ชนะแชมป์สมัย34ทันที! เรอัลมาดริดคึก “เบนเซม่า” นำทัพบู๊บียาร์เรอัล

"ราชันชุดขาว" คืนนี้ขอแค่คว้าชัยเหนือ บียาร์เรอัล  หรือถ้าบาร์เซโลน่าไม่ชนะ พวกเขาก็จะการันตีแชมป์ทันที โดยพร้อมส่งดาวยิงฟอร์มเด็ดอย่าง คาริม เบนเซม่า ลงไล่ล่าตาข่าย บียาร์เรอัล ศึกลาลีกา สเปน นัดรองสุดท้าย คืนวันพหัสบดีที่ 16 ก.ค.นี้

ปรีวิวลา ลีกา สเปน
เรอัล มาดริด (1) – บียาร์เรอัล (5)
วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563    เวลา : 02.00 น.   
สนาม : เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

    เรอัล มาดริด

    ซีเนดีน ซีดาน จะปรับแดนกลางกับหน้าเล็กน้อย แต่แผงหลังเหมือนเดิม ดานี่ การ์บาฆาล ประจำการแบ็กขวา ใช้ เซร์คิโอ รามอส ยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟกับ ราฟาแอล วาราน , แบ็กซ้ายเป็น แฟร์กล็องด์ เมนดี้ ตามเดิม แดนกลางลูก้า โมดริช จะลงปั้นเกมร่วมกับ โทนี่ โครส , เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่ และ เฟเดรีโก้ บัลเบร์เด้ โดยมี โรดรีโก้ โมเรโน่ ยืนคู่หน้ากับ คาริม เบนเซม่า ในรายของ มาร์เซโล่ กับ นาโช่ เฟร์นานเดซ ยังบาดเจ็บไม่พร้อมลงสนาม

    บียาร์เรอัล

    ฆาเบียร์ กาเยฆา ได้ 3 แข้งตัวหลักกลับมาจากโทษแบน ไล่ตั้งแต่แดนหน้า เคราร์ด โมเรโน่ กลับมายืนหน้าเป้าอีกครั้ง  ส่วนตัวรุกใช้ ซานติ กาซอร์ล่า กับ ฆาบี อันติเบรอส ยืนริมเส้น มี มอย โกเมซ เป็นหน้าต่ำ , ตรงกลาง มานูเอล ตรีเกโรส คุมจังหวะร่วมกับ บิเซนเต้ อิบอร์ร่า ที่พ้นโทษแบนมา ในแดนหลัง คู่เซนเตอร์วาง เปา ตอร์เรส ยืนกับคู่กับ ราอูล อัลบิโอล, มาริโอ กาสปาร์ ลงแบ็กขวา แบ็กซ้ายใช้ ชาเบียร์ กินตีย่า ในรายของ มาเรียโน่ บาร์โบซ่า นายทวารมือสองติดโทษแบน ทำให้ เซร์คิโอ อาเซน
โฆ จะกลับมาเฝ้าเสาอีกครั้ง 

    11 นักเตะตามคาด

    เรอัล มาดริด (4-3-1-2) ติโบล กูร์กตัวส์-ดานี่ การ์บาฆาล,เซร์คิโอ รามอส,ราฟาแอล วาราน,แฟร์กล็องด์ เมนดี้-เอ็นรีเก้ กาเซมีโร่,โทนี่ โครส,เฟเด บัลเบร์เด้-ลูก้า โมดริช-โรดรีโก้ โกเอส,คาริม เบนเซม่า

    บียาร์เรอัล (4-2-3-1) เซร์คิโอ อาเซนโฆ-มาริโอ กาสปาร์,ราอูล อัลบิโอล,เปา ตอร์เรส,ชาบี กินตีย่า-บิเซนเต้ อิบอร์ร่า,มานูเอล ตรีเกโรส-ซานติ กาซอร์ล่า,มอย โกเมซ,ฆาบี อันติเบรอส-เคราร์ด โมเรโน่ 

 ผลการพบกันที่ผ่านมา 
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน   
02/09/19    ลา ลีกา    บียาร์เรอัล    2-2    เรอัล มาดริด
05/05/19    ลา ลีกา    เรอัล มาดริด    3-2    บียาร์เรอัล
04/01/19    ลา ลีกา    บียาร์เรอัล    2-2    เรอัล มาดริด
20/05/18    ลา ลีกา    บียาร์เรอัล    2-2    เรอัล มาดริด
13/01/18    ลา ลีกา    เรอัล มาดริด    0-1    บียาร์เรอัล
27/02/17    ลา ลีกา    บียาร์เรอัล    2-3    เรอัล มาดริด
    
ผลงาน 5 นัดหลังสุด
เรอัล มาดริด
14/07/20 ชนะ กรานาด้า 2-1 (เยือน)     ลา ลีกา
10/07/20 ชนะ อลาเบส 2-0 (เหย้า)    ลา ลีกา
05/07/20 ชนะ แอธ.บิลเบา 1-0 (เยือน)     ลา ลีกา
02/07/20 ชนะ เคตาเฟ่ 1-0 (เหย้า)    ลา ลีกา
28/06/20 ชนะ เอสปันญ่อล 1-0 (เยือน)     ลา ลีกา
           
บียาร์เรอัล
14/07/20 แพ้ เรอัล โซเซียดาด 1-2    (เหย้า)    ลา ลีกา
08/07/20 ชนะ เคตาเฟ่ 3-1    (เยือน)    ลา ลีกา
05/07/20 แพ้ บาร์เซโลน่า 1-4    (เหย้า)    ลา ลีกา
02/07/20 ชนะ เรอัล เบติส 2-0    (เยือน)    ลา ลีกา
28/06/20 ชนะ บาเลนเซีย 2-0    (เหย้า)    ลา ลีกา

มาไง? เปแอสเชกาหัวสตาร์แมนยูเป็นเป้าหมายอันดับ1ช่วงซัมเมอร์

ดิ อินดิเพนเดนท์ สื่อจากอังกฤษ ระบุ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง วางตัว มาคัส แรชฟอร์ด กองหน้าตัวเก่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเป้าหมายอันดับ 1 ในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้
    ปารีส แซงต์ แชร์กแมง สโมสรมหาเศรษฐีแห่งลีก เอิง ฝรั่งเศส วางตัว มาคัส แรชฟอร์ด กองหน้าตัวเก่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเป้าหมายอันดับ 1 ในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจาก โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือใหญ่ชาวเยอรมันชื่นชอบในฝีเท้า ตามรายงานจาก ดิ อินดิเพนเดนท์ สื่อจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคมที่ผ่านมา

    แรชฟอร์ด วัย 21 ปี ค่อยๆพัฒนาฝีเท้าจนกลายมาเป็นกำลังสำคัญของ "ปีศาจแดง" ในปัจจุบัน โดยฤดูกาลนี้เจ้าตัวก็ทำผลงานได้โดดเด่นจากผลงาน 16 ประตูจาก 28 เกมในลีก

    กระทั่งล่าสุดมีรายงานว่า โธมัส ทูเคิ่ล ชื่นชอบฝีเท้าของ แรชฟอร์ด อย่างมาก จนถึงขั้นวางเป็นเป้าหมายการเสริมทัพอันดับหนึ่งในช่วงซัมเมอร์นี้เลยทีเดียว โดยเชื่อว่านักเตะมีศักยภาพมากพอที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของ คีลียัน เอ็มบั๊ปเป้ หรือ เนย์มาร์ สองดาวยิงตัวเก่งหากมีคนใดคนหนึ่งต้องย้ายออกจากทีม

    นอกจากนี้รายงานยังระบุอีกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะพิจารณาปล่อยตัวก็ต่อเมื่อได้ค่าตัวมากกว่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,900 ล้านบาท)

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน เตรียมจัดทัพใหญ่บุก อาร์เซน่อล ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธที่ 15 กรกฏาคมนี้ โดยพวกเขามุ่งมั่นที่จะเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อที่จะกรุยทางสู่การทำแต้มเกิน 100 คะแนนในฤดูกาลนี้
    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา "หงส์แดง" ทำสองแต้มหลุดมือจากการที่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ ที่แอนฟิลด์ ทำให้พวกเขาเสียสถิติชนะในบ้าน 100 เปอร์เซนต์ และยังทำให้โอกาสในการสร้างประวัติศาสตร์เกมลีกด้วยการเก็บคะแนนเกิน 100 แต้มอาจจะลดน้อยถอยลง เพราะเหลือเกมให้แข่งอีกแค่ 3 แมตช์เท่านั้น

    ลิเวอร์พูล จำเป็นต้องเก็บ 3 คะแนนในแมตช์พบ "เดอะ กันเนอร์" เพื่อเป็นการกรุยทางสู่การสร้างสถิติแซงหน้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้ได้ เพราะหากพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะที่เหลืออยู่ได้ทั้งหมด จะทำให้ทีมคว้าไป 102 แต้มแซง "เรือใบสีฟ้า" ที่เคยทำได้ 100 คะแนนเมื่อซีซั่น 2017/2018

    นอกจากนี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก็คงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในการเล่น เพราะเขายังมีลุ้นคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด เนื่องจากยิงไปแล้ว 19 ประตู ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ 4 ลูกเท่านั้น  ฉะนั้นแมตช์นี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ คล็อปป์ และลูกทีมของเขาจะมาพร้อมกับความมุ่งมั่นเต็มพิกัด

1. เดินหน้าสร้างสถิติเก็บเกินร้อยแต้ม

    หลังจากที่ทำพลาดเสียสถิติชนะรวดในแอนฟิลด์ แมตช์เสมอ เบิร์นลี่ย์ 1-1 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ยังมีภารกิจในการสร้างความสะใจให้กับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" ด้วยการเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนซึ่งจะเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    ตอนนี้ ลิเวอร์พูล มี 93 คะแนน และเหลือเกมลงแข่ง 3 แมตช์ทั้งหมด 9 คะแนน หากสามารถเก็บชัยชนะได้หมด จะทำให้พวกเขาเก็บคะแนน 102 แต้ม และจะเป็นการทำลายสถิติของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำเอาไว้ 100 คะแนน เมื่อฤดูกาล 2017/2018

    ฉะนั้นในแมตช์ต้องออกไปเยือน อาร์เซน่อล ที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ในวันพุธนี้ คล็อปป์ คงหวังกระตุ้นให้ลูกทีมเดินหน้าเอา 3 คะแนนกลับบ้านให้ได้ เพราะนั่นจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการทำลายสถิติเก็บแต้มสูงสุด แต่หากไม่สามารถทเก็บชัยชนะได้ ทุกอย่างก็จบ

    แม้หลายคนอาจจะมองว่าการเก็บมากกว่า 100 คะแนนเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญก็ได้ แต่สำหรับ คล็อปป์ หากทีมสามารถเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ได้ จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจสำหรับการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า

2. ฟาน ไดค์ ใกล้ทาบสถิติ ฟาวเลอร์

    เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ คือนักเตะที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ไว้วางใจมาก และเป็นผู้เล่นที่เป็นเสาหลักของทีมมาตลอดนับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับ "เดอะ เร้ดส์" เมื่อเดือนมากราคม 2018 โดยความสำเร็จที่ทีมได้มาส่วนหนึ่งมาจากการคุมเกมรับของดาวเตะเลือดดัตช์

    สำหรับตอนนี้ ฟาน ไดค์ มีโอกาสที่จะได้ใส่ชื่อตัวเองลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังของสโมสรในฐานะนักเตะที่ลงเล่นครบ 38 แมตช์สองฤดูกาลติดต่อกัน ซึ่งเทียบเท่ากับที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เคยทำเมื่อฤดูกาล 1994/1995 (เป็นซีซั่นที่มีทั้งหมด 42 เกม) และ 1995/1996

    เมื่อฤดูกาล 2018/19 ฟาน ไดค์ ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ทุกเกมในลีก แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์ลีกได้ แต่ในซีซั่นนี้ ปราการเหล็กทีมชาติฮอลแลนด์ ลงสนามครบ 35 เกมแล้ว และหากอีก 3 แมตช์เจ้าตัวยังได้ลงเล่น นั่นหมายความว่าเขาจะมีสถิติเทียบเท่ากับ "เดอะ ก็อต" ทันที

    อย่างไรก็ตามสถิตินี้ดูเหมือนจะมีความหมายกับเหล่าสาวก "เดอะ ค็อป" อย่างมาก เพราะการที่ ฟาน ไดค์ ได้ลงคุมเกมรับทุกแมตช์ในลีก ทำให้ ทีมสามารถเก็บชัยชนะได้ถึง 30 เกม เสมอ 3 และแพ้ 2 เท่านั้น ซึ่งทำให้พวกเขาผงาดคว้าแชมป์ลีกที่รอคอยมานานถึง 30 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่

3.  ฟีร์มีโน่ ตัวแสบของ อาร์เซน่อล

    แม้ว่า โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ อาจจะไม่ได้อยู่ในฟอร์มการเล่นประตูระเบิดเถิดเทิงก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่ ลิเวอร์พูล มีคิวดวลกับ อาร์เซน่อล ไม่ว่าจะเป็นเกมเหย้า หรือเยือน สตาร์ลูกหนังชาวบราซิเลียน มักจะเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้ทุกครั้ง และยิงประตูใส่ "เดอะ กันเนอร์" บ่อยๆ

    ดาวเตะทีมชาติบราซิล มีสถิติที่สวยหรูในการดวลกับ อาร์เซน่อล โดยเขาจัดการซัดไปแล้ว 8 ประตู นั่นหมายความว่าเขาสามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายทีมของกุนซือมิเกล อาร์เตต้า มากกว่าเวลาที่ลงสนามช่วย "หงส์แดง" ดวลกับสโมสรอื่นๆ ซะอีก

ต้อง 3 แต้มเท่านั้น ! ผ่า 5 ข้อสำคัญลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล
    ที่สำคัญ "บ็อบบี้" ต้องการอย่างน้อย 2 ประตูในการสู้กับยอดทีมแห่งลอนดอนเหนือ ซึ่งจะทำให้เขาเขียนชื่อตัวเองลงในเกียรติประวัติส่วนตัวในฐานะนักเตะลิเวอร์พูล ที่ยิงประตูใส่ อาร์เซน่อล ได้มากที่สุด แซงหน้า กอร์ดอน ฮ็อดจ์สัน กับ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ สองตำนานสโมสร ที่ซัดกันไปคนละ 9 ประตู ในแมตช์ดวลกับ "ไอ้ปืนใหญ่"

4. บังโม ลุ้นดาวซัลโว

    การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับนักเตะทุกคน โดยเฉพาะกับทัพ "หงส์แดง" ที่รอคอยมานานถึง 3 ทศวรรษ แต่สำหรับ  โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังมีภารกิจที่จะต้องพยายามทำให้ได้นั่นก็คือการไล่ล่ารองเท้าทองคำสมัยที่ 3 ติดต่อกัน

    ในเกมที่เสมอ เบิร์นลี่ย์ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ "บังโม" เพราะเขามีโอกาสที่จะส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายหลายครั้ง แต่ต้องผิดหวังเพราะโดนปฏิเสธจากความเหนียวหนึบของ นิค โป๊ป ทำให้สกอร์รวมในการยิงประตูในลีกของเขายังคงอยู่ที่ 19 ลูกเท่าเดิม

    สำหรับตอนนี้ "คิง ออฟ อียิปต์" ยังตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิงเลือดผู้ดี "สุนัขจิ้งจอก" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตะบันไปแล้ว 23 ประตูถึง 4 ลูก ฉะนั้นในแมตช์ที่พบกับ อาร์เซน่อล นั้น ซาลาห์ คงต้องมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ๆ จะยิงประตูให้ได้ เพราะหากเกมนี้พลาด อีกสองแมตช์ที่เหลือคงยากจะตาม วาร์ดี้ ทัน

    ทั้งนี้ ซาลาห์ คว้ารางวัลรองเท้าทองคำ หรือ ดาวซัลโวสูงสุด ในศึกพรีเมียร์ลีก มาแล้ว 2 สมัยซ้อน โดยสมัยล่าสุดเป็นการครองรางวัลร่วมกันกับ ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอก "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล และ ซาดิโอ มาเน่ ปีกตัวจี๊ดจากค่ายแอนฟิลด์

5. ตัวจริงชุดใหญ่จัดหนักไม่เกรงใจ

    คล็อปป์ ยังคงเดินหน้าจัดทีมชุดใหญ่ในเกมเยือน อาร์เซน่อล โดยตำแหน่งผู้รักษาประตูยังคงเป็นหน้าที่ของ อลีสซง เบ็คเกอร์ ในขณะที่ฟูลแบ็กแน่นอนว่าจะเป็นการกลับมาทำงานร่วมกันของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ในส่วนของเซนเตอร์แบ็กต้องเป็น เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ จับคู่กับ โจ โกเมซ

    ในส่วนของแดนกลาง กุนซือชาวเยอรมัน จะใส่ชื่อของ ฟาบินโญ่ และ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม ยืนเป็นเสาหลัก โดยเกมนี้มีความเป็นไปได้สูงที่ นาบี เกอิต้า จะได้ลงมาโชว์ฝีท้า หลังจากผลงานในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้าดีเยี่ยม และทำให้ คล็อปป์ ประทับใจ

    สำหรับแนวรุกยังคงหนีไม่พ้นสามประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ โดยในรายของ สตาร์เลือดแซมบ้า ค่อนข้างถูกโฉลกในการยิงประตูอาร์เซน่อล ขณะที่ ดาวเตะชาวอียิปต์ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะซัดประตูเจ้าบ้าน เพื่อหวังที่จะลุ้นดาวซัลโวสูงสุดในซีซั่นนี้
   
คาดการณ์ 11 ผู้เล่นตัวจริง ลิเวอร์พูล เยือน อาร์เซน่อล

ผู้รักษาประตู :  อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : นาบี เกอิต้า, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า :  ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ซลาตันโวระดับตัวเองไม่เล่นเวทียูโรปาลีก

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงตัวเก๋าของ เอซี มิลาน ประกาศระดับตัวเองไม่เล่นแค่ในเวทียูโรปา ลีกเท่านั้น

 นับตั้งแต่กลับมาอยู่กับ "ปีศาจแดง-ดำ" อีกครั้ง โดยทำไปแล้ว 6 ประตูนับตั้งแต่กลับมาร่วมทีม ช่วยให้สโมสรกลับมามีชีวิตชีว่าและทำผลงานได้ดีอีกครั้ง แต่เรื่องอนาคตยังเป็นที่สงสัยโดยเจ้าตัวเผยว่านักเตะอย่างตัวเองไม่เล่นในยูโรปา ลีก รวมถึง เอซี มิลาน ก็ไม่ควรจะเล่นในถ้วยเล็กของยุโรปด้วย

 "อิบราเล่นเพื่อชนะบางสิ่งหรือไม่ก็นั่งอยู่บ้าน" อิบราฮิโมวิช กล่าวกับกัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต

 "พวกเขาบอกผมว่าการเลิกเล่นที่อเมริกามันง่ายเกินไป, ดังนั้นผมกลับมาที่มิลาน, ผมมาที่นี่ด้วยแพสชั่นเพราะผมเล่นโดยแบบฟรีๆ หลังจากนั้นโควิดก็มาหยุดทุกอย่างและผมคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าผมควรเลิก"

 "โชคดี เรากลับมาลงสนามได้ อาการเจ็บน่องของผมก็ดีขึ้น แต่หลังจาก 2 วันผมพร้อมกลับมาสู่ทีม, อิบรา ชอบแบบนั้น, แต่พวกเขาบอกผมว่าอย่ารีบร้อน"

 "อิบรา เกิดมาเพื่อเล่นฟุตบอลและยังคงดีที่สุดกับการเล่นฟุตบอล, เราจะเห็นกันว่าผมรู้สึกยังไงในช่วงสองเดือน, เรายังรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสโมสรแห่งนี้, ถ้านี่คือสถานการณ์ที่เป็น ขอตอบตามตรงคุณคงจะไม่เห็นผมอยู่ที่มิลานซีซั่นหน้า"

 "อิบรา ไม่เล่นในยูโรปา ลีกและ มิลาน ก็ไม่ใช่สโมสรที่ควรจะอยู่ในยูโรปา ลีก"

สูสี!สเปอร์สเปิดรังฟัดอาร์เซน่อลจัด “เคน-โอบาเมย็อง” วัดคมเกือก

คู่เดือดที่ผลงานการพบกันสุดสูสี…"ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส เตรียมเปิดบ้านรับการมาเยือนของ "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล โดยสองดาวยิงของทั้งสองทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน กับ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง จะถูกจับตามองและมีสิทธิ์ปิดสกอร์พาทีมคว้าชัย ลุ้นระทึกได้ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 และ True 4k (เวลา : 22.30 น.)

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2563
สเปอร์ส (10)   –   อาร์เซน่อล (8)
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 และ True 4k (เวลา : 22.30 น.)

สนาม : ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สเตเดี้ยม

    โชเซ่ มูรินโญ่ พาทีมไก่เดือยทองมีสถิติ 2-2-1 ในช่วงรีสตาร์ตโดยรวมยังไม่น่าประทับใจนัก ล่าสุดทำได้แค่ไปเสมอกับบอร์นมัธ 0-0

    เอริก ดายเออร์ จะติดโทษแบนเป็นนัดที่ 2 จาก 4 เกม โดย ทรอย แพร์รอตต์ และ จาเฟต แทนกันก้า 2 ดาวรุ่งยังคงบาดเจ็บเช่นเคย

    เดเล่ อัลลี่ เดี้ยงเอ็นหลังหัวเข่าไม่พร้อมสำหรับนัดนี้ และ โจวานี่ โล เซลโซ่ ก็ต้องลุ้นความฟิตก่อนลงสนามด้วย

    มิเกล อาร์เตต้า กุนซือไอ้ปืนใหญ่ พาทีมเก็บ 10 แต้มจาก 4 เกมล่าสุด โดยเมื่อกลางสัปดาห์พวกเขาเสมอกับเลสเตอร์ ซิตี้ ไป 1-1

    อาร์เซน่อลมีปัญหานักเตะบาดเจ็บอยู่พอสมควรไม่ว่าจะเป็น กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ (เข่า), คัลลั่ม แชมเบอร์ส (เข่า) และ แบร์นด์ เลโน่ (เข่า) ลงสนามไม่ได้ทั้งหมด

    ขณะที่ เอ็ดเวิร์ด เอ็นเคเทียห์ กองหน้าดาวรุ่งยังคงติดโทษแบน ส่วน เมซุต โอซิล มีปัญหาที่หลัง ไม่น่าจะลงเล่นได้

ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    สเปอร์ส (4-2-3-1) : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, แยน แฟร์ต็องเก้น, เบน เดวิส – มูสซ่า ซิสโซโก้, แฮร์รี่ วิงค์ส – ลูกัส มูร่า, สตีเฟ่น เบิร์กไวน์, ซน ฮึง-มิน – แฮร์รี่ เคน
    ผู้จัดการทีม : โชเซ่ มูรินโญ่

    อาร์เซน่อล (3-4-3) : เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ – ชโคดราน มุสตาฟี่, ดาวิด ลุยซ์, เซอัด โคลาซินัช -เอคตอร์ เบเยริน, ดานี่ เซบายอส, กรานิต ชาคา, คีแรน เทียร์นี่ย์ – บูกาโย่ ซาก้า, อเล็กซองด์ ลากาแซตต์, ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง
    ผู้จัดการทีม : มิเกล อาร์เตต้า

    ผู้ตัดสิน : ไมเคิ่ล โอลิเวอร์

ผลการพบกัน 5 นัดหลังสุด
วัน/เดือน/ปี    รายการ    ผลการแข่งขัน
01/09/19    พรีเมียร์ลีก    อาร์เซน่อล 2 – 2 สเปอร์ส     
02/03/19    พรีเมียร์ลีก    สเปอร์ส  1 – 1 อาร์เซน่อล    
20/12/18    ลีก คัพ    อาร์เซน่อล 0 – 2 สเปอร์ส     
02/12/18    พรีเมียร์ลีก    อาร์เซน่อล 4 – 2 สเปอร์ส     
10/02/18    พรีเมียร์ลีก    สเปอร์ส  1 – 0 อาร์เซน่อล    

ผลงาน 5 นัดหลังสุด
สเปอร์ส
09/06/20 เสมอ บอร์นมัธ 0-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
06/07/20 ชนะ เอฟเวอร์ตัน 1-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/07/20 แพ้ เชฟฯ ยูไนเต็ด 1-3 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
24/06/20 ชนะ เวสต์แฮม 2-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
20/06/20 เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก

อาร์เซน่อล
07/06/20 เสมอ เลสเตอร์ 1-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
04/06/20 ชนะ วูล์ฟแฮมป์ตัน 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
02/07/20 ชนะ นอริช ซิตี้ 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
28/06/20 ชนะ เชฟฯ ยูไนเต็ด 2-1 (เยือน) เอฟเอ คัพ
26/06/20 ชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

โรเตชั่น,แถวเกียรติยศ! เจาะ 5 ประเด็นเด่นก่อนเกม ลิเวอร์พูล เยือน แมนซิตี้

หลังจากที่สำลักความสุขกันมาเกือบทั้งสัปดาห์ ตอนนี้ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องกลับมาสู่ความเป็นจริง เมื่อพวกเขาต้องเดินทางไปเยือน "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฏาคมนี้

    "เดอะ เร้ดส์" ผงาดคว้าแชมป์ลีกอย่างเป็นทางการไปแล้ว หลัง แมนฯ ซิตี้ พ่ายให้กับ เชลซี เมื่อช่วงกลางสัปดาห์ก่อน ฉะนั้นการไปพบกับ "เรือใบสีฟ้า" พวกเขาค่อนข้างจะผ่อนคลายสุดๆ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะเลือกในการโรเตชั่นเพื่อให้โอกาสนักเตะสำรอง และดาวรุ่งได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์ในการเล่นมากยิ่งขึ้น

    อย่างไรก็ตาม คล็อปป์ อาจจะเลือกใช้งานตัวหลักในแมตช์นี้ เพราะการไปเยือนทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ไม่ใช่งานง่ายๆ ที่สำคัญ นายใหญ่ชาวเยอรมัน อาจจะตั้งเป้าที่จะเอาชนะแชมป์เก่า เพื่อเป็นการรักษาฟอร์มการเล่น และแรงกระตุ้นต่อไป รวมทั้งลุ้นเก็บแต้มให้ได้ 100 คะแนน หรือมากกว่านั้นในซีซั่นนี้

    ในขณะเดียวกัน แมนฯ ซิตี้ ก็มุ่งมั่นที่จะทำลายการฉลองแชมป์ของ "หงส์แดง" เช่นกัน และหากพวกเขาเอาชนะลิเวอร์พูลได้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับการลุ้นทวงความสำเร็จในซีซั่นหน้า และการบุกตะลุยเพื่อกรุยทางสู่การลุ้นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลนี้

1. โอกาสที่จะได้โรเตชั่นนักเตะ
    แม้ว่าการพบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเกมที่ยากลำบากก็ตาม แต่ด้วยการที่ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ไปเรียบร้อยแล้ว งานนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ อาจจะตัดสินใจใช้ระบบโรเตชั่นในแมตช์นี้ เพื่อจะได้ให้โอกาสกับผู้เล่นสำรอง และแข้งดาวรุ่งได้สัมผัสประสบการณ์ที่พวกเขาอาจจะไม่ค่อยได้รับ

    อย่างไรก็ตาถึงแม้ คล็อปป์ จะเลือกเปลี่ยนแปลงทีมก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าเขายังคงยึดปรัชญาการเล่นที่เน้นเกมบุกเป็นสำคัญ ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่ 3 ประสาน "หินเหล็กไฟ" (เอสเอ็มเอฟ) ได้แก่ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ จะลงเล่นตัวจริง

    แน่นอนว่า นายใหญ่ชาวเยอรมัน ต้องการแสดงให้เห็นว่าทำไม ลิเวอร์พูล ถึงเป็นทีมที่เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในซีซั่นนี้ ดังนั้นทั้งเกมรุก และเกมรับยังคงต้องเป็นนักเตะตัวหลัก โดยเฉพาะแนวรับยังคงต้องพึ่ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ กับ โจ โกเมซ ต่อไป

    ส่วนบรรดานักเตะสำรองอย่าง ทาคูมิ มินามิโนะ, อดัม ลัลลาน่า, นาบี เกอิต้า, เคอร์ติส โจนส์, เนโก วิลเลี่ยมส์ และอีกหลายๆ คน มีสิทธิ์ที่จะได้รับโอกาสลงสนาม อาจจะเป็นตัวจริง หรือตัวสำรองก็ได้ แต่แน่นอนว่า คล็อปป์ พร้อมที่จะให้ลงสนามเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์สำคัญ
   
2. มุ่งมั่นหวังเก็บแต้มต่อเนื่อง
    สิ่งหนึ่งที่ ลิเวอร์พูล ยังคงต้องการแสดงให้โลกได้เห็นก็คือ การที่พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ และการที่จะทำแบบนั้นได้ก็ต้องมีสถิติที่เหนือกว่าทีมของกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า โดยหนึ่งในนั้นก็คือความมุ่งมั่นที่จะเก็บแต้มให้ได้เกิน 100 คะแนนในซีซั่นนี้

    แมนฯ ซิตี้ เคยทำผลงานระดับมาสเตอร์พีซมาแล้วด้วยการเก็บแต้ม 100 คะแนนในฤดูกาล 2017/18 พร้อมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าทัพ "เรือใบสีฟ้า" ชุดนั้นได้รับการเชิดชูว่าแข็งแกร่งยากที่จะล้มได้ โดยในซีซั่นถัดมาก็เกือบทำได้อีกครั้ง เมื่อเก็บได้ถึง 98 แต้มเฉือน "หงส์แดง" 1 คะแนนคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

    สำหรับ ลิเวอร์พูล การที่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ และเป็นการยุติการรอคอย 30 ปีที่แสนยาวนานเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจแล้ว แต่หากจะเติมเต็มความยิ่งใหญ่พวกเขาก็คาดหวังที่จะปราบ แมนฯ ซิตี้ ถึงถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม พร้อมเดินหน้ากรุยทางสู่การเก็บให้ได้ 100 คะแนน

    ฉะนั้นถึงแม้ คล็อปป์ อาจจะใช้การโรเตชั่นในแมตช์นี้ แต่เขาก็ยังคงมุ่งหวังที่จะเก็บ 3 แต้มให้ได้ เพราะการบุกชนะ แมนฯ ซิตี้ จะยิ่งเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกทีมทุกคนสำหรับการลงสนามในเกมที่เหลืออยู่ในซีซั่นนี้ และอาจจะต่อเนื่องไปถึงการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้าด้วย
   
3. ซาลาห์ไล่ล่ารองเท้าทองคำ 3 สมัยซ้อน  
   โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นนักเตะชาวอียิปต์คนแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในขณะเดียวกันเขายังมีลุ้นความสำเร็จส่วนตัวนั่นก็คือการคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด หรือ "รองเท้าทองคำ" หลังจากที่เขาเคยทำได้มาแล้วในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา

    สตาร์ลูกหนังแดนมัมมี่ ตะบันไปแล้ว 17 ประตูในเกมลีกฤดูกาลปัจจุบัน ทำให้เขายังอยู่ในเส้นทางการคว้า "รองเท้าทองคำ" โดยตอนนี้ตามหลัง เจมี่ วาร์ดี้ ดาวยิง "เดอะ ฟ็อกซ์" เลสเตอร์ ซิตี้ กับ เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอกอาร์เซน่อล เพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น

    ฉะนั้นในเกมเยือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แน่นอนว่า คล็อปป์ คงจะให้โอกาส "บังโม" ได้ลงสนาม เพื่อที่เขาจะได้มีลุ้นในการคว้ารางวัลทรงเกียรตินี้ และยังเป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นให้นักเตะสำหรับการนำทัพ "เดอะ เร้ดส์" ป้องกันแชมป์ลีกในฤดูกาลหน้า

     ทั้งนี้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซาลาห์ ได้ครองรางวัลดาวซัลโวสูงสุดในลีกร่วมกับ ซาดิโอ มาเน่ และ โอบาเมยอง หลังจากที่ทั้งสามคนซัดกันไปคนละ 22 ประตู

4. หวังทำลายงานฉลองแชมป์ให้กร่อย
    ขณะที่ ลิเวอร์พูล มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะพิสูจน์ว่าทำไมพวกเขาถึงเหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เช่นเดียวกัน "เรือใบสีฟ้า" ก็ต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขายังคงมีสมาธิในการที่จะทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม ในฤดูกาลหน้าเช่นกัน

    การที่จะทำแบบนั้นได้พวกเขาต้องสร้างความมั่นใจซะก่อน และไม่มีวิธีไหนที่จะทำได้ดีเท่ากับการเอาชนะทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ ฉะนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะเอาชนะยอดทีมแห่งถิ่นแอนฟิลด์ ให้ได้  เพื่อหวังทำให้งานฉลองแชมป์ของพวกเขากร่อยไปบ้าง

    ที่สำคัญการเอาชนะแชมป์ลีกได้ยังเป็นการเพิ่มความมั่นใจในการลุ้นความสำเร็จในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย เพราะนี่คือโทรฟี่สำคัญของฤดูกาลนี้สำหรับพวกเขา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักเตะทุกคนจะใส่ไม่ยั้งเพื่อเป็นการเรียกความฮึกเหิมก่อนที่จะเข้าสู่โหมดชิงชัยโทรฟี่ "บิ๊กเอียร์"

    จริงแล้วก่อนหน้าเกมแพ้ เชลซี ต้องยอมรับว่า แมนฯ ซิตี้ เล่นได้โหดสุดๆ นับตั้งแต่มีการรีสตาร์ท และยิงกระจุยถึง 8 ประตูจาก 2 แมตช์ ฉะนั้นเชื่อว่า "เป๊ป" คงหวังให้ลูกทีมรักษาฟอร์มโหดแบบนี้ในเกมพบกับ ลิเวอร์พูล เพราะพิสูจน์ให้ "เดอะ เร้ดส์" ได้เห็นว่าฤดูกาลหน้าคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะป้องกันแชมป์ได้
   
5. ตั้งแถวเกียรติยศต้อนรับ ลิเวอร์พูล
    หนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่สนามเอติฮัด สเดี้ยม ก็คือการที่บรรดานักเตะ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องยืนเรียงแถวเพื่อปรบมือให้เกียรติให้ต้อนรับ ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์ลีก ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติในวงการลูกหนังไปแล้วสำหรับเรื่องนี้

    ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา "หงส์แดง" พลาดแชมป์ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ในซีซั่นนี้พวกเขาจะไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในฐานะแชมป์ใหม่  และแชมป์เก่าจะต้องมายืนปรบมือเป็นเกียรติให้กับพวกเขา โดยเรื่องนี้ กวาร์ดิโอล่า ยืนยันว่าลูกทีมของเขาพร้อมที่จะทำสิ่งนี้

    "พวกเราจะตั้งแถวต้อนรับเพื่อเป็นเกียรติแน่นอน เราจะให้การต้อนรับ ลิเวอร์พูล เมื่อพวกเขามาเยือนบ้านของเราด้วยแนวทางที่น่าเหลือเชื่อเสมอ เราจะทำแบบนั้นเพราะพวกเขาสมควรได้รับมัน" อดีตนายใหญ่ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลน่า และ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค กล่าว

    แม้ว่าพิธีการนี้ไม่มีการบังคับว่าให้ทุกสโมสร แต่ถือเป็นการแสดงออกที่ดีเยี่ยม และเป็นการให้เกียรติกับทีมที่คว้าแชมป์

เก่งเท่าใคร?โฟลเด้นซูฮกกรีนวู้ดครบเครื่องเรื่องจบสกอร์

ท่ามกลางกระแสความยกย่องในตัว เมสัน กรีนวู้ด กองหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด ล่าสุดขนาด ฟิล โฟเด้น กองกลาง แมนฯ ซิตี้ ยังออกมาบอกเลยว่า กรีนวู้ด จบสกอร์ได้ดีเหมือน เซร์คิโอ อเกวโร่ พร้อมบอกว่ามันน่าทึ่งมากๆ ที่ กรีนวู้ด ยิงได้ดีทั้งที่ตอนนี้มีอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น

    ฟิล โฟเด้น มิดฟิลด์ดาวรุ่งของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวว่า เมสัน กรีนวู้ด หัวหอก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นคนที่จบสกอร์ได้ดีพอๆ กับ เซร์คิโอ อเกวโร่ ดาวยิงคนดังของทีมเลย

    กรีนวู้ด กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก หลังจากที่ซีซั่นนี้ได้รับโอกาสลงเล่นกับทีมชุดใหญ่อย่างต่อเนื่อง และทำผลงานได้น่าประทับใจจนถึงขั้นทำไปแล้ว 15 ประตูจากการลงเล่น 41 นัดในทุกรายการ ซึ่งการที่เขามีอายุเพียง 18 ปี มันก็ทำให้บางคนมองว่า กรีนวู้ด จะเป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติอังกฤษในอนาคตได้เหมือนกับ โฟเด้น ที่ตอนนี้มีอายุ 20 ปี

    โฟเด้น ให้สัมภาษณ์กับ พรีเมียร์ลีก อันคัต รายการของ พรีเมียร์ลีก ว่า "เมสัน กรีนวู้ด เป็นคนที่จบสกอร์ได้ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา เขายิงได้ด้วยเท้าทั้ง 2 ข้าง, เล่นได้ทั้งในและรอบๆ กรอบเขตโทษ เขาสามารถทำประตูได้อยู่เสมอ"

    หลังจากนั้น โฟเด้น ก็โดนถามว่าถ้าเทียบกับ อเกวโร่ แล้วมันถือว่า กรีนวู้ด เก่งแค่ไหน ซึ่งมิดฟิลด์ชาวอังกฤษตอบว่า "ในด้านการจบสกอร์แล้วมันถือว่าเขาทำได้ในระดับที่ดีพอๆ กัน สำหรับคนที่มีอายุน้อยแบบเขาแล้วน่ะการจบสกอร์ของเขามันถือว่ายอดเยี่ยมมากๆ"

    "พูดกันตามตรงนะ ผมไม่เข้าใจเลยว่าเขายิงได้ดีแบบนั้นได้ยังไง เขายิงในแบบที่ถูกต้องได้อยู่เสมอ คุณเข้าใจที่ผมพูดใช่ไหม เขารู้ว่าจังหวะไหนที่ต้องยิงแบบใช้ลูกเล่น หรือจังหวะไหนที่ต้องยิงแบบเฉือนๆ แถมเขายังยิงได้แบบไม่ต้องง้างเท้านานด้วย ผู้รักษาประตูที่เจอกับเขาน่ะไม่เคยมีโอกาสได้ยืนคาดเดาการยิงหรือทำการเตรียมตัวเลย"

เจ็บปวดแต่จำใจ! แวร์เนอร์แจงเหตุไม่อยู่ช่วย ไลป์ซิก ลุยUCL

ดาวยิงทีมชาติเยอรมันแจงสาเหตุตัดสินใจไม่อยู่ช่วย ไลป์ซิก สู้ศึก UCL นัดที่เหลือในฤดูกาลนี้

ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าป้ายแดงของ เชลซี อธิบายสาเหตุที่ตัดสินใจไม่อยู่ช่วย ไลป์ซิก สู้ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่เหลือในฤดูกาลนี้

ดาวยิงทีมชาติเยอรมันย้ายร่วมทัพสิงห์บลู ด้วยสัญญาถึงปี 2025 ค่าตัว 47.5 ล้านปอนด์ โดยจะเดินทางมาร่วมซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมในเดือนกรกฎาคมและจะไม่ได้ช่วยอดีตต้นสังกัดในถ้วย ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเจ้าตัวได้ออกมาแจงเหตุที่ตัดสินใจทำเช่นนี้

"แน่นอนว่ามันทำให้ผมเจ็บปวดที่ผมไม่สามารถช่วยอะไรได้ในตอนนี้ แต่ผมเป็นนักเตะของ เชลซี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม และผมได้รับค่าเหนื่อยจากเชลซีตั้งแต่ตอนนั้น" แวร์เนอร์ กล่าว

"มันชัดเจนว่าทุกฝ่าย เชลซี, ไลป์ซิก และตัวผม ต้องจัดการเรื่องนี้ แน่นอนว่าผมพยายามจัดการประเด็นเรื่อง แชมเปี้ยนส์ลีก ให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะมันต้องมีฝ่ายหนึ่งเจ็บปวด นั่นคือสาเหตุที่เอเยนต์ต้องทำข้อตกลงกับสโมสร"

"ผมยังผูกพันกับ ไลป์ซิก ไปตลอด ผมจะนั่งอยู่หน้าทีวีชมเกมในรอบ 8 ทีมสุดท้าย บางทีผมอาจจะไปอยู่ที่ลิสบอนด้วยก็ได้"

จะได้เห็นไหม!5สโมสรต่อไปหากเมสซี่ลาบาร์ซ่า

เปิด 5 สถานีปลายทางต่อไปของ ลิโอเนล เมสซี่ หากเจ้าตัวอำลา บาร์ซ่า หลังมีข่าวไม่ค่อยแฮปปี้กับบอร์ดบริหารสโมสร
               ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าคนดังของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลา ลีกา สเปน ตกเป็นข่าวว่ากำลังพิจารณาที่จะย้ายออกจากถิ่น คัมป์ นู หลังหมดสัญญากับ "เจ้าบุญทุ่ม" ในช่วงซัมเมอร์ปีหน้า

    รายงานระบุว่า ดาวยิงอาร์เจนไตน์ วัย 33 ปี ซึ่งอยู่กับ บาร์ซ่า มานานถึง 19 ปี และหลายคนก็เชื่อกันว่า เจ้าตัวน่าจะได้แขวนสตั๊ดกับทีม แต่ช่วงหลังดูเหมือนเจ้าตัวมีปัญหากับบอร์ดบริหารชุดปัจจุบันจนไม่มีความสุขกับการเล่นให้ทีมมากเหมือนแต่ก่อน

    หาก เมสซี่ ตัดสินใจอำลา บาร์เซโลน่า จริงก็เชื่อว่า 5 สถานีปลายทางต่อไปในชีวิตค้าแข้งน่าจะเป็น 5 ทีมนี้

    1. แมนฯ ซิตี้

    แมนฯ ซิตี้ เคยมีข่าวอยากได้ เมสซี่ มานานหลายปีแล้ว แม้ก่อนหน้านี้เจ้าตัวไม่เคยแสดงความต้องการที่จะอยากย้ายออกจากถิ่น คัมป์ นู เลยก็ตาม

    เมสซี่ เคยร่วมงานกับ เป็ป กวาร์ดิโอล่า มาแล้ว และช่วยกันคว้าแชมป์ให้ บาร์ซ่า ได้อย่างมากมาย รวมทั้งมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้ไม่มีปัญหาหากดาวเตะอาร์เจนไตน์ จะโยกมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    นอกจากนั้น "เรือใบสีฟ้า" ยังไม่มีปัญหากับเรื่องค่าเหนื่อยก้อนโตที่เวลานี้ เมสซี่ ได้รับราว 5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์หลังหักภาษีแล้ว

    2. อินเตอร์ มิลาน

    เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เคยมีชื่อ อินเตอร์ มิลาน โผล่มาให้ความสนใจ เมสซี่ อย่างน่าประหลาดใจ หลัง "งูใหญ่" พร้อมดึงซูเปอร์สตาร์มาเข้าถิ่น จูเซปเป้ เมอัซซ่า

    ตอนที่ เมสซี่ อายุ 18 ปีนั้น อินเตอร์ เคยพร้อมจ่ายค่าฉีกสัญญา 132 ล้านปอนด์ แต่นักเตะไม่ต้องการย้ายทีมเพราะอยากอยู่เล่นที่สเปนต่อไป

    3. ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

    หาก เปแอสเช ขายทั้ง เนย์มาร์ และ คิลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ออกไป หลังมีข่าว บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด อยากได้ตัวไปเสริมทัพ ก็จะทำให้ทีมเมืองหลวงแดนน้ำหอมไม่มีปัญหากับกฎควบคุมการเงินและพร้อมดึง เมสซี่ มาแทน

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือ เมสซี่ จะอยากมาเล่นใน ลีก เอิง ฝรั่งเศส หรือไม่

    4. นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์

    เมสซี่ มีเป้าหมายอยากกลับไปเล่นให้ นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ สโมสรในประเทศอาร์เจนตินา ก่อนที่จะต้องเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ หลังเคยอยู่กับทีมตอนอายุ 6 ขวบ

     เมสซี่ อยู่ในอะคาเดมี่ของ นีเวลล์ส ระหว่างปี 1994-2000 ก่อนที่จะบินไปฝึกฝีเท้าที่ ลา มาเซีย อคาเดมี่ของ บาร์เซโลน่า ในปี 2001 ซึ่งเขาก็เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าอยากกลับไปเล่นให้ นีเวลล์ส ก่อนที่จะแขวนสตั๊ด

     "ผมยังมีความคิดแบบนั้นอยู่ ผมพูดถึงเรื่องนั้นอยู่ตลอดนี่นา จริงไหม ? การได้เล่นให้ นีเวลล์ส เป็นความฝันของผมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดขึ้นได้รึเปล่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับผมน่ะนะ ตอนนี้ผมเองก็มีลูก 3 คนที่ต้องเลี้ยงดูด้วย" เมสซี่ เผย

    5. อินเตอร์ ไมอามี่

    เดวิด เบ็คแฮม ตำนานกองกลางชาวอังกฤษ หวังจะดึง เมสซี่ ไปอยู่กับ อินเตอร์ ไมอามี่ ทีมของตัวเองในศึก เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ (เอ็มแอลเอส) สหรัฐอเมริกา

    เบ็คแฮม วางโปรเจกต์ใหญ่ด้วยการทาบทาม เมสซี่ ไปร่วมทัพ นอกจากนั้น ยังเล็งซูเปอร์สตาร์อีกหลายรายไปอยู่ด้วย

ไม่ใช่แค่ซานโช่!แมนยูเล็งคว้าอีก3นักเตะ

สื่ออังกฤษ เผย แมนฯ ยูไนเต็ด หวังเสริมทัพหนักเพื่อกลับมาลุ้นแชมป์ในซีซั่นหน้า เผยนอกจาก จาดอน ซานโช่ ยังเล็งอีก 3 ตำแหน่งด้วย
   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีโอกาสสูงที่จะได้ จาดอน ซานโช่ ปีกคนเก่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาเข้าถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังมีรายงานว่า สามารถตกลงเงื่อนไขส่วนตัวกับนักเตะได้แล้ว โดยเหลือแค่เจรจาเรื่องค่าตัวกับ "เสือเหลือง" เท่านั้น และทีมดังของเยอรมัน ก็ให้เวลาในการยื่นข้อเสนอถึงวันที่ 10 สิงหาคมนี้

    นอกจาก ซานโช่ แล้วนั้น อินดิเพนเดนต์ สื่ออังกฤษ รายงานว่า โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีม "ปีศาจแดง" ยังต้องการนักเตะมาเสริมทัพอีก 3 ตำแหน่งเพื่อลุ้นแชมป์ในฤดูกาลหน้าคือ กองหน้าตัวเป้า, มิดฟิลด์ตัวกลาง และ เซนเตอร์แบ็กที่จะเข้ามาจับคู่กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ปราการหลังทีมชาติอังกฤษ     

    สำหรับกองหน้าที่ "ปีศาจแดง" เล็งไว้คือ มูสซ่า เดมเบเล่ ของ โอลิมปิก ลีกยง และ ออดซอนน์ เอดูอาร์ด ดาวยิง กลาสโกว์ เซลติก ส่วนกองกลางที่เอาแน่ๆ คือ แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์ แอสตัน วิลล่า ที่คาดว่ามีค่าตัวอยู่ที่ราว 80 ล้านปอนด์ (ประมาณ 3,040 ล้านบาท) แต่อาจลดลงได้อีกถ้าต้นสังกัดตกชั้น

    ส่วนเซนเตอร์แบ็กที่ แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้มาเสริมแนวรับคือ คาลิดู คูลิบาลี่ ของ นาโปลี แต่คงต้องแย่งกับ แมนฯ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมือง นอกจากนั้นยังมีอีก 3 รายที่เล็งอยู่ได้แก่ มิลาน สคริเนียร์ ของ อินเตอร์ มิลาน, ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ของ แอร์เบ ไลป์ซิก และ โจ โรดอน ของ สวอนซี