาวน้ำหอม ไม่มี เอแด็น อาซาร์, ดานี่ การ์บาฆาล ที่เจ็บ แต่ได้ เซร์คิโอ รามอส คัมแบ็กกลับมาช่วยทีมได้ทันในเกมนี้
   
    เริ่มเกมมาเพียง 5 นาที ทีมเยือนได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว เมื่อได้บอลบุกขึ้นมาถึงกรอบเขตโทษ คาริม เบนเซม่า จ่ายบอลทะลุช่องอย่างสวยให้ เฟเดริโก บัลเบร์เด้ วิ่งสอดขึ้นมาในกรอบเขตโทษ ก่อนยิงสวนตัว เนโต้ ตุงตาข่าย เป็นสกอร์ให้  เรอัล มาดริด บุกขึ้นนำ 1-0
   
    อย่างไรก็ตาม นาทีที่ 9 บาร์เซโลน่า ก็มาทวงประตูคืนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ ยกบอลจากกลางสนามาให้  จอร์ดี้ อัลบา เติมหลุดขึ้นมาตรงกรอบเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนเปิดไปหน้าประตูให้ อันซู ฟาติ เข้าฮอร์สแปจ่อๆไม่เหลือ ขยับสกอร์ให้เจ้าถิ่นเสมอ 1-1
   
    นาทีที่ 24 เจ้าถิ่น มีลุ้นอีกครั้ง เมื่อได้ลูกเตะมุม แต่ลูกโหม่งของ ลิโอเนล เมสซี่ ไม่หนี ติโบต์ กูร์กตัวส์ สักเท่าไหร่ ทำให้นายทวารชาวเบลเยียมเซฟไว้ได้ไม่ยาก ก่อนนาทีต่อมา จะเป็นทีของ ราชันชุดขาวบ้าง เมื่อ โทนี่ โครส หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนหักเข้ากลางให้ คาริม เบนเซม่า แปเน้นๆ แต่หัวหอกฝรั่งเศสยิงไปตรงตัว เนโต้ จึงใช้ขาเซฟได้ทัน

    นาทีที่ 28 ทีมเยือนมีใจแป้ว เมื่อ ลิโอเนล เมสซี่ พาบอลลุยเข้าไปในกรอบเขตโทษ ก่อนไปโดน คาเซมีโร่ สกัดบอลจากด้านหลัง ผู้ตัดสินมีเช็กสัญญาณจากวีเออาร์ นิดนึงก่อนตัดสินว่าไม่ฟาวส์ ทำให้  เรอัล มาดริด รอดเสียจุดโทษหวุดหวิด
   
    นาทีที่ 36  เรอัล มาดริด ใช้จังหวะโต้กลับเล่นงานเจ้าถิ่น และก็มีโอกาสได้จบสกอร์ เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้กดยิงเต็มๆตรงเส้นกรอบประตู แต่แนวรับ บาร์เซโลน่า ยังตามมาช่วยกันบล็อคได้ทันพอดี

    ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมไม่มีจังหวะเข้าทำจะแจ้งกันเท่าไหร่ หมดครึ่งแรกจึงเป็น บาร์เซโลน่า เปิดบ้านเสมอ  เรอัล มาดริด อยู่ 1-1

    เริ่มครึ่งหลังนาทีที่ 52 บาร์เซโลน่า มาได้เสียวอีกครั้ง โดยเล่นรูปแบบเดียวกับที่ยิงได้ บอลเริ่มจาก ลิโอเนล เมสซี่ แทงทะลุช่องให้ จอร์ดี้ อัลบา หลุดไปริมกรอบเขตโทษฝั่งซ้ายเหมือนเดิม ก่อนเปิดเรียดเข้ากลาง แต่คราวนี้ เจ้าหนู อันซู ฟาติ เข้าไม่ถึง บอลเลยผ่านหน้าประตูไป

    นาทีต่อมา เจ้าบุญทุ่มทิ้งโอกาสได้ประตูแซงนำไม่น่าเชื่อ เมื่อ อันซู ฟาติ เอาชนะกับดักล้ำหน้าทีมเยือน หลุดเข้าไปเปิดบอลมาทางเสาสองในกรอบเขตโทษ ให้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ วิ่งมาตั้งหัวโหม่งคนเดียวเน้นๆ แต่สตาร์บราซิเลี่ยนกับโหม่งเข้าหน้าต่างไปเองอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 62 แฟนๆเรอัล มาดริด ได้ดีใจกันถ้วน เมื่อมีจังหวะ เกลม็องต์ ล็องเล่ต์ ไปดึงเสื้อ เซร์คิโอ รามอส ล้มในกรอบเขตโทษในจังหวะเตะมุม ผู้ตัดสิน โฆเช่ มานูเอร่า วิ่งไปเช็กวีเออาร์ ก่อนเดินกลับมาชี้เป็นลูกจุดโทษให้กับทีมเยือน ก่อน เซร์คิโอ รามอส จะรับหน้าที่สังหารไม่พลาด ทำให้ เรอัล มาดริด บุกมาขึ้นนำอีกครั้ง 2-1
   
    นาทีที่ 70 จอร์ดี้ อัลบา พาบอลบุกขึ้นมาทางฝั่งซ้ายของกรอบเขตโทษ ก่อนเปิดยัดเข้าไปหน้าประตู ติโบต์ กูร์กตัวส์ บินปัดบอลมาตกหน้าประตู  เซร์คิโอ รามอส เคลียร์บอลไปโดน ราฟาแอล วาราน ฝ่ายนักเตะบาร์ซ่า พากันชี้ยกมือแฮนด์บอล แต่ผู้ตัดสินโฆเช่ มานูเอร่า ฟังวีเออาร์แป๊บนึงก่อนเป่าให้เล่นต่อโดยไม่มีอะไร

    ช่วงท้ายเกมนาทีที่90 ผู้มาเยือนได้ประตูย้ำชัย เมื่อ โรดรีโก จ่ายบอลให้ ลูก้า โมดริช ใช้ความนิ่งดึงจังหวะหลอก เนโต้ ก่อนยิงเข้าไปอย่างเหนือชั้น พร้อมฉีกสกอร์นำห่าง 3-1

    ช่วงเวลาที่เหลือ บาร์ซ่า พยายามโหมเกมบุกเข้าใส่ แต่ เรอัล มาดริด ถอยลงไปรับในแดนตัวเอง ทำให้สุดท้ายเจ้าถิ่นเจาะทวงคืนไม่ได้ หมดเวลา จึงเป็นทีม ราชันชุดขาว บุกมาเก็บชัยในเกมเอล กลาซิโก้ 3-1 เก็บสามคะแนนล้ำค่า ลงเล่น 6 นัดมี 13 คะแนน ขึ้นไปอยู่จ่าฝูงของตาราง ส่วนลูกทีมของ โรนัลด์ คูมัน ปราชัยในบ้านนัดแรก ลงเตะ 5 นัด มี 7 คะแนนอยู่อันดับ10 ของตาราง

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

    บาร์เซโลน่า (4-2-3-1) : เนโต้ – เซร์จินโญ่ เดสต์, เคราร์ด ปีเก้, เกลม็องต์ ล็องเล่ต์, จอร์ดี้ อัลบา (มาร์ติน ไบร์ธเวท น.82)  – เฟร็งกี้ เดอ ยอง, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ (ทรินเกา น.82) – อันซู ฟาติ (อองตวน กรีซมันน์ น.82), ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, เปดรี้ (อุสมาน เดมเบเล่ น.82) – ลิโอเนล เมสซี่
    
    เรอัล มาดริด (4-3-3) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ – นาโช่ (ลูคัส วาซเกวซ น.43), ราฟาแอล วาราน, เซร์คิโอ รามอส, แฟร์กล็อง เมนดี้ – โทนี่ โครส, คาเซมีโร่, เฟเดริโก บัลเบร์เด้ (ลูก้า โมดริช น.69) – วินิซิอุส จูเนียร์, คาริม เบนเซม่า, มาร์โก อาเซนซิโอ (โรดรีโก น.81)

เผยแมนยูวืดจอมแกร่งไลป์ซิกตอนค่าตัวสุดถูก ตอนนี้จะเอาต้องจ่ายทะลุ2.2พันล้าน!

สื่อเผย ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ กองหลังทีมชาติฝรั่งเศส เกือบได้ย้ายมาเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่สุดท้ายต้องล่มเพราะ "ปีศาจแดง" เหนียวเงินแค่ 2 แสนปอนด์เท่านั้น
   
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พลาดได้ตัว ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ เซนเตอร์แบ็กดาวรุ่งคนเก่งของ แอร์เบ ไลป์ซิก มาเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อย่างน่าเสียดายเมื่อปี 2015 ตามรายงานจาก เดอะ มิร์เรอร์ สื่อเมืองผู้ดี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม ที่ผ่านมา

ในเวลานั้น อูปาเมกาโน่ ที่อายุ 16 ปี เล่นอยู่กับ วาล็องเซียนส์ สโมสรในฝรั่งเศส และ "ปีศาจแดง" ก็เกือบจะได้ตัว หลังนักเตะ, คุณแม่ และเอเยนต์ เดินทางมาแดนผู้ดีเพื่อตกลงเรื่องย้ายทีมแล้ว

อย่างไรก็ตาม อูปาเมกาโน่ ต้องเดินทางกลับฝรั่งเศส พร้อมกับความผิดหวัง หลังจากทั้งสองสโมสรคุยกันเรื่องค่าตัวไม่ลงตัว โดย วาล็องเซียนส์ ต้องการได้ 700,000 ปอนด์ (ประมาณ 28 ล้านบาท) ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด พร้อมให้แค่ไม่เกิน 500,000 ปอนด์ (ประมาณ 20 ล้านบาท) เท่านั้น

หลังจากนั้น อูปาเมกาโน่ ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาเป็นกองหลังฝีเท้าเยี่ยม และได้มีโอกาสไปเล่นให้ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก เมื่อปี 2016 ก่อนมาอยู่กับ ไลป์ซิก เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัว 9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 360 ล้านบาท) โดยเวลานี้มีหลายทีมจับตามองทั้ง เรอัล มาดริด, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด

ขณะที่ค่าตัวของกองหลังวัย 21 ปีในเวลานี้คาดว่าอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 55 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,200 ล้านบาท) หลังทำผลงานเยี่ยม และลงเล่นให้ ไลป์ซิก ไปแล้ว 118 นัด รวมทั้งติดทีมชาติฝรั่งเศส ไปแล้ว 3 เกม

คาวานี่ประเดิม! แมนยูเจาะไม่เข้าแค่เจ๊าเชลซีไร้สกอร์-เมนดี้โชว์หนึบ

"ปีศาจแดง" ยังต้องหาชัยชนะในบ้านเกมลีกซีซั่นนี้ต่อไป หลังทำได้แค่เสมอกับ เชลซี แบบไร้สกอร์ 0-0 ในเกมบิ๊กแมตช์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเกมนี้ เอดินสัน คาวานี่ ลงมาเป็นสำรองประเดิมเกมแรกให้ แมนฯยูไนเต็ด ด้าน "สิงห์บลูส์" เกมนี้ได้ เอดูอาร์ เมนดี้ ช่วยเซฟทำให้บุกมาแบ่งแต้ม ทำสถิติเสมอ 3เกมติดทุกรายการ

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

    "บิ๊กแมตช์" พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยุไนเต็ด กลับมาเปิด โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับมือ เชลซี โดย "ปีศาจแดง" เกมล่าสุดในลีกบุกไปถลุง นิวคาสเซิ่ล 4-1 ก่อนที่กลางสัปดาห์ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกจะบุกไปอัด เปแอสเช 2-1 ขณะที่ฝั่ง "สิงห์บลูส์" เสมอมา 2เกมติดๆในสแตมฟอร์ด บริจด์  ทั้งในลีกที่แบ่งแต้มกับ "นักบุญ" 3-3 ก่อนจะเสมอในรังกับ เซบีย่า แบบไร้สกอร์ 0-0

    โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ใช้ 11 แข้งตัวจริงชุดเดียวกับที่บุกไปถล่ม "สาลิกาดง" ฆวน มาต้า ปั้นเกมร่วมกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส และแดเนียล เจมส์ โดยให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยืนหน้าเป้า ส่วน เอดินสัน คาวานี่ มีชื่อบนม้านั่งสำรอง ด้าน แฟร้งค์ แลมพาร์ดวันนี้จัดสามแนวรุกเป็น  ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช และ ติโม แวร์เนอร์

    ช่วง 15 นาทีแรก ทั้งสองทีมเล่นกันอย่างระมัดระวังจนไม่มีโอกาส หรือจังหวะเน้นๆให้ได้ลุ้น แต่กลายเป็น "สิงห์บลูส์" ที่กดดันและเข้าไปในพื้นที่อันตรายได้มากกว่า

    นาที 18 โอกาสยิงครั้งแรกของเกม ทว่า คริสเตียน พูลิซิช กดด้วยขวานอกกรอบไปติดบล็อคของแข้งเจ้าถิ่น

    ยังคงเป็นลูกทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่ครองบอลได้เหนือกว่า (33-67%) นาที 26 "สิงห์บลูส์" พลาดโอกาสลุ้นหลัง เบน ชิลเวลล์ ตักบอลให้ ไค ฮาแวร์ทซ์ หลุดกับดักล้ำหน้าแทงทะลุช่องให้ ติโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปทว่าเจ้าตัวกลับเจ้าบอลไม่อยู่บอลหลุดหลังน่าเสียดาย

    อีกนาทีถัดมา ชิลเวลล์ เรียกฟรีคิกทางด้านซ้ายได้ ก่อนเจ้าตัวจะลุกมาเปิดเอง แต่บอลลึกไปเข้ามือ เด เคอา

    นาที 29 เอดูอาร์ เมนดี้ เกือบได้ทำพลาดหลังเจ้าตัวพยายามจ่ายบอลขวางหน้าประตูตัวเอง ทว่าออกบอลไม่ดีเกือบเลี้ยวเข้าประตูตัวเองก่อนออกหลังเป็นเตะมุม

    เกมรุกของ "ผีแดง" เริ่มดีขึ้น นาที 31 จังหวะส่องเข้ากรอบหนแรกของเจ้าถิ่น และครั้งแรกของเกม  แดเนียล เจมส์ ไหลให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตะบันนอกกรอบบอลไปเข้ามือ เมนดี้

    แต่ "สิงห์บลูส์" สวนกลับทันควัน อีกนาทีต่อมา คริสเตียน พูลิซิช ตะลุยพาบอลเข้าไปกดด้วยขวาแต่บอลไปแฉลบ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ออกหลัง

    นาที 36 แมนฯยูไนเต็ด พลาดโอกาสทองขึ้นนำ หลัง บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตัดบอลได้ก่อนให้ มาต้า แทงบอลเร็วให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด หลุดเข้าไปกดด้วยขวาเน้นๆแต่บอลยังไปติดขา เอดูอาร์ เมนดี้

    กลายเป็น "ผีแดง" ที่เริ่มกดดันหนักขึ้นเรื่อยๆ นาที 41 หวิดได้ประตูอีกครั้ง คราวนี้ แรชฟอร์ด จ่ายให้ ฆวน มาต้า กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งไปเสาไกลแต่ยังไม่พ้น เอดูอาร์ เมนดี้ ที่โชว์บินปัดออกหลังหวุดหวิด

    นาที 43 แรชฟอร์ด มีอาการบาดเจ็บ หลังโดน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เตะในกรอบเขตโทษ ทว่าผู้ตัดสินหลังเช็กสัญญาณจาก VAR ไม่ว่าอะไรให้เล่นต่อไป

    จบครึ่งแรก แมนฯยูไนเต็ด ยังเสมอกับ เชลซี 0-0

    ครึ่งหลัง นาที 58 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปลี่ยนรวดเดียวสองคน ส่ง เอดินสัน คาวานี่ และปอล ป็อกบา ลงไปเล่นแทน ฆวน มาต้า และแดเนียล เจมส์

    และแค่สัมพัสแรกของ คาวานี่ ในนาทีถัดมาเกือบพาทีมขึ้นนำ จากชอตต่อเนื่องจากลูกเตะมุม บรูโน่ แฟร์นันด์ส ครอสมาเสาแรกให้ คาวานี่ โฉบมาสะกิดบอลด้วยขวาพุ่งถากเสาออกไปแบบได้เสียว

    นาที 72 "สิงห์บลูส์" แก้เกมบ้าง ส่ง เมสัน เมาน์ท และแทมมี่ อบราฮัม ลงมาเล่นแทน ไค ฮาแวร์ทซ์ และติโม แวร์เนอร์

    ท้ายเกม นาที 80 "ผีแดง" ได้ลุ้นจากจังหวะยิงของ ปอล ป็อกบา แต่ห้องเครื่องทีมชาติฝรั่งเศสดันยิงไปติดบล็อคอย่างน่าเสียดาย

    นาที 88 เจ้าบ้าน เกือบได้ลุ้นอีก หลัง เมสัน กรีนวู้ด ที่ลงมาสำรองปาดมาเสาแรกให้ เอดินสัน คาวานี่ ยิงไปติดบล็อคแนวรับสิงห์บลูส์

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+1 ปีศาจแดง พลาดโอกาสขึ้นนำอีกหลัง แรชฟอร์ด ปั่นบอลจากนอกกรอบกำลังจะเสียบเสาไกลอยู่แล้วแต่ เอดูอาร์ เมนดี้ ยังโชว์เหนียวพุ่งปัดออกไป

    จบเกม กินกันไม่ลง แมนฯยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอกับ เชลซี แบบไร้สกอร์ 0-0 ทำให้ "ผีแดง" ยังไม่ชนะคู่แข่งในบ้านซีซั่นนี้ต่อไป ขณะที่ "สิงห์บลูส์" เสมอมา 3 เกมติดทุกรายการ

      รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

        แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า , วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – เฟร็ด, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ (เมสัน กรีนวู้ด น.83) – ฆวน มาต้า (ปอล ป็อกบา น.58), บรูโน่ แฟร์นันด์ส, แดเนียล เจมส์ (เอดินสัน คาวานี่ น.58) – มาร์คัส แรชฟอร์ด

       ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

        เชลซี (3-4-2-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า – รีซ เจมส์, จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เบน ชิลเวลล์ –  ไค ฮาแวร์ทซ์ (เมัน เมาน์ท น.72), คริสเตียน พูลิซิช (ฮาคิม ซิเย็ค น.81) – ติโม แวร์เนอร์ (แทมมี่ อบราฮัม น.72)

        ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

        ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

โฟเด้นซัดกู้ชีพ! แมนซิตี้ตามเจ๊าเวสต์แฮมหืดชวดขึ้นท็อปโฟร์-ฟาเบียนสกี้สุดเหนียว

ฟิล โฟเด้น สวมบทซูเปอร์ซัพลงมาซัดประตูช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตามตีเสมอ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แบ่งแต้มไปด้วยสกอร์ 1-1 ทำให้ "เรือใบสีฟ้า" รั้งที่ 11 ของตาราง ชวดโอกาสเก็บ 3 แต้มเพื่อขยับขึ้นไปรั้งท็อปโฟร์ชั่วคราว ส่วนทีม "ขุนค้อน" ไร้พ่าย 3 นัดรวดรั้งที่ 10 ของตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา

    การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่แแรกประจำวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563 ที่สนาม ลอนดอน สเตเดี้ยม ระหว่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด พบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    เดวิด มอยส์ กุนซือเวสต์แฮม กำลังโชว์ฟอร์มเยี่ยมไม่แพ้มา 2 เกมแล้ว เกมนี้ได้ มิคาอิล อันโตนิโอ  ผ่านความฟิตลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งหัวหอกตัวเป้า ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆพร้อมลงประจำการทั้งหมด ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, โทมัส ซูเช็ค, เดแคลน ไรซ์ และ ปาโบล ฟอร์นัลส์

    ด้าน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ เกมนี้ใส่ชื่อของ เควิน เดอ บรอยน์ เป็นสำรองเท่านั้นหลังมีอาการเจ็บรบกวน เช่นเดียวกับ นาธาน อาเก้ ที่ไร้ชื่อ โดยสามแนวรุกวาง ริยาด มาห์เรซ, ราฮีม สเตอร์ลิง และ เซร์คิโอ อเกวโร่

    เปิดฉากครึ่งแรกมา แมนซิตี้ เดินเกมบุกเข้าใส่ทันที ได้ขึงบุกใส่อย่างต่อเนื่อง นาที 13 อิลคาย กุนโดกัน เติมขึ้นมาหน้าเขตโทษแล้วลองกดด้วยซ้ายแต่บอลไม่ตรงกรอบ

    อย่างไรก็ตาม เวสต์แฮม ที่เกมเป็นรองมีโอกาสโต้กลับขึ้นมา และได้ประตูพลิกนำก่อน 1-0 ในนาที 18 จากจังหวะที่ วลาดิเมียร์ คูฟาล เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าเขตโทษให้ มิคาอิล อันโตนิโอ แล้วจักรยานอากาศตามน้ำส่งบอลเข้าประตูไปอย่างสวยงาม 

    หลังจากนั้น "เรือใบสีฟ้า" พยายามโหมบุกใส่อยู่ฝ่ายเดียวแต่ยังเจาะเกมรับเจ้าถิ่นไม่ได้ และต้องลุ้นซัดไกลจากนอกกรอบของ เอริค การ์เซีย ที่เติมขึ้นมาลองส่องแต่บอลเฉียดเสาแรกออกไปนิดเดียว ในนาที 34  

    ท้ายครึ่งแรก เวสต์แฮม มีโอกาสตอบโต้บุกใส่เช่นกัน แต่สุดท้ายทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรก เวสต์แฮม นำอยู่ 1-0

    ครึ่งหลัง แมนซิตี้ เริ่มด้วยการถอด เซร์คิโอ อเกวโร่ ออกจากสนามแล้วส่ง ฟิล โฟเด้น ลงเล่นแทน แล้วดัน ราฮีม สเตอร์ลิง ขึ้นไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า

    เกมดำเนินมาถึง นาที 51 แมนซิตี้ มาได้ประตูตีเสมอป็น 1-1 ชูเอา กานเซโล่ เติมขึ้นมาแล้วจ่ายบอลยัดให้ ฟิล โฟเด้น ตัวสำรองเอี้ยวตัวซัดด้วยซ้ายจ่อๆบอลเบียดเสาแรกเข้าประตูไป

    ถัดมา นาที 68 "ขุนค้อน" มีโอกาสโต้กลับมาอีกครั้ง อังเดร ยาโมเลนโก้ ลากจากริมเส้นฝั่งขวาแล้วตัดเข้าในซัดด้วยซ้ายบอลเหินข้ามคานออกไปนิดเดียว

    นาที 84 ปาโบล ฟอร์นัลส์ มีโอกาสที่จะทำให้ เวสต์แฮม แซงนำอีกครั้งเมื่อหลุดเดี่ยวมาตั้งแต่กลางสนามพยายามจะชิพข้ามตัว เอแดร์ซอน ที่ออกมาปิดมุมแต่บอลไม่มีน้ำหนักไปเข้าซองนายด่านชาวบราซิลรับสบาย

    ท้ายเกมนาที 86 แมนซิตี้ พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นนำเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลทะลุช่องให้ ราฮีม สเตอร์ลิง หลุดเดี่ยวแต่ยิงไม่ผ่านมือของ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ โชว์ซูเปอร์เซฟปัดออกหลังไป

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม เวสต์แฮม เปิดบ้านเสมอ แมนฯ ซิตี้ 1-1
   
   
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (5-4-1) : ลูคัส ฟาเบียนสกี้ – วลาดิเมียร์ คูฟาล, ฟาเบียน บัลบูเอน่า, อันเจโล่ อ็อกบอนน่า, อารอน เครสส์เวลล์, อาร์กตูร์ มาซูอากู – จาร์ร็อด โบเว่น, โทมัส ซูเช็ค, เดแคลน ไรซ์, ปาโบล ฟอร์นัลส์ – มิคาอิล อันโตนิโอ (อังเดร ยาโมเลนโก้ น.52)

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, รูเบน ดิอาซ, เอริค การ์เซีย, ชูเอา กานเซโล่ – แบร์นาร์โด้ ซิลวา (เควิน เดอ บรอยน์ น.69), โรดรี้ เอร์นานเดซ, อิลคาย กุนโดกัน – ริยาด มาห์เรซ, เซร์คิโอ อเกวโร่ (ฟิล โฟเด้น น.46), ราฮีม สเตอร์ลิง

วาร์ดี้ฮีโร่โขกชัย! เลสเตอร์แสบบุกอัดอาร์เซน่อลถึงรัง แซงขึ้นท็อป4

เจมี่ วาร์ดี้ กลายเป็นตัวแสบสำหรับ "ไอ้ปืนใหญ่" หลังลงมาสำรองในครึ่งหลังก่อนโขกประตูชัยพา เลสเตอร์ บุกมาทุบ อาร์เซน่อล ถึงเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม 1-0 ส่งผลให้ปืนโตแพ้ 2 เกมติด ส่วน "จิ้งจอกสยาม" หลังพ่ายมา2นัดติดกลับมาซิวสามแต้มแซงขึ้นไปรั้งอันดับ 4 มี 12 แต้มและตามจ่าฝูง เอฟเวอร์ตัน แค่คะแนนเดียวเท่านั้น ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สนาม : เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม

    "บิ๊กแมตช์" พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายคืนวันอาทิตย์ที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าบ้าน อาร์เซน่อล ที่บุกไปพ่ายให้ แมนฯซิตี้ 0-1 สัปดาห์ก่อนจะบุกไปเฉือน ราปิด เวียนนา 2-1 ในเกมยูโรปา ลีก เกมนี้กลับมาเปิดรังรับมือ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่แพ้ในลีกมา 2 นัดล่าสุด ทว่าเกมยุโรปกลางสัปดาห์เปิดบ้านต้อนเอาชนะ ซอร์ย่า 3-0

    แมตช์นี้ มิเกล อาร์เตต้า จัดระบบ 4-3-3 โธมัส ปาร์เตย์ ได้ประเดิมตัวจริงในเกมลีกนัดแรกประสานงานร่วมกับ กรานิต ชาคา ส่วนสามแนวรุกเป็น บูกาโย่ ซาก้า, อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ และ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ส่วนทางฝั่ง "จิ้งจอกสยาม" ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เกมนี้ได้ เจมี่ วาร์ดี้ หายเจ็บมีชื่อเป็นตัวสำรอง ส่วนแนวรุกให้ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ยืนค้ำหน้าประสานงานกับ  เจมส์ แมดดิสัน และเดนนิส ปราต

    ออกสตาร์ทเกมมาไม่ถึง 2 นาที เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ทักทายก่อนหลังเจ้าบ้านออกบอลพลาด เจมส์ แมดดิสัน ได้บอลกลางสนามก่อนเห็น เลโน่ ออกมาไกลเลยซัดกว่า 40 หลาบอลพุ่งหลุดกรอบเข้าข้างตาข่าย

    แต่ในนาทีที่ 4 ดานี่ เซบายอส เปิดเตะมุมมาเสาแรกให้ อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ โขกเข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสิน เคร็ก เพาสัน ไม่ให้ประตูหลัง VAR ยืนยันว่า กรานิต ชาคา ซึ่งยืนอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปมีส่วนรวมกับประตู

    นาที 21 กรานิต ชาคา แทงทะลุช่องให้ ลากาแซตต์ หลุดเข้าไปก่อนจะดึงจังหวะแล้วจ่ายสั้นให้ บูกาโย่ ซาก้า เติมมาซัดด้วยซ้ายมุมแคบไปเข้ามือ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

    รูปเกมยังเป็น ไอ้ปืนใหญ่ ที่โหมบุกโจมตีเข้าใส่มากกว่า นาที 29 คีแรน เทียร์นี่ย์ ได้บอลทางซ้ายก่อนครอสมาในกรอบ 6 หลา อเลซ็องดร์ ลากาแซตต์ พยายามโขกแต่บอลโดนบางไปก่อนไปถูก คริสเตียน ฟุคส์ ออกหลัง

    ท้ายครึ่งแรก นาที 42 ปืนใหญ่มีโอกาสอีกครั้งหลัง ดานี่ เซบายอส ครอสไปเสาไกล ไอ้หนู ซาก้า พยายามปาดเร็วแต่บอลมาติดขาตัวเองก่อนหาโอกาสซัดด้วยซ้ายมุมแคบแต่บอลไปเข้าข้างตาข่าย

    จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอแบบไร้สกอร์ 0-0

    ครึ่งหลัง แม้อาร์เซน่อลจะครองบอลได้เหนือกว่าแต่ยังหาโอกาสจบไม่ได้ กลายเป็น ทีมเยือนที่เล่นฉาบฉวยได้ดีกว่า นาที 51 แมดดิสัน ลองอีกครั้งด้วยการตักบอลกว่าครึ่งสนามให้ข้ามหัว เลโน่ แต่ยังดีที่นายด่านชาวเยอรมันไม่หลงถอยหลังกลับมารับบอลไว้

    ถัดมาอีก 2 นาที แมดดิสัน เจ้าเดิมพาบอลขึ้นมาหน้ากรอบก่อนตัดสินใจซัดเต็มแรง แต่บอลยังไปติดบล็อคของ กาเบรียล มากัลเญส

    นาที 57 เลสเตอร์ มาได้ลุ้นฟรีคิกกว่า 25 หลา และเป็น เจมส์ แมดดิสัน ที่ปั่นข้ามกำแพงเหินหลังออกไปไกล

    เกมผ่านมาครบหนึ่งชั่วโมง เลสเตอร์ เปลี่ยนตัวส่ง เจมี่ วาร์ดี้ ลงมาเล่นแทน เดนนิส ปราต

    นาที 68 อาร์เซน่อลชวดได้ประตูขึ้นนำหลัง โอบาเมย็อง หลุดถึงเส้นหลังก่อนครอสมากลางประตูให้ เอ็คตอร์ เบเยริน วิ่งมาแปด้วยขวา แต่บอลไปตรงตัว แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ทุบบอลออกไปได้

    นาที 80 แนวรับของปืนโตมาพลาดหลัง ยูริ ตีเลอมันส์ ตักบอลข้ามแนวรรับเจ้าบ้านให้ เชนกีซ อุนเดอร์ หลุดเข้าไปในกรอบก่อนเปิดเร็วเข้ากลางให้ เจมี่ วาร์ดี้ ที่ยืนโล่งๆ โขกเข้าไป พร้อมพา "จิ้งจอก" บุกมานำอาร์เซน่อล 1-0

    จบเกม อาร์เซน่อล แพ้คาบ้านให้ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ส่งผลให้ลูกทีมของ อาร์เตต้า แพ้ในลีก 2 นัดติด รั้งอันดับ 10 ของตารางมี 9 คะแนน ส่วน "จิ้งจอกสยาม" หยุดความพ่ายแพ้ 2 นัดติดหลังบุกมาคว้าสามแต้มทะยานขึ้นไปรั้งอันดับ 4 มี 12 คะแนนเท่ากับ แอสตัน วิลล่า แต่ลูกได้เสียเป็นรองแถมแข่งมากกว่าหนึ่งนัด

    รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

        อาร์เซน่อล (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, คริสเตียน ฟุคส์ – ทิโมธี กาสตานเญ่, ยูริ ตีเลอมันส์, น็อมปาลิส เมนดี้, เจมส์ จัสติน – เจมส์ แมดดิสัน (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.85), เดนนิส ปราต (เจมี่ วาร์ดี้ น.60) – ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เชนกีซ อุนเดอร์ น.75)

        ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

        เลสเตอร์ ซิตี้ (3-4-2-1) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, คริสเตียน ฟุคส์ – ทิโมธี กาสตานเญ่, ยูริ ตีเลอมันส์, น็อมปาลิส เมนดี้, เจมส์ จัสติน – เจมส์ แมดดิสัน (มาร์ค อัลไบรท์ตัน น.85), เดนนิส ปราต (เจมี่ วาร์ดี้ น.60) – ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ (เชนกีซ อุนเดอร์ น.75)

โชต้าโขกชัย-ฟีร์มีโน่ยิงเสียที! ลิเวอร์พูลหืดแซงเชฟยู แต้มทาบจ่าฝูงทอฟฟี่

"หงส์แดง" เป่าปากเหนื่อยไม่น้อยหลังเป็นฝ่ายตามหลังให้ "ดาบคู่" หลัง ฟาบินโญ่ ไปทำเสียจุดโทษ ก่อนที่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จะซัดไล่ตีเสมอ และครึ่งหลังมาได้ ดีโอโก้ โชต้า โขกประตูชัยพา ลิเวอร์พูล แซงเอาชนะ เชฟฯยูไนเต็ด 2-1 เก็บสามแต้มสำคัญมีเพิ่มเป็น 13 คะแนนเท่าจ่าฝูง เอฟเวอร์ตัน ที่แข่งน้อยกว่าและลูกได้เสียดีกว่า

สนาม : แอนฟิลด์

    เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่สุดท้ายประจำวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ที่ไม่ชนะในเกมลีกมา 2 นัดติดเปิดรังรับมือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งมีแต้มแรกจากการเสมอกับ ฟูแล่ม 1-1

    เจอร์เก้น คล็อปป์ ชวดใช้งาน เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ที่บาดเจ็บยาวทำให้ เซ็นเตอร์แบ็กวันนี้เป็น ฟาบินโญ่ จับคู่กับ โจ โกเมซ ขณะที่แดนกลางไร้ ติอาโก้ อัลกันตาร่า ที่บาดเจ็บทำให้ให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ปั้นเกมสนับสนุนแนวรุกที่ใช้ ดีโอโก้ โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และซาดิโอ มาเน่ ปั้นเกมให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยืนเป็นหน้าเป้า

    ส่วนทางด้าน "ดาบคู่" เกมนี้ส่ง รีอาน บรูว์สเตอร์ ได้ลงสนามพบกับต้นสังกัดเก่า โดยล่าตาข่ายร่วมกับ โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่

    เปิดฉากมาแค่ 3 นาทีแรก "หงส์แดง" เกือบได้ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็ว หลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เรียกฟรีคิกได้ ก่อนที่ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะลักไก่ยิงจากครึ่งสนาม บอลกำลังจะมุดใต้คานอยู่แล้วแต่ อารอน แรมส์เดล ยังถอยหลังปัดข้ามคานออกไปหวุดหวิด

    แต่แล้ว นาที 12 กลายเป็นเจ้าบ้าน ลิเวอร์พูล มาเสียลูกที่จุดโทษ หลัง ฟาบินโญ่ ไปเสียบใส่เท้า โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่ บนเส้น 18 หลาผู้ตัดสินเช็กจาก VAR ก่อนจะชี้เป็นจุดโทษเนื่องจังหวะเข้าเสียบของฟาบินโญ่บนเส้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเขตโทษ และเป็น ซานเดอร์ เบิร์ก ที่ยิงเข้าไปไม่พลาดให้ เชฟฯยูไนเต็ด บุกมานำ "หงส์แดง" 1-0

    นาที 17 จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ได้โอกาสซัดนอกกรอบบ้างแต่บอลก็พุ่งหลุดกรอบออกหลังไปไกล

    อีก 3 นาทีถัดมา "ดาบคู่" ได้เสียวอีกหลัง เอธาน อัมปาดู ครอสบอลไปหน้ากรอบถึง โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่ ซัดมุมแคบถากเสาไกลออกไป

    แนวรับหงส์แดงระส่ำหนัก นาที 24 หวิดเสียเม็ดที่สองให้ทีมเยือน เมื่อ จอร์จ บัลด็อค ครอสจากขวาไปหน้ากรอบให้ เบน ออสบอร์น ซัดด้วยซ้ายไปติดเซฟของ อลีสซง

    นาที 35 หงส์แดงมาได้ลุ้นบ้าง เทรนท์ เปิดคอนเนอร์จากด้านขวาเข้ามา แนวรับดาบคู่สกัดไปเข้าทาง ฟาบินโญ่ เติมเข้ามาหวดตูมเดียวเหินโด่งข้ามคานไป

    นาที 41 ลิเวอร์พูล มาทวงประตูตีเสมอ 1-1 จนได้ จากจังหวะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ครอสจากด้านขวาข้ามหัวเซ็นเตอร์แบ็กดาบคู่มาให้ ซาดิโอ มาเน่ ขึ้นโขกไปติดเซฟ อารอน แรมส์เดล แต่บอลยังมาเข้าทาง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ซ้ำจ่อๆไม่ถึง 5 หลาเข้าไปอย่างง่ายดาย เป็นประตูแรกของดาวยิงทีมชาติบราซิลในซีซั่นนี้

    ถัดมาอีกนาทีเดียว "หงส์แดง" เกือบได้ลุ้นแซงขึ้นนำ หลัง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แทงบอลจากกลางทะลุถึง ซาลาห์ สปีดควบบอลเข้าไปยิงติดมือ อารอน แรมส์เดล ก่อนที่ผู้ตัดสินจะเป่าว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

    จบครึ่งแรก ลิเวอร์พูล เสมอกับ เชฟฯยูไนเต็ด 1-1

    ครึ่งหลัง ทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น นาที 48 "ดาบคู่" ได้โอกาสลุ้นขึ้นนำหลัง ซานเดอร์ เบิร์ก โขกเช็ดมาให้ จอร์จ บัลด็อค วิ่งมาซัดด้วยขวาบอลพุ่งไปแฉลบ โจ โกเมซ ออกหลัง

    นาที 53 คริส ไวล์เดอร์ นายใหญ่เชฟฯยูฯเปลี่ยนตัวคนแรกส่ง โอลิเวอร์ เบิร์ก ลงไปเล่นแทน รีอาน บรูว์สเตอร์ ที่วันนี้เล่นไม่ออก

    นาที 62 เทรนท์ ตักบอลสุดสวยเข้าไปหน้ากรอบเขตโทษ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จับบอลลงด้วยซ้ายอย่างสุดสวยก่อนจะดีดด้วยซ้ายอีกทีเข้าประตูไป แต่ทว่า VAR ให้สัญญาณว่าเป็นจังหวะล้ำหน้าของดาวยิงชาวอียิปต์ก่อน

    กระนั้น นาที 64 ไม่กี่อึดใจต่อมา ซาดิโอ มาเน่ เปิดบอลอย่างแม่นยำไปเสาไกลให้ ดีโอโก้ โชต้า เทกตัวขึ้นโขกบอลเบียดเสาเข้าไป ให้ ลิเวอร์พูล แซงขึ้นนำดาบคู่ 2-1

    นาที 82 เจ้าบ้านชวดได้ประตูที่สามหลัง ไวนัลดุม จ่ายทะลุให้ ซาลาห์ พลิกเข้าไปซัดบอลชนเสา ก่อนจะกระดอนมาเข้ามือ อารอน แรมส์เดล อย่างน่าเสียดาย

    จบเกม ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ เชฟฯยูไนเต็ด หวุดหวิด 2-1 เก็บสามแต้มพร้อมแซงขึ้นไปนั่งรองจ่าฝูงหลังมี 10 คะแนนเท่ากับ เอฟเวอร์ตัน ทว่า "ทอฟฟี่" ที่แข่งน้อยกว่ามีลูกได้เสียเหนือกว่าทำให้รั้งจ่าฝูงต่อไป ขณะที่ "ดาบคู่" แพ้เป็นเกมที่ 5 มีแต้มเดียวรั้งรองบ๊วยของลีก

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ลิเวอร์พูล (4-2-3-1) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, ฟาบินโญ่, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน – ดีโอโก้ โชต้า, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่ – โมฮาเหม็ด ซาลาห์

        ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

        เชฟฯ ยูไนเต็ด (3-5-2) : อารอน แรมส์เดล – คริส บาแชม, อีธาน อัมปาดู, จอห์น เอแกน – จอร์จ บัลด็อค, จอห์น ลุนด์สแตรม, เบน ออสบอร์น, ซานเดอร์ เบิร์ก, เอ็นดา สตีเว่นส์ – โอลิเวอร์ แม็คเบอร์นี่, รีอาน บรูว์สเตอร์

        ผู้จัดการทีม : คริส ไวล์เดอร์

        ผู้ตัดสิน : ไมค์ ดีน

โอบาฮีโร่-เลโน่มีเหวอ! อาร์เซน่อลรัว4นาทีสอยราปิดเปิดยูโรปาลีก

"ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล หวิดสิ้นชื่อเกมนี้ เมื่อ แบรนด์ เลโน่ ทำพลาด ก่อนเป็น ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ลงตัวสำรองมากระหน่ำประตูชัยบุกเชือด ราปิด เวียนนา 2-1 คว้าสามแต้มประเดิมบอลยุโรปใบนี้ ในการแข่งขันศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา

สนาม : อัลลิอันซ์ สตาดิโอน

ศึกฟุตบอลยูโรปาลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม บี นัดแรก คืนวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ฟอร์มในลีกล่าสุดแพ้ แมนซิตี้ มิเกล อาร์เตต้า กุนซือใส่ชื่อ "ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง" เป็นสำรอง แดนกลางใช้ "โธมัส ปาร์เตย์" ประเดิมบอลยุโรปนัดแรกกับทีม บุกบ้าน ราปิด เวียนนา รองจ่าฝูงลีกออสเตรีย ของเทรนเนอร์ ดีทมาร์ คูห์เบาเออร์ จัดผู้เล่นฟูลทัพนำโดยดาวยิงตัวทีเด็ดอย่าง "ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส" พร้อมซัดตาข่ายนำชัย

ปืนใหญ่เกือบนำนาทีที่ 15 เซดริก โซอาเรส เปิดลูกฟรีคิกทางขวาของสนามระยะเกือบ 25 หลา บอลลอยมาในเขตโทษเยื้องมาทางซ้าย ดาวิด ลุยซ์ โถมหัวโขกบอลกระดอนพื้นถูกนายทวารเจ้าบ้านทุบทิ้งออกมาได้

เจ้าบ้านหวิดทำได้นาทีที่ 19 ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส โยกมาทางริมสนามด้านขวาตามดีดคืนให้ เคลวิน อราเซ่ รับบอลจ่ายเรียดเข้ากลางเขตโทษ มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ หัวหอกปรี่มายิงไขว้หลังไปแฉลบตัว กาเบรียล มากัลเญส ลอยเกือบข้ามตัว แบรนด์ เลโน่ ยังดีที่นายด่านทีมเยือนปัดไว้ทัน

ผ่านมานาทีที่ 31 นิโคลัส เปเป้ ลากบอลลุยมาคนเดียวทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนโชว์ลีลาสับขาโยกหลอกผู้เล่นเจ้าถิ่นตัดเข้าเหลี่ยมปั่นด้วยเท้าซ้าย บอลโค้งไม่พอออกข้างเสาสองไปไกลพอควร

ราปิดสร้างโอกาสนาทีที่ 36 ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส ลงต่ำมารับบอล เลี้ยงกินระยะมาถึงกลางสนาม 25 หลา ตัดสินใจส่องไกล บอลทิศทางติดไซต์โป้งเล็กน้อย แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับ แบรนด์ เลโน่ มือกาวปืนโตรับสบาย

เจ้าบ้านบุกอีกนาทีที่ 43 มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ ครอสบอลจากริมเส้นทางซ้าย บอลโค้งมาที่ เออร์คาน คาร่า หันหลังแตะบอลหนี ดาวิด ลุยซ์ พลิกมายิงบอลแต่เลี้ยวมากไปผ่านหน้าปากประตูออกไป จบ 45 นาทีแรกเสมอกันอยู่ 0-0

ราปิดได้เฮนาทีที่ 51 ดาวิด ลุยซ์ จ่ายบอลเล่นสั้นหน้าเขตโทษ ส่งคืนไปที่ แบรนด์ เลโน่ แปะบอลเบาไปติดตัว เออร์คาน คาร่า ที่ปรี่มาดักบอลเข้าทาง ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส ยิงสวนเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย

ปืนใหญ่เกือบแย่หนักนาทีที่ 59 โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ ไหลคืนหลังมาที่ แบรนด์ เลโน่ ถูก เออร์คาน คาร่า ตามมากดดัน จนนายทวารปืนใหญ่เตะออกมาไม่ดีเข้าทาง ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส เก็บบอลกระชากมาตรงเส้นเขตโทษ ก่อนซัดบอลติดเซฟมือกาวชาวเยอรมันแก้ตัวได้ดี

ทีมเยือนตีเจ๊านาทีที่ 70 นิโคลัส เปเป้ ทิ้งลูกฟรีคิกทางสนามฝั่งขวาระยะเกือบ 30 หลา บอลโด่งมากลางเขตโทษ ดาวิด ลุยซ์ วิ่งมาโหม่งสวนตัว ริชาร์ด สเตรบิงเกอร์ มือกาวเจ้าบ้านที่ออกมาไม่เจอบอลตุงตาข่ายไป

และแล้วนาทีที่ 74 โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ แทงบอลกลางสนามทะลุช่องมาให้ เอ็คตอร์ เบเยริน สอดหลุดมาในเขตโทษทางขวาปาดมาหน้าปากประตูไปที่ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง แปเข้าตุงประตูง่ายดาย จบเกม อาร์เซน่อล บุกไล่แซง ราปิด เวียนนา 2-1 คว้าสามแต้มเปิดหัวยูโรปาลีก

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ราปิด เวียนนา (3-4-3): ริชาร์ด สเตรบิงเกอร์,ฟิลิป สตอยโควิช,มักซิมิเลียน โฮฟมันน์,มาเตโอ บารัช,เคลวิน อราเซ่ (ธอร์สเท่น ชิค น.79),เดยัน ลูบิซิช,เซอร์ดาน กราโฮวัช,มักซิมิเลียน อูลล์มันน์,เออร์คาน คาร่า (โคยะ คิตางาวะ น.76),มาร์เชล ริตซ์ไมเออร์ (คริสโตเฟอร์ คลัสมุนเนอร์ น.88),ทาเซียร์ชิส โฟอุนตาส

อาร์เซน่อล (4-4-2): แบรนด์ เลโน่,เซดริก โซอาเรส (เอ็คตอร์ เบเยริน น.61),ดาวิด ลุยซ์,กาเบรียล มากัลเญส,เซอัด โคลาซินัช,นิโคลัส เปเป้,โธมัส ปาร์เตย์,โมฮาเหม็ด เอลเนนี่,บูกาโย ซาก้า (คีแรน เทียร์นี่ย์ น.84),เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ (ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง น.61),อเล็กซองด์ ลากาแซตต์ (โจ วิลล็อค น.84)

ศูนย์หน้าต่างชาติยิงกระจาย-ทีมยอดเยี่ยมไทยลีกนัดที่9

โฉมหน้าทีมยอดเยี่ยมไทยลีกประจำสัปดาห์ที่ 9 มีแข้งคนไหนโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นเข้าตากันบ้าง มาดูกัน

 ผู้รักษาประตู : ธณชัย หนูราช (นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี)
ธณชัย มีปฏิกิริยาที่ยอดเยี่ยม โชว์ช็อตเซฟยากๆ ไว้หลายครั้ง ช่วยสวาดแคทสร้างประวัติศาสตร์บุกชนะบุรีรัมย์ครั้งแรกในการเล่นไทยลีก

กองหลัง :  อมานี่ อากีนัลโด้ (ตราด เอฟซี)
เล่นเกมรับได้แข็งแกร่งมากสำหรับปราการหลังทีมชาติฟิลิปปินส์ เก็บกวาดหน้าประตูให้ทีมได้ตลอดทั้งเกม ก่อนพาทีมเก็บคลีนชีตในเกมที่ ตราด บุกเอาชนะ เมืองทองฯ 1-0

กองหลัง : วสันต์ ฮมแสน (สุพรรณบุรี เอฟซี)
เป็นอีกหนึ่งกองหลังที่โชว์ผลงานได้เข้าตามากๆ จังหวะสู้กับ แฮร์ลิสัน ไคออน ดาวยิงตัวเก่งของ ชลบุรี ก็ทำได้ดี พร้อมช่วย ช้างศึกยุทธหัตถี เก็บคลีนชีตได้ในเกมนี้

กองหลัง : เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว (นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี)
ปราการหลังกัปตันทีมสวาดแคทสู้กับเกมรุกของบุรีรัมย์ได้อย่างสนุกไม่ว่าจะเป็นลูกกลางอากาศหรือทางพื้นดินงานนี้ เฉลิมพงษ์ เก็บกวาดได้หมด

กองกลาง : เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ (สมุทรปราการ ซิตี้)
ผลงาน 2 แอสซิสต์ของเจ้าเต้ช่วยเขี้ยวสมุทรบุกมาแบ่งแต้มทีมฟอร์มแรงอย่างจ่าฝูงบีจีปทุมได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งจังหวะพาบอลไปกับตัวก็ยังทำได้ดีผลงานไม่มีตก

กองกลาง : โก ซุล กิ (การท่าเรือ เอฟซี)
เกมรุกดีไม่มีตก โก ซุล กิ มีส่วนร่วมช่วยการท่าเรือได้ 2 ประตู โดยหนึ่งในนั้นคือการเรียกจุดโทษ ในเกมที่ สิงห์เจ้าท่า เอาชนะ ระยอง เอฟซี 7-2

 กองกลาง : จุง เมียง โอ (สุโขทัย เอฟซี)
ในรูปเกมที่สุโขทัยเล่นเกมสวนกลับสู้กับแบงค็อก จุง เมียง โอ กองกลางชาวเกาหลีใต้ถือได้ว่าทำผลงานออกมาได้โดดเด่นมาก ทั้งจังหวะการจ่ายบอลทะลุช่องสวยๆให้เพื่อนลุ้นทำประตูก็มีให้เห็นหลายครั้ง แถมนัดนี้ยังมีชื่อเป็นผู้ทำประตูอีกด้วย

กองกลาง : จอห์น บาจโจ้ (สุโขทัย เอฟซี)
ป่วนแนวรับแข้งเทพชนิดที่เรียกว่าไปไม่เป็น โดยเฉพาะการโต้กลับที่เล่นร่วมกับ อิบสัน เมโล่ ทำให้ทุกอย่างลงตัวมากๆ แถมเกมนี้ บาจโจ้ ยังทำได้ 1 สกอร์ พร้อมกับ 2 แอสซิสต์อีกด้วย

กองหน้า : อิบสัน เมโล่ (สุโขทัย เอฟซี)
การเล่นเกมรุกของ อิบสัน เมโล่ สามารถโจมตีแนวรับ แข้งเทพ ได้ทุกจังหวะ รวมไปถึงการประสานงานกับบาจโจ้ที่ช่วยเพิ่มความอันตรายให้คู่แข่งขึ้นเป็นหลายเท่า ก่อนที่เกมนี้จบด้วยการที่ อิบสัน เมโล่ ทำ 2 ประตูช่วยให้ค้างคาวไฟยืดสถิติไร้พ่ายเป็นนัดที่ 6

กองหน้า : เซร์คิโอ ซัวเรส (การท่าเรือ เอฟซี)
ยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมสำหรับ เซร์คิโอ ซัวเรส มีโอกาสลุ้นทำประตูหลายครั้ง ก่อนที่เกมนี้สามารถทำประตูได้ 2 ลูก พาพสิงห์เจ้าท่าบุกถล่ม ระยอง เอฟซี 7-2

กองหน้า : เลอันโดร อัสซัมเซา (นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี)
ด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยมยิง 1 และจ่าย 1 ของ อัสซัมเซา ช่วยทัพสวาดแคทบุกกำชัยเหนือบุรีรัมย์ พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ให้โคราชบุกมาเก็บชัยชนะถึงถิ่นปราสาทสายฟ้าเป็นครั้งแรกในการเล่นไทยลีกอีกด้วย

จอมพลังโรเบิร์ตสัน ! ผ่า 5 ข้อ ลิเวอร์พูล เปิดหัวเบาๆ บุกเฉือน อาแจ็กซ์

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล คงเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาเซนเตอร์แบ็กหลัง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ต้องพักยาวจากอาการเจ็บเข่า เพราะตอนนี้ "หงส์แดง" มี ฟาบินโญ่ ที่สามารถทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีไม่มีที่ติ ในเกมล่าสุดที่บุกชนะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 1-0 ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา
    ฟาบินโญ่ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นนักเตะสารพัดประโยชน์ที่สามารถทำผลงานในตำแหน่งกองกลางได้ดี และยังเล่นเป็นกองหลังได้อย่างสุขุม โดยในเกมเยือน อาแจ็กซ์ นั้น ดาวเตะชาวบราซิเลียน จับคู่กับ โจ โกเมซ ได้อย่างโดดเด่น และจัดการเกมรุกของเจ้าบ้านได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญยังมีชอตเด็ดเคลียร์บอลจากเส้นประตูช่วงท้ายครึ่งแรก ซึ่งถือเป็นชอตไฮไลท์ของเจ้าตัวเลยทีเดียว

    ในขณะเดียวกัน แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ดูเหมือนจะกลายเป็นนักเตะที่ คล็อปป์ ฝากผีฝากไข้ได้ในการทำหน้าที่เติมเกมบุกให้กับทีม เพราะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ แทบจะไม่มีบทบาทในการวิ่งขึ้นไปกดดันแนวรับอาแจ็กซ์ ขณะเดียวกัน ดาวเตะเลือดวิสกี้ ยังเล่นเกมรับได้ดี และสามารถวิ่งขึ้นลงได้แบบไม่มีหมดพลัง จนทำให้หลายคนสงสัยว่าเจ้าตัวมีเคล็ดลับอะไรที่ได้ฟิตเปรี๊ยะขนาดนี้

    สำหรับ อาเดรียน แมตช์นี้ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของเขา แม้ว่าในช่วงต้นเกมจะมีจังหวะไม่เข้าใจกับ โกเมซ แต่ที่เหลือ นายด่านชาวสแปนิช ทำผลงานได้ดีเยี่ยม มีจังหวะการเซฟสวยๆ หลายคน ต้องยอมรับว่า คล็อปป์ ใจเด็ดมากๆ ที่กล้าใช้งานเขา และสิ่งนี้คือรางวัลที่นักเตะตอบแทนให้กับเจ้านายได้ดีเยี่ยม

1.  อาเดรียน ยังพอไว้วางใจได้บ้าง

    หลายคนอาจจะยังคลางแคลงใจในฝีมือของ อาเดรียน แต่ในเมื่อทีมไม่มี อลีสซง เบ็คเกอร์ ฉะนั้น คล็อปป์ จึงไม่มีทางเลือกที่จะไว้วางใจ นายทวารชาวสแปนิช ให้ทำหน้าที่เป็นมือ 1 แม้ว่าเขาจะทำผลงานไม่ค่อยน่าประทับใจโดยเฉพาะการพลาดจังหวะง่ายๆ หลายครั้งก็ตาม

    อย่างไรก็ตามในเกมเยือน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เจ้าตัวทำผลงานที่ทำให้การตัดสินใจของ คล็อปป์ ถูกต้อง เมื่อโชว์จังหวะการป้องกันประตูได้หลายครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งแรกที่เซฟระยะเผาขนจากการยิงของ ควินซี่ โพรเมส ได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ยังมีจังหวะป้องกันประตูจากการยิงของ โพรเมส เจ้าเดิม ในนาทที่ 58

    ขณะเดียวกัน อาเดรียน ยังมีจังหวะในการออกมาตัดบอลได้อย่างแม่นยำ ทำให้แนวรับของ "หงส์แดง" ไม่รู้สึกกดดัน อย่างไรก็ตามในช่วงต้นเกมอาจจะมีจังหวะหวาดเสียวที่ไม่เข้าใจกับ โจ โกเมซ จนเกือบเป็นต้นเหตุให้เสียประตู รวมไปถึงการจับบอลที่ไม่ค่อยนิ่ง นอกเหนือจากนั้นฟอร์มโดยรวมของเขาก็ถือว่าน่าประทับใจ

    สำหรับผลงานในแมตช์นี้ยังแสดงให้เห็นว่า อาเดรียน เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจที่ค่อนข้างนิ่ง ไม่มีอาการประหม่า แม้ว่าเขาจะโดนเสียงวิจารณ์เยอะก็ตาม แต่ผลงานในเกมนี้ที่สามารถเก็บคลีนชีตได้ น่าจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการเฝ้าเสาให้กับเจ้าตัว และเพื่อนร่วมทีมมากยิ่งขึ้น
   
2. ฟาบินโญ่-โกเมส คู่ขวัญเซนเตอร์แบ็ก

    การที่ "หงส์แดง" ไม่มี เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ อีกหลายเดือนเนื่องจากนักเตะต้องเข้ารับการผ่าตัดเอ็นไขว้หัวเข่า ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" หวั่นไหวอย่างมาก เพราะเซนเตอร์แบ็กอาชีพที่มีประสบการณ์เหลือแค่ โจ โกเมซ กับ โฌแอล มาติป เท่านั้น ซึ่งทั้งสองคนฟอร์มก็ออกแนวผีเข้าผีออกไว้วางใจไม่ได้มากนัก

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ ยังพอมีออปชั่นพิเศษในตำแหน่งกองหลัง นั่นก็คือการจับ ฟาบินโญ่ ลงมาทำหน้าที่เซนเตอร์แบ็กชั่วคราว และเจ้าตัวก็ทำได้ดีไม่มีที่ติ โดยคอยคุมเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีจังหวะในการตัดบอลและเล่นสวนกลับเร็วจนทำให้ "หงส์แดง" กดดันเกมรับเจ้าบ้านได้ตลอด

    นอกจากนี้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน ยังมีชอตแห่งชีวิตที่ทำให้ ลิเวอร์พูล รอดจากการเสียประตูไปได้อย่างเหลือเชื่อ โดยเกิดขึ้นในนาทีที่ 44 เมื่อ ดูซาน ทาดิช หลุดเข้าไปกระดกบอลข้ามหัว อาเดรียน แต่ ฟาบินโญ่ วิ่งมาเตะบอลออกจากเส้นประตูได้อย่างหวุดหวิด ขณะเดียวกันเขามักจะยืนถูกที่ถูกเวลา และยังมีจังหวะที่ขึ้นไปโหม่งลุ้นทำประตูตอนเตะมุมด้วย

    ขณะที่ โจ โกเมซ ก็เล่นได้โดดเด่นเช่นกัน หากไม่นับจังหวะต้นเกมที่ไม่เข้าใจกับ อาเดรียน นอกเหนือจากนั้นเขาสามารถคุมพื้นที่กองหลังได้ดีเยี่ยม แทบไม่มีจังหวะพลาดไม่เห็น ขณะที่ลูกกลางอากาศก็เก็บกินเรียบวุธ ฉะนั้น คล็อปป์ น่าจะพอฝากความหวังเอาไว้กับ กองหลังทีมชาติอังกฤษ ในการเป็นตัวตายตัวแทนของ ฟาน ไดค์

     ฉะนั้นมีความเป็นได้สูงที่ กุนซือชาวด๊อยท์ช จะตัดสินใจใช้งาน ฟาบินโญ่ ยืนคู่กับ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์แบ็กอีกแมตช์ในเกมลีกพบ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ที่สำคัญสำหรับ ดาวเตะเลือดแซมบ้า อาจมีความเป็นได้ที่เขาจะได้ยืนกองหลังไปอีกหลายเกม เพราะผลงานที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเจ้าตัวทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมจริงๆ

3. ไวจ์นัลดุม ผู้ปิดทองหลังพระ

    หนึ่งในนักเตะที่มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ไม่ค่อยได้รับคำชมมากนักนั่นก็คือ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม เพราะหลายๆ แมตช์ที่เขาลงสนามคอยทำหน้าที่ในแดนกลาง เจ้าตัวเล่นได้ดี มีความคงเส้นคงวา และยังสามารถเชื่อมเกมจากรับเป็นรุกได้อย่างดีไม่มีที่ติ

    ฟอร์มในสนามโยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า ของ ไวจ์นัลดุม ถือว่าน่าสนใจมากๆ เพราะนักเตะต้องคุมเกมอย่างหนักในแผงมิดฟิลด์ และจัดการกับเกมแดนกลางของ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ได้อยู่หมัด ในขณะเดียวกันก็ยังคอยคุมจังหวะเกมเพื่อสร้างโอกาสให้กับทีมในช่วงที่เปิดเกมบุก

    โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งหลัง ไวจ์นัลดุม มีโอกาสปั้นเกมให้กับทีมได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้ "หงส์แดง" เกือบได้ประตูที่สองหลายครั้ง แถมยังคอยตัดบอลในแดนกลางจังหวะที่ อาแจ็กซ์ พยายามจะเติมเกมบุกสวนกลับ ซึ่งทำให้เจ้าบ้านต้องเสียจังหวะหลายครั้ง

    สำหรับตอนนี้แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" คงอยากสะกิด คล็อปป์ ให้รีบเปิดการเจรจาขยายสัญญาฉบับใหม่กับ ไวจ์นัลดุม เป็นการด่วน เพราะการที่ทีมมี ดาวเตะทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนาม จะช่วยทำให้แผงมิดฟิลด์มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าได้จับคู่กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิ่งทำให้แดนกลางแข็งแกร่งมาขึ้นเป็นทวีคูณ
 
4. สามประสามสำรองทดแทน "หินเหล็กไฟ"

    หลายคนอาจจะรู้สึกกังวลใจว่า คล็อปป์ ใช้งาน ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ มากเกินไปจนอาจส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ แต่สำหรับในฤดูกาลนี้ "หงส์แดง" มีขุมกำลังสำรองในเกมรุกที่สามารถลงมาทดแทนทั้ง 3 คน และประสิทธิภาพก็ไม่ลดทอนลงไปด้วย

    สามประสาน "เอสเอ็มเอฟ" ลงสนามเป็นตัวจริงมาตลอดในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ บางแมตช์พวกเขาต้องเล่นจนจบเกม ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีอาการเหนื่อยล้า อย่างไรก็ตามในแมตช์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อค่ำคืนวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมยังมีสามแนวรุกที่พร้อมลงไปทดแทน มาเน่, ฟีร์มีโน่ และ "บังโม" ได้ทันที

    คล็อปป์ ตัดสินใจเปลี่ยนตัวแนวรุก "หินเหล็กไฟ" ออกหลังเกมผ่านไปเกือบชั่วโมง โดยเลือก เซอร์ดาน ชากีรี่, ทาคุมิ มินามิโนะ และ ดีโอโก โชต้า ลงสนามพร้อมกัน โดยพวกเขาเล่นได้ดีเยี่ยมสามารถไล่กดดันเกมรับของ อาแจ็กซ์ ได้ตลอด โดยเฉพาะการวิ่งเพรสซิ่ง จนทำให้พวกเขาตั้งเกมไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีหลายจังหวะในช่วงท้ายเกมที่ทั้งสามคนพยายามสร้างโอกาสยิงประตู อย่างเช่นจังหวะที่ มินามิโนะ มีโอกาสสับไกลบริเวณกรอบเขตโทษแต่โดน อ็องเดร โอนาน่า นายด่านอาแจ็กซ์ ปัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด และยังมีครั้งที่เจ้าตัว ประสานงานกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ หลุดเข้าไปในเขตโทษ แต่ยิงไปติดโกลเจ้าบ้านอีกครั้ง

    ในส่วนของ โชต้า ได้แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่น การครองบอลที่เหนียวแน่ และยังมีจังหวะส่งบอลให้ ไวจ์นัลดุม เกือบทำประตูได้ในนาทีที่ 90 สำหรับ ชากีรี่ นอกจากจังหวะที่ส่งบอล ให้ มินามิโนะ ได้ซัดไกลแล้วที่เหลือเจ้าตัวทำผลงานได้ตามมาตรฐาน

    ฉะนั้นหากมองภาพรวมต้องบอกว่าทั้งสามแนวรุกสำรอง พร้อมที่จะลงมาทดแทน มาเน่, ซาล่าห์ และ ฟีร์มีโน่ ได้ในอนาคตอย่างแน่นอน

5. จอมพลังโรเบิร์ตสัน
    ต้องยอมรับว่าแมตช์นี้ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ทำหน้าที่แบ็กซ้ายได้ดีเยี่ยม โดยวิ่งเติมเกมรุกอย่างต่อเนื่อง และยังเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น สวนทางกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เกมนี้แทบไม่มีบทบาทในเกมรุกมากนัก ส่วนเกมรับก็ยังพอประคับประคองตัวเองไปได้

    การมาเยือน อาแจ็กซ์ ต้องบอกว่า "หงส์แดง" เน้นขึ้นเกมรุกทางฝั่งซ้ายแทบตลอดทั้งเกม โดย โรเบิร์ตสัน ไม่ทำให้สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องผิดหวัง เพราะเขาสามารถวิ่งทะลุทะลวงเข้าไปในพื้นที่คู่แข่ง และยังมีโอกาสเปิดบอลสร้างความหวาดเสียวในพื้นที่สุดท้ายได้บ่อยๆ

    หนึ่งในจุดเด่นของฟูลแบ็กชาวสกอตติช ก็คือพละกำลังที่มีเหลือเฟือ วิ่งแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จะว่าไปแล้วต้องบอกว่า โรเบิร์ตสัน เป็นนักเตะที่ฟิตมากกว่าเดิมหลายเท่าด้วยซ้ำ โดยตั้งแต่เสียงนกหวีดดังจนกระทั่งเสียงนกหวีดยาวหมดเวลา นักเตะรายนี้วิ่งแบบไม่มีอาการเหนื่อยล้าให้เห็น

    ก่อนหน้านี้จะเห็นว่า โรเบิร์ตสัน กับ "เจ้าหนูเทรนต์" จะค่อยช่วยเหลือกันวิ่งเติมเกมรุกทางริมเส้น แต่สำหรับในเกมล่าสุด แบ็กซ้ายทีมชาติสกอตแลนด์ ต้องรับหน้าที่เติมเกมรุกมากกว่าเดิม และยังต้องคอยทำหน้าที่เล่นลูกตั้งเตะ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่แฟนบอล "เดอะ เร้ดส์" จะยกย่องแข้งเลือดวิสกี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของทีม

โมราต้ากดเบิ้ล! ยูเวนตุสไม่พลาดบุกเชือดเคียฟ ประเดิมสามแต้มชปล.

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ไม่พลาดสามคะแนนหลังบุกไปเอาชนะเจ้าถิ่น ดินาโม เคียฟ ทีมดังจากยูเครน 2-0 จากสองประตูของ อัลบาโร่ โมราต้า ที่ยิงคนเดียวในครึ่งหลัง ซิวสามแต้มประเดิมนัดแรก ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

สนาม : เอ็นเอสซี โอลิมปิสกี้

    ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันอังคารที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นการแข่งขัน นัดแรกของกลุ่ม จี ระหว่าง ดินาโม เคียฟ (ยูเครน) เปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส (อิตาลี) โดยเกมนี้ได้เปิดให้แฟนบอลเข้าชมเกมโดยอยู่ภายใต้มาตรการการป้องกันโควิด-19

    เกมครึ่งแรก ทีมเยือนกดดันได้ดีกว่า นาที 13 "ม้าลาย" เกือบได้ลุ้นขึ้นนำหลัง อารอน แรมซี่ย์ แทงบอลออกซ้ายมาให้ เฟเดริโก้ เคียซ่า ซัดด้วยซ้ายไปทางเสาไกลแต่บอลยังไปติดมือของ จอร์จี้ บุชชาน ปัดออกไปหวุดหวิด

    อีก 3 นาทีถัดมา บอลขึ้นทาง เคียซ่า อีก ก่อนที่อดีตแข้งฟิออเรนติน่าจะเลี้ยงตัดเข้าในกรอบแล้วโยกเข้าขวาข้างถนัดปั่นหลุดเสาไกลออกไป

    นาที 17 เป็นโอกาสของ เคียฟ บ้างคราวนี้บอลออกด้านขวาให้ โทมัส เคดซิโอร่า ครอสไปในกรอบให้ วลาดิสลาฟ ซูเพรียก้า ชิงโขกแต่บอลเหินคานแบบหมดลุ้น

    นาที 19 อันเดรีย ปีร์โล่ ต้องเปลี่ยนตัวคนแรกอย่างรวดเร็วหลัง จอร์โจ้ คิเอลลินี่ กัปตันทีมมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อก่อนจะเป็น เมริห์ เดมิรัล แนวรับชาวตุรกีลงไปเล่นแทน

    นาที 34 อารอน แรมซี่ย์ โชว์ทักษะเอาตัวรอดการพาบอลกระชากหนีเข้าไปถึงเส้นหลังก่อนดีดไซด์ก้อยให้ เดยัน คูลูเซฟสกี้ วิ่งมาไขว้ยิงเสาแรกแต่ยังโดน จอร์จี้ บุชชาน ปัดออกหลังหวุดหวิด

    นาที 39 การ์ลอส เด เปนญ่า ตัดบอลจากแดนกลางได้ก่อนจะลักไก่ยิงกว่า 35 หลาให้ข้ามหัว เชสนี่ ทว่านายด่านม้าลายยังไหวตัวทันถอยไปรับไว้ไม่มีปัญหา

    ช่วงทดเจ็บเจ้าถิ่นกดดันได้ดี นาที 45 โรดริโก้ เบนตันกูร์ ไปเสียบใส่ มิโกล่า ชาปาเรนโก้ หน้ากรอบเขตโทษจนโดนใบเหลือง ก่อนที่  วิคตอร์ ซิกันคอฟ จะซัดฟรีคิกทะลุกำแพงแต่ยังดีไปตรงตัวเข้ามือ วอยเชียค เซสนี่

    จบครึ่งแรกยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกัน 0-0

    ครึ่งหลัง เริ่มมาได้แค่นาที 46 "ม้าลาย" ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ทันทีจากจังหวะขึ้นเกมทาง เฟเดริโก้ เคียซ่า ปาดมาเสาแรกให้ แรมซี่ย์ ไขว้คืนหลังถึง เดยัน คูลูเซฟสกี้ วิ่งมาอัดเต็มแรงเสาแรก แม้ว่า จอร์จี้ บุชชาน จะพุ่งปัดแต่ไปเข้าทางปืน อัลบาโร่ โมราต้า ที่ยืนตำแหน่งไม่ล้ำหน้าซ้ำเข้าไปไม่เหลือ

    นาที 56 ยูเวนตุส เปลี่ยนคนที่สองส่ง เปาโล ดีบาล่า ลงมาเล่นแทน เดยัน คูลูเซฟสกี้
   
    โอกาสส่องหนแรกของ ดีบาล่า ต้องรอถึง นาที 72 หลัง ฮวน กวาดราโด้ ครอสบอลมาให้ ทว่าหัวหอกชาวอาร์เจนไตน์ดันซัดเหินโด่งข้ามคานไปหมดลุ้น

    นาที 72 เจ้าถิ่นมีลุ้นตีเสมอเช่นกัน เซอร์เก ซิดอร์ชุค ตะบันเต็มแรงนอกกรอบบอลพุ่งแบบได้เสียวแต่ยังไปตรงตัว วอยเชียค เซสนี่

    นาที 83 เจ้าบ้านเมื่อทวงสกอร์คืนไม่ได้ กลายมาโดนเม็ดที่สอง หลังเจอทีเด็ดของ "ม้าลาย" สวนเกมขึ้นมา อาเดรียง ราบิโอต์ แทงออกขวาให้ ฮวน กวาดราโด้ ครอสบอลเร็วไปหน้ากรอบให้ อัลบาโร่ โมราต้า โฉบมาโหม่งบอลเข้าไปง่ายๆ เป็นประตูที่สองในเกมนี้ ช่วยให้ ยูเวนตุส นำห่าง 2-0

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จนผู้ตัดสินชาวโรมาเนีย เป่าจบเกมเป็นอันว่า ยูเวนตุส บุกมาคว้าชัยเหนือ ดินาโม เคียฟ 2-0 ซิวสามแต้มประเดิมนัดแรก รอบแบ่งกลุ่ม ได้สำเร็จ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    ดินาโม เคียฟ (4-3-3) : จอร์จี้ บุชชาน – โทมัส เคดซิโอร่า, อิลีย่า ซาบาร์นี่, วิตาลี มิโคเลนโก้, โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ (เดนิส โปปอฟ น.70) – วิตาลี บูยัลสกี้, เซอร์เก ซิดอร์ชุค, มิโกล่า ชาปาเรนโก้ – วิคตอร์ ซิกันคอฟ (เบนจามิน เวอร์บิช น.71), วลาดิสลาฟ ซูเพรียก้า, การ์ลอส เด เปนญ่า (เกอร์สัน โรดริเกซ น.60)

    เทรนเนอร์ : มีร์เชีย ลูเชสคู

    ยูเวนตุส (3-4-1-2) : วอยเชียค เซสนี่ – ดานีโล่, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (เมริห์ เดมิรัล น.19) – ฮวน กวาดราโด้, โรดริโก้ เบนตันกูร์ (อาร์ตูร์ เมโล่ น.79), อาเดรียง ราบิโอต์, เฟเดริโก้ เคียซ่า – อารอน แรมซี่ย์ (เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่น.79) – เดยัน คูลูเซฟสกี้ (เปาโล ดีบาล่า น.56), อัลบาโร่ โมราต้า

    เทรนเนอร์ : อันเดรีย ปีร์โล่

    ผู้ตัดสิน : โอวิดิอู ฮาเตกัน (โรมาเนีย)