แชมป์ลีกทำศึก! ลิเวอร์พูลเล็งชัยบุกทะลวงแมนฯซิตี้ที่ขอสู้เพื่อศักดิ์ศรี

"หงส์แดง" ลิเวอร์พูล แชมป์พรีเมียร์ลีก ทีมล่าสุด มีคิวทำศึกใหญ่ คาดหวังสามคะแนนเต็มเพื่อโอกาสทำสถิติเก็บ 100 แต้มในลีก นำโดย "ซาดิโอ มาเน่" บุกถิ่น "เรือใบ" แมนฯ ซิตี้ ที่ขอกู้หน้าจากนัดก่อน ส่ง "ราฮีม สเตอร์ลิง" ซัดทีมเก่า ในการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563
แมนฯ ซิตี้ (2) – ลิเวอร์พูล (1)
ถ่ายทอดสด TPF HD 1 (600) เวลา : 02.15 น.
สนาม : เอติฮัด สเตเดี้ยม

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือแมนฯ ซิตี้ พาทีมแพ้เชลซี 1-2 ในเกมลีกล่าสุด ก่อนแก้ตัวด้วยการบุกชนะนิวคาสเซิ่ล 2-0 ในเกมเอฟเอ คัพ ผ่านเข้ารอบตัดเชือกได้สำเร็จ

    สภาพทีมล่าสุด เป๊ปยังไม่มีแฟร์นันดินโญ่ ที่เหลือโทษแบนอีก 1 นัด รวมไปถึงเซร์คิโอ อเกวโร่ ”กุน” ที่เจ็บเข่าและต้องพักยาว ส่วน เอริค การ์เซีย ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ ยังต้องรอดูอาการ
 
    การจัดทัพคาดว่าคงมีการปรับพอสมควร แกนหลักบางรายที่เป็นสำรองในเกมล่าสุด อย่าง เอแดร์ซอน โมราเอส, โรดรี้ เอร์นานเดซ และ แบร์นาร์โด้ ซิลวา ก็น่าจะกลับมาเป็นตัวจริงตามปกติ

    เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือลิเวอร์พูล พาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้อย่างเป็นทางการ หลังแมนฯ ซิตี้ พลาดท่าบุกไปแพ้เชลซี 1-2 เมื่อกลางสัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดครั้งแรกในรอบ 30 ปี ส่วนผลงานล่าสุดของพวกเขาคือ การถล่ม คริสตัล พาเลซ 4-0

    ความพร้อมเกมนี้ คล็อปป์ต้องรอดูความพร้อมของเจมส์ มิลเนอร์ ที่มีอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่ารบกวนตามลำดับ ส่วน โฌแอล มาติป และ เซอร์ดาน ชาคิรี่ ที่เจ็บเท้า และ น่อง ตามลำดับ ยังต้องพักยาวเหมือนเดิม

    การจัดทัพ แม้จะเป็นแชมป์ไปแล้ว แต่เชื่อว่าคล็อปป์ยังน่าจะเน้นเหมือนเดิม เพื่อไปให้ถึงอีกเป้าหมายอย่างการเก็บให้ถึงหลัก 100 แต้มนั่นเอง

    แกนหลักขาประจำ ไม่ว่าจะเป็น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ซาดิโอ มาเน่ ต่างพร้อมบู๊ทั้งหมด

นักเตะที่คาดว่าจะลงสนาม

    แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ไคล์ วอล์คเกอร์, นิโกลัส โอตาเมนดี้, เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ – เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี้ เอร์นานเดซ, แบร์นาร์โด้ ซิลวา – ริยาด มาห์เรซ, กาเบรียล เชซุส, ราฮีม สเตอร์ลิง

ผู้จัดการทีม : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า    

    ลิเวอร์พูล (4-3-3) : อลิสซอน เบ็คเกอร์ – เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์, โจ โกเมซ, เฟอร์กิล ฟาน ไดค์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน – จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟาบินโญ่, จอร์จินโย่ ไวนัลดุม – โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, ซาดิโอ มาเน่ 

ผู้จัดการทีม : เจอร์เก้น คล็อปป์

ผู้ตัดสิน : แอนโธนี่ เทย์เลอร์

ผลการพบกันที่ผ่านมา

วัน/เดือน/ปี  รายการ  ผลการแข่งขัน

10/11/19 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 3-1 แมนฯ ซิตี้
04/08/19 คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ลิเวอร์พูล 1-1 แมนฯ ซิตี้ (จุดโทษ 4-5)
03/01/19 พรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ 2-1 ลิเวอร์พูล
07/10/18 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 0-0 แมนฯ ซิตี้
26/07/18 ไอซีซี แมนฯ ซิตี้ 1-2 ลิเวอร์พูล

ผลงาน 5 นัดหลังสุด

แมนฯ ซิตี้

28/06/20 ชนะ นิวคาสเซิ่ล 2-0 (เยือน) เอฟเอ คัพ
25/06/20 แพ้ เชลซี 1-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
22/06/20 ชนะ เบิร์นลี่ย์ 5-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
17/06/20 ชนะ อาร์เซน่อล 3-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
08/03/20 แพ้ แมนฯ ยูไนเต็ด 0-2 (เยือน) พรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูล

24/06/20 ชนะ คริสตัล พาเลซ 4-0 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
21/06/20 เสมอ เอฟเวอร์ตัน 0-0 (เยือน) พรีเมียร์ลีก
11/03/20 ชนะ แอต.มาดริด 1-0 (เหย้า) แชมเปี้ยนส์ ลีก
(รวมผล 2 นัดเสมอ 1-1, ต่อเวลาแพ้ 2-3)
07/03/20 ชนะ บอร์นมัธ 2-1 (เหย้า) พรีเมียร์ลีก
03/03/20 แพ้ เชลซี 0-2 (เยือน) เอฟเอ คัพ

คูตินโญ่ จะเป็นอีกราย ? ย้อนดู 3 แข้งเล่นให้ทีมชุดใหญ่ ลิเวอร์พูล 2 รอบ

กระแสข่าวการกลับไปซบ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ของ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ มิดฟิลด์ชาวบราซิเลียนยังคงมีออกมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ โดยล่าสุดถึงขั้นมีรายงานว่าดาวเตะเลือดแซมบ้าพร้อมที่จะรับค่าเหนื่อยน้อยลงเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่กับยอดทีมแห่งถิ่น แอนฟิลด์ อีกครั้ง
    ลิเวอร์พูล ถือเป็นทีมหนึ่งที่ได้เด็กเก่ากลับมาช่วยทีมอยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขารู้สึกผูกพันกับ "หงส์แดง" เป็นอย่างมาก โดยบางคนเคยอยู่กับอะคาเดมี่ หรือไม่ก็เคยทดสอบฝีเท้ากับทีมเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะกลับมาอยู่กับทีมชุดใหญ่ในอีกไม่กี่ปี หรือหลายปีต่อมา อย่างเช่น เคนนี่ ดัลกลิช, อลัน แฮนเซ่น, ริคกี้ แลมเบิร์ต และ จอห์น อัลดริดจ์ เป็นต้น ส่วนบางคนเคยเล่นให้ทีมชุดใหญ่ และแม้ว่าจะโดนปล่อยออกไปก็ได้หวนช่วยทีมอีกครั้ง

    ทั้งนี้ วันนี้เราจะมาย้อนดูคนในข่ายที่เคยอยู่กับทีมชุดใหญ่ของ ลิเวอร์พูล แล้วจากนั้นก็กลับมาช่วยทีมอีกรอบสัก 3 คน เผื่อว่า คูตินโญ่ จะกลับมาสวมเสื้อของ "หงส์แดง" จนทำให้เขาเป็นนักเตะอีกรายที่เข้าข่ายนั้น

    – ร็อบบี้ ฟาวเลอร์
    หากถามว่าใครคือกองหน้าขวัญใจ "เดอะ ค็อป" แล้วนั้น เชื่อได้ว่าชื่อของ ฟาวเลอร์ น่าจะโผล่มาเป็นลำดับต้นๆ ในใจของหลายคน เพราะว่า ฟาวเลอร์ ถือเป็นผลผลิตจากอะคาเดมี่ของ ลิเวอร์พูล โดยตรง, อยู่กับอะคาเดมี่ราว 9 ปี ก่อนที่จะขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ได้ในปี 1993 และยังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมอีกต่างหาก ด้วยการทำไป 171 ประตู จากการลงเล่น 330 นัดในทุกรายการ

    แม้ว่าจะเป็นขวัญใจของเหล่าสาวก ลิเวอร์พูล จนถึงขั้นได้ฉายาว่า "ก็อด" แต่พอถึงปี 2001 เขาก็ต้องย้ายไปอยู่กับ ลีดส์ ยูไนเต็ด หลังจากตอนนั้น เชราร์ด อุลลิเย่ร์ ชอบใช้งาน ไมเคิ่ล โอเว่น และ เอมิล เฮสกีย์ เป็นคู่กองหน้าตัวหลักมากกว่า และว่ากันว่า ฟาวเลอร์ มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีเท่าไหร่กับ อุลลิเย่ร์ ด้วย ซึ่งหลังจากนั้น ฟาวเลอร์ ก็ยังย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีก ก่อนที่จะได้กลับสู่ แอนฟิลด์ แบบไร้ค่าตัวในเดือนมกราคมปี 2006 ท่ามกลางความดีใจของแฟนบอล ลิเวอร์พูล หลายคน

    ทั้งนี้ ตอนนั้น ลิเวอร์พูล เซ็นสัญญากับ ฟาวเลอร์ จนกระทั่งจบซีซั่น 2006-07 เท่านั้น โดยที่ตอนนั้นเขาก็มีอายุ 30 ปีเข้าไปแล้วด้วย แต่ผลงานของเขาก็ไม่ได้แย่มากนัก ด้วยการทำไป 5 ประตู จากการลงเล่น 16 นัดในทุกรายการ ส่งผลให้เขาได้เซ็นสัญญาอยู่กับทีมอีก 1 ซีซั่น ซึ่งฤดูกาลต่อมาเขาก็ทำไป 7 ประตู จากการลงเล่น 23 นัดในทุกรายการ


 

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ต้องบอกลาทีมอีกครั้งในสภาพที่ไม่ได้เหรียญแชมป์กับทีมเลย โดยถึงแม้ในฤดูกาล 2005-06 ลิเวอร์พูล จะได้แชมป์ เอฟเอ คัพ แต่ ฟาวเลอร์ ก็ไม่ได้ลงเล่นให้ทีมในรายการนั้นเพราะติดกฎคัพไท ส่วนในซีซั่น 2006-07 ที่ทีมของกุนซือ ราฟาเอล เบนิเตซ ได้แชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ เขาก็ไม่มีชื่อแม้กระทั่งเป็นตัวสำรอง

    – เคร็ก เบลลามี่
    ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 ลิเวอร์พูล คว้าตัว เบลลามี่ มาจาก แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ด้วยค่าตัว 6 ล้านปอนด์ โดยที่ตอนนั้นหลายคนมองว่ามันเป็นดีลที่คุ้มค่าในระดับหนึ่งของ "หงส์แดง" เมื่อพิจารณาถึงการที่เขาทำได้ 17 ประตูจากการลงเล่น 32 นัดในทุกรายการให้กับ แบล็คเบิร์น ในซีซั่น 2005-06 โดยที่ในจำนวนนั้นเกิดขึ้นในเกม พรีเมียร์ลีก 13 ลูกด้วย

    น่าเสียดายที่ความเป็นจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น เบลลามี่ ได้อยู่กับทีมเพียงแค่ฤดูกาลเดียว โดยเขาย้ายไปอยู่กับ เวสต์แฮม ในซีซั่น 2007-08 พร้อมกับผลงาน 9 ลูก จากการลงเล่น 41 นัดในทุกรายการ และมีเพียงแชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ ติดมือ แถมสิ่งที่หลายคนจดจำเขามากกว่าประตูที่เจ้าตัวทำได้ก็คือการที่เจ้าตัวมีปัญหากับ ยอห์น อาร์เน่ รีเซ่ อีกต่างหาก โดยที่จริงซีซั่นนี้น ลิเวอร์พูล ไปถึงรอบชิงชนะเลิศของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วย แต่ก็แพ้ เอซี มิลาน ในบั้นปลาย

    พอถึงเดือนมกราคมปี 2009 เบลลามี่ ก็ได้ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และหลังจากไปเล่นแบบยืมตัวกับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ พักหนึ่ง เขาก็ได้ตีตั๋วกลับมาสู่ แอนฟิลด์ ในฐานะนักเตะอีกครั้งในช่วงซัมเมอร์ ปี 2011 แม้ว่าตอนนั้น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จะให้ความสนใจในตัวเขาเหมือนกันก็ตาม โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่าชื่นชอบ เคนนี่ ดัลกลิช มากๆ และตอนนั้น ดัลกลิช ก็นั่งเก้าอี้ผู้จัดการทีมของ ลิเวอร์พูล อยู่

    ถึงกระนั้น มันก็เป็นอีกครั้งที่ เบลลามี่ ได้สวมเสื้อสีแดงของ ลิเวอร์พูล เพียงแค่ซีซั่นเดียว โดยเขาทำได้ 9 ลูกจากการลงเล่น 33 นัดในทุกรายการ ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แต่หนนี้เขาก็ประสบความสำเร็จมากกว่ารอบแรกนิดหน่อย เพราะได้แชมป์ ลีก คัพ ร่วมกับทีมด้วย

    – เอียน รัช
    แม้ว่าจะได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงเคยเป็นแฟนบอล เอฟเวอร์ตัน มาตั้งแต่วัยเด็ก แต่ รัช ก็เลือกย้ายจาก เชสเตอร์ ซิตี้ ไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในช่วงเดือนเมษายน ปี 1980 โดยที่ ลิเวอร์พูล จ่ายค่าตัวไป 300,000 ปอนด์ ซึ่งถือเป็นค่าตัวที่สูงเป็นสถิติสำหรับนักเตะดาวรุ่งในสมัยนั้น และมันก็กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสุดขีด หลังจากที่เขาทำประตูให้ทีมได้ถึง 207 ประตูจากการลงเล่นในทุกรายการ

    ผลงานอันยอดเยี่ยมของ รัช ทำให้เขาตกเป็นที่สนใจของทีมในทวีปยุโรปหลายทีม ก่อนที่เจ้าตัวจะเลือกย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ในปี 1986 ด้วยค่าตัว 3.2 ล้านปอนด์ ซึ่งก็เป็นค่าตัวสูงเป็นสถิติของนักเตะในเครือสหราชอาณาจักรในสมัยนั้น โดยเขาเล่นให้ ลิเวอร์พูล ด้วยสัญญายืมตัวในฤดูกาล 1986-87 ต่ออีก 1 ซีซั่น ก่อนจะไปโชว์ฝีเท้าในอิตาลี

    อย่างไรก็ตาม รัช ก็เล่นอยู่ในอิตาลีได้เพียงซีซั่นเดียว ก่อนที่จะย้ายกลับมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว 2.7 ล้านปอนด์ ในเดือนสิงหาคม ปี 1988 โดยเขาบอกลา ยูเวนตุส มาพร้อมกับผลงาน 14 ประตูจากการลงเล่น 39 นัดในทุกรายการ ซึ่งในรอบ 2 ของเขากับ ลิเวอร์พูล เจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้สุดยอดด้วยการทำได้อีก 139 ประตูจากการลงเล่นในทุกรายการ ก่อนที่จะบอกลาทีมไปอยู่กับ ลีดส์ ในซีซั่น 1996-97

    รัช ประสบความสำเร็จกับ ลิเวอร์พูล อย่างมากในทั้ง 2 รอบที่อยู่กับทีม โดยเขาพาทีมได้ทั้งแชมป์ลีกสูงสุด 5 สมัย, แชมป์ เอฟเอ คัพ 3 ครั้ง, แชมป์ ลีก คัพ 5 หน, แชมป์ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 3 ครั้ง และแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ (ชื่อเดิมของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) 2 หน

เกิดอะไรบ้างกับ5นักเตะที่มูรินโญ่ปล่อยจากแมนยู

โชเซ่ มูรินโญ่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกุนซือที่ยอดเยี่ยมสุดในโลก หลังประสบความสำเร็จ และคว้าแชมป์มากมาย จากการคุม ปอร์โต้, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนมาทำงานให้ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ในเวลานี้
    กุนซือชาวโปรตุกีส คุม แมนฯ ยูไนเต็ด ระหว่างปี 2016-2018 โดยพา "ปีศาจแดง" คว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก ปี 2017, ลีก คัพ 2016/17 และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2016

    มูรินโญ่ ดึงนักเตะมาอยู่กับ "ปีศาจแดง" หลายราย และก็มีปล่อยออกไปบ้าง โดยเราจะไปดูกันว่าแต่ละคนเป็นอย่างไรกันบ้างหลังเดินออกจากรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ด

1. บิคตอร์ บัลเดส

มูรินโญ่ ไม่เสียเวลาเลยในการโละ บิคตอร์ บัลเดส นายทวารชาวสแปนิช ออกจากทีม หลังเข้ามาคุม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ไม่นานเมื่อปี 2016

บัลเดส ต้องย้ายไปเล่นให้ สตองดาร์ ลีแอช แบบยืมตัว และไปเฝ้าเสาให้ มิดเดิ้ลสโบรช์ ในฤดูกาล 2016/17 ก่อนแขวนถุงมือในปี 2018 หลังไร้สังกัดมานานหลายเดือน

จากนั้น บัลเดส ไปเป็นโค้ชให้กับทีมเยาวชนของ โมราตาลาซ สโมสรสมัครเล่น และ บาร์เซโลน่า อดีตต้นสังกัด แต่แค่ 3 เดือนก็โดนไล่ออก ก่อนมาทำงานให้กับสโมสร ฮอร์ต้า

2. นิค พาวล์

นิค พาวล์ เคยเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตา เป็นที่หมายปองของหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ หลังโด่งดังเร็วตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี ก่อนย้ายจาก ครูว์ อเล็กซานดรา มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2012

อย่างไรก็ตาม พาวล์ ไม่สามารถแจ้งเกิดกับ "ปีศาจแดง" ก่อนโดนส่งไปให้หลายสโมสรยืมทั้ง วีแกน แอธเลติก, เลสเตอร์ ซิตี้ และ ฮัลล์ ซิตี้

จากนั้น พาวล์ ก็โดนปล่อยขาดให้ วีแกน เมื่อปี 2016 และย้ายมาอยู่กับ สโต๊ค ซิตี้ เมื่อปี 2019

3. บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์

กองกลางดีกรีทีมชาติเยอรมัน ย้ายจาก บาเยิร์น มิวนิค มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2015 แต่หลัง มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีม เขาก็แทบไม่ได้โอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเลย

ชไวน์สไตเกอร์ อำลา "ปีศาจแดง" ไปอยู่กับ ชิคาโก้ ไฟร์ ใน เมเจอร์ ลีก  สหรัฐฯ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2017 และแขวนสตั๊ดไปเมื่อปีที่แล้ว

4. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

หนึ่งในนักเตะไม่กี่คนที่ มูรินโญ่ ยอมรับว่าอยากที่จะเก็บให้อยู่กับทีมต่อไป แต่ไม่อาจรั้งไว้ได้ หลังเจ้าตัวบาดเจ็บหนักที่หัวเข่าเมื่อเดือนเมษายน ปี 2017 และต้องพักยาวถึง 8 เดือน

หลังกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ซลาตัน ตกลงเซ็นสัญญากับ "ปีศาจแดง" อีก 1 ปี แต่สภาพร่างกายไม่เหมือนเดิม และไม่ได้รับโอกาสลงเล่นมากนัก จนนำไปสู่การยกเลิกสัญญาในที่สุด

ดาวยิงสวีดิช วัย 38 ปี ทำผลงานดีในปีแรกที่มาอยู่ใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฤดูกาล 2016/17 ด้วยการยิงไป 28 ประตู จาก 46 นัด

อิบราฮิโมวิช ไปเล่นให้ แอลเอ แกแล็กซี่ เมื่อปี 2018 ก่อนที่ล่าสุดจะย้ายมาอยู่กับ เอซี มิลาน เมื่อเดือนมกราคม ที่ผ่านมา

5. เวย์น รูนี่ย์

รูนี่ย์ ย้ายจาก เอฟเวอร์ตัน มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2004 ก่อนย้ายกลับไปเล่นให้ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" อีกครั้งในปี 2017 หลังค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด นานถึง 13 ปี

จากนั้น รูนี่ย์ ก็ไปอยู่กับ ดีซี ยูไนเต็ด ใน เมเจอร์ลีก สหรัฐฯ เมื่อปี 2018 และเพิ่งกลับอังกฤษ มาเล่นให้ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ใน แชมเปี้ยนชิพ เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

เลือดผีเข้มข้น!แกรี่ชู3แนวรุกแมนยูซีซั่น07-08โหดสุดตลอดกาลพรีเมียร์ฯ



แกรี่ เนวิลล์ ระบุ แนวรุกที่เก่งที่สุดตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก คือแนวรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดซีซั่น 2007-08 พร้อมบอกว่าผิดหวังที่ในฤดูกาลต่อมา เตเวซ ไม่มุ่งมั่นเหมือนเดิม

    แกรี่ เนวิลล์ ตำนานแบ็กขวาของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่าแนวรุกของ "ปีศาจแดง" ชุดฤดูกาล 2007-08 อันประกอบไปด้วย คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เวย์น รูนี่ย์ และ คาร์ลอส เตเวซ คือชุด 3 แนวรุกที่เก่งที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ของศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

    ซีซั่นดังกล่าว แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ทั้งแชมป์ พรีเมียร์ลีก, คอมมิวนิตี้ ชิลด์ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปครอง ซึ่งส่วนสำคัญที่ทำให้ฤดูกาลนั้นพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากก็คือการที่ทั้ง โรนัลโด้, รูนี่ย์ และ เตเวซ ทำผลงานได้สุดยอดจนทำประตูในทุกรายการได้ 42 ลูก, 18 ลูก และ 19 ประตู ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม หลายคนก็มองว่า 3 แนวรุกชุดปัจจุบันของ ลิเวอร์พูล ที่ประกอบได้วย โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ เหนือกว่า 3 แนวรุกชุดนั้นของ แมนฯ ยูไนเต็ด

    เนวิลล์ คนพี่ กล่าวตอนจัดรายการกับ สกายสปอร์ตส์ สื่อกีฬาชั้นนำของเมืองผู้ดีว่า "ในปีนั้น (ฤดูกาล 2007-08) เตเวซ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมร่วมกับ รูนี่ย์ และ โรนัลโด้ ผลงานของพวกเขามันสุดยอดจนเหมือนว่าพวกเขามาจากนอกโลกเลย มันไม่ใช่แค่เพราะพวกเขามีคุณภาพที่ดีเท่านั้น แต่พวกเขาทั้ง 3 คนยังมีความเห็นแก่ตัวในทางที่ดี (หมายถึงการเห็นแก่ตัวในการทำประตูจนทำให้ยิงได้เยอะ) และยังมีความมุ่งมั่นที่ยอดเยี่ยมด้วย"

    "โรนัลโด้ เล่นในแนวทางที่ต่างออกไป เขาจะไม่ไปไล่เตะและทะเลาะกับคนอื่นๆ, ไม่ไปไล่ชนกับคนอื่นๆ เขาโชว์การเล่นทื่ยอดเยี่ยมมากๆ ออกมาได้ แต่ รูนี่ย์ กับ เตเวซ เป็นพวกประเภทนักสู้ข้างถนน แต่ก็ยังมีความสามารถที่ดีด้วย 3 แนวรุกชุดนั้นมันมีบางอย่างที่พิเศษ"

    "พวกเขาเป็น 3 แนวรุกที่ดีที่สุดตลอดกาลใน พรีเมียร์ลีก ด้วยซ้ำ สำหรับผมแล้วมันไม่มี 3 แนวรุกชุดไหนที่สามารถเอาชนะ 3 คนนั้นได้ คุณจะยกตัวอย่างชุดของ มาเน่, ซาลาห์ และ ฟีร์มีโน่ ขึ้นมาก็ได้ ซึ่งที่จริงผมชอบพวกเขามากๆ หรือจะยกตัวอย่างชุดของ (ราฮีม) สเตอร์ลิง, (เซร์คิโอ) อเกวโร่ และ (ลีรอย) ซาเน่ ของ ซิตี้ ขึ้นมาก็ได้ แต่พอคุณมองถึงชุดของ เตเวซ, รูนี่ย์ และ โรนัลโด้ ในช่วงพีคของพวกเขาแล้วน่ะ คุณก็จะสัมผัสได้ทันทีว่าพวกเขาเก่งสุดๆ จนเหมือนมาจากนอกโลกเลย"

    อย่างไรก็ตาม อดีตฟูลแบ็กคนดังก็ตำหนิ เตเวซ เช่นกันว่าขยันและเล่นแบบจริงจังน้อยลงในซีซั่น 2008-09 จนทำให้ผลงานดร็อปลง โดยในฤดูกาล 2008-09 เตเวซ ทำประตูในทุกรายการได้ 15 ลูก "สิ่งที่ทำให้ผมหงุดหงิดเกี่ยวกับ เตเวซ คือการที่เขาดร็อปลงอย่างมากในฤดูกาลที่ 2 กับทีม เขาเริ่มเจ็บแบบออดๆ แอดๆ, มาซ้อมสาย, เริ่มสร้างความวุ่นวายไปทั่ว ตอนนั้นเขายังอยู่กับสโมสร และผมก็ทนเรื่องแบบนั้นไม่ไหว"

    "ผมเป็นคนที่จริงจังกับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างมาก ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องอื่นเลย ในหัวของผมมีแค่เรื่องเกี่ยวกับ ยูไนเต็ด ในทุกวัน และผมก็หงุดหงิดกับการที่มีคนเดินเข้ามาในห้องแต่งตัว แต่ไม่ได้เล่นด้วยสภาพที่ดีที่สุด ผมเข้าใจสถานการณ์ของเขาในตอนนั้นดี แต่ตอนนั้นทีมงานเอเยนต์ของเขาพูดบางอย่างใส่หูเขาอยู่ตลอด เขาโดนคนของเขาชักจูง และเรื่องแบบนั้นมันก็จะทำให้เกิดตอนจบแบบนั้น (เตเวซ ไม่อยู่กับทีมต่อ) อยู่เสมอ ในฐานะนักเตะอาชีพแล้วผมผิดหวังกับเรื่องนั้น เขาปฏิบัติตัวได้ไม่เหมาะสม"