คอลลีมอร์ชี้เป๊ปไม่ควรติดท็อป10กุนซือเก่งสุดโลก

สแตน คอลลีมอร์ ระบุ โจเซป กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้เก่งกาจชนิดที่ควรติดชาร์ต 10 กุนซือที่เก่งที่สุดในโลก โดยบอกว่าสิ่งที่ กวาร์ดิโอล่า ทำได้ในช่วงที่ผ่านมามันเทียบกับผลงานของคนแบบ ไบรอัน คลัฟ และ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่ได้สักนิด
    สแตน คอลลีมอร์ อดีตกองหน้าของ ลิเวอร์พูล กล่าวว่าสำหรับตนแล้ว โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่คู่ควรกับการเป็น 10 กุนซือที่เก่งที่สุดตลอดกาลของวงการฟุตบอลด้วยซ้ำ

    กวาร์ดิโอล่า ได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายว่าเป็นหนึ่งในกุนซือชั้นยอดของยุคนี้ หลังจากประสบความสำเร็จในการคุมทีมอย่างล้นหลาม โดยที่ บาร์เซโลน่า เขาได้แชมป์อย่างเช่นแชมป์ลีก 3 สมัย, โกปา เดล เรย์ 2 ครั้ง และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 หน เป็นต้น ส่วนแชมป์ที่เขาได้กับ บาเยิร์น มิวนิค มีอย่างเช่นแชมป์ บุนเดสลีกา 3 ครั้ง กับ เดเอฟเบ-โพคาล 2 สมัย ขณะที่กับ แมนฯ ซิตี้ ที่ผ่านมาเขาพาทีมได้แชมป์ลีก 2 ครั้ง, แชมป์ เอฟเอ คัพ 1 หน และแชมป์ คาราบาว คัพ 3 รอบ

    คอลลีมอร์ กล่าวผ่านคอลัมน์ใน เดอะ มิร์เรอร์ สื่อของอังกฤษว่า "ถ้าเกิดมีคนเทเงินให้ผมหลายพันล้านปอนด์เพื่อเอาไปใช้กับทีมฟุตบอลแล้วล่ะก็ ผมก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ทีมมีผลงานที่ดีได้เป็นธรรมดา ดังนั้นต่อให้ฤดูกาลนี้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า จะได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มันก็จะเป็นเพียงความสำเร็จที่ไม่ได้ยิง่ใหญ่จนน่าทึ่งอะไรมากนัก (หมายถึงในเมื่อที่ผ่านมา กวาร์ดิโอล่า ใช้เงินไปเยอะ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก)"

    "นอกจากนี้ ต่อให้ในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าเขาจะบอกลา เอติฮัด ไปพร้อมกับแชมป์รายการนั้น ผมก็ไม่ถือว่าเขาทำได้ดีพอกับการคุมทีมในอังกฤษจนถึงระดับคู่ควรกับการทำให้ผมมองว่าเขาเป็นกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอยู่ดี ต่อให้คนอายุไม่เกิน 30 ปีหลายคนจะพยายามโน้มน้าวใจให้ผมคิดแบบนั้นด้วยก็ตาม"

    "ในอีก 1 หรือ 2 ทศวรรษต่อจากนี้น่ะ ถ้าเกิดเรามองย้อนกลับมายังตอนนี้แล้วเนี่ย ผมก็ไม่คิดว่า กวาร์ดิโอล่า จะถูกมองว่าเป็นหนึ่งใน 10 กุนซือที่เก่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลด้วยซ้ำ เขาติด 20 อันดับแรกไหมน่ะเหรอ ? แน่นอนว่าเขาดีพอติดชาร์ตนั้น แต่ 10 อันดับแรกเนี่ยไม่มีทางเลย ส่วนอันดับ 1 น่ะเหรอ ? เขาไม่ใกล้เคียงกับตำแหน่งนั้นด้วยซ้ำ"

    "การจะถูกมองว่าคู่ควรกับการเป็นกุนซือที่เก่งที่สุดน่ะมันหมายความว่าคุณต้องไปรับงานคุมทีมยักษ์ใหญ่ที่อยู่ในช่วงตกต่ำระดับที่โดนคู่แข่งฝังจมมิด และเปลี่ยนให้ทีมนั้นกลายเป็นสโมสรที่สามารถครองความยิ่งใหญ่ในประเทศของตัวเองได้เกือบ 2 ทศวรรษ รวมถึงได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก สัก 2 สมัยด้วย เหมือนอย่างที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำได้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นแหละ"

    "หรือไม่อย่างนั้นคนที่จะเข้าข่ายนั้นได้ก็ต้องไปคุมทีมระดับธรรมดาๆ ที่ในทีมไม่ได้มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ แต่สามารถเปลี่ยนให้ทีมนั้นกลายเป็นแชมป์ของเกาะอังกฤษและได้แชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ 2 สมัย แบบที่ ไบรอัน คลัฟ ทำได้กับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์"

    "สิ่งที่ ดอน เรวี่ ทำได้กับ ลีดส์ อาจจะดีพอให้เขาติด 5 อันดับแรก เช่นเดียวกับที่ จ็อค สตีน เคยประสบความสำเร็จอย่างมากกับที่ เซลติก นี่เรายังไม่ได้พูดถึงคนแบบ บิลล์ แชงค์ลี่ย์ หรือ บ็อบ เพสลี่ย์ อีกนะ แถมยังมีคนแบบ อาร์รีโก้ ซาคคี่, อูโด ลัทเทค หรือ โยฮัน ครัฟฟ์ ด้วย"

    "คุณต้องไม่ลืมว่า กวาร์ดิโอล่า ไม่ได้นำเสนอฟุตบอลที่แปลกใหม่เลย เขาก็แค่เอาสิ่งที่ ครัฟฟ์ ทำกับที่ บาร์เซโลน่า มาตีความก็เท่านั้น จริงอยู่ว้าเขาทำให้ ซิตี้, บาเยิร์น และ บาร์ซ่า เล่นฟุตบอลที่สวยงามได้ แต่ทีมหลังสุดมันเป็นทีมใหญ่ในเมืองของเขาเองอยู่แล้ว แถมเขาก็ได้ทำทีมโดยที่รับสืบทอดหนึ่งในคู่กองกลางที่เก่งที่สุดในวงการฟุตบอลสมัยใหม่มาใช้งาน (หมายถึง ชาบี เอร์นานเดซ กับ อันเดรส อิเนียสต้า) รวมถึงยังได้รับสืบทอดนักเตะที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดตลอดกาลมาเป็นลูกทีมด้วย (หมายถึง ลิโอเนล เมสซี่)"

    "ใช่ เขาได้แชมป์ บุนเดสลีกา กับที่ บาเยิร์น 3 ครั้ง แต่เขาไม่ได้แชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก กับที่นั่น และที่จริงพวกเขา (บาเยิร์น) ก็ได้แชมป์ลีกทั้งช่วงก่อนกับหลังจากที่ กวาร์ดิโอล่า ทำงานกับที่นั่นด้วย"

    "ถ้าเกิดว่า กวาร์ดิโอล่า เก่งถึงขนาดที่หลายคนพูดแล้วล่ะก็ เขาก็ควรจะทำให้ทีม (หมายถึง แมนฯ ซิตี้) เอาชนะคู่แข่งในตอนนี้ได้ทั้งหมดไปแล้วเมื่อพิจารณาถึงขุมกำลังสำรองที่เขามีให้ใช้งาน แต่พวกเขาทำอย่างนั้นไม่ได้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมมองว่าอย่างดีที่สุดน่ะเขาก็เป็นเพียงกุนซือสมัยใหม่ที่เก่งมากๆ ก็เท่านั้น มรดกที่เขาทำเอาไว้มันเทียบกับแบบของ คลัฟ และ เฟอร์กูสัน ไม่ได้เลย"

ฮามันน์จวกดอร์ทมุนด์ยังให้รอยส์เป็นกัปตันทีม

ดีทมาร์ ฮามันน์ ระบุ ดอร์ทมุนด์ ทำพลาดมหันต์ที่ยังให้ มาร์โก รอยส์ เป็นกัปตันทีมอยู่ พร้อมบอกว่า "เสือเหลือง" เวลาไร้เงาของ รอยส์ มักจะเล่นได้ดีสุดๆ ด้วย

ดีทมาร์ ฮามันน์ อดีตยอดกองกลางชาวเยอรมัน ตำหนิ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ว่าตัดสินใจพลาดที่ยังให้ มาร์โก รอยส์ ดาวเตะคนดังเป็นกัปตันทีมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะส่วนตัวแล้วมองว่าแข้งรายดังกล่าวไม่คู่ควรกับการสวมปลอกแขนเลย

รอยส์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมของ ดอร์ทมุนด์ เมื่อปี 2018 แต่ตลอดเวลาที่เขาอยู่กับ ดอร์ทมุนด์ นั้น เจ้าตัวมักจะโดนอาการบาดเจ็บตามเล่นงานอยู่เรื่อยๆ โดยในช่วง 4 ฤดูกาลก่อนหน้านี้นั้น มีเพียงซีซั่นเดียวที่เขาได้ลงเล่นในลีกอย่างน้อย 20 เกม

พอโดนถามว่า ดอร์ทมุนด์ จำเป็นต้องมีอะไรเพื่อที่จะกลับไปเป็นหนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของทวีปยุโรปได้นั้น ฮามันน์ ก็ตอบว่า "พวกเขาต้องมีผู้นำที่มีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง คุณจะมีกัปตันทีมที่ได้ลงเล่นแค่ครึ่งเดียวของทั้งฤดูกาลไม่ได้หรอก ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ปลดเขาออกจากการเป็นกัปตันทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ที่จริงผมสงสัยด้วยซ้ำว่าเขาควรจะเป็นกัปตันทีมตั้งแต่ 2 ปีก่อนรึเปล่า คุณจำเป็นต้องมีคนที่จะฉุดกระชากทีมไปข้างหน้ามาเป็นกัปตันทีม"

อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล และ บาเยิร์น มิวนิค เสริมว่า ดอร์ทมุนด์ มักจะทำผลงานได้ดีกว่าด้วยซ้ำหากไม่มี รอยส์ ลงเล่นเป็นตัวจริง อย่างเช่นนัดล่าสุดที่ชนะ ชาลเก้ 3-0 ในเกมดาร์บี้แมตช์แห่งแคว้นรูห์ เมื่อวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยเกมดังกล่าว รอยส์ โดนเปลี่ยนตัวลงสนามในช่วง 13 นาทีสุดท้าย "เบเฟาเบ มักจะเจอปัญหาจากเขาเวลาที่เขาไม่ได้เป็นตัวจริงพักใหญ่ แต่คุณไม่ควรจะตัดสินใจจัดทีมเพียงเพื่อทำให้นักเตะรู้สึกดีหรือเพื่อไม่ทำให้เขารู้สึกโมโห คุณต้องทำสิ่งที่จะเป็นผลดีที่สุดต่อทีมและต่อสโมสร"

"ดอร์ทมุนด์ ในตอนนี้จะเล่นได้ดีกว่าเมื่อไม่มี รอยส์ อยู่ในสนาม ตอนที่ไม่มีเขาน่ะ (โจวานนี่) เรย์น่า ดูดีเลย ขณะที่ (เออร์ลิง เบราต์) ฮาแลนด์ ก็มีสภาพที่ยอดเยี่ยมมากๆ ส่วน (ยูเลี่ยน) บรันด์ท ก็เล่นได้ดี แถมพวกเขายังมี (เจดอน) ซานโช่ ที่ถือว่าโดดเด่นสุดๆ อีกต่างหาก"

ซัมเมอร์หน้า มีลุ้นย้ายหรือไม่?เปิดเงื่อนไขฉีกสัญญาฮาแลนด์

หลังจากที่ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ดาวยิง ดอร์ทมุนด์ ตกเป็นข่าวการย้ายทีมอยู่เรื่อยๆ ล่าสุด ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ก็แทบจะดับฝันทีมที่อยากได้เขาในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้า ด้วยการบอกว่าถึงแม้ ฮาแลนด์ จะมีค่าฉีกสัญญา 75 ล้านยูโร แต่มันจะมีผลในช่วงซัมเมอร์ ปี 2022 และ "เสือเหลือง" ก็ไม่คิดที่จะขายเขาด้วยค่าตัวจำนวนนั้นภายในปีหน้า

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวชาวอิตาเลียนที่มีความน่าเชื่อถือสูงเปิดเผยว่าเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาของ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ กองหน้าคนเก่งของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรชั้นนำของศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน นั้น จะมีผลในช่วงซัมเมอร์ปี 2022

นับตั้งแต่ที่ย้ายมาจาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในช่วงกลางฤดูกาลก่อน ฮาแลนด์ ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม โดยเขาทำไปแล้ว 23 ประตูจากการลงเล่น 26 นัดในทุกรายการ ส่วนถ้านับเฉพาะฤดูกาลนี้เจ้าตัวก็กดไปแล้ว 7 ลูกจากการลงเล่นในทุกรายการ 8 เกม

อย่างไรก็ตาม ดาวยิงชาวนอร์เวย์ก็ตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างหนักตามไปด้วย โดยมีข่าวว่า เรอัล มาดริด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังจับตาดูสถานการณ์ของเจ้าตัวอย่างใกล้ชิด และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือว่าค่าฉีกสัญญาของเขาอยู่ที่ 75 ล้านยูโร (ประมาณ 2,775 ล้านบาท) ซึ่งถึงแม้จะเป็นตัวเลขที่สูงแต่มันก็ดูคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลงานการทำประตูของเขา

กระทั่งล่าสุด โรมาโน่ ก็แฉว่าค่าฉีกสัญญาของ ฮาแลนด์ อยู่ที่ 75 ล้านยูโรจริง แต่มันจะยังไม่มีผลจนกว่าจะถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2022 และตอนนี้ ดอร์ทมุนด์ ก็กำลังประทับใจกับผลงานของแข้งวัย 20 ปีมากๆ จนไม่มีความตั้งใจที่จะปล่อยเขาด้วยเงินจำนวนนั้นในช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าแน่นอน

แวน บาสเทนชี้ฟาน เดอ เบ็คไม่ควรซบแมนยู

มาร์โก แวน บาสเท่น แสดงความเห็นกับสื่อประเทศบ้านเกิด โดยเชื่อว่า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค ควรที่จะอดทนรอทางเลือกอื่นแทนที่จะย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
   
มาร์โก แวน บาสเท่น ตำนานทีมชาติฮอลแลนด์ ให้ความเห็นว่า ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค มิดฟิลด์รุ่นน้อง ไม่ควรรีบย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพราะการเป็นผู้เล่นที่มีฝีเท้าดีควรที่จะได้ลงสนามทุกสัปดาห์

ฟาน เดอ เบ็ค ได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังจากโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในมิดฟิลด์พรสวรรค์สูงของวงการลูกหนัง และสุดท้ายเป็น แมนฯ ยูไนเต็ด ที่คว้าตัว ฟาน เดอ เบ็ค ไปครอบครองด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 1,520 ล้านบาท
 
อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่ย้ายทีม ฟาน เดอ เบ็ค ในวัย 23 ปี กลับไม่ได้ลงสนามเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร โดยเพิ่งได้ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีก ไปเพียง 61 นาทีเท่านั้น อีกทั้งเกมล่าสุดที่ต้นสังกัดเสมอกับ เชลซี 0-0 ก็ไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมเลย

ในเรื่องนี้เอง แวน บาสเท่น ให้สัมภาษณ์กับ Ziggo Sport สื่อโทรทัศน์ในประเทศฮอลแลนด์ ระบุถึงเรื่องที่ว่า ฟาน เดอ เบ็ค ควรจะรอข้อเสนออื่นๆ แทนที่ย้ายไปร่วมทีม ‘ปีศาจแดง’

"ดอนนี่ ไม่ควรย้ายไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด"

"ในเมื่อคุณเป็นผู้เล่นที่ดี คุณก็ต้องการที่จะลงสนามทุกสัปดาห์" อดีตยอดกองหน้าเผย

"มันเป็นเรื่องแย่มากๆ สำหรับผู้เล่นอย่าง ดอนนี่ ที่จะได้ลงเล่นแค่ 6 หรือ 7 เกมในปีนี้ นั่นคือเรื่องช็อคในการที่คุณต้องมีเกมเพื่อจับจังหวะในการเล่น"

"ผมรู้ว่าเขาได้รับค่าแรงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ในการเป็นนักเตะฝีเท้าดีคุณก็ต้องมีวิจารณญาณ และมองถึงโอกาสในการลงเล่นตอนที่คุณจะเซ็นสัญญากับทีมใหม่"

"ดอนนี่ ควรที่จะรอโอกาสที่ดีกว่า และเซ็นสัญญากับสโมสรอื่น" แวน บาสเท่น กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ ความเห็นของ แวน บาสเท่น สอดคล้องกับสิ่งที่ ปาทริซ เอวร่า อดีตแบ็กซ้าย แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ตั้งข้อสงสัยว่าทำไม ‘ปีศาจแดง’ ถึงต้องทุ่มเงินซื้อ ฟาน เดอ เบ็ค มาร่วมทีม ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่คิดที่จะใช้งาน

 

บาร์โตเมวชี้รั้งเมสซี่เพื่อทีม-ประกาศชัดไม่ลาออก

โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว บิ๊กบอส บาร์เซโลน่า ระบุ ทำเพื่อทีมล้วนๆ ที่รั้งตัว ลิโอเนล เมสซี่ เอาไว้กับ "อาซูลกราน่า" พร้อมเผย จะไม่ลาออกชัวร์

โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว ประธาน บาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ลา ลีกา สเปน เปิดเผยว่าสาเหตุที่ตนไม่ยอมให้ ลิโอเนล เมสซี่ ได้ย้ายออกจากทีมในตลาดซื้อ-ขายนักเตะ ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เป็นการทำด้วยการมองถึงผลประโยชน์ของทีมเป็นหลัก

ในตลาดช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาอนาคตของ เมสซี่ กลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนของโลกลูกหนัง หลังจากที่เขายื่นเรื่องขอย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ทั้งที่เจ้าตัวมาอยู่กับทีมตั้งแต่ระดับอะคาเดมี่ในปี 2001 โดยสาเหตุเป็นเพราะเขามีความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกับบอร์ดบริหารชุดนี้ที่อยู่ภายใต้การนำของ บาร์โตเมว อย่างเช่นความเห็นไม่ตรงกันเรื่องนโยบายการทำทีม เป็นต้น

ทั้งนี้ เมสซี่ ตั้งใจจะย้ายทีมด้วยการใช้เงื่อนไขในสัญญาที่บอกว่าเขาสามารถยกเลิกสัญญากับทีมได้ทุกๆ ช่วงซัมเมอร์ของแต่ละปี อย่างไรก็ตาม บาร์เซโลน่า บอกว่าเงื่อนไขดังกล่าวมันเลยเส้นตายที่กำหนดเอาไว้แล้ว ทำให้ทางเดียวที่ เมสซี่ จะย้ายทีมได้ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็คือต้องมีทีมยอมทุ่มเงินเท่ากับค่าฉีกสัญญาเท่านั้น ซึ่งจำนวนเงินที่ว่าก็สูงถึง 700 ล้านยูโร (ประมาณ 25,900 ล้านบาท)

ท้ายที่สุดแล้ว เมสซี่ ก็ยอมอยู่กับทีมต่อไป อย่างไรก็ตาม หลายคนก็ตำหนิบอร์ดบริหารของ บาร์เซโลน่า ว่าตัดสินใจผิดในเรื่องนี้ เพราะว่าตอนนี้แข้งวัย 33 ปีเหลือสัญญากับทีมถึงช่วงซัมเมอร์ ปีหน้าเท่านั้น ทำให้เขามีโอกาสที่จะย้ายทีมแบบไร้ค่าตัว และบางฝ่ายยังถึงขั้นมองอีกว่า เมสซี่ อาจจะไม่ทุ่มเทให้ทีมมากเท่ากับแต่ก่อนด้วย อย่างไรก็ตาม บิ๊กบอส บาร์เซโลน่า บอกว่าตนทำทั้งหมดไปก็เพื่อทีมล้วนๆ

บาร์โตเมว เผยว่า "สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุดคือการให้ เมสซี่ เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจกต์ใหม่ของเรา ดังนั้นผมเลยตัดสินใจคัดค้านการที่จะเริ่มเจรจาเรื่องการย้ายทีมของเขา ผมโดนใส่ร้ายว่าผมบีบให้เขาย้ายทีมเพื่อที่จะทำให้บัญชีของเรามีความสมดุล แต่เปล่าเลย เราให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสโมสรเป็นอันดับแรก และไม่อยากทำให้คู่แข่งโดยตรงของเราแข็งแกร่งขึ้น เราตัดสินใจรั้งตัวเขาทั้งที่รู้ดีว่าการทำแบบนี้มันจะทำให้เราโดนด่า"

"ผมเข้าใจจุดยืนของทุกคนดี ความเห็นอกเห็นใจกันนับเป็นสิ่งที่สำคัญ ในกรณีของ เลโอ น่ะ มันเป็นเรื่องดีที่จะมีการรู้สึกโกรธกันบ้าง เพราะการยอมรับความพ่ายแพ้มันไม่เคยเป็นเรื่องดี และเราต่างก็โกรธกันทั้งนั้น แต่มันมีการกำหนดเส้นตายเอาไว้อยู่แล้วว่าเขาสามารถประกาศเรื่องที่อยากย้ายทีมรึเปล่าได้จนถึงเมื่อไหร่ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ทำตามเส้นตายที่กำหนดเอาไว้ เราต่างก็อยากให้เขาแขวนสตั๊ดที่ บาร์ซ่า กันทั้งนั้น โปรเจกต์ของเราเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนใจมากๆ ด้วยการที่มีทั้งนักเตะดาวรุ่งและวัยเก๋า อย่างเช่น เมสซี่ อยู่ในทีม ซึ่งผมก็เชื่อว่าเขาจะช่วยทำให้เราได้แชมป์ลีกในฤดูกาลนี้"

บาร์โตเมว ยืนกรานว่าตนจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน หลังจากที่ผ่านมามีหลายฝ่ายตำหนิเขาอย่างหนักและเรียกร้องให้เขาลงจากตำแหน่งก่อนที่จะหมดวาระการเป็นประธานของทีมในปีหน้า "มันไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องลาออกเลย นี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่ผมจะมายื่นขอลาออก และมันก็จะไม่มีใครสามารถตัดสินใจแทนผมได้ด้วยว่าผมควรจะลาออกรึเปล่า ผมไม่เคยคิดเกี่ยวกับการลาออกเลย"

 

“มาร์กซิยาล” ยังแบน!แมนยูส่ง “คาวานี่” เปิดซิง,เชลซีกู้ชัย! “แวร์เนอร์” พร้อมล่า

อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ยังไม่สามารถลงช่วยทีมได้เหตุติดโทษแบน ขณะที่ เอดินสัน คาวานี่ น่าจะได้ลงประเดิมสนามเกม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดถิ่นรับ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ที่ต้องการขุดฟอร์มเก่งโดยมี ติโม แวร์เนอร์ พร้อมล่าตาข่าย ในศึกฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 24 ต.ค. ศกนี้  ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 23.30 น.)
ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2563
แมนฯ ยูไนเต็ด   –   เชลซี
ถ่ายทอดสด : True Premier HD 1 (เวลา : 23.30 น.)

สนาม : โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

แมนฯ ยูไนเต็ด :

    แมนฯ ยูไนเต็ด กลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งใน 2 เกมที่ผ่านมาหลังบุกไปคว้าชัยเหนือ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 4-1 ในเกมลีกนัดล่าสุด ต่อด้วยการยัดเยียดความปราชัยให้กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 2-1 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอช นัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 20 ตุลาคม

    ความพร้อมของปีศาจแดงในเกมนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือชาวนอร์เวย์ ออกมายืนยันว่า เอริก ไบยี่ ที่ไม่ได้ลงเล่นในเกมกลางสัปดาห์โดนโรคเดี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อเล่นงาน ซึ่งจะทำให้กองหลังทีมชาติไอวอรี่โคสต์ ต้องพักรักษาตัวเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ และจะพลาดช่วยทีมในเกมที่จะพบกับสิงโตน้ำเงินคราม, แอร์เบ ไลป์ซิก, อาร์เซน่อล, อิสตันบูล บาซัคเซเฮียร์ และ เอฟเวอร์ตัน โดยคาดว่าเจ้าตัวจะกลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเกมหลังช่วงพักเบรกทีมชาติที่จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของเวสต์บรอมวิช ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน

    เช่นเดียวกันกับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้ลงสนามในเกมกับเปแอสเช หลังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเกมทีมชาติ แต่อดีตนายใหญ่ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ หวังว่า เซนเตอร์แบ็กเลือดผู้ดี จะผ่านการทดสอบความฟิตกลับช่วยทีมได้ทันเวลา โดยจะจับคู่กับ อักเซล ตวนเซเบ้ ที่เพิ่งได้รับโอกาสลงสนามนัดแรกในรอบ 10 เดือน และทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจที่ปารีส ทำให้ เร้ด เดวิลส์ จะกลับมาใช้แผนการเล่น 4-2-3-1 ตามที่ถนัดอีกครั้ง

    ในแดนหน้า เร้ด เดวิลส์ จะยังไม่มี อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ติดโทษแบนเป็นเกมที่ 2 จาก 3 เกมจากการโดนใบแดงในเกมกับสเปอร์ส ซึ่งทำให้ดาวยิงตัวใหม่อย่าง เอดินสัน คาวานี่ จะได้โอกาสประเดิมสนามในเกมนี้ โดยมี มาร์คัส แรซฟอร์ด ที่เป็นฮีโร่ซีดประตูชัยให้กับทีมในเกมล่าสุดยืนริมเส้นฝั่งซ้าย และฝั่งขวาเป็น ฆวน มาต้า หลังยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เมสัน กรีนวู้ด ที่ไม่มีชื่ออยู่ในทีม 2 เกมหลังสุดนั้นเป็นเพราะอาการบาดเจ็บตามที่โซลชาออกมายืนยันหรือเป็นเพราะการขาดระเบียบวินัยจนถูกผู้บริหารทีมเตือนก็ตาม ขณะที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยืนอยู่หลังศูนย์หน้าตัวเป้าอย่าง คาวานี่

    ถึงแม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด พร้อมที่จะกลับมาช่วยทีมอีกครั้งแล้ว แต่ก็คงจะยังไม่มีชื่ออยู่ในทีม ส่วน ปอล ป็อกบา ก็จะต้องนั่งรอโอกาสอยู่ที่ซุ้มม้านั่งสำรองอีกตามเคย รวมไปถึง ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค

เชลซี :

    เชลซีสะดุดไม่ชนะใครมา 2 เกมติดต่อกันหลังเสมอกับเซาธ์แฮมป์ตัน 3-3 ในเกมลีกนัดที่แล้วและเจ๊ากับเซบีย่า 0-0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม อี นัดแรก

    สภาพทีมของสิงโตน้ำเงินคราม ค่อนข้างสมบูรณ์ดีทีเดียวหลังขาดเพียงแค่ บิลลี่ กิลมอร์ ที่ยังคงต้องพักรักษาตัวจากอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าอยู่ในเวลานี้ ขณะที่ เอดูอาร์ เมนดี้ สลัดโรคเดี้ยงกลับมาเฝ้าเสาได้ในเกมที่พบกับเซบีย่า และช่วยให้ทีมไม่เสียประตูได้อีกด้วย

    ก่อนหน้านี้ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กุนซือหนุ่มไฟแรง ออกมาปฏิเสธถึงความกังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของ ติอาโก้ ซิลวา เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่เจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บรบกวนจากการปะทะกับผู้เล่นเซบีย่า ในครึ่งหลังของเกมดังกล่าว แต่สุดท้ายก็สามารถลงสนามได้ครบ 90 นาที

    ขณะที่ ฮาคิม ซิเย็ค ดาวเตะป้ายแดง ที่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมายังคงต้องรอโอกาสออกสตาร์ตเป็นตัวจริงนัดแรกต่อไป

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ยูไนเต็ด (4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา – อารอน วาน-บิสซาก้า, อักเซล ตวนเซเบ้, แฮร์รี่ แม็กไกวร์, อเล็กซ์ เตลลิส –  สกอตต์ แม็คโทมิเนย์, เฟร็ด – ฆวน มาต้า, บรูโน่ แฟร์นันด์ส, มาร์คัส แรชฟอร์ด – เอดินสัน คาวานี่
    ผู้จัดการทีม : โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

    เชลซี (4-2-3-1) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, ติอาโก้ ซิลวา, คูร์ท ซูม่า, เบน ชิลเวลล์ – จอร์จินโญ่, เอ็นโกโล่ ก็องเต้ –  เมสัน เมาน์ท, ไค ฮาแวร์ทซ์, คริสเตียน พูลิซิช – ติโม แวร์เนอร์
    ผู้จัดการทีม : แฟร้งค์ แลมพาร์ด

    ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอตกินสัน

 

ไปยกชุด!ลิเวอร์พูลเล็งปล่อย5แข้งก่อนปิดตลาด

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เล็งโละแข้งส่วนเกินออกจากทีมถึง 5 ราย ก่อนตลาดในประเทศปิดวันศุกร์นี้ ซึ่งมีแข้งดังอย่าง แฮร์รี่ วิลสัน รวมอยู่ด้วย
            ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรลูกหนังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กำลังพิจารณาที่จะปล่อยนักเตะในทีม 5 คน ออกไปแบบสัญญายืมตัว ก่อนที่ตลาดซื้อ-ขายนักเตะภายในประเทศจะปิดตัวลง วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคมนี้ ตามรายงานจาก โกล สื่อลูกหนังชื่อดัง เมื่อวันพุธที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมา

            ช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม "หงส์แดง" ได้ปล่อยนักเตะที่หมดสัญญาอย่าง อดัม ลัลลานา รวมทั้งขาย เดยัน ลอฟเรน และ ริอาน บรูว์สเตอร์ ออกจากทีม และล่าสุด คล็อปป์ มีแผนที่จะลดขนาดทีมอีกรอบ โดยเล็งปล่อยนักเตะดาวรุ่งรวมและแข้งสำรองที่ไม่ค่อยได้ใช้งานออกไปแบบชั่วคราว

            โกล ระบุว่า แฮร์รี่ วิลสัน ปีกทีมชาติเวลส์ คือหนึ่งใน 5 รายที่จะถูกปล่อยออกจากทีม โดย สวอนซี ซิตี้, ดาร์บี้ เค้าน์ตี้, น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ และ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ต่างมีความสนใจที่จะยืมตัว ดาวเตะวัย 23 ปี ไปใช้งาน

            ขณะที่ เบน วู้ดเบิร์น มิดฟิลด์ดาวรุ่งชาวเวลส์ ก็เตรียมที่จะถูกปล่อยออกไปแบบยืมตัวอีกรอบ ซึ่งก็เชื่อกันว่า ตอนนี้เจ้าตัวกำลังเป็นที่ต้องการของสองสโมสรในระดับ ลีก วัน อย่าง ชาร์ลตัน แอธเลติก และ ฮัลล์ ซิตี้ นอกจากนี้ คล็อปป์ ก็หวังที่จะส่ง นาธาเนียล ฟิลลิปส์, เลียม มิลลาร์ และ เฮอร์บี้ เคน ให้สโมสรอื่นยืมตัวไปใช้งานอีกครั้งเช่นกัน

            ทั้งนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีกระแสข่าวว่า ลิเวอร์พูล อาจจะมีการเสริมทัพก่อนตลาดปิดวันศุกร์นี้ โดยเล็งเป้าไปที่ เดวิด บรู๊คส์ มิดฟิลด์ฝีเท้าดีของ บอร์นมัธ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีข่าวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“เวนเกอร์” เผยเหตุยื่นข้อเสนอแสบซื้อซัวเรซจากลิเวอร์พูล

อาร์แซน เวนเกอร์ ตำนานผู้จัดการทีมอาร์เซน่อล เปิดใจถึงเหตุผลที่เลือกยื่นข้อเสนอสุดกวนประสาทให้กับ ลิเวอร์พูล เพื่อซื้อ หลุยส์ ซัวเรซ มาร่วมทีม แต่สุดท้ายโดน "หงส์แดง" ปฏิเสธแบบไม่ใยดี แต่ก็กลายเป็นเรื่องเล่าขานเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวจนทุกวันนี้
              อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือมากประสบการณ์ อธิบายเหตุผลเกี่ยวกับการที่ อาร์เซน่อล ยื่นข้อเสนอจำนวน 40,000,001 ปอนด์ (ราว 1,520,000,038 บาท) ให้กับ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เพื่อเซ็นสัญญากับ หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าชาวอุรุกวัย เมื่อปี 2013

              ตำนานนายใหญ่" เดอะ กันเนอร์ส" อยากได้ ซัวเรซ มาร่วมทีมอย่างมากในช่วงซัมเมอร์ปี 2013 โดยในเวลานี้ "เดอะ เร้ดส์" ที่มี เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ทำหน้าที่กุมบังเหียนเป็นฤดูกาลแรก พลาดโอกาสในการได้ตั๋วไปเลยศึกฟุตบอลถ้วยยุโรป

              ในเวลานั้น ซัวเรซ แสดงความต้องการที่จะย้ายออกจากถิ่นแอนฟิลด์ และ อาร์เซน่อล หวังที่จะใช้โอกาสที่พวกเขาได้ลงแข่งศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยั่วใจให้นักเตะทิ้ง "หงส์แดง" เพื่อมาเล่นในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยพวกเขาได้ยื่นข้อเสนอที่สุดโด่งดังจำนวน 40 ล้านปอนด์+1 ปอนด์ ให้กับ ลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายโดนปฏิเสธอย่างไม่ใยดี 

              เวนเกอร์ เปิดใจถึงข้อเสนอสุดอื้อฉาวผ่านหนังสืออัตชีวประวัติ "Arsene Wenger: My Life in Red and White"  ว่า "ใน ฤดูกาล 2013/2014 เราจับตามอง หลุยส์ ซัวเรซ มาตลอด เราได้ตกลงกับนักเตะและเอเจนต์ของเขาแล้ว แต่เอเจนต์อ้างว่ามีเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาที่ระบุว่า ต้องได้รับข้อเสนอมากกว่า 40 ล้านปอนด์ ลิเวอร์พูล จึงจะปล่อยนักเตะออกไป"

             "แต่ต้องขอบคุณความไม่รอบคอบของ ลิเวอร์พูล ผมได้พบว่าเงื่อนไขค่าฉีกสัญญาของเขาไม่มีอยู่จริง เพื่อเช็คว่ามันเป็นความจริงไหม เราก็เลยยื่นข้อเสนอจำนวน 40,000,001 ปอนด์ นี่อาจจะดูเหมือนไร้สาระ ผมยอมรับเรื่องนี้ แต่ ลิเวอร์พูล ไม่อยากขาย ซัวเรซ พวกเขาพยายามเก็บเขาเอาไว้ และจากนั้นก็ได้รับข้อเสนอที่ต้องการจาก บาร์ซ่า" เวนเกอร์ ระบุ

              ทั้งนี้ ซัวเรซ ตัดสินใจอยู่กับ ลิเวอร์พูล ต่อไปโดยเขาตะบันไปถึง 31 ประตูจากการลงสนาม 33 เกมในฤดูกาล 2013/2014 แต่น่าเสียดายที่ "หงส์แดง" พลาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในโค้งสุดท้าย เพราะโดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปาดหน้าไปอย่างเจ็บปวด

นักข่าวสายหงส์เชื่อสามประสานลิเวอร์พูลเล่นด้วยกันปีสุดท้าย

เอียน ดอยล์ นักข่าวของ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูล เชื่อว่าจะมีคนใน 3 แนวรุกชุดปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล ที่จะต้องบอกลาทีมหลังจบซีซั่นนี้ พร้อมเดาว่า ซาดิโอ มาเน่ น่าจะเป็นคนที่มีโอกาสโดนโละมากที่สุด
  
เอียน ดอยล์ นักข่าวคนดังของ ลิเวอร์พูล เอ็คโค่ สื่อท้องถิ่นชั้นนำประจำเมืองลิเวอร์พูล แสดงความเชื่อว่าฤดูกาล 2020-21 จะเป็นซีซั่นสุดท้ายที่ ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ จะได้เล่นร่วมกันที่ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

3 แนวรุกตัวจริงของ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแนวรุกที่น่ากลัวที่สุดของทวีปยุโรปมาพักหนึ่งแล้ว แต่มันก็ทำให้พวกเขาตกเป็นข่าวเกี่ยวกับการย้ายทีมอย่างต่อเนื่องด้วย โดยทั้งหมดยังมีสัญญากับ "หงส์แดง" จนถึงช่วงซัมเมอร์ ปี 2023

ดอยล์ กล่าวในช่วงถาม-ตอบกับคนอ่านว่า "ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ขายนักเตะได้ดี และนั่นก็ทำให้ช่วงซัมเมอร์ของปีหน้ามันน่าสนใจมากๆ เพราะผมก็ยังเชื่อว่านี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ ซาลาห์, มาเน่ และ ฟีร์มิโน่ จะได้เล่นร่วมกัน ใครใน 3 คนนั้นที่จะย้ายออกไปน่ะเหรอ ? ผมเองก็ไม่รู้หรอก อย่าลืมนะว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของผมเท่านั้น แต่ที่จริงแค่การที่แนวรุกคู่หนึ่งจะได้เล่นร่วมกัน 4 หรือ 5 ปีมันก็ถือว่าหาได้ยากแล้ว ยิ่งเป็นแนวรุกที่มี 3 คนนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย"

"ถ้าจะให้ผมเดาโดยที่วางเงินเดิมพันสัก 1 เพนนีแล้วล่ะก็ผมก็คงจะเดาว่าเป็น มาเน่ เพราะ ลิเวอร์พูล จะได้เงินก้อนโตจากการขายเขา แต่ตอนนี้มันก็ไม่มีนักเตะตัวจริงคนไหนที่อยากย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล น่ะนะ คือถ้าคุณเป็นคนในกลุ่มนั้นนี่คุณจะอยากย้ายออกจากทีมในตอนนี้ไปทำไมกัน จริงไหมล่ะ ? (สื่อว่า ลิเวอร์พูล กำลังมีลุ้นความสำเร็จจนไม่น่าจะมีใครอยากย้ายออกจากทีมหากเป็นตัวจริงกับทีมอยู่แล้ว)"

อัดอั้นมานาน!ชไนเดอร์ลินจวกฟานกัลยับเยิน

หลังจากกลั้นความรู้สึกมานานหลายปี ล่าสุด มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ก็ออกมาจวก หลุยส์ ฟาน กัล อดีตกุนซือที่ร่วมงานกันตอนอยู่ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด แบบยับเยิน โดยบอกว่าอีกฝ่ายจำกัดกรอบการเล่นมากเกินไปจนทำให้นักเตะไม่มีอิสระในการเล่น แถมยังเข้มงวดเกินกว่าเหตุ พร้อมรับ ตอนนั้นน่าจะไปอยู่กับ สเปอร์ส น่าจะเหมาะกว่า
   
มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน มิดฟิลด์ นีซ สโมสรในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส ตำหนิ หลุยส์ ฟาน กัล ว่าทำทีมโดยที่ใช้มาตรการเข้มงวดกับเรื่องต่างๆ มากเกินไป อย่างเช่นการจำกัดรูปแบบการเล่น จนส่งผลให้ตนกับคนอื่นๆ ในทีมไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งออกมาได้ตามไปด้วย

ตอนช่วงซัมเมอร์ ปี 2015 ชไนเดอร์ลิน ตกเป็นข่าวกับหลายทีม อย่างเช่น แมนฯ ยูไนเต็ด และ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เป็นต้น หลังจากช่วงนั้นเขาทำผลงานได้โดดเด่นกับ เซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนที่สุดท้ายเจ้าตัวจะเลือก "ปีศาจแดง" แต่เขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มเก่งกับที่นั่นได้จนโดนปล่อยไปให้ เอฟเวอร์ตัน ในเดือนมกราคม ปี 2017

ดาวเตะชาวฝรั่งเศสให้สัมภาษณ์กับ ดิ แอธเลติก สื่อกีฬาชื่อดังว่า "เราโดนสั่งว่า -เมื่อไหร่ก็ตามที่แกได้จับบอลน่ะ แกต้องทำอย่างนี้นะ- ทั้งที่ผมควรจะได้เล่นด้วยความกล้าของผมเหมือนอย่างที่ทำได้ตอนเล่นให้ (เมาริซิโอ) โปเช็ตติโน่ และ (โรนัลด์) คูมัน (ชไนเดอร์ลิน เคยร่วมงานกับทั้งคู่ที่ เซาธ์แฮมป์ตัน) สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของนักฟุตบอลก็คือเมื่อมันเกิดเวลาที่คุณคิดมากเกินไป ผมเริ่มคิดว่า -อา ผู้จัดการทีมอยากให้ฉันทำอย่างนี้- ซั่งนั่นทำให้คุณเสียสัญชาตญาณของตัวเอง คุณจะเริ่มถูกบีบให้ต้องทำบางอย่างจนสุดท้ายก็จ่ายพลาด, เข้าสกัดช้าเกินไป ฯลฯ มันทำให้ความมั่นใจของคุณหายไป"

"มันทำให้ผมมีทั้งเกมที่เล่นได้ดีมากๆ แล้วก็เกมที่เล่นได้ห่วยแตกสุดๆ ตอนนั้นผมไม่มีความมั่นใจมากนัก ผมถึงขั้นเริ่มบ่นกับภรรยาของผมด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังรู้สึกเจ็บใจที่ไม่สามารถเล่นอย่างมีอิสระที่ ยูไนเต็ด ได้ ไอ้เรื่องความกดดันจากสถานะของสโมสรน่ะมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมเลย ผมชอบรับมือกับความกดดันอยู่แล้ว ผมอยากเจอกับความกดดันและอยากมีอะดรีนาลีนที่ดี ส่วนแฟนบอลก็ปฏิบัติกับผมดีมากๆ ตอนที่เจอกันบนท้องถนน"

"ปัญหามันมาจากตัวผมเอง เพราะผมรู้ว่าผมสามารถทำหลายอย่างให้กับทีมได้ แต่กลับทำไม่สำเร็จเพราะผมรู้สึกว่าตัวเองโดนจำกัดให้อยู่ในกรอบมากเกินไป ตอนนี้ผมอาจจะไม่ได้รู้สึกโมโหมากนัก แต่สมัยนั้นผมโกรธสุดๆ คุณไม่สามารถกินข้าวได้เลยจนกว่าผู้จัดการทีมจะอนุญาตให้คุณทำอย่างนั้นได้ จริงอยู่ว่าแนวทางแบบนี้มันได้ผลดีกับนักเตะทีอายุ 19 และ 20 ปี แต่ไม่ใช่กับนักเตะที่อายุเยอะกว่านั้น แน่นอนว่า ฟาน กัล พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาเป็นกุนซือชั้นยอด แต่ผมไม่คิดว่าเราควรจะต้องมีไอเดียแบบนั้นในตอนนั้น"

ชไนเดอร์ลิน ยอมรับด้วยว่าที่จริงตอนนั้นตนน่าจะย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส ดีกว่า โดยตอนนั้น โปเช็ตติโน่ ที่เคยร่วมงานกับเขาที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ก็เป็นกุนซือของ "ไก่เดือยทอง" อยู่พอดีด้วย "มี 2 ทีมที่ติดต่อหาเอเยนต์ของผม แต่พอ แมนฯ ยูไนเต็ด ให้ความสนใจในตัวคุณแล้วน่ะ คุณก็ไม่มีทางเลือกอื่นหรอก เพราะว่า แมนฯ ยูไนเต็ด กับ เรอัล มาดริด คือ 2 ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก คุณไม่สามารถปฏิเสธ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ แต่ถ้าผมทำตามหัวใจของตัวเองแล้วล่ะก็ ผมก็น่าจะเซ็นสัญญากับ สเปอร์ส ดีกว่า"

"ผมรู้จักผู้จัดการทีม (โปเช็ตติโน่) เป็นอย่างดี ผมรู้ว่าเขาต้องการอะไรจากผม และรู้ว่าสไตล์การนำซ้อมของเขาเป็นยังไง เขาติดต่อมาขอให้ผมไปเล่นที่ สเปอร์ส เขาอยากได้ผมไปร่วมทีมแบบจริงจังระดับ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม จริงอยู่ว่าเขา (ฟาน กัล) อยากได้ผมเหมือนกัน แต่เราแค่คุยทางโทรศัพท์กันนิดหน่อยเท่านั้น ดังนั้นมันก็เหมือนกับว่าผมเซ็นสัญญาเพื่อ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฐานะสโมสรฟุตบอลมากกว่าการเซ็นสัญญาเพื่อผู้จัดการทีม"