ต้องเอาให้ได้!โซลชาเล็ง2แข้งหวังเสริมแบ็กซ้าย

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นายใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พยายามที่จะไล่ล่าผู้เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายมาเสริมแกร่งให้ได้ก่อนที่จะปิดตลาดรอบแรกต้นเดือนต.คงนี้โดยมีเป้าหมาย 2 รายได้แก่ เซร์คิโอ เรกีลอน กับ โฟเด้ บัลโล-ตูเร่
    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ พยายามไล่ล่า 2 ผู้เล่นในตำแหน่งแบ็กซ้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ได้ เพราะ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมต้องการหาตัวเลือกที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้เกมรับของทีมเหนียวแน่นยิ่งขึ้น

    ปัจจุบันแบ็กซ้ายของทีมมี ลุค ชอว์ กับ เบรนดอน วิลเลี่ยมส์ ที่โชว์ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมให้กับต้นสังกัดในช่วงหลายๆ เดือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม โซลชา ยังมีความต้องการทางเลือกที่หลากหลายในตำแหน่งนี้ ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะจะปิดตัวในวันที่ 5 ตุลาคมนี้

    "น้าลูกอม" อยากได้ผู้เล่นตำแหน่งนี้โดยเป้าหมายแรกก็คือ เบน ชิลเวลล์ ฟูลแบ็กฟอร์มแรงจาก เลสเตอร์ ซิตี้ แต่น่าเสียดายที่นักเตะเลือกย้ายไปเล่นให้กับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี เรียบร้อยแล้ว ทำให้ต้องเบนเข็มไปเล็ง เซร์คิโอ เรกีลอน แบ็กฟอร์มแรง "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด

    เรกีลอน ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ เซบีย่า เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยการช่วยต้นสังกัดชั่วคราวคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก โดย แมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้นักเตะรายนี้มากๆ แต่ก็ต้องขับเคี่ยวกับ ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่สนใจ ดาวเตะชาวสแปนิช วัย 23 ปี เช่นกัน

    ขณะที่รายที่สองก็คือ โฟเด้ บัลโล-ตูเร่ ฟูลแบ็กอนาคตไกลจาก โมนาโก ซึ่งนักเตะมีสัญญาอยู่กับต้นสังกัดจนถึงปี 2023 โดย โซลชา หวังที่จะนำดาวเตะเลือดเฟร้นช์ มาคอยทำหน้าที่เป็นกำลังสำรองให้กับ ชอว์ ขณะที่ วิลเลี่ยมส์ สามารถโยกสลับไปเล่นแบ็กขวาเพื่อเป็นแบ็กอัพให้กับ อารอน วาน-บิสซาก้า ได้

ใครนะด่าจ่าเย็นติดทีมชาติได้ไง!?

ตลาดซื้อขายนักเตะรอบพิเศษ ในช่วงที่ลีกลูกหนังไทยโดนโควิด -19 พ่นพิษไปด้วยจนทำให้ต้องพักเบรกไปราว 5 เดือนเศษ ก่อนจะคัมแบ็กกลับมาเตะอีกครั้ง ตั้งแต่ 12 ก.ย. 2563 นี้เป็นต้นไปนั้น

 ตลาดซื้อขายนักเตะรอบพิเศษ ในช่วงที่ลีกลูกหนังไทยโดนโควิด -19 พ่นพิษไปด้วยจนทำให้ต้องพักเบรกไปราว 5 เดือนเศษ ก่อนจะคัมแบ็กกลับมาเตะอีกครั้ง ตั้งแต่ 12 ก.ย. 2563 นี้เป็นต้นไปนั้น

การย้ายทีมที่ถือว่าน่าสนใจไม่น้อยอีกคน เห็นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจาก เคสของ “จ่าเย็น” มงคล ทศไกร นั่นเอง ที่ย้ายออกจาก สุโขทัยฯ ไปเป็นสมาชิกใหม่ของ “ช้างขาวเจ้าเกาะ” ตราด เอฟซี นั่นเอง

 สำหรับ ตราด เอฟซี นั้นน่าจะเป็นทีมใหม่ที่ทำให้เห็นว่า นักเตะ “จ่าเย็น” เป็นแข้งประเภทจอมพเนจร ไปซะแล้ว

อดีตนักเตะที่เคยผ่านชีวิตต้องสู้เป็นหนุ่มโรงงานมาแล้ว ก่อนจะพรรษากล้าแกร่งดั่งปัจจุบัน จนกลายเป็นแข้งอดีตทีมชาติไทย ที่ชื่อและฝีเท้าคุ้นหูและคุ้นตาแฟนบอลเป็นอย่างดี นั้น ผ่านการเป็นพ่อค้าแข้งมากับหลายสโมสร หลักๆ ที่ชินตาแฟนบอลก็คงจะเป็นอดีตทีมอู่ข้าวอู่น้ำของเขาอย่าง ทหารบก หรือ อาร์มี่ฯ ที่เหลือแค่ชื่อเป็นตำนานไปแล้ว ซึ่งปัจจุบัน “จ่าเย็น” ก็ยังรับราชการอยู่

นับถึงทีมล่าสุด คือ ตราด เอฟซี เท่ากับ ทีม “ช้างขาวเจ้าเกาะ” เป็นทีมที่ 9 ในการเป็นพ่อค้าแข้งของหนุ่มนักเตะจากเมืองหมอแคน ขอนแก่น รายนี้ไปแล้ว

   สโมสรแรกของ “จ่าเย็น” ก็คือ ธ.กรุงไทย จากนั้นเป็น ,อาร์มี่ฯ , ปตท.ระยอง , เชียงราย ยูไนเต็ด , เมืองทอง ยูไนเต็ด , พัทยา ยูไนเต็ด , โปลิศเทโรฯ , สุโขทัย ฯ มาถึงล่าสุดคือ ตราดฯ

   เรื่องหัวจิตหัวใจการทุ่มเทให้ต้นสังกัดแบบเกินร้อยนั้นเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษอย่าง “เจ้าเย็น” อยู่แล้ว ไม่รวมถึง ความฟิต ที่ทำให้เขาก้าวติดทีมชาติไทยได้

  

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า คนอย่าง “จ่าเย็น” จะโดนคำพูดของคนบางคนสบประมาทดูถูกเขา ว่า “มันเล่นฟุตบอลได้แค่นี้ไม่รู้ติดทีมชาติไทย” ได้อย่างไร

 “จ่าเย็น” จำคำพูดดังกล่าวได้อย่างดี ด้วยความเป็นที่สุภาพบุรุษพอ “จ่าเย็น” ขอเก็บคำดูถูกดูแคลนดังกล่าวไว้เป็นกำลังใจแรงบันดาลใจให้กับตัวเขาเอง แต่เขาก็อยากจะถามกลับไปยังเจ้าของคำพูดดังกล่าวด้วยว่า คุณน่ะเคยประสบความสำเร็จในการเป็นนักเตะทีมชาติบ้างหรือเปล่า!

อยากรู้ว่าใคร เจอหน้า “จ่าเย็น” ลองถามดูเองก็แล้วกัน

บีจีเปิดตัว “มิสึรุ มารุโอกะ” แข้งโควตาเอเชียร่วมทัพอย่างเป็นทางการ

สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เปิดตัว มิสึรุ มารุโอกะ กองกลางชาวญี่ปุ่นวัย 24 ปี เข้ามาร่วมทัพอย่างเป็นทางการ ในฐานะโควตานักเตะเอเชีย ก่อนที่ตลาดซื้อขายนักเตะรอบพิเศษจะปิดลงในวันที่ 7 กันยายน 2563 และศึกไทยลีก 1 จะกลับมาลงสนามอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
   

โดย มิสึรุ มารุโอกะ กล่าวถึงการย้ายมาร่วมทัพ "เดอะ แรบบิท" ว่า "ผมมีความสุขอย่างมากที่ได้ย้ายมาร่วมทีม บีจี ปทุมฯ นี่คือความท้าทายครั้งใหม่ของผมในไทยลีก ผมจะทำให้สุดความสามารถในฐานะผู้เล่นของสโมสรแห่งนี้ ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากสำหรับเกมแรกที่กำลังจะกลับมาลงสนามอีกครั้ง ผมต้องการพิสูจน์ตัวเองเพื่อโอกาสในการลงสนามให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายเมื่อผมอยู่ในสนามผมหวังว่าจะได้รับแรงเชียร์จากแฟนบอล และผมจะลงเล่นในสนามอย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ"

สำหรับ มิสึรุ มารุโอกะ ปัจจุบันอายุ 24 ปี เป็นกองกลางสารพัดประโยชน์ เล่นได้หลายตำแหน่งทั้งปีกซ้าย-ขวา มิดฟิลด์ตัวรุก เคยเป็นนักเตะดาวรุ่งของ เซเรโซ่ โอซาก้า ทีมในศึกเจลีก ประเทศญี่ปุ่น ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่ในศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน เมื่อปี 2014 ด้วยวัยเพียง 18 ปี จากนั้นย้ายกลับมาเล่นให้ เซเรโซ่ โอซาก้า อีกครั้ง ก่อนจะถูกปล่อยตัวให้ วี-วาเรน นางาซากิ ยืมตัวไปใช้งานในปี 2017 และรีโนฟา ยามากูจิ ในปี2018 ก่อนจะย้ายมาร่วมทัพ "เดอะ แรบบิท" ในที่สุด

หักหลัง, ไร้ความเคารพ, อนาคตไม่มี ! 6 เหตุผลที่ เมสซี่ ตัดสินใจลา บาร์ซ่า

หลังจากที่อยู่รับใช้ บาร์เซโลน่า มานานกว่า 20 ปี และเป็นดั่งสัญลักษณ์ของสโมสร แต่ตอนนี้ ลิโอเนล เมสซี่ กำลังที่จะคิดอำลาถิ่น คัมป์ นู เนื่องจากมองไม่เห็นอนาคตของทีม และเลือกที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่มากกว่าที่จะอยู่กับ "เจ้าบุญทุ่ม" ที่มีสภาพย่ำแย่แบบนี้

    แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ เมสซี่ ปรารถนา เพราะเขามองว่า บาร์ซ่า เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง แต่การเปลี่ยนแปลงภายในทีมทำให้เจ้าตัวรับไม่ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของแผนอนาคตที่นักเตะมองแล้วว่าบอร์ดบริหารไม่มีความจริงใจในการพัฒนาทีม

    ที่สำคัญความขัดแย้งกับ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสรเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่ทำให้ เมสซี่ มองว่าการอยู่ร่วมกันคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุผลที่ถือเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ สตาร์ดังชาวอาร์เจนไตน์ พร้อมเก็บเสื้อผ้าอำลายอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่า

1.  ไม่เหลือเยื่อใยกับบอร์ดบริหารสโมสรอีกต่อไป

 

    วันวานที่เคยหอมหวานสำหรับ เมสซี่ แทบจะไม่เหลืออยู่เลย เนื่องจากความสัมพันธ์ของเขากับบอร์ดบริหารชุดนี้ไม่มีอีกแล้ว โดยเฉพาะกับ โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสร ที่ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนจะเป็นเส้นขนานกันมานาน

    แม้ว่าในวันที่ทั้งสองคนได้พบกันตอนที่ ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ สลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญาฉบับใหม่ พร้อมกับโพสท่าถ่ายรูปร่วมกันซึ่งดูเหมือนว่า เมสซี่ กับ บาร์โตเมว จะยิ้มแย้มให้กันและกัน แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ฉากหน้าที่พวกเขาใส่หน้ากากเข้าหากันเท่านั้น

 

    ฉะนั้นตลอดช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ บาร์โตเมว ครองอำนาจในการบริหารยอดทีมแห่งแคว้นกาตาลุนย่านั้น ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กับ เมสซี่ เลย แม้ว่าในใจลึกๆ แล้วนักเตะเลือกที่จะอยู่กับสโมสรต่อไปเนื่องจากหัวใจที่รัก "เจ้าบุญทุ่ม" แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นในเกมปะทะ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค (แพ้ 2-8 ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) เป็นมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเปลี่ยนแปลง

2.  ไม่รักษาสัจจะในการเซ็นสัญญากับนักเตะ-การแต่งตั้งกุนซือที่ไม่เหมาะสม

 

    บาร์เซโลน่า แทบจะไม่ลงทุนคว้านักเตะชั้นยอดมาร่วมทีมเลยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยพวกเขาทุ่มเงินในการคว้าตัว อองตวน กรีซมันน์, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ แฟรงกี้ เดอ ยอง ซึ่งถือเป็นสตาร์ลูกหนังระดับโลก แน่นอนว่าเพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะทำให้ "เจ้าบุญทุ่ม" หวนคือสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง

    ตลอดช่วงที่ บาร์โตเมว และบอร์ดบริหารชุดนี้บริหารสโมสร พวกเขาตระบัดสัตย์ไม่ทำตามที่เคยลั่นวาจาเอาไว้กับ เมสซี่ เพราะหากมองนักเตะที่พวกเขาดึงมาร่วมทีม ยังถือว่าไม่ถูกต้องโดนใจสำหรับ สตาร์ดังชาวอาร์เจนไตน์ ฉะนั้นนี่จึงทำให้เขารู้สึกว่าอนาคตของทีมช่างหมองหม่นเหลือเกิน

 

    นอกจากนี้แนวคิดในการแต่งตั้งเทรนเนอร์ก็ย่ำแย่สุดๆ เพราะหากจำกันได้ เมสซี่ ทำผลงานได้ดีเยี่ยมกับโค้ชชั้นยอดตั้งแต่เมื่อปี 2004 ทั้ง แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด, เป๊ป กวาร์ดิโอล่า, ตาต้า มาร์ติโน่, ตีโต้ บีลาโนบา, หลุยส์ เอ็นริเก้ (แม้จะมีปัญหาทะเลาะกันบ้างก็ตาม) แม้แต่ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ ก็เช่นกัน

    ที่สำคัญการที่ บาร์โตเบว สั่งปลด บัลเบร์เด้ ออกจากตำแหน่ง สร้างความไม่พอใจให้กับ เมสซี่ มากๆ แถมยิ่งโกรธจัดเป็นทวีคูณเมื่อพวกเขาเลือกแต่งตั้ง กีเก้ เซเตียน เข้ามากุมบังเหียน ซึ่งผลงานไม่มีอะไรน่าสนใจเลย งานนี้ทำเอานักเตะได้แต่กระอักกระอ่วมใจ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้แฟนบอลคงได้เห็นมาแล้วจากพฤติกรรมของ เมสซี่ ที่มีต่อ เซเตียน ในช่วงที่ผ่านมา
 
3. ไม่เห็นด้วยกับแผนของสโมสร-ไร้โปรเจกต์คว้าแชมป์

 

    เมสซี่ ไม่ประทับใจกับแผนด้านกีฬาของสโมสรมานานแล้ว เพราะในแต่ละซีซั่นทีมยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทั้งเรื่องการเซ็นสัญญากับนักเตะที่น่าผิดหวัง และยังรวมถึงการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า ที่สำคัญเม็ดเงินจากการขาย เนย์มาร์ จำนวนกว่า 222 ล้านยูโร (ประมาณ 7,770 ล้านบาท) ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสม

    ขณะเดียวกัน ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์ ยังมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับ เอริก อบิดัล ผู้อำนวยการกีฬาในเวลานั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ ดาวเตะเลือดอาร์เจนไตน์ รู้สึกว่าสโมสรกำลังค่อยๆ เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ และการลงทุนในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะในแต่ละครั้งก็ย่ำแย่เกินทน

 

    การตัดสินใจเรื่องย้ายทีมเกิดขึ้นในหัวของ เมสซี่ มาได้สักพักใหญ่ แต่เขาพยายามใจเย็นด้วยการรอคอยที่จะพูดคุยกับ โรนัลด์ คูมัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่กุมบังเหียนทีมแทน เซเตียน อย่างไรก็ตาม นักเตะไม่เชื่อมั่นในแผนงานของ กุนซือร่างบึ้กชาวดัตช์ ซักเท่าไหร่

     ที่สำคัญ เมสซี่ ไม่เคยคิดเลยว่า คูมัน จะสามารถนำ บาร์เซโลน่า ผงาดคว้าแชมป์ได้ และหากเจ้าตัวยังฝืนอยู่กับสโมสรต่อไปก็มีแต่จะยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่ ฉะนั้นด้วยอายุอานามที่ปาเข้าไป 33 ปีแล้ว เขาคงมีเวลาที่อยู่เป็นยอดแข้งระดับท็อปอีกไม่กี่ปี ด้วยเหตุนี้จึงเลือกที่จะไปหาประสบการณ์ใหม่กับสโมสรอื่นดีกว่า

4. บาร์ซ่า ปล่อยข่าวที่เข้าพบ คูมัน และพยายามป้ายความผิดให้เขา

 

    หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ เมสซี่ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟก็คือการที่เรื่องที่เขาพูดคุยกับ คูมัน ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชน โดยเป็นที่เข้าใจกันว่า เมสซี่ ได้แจ้งกับนายใหญ่ชาวดัตช์เขาต้องการไปเล่นให้กับสโมสรอื่น มากกว่าที่จะอยู่เล่นให้ บาร์ซ่า อีกต่อไป และกำลังพิจารณาอนาคตของตัวเอง

    สำหรับรายละเอียดในการพูดคุยในตอนนั้นได้ถูกนำมาเปิดเผยกับสื่อ โดยเรื่องนี้ทำให้ เมสซี่ ไม่พอใจมากๆ เนื่องจากมีการบิดเบือนความจริงในสิ่งที่เขาได้พูดกับ คูมัน แต่สำหรับเรื่องจริงที่ชัดเจนก็คือ นักเตะไม่ปลื้มกับการบริหารงานของ บาร์โตเมว

 

    นอกจากนี้ เมสซี่ ยังเชื่อว่าการกระทำของบอร์ดบริหารบาร์เซโลน่าชุดนี้ พยายามที่จะกดดันให้เขาออกจากสโมสรด้วยการใส่ร้ายป้ายสีให้กลายเป็นคนเลวในสายตาทุกๆ คน ด้วยการมองว่าเขาจ้องที่จะทิ้งทีม โดยไม่คิดที่จะอยู่สู้หรือช่วยเหลือต้นสังกัดในช่วงเวลาที่ตกต่ำ
   
5. การปฏิบัติกับซัวเรซที่ไร้ซึ่งความเคารพ

 

    หนึ่งในเรื่องที่ทำให้ เมสซี่ ไม่พอใจอย่างแรงก็คือวิธีการที่ บาร์ซ่า คิดกำจัด หลุยส์ ซัวเรซ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาออกจากสโมสร ด้วยการออกว่าเขาไม่มีอนาคตกับทีมอีกต่อไป โดยการกระทำแบบนี้ถือเป็นการไม่ให้เกียรตินักเตะที่ช่วยทีมคว้าแชมป์ทั้ง ลา ลีกา ( 4 สมัย) และ แชมเปี้ยนส์ ลีก (1 สมัย)

    เป็นที่ทราบกันดีว่า เมสซี่ กับ ซัวเรซ เป็นคู่หูทั้งในและนอกสนาม และยังเป็นหนึ่งในเพื่อนซี้ย้ำปึ้กของ "ลีโอ" แต่การที่เขาได้เห็นเพื่อนเลิฟโดนปฏิบัติอย่างคนไร้ค่าถือเป็นสิ่งที่รับไม่ได้จริงๆ เพราะ เมสซี่ มองว่า หัวหอกเลือดอุรุกวัย สมควรได้รับความเคารพมากกว่านี้

 

    จากรายงานของสื่อในสเปน อ้างว่า คูมัน ได้โทรศัพท์พูดคุยกับ ซัวเรซ เพียงแค่นาทีเดียว โดยระบุเหตุผลอย่างชัดเจนว่านักเตะไม่ได้อยู่ในแผนการสร้างทีมในฤดูกาลหน้าอีกต่อไป แม้ว่าจะมีสัญญาอยู่กับทีมจนถึงช่วงซัมเมอร์หน้า แต่การยกเลิกสัญญาจะมีผลทันทีในซัมเมอร์นี้

    ฉะนั้นการที่ เมสซี่ เห็นเพื่อนรักโดนปฏิบัติอย่างไม่ให้เกียรติแบบนี้ทำให้เขาหมดความอดทนกับสโมสร และเลือกที่จะเดินออกจากทีมที่อยู่มาตั้งแต่สมัยเป็นผู้เล่นเยาวชน เพื่อเป็นการตอบโต้การกระทำของบอร์ดบริหาบาร์เซโลน่า และ คูมัน

6. สิทธิพิเศษไม่มีอีกต่อไปแล้ว

 

    สำหรับฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ เมสซี่ พอกันทีกับชีวิตในถิ่นคัมป์ นู ก็คือคำพูดที่ทิ่มแทงใจดำของ คูมัน ในช่วงที่ทั้งสองคนได้พูดคุยกันอย่างลูกผู้ชาย โดย ตำนานกองหลังเท้าดินระเบิด ได้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนจนทำให้ ดาวยิงเลือดอาร์เจนไตน์ ของขึ้นทันที

    เรื่องนี้ถูกตีแผ่จาก โอเล่  หนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังของอาร์เจนตินา ที่อ้างว่า คูมัน ได้โทรศัพท์ไปแจ้ง  เมสซี่ ว่าสิทธิพิเศษในทีมของเขาสิ้นสุดลงแล้ว ฉะนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือเน้นเรื่องของทีมเท่านั้น แน่นอนว่าการพูดแบบนี้เป็นการจี้ใจดำนักเตะมากๆ

 

    ลองคิดดูก็แล้วกันว่านักเตะที่สร้างความสำเร็จให้กับสโมสรมากมาย และเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทีม แต่กับมาเจอคำพูดของกุนซือใหม่ที่แม้ว่าจะเป็นตำนานของทีมก็ตาม แต่หากเทียบความยิ่งใหญ่แล้ว เมสซี่ มีภาษีดีกว่าเยอะ ฉะนั้นเมื่อพูดแบบไม่ให้เกียรติกันก็คงอยู่ร่วมงานกันไม่ได้อีกต่อไป

แฉสนั่น!ติอาโก้เฝ้ารอลิเวอร์พูลอยากทำงานกับ “คล็อปป์”

ติอาโก้ อัลกันตาร่า มิดฟิลด์ตัวเก่ง บาเยิร์น มิวนิค ยังคงเฝ้าคอยให้ ลิเวอร์พูล มากระชากตัวไปร่วมทีม เพราะอยากที่จะร่วมงานกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ แต่ตอนนี้ติดแค่เรื่องการเซ็นสัญญา เพราะ "เสือใต้" ต้องการค่าตัว 27 ล้านปอนด์ ซึ่ง "หงส์แดง" ยังไม่ยอมจ่าย

ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางประสบการณ์สูงชาวสแปนิช ยังคงเฝ้ารอที่จะได้ย้ายไปเล่นกับ ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์นี้ แม้ว่าในเวลานี้ "หงส์แดง" ยังไม่สามารถตกลงค่าตัวกับ บาเยิร์น มิวนิค ต้นสังกัดของนักเตะที่อยากได้เม็ดเงินจำนวน 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,026 ล้านบาท) ถึงจะยอมปล่อยตัวออกไป

"เดอะ เร้ดส์" หมายตา ติอาโก้ ซึ่งเหลือสัญญาอยู่กับ "เสือใต้" เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้ บาเยิร์น ต้องการเงินจำนวน 27 ล้านปอนด์ หากสโมสรไหนก็ตามที่อยากได้ มิดฟิลด์ทีมชาติสเปน ไปร่วมทัพในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะซัมเมอร์นี้
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ส่งผลกระทบด้านการเงินกับ ลิเวอร์พูล ซึ่งมีรายงานว่าสโมสรได้ยื่นข้อเสนอในราคาที่ต่ำกว่าที่ยอดทีมแห่งแคว้นบาวาเรียต้องการ แต่มีเงื่อนไขพิเศษ และโบนัสที่เกี่ยวพันกับฟอร์มการเล่น กระนั้น บาเยิร์น ได้ปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

กระนั้น ติอาโก้ ซึ่งลงเล่นให้ บาเยิร์น 235 เกมนับตั้งแต่ที่ย้ายมาจาก บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2013 และช่วยทีมคว้าทริปเบิ้ลแชมป์ในซีซั่นนี้ ยังรอคอยที่จะได้ย้ายไปร่วมงานกับกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ โดยเรื่องนี้ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวชื่อดัง เผยว่า "ติอาโก้ อัลกันตาร่า ยังคงรอคอยเพราะเขาอยากย้ายไปเล่นในพรีเมียร์ลีกในช่วงซัมเมอร์นี้มากๆ"

"ลิเวอร์พูล ยังคงติดต่อกับเขา แต่ บาเยิร์น ย้ำชัดเมื่อ 2 วันก่อนว่าพวกเขาจะขายติอาโก้ ในราคา 30 ล้านยูโร (27 ล้านปอนด์)เท่านั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ อยากได้ ติอาโก้ มากๆ ฉะนั้นทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับทั้งสองสโมสรในการตกลงกัน" โรมาโน่ ระบุทิ้งท้ายในเว็บไซต์ทวิตเตอร์

 

ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้ : ไทยลีก 2020 กลับมาเตะเมื่อไหร่?

ฟุตบอลลีกไทยเกิดความเปลี่ยนแปลงมากมาย ด้วยผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และนี่คือเรื่องราวที่คุณควรรู้ก่อนศึกไทยลีกจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของไทยวุ่นวายทั้งโปรแกรมการแข่ง , ตลาดนักเตะ , มาตรการป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 หากแข่งขันสนามปิด รายละเอียดจะมีอะไรบ้าง และมีหลักปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร โกล ประเทศไทย หาคำตอบมาให้คุณได้ติดตามครบจบในที่เดียว…

1.การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพฤดูกาล 2020-21 หลังเบรคโควิด-19
การแข่งขันโตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1)จะกลับมาแข่งขันต่อจากเดิมในสัปดาห์ที่ 5 โดยยึดผลการแข่งขันและอันดับจาก 4 นัดที่ผ่านมาตามเดิม และจะคัด 4 สโมสรที่มีคะแนนสูงสุดในเลกที่ 1 ได้รับสิทธิ์แข่งขันในรายการ AFC Champions League หากคะแนนเท่ากัน จะพิจารณาจากประตูได้เสีย

การแข่งขัน M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) จะกลับมาแข่งขันต่อจากเดิมในสัปดาห์ที่ 5 โดยจะยังมีการแข่งขันในรอบเพลย์ออฟ เพื่อหาทีมเลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 1 ฤดูกาลถัดไป (รอบเพลย์ออฟ 2-23 พฤษภาคม 2564)

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้รวมการแข่งขันไทยลีก 3 และไทยลีก 4 เข้าด้วยกันเป็นศึกออมสิน เนชั่นแนล ลีก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 6 โซน โซนละ 12-14 ทีม แชมป์และรองแชมป์ของแต่ละโซน จะผ่านเข้าไปเล่นในรอบซูเปอร์ลีก ที่จะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 6 ทีม

แชมป์กลุ่มจะได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยลีก 2 อัตโนมัติ และเข้าไปเล่นในรอบชิงแชมป์ประเทศ ขณะที่รองแชมป์กลุ่มจะเล่นในนัดชิงอันดับ 3 เพื่อหาทีมสิทธิ์เลื่อนชั้นไปไทยลีก 2 ขณะที่ทีมอันดับสุดท้ายของแต่ละโซนจะตกชั้น

2.กำหนดวันแข่งขันไทยลีก1-3 และฟุตบอลถ้วยฤดูกาล 2020-21
ศึกโตโยต้า ไทยลีก (ไทยลีก 1) จะเริ่มกลับมาแข่งขัน 12 กันยายน 2563 ปิดฤดูกาล 15 พฤษภาคม 2564 ส่วน M-150 แชมเปี้ยนชิพ (ไทยลีก 2) จะแข่งขัน 12 กันยายน 2563 ปิดฤดูกาล 25 เมษายน 2564 โดยรอบเพลย์ออฟจะแข่งขันวันที่ 2-23 พฤษภาคม 2564

ขณะที่ศึกออมสิน เนชั่นแนล ลีก (ไทยลีก 3) จะแข่งขันวันที่ 3 ตุลาคม 2563 และปิดฤดูกาล 28 กุมภาพันธ์ 2564 โดยรอบแชมเปี้ยนส์ลีกจะเริ่มวันที่ 6 มีนาคม -25 พฤษภาคม 2564

ด้านฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ รอบแรกจะแข่งขันวันที่ 30 กันยายน 2563 รอบชิงชนะเลิศ 22 พฤษภาคม 2564 ส่วนถ้วยลีก คัพ จะเริ่มรอบสอง 21 ตุลาคม 2563 รอบชิงชนะเลิศ 1 พฤษภาคม 2564

3.วันเปิด-ปิดตลาดซื้อขายนักเตะ ฤดูกาล 2020-21
ฟีฟ่า อนุมัติให้กรแข่งขันฟุตบอลอาชีพของไทยสามารถเปิดตลาดนักเตะรอบใหม่ได้รวมทั้งหมด 3 รอบด้วยกัน โดยก่อนหน้านี้ได้เปิดรอบแรกไปเมื่อต้นฤดูกาล 2020 ส่วนรอบล่าสุดจะเปิดระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 7 กันยายน 2563 และรอบที่ 3 วันที่ 28 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่า ยังคงยึดระเบียบเดิม ที่ให้นักกีฬาฟุตบอลอาชีพสามารถลงสนามให้กับสโมสรต้นสังกัดได้มากที่สุด 2 สโมสร ภายใน 1 ฤดูกาลเช่นเดิม แม้จะมีการเปิดตลาด 3 รอบในไทยลีกฤดูกาลนี้ก็ตาม ยกเว้นกรณีเป็นนักกีฬาที่มาจากลีกที่มีปฏิทินการแข่งขันไม่ตรงกับประเทศไทย

4.ระยะเวลาการลงทะเบียนผู้เล่น
สำหรับการขึ้นทะเบียนนักกีฬาในกรณีเพิ่มเติมพิเศษของฤดูกาล 2020-21 จะเปิดให้ขึ้นทะเบียนระหว่างวันที่ 25 สิงหาคม – 7 กันยายน 2563 โดยไทยลีก 1 สามารถขึ้นทะเบียนได้ทั้งสิ้น 37 คน ไทยลีก 2 จำนวน 35 คน สำหรับโควตาผู้เล่นต่างชาติ ยังยึดตามระเบียบการขึ้นทะเบียนของฤดูกาล 2562

ส่วนไทยลีก 3 สามารถขึ้นทะเบียนได้ 35 คน โควตานักผู้เล่นต่างชาติ 3 คน และมีการยกเลิกทีม บี ส่วนการขึ้นทะเบียนนักกีฬา ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2563 – 10 มกราคม 2564 สามารถเปลี่ยนแปลงนักกีฬาได้ไม่เกินทีมละ 10 คน

5.หลักปฏิบัตินำแข้งต่างชาติเข้าประเทศไทย
นักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมต่างชาติที่เดินเข้าเข้าประเทศไทยจะต้องเข้าร่วมโครงการพื้นที่ควบคุมโรคแห่งรัฐทางเลือก 14 วัน (Alternative State Quarantine – ASQ) โดยจะต้องมีใบรับรองแพทย์ประเภท Fit to Fly และใบรับรองแพทย์ ยื่นที่สนามบิน ซึ่งเป็นหลักฐานว่า ไม่มีเชื้อโควิด-19 ในช่วงระยะเวลา 72 ชม.ก่อนเดินทาง

ปัจจุบันมีนักเตะและเจ้าหน้าที่ทีมชาวต่างชาติ แจ้งความประสงค์เดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 76 คน

6.มาตรการจัดการแข่งขันฟุตบอลเป็นอย่างไร?
การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก จะต้องแข่งขันแบบปิด และปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และ การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดังนี้

นักกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องตรวจหาเชื้อโควิดก่อนการแข่งขัน 72 ชั่วโมง โดยวันแข่งขันจะต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” และแพลตฟอร์ม “สปิริต” ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งจะมีการจัดลงทะเบียนทั้งก่อนเข้าและออกบริเวณทางเข้าออกที่จะมีเพียงทางเดียวเท่านั้น

ผู้เล่น , ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช รวมถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องสวมหน้ากากอนามัย ลดการพูดคุย และเดินผ่านจุดวัดอุณหภูมิที่ต้องไม่เกิน 37.5 องศา เพื่อคัดกรองผ่านก่อนเข้าสถานที่รวมถึงจัดสบู่ , เจลแอลกอฮอล์ล้างมือล้างมือให้พร้อม

หากพบนักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ทีมงานสตาฟฟ์คนใดมีอาการป่วย ไข้ ไอ จาม หรือเป็นหวัด ให้งดการไปเข้าร่วมกิจกรรมทันที

ผู้ที่อยู่ภายในและโดยรอบสนามจะต้องไม่เกินกว่า 250 คน สำหรับนักกีฬาทั้งสองทีม จะต้องมีไม่เกิน 37 คน ส่วนทีมงานสตาฟฟ์โค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม มีทีมละ 16 คน ผู้แทนสมาคมฯ หรือเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ทางคณะผู้ตัดสิน, ผู้ควบคุมการแข่งขันผู้ประเมินผู้ตัดสิน รวม 5 คน

ส่วนเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขัน ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดจำกัดไม่เกิน 35 คน บุคลากรด้านการรักษาความปลอดภัย ทั้งหมดไม่เกิน 25 คน

บุคลากรด้านการแพทย์ ทั้งหมดไม่เกิน 20 คน เจ้าหน้าที่ด้านถ่ายทอดโทรทัศน์ และสื่ออื่น ๆ บุคลากรด้านการถ่ายทอดโทรทัศน์และถ่ายทอดผ่านสื่ออื่น ๆ ทีมงานวีดิทัศน์ช่วยการตัดสิน ทั้งหมดไม่เกิน 30 คน ส่วนสื่อมวลชนจากสํานักข่าวต่าง ๆ จะต้องไม่เกิน 15 คนและผู้บริหาร และผู้ให้การสนับสนุน สโมสร ทั้งหมดไม่เกิน 10 คน

จะต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ทั้งหมดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือ โซเดียมไฮโปคลอไรด์ 0.9% ทั้งก่อนและหลังใช้ รวมทั้งซักเสื้อผ้าที่ใช้ในการ ฝึกซ้อมทุกครั้งหลังให้บริการ รวมไปถึงห้องสุขา และพื้นที่ในบริเวณสถานที่อย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง และต้องทําความสะอาดเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

7.การถ่ายทอดสดฟุตบอลลีก
จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพของไทยต้องเลื่อนออกไป และจบฤดูกาลในปี 2564 อย่างไรก็ตามทาง ทรู วิชั่นส์ ยืนยันจะถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2563 ตามสัญญาเดิม

ทั้งนี้ทางสมาคมฯอาจต้องหาผู้เจรจาสัญญาใหม่สำหรับการถ่ายทอดสดสำหรับแมตช์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 แต่มูลค่าสิทธิประโยชน์จะลดลง เนื่องจากจำนวนทีมลดลงจาก 18 เป็น 16 ทีม ทำให้แมตช์ลดลง

8.แนวทางการแข่งขันอื่นๆที่ยังอยู่ระหว่างรอลงมติ?
เนื่องจาก ทรู วิชั่นส์ ไม่ต่อสัญญาถ่ายทอดสดถึงปี 2564 ทำให้สิทธิประโยชน์หลายสโมสรที่จะได้รับมีมูลค่าลดลง ซึ่งหลายทีมแสดงความต้องการกลับมาแข่งขันให้จบภายในฤดูกาล 2563 ตามเดิม ล่าสุดทางสมาคมฯ เปิดเผยความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ออกเป็นสองกรณี

กรณีแรกหากแข่งจบภายในสิ้นปีนี้ สโมสรสามารถยอมรับความถี่ในการลงแข่งขันของแต่ละแมตช์อาจจะแข่งขัน 2-3 วัน ต่อ 1 แมตช์ เพื่อให้สโมสรได้ลงเล่นครบจำนวน 26 แมตช์ที่เหลืออยู่

ส่วนเงินสนับสนุนที่สโมสรจะได้รับจะขึ้นอยู่กับการเจรจากับ ทรูวิชั่นส์ และคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพร่างกายนักกีฬาและการบริหารจัดการด้านอื่นๆของสโมสร ซึ่งเรื่องนี้ทางสมาคมฯ จะแจ้งให้สโมสรได้ทราบรายละเอียดเพื่อร่วมกันพิจารณาอีกครั้ง

กรณีที่สองหากสโมสรสมาชิกต้องการเสนอให้กลับมาแข่งขันก่อนเดือนกันยายนที่เคยมีมติจากสโมสรในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

สมาคมฯจะเรียกสโมสรสมาชิกหารือให้ครบถ้วน ว่าสามารถยอมรับได้หรือไม่กับการเริ่มการแข่งขัน โดยขาดผู้เล่นต่างชาติที่ยังไม่สามารถมาร่วมทีมได้ และกระทบต่อช่วงเวลาการโอนย้ายผู้เล่นและลงทะเบียนในช่วงตลาดซื้อขาย

9.โปรแกรมการแข่งขันไทยลีกนัดแรกหลังพักเบรคโควิด-19
ทาง ไทยลีก ได้ประกาศกำหนดการแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก ไทยลีก 1 และ M-150 แชมเปี้ยนชิพ ไทยลีก 2 ประจำฤดูกาล 2020 ที่จะแข่งขันต่อหลังพักเบรกโควิด-19 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย

โดยการแข่งขันจะเริ่มกลับมาแข่งขันต่อในนัดที่ 5 ดำเนินต่อโดยยึดตารางคะแนนเดิมจากเกม 4 นัดแรกที่แข่งขันไปตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาก่อนพักเบรค

โปรแกรมการแข่งขัน โตโยต้า ไทยลีก 2020 นัดที่ 5
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563
17.45 น. ราชบุรี มิตรผล เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ณ สนามมิตรผล สเตเดี้ยม
18.00 น. สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด พบ พีที ประจวบ เอฟซี ณ สนามสิงห์ สเตเดี้ยม
19.00 น. สุพรรณบุรี เอฟซี พบ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี
20.00 น. สุโขทัย เอฟซี พบ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ณ สนามทะเลหลวง สเตเดี้ยม

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
18.00 น. ชลบุรี เอฟซี พบ ตราด เอฟซี ณ สนามชลบุรี สเตเดี้ยม
18.00 น. การท่าเรือ เอฟซี พบ โปลิศ เทโร เอฟซี ณ สนามแพท สเตเดี้ยม
19.00 น. สมุทรปราการ ซิตี้ พบ ระยอง เอฟซี ณ สนามสมุทรปราการ สเตเดี้ยม
19.00 น. บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ณ สนามลีโอ สเตเดี้ยม

โปรแกรมการแข่งขัน M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2020 นัดที่ 5
วันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2563
17.45 น. อยุธยา ยูไนเต็ด พบ เชียงใหม่ เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.พระนครศรีอยุธยา
18.00 น. ไทยยูเนี่ยน สมุทรสาคร เอฟซี พบ แพร่ ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬากลาง จ. สมุทรสาคร
19.00 น. ชัยนาท ฮอร์นบิล พบ ศรีสะเกษ เอฟซี ณ สนามเขาพลอง สเตเดี้ยม
19.00 น. ขอนแก่น ยูไนเต็ด พบ สโมสรฟุตบอลราชนาวี ณ สนามกีฬา อบจ.ขอนแก่น
20.00 น. เชียงใหม่ ยูไนเต็ด พบ หนองบัว พิชญ เอฟซี ณ สนามกีฬา ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา (ดอยสะเก็ด)

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2563
18.00 น. อุดรธานี เอฟซี พบ ขอนแก่น เอฟซี ณ สนามกีฬา ม.การกีฬาแห่งชาติ จ.อุดรธานี
18.00 น. อุทัยธานี เอฟซี พบ แกรนด์อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬากลาง จ.อุทัยธานี
19.00 น. ลำปาง เอฟซี พบ เกษตรศาสตร์ เอฟซี ณ สนามกีฬากลาง จ.ลำปาง
19.00 น. เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ด พบ นครปฐม ยูไนเต็ด ณ สนามกีฬาลาดกระบัง 54

ค่าเหนื่อยแพง, เข้ากับเพื่อนร่วมทีมไม่ได้ ! 5 เหตุผลสำคัญทำ ซานเชซ ดับกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

อเล็กซิส ซานเชซ สิ้นสุดฝันร้ายกับการเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว หลังนักเตะย้ายไปเล่นให้กับ "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน แบบถาวรเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้เขาจะได้โอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และได้เรียกความมั่นใจในการเล่นฟุตบอลกลับมาอีกครั้ง

    หัวหอกชาวชิลี วัย 31 ปี ใช้เวลาเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมากับการเล่นแบบยืมตัวในถิ่นจูเซ็ปเป้ เมอัซซ่า และทำผลงานถูกใจกุนซืออันโตนิโอ คอนเต้ อย่างมาก ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาสะกิดบอร์ดบริหารให้พยายามดึงตัว ซานเชซ มาเสริมแกร่งในช่วงซัมเมอร์นี้ให้ได้

    สำหรับ คอนเต้ แล้วเขาเชื่อมั่นว่า ซานเชซ ยังเป็นนักเตะที่มีศักยภาพ และมีอนาคตกับทัพ "เนรัซซูรี่" ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาอยากจะได้ อดีตสตาร์อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า มาอยู่ในแผนการสร้างทีมเพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลหน้า

    ขณะเดียวกันหลายคนก็คงตั้งคำถามว่าทำไม ซานเชซ ถึงทำผลงานไม่ได้เมื่อสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" แล้วมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ฟอร์มของเขาสวนทางกับตอนที่เล่นให้ อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า

1. อาการบาดเจ็บ

    ซานเชซ ต้องพบกับความยากลำบากจากปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่อยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และนั่นทำให้เขาไม่สามารถเรียกจังหวะการเล่นชั้นยอดเหมือนที่เคยเอาไว้กับ อาร์เซน่อล และ บาร์เซโลน่า

    ต้องยอมรับว่า ซานเชซ ประสบปัญหาบาดเจ็บบ่อยๆ จนทำให้พัฒนาการในการเล่นของเขากับทัพ "ปีศาจแดง" ไม่เข้ารูปเข้ารอย โดยนักเตะไม่ได้ลงเล่นถึง 8 เกมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ปี 2018 เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่เอ็นกล้อมเนื้อต้นขา

    วิบากกรรมของ สตาร์ชาวชิลี ยังไม่หมดแค่นั้นเมื่อเขาต้องพลาดลงเล่นอีก 8 เกมในเดือนมีนาคม-เมษายน เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าในปีถัดมา และเจ้าตัวยังมีปัญหาบาดเจ็บต้นขา และข้อเท้า หลายๆ ต่อหลายครั้ง โดยตลอดซีซั่น 2018/2019 นักเตะโดนปัญหาเหล่านี้เข้ามาแทรกตลอด ทำให้นักเตะไม่สามารถเอาชนะใจสาวก "เร้ด อาร์มี่" ได้เลย

2. แบกรับความคาดหวังสูง

     แม้ว่าในกรณีนี้จะไปโทษ ซานเชซ ซะทีเดียวก็ไม่ได้ แต่จากการที่นักเตะถูกคาดหวังเอาไว้สูงมากๆ ตอนที่ย้ายมาสวมชุด "เร้ด เดวิลส์" พร้อมกับได้รับค่าเหนื่อยมหาศาล ทำให้ทุกๆ คนอยากเห็น ดาวเตะชาวชิลี ระเบิดฟอร์มเหมือนที่เขาเคยทำเอาไว้กับ อาร์เซน่อล และ บาร์ซ่า

    ย้อนไปในวันเปิดตัวที่สุดแสนเท่ของนักเตะที่นั่งเล่นเปียโนพร้อมกับสวมเสื้อหมายเลข 7 ซึ่งเป็นเบอร์ที่เหล่าตำนานของสโมสรใส่ แน่นอนว่านั่นเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ซานเชซ เป็นการเซ็นสัญญาที่สำคัญมากๆ ของแมนฯ ยูไนเต็ด แต่กลายเป็นว่าทุกอย่างกลับตาลปัตร

    เอ็ด วู้ดเวิร์ด รองประธานบริหาร "ปีศาจแดง" แสดงทัศนะเกี่ยวกับ ซานเชซ ตอนที่ได้นักเตะมาร่วมทีมว่า "มันเป็นการโพสต์ที่สุดยิ่งใหญ่สำหรับ ยูไนเต็ด ในอินสตาแกรมที่มีพูดคนกว่า 2 ล้านเข้ามากดไลค์ และแสดงความเห็น รวมทั้งยังมีการแชร์ผ่านเฟซบุ๊ค ยูไนเต็ด มากที่สุดในประวัติการณ์ นอกจากนี้ยังมีการรีทวิตโพสต์นี้มากที่สุด และ #Alexis7 ยังเป็นหัวข้อขึ้นอันดับ 1 ในทวิตเตอร์ทั่วโลกด้วย"

    ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ ซานเชซ ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดัน จนนำไปสู่ฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่อย่างที่เห็นในช่วงที่ผ่านมา

3. เข้ากับพื่อนร่วมทีมไม่ได้

     สิ่งหนึ่งที่ ซานเชซ สามารถควบคุมได้นั่นก็คือการสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมทีม อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เจ้าตัวก็ทำไม่สำเร็จ ส่งผลให้เขาไม่สามารถปรับตัวกับชีวิตในเมืองแมนเชสเตอร์ หรือกับเพื่อนๆ ร่วมอาชีพใน "โรงละครแห่งความฝัน"

    เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซานเชซ ซัดไป 4 ประตูให้กับ ชิลี และตะบันตาข่ายคู่แข่ง 2 ประตูให้กับ "ปีศาจแดง" โดยลงสนามไปทั้งหมด 27 เกมให้กับต้นสังกัดและอีก 10 แมตช์ให้กับประเทศชาติ ต้องบอกเลยว่านี่คือสถิติการยิงประตูที่ย่ำแย่สุดๆ ของ ซานเชซ เลยก็ว่าได้

     เรย์นัลโด้ รวยด้า  เทรนเนอร์ทีมชาติชิลี แสดงความเห็นเอาไว้เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับสถานการณ์ของ ซานเชซ ว่า "มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะอธิบายได้ แต่ อเล็กซิส อยู่ที่นี่ (ทีมชาติ) และแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทอย่างเต็มที่ บางทีที่ แมนเชสเตอร์ เขาไม่ได้ผูกสัมผัสกับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลกระทบจริงๆ"

    ดังนั้นการที่ ซานเชซ ไม่สามารถเข้ากับเพื่อนร่วมทัพ "ผีแดง" ได้ไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาพบกับความล้มเหลวที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
   
4. ความเหนื่อยล้า

    หนึ่งในเหตุผลที่อาจนำ ซานเชซ พบกับอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง นั้่นก็คือการลงสนามหลายแมตช์ก่อนที่จะย้ายมาเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะสิ่งเหล่านี้ถือเป็นอาการสะสมมานาน จนกระทั่งมาโป๊ะแตกเมื่อย้ายมาเล่นให้กับ "ปีศาจแดง"

    ลองย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว ซานเชซ มีส่วนกับการเล่นให้กับทีมชาติชิลี ในทุกๆ ซัมเมอร์ตั้งแต่ปี 2014 รวมทั้งการลงสนามในศึกฟุตบอลโลก 2 สมัย, เกมคอนเฟดเดเรชั่น คัพ และ โคปา อเมริกา 3 สมัย ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ สะสมเข้ามาสู่ร่างกายของนักเตะเรื่อยๆ

     แน่นอนว่ามันมีความเป็นได้สูงที่ ซานเชซ ต้องประสบกับความยากลำบากจากอาการเหนื่อยล้าในช่วงเวลาที่อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด และทำให้เขาไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ รวมไปถึงการที่ร่างกายกรำศึกหนักมานาน ยิ่งทำให้โอกาสได้รับบาดเจ็บสูงด้วย
 
5. ผ่านจุดพีคในการเล่นมาแล้ว ?

    บางที อเล็กซิส ซานเชซ อาจจะก้าวไปถึงจุดสูงสุดในการค้าแข้ง ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาเล่นให้กับ สโมสรเจ้าของแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี 20 สมัย ตอนที่นักเตะสลัดน้ำหมึกเซ็นสัญญาในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบ 2 เดือนมกราคมปี 2018

    ในช่วงอาชีพของนักเตะต้องบอกว่าเขาทำผลงานได้ดีเยี่ยมมากๆ โดยเฉพาะในฤดูกาล 2016/2017 ที่เล่นให้กับ อาร์เซน่อล เจ้าตัวงัดฟอร์มถล่มประตูด้วยการซัดไปถึง 30 ประตู จากการลงสนามให้กับ "ไอ้ปืนใหญ่" จำนวน 51 แมตช์จากทุกรายการ

    ขณะที่ในช่วงต้นซีซั่นถัดมา ซานเชซ เริ่มฟอร์มฝืดอย่างต่อเนื่องเมื่อยิงได้แค่ 7 ประตูกับ 3 แอสซิสต์เท่านั้น ก่อนที่เขาจะเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า และเดินทางไปเล่นให้กับ "ปีศาจแดง" ด้วยการย้ายสลับขั้วกับ เฮนริค มคิทาร์ยาน ในช่วงปีใหม่

    สำหรับตอนนี้คงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ กับการได้เห็น ซานเชซ ค้าแข้งให้กับ อินเตอร์ มิลาน แบบถาวร และนักเตะจะสามารถงัดฟอร์มเก่งกลับมาอยู่ในระดับที่เขาเคยทำได้ในอดีตหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าติดตามจริงๆ

แมนยูลั่นอยากได้2แข้งดังต้องซื้อขาดอย่างเดียว

สื่อผู้ดี รายงาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศก้องต่อไปจะไม่ส่ง คริส สมอลลิ่ง กับ อเล็กซิส ซานเชซ ย้ายแบบยืมตัวอีกแล้ว เพราะต้องการขายขาดเนื่องจากจะนำเงินไปลงทุนกับนักเตะใหม่ ฉะนั้นหาก โรม่า กับ อินเตอร์ หรือสโมสรอื่นๆ ต้องการนักเตะไปใช้งานก็ต้องทุ่มเงินเท่านั้น

    แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรดังแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะไม่ปล่อย คริส สมอลลิ่ง และ อเล็กซิส ซานเชซ ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวอีกต่อไป ฉะนั้นหาก โรม่า กับ อินเตอร์ มิลาน อยากได้นักเตะไปใช้งาน ต้องซื้อขาดเท่านั้น จากการเปิดเผยของ สกายสปอร์ตส์ สื่อดังในเมืองผู้ดี

    จากสัญญาฉบับเดิม สมอลลิ่ง กับ ซานเชซ ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ "หมาป่าเหลืองแดง" และ "งูใหญ่" ตามลำดับจนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายน แต่ด้วยการที่เกมลีกจำเป็นต้องขยายระยะเวลาการแข่งขันออกไป เนื่องจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เกมลีกจะสิ้นสุดลงในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม

    ดังนั้นภายใต้สัญญาปัจจุบันของทั้งคู่ พวกเขาจะต้องเดินทางกลับมายังถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังเสร็จสิ้นการแข่งขันศึกกัลโช่ เซเรีย อา เกมสุดท้ายในวันที่ 2 ส.ค.นี้ ซึ่งนั่นหมายความว่านักเตะทั้งสองคนจะพลาดช่วยต้นสังกัดชั่วคราวทำศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ไปโดยปริยาย

    นอกจากนี้ สกายสปอร์ตส์ ยังระบุว่าทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ต้องการที่จะขาย สมอลลิ่ง และ ซานเชซ แบบถาวร เพราะพวกเขาอยากได้เงินเพื่อนำไปใช้ลงทุนในการซื้อผู้เล่นใหม่มาเสริมทัพ ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรกเปิดตัว

จับตาเอาไว้ !! 5 นักเตะฝีเท้าดีเตรียมย้ายทีมเพื่ออนาคต

ฤดูกาล 2019/2020 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รูดม่านปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาของการเสริมทัพเพื่อที่จะสร้างทีมให้แข็งแกร่งสำหรับต้อนรับฤดูกาลใหม่ ที่น่าจะเต็มไปด้วยความเข้มข้น และท้าทายมากยิ่งขึ้น
    สำหรับสโมสรที่ตกชั้นอย่าง นอริช ,บอร์นมัธ และ วัตฟอร์ด คงจะยากที่จะรั้งผู้เล่นชั้นดีของทีมเอาไว้เพราะพวกเขาคงต้องการที่จะโลดแล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต่อไป ฉะนั้นสามทีมนี้ต้องทำใจที่จะเสียผู้เล่นกำลังสำคัญของพวกเขาให้กับทีมในพรีเมียร์ลีก

    อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเตะทีหลายคนที่อยู่กับสโมสรที่อยู่รอดในพรีเมียร์ลีก และได้รับความสนใจจากบรรดาทีมชั้นนำที่อยากได้ตัวร่วมทีม โดยงานนี้บอกเลยว่าตลาดซื้อขายนักเตะคงจะคึกคักน่าดูเลยทีเดียว

แจ็ค กรีลิช

    กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า ตกเป็นข่าวมาตลอดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามงานนี้ "ปีศาจแดง" คงจะต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการกระชากตัว แจ็ค กรีลิช ไปร่วมทีม เพราะ วิลล่า อยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก แล้ว

    กรีลิช ช่วยให้ต้นสังกัดยังคงได้โลดแล่นในลีกสุงสุดเมืองผู้ดีในเกมลีกแมตช์สุดท้าย หลังจากที่ซัดประตูช่วยให้ทีมเสมอ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ซึ่งแมตช์นี้ทำให้พวกเขายังคงได้สนุกสุดเหวี่ยงในการแข่งขันเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้าต่อไป

    สำหรับ มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ วัย 24 ปี ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการเล่นให้กับ วิลล่า ด้วยการซัดไป 10 ประตูในฤดูกาลนี้ และค้าแข้งให้กับ "สิงห์ผงาด" ไปแล้ว 185 เกมพร้อมกับซัดไป 24 ประตูจากการแข่งขันทุกรายการ แน่นอนว่านักเตะคือผู้เล่นสำคัญของสโมสร แต่อนาคตยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่กับทีมต่อไปหรือไม่
 
แยน แฟร์ต็องเก้น

    แยน แฟร์ต็องเก้น ปราการหลังชาว เบลเยียม ยืนยันชัดเจนว่าตัดสินใจที่จะอำลา "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แบบไม่มีค่าตัว หลังจากที่อยู่ช่วยคุมแนวรับให้กับต้นสังกัดมานาน 8 ปี และตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องออกไปหาความท้าทายใหม่อีกครั้ง

    แนวรับวัย  33 ปี ย้ายจาก อาแจ็กซ์ มาอยู่กับ สเปอร์ส ในปี 2012 ก่อนจะมากลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีสถิติลงเล่น 315 นัด ยิงได้ 12 ประตูรวมทุกรายการ  โดยตอนนี้เขายังเคว้งคว้างเพราะยังไม่มีสโมสรไหนยื่นข้อเสนอมาให้พิจารณา

    อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์ และคุณภาพที่โลดแล่นในลีกชั้นนำมานานหลายปี น่าจะมีประโยชน์กับหลายๆ ทีม และหากได้ตัวไปคุมแนวรับ คงจะทำให้เกมรับของทีมแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นคาดว่าคงไม่นาน แฟร์ต็องเก้น คงได้รับขนมจีบหลายเข่งช่วงซัมเมอร์นี้
   
แม็กซ์ แอรอนส์

    แม็กซ์ แอรอนส์ แบ็กขวาฟอร์มร้อนแรงของ นอริช ซิตี้ เป็นที่หลายปองของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มานานแล้ว โดยนักเตะเกือบได้ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่แห่งถิ่นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ แต่สุดท้ายเรื่องทั้งหมดไม่เกิดขึ้น

    สำหรับตอนนี้ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" ต้องโบยบินกลับไปสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพ นั่นอาจจะเป็นจุดที่ แอรอนส์ จำเป็นต้องแยกทางกับสโมสร เพราะนักเตะมีความต้องการที่จะค้าแข้งในลีกสูงสุดต่อไป ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่ สเปอร์ส จะลองยื่นข้อเสนอในช่วงซัมเมอร์นี้

    ด้วยผลงานของนักเตะที่โดดเด่นสวนทางกับฟอร์มของ นอริช ที่สาละวันเตี้ยลงจนสุดท้ายต้องตกชั้น ทำให้มีความเป็นไปได้ที่สโมสรยากจะเก็บเข้าเอาไว้ช่วยทีม ส่วนทีมชั้นนำที่อยากได้ แอรอนส์ ไปร่วมทีม อาจจะลองหยั่งเชิงด้วยค่าเสนอ 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท)
 
วิลฟรีด ซาฮา

    หากจะมองหาปีกฝีเท้าจัดจ้านซักคนตอนนี้ชื่อของ วิลฟรีด ซาฮา คงทำให้หลายๆ คนนึกภาพออก เพราะนักเตะทำผลงานได้ร้อนแรงมากๆ กับ คริสตัล พาเลซ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขามักจะมีข่าวได้รับความสนใจจากทีมชั้นนำหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

    ดาวเตะทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ วัย 27 ปี เต็มไปด้วยศักยภาพโดยเฉพาะในเรื่องความรวดเร็ว และการยิงประตูที่เฉียบคม จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ที่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน และ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เคยส่งเทียบเชิญให้มาอยู่กับพวกเขาในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ไม่สำเร็จ

    อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถ และความทะเยอทะยานของนักเตะคงเป็นเรื่องยากที่จะต้านทานแรงปรารถนาของเขาได้ โดย รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์ของ "ดิ อีเกิ้ลส์" ยอมรับว่า ซาฮา ต้องการที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่ และพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น แต่กระนั้นหากต้องการนักเตะรายนี้จริงๆ ก็ต้องกล้าทุ่มทุน
 
 เบน ชิลเวลล์

    หนึ่งในนักเตะเนื้อหอมในลีกประเทศอังกฤษ คงหนีไม่พ้นชื่อของ เบน ชิลเวลล์ ฟูลแบ็กฟอร์มร้อนแรงจาก เลสเตอร์ ซิตี้ โดยนักเตะได้รับความสนใจจากสโมสรระดับท็อปไฟว์ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยเฉพาะ เชลซี ทีแสดงจำนงอย่างออกนอกหน้าที่อยากใช้บริการนักเตะรายนี้

    แม้ว่าทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะไม่ได้มีความกดดันในการขายนักเตะแต่อย่างใด กระนั้นทั้ง เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอให้กับทัพ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยอมพิจารณาในการปล่อยฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษรายนี้ออกไป

    จะว่าไปแล้ว เลสเตอร์ สามารถทำเงินจากการขายนักเตะไปได้เยอะพอสมควรอย่างเช่นตอนที่ขาย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปให้กับ "ปีศาจแดง" จำนวน 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท) และ ริยาด มาห์เรซ ปีกตัวเก่ง ราคา 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,280 ล้านบาท) เมื่อสองปีที่ผ่านมา

ฝัน, ความจริง, ห่วยสุด ! ส่อง 3 แผน ลิเวอร์พูล ที่อาจจะได้ใช้ในฤดูกาล 2020/2021

การสร้างทีมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับขุมกำลังเป็นสิ่งที่ทุกๆ สโมสรจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูล ที่ตั้งเป้าจะสานต่อความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดึงขุมกำลังใหม่ๆ เข้ามาเพื่อให้ทีมมีศักยภาพในเชิงลึก สำหรับการต่อกรกับอีกหลายๆ สโมสรทั้งในพรีเมียร์ลีก และเวทียุโรป
   
อย่างไรก็ตามแผนการเสริมทัพของ "หงส์แดง" ยังคงไม่มีความแน่นอน เนื่องจากผู้เล่นที่พวกเขาเล็งเอาไว้ดูเหมือนจะโดนคู่แข่งจ้องฉกเอาไปร่วมทีมซะหมด กระนั้นก็ยังไม่ได้หมายความว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ จะไม่มองหานักเตะใหม่มาเสริมแกร่ง เพราะยังไงซะ "เดอะ เร้ดส์" จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้เล่นกำลังเสริม

    สำหรับในเวลานี้การกำหนดตลาดซื้อขายนักเตะในลีกเมืองผู้ดียังไม่มีการตัดสินใจ แต่กระนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะพลาดเป้าหมายหลักอย่าง ติโม แวร์เนอร์ หัวหอกเนื้อหอมจาก ไลป์ซิก ที่แว่วๆ ว่ากำลังจะไปเป็นสมาชิกใหม่ของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี

    กระนั้นสาวก "เดอะ ค็อป" สบายใจได้ เพราะ เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป กลุ่มทุนเจ้าของสโมสร พร้อมที่จะทุ่มเงินให้กับ คล็อปป์ ในการหานักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพ เพื่อจะได้ทำให้ ลิเวอร์พูล สามารถครองความเป็นเจ้าลูกหนังในเมืองผู้ดีต่อไปเรื่อยๆ

    ในช่วงที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล มีข่าวกับนักเตะชั้นนำมากมายนอกเหนือจาก แวร์เนอร์แล้ว พวกเขายังโดนประโคมข่าวว่าอาจจะกระชากตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ ไค ฮาแวร์ตซ์  โดยงานนี้หากเป็นจริงคงทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก ฝันหวานตาเยิ้มกันเลยทีเดียว

    ที่สำคัญหากทีมประสบความสำเร็จอาจเป็นไปได้ที่สตาร์บางคนของ "หงส์แดง" เลือกที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่ งานนี้ คล็อปป์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนล่วงหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

    ส่วนนักเตะคนไหนที่จะย้ายมาเสริมทัพยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่ เดลี่ สตาร์ สื่อดังในอังกฤษ ได้มีการจัดทีมลิเวอร์พูล ออกเป็น 3 ชุดได้แก่ทีมในฝัน, ทีมความจริง และทีมที่แย่ที่สุด ซึ่งจะใช้แข่งในฤดูกาล 2020/2021 โดยงานนี้รูปร่างหน้าตาจะออกมาเป็นยังไงลองมาดูกันดีกว่า

    11 ตัวจริงในฝันของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2020/2021

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ไค ฮาแวร์ตซ์

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, คีลิยัน เอ็มบัปเป้, ซาดิโอ มาเน่

    11 ตัวจริงที่เป็นความจริงที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2020/2021

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, โจ โกเมซ, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : ฟาบินโญ่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า : โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่

    11 ตัวจริงที่แย่ที่สุดของ ลิเวอร์พูล ฤดูกาล 2020/2021

ระบบ 4-3-3

ผู้รักษาประตู : อลีสซง เบ็คเกอร์

กองหลัง : แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์จิล ฟาน ไดค์, เดยัน ลอฟเรน, เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

กองกลาง : จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม

กองหน้า : ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ซาดิโอ มาเน่