เตรียมยกเครื่อง ! 7 แข้งลิเวอร์พูล เตรียมตามรอย ลัลลาน่า กับ ลอฟเรน อำลาทีมซัมเมอร์นี้

หลังจากที่ ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2019/2020 แล้ว พวกเขาได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในทีมทันที โดย 2 นักเตะกำลังสำคัญอย่าง อดัม ลัลลาน่า และ เดยัน ลอฟเรน ได้โบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ ไปเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญอาจจะมีการย้ายทีมอีกระลอกของทัพ "หงส์แดง" ด้วย
    ลอฟเรน และ ลัลลาน่า ย้ายมาจาก "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน โดยพวกเขาถือเป็นผู้เล่นกำลังสำคัญที่ช่วยทำให้ "เดอะ เร้ดส์" ประสบความสำเร็จมากมายมหาศาลในช่วง 2 ฤดูกาลหลังสุด โดยสามารถกวาดแชมป์เป็นว่าเล่นโดยเฉพาะโทรฟี่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ พรีเมียร์ลีก

    สำหรับตอนนี้นักเตะทั้ง 2 คนตัดสินใจอำลาทีมแล้ว โดย ลัลลาน่า ย้ายไปเป็นสมาชิกใหม่ของสโมสรไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน แบบไม่มีค่าตัว ขณะที่ ลอฟเรน ไปอยู่กับ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ (ราว 418 ล้านบาท)

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะมีแว่วๆ มาว่า ลิเวอร์พูล อาจจะต้องเสียผู้เล่นอีกอย่างน้อย 7 คนที่ต้องการย้ายทีม เพื่อโอกาสในการลงสนามตัวจริง เพราะหากพวกเขายังฝืนอยู่กับทีมต่อไปคงไม่สามารถสอดแทรกเป็น 11 ขุนพลของทีมได้แน่นอน  ส่วน 7 แข้งดังกล่าวเป็นใครบ้างลองไปพิจารณากันดีกว่า
 
ดิว็อค โอริกี้

    ต้องยอมรับว่า โอริกี้ เป็นกองหน้าซูเปอร์ซับที่สำคัญมากๆ ของ ลิเวอร์พูล ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยมีหลายเกมที่ คล็อปป์ ส่งนักเตะลงสนามเพื่อช่วยแก้ปัญหาในการยิงประตู และนักเตะก็ทำผลงานได้ดีในฐานะตัวสำรองอดทนในช่วงที่ผ่านมา

    อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าเป็นนักฟุตบอลอาชีพเป้าหมายหลักก็คือการได้ลงเล่นตัวจริง ซึ่ง โอริกี้ มองแล้วว่าเขาคงยากจะสอดแทรก 3 ประสาน "หินเหล็กไฟ" โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ หัวหอกชาวเบลเยียม มีความคิดจะย้ายทีม

    หนึ่งในเหตุผลที่ โอริกี้ จะต้องอำลาถิ่นแอนฟิลด์ก็คือสไตล์การเล่นของเขาดูเหมือนจะไม่เหมาะกับ ลิเวอร์พูล และบ่อยครั้งที่นักเตะพยายามอย่างเต็มที่แต่สุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการงัดฟอร์มเก่งออกมาไม่ได้ ฉะนั้นการย้ายออกไปหาความท้าทายใหม่น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดของเขา
 
มาร์โก กรูยิช

    เชื่อว่าแฟนบอล "หงส์แดง" จำนวนมากคิดว่า มาร์โก กรูยิช ย้ายทีมไปแล้ว แต่ความจริงนักเตะยังคงเป็นสมาชิกลิเวอร์พูล เพียงแต่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว 2 ฤดูกาลกับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน และทำผลงานได้ดีเยี่ยม จนมีรายงานว่าเจ้าตัวจะกลับมาสู้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งตัวจริงในถิ่นแอนฟิลด์

    อย่างไรก็ตามจากการที่ขุมกำลังแดนกลางของทัพ "เดอะ เร้ดส์" ค่อนข้างจะแน่นปึ้ก ทำให้มีข่าวลือออกมาเป็นระลอกว่านักเตะอาจจะเลือกตัดสินใจย้ายไปเล่นกับทีมอื่นถาวร โดยงานนี้สโมสรในบุนเดสลีกา เยอรมนี หลายทีมแสดงความสนใจอยากใช้บริการเลยทีเดียว

    นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช ยังคงคิดว่า ดาวเตะชาวเซอร์เบีย มีศักยภาพสูง และก็พร้อมให้โอกาสหากนักเตะสามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้ แต่หากยังทำผลงานได้แบบเดิมๆ เหมือนช่วงที่อยู่ทีม งานนี้การปล่อยตัวออกจากสโมสรก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับอนาคตของเขา

แฮร์รี่ วิลสัน

    แม้ว่า แฮร์รี่ วิลสัน จะไม่สามารถช่วย "เดอะ เชอร์รี่ส์" บอร์นมัธ ให้อยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็ตาม แต่ไม่มีอะไรต้องสงสัยว่าศักยภาพและความสามารถของเขายังเหมาะสมคู่ควรที่จะได้โลดแล่นโชว์ฝีเท้าในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต่อไป

    แล้วศักยภาพของนักเตะมีคุณภาพสำหรับ ลิเวอร์พูล หรือไม่ ? นี่เป็นคำถามที่ คล็อปป์ ต้องขบคิด เพราะหากมองเรื่องทีเด็ดในการเล่นลูกฟรีคิก แน่นอนว่า วิลสัน เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่สามารถซัดประตูจากลูกฟรีคิก และยังเป็นผู้เล่นที่กล้าได้กล้าเสียไม่กลัวอะไรทั้งนั้น

    อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ลิเวอร์พูล มีนักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอนาคตของทีมนั่นก็คือ ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ ซึ่งเขากำลังพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับโอกาสจาก คล็อปป์ ในการลงสนามอยู่บ่อยๆ ฉะนั้นหาก วิลสัน อยากได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง การย้ายไปเล่นที่อื่นน่าจะมีโอกาสมากกว่า
 
ลอริส คาริอุส

    นายทวารจอมเฟะฟะกลับมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล แล้ว หลังจากใช้เวลา 2 ปีไปเฝ้าเสาให้กับ เบซิคตัส ทีมดังในลีกสูงสุดประเทศตุรกี โดยต้องยอมรับว่า คาริอุส ทำผลงานได้น่าผิดหวังสำหรับ เบซิคตัส และสุดท้ายก็ไม่ได้ย้ายไปเฝ้าเสาเป็นการถาวรกับทีม

    คาริอุส ไม่มีโอกาสได้เฝ้าเสาให้ ลิเวอร์พูล อีกเลยนับตั้งแต่ความผิดพลาดในเกมนัดชิงชนะเลิศ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด เมื่อปี 2018 โดย คล็อปป์ ยังใจดีไม่ขายขาด เพราะเชื่อว่า โกลเพื่อนร่วมชาติ จะเรียกฟอร์มเหนียวหนึบกลับมาได้

    แต่จนแล้วจนรอดการไปเล่นกับ เบซิคตัส ไม่ได้ช่วยให้เจ้าตัวพัฒนาฝีมือขึ้นมาเลย แถมการไปอยู่กับต้นสังกัดชั่วคราวก็ทำผลงานไม่ค่อยโสภาสถาพรเท่าไหร่หนัก ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้ย้ายไปเล่นถาวร ที่สำคัญการกลับมาแอนฟิลด์ ก็ไม่มีที่ว่างเพราะ อาเดรียน จองมือ 2 เอาไว้เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ คาริอุส ต้องทำก็คือไปเล่นให้กับทีมอื่นดีกว่า
 
ยาสเซอร์ ลารูซี่

    ต้องยอมรับว่าอนาคตของ ยาสเซอร์ ลารูซี่ ค่อนข้างจะไม่เหลือแล้ว เนื่องจากนักเตะแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามในฐานะแบ็กซ้ายเลย เพราะ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน จองสัมปทานนี้ไปแบบถาวร ในขณะเดียวกัน เจมส์ มิลเนอร์ ก็สามารถเล่นในตำแหน่งนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ เนโก วิลเลี่ยมส์ ยังถูกโยกมาเล่นแบ็กซ้ายชั่วคราวก็ได้

    ฉะนั้นในสถานการณ์ตอนนี้ ลารูซี่ ตกเป็นตัวเลือกอันดับสุดท้าย แม้ว่าเขาจะได้ลงสนามบ้างในเกมฟุตบอลถ้วยอย่างเอฟเอ คัพ แต่ไม่ได้ทำผลงานได้น่าประทับใจอะไรมากนัก ฉะนั้นทางเลือกที่ ดาวเตะวัย 19 ปีควรจะต้องรีบคิดก็คือการหากโอกาสจากการเล่นให้ทีมอื่น

    ว่ากันว่าตอนนี้มีอย่างน้อยสองทีมที่แสดงเจตจำนงอยากให้บริการนักเตะนั่นก็คือ "ยูงทอง" ลีดส์ ยูไนเต็ด สโมสรดังที่เพิ่งกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในรอบ 16 ปี และ เบรนท์ฟอร์ด ดังนั้น ฟูลแบ็กชาวแอลจีเรีย ต้องเลือกแล้วว่าจะสู้เพื่อตำแหน่งในถิ่นแอนฟิลด์ หรือจะย้ายไปที่อื่นเพื่อจะได้เป็นตัวจริง
   
เบน วู้ดเบิร์น

    ในช่วงแรกๆ ที่ได้รับโอกาสลงเล่นเปิดตัวให้กับ ลิเวอร์พูล ผลงานของ เบน วู้ดเบิร์น ดูเหมือนมีอนาคตกับทีม แต่สุดท้ายแล้วนักเตะไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เลย ส่งผลให้ นายใหญ่เลือดด๊อยท์ช ตัดสินใจส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด

    การเล่นให้กับ อ็อกซ์ฟอร์ด ยูไนเต็ด นักเตะดูเหมือนจะไปได้สวย แต่แล้วเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งเมื่อ ดาวเตะวัย 20 ปี ต้องได้รับบาดเจ็บหนักในช่วงระหว่างที่เล่นอยู่ที่นั่นทำให้โอกาสที่เขาจะพัฒนาฝีเท้าต้องหยุดชะงักไปโดยปริยาย

    วู้ดเบิร์น ถือเป็นนักเตะแห่งอนาคตสำหรับทีมชาติเวลส์ และมีโอกาสได้รับใช้ชาติอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นหากเขาต้องการที่จะมีชื่อติดธงต่อไป ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการออกไปหาความท้าทายใหม่เพื่อที่จะได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง แม้อาจจะยอมถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวอีกซีซั่นก็ได้ หรือจะย้ายถาวรก็ดี

 เซอร์ดาน ชากีรี่

    สำหรับ เซอร์ดาน ชากีรี่ ต้องบอกว่าน่าเสียดายหากนักเตะตัดสินใจย้ายทีม เพราะความสามารถของเขายังคงมีประโยชน์กับทีม แต่ด้วยความที่ ดาวเตะชาวสวิส ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่นตัวจริงมากนัก ทำให้เขาเริ่มมองหาทางเลือกอื่นเพื่ออนาคตของตัวเอง

    ส่วนหนึ่งที่ทำให้ ชากีรี่ ไม่ค่อยได้ลงเล่นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้า นั่นทำให้เขาได้ลงสนามในเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019/2020 เพียงแค่ 7 แมตช์ และยิงได้แค่ 1 ประตูเท่านั้น ที่สำคัญพอเขาหายเจ็บ คล็อปป์ ก็ไม่ค่อยจะส่งให้ลงสนามเท่าควร ฉะนั้นทางออกที่ดีที่สุดก็คือการหาสโมสรใหม่เล่น

    ถ้าหาก ดาวเตะเลือดสวิส ตัดสินใจอำลา ลิเวอร์พูล จริงๆ แน่นอนว่าคงมีหลายสโมสรที่อยากใช้บริการนักเตะรายนี้ เพราะเรื่องความสามารถของเขายังคงมีประโยชน์ เนื่องจาก จอมทัพทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ มีประสบการณ์ในเกมลีกชั้นนำ ซึ่งถือเป็นข้อดีที่สำหรับทุกๆ ทีมที่อยากได้ตัวเขาไปเสริมทัพ

จับตาเอาไว้ !! 5 นักเตะฝีเท้าดีเตรียมย้ายทีมเพื่ออนาคต

ฤดูกาล 2019/2020 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ รูดม่านปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา ตอนนี้เป็นช่วงเวลาของการเสริมทัพเพื่อที่จะสร้างทีมให้แข็งแกร่งสำหรับต้อนรับฤดูกาลใหม่ ที่น่าจะเต็มไปด้วยความเข้มข้น และท้าทายมากยิ่งขึ้น
    สำหรับสโมสรที่ตกชั้นอย่าง นอริช ,บอร์นมัธ และ วัตฟอร์ด คงจะยากที่จะรั้งผู้เล่นชั้นดีของทีมเอาไว้เพราะพวกเขาคงต้องการที่จะโลดแล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีต่อไป ฉะนั้นสามทีมนี้ต้องทำใจที่จะเสียผู้เล่นกำลังสำคัญของพวกเขาให้กับทีมในพรีเมียร์ลีก

    อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเตะทีหลายคนที่อยู่กับสโมสรที่อยู่รอดในพรีเมียร์ลีก และได้รับความสนใจจากบรรดาทีมชั้นนำที่อยากได้ตัวร่วมทีม โดยงานนี้บอกเลยว่าตลาดซื้อขายนักเตะคงจะคึกคักน่าดูเลยทีเดียว

แจ็ค กรีลิช

    กองกลางกัปตันทีม "สิงห์ผงาด" แอสตัน วิลล่า ตกเป็นข่าวมาตลอดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามงานนี้ "ปีศาจแดง" คงจะต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาลในการกระชากตัว แจ็ค กรีลิช ไปร่วมทีม เพราะ วิลล่า อยู่รอดปลอดภัยในพรีเมียร์ลีก แล้ว

    กรีลิช ช่วยให้ต้นสังกัดยังคงได้โลดแล่นในลีกสุงสุดเมืองผู้ดีในเกมลีกแมตช์สุดท้าย หลังจากที่ซัดประตูช่วยให้ทีมเสมอ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ซึ่งแมตช์นี้ทำให้พวกเขายังคงได้สนุกสุดเหวี่ยงในการแข่งขันเกมพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลหน้าต่อไป

    สำหรับ มิดฟิลด์ชาวอังกฤษ วัย 24 ปี ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการเล่นให้กับ วิลล่า ด้วยการซัดไป 10 ประตูในฤดูกาลนี้ และค้าแข้งให้กับ "สิงห์ผงาด" ไปแล้ว 185 เกมพร้อมกับซัดไป 24 ประตูจากการแข่งขันทุกรายการ แน่นอนว่านักเตะคือผู้เล่นสำคัญของสโมสร แต่อนาคตยังไม่แน่ว่าจะได้อยู่กับทีมต่อไปหรือไม่
 
แยน แฟร์ต็องเก้น

    แยน แฟร์ต็องเก้น ปราการหลังชาว เบลเยียม ยืนยันชัดเจนว่าตัดสินใจที่จะอำลา "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ แบบไม่มีค่าตัว หลังจากที่อยู่ช่วยคุมแนวรับให้กับต้นสังกัดมานาน 8 ปี และตอนนี้ถึงเวลาที่จะต้องออกไปหาความท้าทายใหม่อีกครั้ง

    แนวรับวัย  33 ปี ย้ายจาก อาแจ็กซ์ มาอยู่กับ สเปอร์ส ในปี 2012 ก่อนจะมากลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีมนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีสถิติลงเล่น 315 นัด ยิงได้ 12 ประตูรวมทุกรายการ  โดยตอนนี้เขายังเคว้งคว้างเพราะยังไม่มีสโมสรไหนยื่นข้อเสนอมาให้พิจารณา

    อย่างไรก็ตามด้วยประสบการณ์ และคุณภาพที่โลดแล่นในลีกชั้นนำมานานหลายปี น่าจะมีประโยชน์กับหลายๆ ทีม และหากได้ตัวไปคุมแนวรับ คงจะทำให้เกมรับของทีมแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นคาดว่าคงไม่นาน แฟร์ต็องเก้น คงได้รับขนมจีบหลายเข่งช่วงซัมเมอร์นี้
   
แม็กซ์ แอรอนส์

    แม็กซ์ แอรอนส์ แบ็กขวาฟอร์มร้อนแรงของ นอริช ซิตี้ เป็นที่หลายปองของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ มานานแล้ว โดยนักเตะเกือบได้ย้ายมาเป็นสมาชิกใหม่แห่งถิ่นท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สเตเดี้ยม ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ แต่สุดท้ายเรื่องทั้งหมดไม่เกิดขึ้น

    สำหรับตอนนี้ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" ต้องโบยบินกลับไปสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพ นั่นอาจจะเป็นจุดที่ แอรอนส์ จำเป็นต้องแยกทางกับสโมสร เพราะนักเตะมีความต้องการที่จะค้าแข้งในลีกสูงสุดต่อไป ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่ สเปอร์ส จะลองยื่นข้อเสนอในช่วงซัมเมอร์นี้

    ด้วยผลงานของนักเตะที่โดดเด่นสวนทางกับฟอร์มของ นอริช ที่สาละวันเตี้ยลงจนสุดท้ายต้องตกชั้น ทำให้มีความเป็นไปได้ที่สโมสรยากจะเก็บเข้าเอาไว้ช่วยทีม ส่วนทีมชั้นนำที่อยากได้ แอรอนส์ ไปร่วมทีม อาจจะลองหยั่งเชิงด้วยค่าเสนอ 20 ล้านปอนด์ (ราว 760 ล้านบาท)
 
วิลฟรีด ซาฮา

    หากจะมองหาปีกฝีเท้าจัดจ้านซักคนตอนนี้ชื่อของ วิลฟรีด ซาฮา คงทำให้หลายๆ คนนึกภาพออก เพราะนักเตะทำผลงานได้ร้อนแรงมากๆ กับ คริสตัล พาเลซ และไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขามักจะมีข่าวได้รับความสนใจจากทีมชั้นนำหลายต่อหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

    ดาวเตะทีมชาติไอวอรี่ โคสต์ วัย 27 ปี เต็มไปด้วยศักยภาพโดยเฉพาะในเรื่องความรวดเร็ว และการยิงประตูที่เฉียบคม จึงไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ที่ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน และ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล เคยส่งเทียบเชิญให้มาอยู่กับพวกเขาในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่ไม่สำเร็จ

    อย่างไรก็ตามด้วยความสามารถ และความทะเยอทะยานของนักเตะคงเป็นเรื่องยากที่จะต้านทานแรงปรารถนาของเขาได้ โดย รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีมมากประสบการณ์ของ "ดิ อีเกิ้ลส์" ยอมรับว่า ซาฮา ต้องการที่จะออกไปหาความท้าทายใหม่ และพัฒนาตัวเองให้มากขึ้น แต่กระนั้นหากต้องการนักเตะรายนี้จริงๆ ก็ต้องกล้าทุ่มทุน
 
 เบน ชิลเวลล์

    หนึ่งในนักเตะเนื้อหอมในลีกประเทศอังกฤษ คงหนีไม่พ้นชื่อของ เบน ชิลเวลล์ ฟูลแบ็กฟอร์มร้อนแรงจาก เลสเตอร์ ซิตี้ โดยนักเตะได้รับความสนใจจากสโมสรระดับท็อปไฟว์ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยเฉพาะ เชลซี ทีแสดงจำนงอย่างออกนอกหน้าที่อยากใช้บริการนักเตะรายนี้

    แม้ว่าทีมของกุนซือเบรนแดน ร็อดเจอร์ส จะไม่ได้มีความกดดันในการขายนักเตะแต่อย่างใด กระนั้นทั้ง เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมทั้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็พร้อมที่จะยื่นข้อเสนอให้กับทัพ "เดอะ ฟ็อกซ์" ยอมพิจารณาในการปล่อยฟูลแบ็กทีมชาติอังกฤษรายนี้ออกไป

    จะว่าไปแล้ว เลสเตอร์ สามารถทำเงินจากการขายนักเตะไปได้เยอะพอสมควรอย่างเช่นตอนที่ขาย แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ไปให้กับ "ปีศาจแดง" จำนวน 80 ล้านปอนด์ (ราว 3,040 ล้านบาท) และ ริยาด มาห์เรซ ปีกตัวเก่ง ราคา 60 ล้านปอนด์ (ราว 2,280 ล้านบาท) เมื่อสองปีที่ผ่านมา

จุดหมายอยู่ไหน!แฉภาพ “ซานโช่” อยู่บนเครื่องบิน

สื่อผู้ดี ตีข่าว เจดอน ซานโช่ ปีกเนื้อหอม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อยู่บนเครื่องบินขณะที่กำลังเดินทางไปที่ไหนซักแห่งซึ่งไม่มีการเปิดเผย หลังนักเตะตกเป็นข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล พยายามแย่งตัวอย่างหนักในช่วงซัมเมอร์นี้

เดอะ มิร์เรอร์ สื่อดังในประเทศอังกฤษ เปิดเผยภาพที่ เจดอน ซานโช่ ปีกฟอร์มฮอต "เสือเหลือง" โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อยู่บนเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว หลังนักเตะตกเป็นข่าวหนาหูเกี่ยวกับการย้ายกลับมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก โดยมีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล เป็นสองทีมเต็งที่จะได้ตัวไปร่วมทัพ

จากภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า  ปีกดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ ซึ่งยิ้มอย่างมีความสุขอยู่บนนกเหล็ก โดยมี ชูบา อั๊คปอม อดีตนักเตะ "ไอ้ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ร่วมเดินทางไปด้วย อยู่ในช่วงพักผ่อนหลังเกมลีกบุนเดสลีกา ปิดฤดูกาลไปเรียบร้อยแล้ว

สำหรับจุดหมายปลายทางในการเดินทางครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผย แต่แน่นอนว่า ซานโช่ ซึ่งเคยเป็นนักเตะในศูนย์เยาวชนของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนจะย้ายไปประสบความสำเร็จกับ ดอร์ทมุนด์ คงจะใช้ช่วงเวลานี้พักผ่อนอย่างมีความสุข ก่อนที่จะเตรียมตัวขบคิดอย่างหนักในเรื่องการย้ายทีมซัมเมอร์นี้

ช่วงที่ผ่านมา ซานโช่ มีข่าวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตลอด และคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญามาเป็นสมาชิกใหม่ "ปีศาจแดง" ในเร็วๆ นี้ โดยในรายงานระบุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ยินดีควักกระเป๋าจำนวน 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) ให้กับ "เสือเหลือง"

อย่างไรก็ตาม "คิกเกอร์" สื่อดังในเยอรมนี ระบุว่าตอนนี้นักเตะเกิดเปลี่ยนใจแล้ว และอยากเซ็นสัญญากับ ลิเวอร์พูล มากกว่า เพราะเชื่อว่าเขาจะคว้าแชมป์มากมายหากเล่นให้ "หงส์แดง" ขณะที่ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา คงต้องใช้เวลาอีกหลายซีซั่นกว่าจะประสบความสำเร็จ

ปลื้มเลย!ลูกากูแฮปปี้หลังทำสถิติยิงมากสุดในอาชีพค้าแข้ง

โรเมลู ลูกากู หัวหอกตัวเก่ง อินเตอร์ มิลาน รับแฮปปี้สุดๆ หลังทำสถิติยิงมากสุดในอาชีพการเล่นฟุตบอล พร้อมเร้าเพื่อนๆ ทัพ "งูใหญ่" เค้นฟอร์มเก่งให้มากกว่านี้ในช่วงท้ายของซีซั่น

     โรเมลู ลูกากู กองหน้าร่างยักษ์ของ อินเตอร์ มิลาน เผยว่า ตนมีความสุขเป็นอย่างมาก กับการที่ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ตัวเองทำประตูได้มากที่สุดในอาชีพการเล่นฟุตบอล หลังทำสองตุงในเกม กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดล่าสุดที่ "งูใหญ่" บุกถล่ม เจนัว 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

     สองประตูจากเกมนี้ ทำให้ฤดูกาล 2019/20 ลูกากู ซึ่งเพิ่งย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน กดไปแล้วถึง 29 ประตูรวมทุกรายการ (จากการลงเล่น 45 นัด) ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่เจ้าตัวทำประตูได้มากที่สุดในการเล่นฟุตบอล ทุบสถิติเดิม 27 ประตู ที่เคยทำเอาไว้ในซีซั่น 2017/18 สมัยค้าแข้งกับ "ปีศาจแดง"

     นอกจากนี้จำนวน 23 ประตู ในศึก เซเรีย อา ยังทำให้ ลูกากู กลายเป็นนักเตะ อินเตอร์ ที่ทำประตูใน เซเรีย อา ฤดูกาลแรก ได้มากสุดอันดับสาม ต่อจาก อิสต์วาน แยร์ส (26 ประตู ในซีซั่น 1948/49) และ โรนัลโด้ (25 ประตู ในซีซั่น 1997/98) อีกด้วย

         "ในแง่ของสถิติส่วนตัว แน่นอนว่า ผมแฮปปี้มากๆ แต่ผมก็อยากจะบอกเช่นกันว่า ทีมเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ เรามีขุมกำลังนักเตะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเราในการขึ้นมาอยู่อันดับสอง ตลอดเส้นทางเราทำคะแนนตกหล่นเองหลายแต้ม แต่เรามีขุมกำลังนักเตะที่หนุ่มแน่น และอยากพัฒนาให้ดีกว่านี้ ซึ่งเราก็ต้องการที่จะทำผลงานให้ดีที่สุดกับเกมที่เหลือ จากนั้นก็หันไปลุยในถ้วย ยูโรปา ลีก" ยอดดาวยิงทีมชาติเบลเยียมวัย 27 ปี เปิดใจกับ สกาย สปอร์ต อิตาเลีย

     ชัยชนะนัดนี้ทำให้ อินเตอร์ แซง อตาลันต้า ขึ้นมารั้งอันดับสองในตารางคะแนน เซเรีย อา โดยมี 76 แต้ม จากการลงแข่ง 36 นัด ตามหลัง ยูเวนตุส ทีมจ่าฝูง ที่ลงเตะน้อยกว่าหนึ่งนัด 4 แต้ม ส่วนในถ้วย ยูโรปา ลีก พวกเขามีคิวฟาดแข้งกับ เคตาเฟ่ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย วันพุธที่ 5 สิงหาคมนี้

คนชิงปธ.บาร์ซ่าเตือนทีมระวังเหมือนมิลาน,แมนยู

บิคตอร์ ฟอนต์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานของ บาร์เซโลน่า ระบุ ถ้าเกิด "อาซูลกราน่า" ไม่ทำการเปลี่ยนแปลงแล้วล่ะก็ พวกเขาก็อาจจะเข้าสู่ช่วงขาลงเป็นเวลานานเหมือน เอซี มิลาน หรือ แมนฯ ยูไนเต็ด ชี้ ทุกวันนี้การแข่งขันมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นแล้ว

    บิคตอร์ ฟอนต์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานของ บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที ลา ลีกา สเปน กล่าวว่า "อาซูลกราน่า" มีโอกาสเข้าสู่ยุคตกต่ำเหมือน เอซี มิลาน หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถ้าหากไม่ทำการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง

    ยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู ชวดแชมป์ลีกในฤดูกาลนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว จนทำให้พวกเขาเหลือลุ้นแชมป์แค่รายการเดียว นั่นคือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งมันก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า บาร์เซโลน่า จะไปถึงฝั่งฝันได้รึเปล่า เพราะในนัดแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้ายพวกเขาออกไปเสมอกับ นาโปลี 1-1 จนทำให้ยังต้องลุ้นเหนื่อยพอตัวกับการเล่นนัดสอง

    "ตลอดช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมานั้นการแข่งขันมันมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นเรื่อยๆ คุณเห็นกันแล้วว่าหลายสโมสรใน พรีเมียร์ลีก มีการจัดการที่ดีมากๆ และแม้กระทั่งบางสโมสรที่ทางภาครัฐมีส่วนเป็นเจ้าของน่ะก็ทุ่มเงินไปเยอะมากในช่วงที่การเงินกับโมเดลธุรกิจของสโมสรไปถึงขีดจำกัดแล้ว ถ้าเราไม่พยายามทำอะไรแล้วล่ะก็ บาร์ซ่า ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น มิลาน หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รายใหม่เลย" ฟอนต์ ระบุ โดยการเลือกตั้งประธานของ บาร์เซโลน่า ตามวาระนั้น จะมีขึ้นในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า

พลาดขึ้นที่ 3 ! เจาะ 5 ประเด็น แมนยู เปิดรังโดนเซาธ์แฮมป์ตันบุกตีเสมอ

   แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลาดโอกาสทองที่จะขึ้นไปรั้งอันดับ 3 ในตารางลีก หลังโดน เซาธ์แฮมป์ตัน ซัดประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ส่งผลให้ทีมทำได้เพียงเปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เสมอ "นักบุญ" 2-2 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา
    ในแมตช์นี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังคงใช้ 11 ตัวจริงหน้าเดิมๆ ซึ่งเป็นเกมที่ 5 ติดต่อกันในลีก และดูเหมือนว่ามันจะเริ่มส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจน เนื่องจากสภาพร่างกายของนักเตะมีอาการอ่อนล้า โดยเฉพาะ เมสัน กรีนวู้ด ที่เล่นไม่ออกเลย ขณะที่ อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงประสานงานกันได้ดี แต่ก็ไม่สุดยอดเหมือนหลายๆ แมตช์ก่อนหน้านี้

    ผลเสมอในแมตช์นี้ทำให้ "ผีแดง" ยังคงรั้งอันดับ 5 ต่อไป และในอีก 3 แมตช์ที่เหลืออยู่ทีมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียกฟอร์มเก่งกลับมา เพราะในเกมสุดท้ายพวกเขาต้องบุกเยือน เลสเตอร์ ซิตี้ และอาจจะเป็นแมตช์ตัดสินโควตาไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็เป็นได้

1. ภารกิจคว้าตั๋วแชมเปี้ยนส์ ลีก ยังต้องลุ้นต่อไป 
    "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รอดจากการโทษแบนในเกมฟุตบอลถ้วยยุโรป นั่นหมายความว่า "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจบอันดับท็อปโฟร์ ให้ได้เพื่อโอกาสที่จะกลับไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

    ทีมของกุนซือโอเล่ กุนนาร์ โซลชา มีโอกาสที่จะขยับอันดับขึ้นไปอยู่ที่ 3 หากพวกเขาสามารถเอาชนะ "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ได้ และในแมตช์นี้ทัพ "เร้ด เดวิลส์" เกือบจะทำเสร็จเมื่อพวกเขามีสกอร์นำทีมเยือน 2-1 แต่สุดท้ายมาโดนตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้เก็บได้เพียง 1 แต้ม ส่งผลให้อันดับยังคงอยู่ที่ 5 เหมือนเดิม


 

    อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันในแมตช์นี้ ยังทำให้สาวก "เร้ด อาร์มี่" รู้สึกยิ้มได้บ้าง แม้จะเป็นการยิ้มแบบเจื่อนๆ ก็ตาม เพราะทีมรักษาสถิติไม่แพ้ใครยาวนานถึง 18 เกมติดต่อกันจากการเล่นทุกรายการ และสะกดคำว่า "แพ้" ไม่เป็นในเกมพรีเมียร์ลีก 11 แมตช์ติดต่อกัน

    แม้ว่าในเกมนี้จะเก็บได้ 1 คะแนนต่อหน้าต่อตา เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่ทีมยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดีเพราะมีแต้มเท่ากับ เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 4 เพียงแค่เป็นรองประตูได้เสียเท่านั้น ฉะนั้นมีความเป็นไปได้ที่การลุ้นพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีก อาจจะต้องตัดสินกันในนัดสุดท้าย ซึ่งทั้งสองทีมต้องปะทะกันเองซะด้วย 
   
2. มาร์กซิยาล ทำผลงานได้น่าประทับใจ
    ในช่วงต้นเกม อองโตนี่ย์ มาร์กซิยาล อาจจะโดนก่นด่าระงมจากการพลาดจังหวะยิงประตูขึ้นนำ ทั้งๆ ที่หลุดเดี่ยวแท้ๆ แต่ดันยิงไปติดมือ อเล็กซ์ แม็คคาร์ธี่  อย่างไรก็ตาม สตาร์ลูกหนังชาวฝรั่งเศส ค่อยๆ ทำผลงานดีขึ้นเรื่อยๆ และจัดการป่วนเกมรับ "เดอะ เซนต์ส" ได้ตลอด

    นอกจากนี้ มาร์กซิยาล ยังมีส่วนสำคัญในการเปิดร่องให้ทีมขึ้นนำ หลังจากที่เป็นคนแอสซิสต์ให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ทำประตู จากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ทักษะชั้นยอดด้วยการกระชากบอลหลบแนวรับก่อนจะตะบันยิงประตูอย่างสวยงดงดงามให้ "ผีแดง" ทำสกอร์นำ 2-1


 

    สำหรับประตูดังกล่าวทำให้ มาร์กซิยาล ซัดไปแล้ว 50 ตุงให้ต้นสังกัดในการเล่นเกมพรีเมียร์ลีก  และเป็นผู้เล่น แมนฯ ยูไนเต็ด รายที่ 10 ที่ทำประตูในลีกแตะหลัก 50 ลูก ต่อจาก เวย์น รูนี่ย์ (183), ไรอัน กิ๊กส์ (114), พอล สโคลส์ (107), รุด ฟาน นิสเตลรอย (98), แอนดี้ โคล (93), โอเล่ กุนนาร์ โซลชา (91), คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (84), เอริก คันโตน่า (64) และ เดวิด เบ็คแฮม (62)

    ยังไม่หมดแค่นั้นเพราะ มาร์กซิยาล ยังถือเป็นนักเตะเลือดเฟร้นช์คนที่ 7 ที่ทำประตูในศึก พรีเมียร์ลีก อย่างน้อย 50 ลูก ต่อจาก เธียร์รี่ อองรี (175), นิโกล่าส์ อเนลก้า (125), หลุยส์ ซาฮา (85), โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ (83), เอริก คันโตน่า (70) และ โรแบร์ ปิแรส (62)

3. แรชฟอร์ด เล่นดีแต่ติดแค่ไม่เฉียบคม
    มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงใช้ความเร็วสร้างความปั่นป่วนให้กับเกมรับของ เซาธ์แฮมป์ตัน ตลอดทั้งเกม แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเขามีรอยตำหนิ มาจากการใช้โอกาสเปลือง เพราะหากในแมตช์นี้ "หนูแรช" ใส่ความคมเข้าไปด้วย สกอร์คงไม่ได้จบที่ 2-2 แน่นอน

    หัวหอกเลือดผู้ดีประสานงานกับ มาร์กซิยาล ได้อย่างกลมกล่อมในจังหวะที่ได้ประตูตีเสมอ เมื่อเขาได้บอลแบบถวายพานจาก ดาวเตะชาวฝรั่งเศส และเจ้าตัวก็กดไม่เหลือซาก ซึ่งหากมองจากจังหวะนี้ดูเหมือนว่า แรชฟอร์ด มีความเฉียบคมในการยิงประตูอย่างมาก

 

    หลังจากที่ทีมขึ้นนำ 2-1 พวกเขามีโอกาสที่จะบวกสกอร์เพิ่มหลายครั้ง โดยเฉพาะจังหวะที่ แรชฟอร์ด ได้ยิงจ่อๆ หน้าประตู แต่ดันซัดไปติด  แม็คคาร์ธี่ บอลเหินข้ามคานออกไปหน้าตาเฉย ซึ่งหากจังหวะดังกล่าวเป็นประตู สถานการณ์ของทีมจะเปลี่ยนไปทันที

    อย่างไรก็ตามหากมองจากผลงานโดยรวมแล้ว แรชฟอร์ด ยังถือว่ามีประโยชน์กับทีมอย่างมากในเกมนี้ โดยเฉพาะการประสานงานกับ มาร์กซิยาล ที่สามารถจัดการเกมรับทีมเยือนได้พอสมควร แต่อย่างที่บอกหากเขาเฉียบคมมากกว่านี้ ผลงานของเจ้าตัวจะสมบูรณ์แบบที่สุด

4. รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ส่งผลต่อทีม
    โซลชา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับไปทำการบ้านข้อใหญ่ 1 ข้อนั่นก็คือการเล่นให้มีความละเอียดในทุกๆ จังหวะ เพราะแมตช์นี้สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือการขาดสมาธิและความประมาทในการเล่นทั้งในจังหวะเสียประตูแรก และจังหวะโดนตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

    หากมองจังหวะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสียประตูแรก ต้องบอกว่าเป็นความผิดพลาดของ ปอล ป็อกบา เต็มๆ ซึ่งแน่นอนว่าหากเป็นนักเตะที่มีประสบการณ์จะไม่เล่นแบบติดประมาทอย่างนั้นบริเวณแถวหน้าประตูทีมตัวเอง และสุดท้ายผลของการกระทำก็นำไปสู่การเสียประตูแบบไม่น่าเสีย

 


 

    ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะ ป็อกบา ยังเล่นประมาททำให้โดนฉกบอลจากแดนกลาง แต่เดชะบุญที่แนวรุกของ "เดอะ เซนต์ส" ไม่เฉียบคมทำให้พวกเขาทิ้งโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย แต่หลังจากนั้น มิดฟิลด์แชมป์โลก ก็ค่อยๆ พัฒนาเกมดีขึ้น และมีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตูตีเสมอ และเกือบยิงประตูได้จากการประสานงานกับ บรูโน่ แฟร์นันด์ส

    ในส่วนของจังหวะที่โดนตีเสมอช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ต้องบอกว่าแนวรับของ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะเสียสมาธิไปบ้าง โดยเฉพาะ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่ตามประกบ ไมเคิล โอบาเฟมี่ ไม่ดีส่งผลให้โดนทีมต้องทำแต้มหลุดมีอไปสองคะแนนอย่างน่าเสียดาย

    ฉะนั้นสิ่งที่ โซลชา จำเป็นต้องติวเข้มลูกทีมก็คือการเล่นที่มีความแน่นอน ไม่เน้นประมาท และพยายามมีสมาธิกับเกมจนกระทั่งได้ยินเสียงนกหวีดยาวจากปากท่านเปา

5. โรเตชั่นจำเป็นต้องนำมาใช้-ขุมกำลังสำรองต้องพัฒนา
    ต้องยอมรับว่า โซลชา จำเป็นต้องคิดหนักเกี่ยวกับเรื่องการเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้ หลังจากที่ในเกมพบ เซาธ์แฮมป์ตัน "น้าลูกอม" ใช้นักเตะตัวจริงชุดเดิมลงสนาม 5 เกมติดต่อกัน ซึ่งผลงานในครึ่งหลังแสดงให้เห็นประจักษ์ชัดแก่สายตาแล้วว่าทัพ "ผีแดง" มีอาการล้าจนเล่นไม่ออก

    สามประสานที่ว่าโหดๆ ซึ่งโชว์ฟอร์มสุดฮอตช่วยทีมยิงประตูชนะคู่ต่อสู้ด้วยระยะห่าง 3 ประตู มา 4 เกมติดต่อกัน แต่ในแมตช์นี้ มาร์กซิยาล กับ แรชฟอร์ด ทำผลงานได้หวือหวาสุดในครึ่งแรก ขณะที่ เมสัน กรีนวู้ด แทบไม่มีส่วนร่วมในเกมมากนัก แต่ในครึ่งหลังทั้ง 3 แนวรุกแทบไม่สามารถประสานงานกันได้เลย

 

    ขณะเดียวกันการที่ โซลชา ต้องการรักษาสกอร์นำ 2-1 ด้วยการเปลี่ยนผู้เล่นที่มีอาการล้าเพื่อเติมความสดเข้าไป แต่กลับได้ผลลัพธ์น่าผิดหวัง โดยการถอดป็อกบา ออก และส่ง เฟร็ด ลงมาแทน ผลก็คือทีมมีปัญหาในการลำเลียงบอลขึ้นไปในแนวรุก ส่วนการส่ง สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ลงมาแทน แฟร์นันด์ส ก็ไม่ได้ช่วยอะไรทีมเลย

    ฉะนั้นในเวลานี้จุดด้อยที่เห็นอย่างชัดเจนของ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็คือขุมกำลังสำรองที่จำเป็นต้องนำมาใช้งานหากมีเกมลงเล่นแบบถี่ยิบอย่างนี้ แต่ดูเหมือนว่าภายในซุ้มม้านั่งสำรองของ "ผีแดง" จะมีเพียงแค่นักเตะระดับเกรด B และ B+ เท่านั้น ซึ่งในระยะยาวถือว่าไม่เป็นผลดีต่อทีมแน่นอน

    ด้วยเหตุนี้ "น้าลูกอม" และบอร์ดบริหารจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มคิดเกี่ยวกับการเสริมทัพ โดยเฉพาะผู้เล่นเป้าหมายที่พวกเขาเล็งเอาไว้ทั้ง เจดอน ซานโซ่, แจ็ค กรีลิช, รูเบน นาวาส และ คาลิดู คูลิบาลี่ จะต้องกระชากตัวมาเสริมแกร่งให้ได้ หากอยากลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล 2020/2021

“เมสัน กรีนวู้ด” จากเจ้าหนูนายแบบสู่สตาร์แมนยูไนเต็ด

    สำหรับตอนนี้ เมสัน กรีนวู้ด กลายเป็นกองหน้าความหวังใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากแจ้งเกิดในฤดูกาลนี้ และมาระเบิดฟอร์มสุดยอดนับตั้งแต่ที่เกมพรีเมียร์ลีก รีสตาร์ท ทำให้ "ปีศาจแดง" มีความหวังในการติดท็อปโฟร์ และคว้าแชมป์ในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยด้วย
    กรีนวู้ด ได้รับการยกย่องว่าเป็น "เด็กมหัศจรรย์" คนใหม่ของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเขากลายเป็นดาวจรัสแสงภายใต้การปลุกปั้นจาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือชาวนอร์เวย์ ซึ่งให้โอกาสนักเตะได้ลงสนามในทีมชุดใหญ่ จนกระทั่งเขาพัฒนาฝีเท้ากลายเป็นผู้เล่นกำลังสำคัญของทีม

 


 

    ย้อนไปในวันวานก่อนจะเป็นสตาร์ดาวรุ่งสุดฮอตแห่งวงการลูกหนัง เจ้าหนู "ไม้เขียว" เป็นเด็กที่แสนน่ารักน่าชัง โดยเขาเคยคว้ารางวัลจากการประกวดนายแบบของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในวัย 4 ขวบ ในเวลานั้น กรีนวู้ด ได้รับสัญญาเดินแบบ และบัตรกำนัลสำหรับชอปปิ้งมูลค่า 50 ปอนด์ (ราว 1,900 บาท) งานนี้เจ้าตัวใจก็เลยไปฉลองด้วยการหม่ำแม็คโดนัลด์

     จากนั้นวันจนมาถึงปัจจุบัน กรีนวู้ด คือดาวจรัสแสงดวงใหม่แห่งถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยเฉพาะผลงานในเวลานี้ที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด โกยแต้มเป็นว่าเล่น จนมีลุ้นที่จะติดท็อปโฟร์ และด้วยฟอร์มที่สุดยอดทำให้นักเตะเป็นอนาคตที่แสนสดใสของ "ปีศาจแดง" และทีมชาติอังกฤษ อย่างแท้จริง

เร็วแรงตั้งแต่เยาว์วัย

    กุญแจสำคัญที่ทำให้ กรีนวู้ด ประสบความสำเร็จในเวลานี้ก็คือบิดา และมารดาของเขา โดยคุณแม่เมลานี แฮมิลตัน พยายามสอนให้เขาเป็นคนติดดิน ส่วน แอนดรูว์ คุณพ่อ ยอมสละเวลาหลายชั่วโมงเพื่อช่วยฝึกซ้อมการเล่นฟุตบอลให้กับลูกชายหัวแก้วหัวแหวน

    บ่อยครั้งที่คุณพ่อจะพา กรีนวู้ด ออกไปวิ่งข้างนอก และคอยเช็คศักยภาพของเขาด้วยนาฬิกาจับเวลา นอกจากนี้ในยามว่างก็จะพาลูกชายคนเล็กไปที่สนามฮอร์สฟอลล์ สเตเดี้ยม เพื่อจะได้ฝึกซ้อมทักษะลูกหนังกับ แบรดฟอร์ด (พาร์ค อเวนิว) เอเอฟซี ในขณะที่ แอชตัน พี่สาวฝึกซ้อมวิ่ง 400 เมตรที่นั่น


 

    ปัจจุบัน แอชตัน อายุ 21 ปี และเป็นนักวิ่งที่ได้รับทุนการศึกษาด้านกีฬาทำให้เธอได้ศึกษาด้านปรัชญาในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโฟลิแทน โดย ไบรอัน กรีนวู้ด วัย 62 ปี ซึ่งไม่ได้เป็นญาติกับ เมสัน เผยว่า "คุณไม่เคยเห็นเขาอยู่ห่างจะลูกบอลเลย ทุกๆ ที่ที่เขาไป เขาจะต้องบอลอยู่ที่มือ"

    "เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาไม่ได้อยู่ในชุดนักเรียน เขาจะใส่เสื้อ ยูไนเต็ด เสมอ เขาเป็นเด็กขี้อาย แต่สุภาพเรียบร้อย แม้ตอนเด็กๆ เขาก็วิ่งเร็วยังกับลมกรด เรารู้มาตลอดว่าเขาจะต้องประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอล" อดีตเพื่อนบ้านของ กรีนวู้ด กล่าว

คุณพ่อผู้เสียสละเพื่ออนาคตของลูก

    กรีนวู้ด อาจจะไม่ประสบความสำเร็จแบบนี้หากไม่มีคุณพ่อบังเกิดเกล้าที่ทุ่มเท และเสียสละตนเองเพื่อพัฒนาลูกชายจนเป็นหนึ่งในนักเตะแห่งอนาคตทั้งของแมนฯ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ

    เรื่องนี้ คาโรลีน ดันน์ วัย 54 ปีเพื่อนบ้านของ กรีนวู้ด กล่าวว่า "เขาเป็นเด็กน่ารัก, สุภาพเรียบร้อยและจิตใจดี พ่อของเขาเสียสละเวลาเยอะมากเพื่อลูกชายคนนี้ เขาอุทิศตัวเองเพื่อลูก เราทุกคนดีใจกับพวกเขามากๆ"

    ตอนที่ กรีนวู้ด อายุ 5 ขวบ แอนดรูว์ พาเขาไปยัง  ไอเดิ้ล จูเนียร์ เอฟซี สโมสรฟุตบอลระดับเยาวชนท้องถิ่นแถบแบร็ดฟอร์ด โดย พอล นิวส์แฮม นายตำรวจเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นโค้ชให้กับทีมในเวลานั้น เปิดใจว่า "เด็กๆ ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงแข่งขันจนกว่าพวกเขาจะอายุ 6 ขวบ แต่ เมสัน มุ่งมั่นที่จะลงเล่นมากๆ ครอบครัวของเขานำเขามาชมเกมตลอด"

     ทันทีที่เขาอายุครบ 6 ปี กรีนวู้ด ก็สร้างชื่อทันทีด้วยการซัด 10 ประตูในแมตช์เปิดตัว โดย นิวส์แฮม กล่าวต่อไปว่า "ตอนที่เขายิงประตูที่สิบ ด้วยการที่เหลืออีกแค่ไม่กี่นาทีก่อนหมดเวลา ผมอยากที่จะเปลี่ยนตัวเขาออกมา แต่เมื่อผมทำเขาจับขาของผมแล้วก็พูดว่า -ผมจะได้เล่นอีกใช่ไหม ลุงพอล ?-"

    "ทุกครั้งที่เขาลงสนาม เขายิงประตูได้เสมอ คุณไม่มีทางรู้เลยว่าด้วยวัยเพียงแค่นั้นพวกเขาจะมีพัฒนาการมากขนาดไหน แต่เขามีทุกอย่าง เขารวดเร็วราวกับสายฟ้า" นิวส์แฮม กล่าว โดยหลังจากนั้นไม่นาน กรีนวู้ด ก็กลายเป็นตัวอันตรายของบรรดาคู่แข่ง จนถึงขั้นเข็ดขยาดไม่อยากนำทีมไปเจอกับ ไอเดิ้ล จูเนียร์ เอฟซี

    "มันมาถึงจุดที่ทุกๆ คืนวันเสาร์ผมต้องรับโทรศัพท์จากสโมสรต่างๆ ที่สอบถามว่า เมสัน จะลงแข่งในวันพรุ่งนี้ไหม เขาไม่ได้อยู่กับเรานานนัก แค่ซีซั่นกว่าๆ เขาเป็นเด็กเงียบๆ, ขี้อาย และน่ารัก ครอบครัวของเขาให้การสนับสนุนเต็มที่ มันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ได้เห็นพัฒนาการของเขา"

    จากนั้นไม่นาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ติดต่อเข้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอให้นักเตะย้ายไปฝึกปรือฝีเท้าที่ฮาลิแฟกซ์  ศูนย์เยาวชนในเวสต์ ยอร์ค ที่สำคัญ "ปีศาจแดง" ยังมีน้ำจิตน้ำใจมอบค่าตัวให้กับสโมสรไอเดิ้ล จูเนียร์ โดย มาร์คัส สตรูดวิค ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานทีมเยาวชน กล่าวว่า "ผมยังจำเช็คใบนั้นได้ มีตราโลโก้ ยูไนเต็ด ปัจจุบันผมอยากเอาไปใส่กรอบเก็บไว้จริงๆ"

    ที่ศูนย์ฝึกเยาวชนฮาลิแฟกซ์,  กรีนวู้ด มักจะมาถึงสนามก่อนเวลา 10 นาที และใช้เวลาฝึกซ้อมทั้งสองเท้าให้คล่องด้วยการเตะบอลอัดถังขยะอยู่ด้านนอกประตูรั้ว นอกจากนี้ โซลชา ยังเคยขอถ่ายรูปกับ กรีนวู้ด ตอนอายุ 7 ขวบ ที่ เดอะ คลิฟฟ์ สนามฝึกซ้อมของซัลฟอร์ด 

    ในเวลานั้น "น้าลูกอม" ยังทำหน้าที่เป็นนายใหญ่ให้กับทีมสำรอง "เร้ด เดวิลส์" และ โนอาห์ พี่ชายของเขา ซึ่งตอนนั้นอายุ 8 ขวบ ก็อยู่ในสนามซ้อมด้วย โดย กุนซือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน แสดงความเห็นว่า "ผมขอ เมสัน ถ่ายรูป เพราะผมรู้ว่าเราจะต้องก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะอาชีพ"

เกิดมาเพื่อเล่นฟุตบอลเท่านั้น

    เพียงไม่นานนัก กรีนวู้ด ต้องย้ายไปที่เมืองแมนเชสเตอร์ และครอบครัวของเขาต้องย้ายตามเพื่อไปดูแลเขา โดยนักเตะพัฒนาฝีเท้าอย่างรวดเร็ว กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดให้กับทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี ในเกมพรีเมียร์ลีก นอร์ธ และได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์เมื่อทีมของเขาคว้าโทรฟี่ "ไอซีจีที" (ICGT) ในประเทศฮอลแลนด์ ด้วยการชนะ เรอัล มาดริด

    ในช่วงซัมเมอร์ปี 2018 บรรดาแข้งชุดใหญ่ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนหลังกรำศึกหนักในเกมฟุตบอลโลก ตอนนั้น โชเช่ มูรินโญ่ ซึ่งนั่งเก้าอี้กุมบังเหียน ใส่ชื่อ กรีนวู้ด เดินทางไปทัวร์ปรีซีซั่นที่สหรัฐอเมริกา โดยการทำแบบนั้นแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเจ้าหนูที่อายุเพียง 16 ปีอย่างมาก

    เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น นักเตะได้รับสัญญากึ่งอาชีพครั้งแรกพร้อมกับค่าเหนื่อย 800 ปอนด์ (ราว 30,400 บาท) ต่อสัปดาห์ แต่หลังจากนั้น กรีนวู้ด ก็พัฒนาตัวเองจนกระทั่งได้รับค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นถึง 15,000 ปอนด์ (ราว 570,000 บาท) ต่อสัปดาห์ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

    ความสำเร็จทั้งหมดทั้งมวลเริ่มต้นจากการดูแลเอาใจใส่จากครอบครัว และการเสียสละเวลาของพ่อบังเกิดเกล้า โดย กรีนวู้ด ยอมรับว่าหากไม่มีครอบครัวเขาคงไม่มีโอกาสได้แจ้งเกิดในวงการลูกหนัง "ครอบครัวของผมช่วยเหลือผมเสมอ ในยามที่ผมท้อแท้ และย่ำแย่พวกเขาก็จะดึงผมกลับมา พวกเขาเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง ผมมักจะมองหาพวกเขา และผมเล่นเพื่อพวกเขา"

โสดแล้วนะจะบอกให้ ?

    ช่วงที่ผ่านมาหลายคนคงจะรู้ว่า กรีนวู้ด หัวใจไม่ได้ว่างแล้ว เพราะเขากำลังคบหาดูใจกับ แฮร์เรียต ร็อบสัน นางแบบสาวสุดสวย แต่ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะแยกทางกันแล้ว โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

 


 

    สาวแฮร์เรียต วัย 19 ปี ได้เปิดใจกับบรรดาแฟนคลับของเธอที่กดติดตามอินสตาแกรม มากกว่า 95,000 ฟอลโลว์ ว่าตอนนี้เธอกับ กรีนวู้ด ได้รักแตกแยกทางกันไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ปลูกต้นรักกันมาได้ 15 เดือน แถมยืนยันไม่มีมือที่สาม เพราะพวกเขาเห็นพ้องตรงกันว่าควรจบความสัมพันธ์

    เพื่อเป็นการยืนยันว่าความรักของทั้งสองคนมาถึงทางตันแล้ว ฝ่ายหญิงได้จัดการลบรูปที่ถ่ายร่วมกันของพวกเขาทิ้งหมดจาก "ไอจี" ในขณะที่ สตาร์ลูกหนังดาวรุ่งพุ่งแรงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ทำแบบเดียวกัน ฉะนั้นทุกอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายชายโสดแล้วและจะเริ่มเดินทางรักใหม่เมื่อไหร่ ก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป

ไม่ต้องมองลีกอื่น!แกรี่แนะแมนยูซิวปีกคนไหนถ้าวืดซานโช่

แกรี่ เนวิลล์ ระบุ แมนฯ ยูไนเต็ด อดีตต้นสังกัดของตน ควรจะพิจารณาให้ อิสไมล่า ซาร์ ดาวเตะ วัตฟอร์ด มาร่วมทัพ เป็นตัวเลือกสำรองในการเสริมทัพตรงปีกขวา ชี้ แข้งวัย 22 ปีมีพรสวรรค์ที่ดีมากๆ
    แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แสดงความเห็นว่า "ปีศาจแดง" ควรจะหันไปดึง อิสไมล่า ซาร์ ปีก วัตฟอร์ด มาร่วมทัพ เพื่อเป็นทางเลือกสำรองในการเสริมขุมกำลังในตำแหน่งปีกขวา

    ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แมนฯ ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวกับ เจดอน ซานโช่ ปีกคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อย่างหนัก หลังจากที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมชาวนอร์เวย์ต้องการทำให้เกมรุกตรงฝั่งขวามีความอันตรายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม "เสือเหลือง" ก็ตั้งเงื่อนไขว่าจะยอมปล่อย ซานโช่ ก็ต่อเมื่อได้ข้อเสนออย่างน้อย 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เท่านั้น ซึ่งปกตินั่นก็เป็นจำนวนเงินที่เยอะอยู่แล้ว และตอนนี้แทบทุกทีมก็ไม่พร้อมที่จะจ่ายเงินซื้อนักเตะเยอะเท่าไหร่อีก หลังจากการเงินของพวกเขาได้รับผลกระทบจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

    เนวิลล์ คนพี่ กล่าวหลังจากที่ วัตฟอร์ด แพ้ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-3 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม ที่ผ่านมาว่า "แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องการปีกขวา และเขาก็เป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงมากๆ ก่อนหน้านี้เราก็เห็นกันมาแล้วว่าเขาโชว์ฟอร์มได้เยี่ยมแค่ไหน แต่คืนนี้เขาเล่นได้โดดเด่นเป็นพิเศษเลย ขนาดในครึ่งแรกที่ วัตฟอร์ด ได้บุกอยู่บ้างน่ะ มันก็เป็นการขึ้นเกมผ่านทางเขาด้วย เขาจะเป็นนักเตะที่เนื้อหอมมากๆ และผมมั่นใจว่า วัตฟอร์ด จะยอมขายเขาถ้าหากพวกเขาได้ข้อเสนอในระดับที่เหมาะสม"

    สำหรับ ซาร์ นั้น เพิ่งย้ายจาก แรนส์ มาอยู่กับ "แตนอาละวาด" เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน และแข้งวัย 22 ปี ก็ทำไปแล้ว 5 ประตู กับ 5 แอสซิสต์ จากการลงเล่นในลีก 26 นัด แต่ วัตฟอร์ด ก็ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าจะอยู่รอดในลีกสูงสุด หลังจากปัจจุบันมี 34 คะแนน จากการลงเล่น 36 นัด พร้อมกับอยู่ที่ 17 ของตารางคะแนน มากกว่า แอสตัน วิลล่า ทีมในอันดับ 18 ซึ่งเป็นโซนตกชั้นและลงเล่นไป 36 เกมเท่ากัน เพียงแค่ 3 แต้มเท่านั้น

มอยส์ครวญไม่ได้รับเวลาจากแมนฯยูฯแบบโซลชา

กุนซือชาวสก็อตโอดไม่เคยได้รับเวลาจากปีศาจแดงแบบ โอเล กุนนาร์ โซลชา ก่อนมีคิวพาขุนค้อนบุกถิ่นเก่าในเกมลีกวันพุธนี้

เดวิด มอยส์ นายใหญ่ของเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ครวญ เขาไม่เคยได้รับเวลาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือน โอเล กุนนาร์ โซลชา ก่อนพาทีมบุกถิ่นเก่าในเกมพรีเมียร์ลีกคืนวันพุธนี้

โค้ชชาวสก็อตเข้ามาคุมทัพปีศาจแดงแทน เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน ในซัมเมอร์ปี 2013 แต่เขาก็อยู่ในตำแหน่งไม่จบฤดูกาลก่อนถูกปลด

"นี่คือสโมสรที่ยอดเยี่ยม สถานที่ที่น่าอยู่มาก ๆ สำหรับผม นี่คือสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มันพิเศษเสมอที่ได้มาเยือน และผมกำลังตั้งตารอการกลับไป" มอยส์ กล่าว

"โอเลมีช่วงเริ่มต้นที่ยากลำบาก แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างโอเลกับผมคือ เขาได้รับเวลา เขาดันนักเตะจากอะคาเดมีขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่แมนฯยูฯทำมาตลอด พวกเขามีนักเตะที่น่าตื่นเต้นหลายคนในตอนนี้"

คุมต่อหรือไม่?คล็อปป์เผยเรื่องอนาคตหลังหมดสัญญากับลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือ ลิเวอร์พูล ระบุ จะบอกลาทีมหลังหมดสัญญาฉบับปัจจุบัน โดยเสริมว่าจะพักจากการคุมทีมไป 1 ปี แล้วจากนั้นค่อยดูว่าจะเอายังไงต่อ
    เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้สัมภาษณ์ว่าจะอยู่กับทีมจนครบสัญญาฉบับปัจจุบัน หรือก็คืออีก 4 ปีเท่านั้น โดยหลังจากนั้นจะกลับไปพักผ่อนที่ประเทศเยอรมนี

    หลังจากเข้ามาคุมทีมเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ปี 2015 คล็อปป์ ก็พัฒนาทีมได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งสุดๆ โดยฤดูกาลก่อนเขาพา "หงส์แดง" ได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง ขณะที่ซีซั่นนี้ก็ทำให้ทีมได้แชมป์ลีกด้วย ซึ่งเมื่อช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมาเขาก็ต่อสัญญากับทีมจนจะทำให้ได้อยู่คุมทีมไปจนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2024 เลย

    ทั้งนี้ ไม่นานมานี้ คล็อปป์ ให้สัมภาษณ์กับ เอสดับเบิ้ลยูอาร์ สปอร์ต สื่อในเมืองเบียร์ โดยช่วงหนึ่งเขาโดนถามว่าจะกลับไปที่เยอรมนีเมื่อไหร่ และเจ้าตัวก็ตอบว่า "ผมจะกลับไปใช้ชีวิตที่นั่นแน่นอนหลังจากที่ผมหยุดคุมทีมแล้ว มันมีโอกาสสูงด้วยที่ผมจะไปอยู่ที่เมืองไมนซ์"

    พอโดนถามเพิ่มว่าเขาจะอยู่คุม ลิเวอร์พูล อีกนานแค่ไหนแล้วนั้น คล็อปป์ ก็บอกว่า "ผมจะอยู่ที่ ลิเวอร์พูล อีก 4 ปี หลังจากนั้นผมจะไม่คุมทีมไหนอีกเลยเป็นเวลา 1 ปี มันจะทำให้ผมมีโอกาสทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นผมอาจจะไปทำงานในระดับสโมสร, กับทีมชาติ หรือไม่คุมทีมไหนเลยก็ได้ แต่ในอีก 5 ปีต่อจากนี้น่ะโลกมันจะแตกต่างไปจากเดิมอีกครั้ง (สื่อว่าพอผ่านไป 5 ปีหลังจากนี้มันอาจจะมีอะไรใหม่ๆ จนทำให้ตนรู้สึกสนุกและทำงานกุนซืออีก)"