“บาเรลล่า”โขกชัย! อิตาลีคืนฟอร์มบุกสยบฮอลแลนด์ศึกเนชั่นส์ ลีก

โรแบร์โต้ มันชินี่ นายใหญ่ “อัซซูรี่” พาทีมคืนฟอร์มเก่งหลังบุกเฉือน ฮอลแลนด์ 1-0 จากประตูชัยของ นิโคโล่ บาเรลล่า ช่วงท้ายครึ่งแรกพาทีมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1 สำเร็จ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

สนาม : โยฮัน ครัฟฟ์ อารีน่า, อัมสเตอร์ดัม
   
    ดไวท์ โลเดเว็กส์ กุนซือชั่วคราวทีมชาติฮอลแลนด์ พาทีมเฉือนชนะโปแลนด์ 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด ด้วยประตูชัยของ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ปีกตัวเก่งจากสเปอร์ส ยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

    ทางด้าน โรแบร์โต้ มันชินี่ เฮดโค้ชทีมชาติอิตาลี พาทีมเสมอบอสเนียฯ 1-1 แบบหืดจับ โดยได้ประตูแบ่งแต้มจาก สเตฟาโน่ เซนซี่ มิดฟิลด์จากอินเตอร์ มิลาน

    10 นาทีผ่านเกมค่อนข้างอึดอัดเป็น อิตาลี ที่ดูดีกว่าในการครองบอลแต่สู้กันในแดนกลางเป็นส่วนมากมีจังหวะลุ้นยิงฝั่งละครั้งแต่ยังไม่ตรงกรอบ

    นาทีต่อมาเป็น “อัซซูรี่” ได้ลุ้นอีกครั้งจากความผิดพลาดของ โยเอล เฟลท์มัน จ่ายบอลไม่ดีโดน จอร์จินโญ่ โขกดักก่อนบอลมาเข้าทาง นิโคโล่ บาเรลล่า ตะบันด้วยขวาหน้าเขตโทษเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    นาทีที่ 17 อิตาลี เร่งเครื่องคราวนี้เป็น เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า พาบอลแหวกมาสุดเส้นก่อนตักย้อนไปเสาไกลให้ นิโคโล่ ซานิโอโล่  ลอยตัวจักรยานอากาศด้วยซ้ายข้ามคานนิดเดียว

    โหมบุกต่อเนื่องคราวนี้ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ถอยลงมาต่ำก่อนตวัดจังหวะเดียวทิ้งบอลให้ ชิโร่ อิมโมบิเล่ หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าไปแต่งหาช่องปั่นด้วยขวาผ่านมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น หลุดเสาไกลได้ลุ้น

    นาทีที่ 32 "อัศวินสีส้ม" ตอบโต้บ้างเป็นความสามารถเฉพาะตัวของ จอร์จินโย่ ไวนัลดุม พิงบอลก่อนชิงจังหวะพลิกแหวกผู้เล่น อิตาลี ลากตัดเข้าในก้มหน้าอัดด้วยขวาไปตรงตัว จานลุยจิ ดอนนารุมม่า

    2 นาทีต่อมา อิตาลี แลกหมัดทันควัน ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เก็บบอลทางริมเส้นฝั่งซ้ายก่อนลากแต่งเข้าในปั่นโค้งด้วยขวาอ้อม ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ที่พุ่งไปสุดมือถากเสาไกลออกไปเหมือนเดิม

    แต่แล้วนาทีที่ 45+1 อิตาลี ทะยานออกนำจนได้เป็น ชิโร่ อิมโมบิเล่ พาบอลลุยเข้าเขตโทษฝั่งซ้ายก่อนตักเข้าในให้ นิโคโล่ บาเรลล่า สอดตัดหน้า นาธาน อาเก้ โขกเข้าไปตุงตาข่าย

    หมดครึ่งเวลาแรก ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1

    เปิดฉากครึ่งหลังได้ 10 นาที ทีมเยือน เกือบบวกสกอร์เพิ่มเป็น ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ตั้งป้อมปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลไปติดปลายมือ ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    นาทีต่อมา ฮอลแลนด์ เสียวบ้างจากจังหวะสวนกลับ ควินซี่ โพรเมส สอดมารับบอลในเขตโทษก่อนตบเข้าในให้ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค เติมมาซัดด้วยขวาติดมือ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า เสยคานบนหลุด
ออกหลัง

    60 นาทีผ่าน "อัศวินสีส้ม" ครองเกมได้มากขึ้นได้ลุ้นตีเจ๊าอีกรอบจากลูกยิงของ เมมฟิส เดอปาย ลองอัดด้วยซ้ายยัดเสาแรกบอลพุ่งหลุดสามเหลี่ยมออกไปอย่างน่าเสียดาย

    นาทีที่ 67 ชิโร่ อิมโมบิเล่ เกมนี้โดดเด่นเหลือเกินถอยมารับบอลก่อนจ่ายยัดให้ มอยเซ่ คีน สอดมาตวัดตามน้ำด้วยซ้ายลอดขา นาธาน อาเก้ แต่ไม่ตรงกรอบเฉี่ยวเสาไกลหลุดออกหลังไปอีก

     5 นาทีสุดท้ายจากจังหวะลูกเตะมุมบอลชุลมุนในเขตโทษสุดท้าย ไบรอัน คริสตันเต้ เหมือนไปผลัก เดนเซล ดัมฟรีส์ ร่วงลงไปแต่ เฟลิกซ์ ไบรช์ ผู้ตัดสินใจแข็งโบกมือให้ลุกขึ้นมาเล่นต่อ

    ช่วงทดเจ็บ เจ้าถิ่น ได้ลุ้นก่อนเป็น เมมฟิส เดอปาย สอดมาเสาไกลทิ้งตัวซัดด้วยซ้ายบอลกระดอนพื้นหลุดข้ามคานออกไป จากจังหวะต่อเนื่อง อิตาลี เอาบ้าง มอยเซ่ คีน หลุดเดี่ยวเข้าไปแตะบอล ซิลเลสเซ่น แต่หักข้อไม่พอเข้าข้างตาข่ายเหลือเชื่อ

    จบเกม ฮอลแลนด์ 0 อิตาลี 1 ลูกทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ เรียกความมั่นใจเก็บ 3 แต้มสำคัญมีเพิ่มเป็น 4 คะแนนแซงยึดจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 1

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    ฮอลแลนด์ (4-32-3) : ยาสเปอร์ ซิลเลสเซ่น – ฮันส์ ฮาเตบัวร์ (เดนเซล ดัมฟรีส์ น.70), โยเอล เฟลท์มัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, นาธาน อาเก้ (ลุค เดอ ยอง น.81) – มาร์เท่น เดอ รอน, เฟร็งกี้ เดอ ยอง, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบ็ค (สตีเฟน เบิร์กไวจ์น น.57) –  จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, เมมฟิส เดอปาย, ควินซี่ โพรเมส

    เทรนเนอร์ : ดไวท์ โลเดเว็กส์ (รักษาการ)
 
    อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมม่า – ดานิโล ดิอัมโบรซิโอ, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่, จอร์โจ้ คิเอลลินี่, เลโอนาร์โด้ สปินัซโซล่า – มานูเอล โลกาเตลลี่ (ไบรอัน คริสตันเต้ น.81), จอร์จินโญ่, นิโคโล่ บาเรลล่า – ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, ชิโร่ อิมโมบิเล่ (เฟเดริโก้ เชียซ่า น.90), นิโคโล่ ซานิโอโล่ (มอยเซ่ คีน น.42)

    เทรนเนอร์ : โรแบร์โต้ มันชินี่

ผู้ตัดสิน : เฟลิกซ์ ไบรช์ (เยอรมัน)

สิงโตหงอย! อังกฤษเร่งไม่ขึ้นเจ๊าเดนมาร์กไร้สกอร์ศึกเนชั่นส์ ลีก

แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ "สิงโตคำราม" เกือบเอาตัวไม่รอดหลังปรับทัพหลายตำแหน่งก่อนบุกเจ๊า เดนมาร์ก 0-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนน ยึดรองจ่าฝูง ส่วนทาง เดนมาร์ก เก็บแต้มแรกในการแข่งขันรายการนี้สำเร็จ ในศึกฟุตบอลยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) คืนวันอังคารที่ผ่านมา
สนาม : เตเลีย ปาร์เก้น, โคเปนเฮเกน

    เดนมาร์ก เสียสถิติไม่แพ้ใคร 15 เกมรวด ในวันที่พ่ายต่อเบลเยียมคาสนามแห่งนี้ ทีมชุดนี้คุมทัพโดย คาสเปอร์ ฮูลมานด์ เทรนเนอร์คนใหม่ สภาพทีมเกมนี้ ฮูลมานด์ไร้ปัญหาอะไรรบกวนเพิ่มเติม โดยปรับทัพ 2 ตำแหน่งจากเกมพ่าย เบลเยียม

    ส่วนทาง แกเร็ธ เซาธ์เกต เทรนเนอร์ทีมชาติอังกฤษ พาทีมเบียดชนะไอซ์แลนด์แบบสุดเฮง 1-0 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เพราะเสียจุดโทษในช่วงท้ายเกม ความพร้อมเกมนี้จะไม่มี ไคล์ วอล์คเกอร์ ติดโทษแบน ขณะที่ดูโอสุดแสบ เมสัน กรีนวู้ด กับ ฟิล โฟเด้น ถูกส่งกลับสโมสรเรียบร้อย

    10 นาทีผ่านเป็น "สิงโตคำราม" ทักทายก่อนจากลูกวางยาวของ คอเนอร์ เคาดี้ ทิ้งออกขวาให้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ สอดมาเก็บบอลแต่จังหวะเปิดเข้าในไปติดขา อันเดรียส คริสเตนเซ่น สกัดออกหลังไป

    จากลูกเตะมุมทางขวา คีแรน ทริปเปียร์ เล่นสูตรเปิดย้อนให้ เจดอน ซานโช่ สลัดตัวประกบวิ่งย้อนมาซัดด้วยขวาบอลไปติดบล็อคผู้เล่น เดนมาร์ก หวดทิ้งออกมาได้ทัน

    นาทีที่ 18 "โคนม" ตอบโต้บ้างเป็นจังหวะสวนกลับของ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก สอดมารับบอลโชว์ลีลาแหวกแนวรับ อังกฤษ 3 คนก่อนดึงหลบ เอริก ดายเออร์ ตะบันด้วยขวาเฉี่ยวคานออกไปนิดเดียว

    30 นาทีผ่าน เดนมาร์ก พลาดโอกาสทองจากจังหวะเคลียร์ไม่ขาดของ คอเนอร์ เคาดี้ บอลมาเข้าทาง มาร์ติน เบรธเวท เก็บตกก่อนก้มหน้าอัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลาบอลถากเสาไกลหลุดออกหลัง

    7 นาทีต่อมา เจ้าถิ่น เกือบขึ้นนำอีกครั้งคราวนี้เป็น คริสเตียน เอริคเซ่น ชิงเหลี่ยมพลิกหลบ เอริก ดายเออร์ ก่อนแทงต่อให้ คาสเปอร์ โดลเบิร์ก หลุดเข้าเขตโทษอัดด้วยขวาเต็มข้อบอลติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เซฟเอาไว้ได้เหลือเชื่อ

    หมดครึ่งเวลาแรก เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0

    60 นาทีผ่าน อังกฤษ หวิดเบิกสกอร์แรกจากลูกหยอดของ ราฮีม สเตอร์ลิง ตักข้ามแนวรับให้ แฮร์รี่ เคน หลุดเดี่ยวเข้าไปอัดด้วยซ้ายติดเซฟ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แต่ข้างสนามธงล้ำหน้าขึ้นไปก่อนแล้ว

    หลังจากนั้น แกเร็ธ เซาธ์เกต แก้เกมทันทีเปลี่ยนตัว เจดอน ซานโช่ สตาร์เนื้อหอมที่แทบไม่มีส่วนร่วมกับเกมส่ง เมสัน เมาท์ ลงสนามแทน

    นาทีที่ 68 "สิงโตคำราม" พยายามเร่งเครื่อง เมสัน เมาท์ โชว์ความขยันตามไปเก็บบอลก่อนจ่ายย้อนให้ คีแรน ทริปเปียร์ ครอสลึกมาเสาไกลเข้าหัว แฮร์รี่ เคน โขกคนเดียวหลุดข้ามคานอย่างน่าเสียดาย

    นาทีต่อมา ราฮีม สเตอร์ลิง ขอทำเองบ้างลากตัดเข้าในก่อนได้ช่องปั่นด้วยขวาหน้าหัวกะโหลกบอลกระดอนพื้นเกือบเบียดเสาแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ผวาปัดออกไปหวุดหวิด

    10 นาทีสุดท้าย เดนมาร์ก มาพลาดโอกาสสำคัญเป็น ยุสซุฟ โพลเซ่น แอบมาเสาไกลก่อนโขกตั้งให้ คริสเตียน เอริคเซ่น เติมมาในเขตโทษก่อนตามน้ำด้วยซ้ายจ่อๆบอลเหินข้ามคานไม่ได้ลุ้น

    นาทีสุดท้าย อังกฤษ มาส่งท้ายจากจังหวะของ แจ็ค กรีลิช เก็บบอลหน้าเขตโทษก่อนป้ายออกขวาให้ แฮร์รี่ เคน เลือกยิงหักข้อบอลผ่านหน้าประตูหลุดออกไปเหมือนเดิม

    ช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+3 แฟน "สิงโตคำราม" เกือบได้เฮจากจังหวะของ แฮร์รี่ เคน ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเอาชนะแนวรับ เดนมาร์ก ก่อนแต่งบอลหลบ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล แปร์เข้าหาปากประตูโล่งๆ แต่ต้องชม มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น ตามมาเคลียร์ทิ้งจากบนเส้น

    จบเกม เดนมาร์ก 0 อังกฤษ 0 ลูกทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เกต เก็บเพิ่ม 1 แต้มมี 4 คะแนนยึดรองจ่าฝูง ลีก เอ กลุ่ม 2

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง

    เดนมาร์ก (4-3-3) : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล – ดาเนี่ยล วาสส์, มาธิอัส ยอร์เกนเซ่น, อันเดรียส คริสเตนเซ่น, โรเบิร์ต สคอฟ – คริสเตียน เอริคเซ่น, คริสเตียน นอร์การ์ด (ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก น.73), โธมัส เดอลานี่ย์ – ยุสซุฟ โพลเซ่น, คาสเปอร์ โดลเบิร์ก (ราสมุส ฟัลค์ น.76), มาร์ติน เบรธเวท (ไซม่อน เคียร์ น.82)

เทรนเนอร์ : คาสเปอร์ ฮูลมานด์ 
 
    อังกฤษ (4-3-3) :
จอร์แดน พิคฟอร์ด – เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (เอนสลี่ย์ เมทแลนด์-ไนลส์ น.86), โจ โกเมซ, เอริก ดายเออร์, คีแรน ทริปเปียร์ – เดแคลน ไรซ์, คอเนอร์ เคาดี้, คาลวิน ฟิลลิปส์ (แจ็ค กรีลิช น.76) – เจดอน ซานโช่ (เมสัน เมาท์ น.60), แฮร์รี่ เคน, ราฮีม สเตอร์ลิง

เทรนเนอร์ : แกเร็ธ เซาธ์เกต

    ผู้ตัดสิน : อิสต์วาน โควัคส์ (โรมาเนีย)

กิ๊กส์ยิ้ม! ดาวรุ่งหงส์ฮีโร่กดชัยน.94 นำเวลส์สยบบัลแกเรียเนชั่นส์ลีก

เนโก วิลเลี่ยมส์ ดาวรุ่งจาก ลิเวอร์พูล สวมบทฮีโร่ให้ทัพ "มังกรแดง" เวลส์ เมื่อตะบันประตูชัยในน.94 นำทัพคว้าชัยเหนือ บัลแกเรีย สุดดราม่า 1-0 ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ที่สนาม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ สเตเดี้ยม เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ไรอัน กิ๊กส์ กุนซือทีมชาติเวลส์ จัดสตาร์ดังอย่าง แกเร็ธ เบล นำทัพมังกรแดง ร่วมกับ แดเนี่ยล เจมส์ ของ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยเกมเป็นไปอย่างสนุกสูสี ขณะที่ทีมเยือน ส่ง ซิซินโญ่ แข้งที่เกิดในบราซิลประเดิมสนาม ซึ่งเล่นกันแบบไร้คนดูตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

โอกาสที่หวาดเสียวที่สุดในครึ่งแรกเป็นของเวลส์ในน.44 เมื่อ คีฟเฟอร์ มัวร์ เปิดบอลให้ เดวิด บรู๊คส์ ซึ่งกลับมารับใช้ชาติครั้งแรกตั้งแต่ศึกคัด ยูโร 2020 เมื่อเดือนมิ.ย.ปีที่แล้วหลังไปผ่าตัดข้อเท้า จัดการวอลเล่ย์หลุดกรอบไปนิดเดียว

ครึ่งหลัง น.65 กิ๊กส์ แก้เกมด้วยการส่ง เนโก วิลเลี่ยมส์ ดาวรุ่งจากลิเวอร์พูลลงสนามแทน คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ ถัดมาสองนาที แดน เจมส์ จากปีศาจแดงได้ส่องเน้นๆ หลังประสานงานได้สวยกับ บรู๊คส์ ทว่าติดเซฟ

น.74 คู่หู เจมส์ กับ บรู๊คส์ ต่อบอลกันได้สวยอีกครั้ง ก่อน บรู๊คส์ จะหวดแฉลบคานอย่างน่าเสียดาย แต่ เวลส์ ยังไม่ละความพยายาม น.90+1 เบล ซัดฟรีคิก 25 หลาเฉี่ยวเป้าหมายไปนิดเดียว

กระทั่ง น.94 ทัพมังกรแดงก็คำรามสมใจ เมื่อ จอนนี่ วิลเลี่ยมส์ โยนอย่างแม่นยำให้เจ้าหนู เนโก วิลเลี่ยมส์ เทกตัวโจกตรงเสาสองตุงตาข่ายเป็นประตูชัยให้ เวลส์ ชนะไปหวุดหวิด 1-0 คว้าชัยเป็นนัดที่สองติดต่อกันหลังเพิ่งทุบฟินแลนด์ รั้งจ่าฝูงกลุ่ม 4 ลีกบี

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เวลส์: เวย์น เฮนเนสซี่ย์, คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ (เนโก วิลเลี่ยมส์ น.65), ทอม ล็อคเยอร์, อีธาน อัมปาดู, เบน เดวิส, แม็ตต์ สมิธ, โจ มอร์เรลล์, แกเร็ธ เบล, เดวิด บรู๊คส์ (จอน วิลเลี่ยมส์ น.76), แดเนี่ยล เจมส์, คีฟเฟอร์ มัวร์ (ฮาล ร็อบสัน-คานู น.76)

บัลแกเรีย: จอร์จี้ จอร์จิเยฟ, ซิซินโญ่, คริสเตียน ดิมิทรอฟ, แอนตัน เนดยาลคอฟ, อิวาน โกรานอฟ, จอร์จี้ คอสตาดินอฟ, ยานิส คาราเบลยอฟ, บีร์เซนต์ คารากาเร็น, โทดอร์ เนเดเลฟ (ฟิลิป ยาโวรอฟ คราสเตฟ น.82), กาลิน อิวานอฟ (สปาส เดเลฟ น.70), โบซิดาร์ คราเยฟ (ดิมิทาร์ อิลิเยฟ น.61)

เดอบรอยน์จ่าย2-บาตชูอายี่เบิ้ล!เบลเยียมถล่มไอซ์แลนด์ เฮ2นัดรวดศึกเนชั่นส์ลีก

เควิน เดอ บรอยน์ แอสซิสต์ 2 ประตู ขณะที่ มิชี่ บาตชูอายี่ ตะบันคนเดียวสองตุงช่วย เบลเยียม ที่โดนนำไปก่อนแล้วกลับมาระเบิดฟอร์มสุดโหดไล่ยำใหญ่ใส่ ไอซ์แลนด์ แบบยับเยิน 5-1 คว้าสามแต้มเต็มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์ ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2) วันอังคารที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา

ฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก (ลีก เอ กลุ่ม 2)
วันอังคารที่ 8 กันยายน 2563
เบลเยียม 5   –   1 ไอซ์แลนด์

   
สนาม : สต๊าด รัว โบดวง, บรัสเซลส์

    นาทีที่ 11 เป็นไอซ์แลนด์ออกนำไปก่อน 1-0  แบบมีดวงเมื่อ ฮอล์เบิร์ต อรอน ฟริดอนสัน ได้หมุนตัวตวัดยิงกลางกรอบเขตโทษระยะประมาณ 20 หลาบอลไปแฉลบกองหลังเบลเยียมบอลลอยโด่งย้อยข้ามหัว โคเอน คาสตีลส์ เขาไปแบบที่นายด่านเบลเยียมได้แต่ป้องกันด้วยสายตาเท่านั้น

    แต่เพียงแค่สองนาทีถัดมาเบลเยียมตามตีเสมอได้สำเร็จเป็น 1-1 จากจังหวะลูกฟรีคิดทางฝั่งซ้ายเป็น ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่ปั่นบอลโค้งอย่างสวยแต่ไม่ผ่านมือ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน นายด่านไอซ์แลนด์ที่โดดปัดสุดปลายมือก่อนที่บอลจะไปชนเสาแล้วกระเด้งมาเข้าทาง อักเซล วิตเซล ที่ยืนอยู่คนเดียวโล่งๆ แล้วแปบอลเข้าไปแบบจ่อๆ อย่างง่ายดาย

    นาทีที่ 17 เบลเยียม ได้ประตูแซงนำ 2-1 จากการโหมบุกเข้าใส่ไอซ์แลนด์อีกครั้งบอลมาอยู่ที่ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลในเขตโทษก่อนจิ้มยอนคืนให้ อักเซล วิตเซล ได้ตั้งป้อมแปยัดเล่นทาเน้นๆ แต่ไปติดเซฟ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ที่พยายามรับไว้แต่ไม่อยู่กระดอนออกมาเข้าทาง มิซี่ บาตซูอายี่ ตามมาซ้ำดาบสองเข้าไปไม่เหลือซาก

    นาทีที่ 19  เบลเยียม หวิดได้ประตูที่สามเมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ ตัดบอลได้จากแดนตัวเองก่อนใช้ความเร็วควบกระชากจี้เข้าหาเขตโทษไอซ์แลนด์ แล้วส่งต่อมาทางขวาให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ได้สับไกเน้นๆ แต่บอลดันเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

    ผ่านพ้นมาถึงนาทีที่ 40 เบลเยียมได้ลูกฟรีคิกทางฝั่งซ้ายแล้วพยายามเล่นไวก่อนถูกแข้งไอซ์แลนด์เคลียร์ออกไปได้แต่ก็ยังเป็นเบลเยียมที่เก็บบอลได้แล้วโต้กลับขึ้นมาอีกครั้งบอลมาอยู่ที่ มิชี่ บาตซูอายี่ หลุดเดี่ยวขึ้นมาทางฝั่งขวาได้ก้มหน้ากดเน้นๆ เต็มข้อแต่หลักไม่ดีบอลเหินข้ามคานออกอีกครั้ง

    นาทีที่ 44 เบลเยียม เกือบได้ประตูอีกครั้งจากจังหวะทำชิ่งหนึ่งสองของ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ กับ โธมัส เมอนิเย่ร์ ก่อนที่ อัลเดอร์ไวเรลด์ จะได้เปิดบอลสุดริมเส้นย้อนมาเข้าทาง ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่พยายามใช้ปลายเท้าแหย่บอลให้เปลี่ยนทางหวังเข้าเสาไกลแต่ดันหลุดออกไปนิดเดียว

    จบครึ่งแรกเป็นเบลเยียมที่่ครองเกมบุกได้มากกว่านำ ไอซ์แลนด์ 2-1

    มาลุ้นต่อครึ่งหลังยังคงเป็นเบลเยียมที่ครองเกมบุกได้มากกว่านาทีที่ 49 เควิน เดอ บรอยน์ ได้ตั้งป้อมซัดนอกกรอบระยะประมาณ 20 หลาบอลทำท่าจะเสียบโคนเสาแต่ถูกปฏิเสธสกอร์โดย อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ผู้รักษาประตูไอซ์แลนด์ที่พุ่งปัดไว้ได้ด้วยปลายมือ

    และจากจังหวะลูกเตะมุมต่อเนื่องเบลเยียมได้ประตูนำห่าง 3-0 นาทีที่ 50 เมื่อ เควิน เดอ บรอยน์ รับบอลที่ส่งมาจากเพื่อนร่วมทีมแล้วลากจี้เข้ากรอบเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนส่งบอลลอดขา  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน  ไปให้ ดรีส เมอร์เท่นส์ ที่รับบอลแล้วใช้ความไวล้มตัวยิงเข้าไป

    นาทีที่ 62 ไอซ์แลนด์ ตอบโต้กลับขึ้นมาบ้าง อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน หลุดเดียวเข้าไปหวดเน้นๆ ด้วยเท้าซ้ายทางฝั่งซ้ายแต่ไม่ผ่าน โคเอน คาสตีลส นายด่านเบลเยียมที่ยืนปิดมุมดีและใช้ปลายท้ายป้องกันเอาไว้ได้

    นาทีที่ 66 เบลเยียมได้ลุ้นบวกสกอร์อีกครั้งจากการยิงเหน่งๆ กลางประตูของ ดรีส เมอร์เท่นส์ แต่คราวนี้ อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน ไม่ปล่อยให้บอลผ่านเส้นประตูไปได้เจ้าตัวออกมาป้องกันพ้นเขตอันตราย

    จนแล้วจนรอดนาทีที่ 69 เบลเยียมได้ประตูนำขาด 4-1 จนได้จากจังหวะทำเกมสุดงาม เควิน เดอ บรอยน์ จ่ายบอลหักข้อให้ ยาริ เวอร์เชเรน หลุดขึ้นไปทางริมเส้นฝั่งซ้ายแล้วส่งต่อไปที่จุดนัดพบให้  มิชี่ บาตชูอายี่ ได้ไขว้ยิงด้วยส้นเท้าเข้าไปอย่างเหนือชั้น

    ยังคงเป็นเบลเยียมที่ได้บุกต่อเนื่องนาทีที่ 77 เจเรมี โดคู ได้เปิดบอลสุดริมเส้นฝั่งซ้ายบอลลอยมาเข้าหัว ธอร์กกาน อาซาร์ โขกตั้งย้อนมาให้ เควิน เดอ บรอยน์ ได้วอลเล่ย์แบบไม่รอให้บอลตกพื้นแต่ดันโดนไม่เต็ม

    นาทีที่ 80 เบลเยียมได้ประตูนำ 5-1 เมื่อ  เจเรมี โดคู รับบอลแล้วกระชากจึ้เข้าไปในเขตโทษไอซ์แลนด์ก่อนจะโยกหลอกแล้วซัดไวด้วยเท้าขวาบอลพุ่งดุจจรวดเสียบสามเหลี่ยมฝั่งไกลเข้าไปแบบสุดจะบรรยาย

    เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่มจบเกมเป็น เบลเยียม ที่โดนแหย่รังแตนถูกนำไปก่อนแล้วมาระเบิดฟอร์มโหดกดแซงรวดเดียวจบที่ผลชัยใส่ไอซ์แลนด์ 5-1

    ทั้งนี้ เบลเยียม ชนะ 2 นัดรวดรับ 6 แต้มเต้มพร้อมกับรั้งจ่าฝูงกลุ่มแบบเดี่ยวๆ ทันทีเหตุเพราะทีมชาติอังกฤษทำได้เพียงเสมอกับเดนมาร์กแบบไร้สกอร์

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
   
    เบลเยียม
(4-3-3) : โคเอน คาสตีลส์ (ซิมง มิโญเล่ต์ น.55) – โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์, เจสัน เดนาเยอร์, แยน แฟร์ต็องเก้น, โธมัส เมอนิเย่ร์ – อักเซล วิตเซล, ธอร์กกาน อาซาร์ (ยารี เวอร์ชาเรน น.65), เควิน เดอ บรอยน์ (ฮานส์ วานาเค่น น.81) –  มิชี่ บาตชูอายี่, เจเรมี โดคู, ดรีส เมอร์เท่นส์
    เทรนเนอร์ : โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ
 
    ไอซ์แลนด์ (4-3-3) : อ็อกมุนดูร์ คริสตินส์สัน  – ยอน กุดนี่ ฟโยลูสัน, โฮลมาร์ ออร์น เอโยอล์ฟส์สัน, ฮอร์ตูร์ เฮอร์มันน์สสัน, อาริ เฟรย์ สกุลาสัน – วิคเตอร์ ปัลส์สัน, แอนดรี่ ฟานนาร์ บาล์ดูร์สสัน (เอมิล ฮอลล์เฟร็ดส์สัน น.54), เบียร์เคียร์ บียาร์นาสัน – ฮอล์เบิร์ต เอรอน ฟริดอนสัน (จอน ดาออย บูวาร์สสัน น.70), อาร์เนอร์ ซิกูร์สสัน (มิคาเอล อันเดร์ซอน น.72),  อัลเบิร์ต กุ๊ดมุนด์สสัน
    เทรนเนอร์ : เอริค ฮัมเร็น   

    ผู้ตัดสิน : พาเวล ราซคอฟสกี้ (โปแลนด์)

รามอสเบิ้ล-ฟาติแจ่ม! สเปนฟอร์มดุเปิดบ้านยำยูเครนศึกเนชั่นส์ ลีก

หลุยส์ เอ็นรีเก้ นายใหญ่ ”กระทิงดุ” เรียกความมั่นใจคืนสู่ทีมสำเร็จหลังได้ เซร์คิโอ รามอส เหมาคนเดียว 2 ประตูก่อน อันซู ฟาติ เปิดซิงสกอร์แรกในรั้วทีมชาติพาทีมถล่ม ยูเครน 4-0 มีเพิ่มเป็น 4 คะแนนขึ้นนำจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 4 ในศึกฟุตบอล ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก คืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา


สนาม :  เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่, มาดริด

หลุยส์ เอ็นรีเก้ เทรนเนอร์ทีมชาติสเปน พาทีมไล่ตีเสมอเยอรมัน 1-1 ในช่วงท้ายเกมของศึกเนชั่นส์ ลีก นัดล่าสุด โดยได้ประตูจากโฆเซ่ หลุยส์ กาย่า ช่วยให้รอดพ้นความพ่ายแพ้แบบหวุดหวิด และทำให้ไม่แพ้มา 5 เกมแล้ว

ทางด้าน อังเดร เชฟเชนโก้ เทรนเนอร์ทีมชาติยูเครน พาทีมเบียดชนะสวิตเซอร์แลนด์ 2-1 ในเกมเนชั่นส์ ลีกล่าสุด เป็นชัยชนะนัดที่ 4 ในรอบ 5 เกม

เปิดฉากได้เพียง 2 นาที  ”กระทิงดุ” ทะยานออกนำอย่างรวดเร็วจากลูกจุดโทษเป็นจังหวะของ อันซู ฟาติ โชว์ลีลาไขว้บอลหลบก่อนโดน เซอร์เก คริฟต์ซอฟ แหย่ข้อเท้าร่วงลงไปในกรอบเขตโทษ เซร์คิโอ รามอส รับหน้าที่สังหารไม่พลาด

นาทีที่ 11 สเปน ได้เสียวอีกจากลูกวางยาวของ เซร์คิโอ รามอส หยอดออกซ้ายให้ เซร์คิโอ เรกีลอน หลุดกับดักล้ำหน้าสอดมาพักอกก่อนตวัดด้วยซ้ายบอลผ่านหน้าประตูออกหลังไป

5 นาทีต่อมาคราวนี้เป็นลูกสูตรเตะมุมทางฝั่งซ้ายของ เจ้าถิ่น เซร์คิโอ เรกีลอน สอดมาครอสเข้าหัว เซร์คิโอ รามอส โขกเปลี่ยนทางแต่ไปตรงตัว อังเดร เปียตอฟ

โหมบุกอยู่ฝ่ายเดียวนาทีที่ 18 อันซู ฟาติ ถอยมารับบอลก่อนแทงช่องให้ เคราร์ด โมเรโน่ หลุดเดี่ยวเข้ากรอบเขตโทษแต่จังหวะยิงด้วยซ้ายหักข้อมากไปหลุดเสาไกลนิดเดียว

ครึ่งทางผ่าน ”กระทิงดุ” เร่งเครื่องต่อเนื่อง อันซู ฟาติ รับบอลทางริมเส้นฝั่งขวาโชว์ลีลาแหวกแนวรับ ยูเครน หลุดเข้าเขตโทษก่อนเลือกปั่นด้วยขวาเฉี่ยวเสาออกไปได้ลุ้น

สุดท้ายนาทีที่ 29 สเปน หนีห่างออกไปจนได้เป็นลูกเปิดของ ดานี่ โอลโม่ ตักย้อนมาเสาไกลให้ เซร์คิโอ รามอส ที่ยืนอยู่หลัง เซอร์เก คริฟต์ซอฟ แต่ขึ้นได้สูงกว่าชิงโขกย้อยข้าม อังเดร เปียตอฟ ซุกก้นตาข่าย

3 นาทีต่อมากลายเป็นยำใหญ่คราวนี้ อันซู ฟาติ ขอบ้างดึงจังหวะพาบอลตัดเข้าในก่อนตะบันด้วยขวาบอลโค้งอ้อมแนวรับ ยูเครน ผ่านมือ อังเดร เปียตอฟ เช็ดเสาไกลเข้าประตูสุดงาม

โอกาสยิงครั้งแรกของ ยูเครน ต้องรอถึงนาทีที่ 41 เป็นลูกจ่ายของ รุสลัน มาลินอฟสกี้ แทงช่องต่อให้ บ็อกดาน มิคาอิลเชนโก้ หลุดขึ้นมาทางซ้ายแต่จังหวะยิงไม่ดีเบาไปตรงตัว ดาบิด เด เคอา

หมดครึ่งเวลาแรก สเปน 3 ยูเครน 0

60 นาทีผ่านยังคงเป็น สเปน ที่เหนือกว่าทั้งรูปเกมและจังหวะลุ้นประตูคราวนี้เป็น ดานี่ โอลโม่ ปั่นด้วยซ้ายหน้าหัวกะโหลกไปติดมือ อังเดร เปียตอฟ ตะปปเอาไว้ได้ทัน

2 นาทีต่อมา เซร์คิโอ เรกีลอน เก็บตกหน้ากรอบเขตโทษซัดไปติดเซฟ อังเดร เปียตอฟ เด้งมาเข้าทาง เคราร์ด โมเรโน่ ส่งบอลไปซุกก้นตาข่ายน่าเสียดายธงล้ำหน้ายกขึ้นมาก่อนแล้ว

ก่อนหมดเวลา 15 นาที ”กระทิงดุ” หวิดบวกสกอร์ปิดกล่องเป็น ออสการ์ โรดรีเกซ ตัวสำรองก้มหน้าปั่นด้วยขวาบอลพุ่งแรงติดปลายมือ อังเดร เปียตอฟ เปลี่ยนทางไปชนคานออกหลัง

 แต่แล้วนาทีที่ 84 ดาวยิงป้ายแดงแมนฯซิตี้มาปิดกล่องให้ สเปน จนได้เป็นจังหวะส้มหล่น มีโคล่า มัตวิเยนโก้ โขกสกัดไม่ดีมาเข้าทาง เฟร์ราน ตอร์เรส ตวัดตูมเดียวบอลกระดอนพื้นผ่านมือ อังเดร เปียตอฟ ตุงตาข่าย

จบเกม สเปน 4 ยูเครน 0 ลูกทีมของ หลุยส์ เอ็นรีเก้ เรียกความมั่นใจสำเร็จพร้อมเก็บเพิ่มเป็น 4 คะแนนขึ้นนำจ่าฝูง ลีกเอ กลุ่ม 4

รายชื่อนักเตะที่ลงสนามตัวจริง
   
สเปน (4-3-3) : ดาบิด เด เคอา – เฆซุส นาบาส, เซร์คิโอ รามอส (เอริค การ์เซีย น.61), เปา ตอร์เรส, เซร์คิโอ เรกีลอน –  โรดริโก้ เอร์นานเดซ (ออสการ์ โรดรีเกซ น.69), ติอาโก้ อัลกันตาร่า, มิเกล เมริโน่ – ดานี่ โอลโม่, อันซู ฟาติ, เคราร์ด โมเรโน่ (เฟร์ราน ตอร์เรส น.74)

เทรนเนอร์ : หลุยส์ เอ็นรีเก้  
  
ยูเครน (4-2-3-1) : อังเดร เปียตอฟ – โอเล็กซานเดอร์ ทิมชิค, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ, มีโคล่า มัตวิเยนโก้, บ็อกดาน มิคาอิลเชนโก้ – รุสลัน มาลินอฟสกี้, อีกอร์ คาราติน (เซอร์เก ซิดอร์ชุค น.63) – อังเดร ยาร์โมเลนโก้ (วิคเตอร์ โควาเลนโก้ น.79), โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้, โรมัน ยาเร็มชุค – มาร์ลอส (วิคเตอร์ ทซีกานคอฟ น.55)

แบงค็อกฯตอบรับอุ่นแข้งศึก”บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น”ก่อนหวดไทยลีก

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ตอบรับร่วมโม่แข่งเกมอุ่นเครื่องศึก "บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น" ก่อนหวดไทยลีก ไทยรัฐยิงสดเริ่มวันที่ 3 ก.ย. 63 บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี ต่อด้วย วันที่ 4 ก.ย. 63 การท่าเรือ เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และวันที่ 6 ก.ย. 63 เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี

ศึกฟุตบอลอุ่นเครื่องนัดพิเศษที่ทางไทยรัฐจัดขึ้น ได้รับกระแสล้นหลาม ล่าสุด ได้ "ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด" ร่วมโม่แข้งอีกทีม ในรายการ "ไทยรัฐ บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น" พร้อมแข่งขัน 3 วัน 3 สังเวียน จากกระแสอันล้นหลามของฟุตบอลอุ่นเครื่องนัดพิเศษที่ทางไทยรัฐ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 กันยายน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก 2020 จะกลับมารีสตาร์ต ในวันที่ 12 กันยายนนี้

ล่าสุด ฝ่ายจัดการแข่งขันได้รับการตอบรับจาก "ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด" จ่าฝูงในศึกฟุตบอลไทยลีกขณะนี้ เข้าร่วมโม่แข้งอีกทีม ทำให้ฟุตบอลรายการนี้จะใช้ชื่อรายการที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมว่า "ไทยรัฐ บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น"

โดยจะมี 5 ทีมระดับท็อป ร่วมฟาดแข้ง ได้แก่ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, การท่าเรือ เอฟซี, บีจี ปทุม ยูไนเต็ด, ชลบุรี เอฟซี และทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แข่งขันกันในสังเวียนหลัก 3 สนาม ขณะที่โปรแกรมการแข่งขันอัปเดตล่าสุด ในฟุตบอล "ไทยรัฐ บิ๊กไฟฟ์ ปรีซีซั่น คัพ" นับว่าเป็นคู่ที่สุดมันเช่นเดิม
วันที่ 3 กันยายน 2563  บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี  ที่สนามบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ,วันที่ 4 กันยายน 2563 การท่าเรือ เอฟซี พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ที่สนามแพท สเตเดี้ยม ,วันที่ 6 กันยายน 2563
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด พบ ชลบุรี เอฟซี ที่สนามเอสซีจี สเตเดี้ยม

สำหรับการแข่งขัน ยังคงดำเนินการแข่งขันแบบปิด เพื่อเป็นไปตามนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19
ในเบื้องต้น ทุกคู่เริ่มแข่งขันเวลา 16.05 น. (เข้ารายการถ่ายทอดสด 15.50 น.) แฟนฟุตบอลสามารถติดตามชมได้ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 ถ่ายทอดสดทุกคู่ รวมทั้งสามารถติดตามชมทางออนไลน์ได้ทุกช่องทาง ทั้ง Facebook Thairath Sport, YouTube Thairath และเว็บไซต์ https://www.thairath.co.th

 

ชาลาโนกลูฟรีคิกเด็ด! มิลานแม้เจ๊าอตาลันต้า ยืดสถิติไร้พ่ายนับแต่รีสตาร์ท

 เอซี มิลาน ฟอร์มยังยอดเยี่ยมนับจากกลับมารีสตาร์ทลีกหลังยังไม่แพ้ทีมใดแม้จะเปิดบ้านทำได้แค่เสมอกับ อตาลันต้า 1-1 ในศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดที่ 36 เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

สนาม : ซาน ซีโร่ (มิลาน)

    ศึกฟุตบอล กัลโช่ เซเรีย อา นัดที่ 36 เอซี มิลาน ที่ฟอร์มยอดเยี่ยมเหลือเกินนับจากรีสตาร์ทกลับมายังไร้พ่าย แถม 9 นัดในลีกชนะถึง 7 แมตช์ด้วยกัน เกมนี้กลับมาเล่นในบ้านรับมือ อตาลันต้า รองจ่าฝูงที่ผลงานดีเยี่ยมไม่แพ้กัน

    ครึ่งแรก เกมเริ่มมาได้แค่ 14 นาที "ปีศาจแดงดำ" ทะยานออกนำ 1-0 ทันที จากความสุดยอดของ ฮาคาน ชาลาโนกลู ที่ปั่นฟรีคิกทางด้านซ้ายเยื้องมุมธง บอลข้ามกำแพงหนีมือ ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ เสียบสามเหลี่ยมเข้าไปอย่างเหนือชั้น เป็นประตูที่ 8 ในลีก ของเพลย์เมกเกอร์ชาวตุรกี

    นาที 22 รุสลัน มาลินอฟสกี้ เรียกจุดโทษให้ทีมได้หลังโดน ลูกัส บีย่า ทำฟาวล์ในเขตโทษ ผู้ตัดสินหลังเช็กกับ VAR แล้วยืนยันให้จุดโทษแก่ทีมเยือน ทว่านาที 26 มาลินอฟสกี้ ห้องเครื่องชาวยูเครนดันยิงจุดโทษไม่ดีไปติดเซฟ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายด่านมิลานทำให้สกอร์ยังเป็น "ปีศาจแดงดำ" นำอยู่ 1-0

 กระนั้น อตาลันต้า ที่โหมบุกอย่างหนักมาพังประตูตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จในนาที 34 จากจังหวะที่เรโม่ ฟรอยเลอร์ ซัดไปติดติดบล็อคแข้งเจ้าถิ่นก่อนบอลจะไปเข้าทาง ดูวาน ซาปาต้า ใช้ความแข็งแกร่งเบียดเข้าไปยิงผ่านมือ ดอนมารุมน่า เข้าไป

    จบครึ่งแรก เอซี มิลาน ยังเสมอกับ อตาลันต้า 1-1

    กลับมาเล่นต่อครึ่งหลัง นาที 53 มิลาน เกือบได้เสียวหลัง รุสลัน มาลินอฟสกี้ จ่ายต่อให้ มาร์เท่น เดอ รอน กดด้วยซ้ายนอกกรอบบอลพุ่งไปติดบล็อค ซิม่อน เคียร์

    นาที 73 "ปีศาจแดงดำ" พลาดเม็ดที่สองอีกหลังบอลสวนกลับเล่น ราฟาเอล เลเอา พาบอลขึ้นมาถึงหน้ากรอบของ อตาลันต้า ก่อนจะไหลออกซ้ายให้ จาโคโม โบนาเวนตูร่า ตัวสำรองอัดด้วยซ้ายเต็มแรงบอลพุ่งชนเสาก่อนโดนตัว ปิแอร์ลุยจิ โกลลินี่ ออกหลังไป

    ช่วงท้ายเม เจ้าบ้านไม่สามารถเจาะแนวรับของ อตาลันต้า ได้ทำให้ผู้ตัดสินเป่าจบเกมเป็นอันว่า เอซี มิลาน เสมอกับ อตาลันต้า 1-1 แบ่งแต้มกันไป ทำให้ "ปีศาจแดงดำ" ยึดอันดับ 6 มี 60 คะแนน ส่วน อตาลันต้า รั้งรองจ่าฝูงมี 75 แต้ม ซึ่งหาก "ม้าลาย" คว้าหนึ่งคะแนนในเกมเจอกับ ซามพ์โดเรีย ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค.นี้ จะคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ทันที

 

ปลื้มเลย!ลูกากูแฮปปี้หลังทำสถิติยิงมากสุดในอาชีพค้าแข้ง

โรเมลู ลูกากู หัวหอกตัวเก่ง อินเตอร์ มิลาน รับแฮปปี้สุดๆ หลังทำสถิติยิงมากสุดในอาชีพการเล่นฟุตบอล พร้อมเร้าเพื่อนๆ ทัพ "งูใหญ่" เค้นฟอร์มเก่งให้มากกว่านี้ในช่วงท้ายของซีซั่น

     โรเมลู ลูกากู กองหน้าร่างยักษ์ของ อินเตอร์ มิลาน เผยว่า ตนมีความสุขเป็นอย่างมาก กับการที่ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลที่ตัวเองทำประตูได้มากที่สุดในอาชีพการเล่นฟุตบอล หลังทำสองตุงในเกม กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี นัดล่าสุดที่ "งูใหญ่" บุกถล่ม เจนัว 3-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

     สองประตูจากเกมนี้ ทำให้ฤดูกาล 2019/20 ลูกากู ซึ่งเพิ่งย้ายมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีก่อน กดไปแล้วถึง 29 ประตูรวมทุกรายการ (จากการลงเล่น 45 นัด) ซึ่งถือเป็นฤดูกาลที่เจ้าตัวทำประตูได้มากที่สุดในการเล่นฟุตบอล ทุบสถิติเดิม 27 ประตู ที่เคยทำเอาไว้ในซีซั่น 2017/18 สมัยค้าแข้งกับ "ปีศาจแดง"

     นอกจากนี้จำนวน 23 ประตู ในศึก เซเรีย อา ยังทำให้ ลูกากู กลายเป็นนักเตะ อินเตอร์ ที่ทำประตูใน เซเรีย อา ฤดูกาลแรก ได้มากสุดอันดับสาม ต่อจาก อิสต์วาน แยร์ส (26 ประตู ในซีซั่น 1948/49) และ โรนัลโด้ (25 ประตู ในซีซั่น 1997/98) อีกด้วย

         "ในแง่ของสถิติส่วนตัว แน่นอนว่า ผมแฮปปี้มากๆ แต่ผมก็อยากจะบอกเช่นกันว่า ทีมเราสามารถทำได้ดีกว่านี้ เรามีขุมกำลังนักเตะที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเราในการขึ้นมาอยู่อันดับสอง ตลอดเส้นทางเราทำคะแนนตกหล่นเองหลายแต้ม แต่เรามีขุมกำลังนักเตะที่หนุ่มแน่น และอยากพัฒนาให้ดีกว่านี้ ซึ่งเราก็ต้องการที่จะทำผลงานให้ดีที่สุดกับเกมที่เหลือ จากนั้นก็หันไปลุยในถ้วย ยูโรปา ลีก" ยอดดาวยิงทีมชาติเบลเยียมวัย 27 ปี เปิดใจกับ สกาย สปอร์ต อิตาเลีย

     ชัยชนะนัดนี้ทำให้ อินเตอร์ แซง อตาลันต้า ขึ้นมารั้งอันดับสองในตารางคะแนน เซเรีย อา โดยมี 76 แต้ม จากการลงแข่ง 36 นัด ตามหลัง ยูเวนตุส ทีมจ่าฝูง ที่ลงเตะน้อยกว่าหนึ่งนัด 4 แต้ม ส่วนในถ้วย ยูโรปา ลีก พวกเขามีคิวฟาดแข้งกับ เคตาเฟ่ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย วันพุธที่ 5 สิงหาคมนี้

สุดจริง !! คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สร้างสถิติใหม่อีกแล้ว

 

ผลบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี คู่บิ๊กแมตช์ ยูเวนตุส จ่าฝูงเปิดบ้านเฉือน ลาซิโอ 2-1 โดยเกมนี้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โชว์ฟอร์มทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ ยูเว่ ขยับเข้าใกล้แชมป์ลีกไปอีกหนึ่งก้าว และตัวเขาเองก็ขึ้นไปรั้งตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับ ชิโร่ อิมโมบิเล่ ที่ 30 ประตูเท่ากัน

        ซึ่ง 2 ประตูในเกมนี้ของ โรนัลโด้ ส่งให้เขากลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูอย่างน้อย 50 ลูกได้เร็วที่สุดในศึก เซเรีย อา นับตั้งแต่ปี 1995 โดยดาวเตะวัย 35 ปี ทำไป 51 ประตู จาก 61 นัด

        นอกจากนี้ ซีอาร์7 ยังสร้างสถิติเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ยิงประตูถึงหลัก 50 ลูก ได้ใน 3 ลีกใหญ่ของยุโรป ทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลา ลีกา สเปน และ เซเรีย อา อิตาลี

        โดยก่อนหน้านี้ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ทำไป 84 ประตู ใน พรีเมียร์ลีก ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ระหว่างปี 2003-2009) และทำไป 311 ประตู ใน ลา ลีกา ให้กับ เรอัล มาดริด (ระหว่างปี 2009-2018)

        สำหรับนักเตะอีกรายที่ยิงประตูถึงหลัก 50 ลูก ได้ 3 จาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรป ก่อนหน้านี้ก็คือ เอดิน เชโก้ แต่ในกรณีของ หัวหอกทีมชาติบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา เกิดขึ้นใน บุนเดสลีกา, พรีเมียร์ลีก และ เซเรีย อา

ราชบุรี กับความเป็นไปได้ในถ้วยเอเชีย

ย้อนกลับไปก่อนเริ่มฤดูกาล คงไม่มีใครกล้าพูดเต็มปากว่า ราชบุรี จะติด 1 ใน 4 ของตารางคะแนน

เพราะสถานะ “ราชันมังกร” เป็นเพียงสโมสรระดับกลางกึ่งบน ห่างไกลคำว่า “แชมป์ลีก” เป้าหมายหลักถูกเบนเข็มไปหา “ฟุตบอลถ้วย” ซึ่งทำได้ดีสุดแค่ “พระรอง” อยู่ร่ำไป
จนช่วงเปิดฤดูกาล 4 นัดแรก ราชบุรี กลายเป็นทีมที่หักปากกากูรูอย่างเต็มปัง หลังออกสตาร์ทด้วยผลงานชนะรวด 4 นัด ดีสุดในรอบ 8 ปีสโมสร มีแต้มเทียบเท่า ทรู แบงค็อกฯ จ่าฝูงของตาราง เป็นรองเพียงลูกได้เสีย

แม้จากนั้นไม่นานไวรัสโควิดจะพรากฟุตบอลไทยให้แช่แข็งไปหลายเดือน แต่อีกมุมกลับกลายเป็น “ผลดี” สำหรับ ราชบุรี

เพราะทำให้ไทยลีกไม่สามารถแข่งขัน-จบฤดูกาล ตรงตามปฏิทินลูกหนังที่วางไว้ และในช่วงปลายปี สมาคมฟุตบอลไทยฯ ต้องส่งรายชื่อ 4 ทีม ไปเล่นในศึก AFC champions league 2021 ซึ่งปีนี้เป็นครั้งแรกที่สโมสรจากไทยได้โควตา 2+2  ทำให้สมาคมตัดสินใจใช้วิธีส่งชื่อ 4 ทีมไปเล่นถ้วยเอเชีย โดยวัดผลงานหลังจบ 15 นัดแรก

นั่นหมายถึงโปรแกรมหา 4 สโมสรไปโลดแล่นใน AFC champions league ถูกลดไปกว่าครึ่ง และ ราชบุรี ที่นั่งรองจ่าฝูงขณะนี้ ได้ประโยชน์ไปเต็ม ๆ

ทว่าภารกิจที่เหมือนง่ายแต่ไม่ง่ายของ ราชันมังกร คือ หลังไทยลีกกลับมาแข่งขัน เขาจะรักษา “มาตรฐาน” ทีมเหมือน 4 นัดแรกได้แค่ไหน

เพราะเอาเข้าจริงหากเทียบเคียงทรัพยากรนักเตะ 4 อันดับแรกเวลานี้ ราชบุรี ล้วนเป็นรองทีมอื่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ทรู แบงค็อก ที่แข้งระดับทีมชาติคุณภาพคับแก้ววิ่งชนกันเต็มทีม การท่าเรือ หรือ บีจี ปทุมฯ ที่ช้อปแหลกไม่สนโควิด ผู้เล่นเกรดเอ-บี มีให้เลือกใช้แบบที่ส่งแข่ง 2 ทีมได้สบาย

ยังไม่นับรวมยักษ์ที่รอวัน “ตื่น” อย่างแชมป์เก่า สิงห์ เชียงรายฯ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีก

ทำให้เป็นงานหินพอควรสำหรับ ราชบุรี ในการรักษาสถานะอันดับ 1 ใน 4 ไปจนถึงอีก 11 นัดที่เหลือ

อย่างไรก็ดีในมุมผู้เขียน ยังมองเห็นความเป็นไปได้ที่ทีมเมืองโอ่ง จะสร้างประวัติศาสตร์ ในการไปเล่นบนถนนสายเอเชีย

จุดแข็งที่ ราชันมังกร มีเหนือกว่าทุกทีมในไทยลีก ในช่วง 4 นัดแรกคือ “ระบบทีม” ที่ค่อนข้างปึก ผู้เล่นเก่า-ใหม่ ต่างเข้าใจแท็คติกของ “โค้ชเจี๊ยบ” สมชาย ไม้วิลัย ไม่ว่าจะถูกจับสลับเปลี่ยนเล่นในแบบแผนไหน

มีกองหลังปึก กองกลางที่สร้างสรรค์เกมได้หลากหลายรูปแบบ กองหน้าที่มีความเร็ว และความคม การเข้าทำน้อยจังหวะ แต่เฉียบขาดและรู้ใจกันเป็นอย่างดี

ทีมเวิร์ค ราชบุรี กลายเป็นจุดแข็งกลบเรื่องศักยภาพนักเตะที่ด้อยกว่าบรรดา “บิ๊กทีม” ด้วยกัน

อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนกล้าพูดได้เต็มปากคือ ราชบุรี เป็นสโมสร ที่ใช้โควตาแข้งต่างชาติได้ “คุ้มค่า” ที่สุดในไทยลีกจาก 4 นัดแรกที่แข่งขันกันไป

โย ซัง-แฮ เข้ามาเติมเต็มในแผงหลังจับคู่กับ ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ ได้อย่างลงตัว
ลอสเซมี คาราบูเอ กองกลางที่บู๊ไม่มีถอย เปลี่ยนบอลตรงกลางเป็นเกมรุกได้เนียนตา และเติมขึ้นไปทำประตูได้
สตีเฟ่น ล็องจิล หมอนี่ไม่ได้มีแค่ความเร็วเป็นทีเด็ด แต่ยังมีลูกครอสที่แม่นยำสร้างอันตรายได้ตลอด
ยานนิก โบลี คือเครื่องจักรสังหารผู้ทำประตูได้ทุกรูปแบบในกรอบเขตโทษ

4 คนนี้คือแกนหลักในบรรดาตัวจริงโควตาต่างชาติที่ถูกส่งลงสนาม

ขณะที่ม้านั่งสำรองพวกเขามีโควตาอาเวียนชั้นดีอย่าง ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่พร้อมลงมาเปลี่ยนเกมได้ทุกเมื่อ ยังไม่นับรวมถึง ลุค วู๊ดแลนด์ และแข้งใหม่อย่าง จัสติน มิเกล บาส ที่เป็นอีกตัวเลือก

สิ่งที่พอหยิบมาตอบแทนข้อเขียนข้างบนได้ คงเป็นผลงาน 4 นัดแรกที่ทีมชนะรวด และถลุงคู่แข่งไปถึง 9 ประตู โดยทั้งหมดเกิดจากการมีส่วนร่วมของนักเตะต่างชาติทั้งสิ้น ขาดไปเพียงประตูเดียวที่เกิดจากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของคู่แข่ง

ชนะ ตราด เอฟซี 2-0
สตีเฟ่น ล็องจิล ครอสให้ ยานนิก โบลี โขก
ฆาเบียร์ ปาตินโญ เรียกจุดโทษ ฟิลิป โรเลอร์ ยิง

ชนะ สุโขทัย เอฟซี 2-1
จักรพันธ์ พรใส แอสซิสต์ให้ ยานนิก โบลี หลุดไปยิง
ปิยะราษฎร์ ลาจังหรีด (ทำเข้าประตูตัวเอง)

ชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 4-3
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ชิ่งต่อให้ ยานนิก โบลี ยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ลอสเซมี คาราบูเอ เติมขึ้นมาซัด
เกียรติศักดิ์ เจียมอุดม ผ่านให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ที่แปะต่อให้ ฟิลิป โรเลอร์ หลุดไปยิง
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ ยิงเหน่ง ๆ

ชนะ นครราชสีมา 1-0
สตีเฟ่น ล็องจิล เปิดให้ ฆาเบียร์ ปาตินโญ โหม่ง

สิ่งเหล่านี้คือเครื่องยืนยันว่าผู้เล่นต่างชาติ ราชบุรี เป็นฟันเฟืองสำคัญสำหรับทีม โดยมีผู้เล่นไทยอย่าง จักรพันธ์ พรใส, จิตปัญญา ทิสุด หรือ ฟิลิป โรเลอร์ ร่วมกันสร้างสรรค์เกมให้ไหลลื่น

มันคือ “ความลงตัว” ของแข้งต่างชาติ ที่เหนือกว่าสโมสรอื่น ณ เวลานี้

อย่างที่บอกไป จนกว่าจะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง หากแข้งหลักที่ว่ามาไม่เจอตลกร้ายปัจจัยภายนอก หรืออาการบาดเจ็บเล่นงาน และรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ดัง 4 เกมแรก ถนนสู่ AFC champions league สำหรับ ราชบุรี

ก็มีความเป็นไปได้