วิดาลยิงเฮ! บาร์ซ่าบุกเชือดบายาโดลิด ยื้อเวลาแย่งแชมป์กับมาดริด

บาร์เซโลน่า เก็บสามคะแนนยื้อเวลาลุ้นแชมป์กับ เรอัล มาดริด ออกไปอีกนิด หลังได้ อาร์ตูโร่ วีดัล ยิงประตูโทนบุกเชือด บายาโดลิด 1-0 ขยับไล่กวด ราชันชุดขาว แต้มเดียว ขณะที่เกมลีกเหลืออีกแค่ 2 นัดในมือพวกเขา ในการแข่งขันศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สนาม :
เอสตาดิโอ มูนิซิปัล โฆเซ่ ซอร์รีย่า

     ศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน คืนวันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา บาร์เซโลน่า ต้องการสามคะแนนเท่านั้นเพื่อต่อลมหายใจในการแย่งแชมป์กับ เรอัล มาดริด นัดนี้ กีเก้ เซเตียน กุนซือเจ้าบุญทุ่ม ไร้ดาวรุ่งอย่าง อันซู ฟาติด ที่ติดโทษแบน แต่ตัวเก๋า "เมสซี่-กรีซมันน์" ลงประจำการ ส่วน "หลุยส์ ซัวเรซ" นั่งสำรองเกมนี้บุกบ้าน บายาโดลิด ที่แมตช์ล่าสุดแพ้ไป พวกเขาแทบจะอยู่รอดปลอดภัยแน่นอนแล้ว เซร์คิโอ กอนซาเลซ นายใหญ่เจ้าถิ่นเร้าลูกทีมสร้างเซอร์ไพร์สช็อกโลก วาง "เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า" เป็นตัวทีเด็ด

     ทีมเยือนเปิดเกมนาทีที่ 5 เคราร์ด ปีเก้ วางบอลจากหลังออกข้างให้ อาร์ตูโร่ วีดัล รับบอลแต่ถูกผู้เล่นเจ้าถิ่นเตะอัดมากระเด้งกลิ้งมาหา เนลสัน เซเมโด้ กระชากบอลเข้าเขตโทษด้านขวาตบย้อนมาเขตโทษ เกือบ 9 หลา ริกิ ปุช วิ่งมาซัดตามน้ำบอลเรียดพื้นเข้ามือนายทวารบายาโดลิด

     บาร์เซโลน่านำนาทีที่ 15 ลิโอเนล เมสซี่ วิ่งเข้าไปแย่งบอลจากผู้เล่นเจ้าถิ่น แตะย้อนให้ เซร์จี้ โรเบร์โต้ ส่งสั้นให้ เนลสัน เซเมโด้ หน้ากรอบเขตโทษฝั่งขวา ก่อนฟูลแบ็กบาร์ซ่าจ่ายให้ ลิโอเนล เมสซี่  ดีดต่อไปที่ อาร์ตูโร่ วีดัล ซัดบอลเต็มเท้าในเขตโทษ บอลชนเสาสองซุกเข้าประตูไปอย่างแม่นยำ

     บาร์ซ่าชวดจังหวะเด็ดนาทีที่ 19 ลิโอเนล เมสซี่ ไหลบอลออกริมสนามให้ เนลสัน เซเมโด้ ปาดบอลเข้ามากลางเขตโทษ บอลเลยตัวแนวรับบายาโดลิด มาเข้าทาง อองตวน กริซมันน์ สบจังหวะยิงประตู ทว่าเจ้าตัวจับบอลพลาดปล่อยบอลกลิ้งผ่านตัวแบบเหลือเชื่อ

     เจ้าบ้านตอบโต้นาทีที่ 22 เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า หัวหอกเจ้าบ้านเก็บตกบอลจากการสกัดของผู้เล่นบาร์ซ่า จับบอลจากนห้ากรอบเขตโทษเยื้องมาทางขวา แล้วส่องไกลทันทีบอลพุ่งชนข้างตาข่ายออกหลังไป

     อาซูลกราน่าบุกอีกนาทีที่ 24 เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ แทงบอลคิลเลอร์พาสกลางสนาม 30 หลาทะลุมาให้ เนลสัน เซเมโด้ หลุดเดี่ยวมาทางฝั่งขวากรอบเขตโทษ เข้ายิงบอลแบบจังเบอร์ แต่ว่า ยอร์ดี้ มาซิป นายทวารบายาโดลิด ล้มตัวเซฟก่อนตามตะครุบบอลอยู่มือ จบ 45 นาทีแรก บาร์เซโลน่า บุกนำ 1-0

     บาร์ซ่าสร้างจังหวะนาทีที่ 49 ลิโอเนล เมสซี่ หยอดบอลจากเขตโทษด้านซ้ายข้ามฝั่งมาที่ เซร์จี้ โรเบร์โต้ แปะบอลมากลางวงกลมกรอบเขตโทษ เจ้าหนู ริกิ ปุช สบโอกาสซัดบอลอีกครั้งแต่เบาเกิน ยอร์ดี้ มาซิป มือกาวเจ้าบ้านล้มตัวรับเอาไว้ได้ 

     เจ้าถิ่นหวังไล่ตามนาทีที่ 52 กีเก้ กองกลางบายาโดลิด เลี้ยงบอลแหวกหนี เนลสัน เซเมโด้ มาด้านซ้ายของสนาม จ่ายต่อให้ เอเนส อูนาล ตัวสำรองที่ลงมาตั้งป้อมส่องไกลจากหน้ากรอบเขตโทษ บอลกระดอนพื้นหนึ่งครั้งเข้าหาประตู แต่  มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น รับบอลแบบไม่มีปัญหา

     บายาโดลิดทำได้ดีนาทีที่ 60 เอเนส อูนาล เทคตัวขึ้นโหม่งบอลจากลุกฟรีคิกของเพื่อนร่วมทีมบริเวณสนามทางด้านขวาระยะ 27 หลา บอลกระดอนพื้นแต่ว่า มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น นายทวารบาร์ซ่าโชว์เหยียดตัวใช้มือปัดไว้ได้อย่างเฉียดฉิว

     อาซูลกราน่าชวดทิ้งห่างนาทีที่ 63 ลิโอเนล เมสซี่ ปั่นลูกนิ่งหน้ากรอบเขตโทษระยะประมาณ 22 หลาเยื้องมาทางด้านขวา บอลข้ามกำแพงผู้เล่นเจ้าถิ่นฮุบจะเข้าซุกตาข่าย ยอร์ดี้ มาซิป มือกาวบายาโดลิดปฏิกิริยายังดีใช้มือแปะบอลพ้นเขตประตูออกหลัง ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ซานโดร รามิเรซ หัวหอกเจ้าบ้านหลุดเข้าไปซัดคนเดียวตรงเขตโทษด้านซ้าย แต่ว่านายทวารคนเก่งบาร์ซ่าเซฟช่วยทีมสำเร็จ จบเกม บาร์เซโลน่า บุกชนะ บายาโดลิด 1-0 ทำคะแนนกดดัน เรอัล มาดริด เหลือแค่แต้มเดียว ขณะที่เกมในมือพวกเขาเหลือแค่ 2 นัดเท่านั้น

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

บายาโดลิด (4-5-1): ยอร์ดี้ มาซิป,ฆาบี โมยาโน่,กีโก้,ฆาบี ซานเชซ,ราอูล การ์เซีย (นาโช่ น.25),ออสการ์ ปลาโน่,เฟเด ซาน เอเมเตรีโอ,ฆัวกิน เฟร์นานเดซ (ปาโบล เออร์เบียส น.46),รูเบน อัลการาซ (เอเนส อูนาล น.46),กีเก้,เซร์จี้ กวาร์ดิโอล่า (ซานโดร รามิเรซ น.61)

บาร์เซโลน่า (4-1-2-1-2): มาร์ค อังเดร แทร์ ชตีเก้น,เนลสัน เซเมโด้,เคราร์ด ปีเก้,เกลม็อง ล็องเล่ต์ (โรนัลด์ อาเราโฆ น.57),ยอร์ดี้ อัลบา,เซร์จี้ โรเบร์โต้,เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ (จูเนียร์ ฟีร์โป้ น.74),ริกิ ปุช (อีวาน ราคิติช น.57),อาร์ตูโร่ วีดัล,ลิโอเนล เมสซี่,อองตวน กริซมันน์ (หลุยส์ ซัวเรซ น.46)

โด้ปืนผืด! ยูเวนตุสหวิดแย่ไล่เจ๊าซาสซูโอโล่ไร้ชัย3เกมติด

"ม้าลาย" ยูเวนตุส ควานหาสามแต้มไม่เจอมาสาในัดติดแล้ว ล่าสุดบุกไปนำก่อนครึ่งแรก แต่สรุปทำได้แค่ตามตีเสมอ ซาสซูโอโล่ 3-3 ทำให้ยังมีคะแนนเป็นจ่าฝูงนำทีมตามมาถึง 7 แต้ม ต้องรอการฉลองแชมป์ออกไปก่อน ในการแข่งขันศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันพุธที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา
สนาม : มาเปอี สเตเดี้ยม

     ศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คืนวันพุธที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา "ม้าลาย" ยูเวนตุส ยังต้องเดินหน้าคว้าคะแนนอย่างต่อเนื่อง เพื่อการขยับซิวแชมป์ให้เร็วมากยิ่งขึ้น หลังนำทีมตามอยู่ 6 แต้ม เมาริซิโอ ซาร์รี่ เฮดโค้ชทีมเยือน ใส่ผู้เล่นแบบหมุนเวียนพัก "ดีบาล่า" เป็นสำรอง แต่ส่ง "โรนัลโด้" เป็นตัวจริงลุ้นยิงประตูที่ 50 ในเสื้อยูเว่ ขณะที่เจ้าบ้าน ซาสซูโอโล่ ฟอร์มหกเกมหลังไม่มีคำว่าแพ้ เป็นการชนะ 4 เกมติดอีกด้วย โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ เทรนเนอร์ของทีม ปลื้มผลงานแต่หวังสร้างความประหลาดใจสอยจ่าฝูงให้ได้

     ม้าลายนำเร็วนาทีที่ 5 มิราเล็ม ปานิช วางลูกเตะมุมทางขวาออกตรงวงกลมนอกกรอบเขตโทษ ดานิโล่ ยืนรอส่องด้วยเท้าขวาบอลแหวกผู้เล่นทั้งสองทีมเข้าซุกกลางตาข่ายแบบที่ อันเดรีย คอนซิยี่ นายทวารเจ้าบ้านหมดสิทธิ์รับ

     เจ้าถิ่นบุกบ้างนาทีที่ 10 โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ กระชากบอลมาทางริมสนามด้านขวา โยกหนี อเล็กซ์ ซานโดร มาหน้ากรอบเขตโทษตรงกลาง ปั่นบอลโค้งแต่ทิศทางไม่ห่างมือ วอยเชียค เชสนี่ จับบอลอยู่มือ

     ม้าลายโขยกหนีนาทีที่ 12 ดานิโล่ จ่ายบอลเส้นข้างยัดเข้ากลางสนามก่อน มิราเล็ม ปานิช ตวัดบอลทีเดียวทิ้งมาด้านหน้าให้ กอนซาโล่ อิกวาอิน สปีดมาเก็บบอลลุยเข้าเขตโทษทางฝั่งขวาไปซัดบอลผ่านตัวนายด่านซาสซูโอโล่ ตุงตาข่ายไปอีกเม็ด

     ผ่านมาถึงนาทีที่ 22 อันเดรีย คอนซิยี่ นายทวารเจ้าบ้านออกมาโหม่งบอลหวังตัดโอกาสคู่แข่ง ทว่าบอลกลับมาหา คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รับบอลสนามข้างขวายิงไกล บอลน้ำหนักได้ลุ้นแต่ทิศทางไม่ดีพอชนข้างตาข่ายประตูแทน

     ซาสซูโอโล่เกือบเฮบ้างนาทีที่ 24 เมิร์ต มูลดูร์ เก็บบอลได้ทางขวาหน้ากรอบเขตโทษ เลี้ยงล็อกเข้าเหลี่ยมเท้าขวาซัดบอลพุ่งเข้าหาประตู แต่ว่า วอยเชียค เชสนี่ มือกาวม้าลายเหยียดมือปัดออกมาก่อนผู้เล่นยูเว่เคลียร์ทิ้งออกไป

     ต่อมานาทีที่ 27 มานูเอล โลคาเตลลี่ ส่งบอลต่อให้ โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ กลางสนามจ่ายฝากบอลไว้ที่ ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ ส่งบอลลอดขา ,มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์ ทะลุมาที่ โดเมนิโก้ เบราร์ดี้วิ่งไปรับบอลชิ่งหลุดเข้าเขตโทษแต่ว่ายิงไม่ผ่านตัว วอยเชียค เชสนี่ ที่ออกมาขวางได้ทันเวลา

     เจ้าถิ่นไล่มานาทีที่ 29 เมิร์ต มูลดูร์ ลากบอลตะลุยจากริมสนามฝั่งขวามาหน้ากรอบเขตโทษโดน โรดริโก้ เบนตันกูร์ เตะสกัดบอลไปถูกตัว อเล็กซ์ ซานโดร กระดอนมาหา ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ ใช้ตัวบังบอลในเขตโทษจิ้มป้ายให้ ฟิลิป ยูริซิช ยิงตามน้ำบอลลอยข้ามตัวนายทวารม้าลายเข้าไป

     ช่วงนาทีที่ 45+4 คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้บอลหน้ากรอบเขตโทษจ่ายตรงให้ กอนซาโล่ อิกวาอิน ดีดออกข้างไปที่ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ จ่ายเรียดเข้ากลางเขตโทษ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สบจังหวะซัดบอลแต่ว่าผู้เล่นเจ้าถิ่นตามมาบล็อกบอลลอยข้ามคานออกหลังไป จบ 45 นาที ยูเวนตุส บุกนำอยู่ 2-1

     ม้าลายชวดเฮนาทีที่ 46 จากความผิดพลาดของ อันเดรีย คอนซิยี่ นายด่านเจ้าบ้านที่ใช้มือจับบอลหลังเพื่อนเตะคืนหลัง มิราเล็ม ปานิช เขี่ยฟรีคิกสองจังหวะริมกรอบเขตโทษ 6 หลาทางซ้ายให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หวดบอลติดกำแพงผู้เล่นซาสซูโอโล่ ที่กรูเข้ามาขวาง

     ซาสซูโอโล่ตีคืนสำเร็จนาทีที่ 51 โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ ปั่นฟรีคิกหน้ากรอบเขตโทษระยะ 20 หลาเยื้องมาด้านขวา บอลพุ่งลอดกำแพงดาวเตะยูเว่ที่ยืนเรียงรายขวางทางเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

     เจ้าถิ่นแซงนำนาทีที่ 54 ฟิลิป ยูริซิช ส่งบอลสั้นให้ ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ เปิดบอลจากหน้ากรอบเขตโทษออกข้างไปทางขวา โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ โยกหนีแนวรับทีมเยือนแล้วยิงกึ่งผ่านมาหน้าปากประตูที่เสาสอง ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ ปรี่มาสไลด์ทิ่มบอลกลิ้งซุกประตูไป

     ม้าลายหวังเอาคืนนาทีที่ 60 ดานิโล่ เลี้ยงมากลางสนามไหลให้ เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ รับบอลก่อนหยอดมาในเขตโทษที่ อาเดรียง ราบิโอต์ ตัวสำรองที่ลงมาโขกบอลคนเดียวไร้ตัวประกอบแต่ว่าบอลกลับออกข้างเสาไปแบบน่าเสียดาย

     ยูเว่ไล่เจ๊าทันนาทีที่ 64 โรดริโก้ เบนตันกูร์ โยนลูกเตะมุมฝั่งขวา บอลลอยเข้าเขตโทษเสาแรกและเป็น อเล็กซ์ ซานโดร ฟูลแบ็กม้าลายโถมตัวโหม่งบอลในกรอบ 6 หลา เข้าไปกองที่ก้มตาข่ายอีกเม็ด

     ทีมเยือนพลาดโอกาสนาทีที่ 78 อเล็กซ์ ซานโดร เลี้อยบอลเลาะมาทางริมสนามฝั่งซ้าย ตัดเข้าเขตโทษด้านเดียวกันเปิดย้อนเข้ามาในเขตโทษ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปรี่มาจับบอลล็อกหลอกผู้เล่นเจ้าบ้านแล้วซัดเต็มเท้า แต่ อันเดรีย คอนซิยี่ มือกาวซาสซูโอโล่ปัดออกมาได้ยอดเยี่ยม

     เจ้าบ้านเกือบนำอีกนาทีที่ 84 ฮาเหม็ด ตราโอเล่ ส่งบอลฝากไว้ที่ ฟรานเชสโก้ คาปูโต้ หน้ากรอบเขตโทษก่อนหัวหอกสำรองวิ่งมารับบอลตรงกรอบเขตโทษด้านซ้ายแล้วยิงบอลอัดแนวรับม้าลายกระดอนมาเข้าทาง เฌเรมี่ โบก้า ปั่นเล่นทางบอลหนีตัว วอยเชียค เชสนี่ แต่ยังมี อเล็กซ์ ซานโดร ถอยไปคุมเส้นย่อตัวโหม่งสกัดออกไป จบเกม ยูเวนตุส ทำได้แค่ไล่เสมอ ซาสซูโอโล่ 3-3 ทำให้ยังมีคะแนนเป็นจ่าฝูงนำทีมตามมาถึง 7 แต้ม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

ซาสซูโอโล่ (4-2-3-1): อันเดรีย คอนซิยี่,เมิร์ต มูลดูร์,วลัด คิริเชส (มาร์ลอน น.75),เฟเดริโก้ เปลูโซ่,จอร์กอส คีเรียโคปูลอส,ฟรานเชสโก้ มานาเนลลี่ (เมห์ดี้ บูราเบีย น.67),มานูเอล โลคาเตลลี่,โดเมนิโก้ เบราร์ดี้ (จาน มาร์โก แฟร์รารี่ น.86),ฟิลิป ยูริซิช (ฮาเหม็ด ตราโอเล่ น.67),เฌเรมี่ โบก้า (จานโคโม่ ราสปาโดรี่ น.86),ฟรานเชสโก้ คาปูโต้

ยูเวนตุส (4-3-3): วอยเชียค เชสนี่,ดานิโล่,มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์,จอร์โจ้ คิเอลลินี่ (ดานิเอเล่ รูกานี่ น.46),อเล็กซ์ ซานโดร,โรดริโก้ เบนตันกูร์,มิราเล็ม ปานิช (อาเดรียง ราบิโอต์ น.57),แบลส มาตุยดี้ (อารอน แรมซี่ย์ น.86),เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่ (ดั๊กลาส คอสต้า น.62),กอนซาโล่ อิกวาอิน (เปาโล ดีบาล่า น.57),คริสเตียโน่ โรนัลโด้

ซิลบายิง1จ่าย1-แมนซิตี้เสียวท้ายเกมเฉือนบอร์นมัธหวิว

"เรือใบสีฟ้า" รองจ่าฝูงคว้าชัยชนะเป็นเกมที่ 3 ติดต่อกันหลังเปิดรังไล่ทุบ บอร์นมัธ 2-1 รั้งอันดับ 2 ยาวๆต่อไป ส่วน บอร์นมัธ รั้งอันดับ 18 ต้องหนีตายกับอีก 2 เกมสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันพุธที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    "เรือใบสีฟ้า" การันตีอันดับ 2 และคว้าตั๋วไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกแน่นอนแล้ว ที่สำคัญพวกเขาพ้นมลทินชนะอุทธรณ์โทษแบนเกมยุโรปของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกมนี้เปิดรังรับมือ บอร์นมัธ ทีมอันดับ 18 ที่ต้องการแต้มเพื่อหนีตกชั้นให้ได้

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โรเตชั่นผู้เล่นแต่ยังให้ ดาบิด ซิลบา กัปตันทีมได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นฤดูกาลสุดท้ายของห้องเครื่องวัย 34 ปี โดยจะปั้นเกมอยู่หลัง แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส และฟิล โฟเด้น ขณะที่ เอ็ดดี้ ฮาว บอสใหญ่ของบอร์นมัธฝากความหวังล่าตาข่ายไว้ที่ โจชัว คิง, จูเนียร์ สตานิสลาฟ  และ โดมินิก โซลันกี้ 

    เริ่มเกมมาได้ไม่ถึง 3 นาที บอร์นมัธ ได้ทักทายก่อนจากลูกโขกของ แดน กอสลิ่ง แต่บอลไปเข้ามือ เอแดร์ซอน ก่อนที่นายด่านทีมชาติบราซิลจะเปิดบอลยาวอย่างแม่นให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนจะแทงลอดขาเข้าไปในกรอบ 6 หลา บอลเกือบถึง ดาบิด ซิลบา ก่อนจะโดนแนวรับทีมเยือนสกัดออกไป

    ทว่าในนาทีที่ 6 ดาบิด ซิลบา มาแผลงฤทธิ์จนได้หลังเรียกฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 20 หลา ก่อนเจ้าตัวจะลุกขึ้นมาปั่นบอลข้ามกำแพงเช็ดใต้คานเข้าไปอย่างสวยงามให้ แมนฯซิตี้ ขึ้นนำอย่างรวดเร็ว 1-0 เป็นประตูที่ 6 ในซีซั่นนี้ของอดีตกองกลางทีมชาติสเปน
 
    นาที 22 ทีมเยือนมีโอกาสบ้างหลัง แดน กอสลิ่ง โขกบอลเข้าไปในกรอบให้ โจชัว คิง พลิกตัวซัดด้วยขวาแต่บอลยังหลุดกรอบออกไปไกล

    นาที 34 บอร์นมัธพลาดโอกาสไล่ตีเสมออย่างน่าเสียดาย หลังได้ฟรีคิกหน้ากรอบ จูเนียร์ สตานิสลาฟ รับหน้าที่สังหารปั่นฟรีคิกข้ามกำแพงจะเข้าอยู่แล้วแต่ไปติดปลายมือของ เอแดร์ซอน ชนเสาก่อนบอลมาโดนหัวแม้จะตามตะครุบบอลแต่ออกหลังไปก่อน

    อีก 3 นาทีถัดมา โดมินิก โซลันกี้ ได้ซัดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่จังหวะยิงไปแฉลบ โอตาเมนดี้ เหินคานออกไป

    เมื่อทำไม่ได้กลายมาโดน "เรือใบสีฟ้า" ลงโทษในนาที 39 จากจังหวะสวนขึ้นมาก ดาบิด ซิลบา แทงบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส หลุดเข้าไปในกรอบก่อนแตะบอลหนีแนวรับสองคนแล้วซัดด้วยขวาเข้าไปอย่างเฉียบขาดให้ แมนฯซิตี้ นำห่าง 2-0

    จบครึ่งแรก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นนำ บอร์นมัธ 2-0

    ครึ่งหลัง นาที 59 บอลโต้กลับของ บอร์นมัธ สวนขึ้นมาทางขวา โซลันกี้ แทงบอลให้ จูเนียร์ สตานิสลาฟ หลุดเข้าไปล็อคด้วยขวาหนีแนวรับซิตี้ก่อนปั่นด้วยซ้ายไปเสาไกลบอลไปโดน โจชัว คิง จิ้มบอลเข้าไป VAR ยืนยันว่า คิง อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าทำให้พลาดโอกาสไล่ตีไข่แตก

    นาที 73 ดาบิด ซิลบา จ่ายบอลทะลุให้ กาเบรียล เชซุส กำลังจะยิงอยู่แล้วแต่มาโดน สตีฟ คุ๊ก เข้ามาเสียบจากด้านหลัง ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษทันที ทว่าหลังจากเช็กกับ VAR แล้วเชิ้ตดำ ลี เมสัน ปฎิเสธไม่ให้จุดโทษแก่เจ้าถิ่นหลัง ภาพฟ้องว่า สตีฟ คุ๊ก เข้าสกัดโดนบอลก่อนจะโดน กาเบรียล เชซุส เหยียบเท้าใส่ทำให้กลายเป็นผู้เล่นเกมรุกทำฟาวล์

    นาที 81 ทีมเยือนเกือบได้ลุ้นตีไข่แตกหลัง เดวิด บรู๊คส์ จ่ายบอลให้ คัลลั่ม วิลสัน ตัวสำรองซัดด้วยขวาในกรอบแต่บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาที 84 ลูกทีมของ เป๊ป พลาดโอกาสได้เม็ดที่สามนำห่าง คราวนี้ ฟิล โฟเด้น ได้โอกาสกดด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาแต่บอลไปตรงตัว อารอน แรมส์เดล

    นาที 88 บอร์นมัธ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จหลังบอลสวนกลับให้ คัลลั่ม วิลสัน หลุดเข้ไาปในกรอบก่อนปาดมาหน้าประตูให้ เดวิด บรู๊คส์ ยิงเข้าไปไม่พลาด

    ช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มเติม จบเกม แมนฯซิตี้ เอาชนะ บอร์นมัธ 2-1 คว้าสามแต้มยึดอันดับ 2ต่อไปโดยมีเพิ่มเป็น 75 คะแนน ส่วน บอร์นมัธ ต้องลุ้นหนีตกชั้นกับอีก 2 เกมสุดท้าย หลังแพ้เป็นเกมที่ 21 ในลีกรั้งอันดับ 18 มี 31 คะแนนตามโซนปลอดภัยอยู่ 3 คะแนนแต่แข่งมากกว่าหนึ่งเกม

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – แฟร์นานดินโญ่, อิลคาย กุนโดกัน, ดาบิด ซิลบา – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, กาเบรียล เชซุส, ฟิล โฟเด้น

        ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า  
    
        บอร์นมัธ (4-3-2-1) : อารอน แรมส์เดล – แจ็ค สเตซี่ย์, สตีฟ คุ้ก, ลอยด์ เคลลี่, ดีเอโก้ รีโก้ – แดน กอสลิ่ง, เจฟเฟร์ซอน เลร์ม่า, ฟิลิป บิลลิ่ง – จูเนียร์ สตานิสลาฟ, โจชัว คิง – โดมินิก โซลันกี้

        ผู้จัดการทีม : เอ็ดดี้ ฮาว  
   
        ผู้ตัดสิน : ลี เมสัน

“มาเน่-โจนส์” โคตรฮีโร่! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล ทุบ แอสตัน วิลล่า

    ลิเวอร์พูล กลับมาทำผลงานได้ดีเยี่ยมอีกครั้ง ด้วยการเปิดสนามแอนฟิลด์ ไล่ทุบ "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า 2-0 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ "หงส์แดง" ไม่แพ้ใครในบ้านกับการเล่นเกมลีกไปแล้ว 57 แมตช์ โดยชนะ 47 เสมอ 10 แมตช์ แถมยังชนะรวด 24 เกมติดต่อกันซะด้วย
    "หงส์แดง" เพิ่งจะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จัดการเผาเครื่องในเกมเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีมของเขากลับมาเรียกศรัทธาคืนได้ทันที โดยไล่ต้อน วิลล่า โดยได้สองประตูจาก ซาดิโอ มาเน่ และ เคอร์ติส โจนส์ ทำให้ทีมเก็บ 3 แต้มสำคัญได้สำเร็จ

    สำหรับตอนนี้ มีความเป็นไปได้ว่า คล็อปป์ อาจจะใช้ระบบโรเตชั่นในช่วง 5 เกมที่เหลืออยู่ในซีซั่นนี้ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงมองโอกาสในการเก็บแต้มสูงสุดเกิน 100 คะแนน เพราะตอนนี้คว้าไปแล้ว 89 แต้ม และหากชนะรวดก็จะทำลายสถิติของ แมนฯ ซิตี้ ที่ทำเอาไว้ในซีซั่น  2017/2018 ทันที

1.  มาเน่ สำคัญเสมอ
    ก่อนที่จะเกิดมาตรการล็อกดาวน์ มีการพูดกันในวงกว้างว่า นักเตะแห่งปีของสโมสร น่าจะเป็น จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กัปตันทีม "หงส์แดง" ซึ่งว่ากันว่าควรจะได้รับรางวัลแข้งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ในฤดูกาลนี้

    แต่สำหรับนักเตะที่ดีที่สุดจากมุมมองของสาวก "เดอะ ค็อป" แน่นอนว่าพวกเขาโหวตให้กับ ซาดิโอ มาเน่ ให้รับตำแหน่งแข้งแห่งปีของพวกเขา โดย ดาวเตะเจ้าของเสื้อหมายเลข 10 มีบทบาทสำคัญมากๆ ในเกมรุกของทีม โดยเฉพาะการที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ ดิว็อค โอริกี้ ขาดคุณภาพในการจบสกอร์

    ดาวเตะชาวเซเนกัล จัดการซัดประตูแรกให้กับทีม ซึ่งเป็นประตูที่ 20 ของเขาจากการเล่นทุกรายการในฤดูกาลนี้ และยังเป็นประตูที่ 50 ที่สามารถยิงได้ในถิ่นแอนฟิลด์ด้วย ที่สำคัญเขามีส่วนอย่างยิ่งในการช่วย "เดอะ เร้ดส์" คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

    ในขณะเดียวกันการดวลกับ วิลล่า ดูเหมือน มาเน่ จะถูกโฉลกกับทีมนี้เหลือเกิน เพราะเขาซัด 6 ประตู ใน 6 เกมลีกที่ปะทะกับ "สิงห์ผงาด" โดยสถิตินี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นให้กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ซึ่งเจ้าตัวสร้างสถิติซัดแฮตทริกเร็วที่สุดในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีด้วย

2. ได้เวลาใช้ระบบโรเตชั่น
    การเห็น เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลงเล่นตัวจริงในเกมนี้ ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูล เริ่มเป็นห่วงสภาพร่างกายของทั้งคู่ที่กรำศึกหนัก และส่งผลต่อฟอร์มการเล่นในสนาม ซึ่งเกมปะทะกับ วิลล่า ทั้งสองคนค่อนข้างจะเล่นไม่ออก และมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดจากอาการล้าจากการลงสนามบ่อยเกินไป

    ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่ คล็อปป์ เตรียมที่จะใช้ระบบโรเตชั่นในเกมที่จะดวลกับ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน และ เบิร์นลี่ย์ โดยนักเตะที่เตรียมจะได้รับโอกาสก็คงหนีไม่พ้น เนโก วิลเลี่ยมส์ ซึ่งน่าจะได้ลงสนามในแมตช์พบ ไบรท์ตัน วันพุธนี้โดยจะเป็นการลงเล่นตัวจริงในลีกแมตช์แรกของเขา ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์ น่าจะกลับมาฟิตสมบูรณ์ และลงประจำการแทน โรเบิร์ตสัน ที่จะได้พักร่างกายหลังกรำศึกมานาน

 
    ขณะที่ เคอร์ติส โจนส์ ที่ลงมาเป็นตัวสำรองในเกมนี้ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการซัดประตูติดกล่องซึ่งเป็นการฉลองการขยายสัญญาของนักเตะไปในตัว โดยตอนนี้ ดาวเตะวัย 19 ปี ลงเล่นในเกมลีกไปแล้ว 3 แมตช์และต้องการอีก 2 เกม ก็จะทำให้เขาได้รับเหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีก ซึ่งแน่นอนว่า คล็อปป์ เตรียมจะให้โอกาสนักเตะได้ลงสนามตัวจริงในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้

    สำหรับ คล็อปป์ อาจจะเลือกใช้ระบบโรเตชั่นในตำแหน่งอื่นๆ อีก เพราะตอนนี้พวกเขาไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่จะต้องใช้งานนักเตะจนร่างกายกรอบ เพราะได้แชมป์ไปแล้ว ฉะนั้นการเลือกให้โอกาสตัวสำรอง และดาวรุ่งลงเล่นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเกมต่อๆ ไป

3. เบ็คเกอร์เหนียวหนึบเหลือเกิน
    อลีสซง เบ็คเกอร์ มีลุ้นที่จะรักษารางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม หรือ "โกลเด้น โกลฟ" ในฤดูกาลนี้ หลังจากทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับทัพ "หงส์แดง" มาตลอดในฤดูกาลนี้ โดยล่าสุดก็จัดการเก็บคลีนชีต ในแมตช์สอย แอสตัน วิลล่า ที่แอนฟิลด์

    ฟอร์มของ อลีสซง มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้ "เดอะ เร้ดส์" ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนี้ โดยในแมตช์รับมือ "สิงห์ผงาด" นายทวารรูปหล่อทีมชาติบราซิล โชว์ลีลาการป้องกันประตูได้หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ต้นสังกัดเก็บ 3 คะแนนได้สำเร็จ

    สำหรับในฤดูกาล 2019/2020 อลีสซง ทำสถิติเก็บคลีตชีทไปแล้ว 13 แมตช์ (รวมเกมชนะ แอสตัน วิลล่า ด้วย) เท่ากับ นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูสุดเหนียวหนึบของ เบิร์นลี่ย์ ในฤดูกาลนี้ ลองคิดดูหากเจ้าตัวไม่พลาดลงเฝ้าเสาให้ "หงส์แดง" 9 เกมลีกเนื่องจากโดนแบนและได้รับบาดเจ็บ สถิติอาจจะเจ๋งกว่านี้ก็ได้

4. โจนส์ นับวันยิ่งอนาคตสดใส
    เคอร์ติส โจนส์ ชื่อนี้สาวก "เดอะ ค็อป" ต้องจำเอาไว้ให้ดีๆ เพราะนี่คืออนาคตของ "หงส์แดง" อย่างแท้จริง โดยนักเตะเพิ่งจะอายุเพียง 19 ปี แต่มีส่วนอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของสโมสร โดยเฉพาะการลงสนามในเกมฟุตบอลถ้วยไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ คัพ และ คาราบาว คัพ ในฤดูกาลนี้

    โจนส์ เพิ่งจะได้รับรางวัลด้วยการสลัดน้ำหมึกขยายสัญญายาวอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ และเขาก็จัดการฉลองด้วยการตะบันประตูตอกฝาโลงใส่ แอสตัน วิลล่า ในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม ทำให้ตอนนี้เจ้าตัวส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายให้ทีมรักไปแล้ว 3 ลูกจากทุกรายการ และเป็นประตูแรกในเกมพรีเมียร์ลีก

    ดาวเตะวัย 19 ปี ถูกส่งลงมาเล่นในนาทีที่ 84 และใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีก็ใส่ชื่อบนสกอร์บอร์ดในฐานะผู้ทำประตูได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่า โจนส์ เป็นความภาคภูมิใจของสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะเขามีความเป็น "สเกาเซอร์" ทั้งตัวและหัวใจตั้งแต่เยาว์วัย

    ยิ่งไปกว่านั้น โจนส์ ยังกลายเป็นแข้งลิเวอร์พูลที่อายุน้อยที่สุด (19 ปี กับ 157 วัน) ที่ยิงประตูในเกมพรีเมียร์ลีกได้ นับตั้งแต่ที่ เทนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (19 ปี กับ 80 วัน) เคยทำได้มาแล้วในแมตช์ที่นำทัพ "หงส์แดง" ปะทะ "หงส์ขาว" สวอนซี ซิตี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2017

5. ลุ้นทำสถิติทะลุ 100 คะแนน
    คงจะไม่ใช่เป็นการอวยกันเกินไป หากจะบอกว่า คล็อปป์ ยังคงมองเห็นโอกาสในการนำ ลิเวอร์พูล ทำแต้มให้เกินทะลุหลัก 100 คะแนนในฤดูกาลนี้ หลังพวกเขาสามารถเก็บ 3 แต้มสำคัญในแมตช์รับมือ แอสตัน วิลล่า ทำให้ความหวังที่จะเห็นสถิติใหม่ในพรีเมียร์ลีก เริ่มกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง

    สำหรับตอนนี้เหลือเกมลีกให้ลงสนามอีกเพียง 5 แมตช์ และจากการที่ "หงส์แดง" จัดการสอย วิลล่า 2-0 ทำให้พวกเขาเก็บเพิ่มได้อีกเป็น 89 คะแนน และจากแมตช์ที่เหลืออยู่มีถึง 15 แต้มให้เก็บ ฉะนั้นหากพวกเขาสามารถสอยชัยชนะได้ทั้งหมดจะมีคะแนนเบ็ดเสร็จ 104 แต้ม ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ในการเก็บคะแนนสูงสุดในลีก

    ต้องบอกเลยว่าสถิตินี้มีความสำคัญมากๆ กับ "เดอะ เร้ดส์" เพราะเป็นเหมือนแรงกระตุ้นของ คล็อปป์ และลูกทีม ในการทำคะแนนให้ได้สูงสุด และยังเป็นการทำผลงานได้เหนือกว่า "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำสำเร็จตอนคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2017/2018 ด้วยสถิติ 100 คะแนน

 

ซาลาห์เบิ้ล! ลิเวอร์พูลคมกริบบุกอัดไบรท์ตัน ขออีก9แต้มทุบสถิติเรือ

"หงส์แดง" เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ ไม่พลาดชัยอีกนัดหลังบุกไปทุบเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน 3-1 เกมนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เหมาคนเดียวสองเม็ด พาทีมมีเพิ่มเป็น 92 คะแนน ต้องการอีก 9 แต้มจะทุบสถิติ 100 คะแนนของ "เรือใบสีฟ้า" ขณะที่ไบรท์ตันรั้งอันดับ 15 ต้องลุ้นหนีตกชั้นต่อไป ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพุธที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

      ไบรท์ตัน ทีมอันดับ 15 สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซนต์เกมนี้เปิดรังเจอศักหนักรับมือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้

       เกรแฮม พ็อตเตอร์ เกมนี้วาง นีล โมเปย์ เป็นหน้าเป้าโดยมีไอ้หนู อเล็กซิส แม็คอลิสเตอร์ ปั้นเกมตรงกลาง ส่วน เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องการพาทีมทำผลงานทะลุ 100 แต้มที่แมนฯซิตี้เคยทำไว้ เกมนี้ส่งดาวรุ่งอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ เล่นแบ็กซ้าย ส่วนสามแดนหน้าพัก ซาดิโอ มาเน่ แล้วจัด อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน ลงทำเกมร่วมกับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    เปิดฉากมาแค่ 6 นาทีแรก "หงส์แดง" บุกมาชิงขึ้นนำไปก่อน 1-0 อย่างรวดเร็ว จากจังหวะที่แนวรับไบรท์ตันทำเสียบอลหน้าประตูโดน นาบี เกอิต้า แย่งบอลไปได้ก่อนปาดเลียดมาหน้าประตูให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยิงเข้าไปให้ เป็นประตูที่ 18 ในลีกเท่ากับ แดนนี่ อิงส์

    อีกสองนาทีต่อมา สกอร์ของ ลิเวอร์พูล ขยับหนีเจ้าถิ่นเป็น 2-0 บอลสวนกลับขึ้นมาตรงกลางสนาม โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จ่ายขึ้นหน้าให้ ซาลาห์ ก่อนแข้งทีมชาติอียิปต์จะบังบอลก่อนดีดสั้นๆให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน วิ่งมาอัดด้วยขวาเต็มแรงส่งบอลผ่านมือ แม็ทธิว ไรอัน เข้าไป

    นาที 14 ซาลาห์ เกือบบวกประตูที่สองของตัวเองหลัง นาบี เกอิต้า แทงบอลมาให้ก่อนซัดด้วยขวาไปเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    นาที 28 เจ้าบ้านพลาดโอกาสลุ้นตีไข่แตก หลัง เลอันโดร ทรอสซาร์ ใช้ความเร็วควบบอลจากครึ่งสนามจนถึงเส้นหลังก่อนเปิดมาเสาแรกให้ นีล โมเปย์ ซัดไปติดเซฟของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ก่อนที่ นาบี เกอิต้า จะเคียร์ออกหลังไป

    นาที 34 ไบรท์ตันได้ลุ้นอีกที คราวนี้ เดวี่ พร็อปเปอร์ แทงบอลให้ นีล โมเปย์ เลี้ยงเดี่ยวเข้าไปในกรอบแต่จังหวะสุดท้ายซัดไปติดบล็อค โจ โกเมซ

    นาที 45 ทัพนกนางนวลมาตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 สำเร็จ บอลขึ้นทางขวา ทาริก แลมพ์ตีย์ ได้บอลก่อนครอสมากลางประตูให้ เลอันโดร ทรอสซาร์ ที่ไม่มีคนประกบวอลเลย์ด้วยขวาส่งบอลผ่านมือ อลีสซง เข้าไปตุงตาข่าย

    จบครึ่งเวลาแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง ลิเวอร์พูล 1-2

    ครึ่งหลัง ลิเวอร์พูล ส่ง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ลงมาเล่น เนโก วิลเลี่ยมส์

    นาที 49 เจ้าบ้านไม่เกรงกลัว อเล็กซิส แม็คอลิสเตอร์ จ่ายออกขวาให้ ทาริก แลมพ์ตีย์ ซัดด้วยขวาเต็มแรงแต่บอลปลิ้นหลุดกรอบแบบไม่ได้ลุ้น

    อีก 5 นาทีถัดมา "หงส์แดง" ได้ลุ้นจากจังหวะที่ นาบี เกอิต้า ไหลบอลให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กดด้วยซ้าย ไปติดเซฟของ แม็ทธิว ไรอัน

    ผ่านไปครบหนึ่งชั่วโมง ลิเวอร์พูล แก้เกมถอดเอาทั้ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน และนาบี เกอิต้า ออกแล้วส่ง ซาดิโอ มาเน่ และฟาบินโญ่ ลงเล่นแทน

    นาที 75 ลิเวอร์พูล มาพังประตูนำห่าง 3-1 จากจังหวะลูกเตะมุมทางด้านขวา แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ลงมาเป็นสำรองเปิดมาเสาแรกให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ โฉบมาโขกเสาแรกเข้าไปอย่างเฉียบขาด เป็นประตูที่สองในเกมนี้และประตูที่ 19 ในพรีเมียร์ลีก

    นาที 87 "หงส์แดง" ส่ง ทาคูมิ มินามิโนะ ลงมาเล่นแทน โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

    ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 โม ซาลาห์ เกือบทำแฮตทริกได้หลังซัดมุมแคบทางซ้ายแต่บอลไปติดแนวรับเจ้าถิ่นออกหลังไป

    จบเกม ไบร์ทตัน เปิดบ้านแพ้ให้ ลิเวอร์พูล 1-3 ส่งให้แชมป์พรีเมียร์ลีก มีเพิ่มเป็น 92 แต้ม ขออีก 9 คะแนนจะทำสถิติทุบแต้มสูงสุด 100 คะแนนที่ แมนฯซิตี้ ทำไว้

      รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ไบรท์ตัน (4-2-3-1) : แม็ทธิว ไรอัน – ทาริก แลมพ์ตีย์, อดัม เว็บสเตอร์, ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น – เดล สตีเฟ่นส์, เดวี่ พร็อปเปอร์ – ปาสกาล กรอสส์, อเล็กซิส แม็คอลิสเตอร์, เลอันโดร ทรอสซาร์ – นีล โมเปย์

        ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลีสซง เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, เนโก วิลเลี่ยมส์ – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, นาบี เกอิต้า – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอเลน

    ผู้ตัดสิน : เคร็ก พาวสัน

 

ฉลองแชมป์กร่อย ! เจาะ 5 ประเด็น ลิเวอร์พูล เสียทรงโดนแมนซิตี้ ยำ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำเอางานฉลองตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของ ลิเวอร์พูล งานกร่อยไปเลย เมื่อจัดการยำใหญ่แบบไม่เกรงใจศักดิ์ศรีแชมป์ด้วยการไล่ต้อน "หงส์แดง" 4-0 ที่สนามเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ก่อนที่เกมจะเปิดฉากบรรดาแข้ง "เรือใบสีฟ้า" และ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ ต่างยืนเข้าแถวเกียรติยศเพื่อปรบมือต้อนรับ "เดอะ เร้ดส์" ในฐานะแชมป์เก่า แม้จะมีประเด็นดราม่านิดหน่อยกรณีที่ แบร์นาร์โด้ ซิลวา มิดฟิลด์ชาวโปรตุกีส เดินออกจากแถวทั้งๆ ที่แข้ง ลิเวอร์พูล ยังเดินไม่ถึงตัวเขาด้วยซ้ำ

ขณะที่เกมในช่วงแรก ลิเวอร์พูล สร้างสรรค์โอกาสได้หลายครั้ง แต่น่าเสียดายที่ขาดความเฉียบคม ในขณะที่ แมนฯ ซิตี้ เมื่อตั้งลำได้ ก็เล่นตอบโต้ได้อย่างดุเดือด ที่สำคัญแนวรุกเจ้าบ้านสุดโหดจริงๆ โดยเฉพาะสามประสาน ราฮีม สเตอร์ลิง, ฟิล โฟเด้น และ เควิน เดอ บรอยน์ จัดการเล่นงาน แนวรับ "หงส์แดง" จนปั่นป่วนไปหมด

 สำหรับ สเตอร์ลิง เกมนี้ถือเป็นแมตช์แห่งความทรงจำเพราะเขาซัดประตูแรกนับตั้งแต่ที่ย้ายออกมาจากแอนฟิลด์ แต่คงเป็นเกมที่ โจ โกเมซ อยากลืม เนื่องจากเขาโดนเล่นงานจนอ่วม ที่สำคัญแชมป์ลีกเกือบแพ้ยับถึง 5-0 ถ้าหากประตูสุดท้ายไม่โดน "วีเออาร์" ริบ เนื่องจาก ริยาด มาห์เรซ ทำแฮนด์บอลไปก่อน ที่จะส่งบอลซุกก้นตาข่าย

ขณะเดียวกันการแพ้ในเกมนี้ทำให้โอกาสที่ ลิเวอร์พูล จะทำลายสถิติ 100 แต้มของ "เรือใบสีฟ้า" ริบหรี่ลงไปด้วย แต่กระนั้นหากมองในแง่บวก อีก 6 แมตช์ที่เหลือ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะส่งแข้งสำรอง และดาวรุ่งลงไปสั่งสมประสบการณ์ และยังอาจจะใช้เป็นเกมสำหรับปรีซีซั่นไปในตัวด้วย

1. ค่ำคืนที่อยากลืมของ โกเมซ
แม้ว่านักเตะลิเวอร์พูล ส่วนใหญ่จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าขาดแรงกระตุ้นในการเล่นไปบ้างในแมตช์นี้ แต่หนึ่งในนักเตะทัพ "หงส์แดง" ที่รู้สึกว่าเขามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้ทีมต้องเสียประตูที่แรก กับประตูที่สอง นั่นก็คือ โจ โกเมซ

เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ มักจะทำผลงานได้ดีเยี่ยมเวลาที่จับคู่เกมรับกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ แต่สำหรับแมตช์ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม โกเมซ ต้องพบกับฝันร้ายที่อยากจะลืมเมื่อเขาโดนเล่นงานจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ที่เล่นงานเขาซะจนสะบักสะบอมหมดสภาพกองหลังแชมป์ลีก

จังหวะที่เสียประตูแรก โกเมซ โดนความสามารถเฉพาะตัวของ สเตอร์ลิง เล่นงานจนต้องใช้มือดึงกระชาก และสุดท้ายก็เสียจุดโทษ จากนั้นก็ยังมาเจอทีเด็ดของ เพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษ จัดการลอกหนึ่งจังหวะและซัดประตูลอดขาอีกต่างหาก งานนี้บอกเลยว่า โกเมซ โดนเล่นงานอย่างหนักจนหมดสภาพจริงๆ

สำหรับการคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้ ทัพ "หงส์แดง" อาจจะอยากย้อนกลับมาชมฤดูกาลแห่งความสำเร็จอีกครั้ง แต่สำหรับ ดาวเตะวัย 23 ปี คงไม่อยากย้อนกลับมาชมเกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เพราะนี่คือหนึ่งในแมตช์ที่เขาทำผลงานได้ย่ำแย่สุดๆ
 
2. แนวรุกแชมป์ขาดความเฉียบคม
ต้องยอมรับว่าเกมนี้ คล็อปป์ หวังที่จะคว้าชัยชนะเพื่อเป็นการฉลองแชมป์ ไม่งั้นเขาคงไม่เลือกส่งผู้เล่นชุดใหญ่ นำโดย 3 ประสานมหากาฬ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ แต่กลายเป็นว่าทั้งสามคนดันเกิดเหตุสนิมเกาะหน้าแข้งซะงั้น

จะว่าไปแล้วแมตช์นี้ ลิเวอร์พูล เริ่มต้นเกมได้อย่างสุดยอด และเหนือกว่าเจ้าบ้าน ที่สำคัญ "หงส์แดง" สร้างโอกาสในการทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง และเกือบจะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่าย โดยเฉพาะจังหวะของ "บังโม" ที่ซัดไปจนเสา บอลกระดอนมาหา มาเน่ แต่ดันจับบอลพลาด ซึ่งหากจังหวะนั้นเป็นประตู สถานการณ์ของแชมป์น่าจะเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อทำไม่ได้ก็เหมือนเป็นการจุดประกายความโหดของ "เรือใบสีฟ้า" จากนั้นพวกเขาแสดงให้ ลิเวอร์พูล ได้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่เฉียบคม และจังหวะสวนกลับที่สุดแสนน่ากลัว โดยเฉพาะความสามารถในการวางบอล และผ่านบอลของ เควิน เดอ บรอยน์ กับการวิ่งทะลุทลวงของ สเตอร์ลิง กับ ฟิล โฟเด้น

สำหรับจุดนี้ คล็อปป์ คงเห็นแล้วว่าทีมของเขายังมีปัญหาในการสู้กับแดนกลางที่ฝีเท้าจัดจ้าน ขณะเดียวกันแนวรับก็ยังไม่แข็งแกร่ง ดังนั้นในช่วงซัมเมอร์นี้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน คงมีการบ้านให้ต้องขบคิดในการกระโจนเข้าสู่ตลาดพ่อค้าแข้งเพื่อหาเซนเตอร์แบ็ก, กองกลาง และหน้าเป้า มาร่วมทีม ไม่งั้นการป้องกันแชมป์ฤดูกาลหน้า คงรากเลือดแหงๆ

3. สเตอร์ลิง จัดทีมเก่าได้ซะที
นับตั้งแต่ที่ ราฮีม สเตอร์ลิง ตัดสินใจโบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ เขาระเบิดฟอร์มสุดยอดกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่สิ่งเดียวที่นักเตะยังคงผิดหวังก็คือการที่เล่นไม่ค่อยออกเมื่อต้องปะทะกับ ลิเวอร์พูล ทีมเก่า ซึ่งเกมนี้นักเตะได้ปลดแอกสิ่งเหล่านี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ด้วยอาจเป็นเพราะเกมนี้ไม่ได้มีความหมายในการลุ้นแชมป์ ทำให้ สเตอร์ลิง ค่อนข้างจะเล่นอย่างผ่อนคลาย และปลดปล่อยฟอร์มอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่เขาทำดูเหมือนจะเป็นผลดีให้กับเจ้าตัว เพราะในฤดูกาลหน้าเมื่อต้องปะทะกันอีกครั้ง งานนี้ ดาวเตะเลือดผู้ดี คงไม่รู้สึกเกร็งอีกต่อไปแล้ว

ตั้งแต่ต้นเกม สเตอร์ลิง โชว์สเต็ปเทพไล่บี้ขยี้แนวรับของ ลิเวอร์พูลอย่าง หนัก โดยเฉพาะการเล่นงาน โกเมซ ซะเสียทรง จนกระทั่งต้องเสียค่าโง่ทำให้ "หงส์แดง" เสียจุดโทษ จากนั้นก็ยังโชว์การเล่นอย่างเข้าขากับ โฟเด้น ก่อนหลุดเข้าไปซัดลอดขา โกเมซ

สเตอร์ลิงซัดประตูแรกจาก 9 เกมที่ปะทะกับสโมสรเก่าของเขา ฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไม ปีกความเร็วสูงทีมชาติอังกฤษ ถึงแสดงอาการแฮปปี้แบบไม่เกรงใจเพื่อนร่วมสังกัดเดิม เพราะนี่เหมือนการยกภูเขาออกจากอก และเป็นการปลดปล่อยความเครียดออกซะที
   
4. เดอ บรอยน์ โชว์คลาส
เดวิน เดอ บรอยน์ จัดการส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายเป็นการเบิกประตูแรกให้กับ "เรือใบสีฟ้า" และถือเป็นจุดสำคัญในการสร้างปัญหาให้กับ ลิเวอร์พูล เพราะนั่นหมายความว่าทีมเยือนจำเป็นต้องเปิดเกมบุก หากหวังที่จะได้แต้มในแมตช์นี้ แต่กลายเป็นการเปิดช่องให้เจ้าบ้านสวนกลับเป็นว่าเล่น

ศักยภาพของจอมทัพทีมชาติเบลเยียม สุดยอดเกินจะบรรยาย โดยเขาทำหน้าที่เป็นเพลย์เมกเกอร์ได้อย่างไม่มีที่ติ รู้ว่าต้องวิ่งไปหาตำแหน่งตรงไหน, เปิดบอลอย่างแม่นยำ และมีสายตาเฉียบคมในการผ่านบอล โดย เดอ บรอยน์ โชว์การแอสซิสต์อย่างเหนือชั้นให้ โฟเด้น ซัดก่อนหมดครึ่งแรก

ครึ่งหลังยังมีอีกหลายครั้งที่ เดอ บรอยน์ สร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมแต่ดันยิงทิ้้งยิงขว้าง จนกระทั่งมาถึงจังหวะที่ได้ประตูนำขาด 4-0  เมื่อเขาผ่านบอลให้ สเตอร์ลิง ก่อนที่จะยิงไปโดน อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน สกัดเข้าประตูตัวเอง

ที่สำคัญจุดโทษของ เดอ บรอยน์ ทำให้เขาสร้างสถิติยิงจุดโทษ 4 ลูกเป็นประตูหมด ขณะเดียวกันยังพลาดจุดโทษแค่ครั้งเดียวนับตั้งแต่ที่เล่นให้ แมนฯ ซิตี้ เมื่อปี 2016 นอกจากนี้ยังแอสซิสต์ไปแล้ว 17 ครั้งในซีซั่นนี้ ทำให้ทำสถิติเทียบเท่า เชส ฟาเบรกาส แต่กระนั้นเจ้าตัวยังมีโอกาสสร้างสถิติใหม่เพราะยังเหลืออีกหลายเกมให้ลงเล่นในฤดูกาล 2019/2020

5. เป้าหมายทำคะแนนทะลุ 100 แต้มยากลำบาก
หนึ่งในแรงกระตุ้นของ ลิเวอร์พูล ในแมตช์นี้ก็คือการตั้งเป้าที่จะจบฤดูกาลด้วยการทำลายสถิติของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเก็บให้ได้เกิน 100 คะนน อย่างไรก็ตามความคาดหวังของพวกเขาในเวลานี้เหมือนเข็นครกขึ้นภูเขาเมื่อโดน "เรือใบสีฟ้า" ยำใหญ่ในเกมล่าสุด

หลังจบเกมกับ แมนฯ ซิตี้ ทำให้ตอนนี้เหลือเกมลงเล่นเพียงแค่ 6 แมตช์เท่ากับ 18 คะแนน และปัจจุบัน "หงส์แดง" มี 86 แต้ม ฉะนั้นหากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะได้หมดนั่นหมายความว่าจะทำได้ 104 แต้ม ซึ่งแซงหน้าแมนฯ ซิตี้ ที่เคยเก็บได้ 100 คะแนนในซีซั่น 2017/2018

อย่างไรก็ตามพวกเขายังมีแรงกระตุ้นเหลืออยู่หรือเปล่า ? แน่นอนว่าหลังจากนี้ไปมีความเป็นไปได้ที่ คล็อปป์ จะหันมาใช้ระบบโรเตชั่น และปล่อยให้บรรดานักเตะดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง เคอร์ติส โจนส์, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ และ เนโก วิลเลี่ยมส์ รวมไปถึงนักเตะสำรองอย่าง อดัม ลัลลาน่า, ทาคุมิ มินามิโนะ หรือ นาบี เกอิต้า เป็นต้น ได้ลงสนามมากขึ้น เพราะจะทำให้พวกเขาได้รับเหรียญแชมป์ลีก

นอกจากนี้ นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะมองว่า 6 เกมที่เหลืออยู่เปรียบเสมือนการเล่นเกมปรีซีซั่นไปในตัวด้วย ฉะนั้นเกมพบ อาร์เซน่อล และ เชลซี อาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นการทดลองทั้งเกมรัก และเกมรุก ฉะนั้นโอกาสที่จะทำลายสถิติ 100 แต้มของ แมนฯ ซิตี้ น่าจะรีบหรี่เต็มทน

รามอสซัดชัยจุดโทษ!เรอัล มาดริดบุกเชือดบิลเบาฉีกแต้มนำฝูง

เซร์คิโอ รามอส รับบทฮีโร่ซัดจุดโทษนำชัย พา "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด บุกเฉือนหวิว แอธ.บิลเบา ถึงถิ่น 1-0 เก็บสามคะแนนสำคัญ ฉีกนำจ่าฝูงทำแต้มหนี โยนความกดดันให้ บาร์เซโลน่า ที่ลงสนามช่วงดึกไปก่อน ในเกมลา ลีกา สเปน ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 63

แอธ.บิลเบา 0-1 เรอัล มาดริด

 สนาม: เอสตาดิโอ ซาน มาเมส
   
    ฟุตบอลลา ลีกา สเปน ประจำวันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม เจ้าถิ่นแอธ.บิลเบา กุนซือใหญ่ กาอิซก้า การีตาโน่ ยังคงระบบ 4-2-3-1  แผงรุก 3 คนวาง ราอูล การ์เซีย, อิเกร์ มูเนียอิน และ อินญิโก้ กอร์โดบา  เล่นอยู่ข้างหลัง อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ ที่ยืนค้ำ
เป็นหน้าเป้า

    ส่วน "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ซีเนดีน ซีดาน จะปรับทีมบางตำแหน่ง ในแนวรับ มาร์เซโล่ จะเบียด แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ลงยืนแบ็กซ้าย  แดนกลาง ลูก้า โมดริช  จะลงปั้นเกมร่วมกับ เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ โดยมี มาร์โก อเซนซิโอ ยืนหน้ากับ คาริม
เบนเซม่า กับ โรดริโก

    เริ่มเกมมา4นาที ลูกทีมของ ซีดาน เดินหน้าบุกก่อน แล้วก็เกือบมีลุ้น เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้บอลทะลุเข้าไปในกรอบเขตโทษ แต่จับบอลจังหวะแรกไม่ดีเอง ชวดยิงทักทายก่อนไปอย่างน่าเสียดาย

    ก่อน2นาทีต่อมา แอธ.บิลเบา จะสวนกลับขึ้นมาบ้าง และโอกาสได้จบจากการยิงนอกกรอบของ อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ ยังดีที่แนวรับ เรอัล มาดริด ยังช่วยกันบล็อคได้ทัน

    นาทีที่17 ราชันชุดขาว หวิดเสียประตูอีกครั้ง เมื่อ ราอูล การ์เซีย ได้โขกจ่อๆคนเดียว ยังดีที่ ติโบล กูร์กตัวส์ โชว์ซูเปอร์เซฟ ได้อย่างสุดยอด เซฟประตูช่วยทีมได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    ช่วงท้ายครึ่งแรก เรอัล มาดริด ได้ลุ้นเสียวบ้าง เมื่อ คาริม เบนเซม่า ได้โขกบอลหน้าประตู แต่บอลหลุดถากเสาออกหลังไป ทำให้หมดครึ่งแรก ยังเสมอกันอยู่ 0-0

    เกมเข้าสู่ครึ่งหลัง และผ่านหนึ่งชั่วโมงของเกม เอแดร์ มิลิเตา บาดเจ็บร่วงไปกองกับพื้น ทำให้ต้องหยุดปฐมพยาบาล ก่อนโชคดีที่เจ้าตัวเจ็บไม่มาก ยังเล่นต่อไหว

    นาทีที่72 แฟนๆราชันชุดขาว ได้เฮ เมื่อ มาร์เซโล่ ไปโดนฟาวส์ล้มในกรอบเขตโทษ ก่อนผู้ตัดสินจะเช็กวีเออาร์ ก่อนเป่าชี้เป็นลูกจุดโทษให้ผู้มาเยือน

    ก่อนนาทีต่อมา เซร์คิโอ รามอส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด โดยแม้ อูไน ซิมอน จะเดาทางถูก แต่ก็ปัดไม่ทัน ทำให้ เรอัล มาดริด บุกขึ้นนำ 1-0

    ช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันเพิ่มไม่ได้ หมดเวลา จึงเป็น เรอัล มาดริด บุกเชือดหวิว แอธ.บิลเบา 1-0 เก็บสามคะแนนสำคัญ นำจ่าฝูงทำแต้มฉีกหนี บาร์เซโลน่า ที่ลงสนามช่วงดึกไปก่อน

11 นักเตะของทั้งสองทีม

แอธ.บิลเบา(4-2-3-1) อูไน ซิมอน-อันเดร์ กาป้า,เยเรย์ อัลวาเรซ (อูไน นูเนซ น.21),อินญิโก้ มาร์ติเนซ,ยูริ เบร์ชีเช่ – ดานี่ การ์เซีย,อูไน โลเปซ (มิเกล เวสก้า น.63) – ราอูล การ์เซีย (อาซิเออร์ วิลลาลิเบร น.78),อิเกร์ มูเนียอิน,อินญิโก้ กอร์โดบา (ออสการ์ เดมาร์กอส น.63)-อินญากี้ วิลเลี่ยมส์ (โออิฮาน ซานเชต น.78)

เรอัล มาดริด (4-3-3) ติโบล กูร์กตัวส์-มาร์เซโล่,เอแดร์ มิลิเตา,เซร์คิโอ รามอส,ดานี่ การ์บาฆาล-ลูก้า โมดริช,เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,เฟเดรีโก้ บัลเบร์เด้ (โทนี่ โครส น.85)-โรดริโก (ลูคัส น.74) ,คาริม เบนเซม่า (ลูก้า โยวิช น.90+5),มาร์โก อเซนซิโอ (จูเนียร์ วินิซิอุส น.74)

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร

 

บรูโน่สะเด่ากด2ตุง! แมนยูฟอร์มคึกบุกทุบไบรท์ตัน แซงวูล์ฟส์ขึ้นที่ 5

แมนฯยูไนเต็ด ไม่พลาดเก็บสามแต้มหลังบุกไปปราบเจ้าถิ่น ไบรท์ตัน แบบขาดลอย 3-0 เกมนี้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ห้องเครื่องตัวเก่งยิงคนเดียวสองประตู ช่วยให้ "ปีศาจแดง" มีแต้มเท่ากับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ 52 คะแนน แต่ลูกได้เสียนั้นดีกว่า ทำให้แซงรั้งอันดับ 5 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เอเม็กซ์ สเตเดี้ยม

    เริ่มครึ่งแรกมาได้แค่ 6 นาทีแรก ไบรท์ตัน เจ้าถิ่นได้ทักทายก่อนเลยจากจังหวะที่ เดล สตีเฟ่นส์ กดด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเหินคานไปไกล

    จากนั้น นาที 12 "ปีศาจแดง" เกือบชิงขึ้นนำไปก่อน จากจังหวะขึ้นเกมทางด้านขวาบอลมาถึง ป็อกบา ดึงแข้งเจ้าถิ่นก่อนไหลสั้นๆให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ตะบันด้วยขวาเต็มแรงบอลพุ่งไปชนเสาอย่างน่าเสียดาย

    กระนั้น นาที 16 "ผีแดง" ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้จากจังหวะที่ อารอน วาน-บิสซาก้า ได้บอลริมเส้นทางขวาแล้วจ่ายทะลุให้ เมสัน กรีนวู้ด หลุดเข้าไปสับขาหลอกอย่างเหนือชั้นแล้วยิงเสาแรกผ่านมือ แม็ทธิว ไรอัน เข้าไปอย่างสวยงาม

    กลายเป็น แมนฯยูไนเต็ด ที่พับสนามบุก ครองบอลได้เหนือกว่า นาที 21 ปอล ป็อกบา เรียกฟรีคิกได้หน้ากรอบกว่า 20 หลา แต่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิงฟรีคิกข้ามกำแพงเหินคานออกไป

    เกมเข้าสู่ครึ่งชั่วโมงแรก สกอร์ของทีมเยือนำห่างเป็น 2-0 ทันที บอลเริ่มจาก แรชฟอร์ด จ่ายให้ลุค ชอว์ หลุดเข้าไปครอสเลียดมาหน้าประตูบอลเลยมาถึง ป็อกบา ที่อยู่แถวสองจ่ายต่อให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส วิ่งมาอัดด้วยขวาไปแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นก่อนพุ่งเบียดเสาเข้าไป เป็นประตูที่ 4 ในลีก

    นาที 39 มาร์คัส แรชฟอร์ด ลองซัดไกลนอกกรอบบ้างแต่บอลพุ่งเหินหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น จบครึ่งแรก ไบรท์ตัน ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-2

    ครึ่งหลัง ไบรท์ตัน เปลี่ยนตัวส่ง นีล โมเปย์ และเลอันโดร ทรอสซาร์ด ลงมาเล่นแทน  ดาวี่ พรอปเปอร์ และทาริก แลมพ์ตี้ย์

    นาที 50 แฟนผีแดงทางบ้านได้เฮต่อ หลัง "ปีศาจแดง" ทะยานนำโด่งเหนือเจ้าถิ่น 3-0 บอลสวนกลับเร็วจาก เนมานย่า มาติช วอลเลย์ไปที่ว่างทางซ้ายให้ เมสัน กรีนวู้ด กระชากขึ้นไปแล้วตักบอลไปเสาสองให้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส วิ่งมาวอลเลย์ด้วยขวาส่งบอลตุงตาข่ายอย่างสวยงาม เป็นประตูที่สองของ บรูโน่ ในเกมนี้และประตูที่ 5 ในพรีเมียร์ลีก

    โอกาสของไบรท์ตันนานๆจะมีให้เห็น แต่ นาทีที่ 60 ก็เกือบทำให้แนวรับผีแดงปั่นป่วนหลัง อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ เล่นลูกสูตรจากฟรีคิกจ่ายสั้นไปในกรอบให้ นีล โมเปย์ ยิงถาถเสาออกไป

    นาที 69 ทรอสซาร์ด จ่ายบอลให้ อารอน คอนนอลลี่  ซัดเต็มแรงด้วยขวานอกกรอบบอลพุ่งเข้ากรอบ แต่ยังโดน ดาบิด เด เคอา บินปัดบอลออกไป
   
    ไบรท์ตัน หวังจะทวงคืนประตูตีไข่แตกให้ได้ นาที 76 ดาบิด เด เคอา ต้องออกแรงเซฟอีก หลัง นีล โมเปย์ กดด้วยซ้ายเสาแรก
   
    ท้ายเกม นาที 86 แดเนี่ยล เจมส์ ตัวสำรอง ได้โอกาสซัดสองหนติดๆ แต่บอลยังไปเข้ามือ แม็ทธิว ไรอัน

    จบเกม ไบรท์ตัน แพ้ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 ส่งผลให้ "ปีศาจแดง" ได้อีก 3 แต้มมีเพิ่มเป็น 52 คะแนนเท่ากับวูล์ฟสแฮมป์ตัน แต่ลูกได้เสียลูกทีมของ  โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นั้นดีกว่าทำให้แซงรั้งอันดับ 5 แทน

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

        ไบรท์ตัน (3-5-1-1) : แม็ทธิว ไรอัน – เชน ดัฟฟี่, ลูอิส ดังค์, แดน เบิร์น – ทาริก แลมพ์ตี้ย์, ดาวี่ พรอปเปอร์, เดล สตีเฟ่นส์, อีฟส์ บิสซูม่า, มาร์ติน มอนโตย่า – อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์, อารอน คอนนอลลี่

    ผู้จัดการทีม : เกรแฮม พ็อตเตอร์

        แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, วิคตอร์ ลินเดเลิฟ, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ – เนมานย่า มาติช, ปอล ป็อกบา – เมสัน กรีนวู้ด, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล

    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    ผู้ตัดสิน : อังเดร มาร์ริเนอร์

 

แชมป์หมดสภาพ!ลิเวอร์พูลโดนแมนซิตี้ถล่มเละ “สเตอร์ลิง” ยิงทีมเก่า

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์ลีกซีซั่นนี้ถึงกับหมดสภาพเมื่อโดน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โชว์ฟอร์มโหดไล่ถล่มยับ 4-0 นัดนี้ ราฮีม สเตอร์ลิง อดีตแข้งทีมเยือนซัดประตูได้อีกด้วย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพฤหัสบดีที่ 2 ก.ค. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฏาคม 2563
แมนฯ ซิตี้ 4   –   0 ลิเวอร์พูล

สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

   ก่อนเริ่มเกมผู้เล่น แมนซิตี้ ยืนตั้งแถวบริเวณทางเดินลงสนามพร้อมกับปรบมือเพื่อเป็นเกียรติให้กับผู้เล่นลิเวอร์พูลในฐานะแชมป์ลีกสูงสุดซีซั่นนี้ที่การันตีไปก่อนหน้านี้แล้ว

    เริ่มเกมนาทีที่ 4 ลิเวอร์พูล เกือบได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะวางบอลยาวของ ฟาน ไดค์ ไปให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ พักอกแล้วตวัดยิงทันที แต่ยังไปติดเซฟของ เอแดร์ซอน ที่พุ่งปัดไว้ได้แต่บอลกลับไหลไปเข้าทง  โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ตามมาซ้ำดาบ

สองแต่น้ำหนักเบาเกินไปทำให้ เอแดร์ซอน ยังตามมารับไว้ได้อีกครั้ง

    ผ่ามมาถึงนาทีที่ 10 เควิน เดอ บรอยน์ ได้โอกาสกระชากบอลก่อนหวดเต็มข้อในกรอบเขตโทษลิเวอร์พูล แต่ดันไปติดบล็อกของ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลา

    นาทีที่ 14 แมนซิตี้ทำเสียวจากการเปิดบอลของ นิโกลัส โอตาเมนดี้ ทางฝั่งซ้ายพุ่งเลยผ่านแผงหลังหงส์แดงไปทางเสาไกลมี ฟิล โฟเด้น ที่พยายามล้มตัวแหย่เท้าแต่ไม่ถึงส่งผลให้บอลหลุดออกหลังไป

    นาทีที่ 19 ลิเวอร์พูล หวิดได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะสวนกลับไว ฟีร์มิโน่ หักข้อส่งบอลให้ ซาลาห์ พาบอลกระชากตัดเข้าในบริเวณกรอบเขตโทษก่อนกดด้วยเท้าซ้ายเต็มข้อบอลพุ่งแรงผ่านมือ เอแดร์ซอน ไปชนเสาอย่างจังแต่ยังไหลไปเข้าทาง มา

เน่ ที่ตามมาเก็บบอลแต่เจ้าตัวดันจับไม่ดีบอลหลุดออกเส้นหลังไปอย่งน่าเสียดาย

    "ทัพเรือใบสีฟ้า" ขึ้นนำ 1-0 นาทีที่ 25 เมื่อได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิง ใช้ความสามารถเฉพาะตัวบังบอลพาเข้าไปในกรอบเขตโทษทีมเยือนก่อนถูก โจ โกเมซ ดึงล้มลง แอนโธนี่ เทย์เลอร์ ผู้ตัดสินนัดนี้ไม่รอช้าเป่าฟาวล์แถมให้ใบ

เหลืองกับ โจ โกเมซ อีกด้วย และเป็น เควิน เดอ บรอยน์ รับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่เหลือซาก   
   
    นาทีที่ 33 เอแดร์ซอน โมราเอส นายด่านแมนซิตี้โชว์การอ่านเกมด้วยการวิ่งออกมาตัดบอลนอกกรอบเขตโทษทางฝั่งซ้ายก่อนที่

    นาทีที่ 35 แมนซิตี้นำห่างเป็น 2-0 จากจังหวะไหลบอลแบบงามหยดของ ฟิล โฟเด้น บริเวณกลางกรอบเขตโทษไปให้ กาเบรียล เชซุส หลุดขึ้นไปแต่งบอลเข้าเท้าขวาก่อนจิ้มผ่าตัว อลิสซอน เบ็คเกอร์ เข้าไปกองก้นตาข่าย

    เกมรุกของซิตี้ยังคงดุดันแถมฉีกแนวรับทัพหงส์แดงแบบขาดกระจุย นาทีที่ 45+1 ทำประตูทิ้งห่างเป็น 3-0 จากจังหวะทำชิ่งของ ฟิล โฟเด้น ที่พลิกตัวส่งให้ เดอ บรอยน์ ก่อน โฟเด้น วิ่งไปรับบอลอีกครั้งแล้วกระชากเข้าไปซัดผ่านมือ อลิสซอน

เบ็คเกอร์ ทำเอาตาข่ายสั่นสะเทือน

    จบครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ โชว์ฟอร์มเกินคาดเปิดบ้านนำ ลิเวอร์พูล 3-1

    มาลุ้นต่อครึ่งเวลาหลัง ลิเวอร์พูลปรับแผนโดนส่ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงเล่นแทน โจ โกเมซ

    นาทีที่ 49 กาเบรียล เชซุส เกือบบวกสกอร์เพิ่มให้แมนซิตี้ได้จากความผิดพลาดของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่จะทุ่มให้เพื่อนร่วมทีมแต่ไม่ถึงเลยถูก เชซุส ใช้ความเร็วตัดบอลกระชากจี้เข้าหาเขตโทษก่อนตัดสินใจแปเล่นทางแต่ไม่ดีพอ

บอลไหลเข้ามือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ รับเข้ามือ

    นาทีที่ 52 แมนซิตี้ ยังคงเปิดเกมบุกขึ้นมาอีกครั้ง เควิน เดอ บรอยน์ ได้หลุดไปเปิดบอลทางฝั่งขวาให้ โฟเด้น ที่จุดนัดพบวิ่งเข้ามาแปเน้นๆ แต่ไปติดแข้งหงส์แดงตัดออกไปได้อย่างหวุดหวิด

    ลิเวอร์พูล พลาดโอกาสได้ประตูไปอย่างน่าเสียดาย นาทีที่ 54 เมื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ตัดบอลได้แล้วแทงทะลุช่องให้ มาเน่ หลุดเดี่ยวเข้าไปแต่แข้งเซเนกัลกลับจับบอลไม่อยู่ปล่อยให้ไหลหลุดออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 57 ลิเวอร์พูล ได้ลูกฟรีคิก มาเน่ ถูก เอริค การ์เซีย เบียดล้มลงตรงเส้นกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเรียกดูวีเออาร์เพื่อความชัวร์และยืนยันให้เป็นการทำฟาวล์นอกเขตโทษ และ เป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ รับหน้าที่สังหารแต่ควบคุม

ทิศทางไม่ดีบอลหลุดออกข้างเสาไป

    ผ่านมาถึงนาทีที่ 66 แมนซิตี้ ไม่ยอมผ่อนเกมได้ประตูนำขาด 4-0 เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลตัดแนวรับหงส์แดงให้ สเตอร์ลิง หลุดเข้าไปหักหลอกหนึ่งจังหวะก่อนซัดด้วยเท้าซ้ายผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ บอลทำท่าจะไม่ตรงกรอบแต่กลับไป

ถูกขา อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่พยายามยื่นมาสกัดเปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเอง

    นาทีที่ 76 ลิเวอร์พูล ได้โอกาสลุ้นประตูจาก ซาลาห์ ที่ปั่นโค้งด้วยเท้าซ้ายนอกกรอบเขตโทษแต่น้ำหนักดูเหมือนจะเบาเกินไปทำให้ เอแดร์ซอน กระโดดรับไว้ไร้ปัญหา

    ช่วงทดเวลานาทีที่ 90+4 แมนซิตี้ เกือบได้ประตูที่ 5 เมื่อ ริยาด มาห์เรซ หลุดเดี่ยวเข้าไปซัดประตูผ่านมือ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เข้าไปแต่เมื่อย้อนดูวีเออาร์แล้วเกิดการแฮนด์บอลก่อนในจังหวะที่ มาห์เรซ จะหลุดเดี่ยวจึงทำให้ไม่ได้ประตู

    จบเกม แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านถล่ม ลิเวอร์พูลยับเยิน 4-0

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

    แมนฯ ซิตี้ (4-2-3-1) : เอแดร์ซอน โมราเอส –  ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, เอริค การ์เซีย – อิลคาย กุนโดกัน, โรดรี้ – เควิน เดอ บรอยน์, ฟิล โฟเด้น, ราฮีม สเตอร์ลิง – กาเบรียล เชซุส
    ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลิสซอน เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่ 
    ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

    ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

เชลซีเป่าปากบุกเชือดพาเลซ แซงเลสเตอร์ขึ้นที่3ชั่วคราว

"สิงห์บลูส์" ไม่พลาดสามแต้มสำคัญหลังบุกไปอัด คริสตัล พาเลซ หวุดหวิด 3-2 ส่งผลให้ เชลซี มีเพิ่มเป็น 60 คะแนนแซง เลสเตอร์ ขึ้นอันดับ 3 ชั่วคราว ส่วน "ดิ อีเกิ้ลส์" ฟอร์มแย่ไม่หายแพ้เป็นที่ 4 ติดต่อกัน ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอังคารที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา
สนาม : เซลเฮิร์สท์ พาร์ค

    เกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 34 เจ้าบ้าน "ดิ อีเกิ้ลส์" ทีมอันดับ 14 แพ้มา 3 เกมติดแล้ว นัดล่าสุดบุกไปแพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ 0-3 นัดนี้รับการมาเยือนของ เชลซี อันดับ 4 ที่ต้องการแต้มเพื่อรักษาตำแหน่งท็อปโฟร์ ซึ่งฟอร์มล่าสุดของ "สิงห์บลูส์" นั้นไล่ต้อนเอาชนะ วัตฟอร์ด 3-0

    รอย ฮ็อดจ์สัน ส่งสามแนวรุกทั้ง จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้ และวิลฟรีด ซาฮา เป็นทีเด็ด ขณะที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ของเชลซีเกมนี้ไร้ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่บาดเจ็บ ส่งไอ้หนู บิลลี่ กิลมอร์ ลงทำหน้าที่แทน ส่วนแนวรุกเป็น วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ และ คริสเตียน พูลิซิช 

        เริ่มเกมมาไม่ถึงสองนาที  เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ออกบอลพลาดเตะบอลไปเข้าทาง เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ฉวยโอกาสยิงไกลกว่า 40 หลาแต่บอลหลุดกรอบออกไปไม่ได้ลุ้น

    แต่กลายเป็น เชลซี ที่บุกมานำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ รีซ เจมส์ เปิดขึ้นหน้าไปที่ว่างให้ วิลเลี่ยน วิ่งฉีกหนี แกรี่ เคฮิลล์ ก่อนอดีตแนวรับสิงห์บลูส์จะโชคร้ายบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนล้มลงไปทำให้ วิลเลี่ยน หลุดเข้าไปในกรอบแล้วหักมาง่ายๆให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยิงเข้าไป

    นาทีที่ 8 รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือเจ้าถิ่นต้องเปลี่ยนตัวโดยด่วนส่ง มามาดู ซาโก้ ลงไปเล่นแทน แกรี่ เคฮิลล์ ที่บาดเจ็บ

    นาที 27 สิงห์บลูส์ พังสกอร์หนีห่างเป็น 2-0 บอลจาก วิลเลี่ยน เล่นชิ่งกับ เมสัน เมาน์ท ก่อนที่ วิลเลี่ยน จะจ่ายออกซ้ายมาให้ คริสเตียน พูลิซิช กระชากหนี โจเอล วอร์ด ก่อนตะบันด้วยซ้ายบอลพุ่งแรงเบียดเสาแรกเข้าไปอย่างเด็ดขาด

    ทีมเยือนยังครองเกมได้เหนือกว่า นาที 32 ลูกทีมของ แลมพาร์ด เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สาม จากจังหวะที่ คริสเตียน พูลิซิช ตะลุยบอลเข้ามาในกรอบแล้วจ่ายออกซ้ายให้ วิลเลี่ยน ซัดไปติดเซฟของ บิเซนเต้ กวาอิต้า

    นาที 34 คริสตัล พาเลซ มาทวงประตูตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 จนได้ พาทริค ฟาน อานโฮลท์ จ่ายไปติดแข้งสิงห์บลูส์ ก่อนบอลมาเข้าทาง วิลฟรีด ซาฮา กลางสนามก่อนตั้งป้อมซัดไกลกว่า 30 หลาบอลพุ่งติดไซด์ก้อยหนีมือ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า เข้าไปชนิดงามหยด

    จบครึ่งแรก คริสตัล พาเลซ ตามหลัง เชลซี 1-2

    ครึ่งหลัง นาที 48 บิลลี่ กิลมอร์ แย่งบอลจากกลางสนามได้ก่อนบอลไปถึง รอสส์ บาร์คลี่ย์ ลองสับไกยิงด้วยขวานอกกรอบแต่ยิงบดและเบาออกหลังไป

    ทีมเยือนโอกาสจะแจ้งไม่มีเท่าไหร่นัก นาที 54 รีซ เจมส์ ครอสไปในกรอบให้ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ขึ้นโขกหลุดกรอบออกไปแบบได้ลุ้น

    นาที 65 แลมพาร์ด เปลี่ยน2คนรวดส่ง รูเบน ลอฟตัส-ชีค และแทมมี่ อบราฮัม ลงมาแทน รอสส์ บาร์คลี่ย์ และโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

    นาที 71 สกอร์ของเชลซีทะยานนำห่าง 3-1 รูเบน ลอฟตัส-ชีค จ่ายบอลทะลุแผงหลังให้ แทมมี่ อบราฮัม ซัดด้วยขวาเสียบโคนเสาไกลเข้าไปอย่างเฉียบขาด

    ทว่าอีกนาทีถัดมา เจ้าบ้านมาพังประตูไล่มาเป็น 2-3 จากจังหวะขึ้นเกมเร็วทางด้านซ้าย เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ เปิดเข้าไปให้ ฟาน อานโฮลท์ หลุดเข้าไปปาดบอลให้ คริสติย็อง เบนเตเก้ ยิงโล่งๆเข้าไปอย่างง่ายดาย

    ท้ายเกม นาที 86 ทีมเยือนเกือบได้เม็ดที่สี่หลัง เมสัน เมาน์ท ซัดไกลสุดสวยแต่บอลยังโดน บิเซนเต้ กวาอิต้า ปัดออกไปได้

    จบเกม คริสตัล พาเลซ พ่ายให้ เชลซี 2-3 ส่งผลให้ "ดิ อีเกิ้ลส์" แพ้เป็นเกมที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่ "สิงห์บลูส์" คว้าสามแต้มแซงเลสเตอร์ ซิตี้รั้งอันดับ 3 ชั่วคราวก่อน โดยมี 60 คะแนน และเหลือการแข่งขันอีก 4 นัดที่เหลือ

    รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม         

        คริสตัล พาเลซ (4-3-3) : บิเซนเต้ กวาอิต้า – โจเอล วอร์ด, แกรี่ เคฮิลล์, สกอตต์ แดนน์, พาทริค ฟาน อานโฮลท์ – เจมส์ แม็คอาร์เธอร์, ลูก้า มิลิโวเยวิช, ชีกู กูยาเต้ – จอร์แดน อายิว, คริสติย็อง เบนเตเก้, วิลฟรีด ซาฮา   

    ผู้จัดการทีม : รอย ฮ็อดจ์สัน

        เชลซี (4-3-3) : เกปา อาร์รีซาบาลาก้า – รีซ เจมส์, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, คูร์ท ซูม่า, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า – รอสส์ บาร์คลี่ย์, บิลลี่ กิลมอร์, เมสัน เมาน์ท – วิลเลี่ยน, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์, คริสเตียน พูลิซิช 

    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : เดวิด คูท