สุขจนล้น!ซีดานพูดไม่ออกพาเรอัลมาดริดซิวแชมป์ลาลีกา

ซีเนดีน ซีดาน กุนซือ เรอัล มาดริด สุขล้นจนพูดไม่ออก หลังพาทีมคว้าแชมป์ ลา ลีกา ซีซั่นนี้ได้สำเร็จ พร้อมระบุแชมป์ลีกทำให้ตนแฮปปี้ยิ่งกว่าได้แชมป์ยุโรปเสียอีก

     ซีเนดีน ซีดาน เฮดโค้ชเลือดน้ำหอมของ เรอัล มาดริด เผยว่า ตนมีความสุขจนไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้ หลังพาทีมเปิดบ้านพิชิต บียาร์เรอัล 2-1 พร้อมการันตีตำแหน่งแชมป์ ลา ลีกา สเปน ประจำฤดูกาล 2019/20 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

     เกมนี้ เรอัล มาดริด จำเป็นต้องคว้าชัยเพื่อการันตีแชมป์ ซึ่งพวกเขาก็ทำได้สำเร็จ โดยนับเป็นแชมป์ ลา ลีกา สมัยที่ 34 ของ "ราชันชุดขาว" และถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2016/17 นอกจากนี้ยังเป็นแชมป์ลีกสมัยที่สองของ "ซิซู" ในฐานะกุนซือ เรอัล มาดริด ด้วย

     "มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมากๆ เพราะสิ่งที่บรรดานักเตะได้ทำลงไป มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจสุดๆ" กุนซือคนดังวัย 48 ปี เปิดใจ "ผมไม่รู้จะพูดยังไงกับความรู้สึกของผมตอนนี้ แชมเปี้ยนส์ ลีก มันก็คือ แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่แชมป์ลีกมันทำให้ผมแฮปปี้มากกว่า เพราะ ลา ลีกา มันเป็นอะไรที่มหัศจรรย์"  

     สำหรับชัยชนะนัดนี้ ทำให้ เรอัล มาดริด มีคะแนนเพิ่้มเป็น 86 แต้ม จากการลงแข่ง 37 นัด พร้อมทิ้งห่าง บาร์เซโลน่า ที่พลาดท่าแพ้ โอซาซูน่า คาบ้าน 1-2 ถึง 7 แต้ม โดยเกมปิดซีซั่นของพวกเขาคือการบุกไปเยือน เลกาเนส วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมนี้
 

ชไนเดอร์ลินโทษตัวเองล้มเหลวกับแมนยู

มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน มิดฟิลด์สโมสรนีซ ยันตนทำผิดพลาดที่ไม่รู้จักอดทนช่วงที่เล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า แต่ระบุไม่เคยเสียใจที่ย้ายไปร่วมชุด "เร้ด เดวิลส์" เพราะได้รับประสบการณ์ที่แสนวิเศษมากมาย

    มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน กองกลางเลือดเฟร้นช์ของ นีซ สโมสรดังแห่งศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ไม่โทษใครนอกจากตัวเองกับความล้มเหลวตอนที่ย้ายไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมระบุไม่เสียใจที่ย้ายไปที่นั่น เพราะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ มากมาย

    หลุยส์ ฟาน กัล ที่ในเวลานั้นยังนั่งกุมบังเหียน "เร้ด เดวิลส์" จัดการดึงตัว ดาวเตะดีกรีทีมชาติฝรั่งเศส มาจาก "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยค่าตัว 25 ล้านปอนด์ (ราว 950 ล้านบาท) เมื่อปี 2015 แต่ตลอดช่วง 2 ฤดูกาลในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เลย จนสุดท้ายโดน โชเซ่ มูรินโญ่ ขายทิ้งไปให้กับ เอฟเวอร์ตัน

    แม้ว่าจะล้มเหลวในฐานะนักเตะ "ผีแดง" ก็ตาม แต่ ชไนเดอร์ลิน ยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องเสียใจที่ย้ายไปเล่นให้สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ที่สำคัญยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด "มันเป็นความภาคภูมิใจสำหรับผม (ที่ได้เล่นกับแมนฯ ยูฯ) มันเป็นเกียรติอย่างยิ่ง"

        "ผมอยากมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ที่นั่นนานๆ ซึ่งมันคงทำให้เส้นทางของผมแตกต่างไปจากนี้ แต่แน่นอนว่าผมต้องตำหนิตัวเอง ผมควรจะมีความอดทนมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามผมไม่เคยเสียใจอะไรทั้งนั้น มันเป็นประสบการณ์ที่แสนวิเศษสำหรับผม" ชไนเดอร์ลิน ระบุ

สื่อรักออนไลน์! ‘ชนานันท์-ฐานิตา’ เปิดใจเส้นทางรักจากแค่คนรู้จักสู่คนรู้ใจ

คาดว่าอีกไม่นานน่าจะมีข่าวมาฝากแฟนๆลูกหนัง รวมถึงพรรคพวกญาติสนิทมิตรสหายของทั้ง "เจ้าทู" ชนานันท์ ป้อมบุบผา และ แฟนสาวน้อง "เมย์" ฐานิตา ดอนไพรกา ที่คบหาดูใจในฐานะคนรักกันมา 5 ปีแล้ว

    ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ "เจ้าทู" ที่วันนี้เป็นกองหน้าของ ทรูแบงค็อกฯ ในไทยลีก ร่วมทัพทีมชาติไทย ไปคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ในซีเกมส์ครั้งที่ 28 ที่ สิงคโปร์ มาครองได้เมื่อ ปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

    "เจ้าทู" ยอมรับว่าแฟนสาวของเขาไม่ได้เป็นแฟนฟุตบอลมาก่อนและก็ไม่ได้คบหากันเพราะได้รับคำแนะนำจากใครอีกด้วย

    แต่ทว่าตัวเขากับแฟนสาวนั้นพบรักกันรู้จักกันในโลกโซเชียล ไอจี หรือ อินสตาแกรม นั่นเอง

    ก่อนจะสานสัมพันธ์กันมาเรื่อยและจากแค่คนรู้จักตอนครั้งแรกกลายมาเป็นคนรักกันในที่สุด

 

    "น้องเมย์" นักธุรกิจสาวชาวพิษณุโลก ที่เป็นเจ้าของเครื่องสำอางแบรนด์ FACE ME ที่ถือเป็นแบรนด์ดัง ระดับยอดขายเดือนละหลักล้าน โดยมีผลิตภัณฑ์ ทั้งเซรั่ม ,คอนลาเจน ,ชาลดน้ำหนัก เล่าให้ฟังว่า "จริงแล้วทูเป็นรุ่นน้องหนูซะอีกเขาจีบหนูทางไอจี เมื่อราวปี 58 ตอนนั้นจำได้ว่า เขากำลังจะไปแข่งซีเกมส์ เขาแนะนำตัวเองนะว่าเขาเป็นนักฟุตบอลไอ้เราก็เฉยๆ นะเพราะปกติแล้วตัวเองไม่เป็นคนที่ชอบดูกีฬาอยู่แล้ว ชอบเรื่องสวยๆงามๆมากกว่าตามสไตล์ผู้หญิง"

    "ปกติที่รู้มาแฟนนักบอลส่วนใหญ่ หากไม่ใช่เป็นเพื่อนนักเตะแนะนำก็เป็นแฟนฟุตบอลแต่สำหรับ "เมย์" กับ "ทู" ไม่ใช่นะ อย่างที่บอกเราจีบกันผ่านทางไอจี ตอนนั้นเราเองไม่ได้คบหากับใครอยู่ เขาคุยสักพักเราเริ่มจับทางได้แล้วว่า เขามาจีบเรา ก็คุยกันมาเรื่อยๆแต่กว่าจะตัดสินใจออกเดทและเป็นแฟนกันก็นานเหมือนกัน"

 

    "น้องเมย์" เล่าให้ฟังอีกด้วยว่า "หนูเคยเอารูปทูให้คุณพ่อดูด้วยนะ ถามคุณพ่อว่า พ่อรู้จักและเคยเห็นหน้านักฟุตบอลคนนี้บ้างมั้ย เพราะพ่อหนูเป็นคนที่ชอบดูฟุตบอลมากทั้งฟุตบอลไทยและฟุตบอลต่างประเทศ"

    "พ่อบอกทำไมจะไม่รู้จักล่ะลูก ไอ้เจ้านี่ล่ะที่กระโดดดีใจ แล้วจังหวะเท้าลงพื้นเลยเจ็บคนนี้ล่ะ พ่อยังถามเลยว่า มีอะไรเหรอลูกตอนนั้นก็ยังไม่ได้บอกคุณพ่อนะว่า "ทู" มาจีบเราค่อยมาบอกทีหลัง"

    "มีเพื่อนผู้หญิงอีกคนที่อยู่สุโขทัยฯ คนนี้ชอบดูฟุตบอลมากเขาบอกรู้จักสิเป็นนักฟุตบอลทีมชาตินะถือว่าเป็นนักฟุตบอลที่เก่งคนหนึ่ง ทำไมเหรอแก เพื่อนหนูคนนี้ถามก็บอกเขาไปว่า เขามาจีบเราน่ะ เพื่อนก็บอกจริงหรือ ก็ลองดูๆไปละกัน ส่วนใหญ่นักฟุตบอลชอบขายจีบ เราก็ขำๆ ยังหวั่นๆอยู่เลย เพราะเคยได้ยินมาว่า นักฟุตบอลมักจะเจ้าชู้ 555"

 

    แต่พอตัดสินใจคบหากันแล้ว "เมย์" บอกได้เลยว่า "ทู" เป็นคนใจเย็น นิสัยดี เป็นผู้ชายที่มีความรับผิดชอบ ทุกอย่าง ตลอดหลายปีที่คบกันมาเขาไม่เคยทำให้เราต้องเสียใจเลย

    ส่วน "เจ้าทู" บอกว่า "เมย์เป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก นอกจากสวยแล้วเขายังขยันทำงานกับธุรกิจของเขาที่ไปได้สวย รายได้เยอะกว่าผมซะอีกต่อเดือน ที่สำคัญ "เมย์" เป็นคนที่ทำอาหารเก่งด้วย เดี๋ยวนี้หายากนะที่จะหาผู้หญิงเข้าครัวเป็น ตรงนี้เรียกว่า เป็นเสน่ห์ปลายจวักสะกดผมอยู่หมัดเลยล่ะ"

 

    "เร็วๆนี้ขอดูฤกษ์งามยามดีก่อนแล้ว จะรีบแจ้งให้ทราบโดยด่วนเลยว่า จะแต่งที่ไหนเมื่อไหร่ แต่คงไม่ได้ได้จัดแบบใหญ่โตอะไร เน้นพิธีแบบไทยๆมากกว่า"

    "หลังจากนั้นก็คงจะรีบปั้นทายาทกันเลย กลัวไม่ทันใช้ 555 จะเป็นผู้หญิงหรือชายก็ได้ทั้งนั้นไม่เกี่ยง คิดว่าจะมีสัก 2-3 คน"

 

บุกตลาดโลก! วอริกซ์ เซ็น ธีราทร นั่งพรีเซนเตอร์คนใหม่

วอริกซ์ดึงแบ็คซ้ายช้างศึกนั่งแท่นพรีเซนเตอร์คนใหม่ก้าวสู่ตลาดโลก
บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาสัญชาติไทย เปิดตัวพรีเซนเตอร์คนล่าสุด ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายทีมชาติไทย ของ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส แชมป์เจลีก 2019 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจเดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของวาริกซ์ในฐานะสปอร์ตแบรนด์ชั้นนำของภูมิภาค ที่กำลังเดินหน้าไปสู่การเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่แข่งขันอยู่ในระดับโลก

โดยวอริกซ์ เป็นผู้ถือสิทธิ์การออกแบบ การผลิต และการจัดจำหน่ายชุดแข่งขันและเครื่องแต่งกายทัพช้างศึก ซึ่งเป็นแบรนด์กีฬาสัญชาติไทยที่เติบโตอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

ด้าน วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า “เป้าหมายของวาริกซ์ในปีนี้ คือเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โดยเริ่มในระดับภูมิภาคก่อนจะขยายไปสู่ระดับโลก ผ่านกลยุทธ์สำคัญคือ ‘สปอร์ต ไลเซ่น’ ที่โฟกัสกีฬามหาชนของคนทั่วโลกอย่างฟุตบอล ทั้งฟุตบอลระดับทีมชาติและระดับสโมสร ซึ่งในปัจจุบันหากนับเฉพาะกีฬาฟุตบอล วอริกซ์คือแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากที่สุดในอาเซียน"
"ทั้งนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่วอริกซ์เร่งเครื่องมากขึ้นในปีนี้คือ การใช้ ‘ไอดอล มาร์เก็ตติ้ง’ (Idol Marketing) มาช่วยสร้างการรับรู้ และช่วยเสริมความแข็งแกร่งในเชิงของภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์วอริกซ์ ทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และขยายต่อไปในระดับโลก โดยวาริกซ์ให้ความสนใจไอดอลจากกีฬาประเภทอื่น หรือวงการอื่นๆ ด้วย สอดคล้องตามวิสัยทัศน์ของวอริกซ์ ที่ต้องการเติบโตด้วย Sport License และ Lifestyle”

“ความร่วมมือระหว่างวอริกซ์ กับ ‘อุ้ม ธีราทร บุญมาทัน’ มีภารกิจหลัก คือการร่วม โปรโมทแบรนด์วอริกซ์ ซึ่งสาเหตุที่เลือก ‘อุ้ม ธีราทร’ นั้น แน่นอนว่าเป็นเพราะ ‘อุ้ม ธีราทร’ เป็นนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย เป็นนักเตะที่มีความสามารถสูงมาก เป็นคนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ มีวินัยทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิต และเป็นไอดอลของเยาวชนจำนวนมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘อุ้ม’ เป็นอีกหนึ่งนักเตะที่เป็นภาพของคนไทยที่ออกไปต่อสู้อยู่บนเวทีระดับโลก สอดคล้องกับความเป็นวอริกซ์ ซึ่งเป็นแบรนด์ไทย ที่ออกไปแข่งขันอยู่ในระดับโลกเช่นเดียวกัน”

นายวิศัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำธุรกิจของวอริกซ์ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ เราปรับตัวได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กับการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ได้กลายเป็นวิกฤตใหญ่ไปทั่วโลก เป็นทั้งวิกฤตสาธารณสุขและวิกฤตเศรษฐกิจ ที่บังคับให้คนทั้งโลกต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ฟุตบอลทั้งระดับสโมสรและทีมชาติก็หยุดการแข่งขันไปหลายเดือน โดยเมื่อช่องทางการขายหน้าร้าน ต้องปิดในช่วงการ Lock Down วอริกซ์ได้ปรับไปมุ่งเน้นทำการตลาดและการขายผ่านช่องทางออนไลน์"

"วอริกซ์มีแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่มีความพร้อมและมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว เราจึงทุ่มไปที่ออนไลน์ และอัดโปรโมชั่นเพิ่มเติมเข้าไป โดยนอกจากเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้าแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่อยากเป็นเจ้าของเสื้อฟุตบอลทีมชาติไทย ลิขสิทธิ์แท้ และสินค้าคุณภาพดีอื่นๆ ของวอริกซ์ สามารถซื้อสินค้าวอริกซ์ไปครอบครองได้ ในราคาที่จับต้องได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งในภาพรวมช่วงที่ผ่านมา ถือว่าวอริกซ์ทำได้ดีพอสมควร เรามีลูกค้าซื้อสินค้าเรามากกว่า 20,000 คน ต่อเดือน”
ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน แบ็คซ้ายตัวเก่งของทีมชาติไทย และเป็นนักเตะไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์เจลีคได้ ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับวอริกซ์ ว่า “รู้สึกดีใจที่จะได้ร่วมงานกับวอริกซ์ เพราะรู้จักและชื่นชมวอริกซ์อยู่แล้ว อย่างชุดแข่งขันของทีมชาติไทยของวอริกซ์ เราใช้จริง รู้สึกว่าคุณภาพชุดของวอริกซ์คือก้าวไปไกลมาก"

"ถือเป็นเรื่องดี เพราะทำให้นักฟุตบอลทีมชาติไทยได้ใส่ชุดที่คุณภาพดี ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตต่างๆ เทียบเท่าแบรนด์ดังๆ ระดับโลก นอกจากนั้นก็ชื่นชมวอริกซ์ ในฐานะที่เป็นแบรนด์ไทย ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในหลายๆ ประเทศ”

สำหรับ ธีราทร บุญมาทัน มีผลงานยอดเยี่ยมในฤดูกาล 2019 โดยเป็นนักเตะไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถคว้าแชมป์เจลีกกับ โยโกฮามา เอฟ มารินอส ก่อนที่ฤดูกาลนี้ช่วยต้นสังกัดลงสนามเป็นตัวจริงไปแล้ว 2 เกม

อดีตโค้ชมือกาวผีสวนคีนวิจารณ์เดเคอา

เอริก สตีล อดีตโค้ชผู้รักษาประตูของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกมาสวนเสียงวิจารณ์ของ รอย คีน ที่มีต่อ ดาบิด เด เคอา

 อดีตกัปตันทีมปีศาจแดงจวกนายทาวารชาวสเปนว่าเป็นผู้รักษาประตูที่ได้รับการยกย่องเกินจริงหลังจากความผิดพลาดในเกมกับ สเปอร์ส ในเกมเปิดสนามหลังฟุตบอลกลับมาแข่งกันอีกครั้ง ซึ่งทาง  สตีล ที่เคยเป็นโค้ชให้ เด เคอา  ออกมาแสดงความคิดเห็นของตัวเองสวนกับ คีน

 "รอย คีน มีแนวของตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือแนวของเขา, ในฐานะนักเตะ, ในฐานะโค้ช และสิ่งที่เขาทำในฐานะกูรู" สตีล กล่าว

 "รอย คีน เจ๋งมากสำหรับสกาย ทีวี,สิ่งที่ผมจะพูดก็คือผมจัดการกับสิ่งเหล่านี้แตกต่างโดยสิ้นเชิง, ดาบิด เด เคอา ไม่จำเป็นต้องให้ รอย คีน พ่นน้ำลายออกมาเพื่อให้เขารู้ว่าเขาทำพลาด"

 "ผมมองดูมันและผมจะพูดแบบเดียวกันแม้ว่าคนๆนั้นจะเป็น โจ ฮาร์ท, ทอม ฮีตัน, มาร์ท พูม ที่ ดาร์บี้ หรือ ลี แกรนท์ ที่ ดาร์บี้ ซึ่งตอนนี้อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด"

"ตอนนี้เขาลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว 400 เกม เขาจะลงเล่นต่อไปในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า คุณไม่สามารถลงเล่นมากมายขนาดนี้ให้กับสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลกหากไม่มีของดี"

 "ใช่, เขาพลาดไปบ้าง แต่ถ้าคุณอยู้กับสโมสรมานาน 9 ปี, ปีเตอร์ ชไมเค่ล มาร่วมทีมตอนอายุ 28 ซึ่งเขาเจอช่วงเวลายากลำบากในสองเดือนแรก, 3 เดือน เช่นเดียวกับ ดาบิด"

 "ดาบิด อายุ 20 เท่านั้น (ตอนย้ายมา) ตอนนี้เจ้าอายุเกือบ 30 และเล่นมากกว่า 400 เกมสำหรับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คำตอบของผมคือการดูว่าเขาชนะอะไรมา เขามีส่วนร่วมกับอะไรมา, ใช่, เขารู้ว่าเขาผิดพลาดแต่สิ่งที่ผมรู้คือเขาไม่ตระหนก, ด้วยแคแร็กเตอร์, ความเยือกเย็น ไม่มีอะไรรบกวนเขา"

 "พนันได้เลยว่าเขาไม่แม้แต่จะดูทวิตเตอร์, คงมีคนส่งข้อความหาเขาทางทวิตเตอร์หรืออะไรก็ตาม, มันจะเข้าไปในหัวของเขา"

 "มันคือความกดดันที่ต้องทำงานภายใต้การทำงานกับผู้จัดการทีมที่แตกต่าง, โค้ชผู้รักษาประตู 5 คน, ดาบิด จะลุกขึ้นมาอีกครั้งและนั่นเป็นส่วนหนึ่งของแคแร็กเตอร์เขา"

 

ปัดลิเวอร์พูล! “แวร์เนอร์” เผยเหตุผลเลือกซบเชลซี

ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกทีมชาติเยอรมนีของ ไลป์ซิก เผยเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ เชลซี หลังจากได้พูดคุยกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด นายใหญ่ "สิงโตน้ำเงินคราม" พร้อมตั้งความหวังที่จะรักษาฟอร์มฮอตแบบนี้ต่อไปเมื่อไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่
               ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าฟอร์มฮอต แอร์เบ ไลป์ซิก สโมสรในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ออกโรงเปิดใจเหตุผลที่เลือกย้ายไปค้าแข้งกับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี  เพราะรู้สึกสบายใจตอนที่ได้พูดคุยกับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ

               หัวหอกทีมชาติเยอรมนี ทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับ ไลป์ซิก ด้วยการซัดไปถึง 34 ประตูจากการเล่นทุกรายการในซีซั่นนี้ ตัดสินใจโบกมือลาต้นสังกัด เพื่อไปเล่นในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในช่วงซัมมเอร์นี้ โดยค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 47.5 ล้านปอนด์ (ราว 1,805 ล้านบาท) พร้อมรับค่าเหนื่อย 150,000 ปอนด์ (ราว 5.7 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์

              ก่อนหน้าที่นักเตะจะตกลงไปอยู่กับ เชลซี นั้น "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เคยเกือบที่จะได้เขาไปร่วมทีม โดย แวร์เนอร์ ยอมรับว่าที่ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับทัพ "สิงห์บลูส์" หลังจากได้พูดคุยกับ แลมพาร์ด และบอร์ดบริหารสโมสร "การพูดคุยกับบอร์ดบริหารเชลซี มีแต่เรื่องดีๆ ซึ่งทำให้ผมได้ใกล้ชิดกับพวกเขา"

             "โดยเฉพาะ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่พร้อมหนุนหลังผม และอยากใผ้หมรู้ว่าถ้าผมย้ายไปที่เชลซี ผมจะรู้สึกสบายใจ และผ่อนคลายเหมือนกับที่ผมอยู่กับ ไลป์ซิก ในการพูดคุยกับผม บ่อยครั้งที่โค้ชเน้นย้ำว่าเขาอยากได้ผมมากแค่ไหน เขาเห็นคุณค่าของผมในฐานะคนๆ หนึ่งมากขนาดไหน"

             "แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทิ้งสถานที่แห่งความสุขเหมือนที่ผมได้อยู่กับ ไลป์ซิก ช่วงหลายๆ ปี แต่คุณมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพถ้าคุณพร้อมที่จะก้าวต่อไป ฤดูกาลนี้มันเหมือนกับทางแยก แน่นอนว่าผมอยากอยู่กับ ไลป์ซิก ตลอดไป แต่ผมตัดสินใจในสิ่งใหม่ และผมหวังว่าฟอร์มของผมจะยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป" แวร์เนอร์ กล่าว

ฟาน ไดค์ เผยปัด 2 ทีมใหญ่เลือกลิเวอร์พูลเพราะคนคนเดียว

 

เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ เปิดอกเผยเหตุผลที่เลือกย้ายมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล พร้อมยอมรับว่าช่วงเวลานั้นยังมีอีก 2 ทีมใน พรีเมียร์ลีก อยากได้ตัวเขาไปร่วมทีม

    เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ยอดปราการหลังชาวดัตช์ของ ลิเวอร์พูล เผยว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตนเลือกย้ายมาเล่นในถิ่น แอนฟิลด์ คือการที่ ‘หงส์แดง’ มีผู้จัดการทีมคือ เจอร์เก้น คล็อปป์ พร้อมยอมรับว่าตนมีโอกาสเลือก เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ แต่ก็ได้ปฏิเสธไป

    ฟาน ไดค์ วัย 28 ปี ประสบความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล เป็นอย่างมากหลังย้ายมาจาก เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยค่าตัว 75 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 2,900 ล้านบาท เมื่อช่วงเดือนมกราคม ปี 2018 ทั้งคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2019 และล่าสุดก็พา ‘หงส์แดง’ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี

    อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าตัวยังได้รับความสนใจจาก เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนฯ ซิตี้ รวมถึง เชลซี ที่ตอนนั้นมี อันโตนิโอ คอนเต้ เป็นผู้จัดการทีม ซึ่ง ฟาน ไดค์ เผยถึงเรื่องนี้ว่า "ผมมีโอกาสจะได้ไป เชลซี กับ แมนฯ ซิตี้ "

    "เมื่อคุณเปรียบเทียบกันแล้ว(หมายถึง เชลซี, แมนฯ ซิตี้ และลิเวอร์พูล) พิจารณาจากเรื่องประวัติศาสตร์, สภาพเมือง, ขุมกำลังชุดปัจจุบัน รวมถึงแผนการในอนาคตอันใกล้"

    "แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องพิจารณาคือตัวผู้จัดการทีม และ เจอร์เก้น คล็อปป์ คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมผมถึงเลือก ลิเวอร์พูล"

    "คล็อปป์ เป็นคนที่พิเศษ ไม่ว่าเรื่องพลังในตัว หรือภาพลักษณ์โดยรวม บางครั้งผมก็มานั่งคิดถึงสิ่งที่เขาทำซึ่งเขาทำมันได้เหนือกว่าใครๆ"

    "ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องการจัดการความเป็นมนุษย์ของเขา ทุกวันนี้สิ่งนั้นมันสำคัญมาก มากกว่าเรื่องของฟุตบอลเสียอีก"

    "คล็อปป์ มอบความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมให้แก่คุณ ในตอนเช้าที่คุณเข้าไปยังสโมสร เขาจะมีความสุขอย่างแท้จริง มันฟังดูแล้วน่าตลกนะ แต่สิ่งนี้คือแรงบันดาลใจให้แก่คุณในฐานะผู้เล่นได้จริงๆ "

ฝันเป็นจริง! เอลเลียตต์ เซ็นสัญญาอาชีพกับลิเวอร์พูลเรียบร้อย

ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ปีกอนาคตไกล ลิเวอร์พูล จัดการเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับสโมสรเป็นที่เรียบร้อย พร้อมระบุนี่คือฝันที่เป็นจริง
     ฮาร์วีย์ เอลเลียตต์ ปีกดาวรุ่งเลือดผู้ดีของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรลูกหนังแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้จรดปากกาเซ็นสัญญานักเตะอาชีพฉบับแรกกับต้นสังกัดเป็นที่เรียบร้อย เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

 

     เอลเลียตต์ ย้ายจาก ฟูแล่ม มายังถิ่น แอนฟิลด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2019 ทว่าเจ้าตัวยังไม่สามารถเซ็นสัญญาในฐานะนักเตะอาชีพได้ จนกระทั่งอายุครบ 17 ปี เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน และล่าสุดเจ้าหนู เอลเลียตต์ ได้เซ็นสัญญาระยะยาวกับ ลิเวอร์พูล อย่างเป็นทางการแล้ว

     "ผมคิดว่า นับตั้งแต่วันแรกที่ผมเดินเข้ามาที่นี่ มันเป็นการเดินทางที่ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้" ดาวเตะจอมพลิ้ววัย 17 ปี เปิดใจ "ผมคิดว่า สัญญาอาชีพฉบับแรก มันคือฝันที่เป็นจริงสำหรับผมและครอบครัวของผม ผมตื่นเต้นมากๆ กับอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า ผมพร้อมทุ่มเททุกอย่างเพื่อสโมสรและแฟนๆ"

     สำหรับฤดูกาลนี้ เอลเลียตต์ ลงเล่นให้ "หงส์แดง" ไปแล้วรวมทุกรายการ 8 นัด

 

ติสต์ตัวพ่อ ทิ้งเงินปีละ 3.4 ล้าน เลิกเล่นบอลไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ

เรื่องราวของ นักเตะหนุ่มติสต์ที่ถือเอาความสุขของตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน ตัดสินใจยกเลิกสัญญากับทีมใหญ่การท่าเรือ เอฟซี ทั้งที่เหลือสัญญาอีก 1 ปี มีค่าเซ็น 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีกเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ไปแบบไม่แยแส โดยเลือกแขวนสตั๊ดในปี 2017

    เรื่องนี้ "เจ้าเบียร์" ปิยะชาติ ศรีมะเรือง อดีตมิดฟิลด์ตัวเก่งของ "สิงห์เจ้าท่า" การท่าเรือ ในวัย 31 ปี ได้ย้อนเหตุการณ์ให้ฟังว่า ตนตัดสินใจมาอยู่การท่าเรือในช่วงครึ่งเลคหลังของหลายปีก่อน และได้เป็นตัวจริงมาตลอด แม้กระทั่งในปีถัดมาช่วยปรีซีซั่นและต้นฤดูกาลก็ยังได้เล่นเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง

    "ผมรู้ตัวเองว่ากำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของผม แม้ผมจะฟอร์มดีกับสุโขทัยก่อนมาท่าเรือ แต่ผมรู้ตัวเองว่าตอนเล่นอยู่ท่าเรือผมพร้อมสุดแล้วทั้งฝีเท้าและประสบการณ์ แต่ดันมาเจ็บสะโพกช่วงต้นฤดูกาลต้องพักไป 3 เดือน พอกลับมาก็ซุ่มฟิตตัวเองเต็มที่ แต่โอกาสได้ลงมันน้อยลงไปเรื่อยๆ พยายามพิสูจน์ตัวเอง แต่ผลที่ได้รับมันไม่โอเคสำหรับผมเลย นักฟุตบอลทุกคนรู้ตัวเองดีว่า สภาพเกมแบบไหน เขาควรจะได้รับโอกาส แต่ผมกลับได้โอกาสน้อยมากเมื่อเทียบกับความมั่นใจของผม"

    "เจ้าเบียร์" ทนกับสภาพที่ไม่มีความสุขในการไม่ได้ลงเล่น 7-8 เดือน แม้ช่วง "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาคุมทัพ 10-11 แมตช์และตนเองได้โอกาสลงตัวจริงตลอด ไม่ได้ลงแค่ 2 แมตช์เพราะเจ็บ แต่นอกนั้นมีโอกาสลงทั้งฤดูกาลในฐานะตัวจริงแค่ 3 แมตช์เท่านั้น ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต

    "สัญญาผม 2 ปีครึ่ง ผมทนจนจบปีครึ่ง สุดท้ายเข้าไปบอก "คุณแป้ง"ประธานสโมสรว่า ผมไม่มีความสุขในการเล่นฟุตบอลแล้ว ผมขอยกเลิกสัญญาที่เหลืออีก 1 ปี ทั้งที่ถ้าผมทนอยู่ต่อ ผมจะได้ค่าเซ็นทุกปี ๆ ละ 1 ล้านบาท และเงินเดือนอีก 2 แสนกว่าบาท ตกแล้วก็เกือบ 3.5 ล้าน เงินมันก็สำคัญแต่ที่สำคัญกว่าคือความสุขของผม "คุณแป้ง" ตอนแรกก็ไม่ยอมหากผมจะเลิกเล่น แต่ยินดียกเลิกสัญญาถ้าผมไม่เลิกเล่นบอล จะย้ายไปทีมไหนก็ได้ แต่ผมบอกว่า ผมไม่อยากให้สโมสรมาแบกภาระเดือนละ 2 แสนกว่าบาท ถ้าผมอยู่ที่นี่แบบไม่มีความสุข ผมอาจจะเข็นตัวเองมาซ้อมมาแข่งได้ แต่มันไม่ดีกับสโมสรแน่ สุดท้าย "คุณแป้ง" ก็ยอมยกเลิกสัญญาให้"

    การยกเลิกสัญญาในวัยเพียงแค่ 28 ปี ทำให้เงินที่จะได้ปีละ 3.4 ล้านบาท และเงินในอนาคตอีกหลายล้านบาทหากยังเล่นฟุตบอลอยู่ของ "เจ้าเบียร์" หายวับไปกับตา แต่เจ้าตัวยังพอมีเงินเก็บจากการเล่นบอล และนำมาใช้จ่ายในช่วงที่เลิกเล่นบอลไปแล้ว

    "ผมไม่มีแพลนจะทำอะไรเลยอยู่ในหัว 1 ปีเต็ม ๆ ผมออกท่องเที่ยวตามแต่ใจอยากจะไป ส่วนใหญ่เที่ยวต่างจังหวัด บางทีตื่นมาแบกกระเป๋าไปสนามบิน ไม่รู้จะไปไหน ไปคิดเอาที่สนามบินก็มี แต่ถึงผมจะเที่ยวก็ไม่ได้ใช้เงินเยอะอะไร เพราะรู้ว่ามีแต่เงินออก ไม่มีเงินเข้ามาเลย"

 

    เมื่อใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ไป 1 ปีเพื่อค้นหาตัวเอง เจ้าตัวก็นำเอาความชอบในการกินกาแฟของตัวเองมาค้นหาว่า ตัวเองอยากทำร้านกาแฟหรือไม่ ชอบกาแฟ หรือชอบบรรยากาศของร้านกาแฟ จึงตัดสินใจไปสมัครเป็นพนักงานร้านกาแฟ

    "ผมคิดอยู่พักใหญ่ อย่างว่าเราก็เคยเป็นนักบอลที่คนรู้จัก วันดีคืนดีจะไปเป็นลูกจ้างร้านกาแฟ มันยังติดอีโก้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสมัคร ร้านกาแฟแบรนด์ดังไม่รับ ไปอีกร้านที่ซอยอารีย์ พี่เขาจำชื่อได้ว่าเป็นนักฟุตบอล แต่เห็นความตั้งใจเรา เขาถามเอาเงินเดือนเท่าไหร่ ผมบอกเท่าไหร่ก็ได้ ผมอยากมาค้นหาตัวเองด้วยการลองทำงานที่ร้านกาแฟ ทำอยู่ 7-8 เดือน ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่าอยากทำร้านกาแฟแล้ว เลยลาออกมาเพื่อไปศึกษาอย่างจริงจัง"

    หลังจากออกแสวงหาเมล็ดพันธุ์กาแฟ และท่องไทยไปชิมกาแฟ สุดท้ายตัดสินใจเปิดร้านกาแฟของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า "SOUL COFFEE" ซึ่งแปลว่า จิตวิญญาณมันตรงกับชีวิตของตัวเอง โดยลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท เฉพาะค่าเครื่องชงกาแฟก็ล้านกว่าบาทแล้ว

 

    "ร้านนี้อยู่ซอยท่าเรือแดง ตรงท่าเตียน ปากซอยเป็นธ.กรุงไทย ผมเริ่มเปิดเดือนมี.ค.ก็ทำท่าจะดี วันหนึ่งขายได้ 8,000 – 10,000 บาท แต่เปิดได้แป๊บเดียว โควิดมา ต้องปิดยาวเพิ่งจะเปิดอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ คราวนี้ผมขายคนเดียวเลยไม่มีลูกน้องแล้ว เพราะแบกค่าใช้จ่ายไม่ไหว ร้านของผมไม่เน้นคำว่า specialist ผมอยากให้คนมากินแล้วมีความสุข ไม่ต้องกดดันตัวเองด้วยเมนูพิเศษอะไร ทุกวันนี้แม้ต้องแบกค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่เข้ามา แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาร้าน"

    เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่า แม้ตอนเลิกเล่นฟุตบอลในวัยแค่ 28 ปี ช่วงนั้นยังมีหลายทีมในไทยลีกสนใจติดต่อมา ซึ่งตนก็ขอบคุณทุกทีมที่เห็นคุณค่า แต่ช่วงนั้นก็ชั่งใจอยู่เหมือนกัน สุดท้ายตัดสินใจเลิกเลยดีกว่า เพราะไม่อยากไปลุ้นว่า ชีวิตจะไม่มีความสุขอีกหรือเปล่า ถ้าหากตัวเองต้องไปตกที่นั่งเดียวกันกับตอนอยู่ท่าเรือ คือไม่ได้เล่น แต่ ณ ตอนนี้ก็ถือว่าชีวิตลงตัวแม้ว่าจะขาดรายได้ที่ควรจะได้จากการเล่นฟุตบอลไปเกือบสิบล้านบาทหากยังเล่นอยู่ถึงตอนนี้ก็ตามที

‘ดาวุฒิ ดินเขต’ ผู้ภักดีทบ. สู้เพื่อครอบครัว ฝันติดดาว

หากเป็นยุคอดีตถ้าพูดทีม "ตรากงจักร" ทหารบก ต้องนึกถึงนักเตะอย่าง อำนาจ เฉลิมวุฒิ , ธนิศร์ อารีสง่ากุล ,รังสิวุฒิ ชโลปภัมภ์ , อภิชาติ ทวีเฉลิมดิษฐ์,  พีระฉัตร พานทอง , พิสิษฐ์ ฟูเผ่า, กฤษขจร วงษ์รัตนะ , รุ่งเพชร เจริญวงศ์ , อนุกูล กันยายน , จิราวุธ มีสูงเนิน , พงษ์พันธ์ รัตนสุวรรณ , เจริญ กลมเกลี้ยง , แมน จันทนาม , อดุลย์ รุ่งเรือง , อดุลย์ มะลิพันธ์ , สุดใจ ธนะวัฒน์ , วัชรกร อันทะคำภู ฯลฯ

    ถ้าเป็นรุ่นหลังมานี้ก่อนที่ทีมจะเหลือแค่ตำนานให้จดจำก็มีอาทิ ดาวุฒิ ดินเขต , ชัยวัฒน์ นาคเอี่ยม , นิพนธ์ คำทอง , ธนากรณ์ แดงทอง , มงคล ทศไกร ฯลฯ

    วันนี้ทีมงานเพจฟุตบอลสยามจะนำไปพบกับนักเตะสู้ชีวิตอีกราย ถือเป็นนักเตะที่เล่นฟุตบอลกับสโมสรเดียว อย่าง ทหารบก มาจนถึงวันที่ไม่มีทีมดังกล่าวอีกแล้ว

    เขาคือ ดาวุฒิ ดินเขต นักเตะหนุ่มจาก เมืองโอ่ง จ.ราชบุรี ปัจจุบันเป็นรั้วของชาติ รับราชการทหารบก ยศ จ่าสิบเอก สังกัด กคช.กช. กรมการทหารช่าง ตำแหน่ง เสมียน โดยยังคงเล่นให้กับทีม ทหารบก เอฟซี

    แม้รายได้ในการพ่อค้าแข้งจะลดลงหากเทียบกับเมื่อครั้ง ยังมีทีม อาร์มี่ฯ แต่ ดาวุฒิ กัดฟันสู้ เพราะมีครอบครัวที่ต้องดูแล ไม่ว่าจะเป็นภรรยาสาว "น้องเอม"   ฐิติพร ดินเขต สาวเมืองโอ่งด้วยกัน กับลูกน้อย วัย 4 เดือน อย่าง ด.ญ.ปาลิตา ดินเขต หรือน้องไออุ่น

    ดาวุฒิ ดินเขต เล่นทหารบก ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2005-2019 เป็นเวลา 14 ปีเต็ม ในการใส่เสื้อรับใช้ทีม "ตรากงจักร" โดยปัจจุบัน เขายังคงเป็นแบ็คซ้ายตัวหลักมากประสบการณ์ให้กับ ทีม ทหารบก เอฟซี ในไทยลีก 3

    วันแมนคลับ อย่าง ดาวุฒิ ดินเขต บอกว่า "ทุกวันนี้ผมทำเพื่อครอบครัวอย่างเดียว แม้เรื่องของโชควาสนา เราจะไม่เหมือนคนอื่นๆที่จากทีมไปแล้ว ได้ไปเล่นกับทีมใหม่ที่ยังคงมีรายได้งดงาม"

 

    "แต่สำหรับผมที่ยังคงจงรักภักดี กับ องค์กรอย่าง กองทัพบก ที่ตัวเอง ยังรับราชการอยู่ นั้นยังพร้อมจะเต็มที่ให้กับทีม ทหารบก เอฟซี ในฐานะรุ่นพี่ของน้องๆในทีม หากยังเล่นไหวผมพร้อมจะเต็มที่ทุ่มเทสุดๆให้กับทีมที่สร้างเรามาจนมีทุกวันนี้"

    "เหนือสิ่งอื่นใด การได้อยู่กับครอบครัวที่มีความสุข ใช้ชีวิตตามอัตภาพ ตามเงินเดือนจ่าทหารบก ผมก็มีความสุข เพราะทุกวันนี้มีครบทั้งบ้าน,รถ และมีงานที่มั่นคงทำ เชื่อว่าสักวันผมจะได้มีดาวติดบนบ่าบ้าง ในอนาคตอันใกล้"

 

    นี่คือแบบอย่างนักเตะที่นิสัยดีทั้งในและนอกสนาม สมกับที่เป็นทหารหาญ รั้วของชาติ แห่งกองทัพบกไทย

    ดาวุฒิ ดินเขต จอมเก๋าของ ทหารบก เอฟซี นักเตะสู้ชีวิต แฟมิลี่แมนตัวเองจริง ผู้ภักดีต่ออาชีพและบทบาทพ่อค้าแข้ง ที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง