ลิเวอร์พูลตำหนิแฟนบอลฉลองแชมป์โดยไม่สนใจกฎการเว้นระยะ

ลิเวอร์พูล ตำหนิแฟนบอลบางส่วนที่ไปฉลองแชมป์และสร้างความปั่นป่วนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมบอกว่าตอนนี้ยังจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอันดับแรก

    ลิเวอร์พูล ประณามแฟนบอลบางส่วนที่สร้างความวุ่นวายด้วยการไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ตรง เพียร์ เฮด และจุดพลุไฟใส่ ไลเวอร์ บิลดิ้ง ตึกอันเลื่องชื่อของเมืองลิเวอร์พูล ในช่วงที่แฟนบอลกลุ่มดังกล่าวฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019-20

    "หงส์แดง" การันตีแชมป์ลีกได้ตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน ที่ผ่านมา และแฟนบอลหลายคนก็ฉลองแชมป์กันตั้งแต่คืนนั้น ซึ่งตอนนั้นทางหน่วยงานราชการยังอนุญาตให้พวกเขาฉลองกันได้ แต่ก็ขอให้แต่ละคนอยู่ฉลองแชมป์กันที่บ้านเป็นหลักในวันอื่นๆ

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน ที่ผ่านมา ก็ยังมีการฉลองแชมป์ตามที่ต่างๆ ของเมือง โดยจุดใหญ่ที่สุดคือตรง เพียร์ เฮด และมันก็เกิดประเด็นร้อนขึ้นเมื่อแฟนบอลบางส่วนไปจุดพลุไฟใส่ ไลเวอร์ บิลดิ้ง จนบางพื้นที่มีไฟลุกขึ้นมา ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องรีบไปดับไฟ ซึ่งสุดท้ายมันก็ไม่มีเหตุเพลิงไหม้ร้ายแรงแต่อย่างใด แต่หลังจากนั้น โจ แอนเดอร์สัน นายกเทศมนตรีของเมืองลิเวอร์พูลก็เรียกร้องให้ "เดอะ ค็อป" อยู่ฉลองแชมป์กันที่บ้านจะเป็นการดีกว่า

    แถลงการณ์ของ ลิเวอร์พูล ระบุว่า "ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ, ตำรวจประจำเมอร์ซี่ย์ไซด์, สภาเมืองลิเวอร์พูล และ สปิริต ออฟ แชงค์ลี่ย์ (กลุ่มแฟนบอลกลุ่มใหญ่ของ ลิเวอร์พูล) ได้ทำงานร่วมกันเพื่อคอยเตือนผู้คนอยู่เสมอว่าย่านของเรายังได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ และขอให้ทุกคนฉลองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของ แอลเอฟซี กันด้วยความปลอดภัย"

    "เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา มีแฟนบอลหลายพันคนที่ไปยัง เพียร์ เฮ้ด และบางคนก็ไม่สนใจต่อกฎการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงทำให้คนทั่วไปเสี่ยงที่จะได้รับอันตราย เมืองของเรายังไม่พ้นจากวิกฤติด้านสุขภาพ และพฤติกรรมทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้"

    "มันยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดครั้งที่สองของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ และเราจำเป็นต้องทำงานร่วมกันเพื่อทำให้มั่นใจว่าเราจะไม่ทำให้ทุกอย่างที่คนในย่านนี้ทำในช่วงล็อคดาวน์มันกลายเป็นเรื่องไร้ค่า เมื่อมันมีความปลอดภัยแล้วนั้น เราจะทำงานร่วมกันเพื่อจัดขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ เราจะทำในตอนที่ทุกคนสามารถมาฉลองแชมป์ร่วสมกันได้ จนกว่าจะถึงตอนนั้น ความปลอดภัยของเมืองและของผู้คนของเรายังถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่"

ลูกจ้างร้านข้าวขาหมู ติดทีมชาติ เป็นนายร้อยติดดาว

แบบฉบับของนักฟุตบอลที่มาจากครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ อยู่กับพ่อและย่า มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ชีวิตของ "ปริ๊นซ์" รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก น่าจะเป็นแบบอย่างของคนสู้ชีวิตที่ก้าวจากดินมาประดับดาวบนบ่า ด้วยความไม่ท้อและไม่ถอย
    – ชีวิตวัยเด็กที่ อำเภอปากช่อง จ.นครราชสีมา ต้องอยู่กับย่าและพ่อที่ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป งานที่ "ปริ๊นซ์" ต้องทำตอนเด็กคือ ปั้นมะขาม เด็ดมะเขือ ได้วันละ 100 กว่าบาท

    – เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างจน ต้องสวมใส่ผ้าใบเตะ แต่เพราะต้องเล่นบอลโรงเรียนและระดับประชาชน จึงกัดฟันซื้อสตั๊ดมือสองต่อจากเพื่อนและใช้ยาวจนเข้ากรุง

    – ช่วงที่เล่นบอลและเรียนที่ปากช่อง หลังเลิกเรียน รุ่งรัฐ จะขี่รถซาเล้งไปเพื่อจัดร้านขายข้าวขาหมู เพื่อแลกเงินมาให้ครอบครัวได้ใช้จ่าย

    – จบม.ปลายจากปากช่อง เข้ากรุงไปพร้อมกับเงินก้อนสุดท้ายของครอบครัวที่มีให้ 5 พันบาท เพื่อนชวนไปเรียนที่ม.อาร์แบค แต่ไม่ได้ทุนเรียน ต้องกู้ทุน กยศ.ทั้งค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,200 บาท

    – เงิน 5 พันที่ได้ เอาไปซื้ออุปกรณ์ดำรงชีวิต หม้อหุงข้าว พัดลม ฯลฯ และใช้อย่างประหยัดควบคู่กับเงินกู้ กยศ. แม้จะเคยไปสมัครเป็นพนักงานโลตัสแต่เขาไม่รับ งานจ็อบไม่มี บางเดือนก่อนเงินออก 1 วันเหลือแค่ 5 บาท เอาไปซื้อหมูปิ้ง 1 ไม้ กินกับข้าวที่หุงไว้ที่ห้อง เป็นอาหารมื้อเดียวตลอดวัน

    – เคยตระเวณไปคัดสโมสรต่าง ๆ กับเพื่อน 6-7 สโมสร ปรากฏว่าไม่มีที่ไหนรับ เพราะมีคนไปคัดที่ละครึ่งพันคน ได้เล่นแค่ 5 นาที จนอินทรีเพื่อนตำรวจเปิดคัดเยาวชน 19 ปีไปเสริมชุดใหญ่ เพื่อนไปคัดติด ตัวเองไม่ได้ไป โชคดีสโมสรเปิดคัดอีกรอบ คราวนี้ติด ได้เงินก้อนแรกเป็นเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท ชีวิตรอดจากการอดแล้ว

    – จากนั้นมีโอกาสเข้าทีมใหญ่ของสโมสร เซ็นครั้งแรกได้เงินเดือน 3 พัน เบี้ยเลี้ยงซ้อมมื้อละ 400 บาท ตกแล้วเกือบหมื่นห้าต่อเดือน ดีใจสุด ๆ ส่งเงินให้ทางบ้าน และเก็บไว้ใช้เอง

    – อยู่กับชุดใหญ่เพื่อนตำรวจแค่ 1 ปี โอกาสได้เล่นน้อย ถูกทาบทามไปเชียงใหม่ ที่อยู่ดิวิชั่น 2 ตกลงไปเล่น 1 ปีย้ายไปลำพูน และกลับมาเชียงใหม่ จนเชียงรายเห็นฟอร์มช่วงอุ่นเครื่องจึงทาบทามไปเล่น ก่อนแจ้งเกิดเต็มตัวและมีโอกาสได้เล่นทีมชาติชุดใหญ่อุ่นเครื่องกับสิงคโปร์และแคเมอรูน ซึ่งเป็นฝันที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้

    – ชีวิตติดเครื่องได้ติดทีมชาติไปคว้าแชมป์ซีเกมส์ ที่สิงคโปร์ และยังคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2016 ขณะที่เส้นทางอาชีพย้ายจากเชียงรายไปอยู่ราชบุรี และมาอยู่กับทรู แบงค็อก ในปัจจุบัน

    – ตอนนี้ชีวิตสลัดพ้นความยากจนและยากลำบาก มีบ้านที่ซื้อให้พ่อกับย่า และซื้อให้แม่ที่แยกทางกับพ่อตั้งแต่เด็ก รวมถึงซื้อรถให้บ้านละคัน รวมถึงบ้านและรถของตัวเอง ที่สร้างฐานะได้เพราะรู้จักเก็บออมตั้งแต่ยังได้เงินเดือนหลักหมื่นต้น ๆ จนมาเป็นหลักแสนในตอนนี้ แถมยังเพิ่งได้ติดยศ ร.ต.ต.จากการรับราชการตำรวจอีกด้วย

    นี่คือชีวิตที่ขึ้นจากดิน จนวันนี้ "ปริ๊นซ์" รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก มีทั้งดาวประดับบ่า และ ทรัพย์สิน เงินทอง ข่วยให้ทางบ้านลืมตาอ้าปากได้ ใครที่เคยผ่านอุปสรรคของชีวิตและท้อแท้ ให้ดูการสู้ชีวิตของ "เจ้าปริ๊นซ์" รุ่งรัฐ ภูมิจันทึก เป็นแบบอย่างของคนสู้ไม่ถอย

 

ว่อนโซเชี่ยล! หลุดคล้ายแข้งทีมชาติไทยก่อเรื่องฉาวที่เยอรมนี

โลกโซเชี่ยลกระหน่ำแชร์ ภาพหลุดหน้าคล้ายนักเตะดังไทยลีกพร้อมเพื่อนอีก 2 คน ก่อเหตุฉาวเมาแล้วทะเลาะวิวาทที่ร้านอาหารในเยอรมนี เผยเจ้าตัวโร่ขอโทษกับเจ้าของร้านแล้ว ด้านแฟนบอลสันนิษฐานอาจเป็น ฟิลิป โรลเลอร์ หรือไม่ ?

    เกิดเหตการณ์อื้อฉาวหลังจากที่โลกโซเชียลเผยแพร่เหตุการณ์ ที่มีชายหน้าคล้ายนักเตะดังในศึกไทยลีก ก่อเหตุทะเลาะวิวาทที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเยอรมนี จนร้านได้รับความเสียหาย ซึ่งเหตุการณ์นี้เจ้าของร้านพร้อมเอาผิดถึงที่สุด

    โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ก "นัยนา โรท" ได้ออกมาเปิดเผยเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศเยอรมนี และโพสต์ลงในเฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.63 ที่ผ่านมา มีนักฟุตบอลรายนี้พร้อมเพื่อนอีก 2 คน มารับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งนี้ และมีอาการมึนเมา จนกระทั่งถึงเวลาปิดร้าน เจ้าของร้านขอให้กลับบ้าน เนื่องจากไม่สามารถเปิดร้านเกินเวลาได้ แต่กลุ่มของนักฟุตบอลทีมชาติคนนี้ไม่พอใจ จนเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น

    ทั้งนี้ส่งผลให้ข้าวของในร้านเสียหายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งแข้งรายนี้ยังมีการตะโกนด่าทอผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งสุดท้ายต้องเรียกตำรวจพร้อมแจ้งข้อกล่าวหา หมิ่นประมาท, ทำร้ายร่างกาย และทะเลาะวิวาท โดยเจ้าของร้านดังกล่าวยืนยันจะดำเนินคดีถึงที่สุด แม้กลุ่มผู้ก่อเหตุจะติดต่อเพื่อขอโทษก็ตาม

    อย่างไรก็ตาม ภาพที่หลุดอออกมานั้น แฟนบอลในโซเชียลต่างแสดงความคิดเห็นต่างๆนาๆ พร้อมกับสันนิษฐานว่า มีความคล้ายคลึงกับ ฟิลิป โรลเลอร์ วิงแบ็คกัปตันทีมของราชบุรี มิตรผล เอฟซี ลูกครึ่งไทย-เยอรมัน เนื่องจากเจ้าตัวยังพักผ่อนอยู่ที่ประเทศเยอรมนีในเวลานี้นั่นเอง

ยืนยันแล้วสนามเตะเกมเอฟเวอร์ตัน-ลิเวอร์พูล

เดอะค็อปเฮ! ลิเวอร์พูล จะได้เล่นที่ แอนฟิลด์ ตามโปรแกรมในบ้านที่เหลือของซีซั่นนี้ ส่วนเกม เมอร์ซี่ไซด์ วันอาทิตย์ที่ 21 มิ.ย. เตะ กูดิสัน พาร์ค หลังมั่นใจในการรักษาความปลอดภัย

    เกม พรีเมียร์ลีก ระหว่าง เอฟเวอร์ตัน กับ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายนนี้ จะเล่นกันที่สนาม กูดิสัน พาร์ค แบบไม่มีคนดู หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่า อาจต้องไปใช้สนามกลาง เนื่องจากหวั่นว่า แฟนบอลอาจไปรวมตัวนอกสนามจนสร้างปัญหาให้กับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    หลังจากมีการพูดคุยร่วมกันระหว่างสภาเมืองลิเวอร์พูล, เจ้าหน้าที่ตำรวจเมอร์ซี่ไซด์, กลุ่มแฟนบอลของทั้ง ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน แล้วนั้น ได้ข้อสรุปว่า เกมเมอร์ซี่ไซด์ดาร์บี้ครั้งที่ 236 จะเล่นที่สนาม กูดิสัน พาร์ค รังเหย้าของ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" ตามโปรแกรมปกติ หลังเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัย

    นอกจากนั้น ทุกเกมในบ้านที่เหลือของ ลิเวอร์พูล ซีซั่นนี้ จะเล่นที่ แอนฟิลด์ รังเหย้าของตัวเองได้ตามปกติอีกด้วย ส่งผลให้ "หงส์แดง" มีโอกาสสามารถฉลองแชมป์ในบ้านของตัวเอง หลังตอนแรกแฟนบอลหวั่นว่า อาจจะต้องไปเล่นเกมคว้าแชมป์ที่สนามกลาง

    เวนดี้ ไซม่อน รองนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูล เผยเมื่อวันพุธที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า "พวกเราพอใจกับหลักฐานและคำแนะนำจากรัฐบาล, เอฟเวอร์ตัน, ลิเวอร์พูล, หน่วยงานสาธารณสุขและตำรวจเมอร์ซี่ไซด์ ซึ่งจะทำให้มั่นใจว่าการแข่งขันสำหรับ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/20 สามารถเล่นได้อย่างปลอดภัยทั้งที่ กูดิสัน พาร์ค และ แอนฟิลด์"

ไม่กล้าเจอหน้าใคร ไม่ดูบอลไทย วันที่ “รูนี่ย์เมืองไทย” เป็นดาวดับแสง

เขาคนนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นซุปเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งของบอลนักเรียนเมืองไทย แม้กระทั่ง "มุ้ย" ธีรศิลป์ แดงดา หนึ่งในตำนานกองหน้าทีมชาติไทยที่เล่นมารุ่นเดียวกัน ยังเป็นรองในด้านชื่อเสียง ฝีเท้า และผลงาน แต่เส้นทางของเขา "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ที่เคยได้รับฉายา "รูนี่ย์เมืองไทย" กลับไปไม่ถึงตำแหน่ง ซุปเปอร์สตาร์ ในวงการฟุตบอลไทย
    – สมัยเล่นฟุตบอลนักเรียนให้กับโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี "โก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ได้รับความชื่นชมจากทุกคนที่ได้เห็นฝีเท้า โดยเฉพาะเท้าซ้ายทรงพลังที่หนักหน่วง เข้าข้อเป็นตุงตาข่ายแบบประตูไม่กล้ารับ คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวซัลโวแทบทุกรายการของบอลนักเรียนในช่วงเวลาที่เขาอยู่ในชายคาอัสสัมฯธนบุรี เคยได้รับการคัดเลือกให้ไปฝึกฝีเท้าในโครงการ "ช้างเอฟเวอร์ตัน"

    – เส้นทางลูกหนังถูกปูด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะเล่นแค่บอลนักเรียนแต่ก็มีสปอนเซอร์มาให้การสนับสนุนหลายเจ้า เงินทองไหลมาเทมา วันที่จบการศึกษาจากอัสสัมฯธนบุรี ทางจุฬาฯ มาติดต่อให้ไปเรียนในโครงการช้างเผือก แต่เจ้าตัวเลือกปฏิเสธ เพราะไม่อยากอยู่ในกฏเกณฑ์

    – ขณะที่เพื่อนร่วมสถาบันอย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, นฤพนธ์ อารมณ์สวะ ฯลฯ เลือกสโมสรตามคำแนะนำของคณะอาจารย์ให้ไปเพาะกระดูกในสโมสรราชประชา หลังเรียนจบม.ปลาย แต่ "โก้" ศักรินทร์ เลือกทำตามใจตัวเองด้วยการเลือกไป บีอีซี เทโรฯ ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกไทยในยามนั้นด้วยวัยเพียงแค่ 18-19 ปีเท่านั้น

    – เหตุผลที่เลือกไปเทโรฯ ในคราวนั้น "โก้" ศักรินทร์ เล่าว่า "ผมคิดว่าผมเก่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินตามทางเพื่อนที่ไปราชประชา อยู่เทโรฯ มีชื่อเสียงโด่งดัง เงินเดือนก็ไม่น้อย ตอนนั้นได้ 35,000 บาท ถือว่าเยอะมากในสมัยที่ลีกยังไม่ดังและในวัยที่ยังไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น"

    – เมื่อชื่อเสียงและเงินทองมาพร้อมกัน ประกอบกับอยู่ในวัยที่สามารถเข้าผับ บาร์ ได้ ประกอบกับที่พักอยู่แถวที่มีร้านเหล้า ผับบาร์ เยอะ เพื่อนก็มากตาม เที่ยวแทบทุกคืน พอช่วงเย็นหลังซ้อมบอล ก็ออกไปเที่ยวเตร่ตลอด และไม่มีใครมาห้ามปราม เพื่อนร่วมสถาบันก็ไปอยู่ทีมอื่น ชีวิตติดเที่ยวหนักมาก

    – เมื่อเที่ยวจัด ฟอร์มก็เริ่มตก อยู่แค่ครึ่งปี ก็ย้ายไปสโมสรตำรวจ เปลี่ยนที่พักไปแถวสะพานใหม่ ยังใช้เงินและใช้ชีวิตหมดไปกับการกินเหล้าทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง จนวันหนึ่งซ้อมบอลอยู่ เกิดอุบัติเหตุขาลงหลุมแล้วบิดตัว ปรากฏว่าเอ็นเข่าขาด

    – เข้ารับการผ่าเข่า แต่ไม่ดูแลตัวเอง ใช้เวลารักษากว่า 2 ปีโดยที่รักษาตามมีตามเกิดกลับบ้านที่เมืองกาญจน์ พอเริ่มเดินได้ก็ออกเที่ยวกลางคืนต่อ ไม่ได้ดูแลตัวเอง จนหาย ติดต่อหา "โค้ชเตี้ย" สะสม พบประเสริฐ เพื่อขอโอกาสเล่นกับแบงค็อก ยูไนเต็ด ได้โอกาสเข้ามาฝึกซ้อมรีดน้ำหนักไป 24 ก.ก. แต่ด้วยความที่ห่างบอลไปนาน จับจังหวะการเล่นได้ไม่เหมือนเดิม การเซ็นสัญญาจึงไม่เกิดขึ้น

    – ทีมเมืองกาญจน์ บ้านเกิดชวนไปเล่น ตัดสินใจกลับไปเล่นปรากฏว่าเจ็บเข่าอีก ต้องผ่าทั้งซ้ายและขวา ทั้งจาการเดินสายและเล่นบอลให้ทีมเมืองกาญจน์ สุดท้ายไม่ไหว ตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัยแค่ 24 ปี

     ไทม์ไลน์ในการเล่นบอลอาชีพของ "เจ้าโก้" ศักรินทร์ จันทร์โยธา ถือว่าสั้นจนน่าใจหาย ชีวิตที่น่าจะไปได้สวยกับฟุตบอลอาชีพ กลับกลายเป็นต้องเลิกเล่นเร็วจนแทบไม่น่าเชื่อ

    "เจ้าโก้" เปิดใจให้ฟังว่า หลังจากเลิกเล่นไปแล้วก็ยังใช้ชีวิตแบบคนเที่ยวกลางคืน สลับกับการเล่นฟุตบอลเดินสายแถวบ้านเกิด จนวันหนึ่งมีโฆษกสนามประกาศว่า "เจ้าโก้" อดีตนักเตะทีมเยาวชนทีมชาติไทยมาเล่นอยู่ในสนามนี้ ผอ.โรงเรียน เมฆบัณฑิต จึงมาทาบทามให้เป็นโค้ชฝึกสอนที่อะคาเดมี่ของโรงเรียน จนถึงวันนี้ 4 ปีมาแล้ว และนี่คือการเปิดใจของ "เจ้าโก้" กับอดีตที่ผ่านมา

    "ผมยอมรับว่า ชีวิตในการเล่นฟุตบอลของผมมันสั้นเพราะผมทำตัวเอง ตอนนั้นผมมัวแต่คิดว่าผมโชคร้ายผมถึงเจ็บ ผมถึงเล่นไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ผมทำตัวเองทั้งนั้น ผมเป็นคนติดเพื่อน ใครชวนไม่เคยคิดปฏิเสธ ชอบสังสรรค์เหล้า ผู้หญิง ผมเปย์ทุกอย่าง เรื่องบาดเจ็บก็ส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือ ผมทำตัวเองทั้งนั้น"

    เมื่อเส้นทางลูกหนังขาดสะบั้นลง "โก้" ศักรินทร์ ยอมรับว่า ตนเองทำใจไม่ได้นานมาก "ผมไม่เคยดูบอลไทยลีก บอลเมืองกาญจน์บ้านผมแข่งลีก ผมก็ไม่ไปดู ทีมชาติไทยผมเคยดูบ้าง แต่พอดูแล้วมันก็มานั่งคิดว่า จริง ๆ ผมควรจะอยู่ในสนามในวันนี้มากกว่าหน้าจอทีวี ไม่อยากไปเจอคนรู้จักในอดีต อยากเข้าไปทักแต่ไม่กล้า ไม่อยากเจอนักข่าวเพราะกลัวโดนถามจี้ใจดำ เคยเจอรุ่นพี่เขาเคยเข้ามาทักบอกเสียดาย เอ็งเก่งที่สุดในบอลนักเรียนแล้ว ไม่น่าเลย เจ็บจี๊ดเข้าไปถึงหัวใจเลย"

    เมื่อกาลเวลาผ่านไป "เจ้าโก้" ที่ตอนนี้อยู่ในวัย 31 ปีเริ่มที่จะทำใจได้ และบทเรียนของตัวเองคือ บทเรียนที่ล้ำค่าที่นำไปสอนให้กับเด็ก ๆ ของอะคาเดมี่ที่ตัวเองเป็นโค้ชอยู่

    "ผมบอกกับเด็กว่า ถ้าพวกเอ็งอยากเลียนแบบฝีเท้าของไอดอลนักเตะคนไหน เอ็งทำไปเลย แต่ถ้าพวกเอ็งจะหานักเตะที่เคยขึ้นสูงสุดแล้วตกลงมาต่ำสุดแล้ว เอ็งดูที่โค้ชคนนี้ แล้วจำไว้อย่าทำแบบที่โค้ชเคยทำ ผมจะพร่ำสอนเด็กไม่ให้เดินตามรอยผม แต่ถ้าเรื่องสอนบอลแล้ว เด็กเชื่อผมและทำตาม เพราะผมสาธิตให้เขาดูได้ทุกอย่าง มีแค่ประสบการณ์ชีวิตนี่แหละที่ไม่ให้เด็กเลียนแบบและอย่าทำตามเป็นอันขาด"

    ก่อนจากกัน "โก้" ศักรินทร์ ฝากถึงนักฟุตบอลรุ่นหลังว่า ให้ดูชีวิตของเขาเป็นบทเรียนเพื่อที่จะไม่ทำตาม "วันนี้ฟุตบอลเป็นอาชีพเต็มตัว หาเลี้ยงตัวเองได้สบาย จำไว้เหล้ากับผู้หญิง อย่าได้เข้าไปข้องแวะ ถ้ามีสองอย่างนี้เข้ามาในชีวิตโอกาสจะหลงทางเดินผิดอย่างผม มันเกิดขึ้นแน่ ผมอยากให้ชีวิตผมเป็นอุทธาหรณ์สอนใจนักบอลรุ่นหลังทุกคน จะได้ไม่มามัวเสียใจยามที่อดีตมันเรียกกลับคืนมาไม่ได้แบบผม"

    ส่วนชีวิตของตัวเอง "โก้ ศักรินทร์" เปิดใจว่า เมื่อก่อนคิดว่าตัวเองโชคร้าย แต่ชีวิตก็มีโชคดีเข้ามาทั้งการได้โอกาสในการเป็นโค้ชอะคาเดมี่สอนเด็ก ได้มีโอกาสปั้นเด็กให้เติบโตในเส้นทางที่ควรจะเดิน และโชคดีที่ยังมีคนรักและชื่นชมเวลามีคนเอ่ยถึงชื่อ ศักรินทร์ จันทร์โยธา

 

เต็มสูบ ! 5 ประเด็นหลัง ลิเวอร์พูล รวมตัวซ้อมที่แอนฟิลด์ครั้งแรก

การเห็นบรรดานักเตะลิเวอร์พูลกลับมารวมตัวฝึกซ้อมในสนามแอนฟิลด์ครั้งแรก และมีการซ้อมแบ่งทีมแบบ 11 ต่อ 11 ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับสาวก "เดอะ ค็อป" เพราะนี่คือการเตรียมตัวแบบเต็มสูบของทีมเพื่อให้พร้อมสำหรับการกลับมาแข่งเกมลีกกันต่อในฤดูกาล 2019/2020
 หลังจากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนักจนทำให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราว แต่ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ ค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และทำให้แผน "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ค่อยๆ สมบูรณ์แบบ โดยล่าสุด พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทุกๆ ทีมสามารถลงซ้อมแบบสัมผัสตัวกันได้เรียบร้อยแล้ว

 สำหรับการกลับมารวมตัวซ้อมแบบเต็มรูปแบบของ ลิเวอร์พูล แสดงให้เห็นสัญญาณในทางบวกที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของนักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ที่ใส่กันเต็มที่แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การซ้อม แต่พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสภาพร่างกายที่ฟิตเปรี๊ยะ และสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมสำหรับการไล่ล่าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

1. ลงซ้อมแอนฟิลด์เต็มรูปแบบครั้งแรก

 บรรดาขุนพล "หงส์แดง" กลับมาร่วมตัวกันซ้อมตั้งแต่เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ "โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท" ได้รับอนุมัติให้ทุกๆ สโมสรสามารถลงฝึกซ้อมได้  โดยจะซ้อมแบบแบ่งกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีการซ้อมรวมกันไม่เกิน 5 คน และที่สำคัญทั้งหมดจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวด

 จากนั้นในช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก อนุญาตให้ทำการซ้อมแบบสัมผัสโดนตัวกัน ทำให้ตอนนี้ทุกๆ ทีมมีการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้สภาพร่างกายฟิตสมบูรณ์เมื่อเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เริ่มเปิดฉากกลับมาแข่งขันกันใหม่อีกครั้ง ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ เป็นต้นไป

 งานนี้เหล่านักเตะ "เดอะ เร้ดส์" ต่างคึกคักกันสุดๆ โดยนักเตะทั้งทีมตัวจริง และสำรอง ต่างเดินทางมาลงฝึกซ้อมที่สนามแอนฟิลด์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่เกิดวิกฤติไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาด จนเป็นเหตุให้เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักชั่วคราวเกือบ 3 เดือน

 สำหรับการได้กลับมาฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบอีกครั้งทำให้บรรดานักเตะต่างมีความสุขกันอย่างมาก ที่สำคัญดูเหมือนว่าการซ้อมครั้งนี้ราวกับแข่งขันจริงๆ เพราะทุกๆ คนมุ่งมั่นกันอย่างเต็มที่……อย่าลืมว่า ลิเวอร์พูล ต้องการชัยชนะ 2 จาก 9 เกมที่เหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะเถลิงแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้ซะที

2. ฟิตเปรี๊ยะไม่มีอาการอ่อนล้า

 ปกติแล้วการที่นักฟุตบอลร้างสนามไปนานๆ มีความเป็นไปได้ที่สนิมจะเกาะหน้าแข้ง แต่สำหรับขุนพลลิเวอร์พูล ไม่มีเรื่องดังกล่าวให้เห็นเลย พวกเขาลงซ้อมแบบเป็นทีม และนักเตะทุกคนก็วิ่งกันอย่างเต็มที่ ราวกับว่าเหมือนกำลังแข่งขันในแมตช์จริงๆ เลยทีเดียว

 ซาดิโอ มาเน่ โชว์ให้เห็นแล้วว่าการร้างสนามไปเกือบ 3 เดือนไม่ได้ส่งผลต่อสภาพความฟิต และความเฉียบคมของเขาเลย โดยสตาร์ชาวเซเนกัล โชว์ลีลาการกระชากลากเลื้อยอย่างเมามัน แถมยังยิงประตูได้ด้วยในการซ้อมครั้งนี้ ด้านสตาร์คนอื่นๆ ภายในทีมก็มีสภาพร่างกายที่สมบูรณ์

 งานนี้บอกเลยว่าทุกๆ คนแฮปปี้สุดๆ ที่ได้กลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบ และได้สัมผัสกับหญ้าที่แสนเขียวขจีในถิ่นแอนฟิลด์ ที่สำคัญดูเหมือนว่าบรรดาแข้ง "หงส์แดง" ต่างมุ่งมั่นกันมากๆ เพราะนี่จะเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้โชว์เพลงแข้งอย่างเต็มที่ หลังล็อกดาวน์กันมานาน

 แน่นอนว่านี่คือสัญญาณที่ดีเยี่ยมที่บ่งบอกว่าสภาพจิตใจของพวกเขายังมุ่งมั่น และแข็งแกร่งมากขนาดไหน รวมทั้งการได้กลับมาร่วมฝึกซ้อม และอยู่ร่วมกันเพื่อช่วยทีมในช่วงที่เหลืออยู่ของซีซั่นนี้ เป็นสิ่งที่บรรดาแข้ง ลิเวอร์พูล เฝ้ารอมานานแล้ว

3. ใจดีขยายสัญญานิว บาลานซ์

 ในขณะที่นักเตะกลับลงฝึกซ้อมแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับสาว "เดอะ ค็อป" ทั่วโลก แต่ยังมีเรื่องที่น่ายินดีอีกเรื่องอย่าง เมื่อ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจขยายสัญญากับ "นิว บาลานซ์" บริษัทผลิตเครื่อกีฬาชึ้นนำจากประเทศสหรัฐอเมริกา ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคมนี้

 ตามสัญญาฉบับเดิม "นิว บาลานซ์" จะได้อยู่เป็นผู้ผลิตชุดแข่งให้ "หงส์แดง" จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม นั้นหมายความว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสปอนเซอร์หลักให้กับ "เดอะ เร้ดส์" อีกต่อไป และเป็น "ไนกี้" ที่จะเข้ามาสานต่องาน

 อย่างไรก็ตาม ด้วยการที่เกมลูกหนังต้องหยุดชะงักเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ "หงส์แดง" เห็นใจ "นิว บาลานซ์" อย่างมาก และเลือกที่จะเปิดฉากเจรจา 3 ฝ่ายได้แก่ สโมสร, ไนกี้ และ นิว บาลานซ์ เพื่อหาบทสรุปที่ลงตัว ซึ่งทั้งสามฝ่ายเห็นพ้องต้องการให้ขยายสัญญาออกไป และจะทำให้ นิว บาลานซ์ อยู่กับ ลิเวอร์พูล จนกระทั่งจบซีซั่น 2019/2020

 ก่อนหน้านี้ ลิเวอร์พูล ได้แสดงความเป็นมิตรไมตรีจิตที่ดีให้กับพาร์ทเนอร์ของพวกเขา ด้วยการยืนยันว่าจะให้บรรดาขุนพล "เดอะ เร้ดส์" สวมชุดแข่งของ "นิว บาลานซ์" หากพวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกในซีซั่นนี้

4.  แสดงออกต่อต้านการเหยียดผิว

 หนึ่งในไฮไลท์สำคัญในการกลับมาซ้อมแบบเต็มรูปแบบที่แอนฟิลด์ครั้งแรกในรอบเกือบ 3 เดือน ก็คือการที่บรรดานักเตะลิเวอร์พูล แสดงการสนับสนุนการต่อต้านการเหยียดผิว  หลังเกิดเหตุการณ์ที่  จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวสีเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน เสียชีวิต เนื่องจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวประจำเมืองมินเนียอาโปลิส รัฐมินเนโซต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา

 เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก จนถึงขั้นมีการประท้วงอย่างหนัก และมีการรณรงค์ในโครงการ "Black Lives Matter" หรือ "ชีวิตคนผิวสีก็มีความหมาย" เพื่อต่อต้านการเหยียดผิว โดยงานนี้สตาร์ลูกหนังหลายคนได้ออกมาเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่อง

 สำหรับ ลิเวอร์พูล ซึ่งตอนนี้มีคะแนนนำห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน เป็นสโมสรแรกในพรีเมียร์ลีก ที่แสดงการสนับสนุนโครงการ Black Lives Matter ด้วยการที่บรรดานักเตะนั่งคุกเข่าบริเวณวงกลมกลางสนามแอนฟิลด์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ ฟลอยด์

 แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาคาราคาซังกันมานาน และการออกมาเคลื่อนไหวของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการให้ทุกๆ สังคมมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เชื้อชาติ และ สีผิว
  
5. คิดยังไงหลังซ้อมเต็มรูปแบบ

 สำหรับการฝึกซ้อมครั้งนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำหน้าที่ควบคุมดูแลลูกทีมอย่างเต็มที่ เพื่อจะได้เห็นปฏิกิริยา และความทุ่มเทของนักเตะ อย่างไรก็ตามหลังจากที่ซ้อมเสร็จ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช เลือกที่จะให้ เปปิน ลินเดอร์ส มือขวาของเขาเป็นคนให้สัมภาษณ์กับสื่อ เกี่ยวกับการซ้อมแบบเต็มรูปแบบครั้งนี้

 "มันเป็นความรู้สึกที่น่าเหลือเชื่อที่ได้กลับมายังสนามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ นี่คือบ้านของเรา แอนฟิลด์เป็นสนามที่เชื่อมโยงกับเราเป็นอันดับสองรองจากบ้านของเราเอง เราฝึกซ้อมตลอดทั้งสัปดาห์ด้วยความมุ่งมั่น และกระตือรือร้น เพื่อที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด"

 "เราอยากให้นักเตะได้คุ้นชินกับการลงสนามโดยที่ไม่มีกองเชียร์ เรากลับมาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อกลับสู่แนวทางในการเล่นของเรา เรารู้ว่าเราต้องทำงานหนักในช่วงฝึกซ้อม และทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อที่จะเรียกฟอร์มให้อยู่ในระดับเดียวกันที่เราเคยทำ"

 "วันนี้เป็นย่างก้าวที่สำคัญมากๆ ในการเดินมาถูกทิศ สิ่งแรกก็คือการคุ้นเคยกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวกับเกม และเรื่องที่สองการให้นักเตะทุกคนได้มีเวลาในการลงสนาม และแข่งขันกันในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับส่งที่เราจะต้องเจอในอนาคต" ลินเดอร์ส ระบุ

เสี่ยงผิดกฎ! เดเอฟเบเตรียมพิจารณาสามแข้งบุนเดสฯ ประท้วงในสนาม

สมาคมฟุตบอลเยอรมันยืนยันว่าจะมีการพิจารณาการกระทำของนักเตะสามรายในการแข่งขันบุนเดสลีกาช่วงสุดสัปดาห์ ที่แสดงออกว่าสนับสนุนการประท้วงในอเมริกา
คณะกรรมการวินัยของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน เตรียมจะพิจารณากรณีของ จาดอน ซานโช, มาร์คัส ตูราม และเวสตัน แม็คเคนนี ที่แสดงออกถึงการประท้วงในสนามสำหรับเกมบุนเดสลีกาสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

การแสดงออกของนักเตะทั้งสามคนเป็นการสนับสนุนการประท้วงในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรียกร้องความยุติธรรมให้ จอร์จ ฟลอยด์ ที่เสียชีวิตในระหว่างการถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้การประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดผิวในครั้งนี้ได้รับความสนใจไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่ทำประตูแรกของตัวเอง ในเกมที่ยิงแฮตทริคใส่พาเดอร์บอร์นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จาดอน ซานโช ก็แสดงให้เห็นเสื้อยืดด้านในที่มีข้อความว่า "ความยุติธรรมแต่ จอร์จ ฟลอยด์" ก่อนจะโดนใบเหลืองไปตามระเบียบ

จากนั้น มาร์คัส ตูราม กองหน้าโบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ก็แสดงออกด้วยการคุกเข่าลงกับพื้น หลังจากที่ยิงประตูยูเนียน เบอร์ลิน ส่วนเวสตัน แม็คเคนนี ผู้เล่นทีมชาติสหรัฐอเมริกาของชาลเก้ ได้สวมปลอกแขนที่มีข้อความเรียกร้องความยุติธรรมให้จอร์จ ฟลอยด์ ลงสนาม

จากกรณีดังกล่าว ทำให้ทางสมาคมฟุตบอลเยอรมัน เตรียมพิจารณาว่าการกระทำของผู้เล่นทั้งสามคนนั้นผิดต่อระเบียบของบุนเดสลีกาที่ห้ามมีการแสดงออกใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในสนามหรือไม่

 

รันทดแท้! “อีริคเซ่น” หอบเสื้อผ้ากินนอนสนามซ้อมช่วงล็อกดาวน์

    คริสเตียน อีริคเซ่น มิดฟิลด์ อินเตอร์ มิลาน เปิดใจเกี่ยวกับการต้องใช้ชีวิตในช่วงกักตัวเลี่ยงการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 โดยต้องอาศัยอยู่ที่สนามซ้อมต้นสังกัด เนื่องจากยังหาที่พักเป็นหลักแหล่งไม่ได้ พร้อมระบุนี่คือช่วงเวลาที่แสนยากลำบาก และเริ่มคิดถึงฟุตบอลแล้ว
     คริสเตียน อีริคเซ่น กองกลางชาวเดนมาร์ก ชีวิตสุดแสนรันทดต้องใช้ชีวิตในช่วงล็อกดาวน์กินนอนที่สนามซ้อม "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน เนื่องจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เจ้าตัวต้องเลื่อนแผนการหาบ้านพักไปก่อน

     ดาวเตะเลือดโคนม ย้ายจาก ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มาเล่นในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่ได้ลงสนามเพียงแค่ 8 เกมให้กับต้นสังกัดใหม่ ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัสมรณะจนส่งผลให้ฟุตบอลจำเป็นต้องหยุดพักชั่วคราว

    ช่วงที่ผ่านมา อีริคเซ่น ตั้งใจจะไปขออาศัยบ้านของเพื่อนร่วมทีมโดยยินดีนอนที่โซฟา แต่ล่าสุดนักเตะตัดสินใจหอบข้าวของไปอยู่กินในสนามซ้อมของต้นสังกัด โดย แข้งทีมชาติเดนมาร์ก กล่าวว่า "ผมคิดจะไปคุยกับ โรเมลู ลูกากู และ แอชลี่ย์ ยัง แต่พวกเขามีครอบครัวที่ต้องดูแล และต้องนอนบนโซฟาเป็นเวลา 14 วัน มันนานเกินไป"

     "สุดท้ายผมเลือกที่จะไปอยู่ที่สนามฝึกซ้อมของสโมสรร่วมกับเชฟ และสตาฟฟ์อีก 5 คน ซึ่งต้องจำเป็นต้องกักตัวเพื่อป้องกันความปลอดภัยสำหรับครอบครัวพวกเขา"

 


 

     ขณะเดียวกัน อีริคเซ่น ยอมรับว่าต้องเจอกับเรื่องที่แย่สุดๆ ตอนไปชอปปิ้ง และโดนตำรวจเข้ามาจับเนื่องจากเป็นช่วงที่ อิตาลี ออกมาตรการล็อกดาวน์ "ตำรวจสั่งให้ผมหยุด และผมพูดภาษาอิตาเลียนไม่ค่อยได้ ผมต้องพยายามอธิบายสิ่งที่ผมกำลังทำ ผมกำลังจะไปไหน และทำไมผมถึงต้องออกจากบ้าน"

    "ผมต้องส่งตารางการฝึกซ้อมให้กับสโมสร และแผนการไดเอทด้วย แต่นั่นเป็นสิ่งที่คุณต้องทำ ผมวิ่งที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน และคำนวณก็ประมาณ 35 เมตร จากนั้นก็ต้องวิ่งไปวิ่งกลับ 35 เมตร ผมไม่ได้สัมผัสบอลเลยเป็นเวลา 7 สัปดาห์ มันยาวนานที่สุดในชีวิตของผมที่ไม่ได้แตะบอลเลย และผมเริ่มคิดถึงมันแล้ว" อีริคเซ่น ร่ายยาว

กองหน้าลีก เอิง ออกโรงขอโทษหลังเจอรวบข้อหาช่วยตัวเองกลางแจ้ง

ฟาริด เอล เมลาลี กองหน้าดาวรุ่งของอองเชร์ แห่งลีก เอิง ฝรั่งเศส ออกโรงขอโทษต่อสาธารณชน กรณีถูกจับกุมตัวข้อหาช่วยตัวเองในที่สาธารณะ
ฟาริด เอล เมลาลี กองหน้าดาวรุ่งของอองเชร์ แห่งลีก เอิง ฝรั่งเศส ออกโรงขอโทษต่อสาธารณชน กรณีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวข้อหาช่วยตัวเองในที่สาธารณะ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับข้อหานี้

เมลาลีวัย 23 ปี โดนจับกุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จากข้อหาช่วยตัวเองกลางแจ้งในพื้นที่สวนบ้านตัวเอง ก่อนได้รับการปล่อยตัวในวันอังคาร ซึ่งทนายชี้แจงว่าแข้งรายนี้ไม่คิดว่าเพื่อนบ้านจะเห็นพฤติกรรมของตัวเอง จึงทำไปเช่นนั้น

ล่าสุดแข้งทีมชาติแอลจีเรียเผยว่า “ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่ลำบากมากทั้งทางร่างกายและจิตใจ การเผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์และคำตัดสินทางสังคมเป็นสิ่งที่รับมือยาก

“ผมเข้าใจปฏิกิริยาของทุกคนที่ได้ยินข่าวแบบนี้ เพราะไม่มีใครทนต่อพฤติกรรมแบบนั้นได้ ผมอยากขอโทษครอบครัว, เพื่อนฝูง, แฟนบอลของสโมสร และประชาชนชาวแอลจีเรีย ขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้างผมในช่วงเวลาแบบนี้”

มีที่ไหน นายด่านดีกรีทีมชาติ เปลี่ยนชื่อหลายหนจนแฟนบอลเรียกไม่ถูก



“เจมส์” ถือเป็นนายทวารฝีมือดีอีกรายที่วงการลูกหนังไทยเราเคยมีมาทั้งระดับสโมสรและทีมชาติ

หนุ่มจาก จ.สระแก้ว นั้นผ่านสมรภูมิลูกหนังในฐานะพ่อค้าแข้งมาอย่างโชกโชน

เป็นนักเตะตำแหน่งนายทวารอีกรายที่เคยได้ถ้วยแชมป์รายการหลักๆมาแล้วถึง 6 รายการด้วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นแชมป์ไทยลีก 3 สมัย ครั้งที่ 7 ปี พ.ศ. 2545  ครั้งที่  8 ปี พ.ศ. 2546  ตอนอยู่กับธ.กรุงไทย , และครั้งที่  12 ปี พ.ศ. 2551 กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แชมป์ เอฟเอคัพ ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ. 2552  ,โตโยต้า ลีกคัพ ครั้งที่ 1 ปีพ.ศ. 2553  ตอนอยู่กับ การท่าเรือฯ , แชมป์ เอฟเอคัพ ครั้งที่ 9 ปี พ.ศ. 2560 กับ สิงห์เชียงรายฯ ไม่รวมถึงได้แชมป์ลีกด. 1 ที่พา พีทีที ระยองฯ ขึ้นชั้นกลับมาสู่ไทยลีกได้

ส่วนกับทีมชาตินั้น” เจมส์” ได้แชมป์ซีเกมส์ 2 สมัย ครั้งที่ 21 ที่มาเลเซีย ,ครั้งที่ 22 ที่ เวียดนาม

ส่วนการค้าแข้งระดับสโมสรนั้น “เจมส์” อดีตนักเตะ ร.ร.กีฬาจ.สุพรรณบุรี รุ่นแรก เริ่มเล่นอาชีพกับ ธ.กรุงไทย ตั้งปี พ.ศ. 2541 – 2548  โดยปี พ.ศ. 2549 ไปเล่นลีก เวียดนาม กับ ทีม เตี่ยงแยง , กลับมาเล่นให้ อาร์แบค ในดิวิชั่น 1 , ต่อด้วย ไทยลีกครั้งที่ 12 ปี พ.ศ. 2551 ได้แชมป์ไทยลีกกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค , ก่อนจะไปอยู่กับ การท่าเรือฯ , เพื่อนตำรวจ 4 ปี ,ไปพาพัทยา ยูไนเต็ด ขึ้นชั้นมาสู่ไทยลีก ปีครึ่ง เลกสอง ไปเล่น โอสถฯ , ไปเล่นสิงห์เชียงรายฯ 1 ปี , ก่อนจะไปอยู่กับ พีทีที ระยองฯ 2 ปี ตอนนี้เป็นนักเตะไร้สังกัด หลัง พีทีที ระยอง ฯ ยกเลิกสัญญาจากการเลิกทำทีมและได้จ่ายเงินค่าชดเชย มาแล้ว

เจ้าตัวที่ปัจจุบันอายุ 40 ปี ประกาศว่ายังพร้อมจะเล่นอยู่ต่อไปและหากเป็นไปได้ก็อยากจะเล่นให้ยาวนานเหมือน บุฟฟอน อดีตนายทวารทีมชาติ อิตาลี ที่ตอนนี้เล่นกับ ยูเวนตุส

นอกจากจะเป็นนายทวารฝีเท้าดีแล้ว สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษรายนี้ที่หลายคนต้องจำเขาได้ดีชนิดที่ สนง.เขต ต้องไม่อยากเจอหน้าเขาก็คือ “เจมส์” เป็นนักเตะที่ชอบเปลี่ยนชื่อ

ชื่อแรกตั้งแต่เกิดแรกเลยก็คือ ณัฐวุฒิ ก่อนจะมาเปลี่ยน เป็น ภานุวัฒน์ ตั้งอนุรัตน์ ตอนเข้าเรียน ม. 1 ที่ร.ร.กีฬาจ.สุพรรณบุรี

จากนั้นมาเปลี่ยนครั้งที่ 2 จาก ภานุวัฒน์ เป็น ภัทรกร ตอนเล่นกับ การท่าเรือฯ

เปลี่ยนครั้งที่ 3 ที่ใช้ชื่อนี้มาถึงปัจจุบัน จาก ภัทรกร มาเป็น ภัทร ผ่าน 3 พยางค์ คือ พัด- ทะ- ระ โดยครั้งนี้ “เจมส์”เปลี่ยนทั้งชื่อและนามสกุล เลยทีเดียว โดยเปลี่ยนนามสกุล จาก ตั้งอนุรัตน์ เป็น ปิยภัทร์กิติ

ผู้ที่เปลี่ยนชื่อให้กับเขาและคนในครอบครัวทั้งหมด รวมถึงบรรดาลูกๆ ของ”เจมส์” และภรรยา ไม่ใช่ใครเป็น คุณแม่ของเขานั่นเอง ที่มีความเชื่อส่วนบุคคลกับเรื่องของศาสตร์ของชื่อเป็นพิเศษ นั่นเอง